Thailand Go Green - Page 22 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions


Reply
 
Thread Tools
Old January 9th, 2020, 05:07 PM   #421
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

ไทยยังไม่ปลอดแร่ใยหิน สมัชชาขยับเส้นตายปี’65

วันที่ 9 มกราคม 2563

ไทยยังไม่ปลอดแร่ใยหิน สมัชชาขยับเส้นตายปี’65
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานความคืบหน้ามาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหินว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 12 ที่ประชุมได้ “ทบทวน” มติสมัชชาฯที่เกี่ยวกับแร่ใยหินตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 หลัง ครม.ในขณะนั้นมีมติให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการตามมติสมัชชาฯให้สังคมไทยปลอดจากแร่ใยหิน แต่จนกระทั่งถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหินได้ โดยการดำเนินการล่าสุดได้มีการประกาศที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน 2 ฉบับ

1) คณะกรรมการว่าด้วยฉลากฉบับที่ 29(2553) เรื่องให้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ 2) ระบุให้มีคำเตือน “ระวังอันตราย ผลิตภัณฑ์นี้มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ การได้รับสารนี้เข้าสู่ร่างกายอาจก่อให้เกิดมะเร็งและโรคปอด”

2) ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2560 เรื่องขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายสำหรับแอสเบสทอสชนิดไครโซไทล์ไม่ให้เกิน 0.1 ไฟเบอร์/ลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 12 มีความเห็นว่า แม้กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการตามมติสมัชชาสุขภาพเรื่องแร่ใยหินแล้วก็ตาม แต่ยังขาดการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินการเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ดังนั้นในการประชุมสมัชชาฯครั้งที่ 12 จึงได้มีมติขอให้

1) กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งรัดในการดำเนินการให้ “ยกเลิก” การใช้แร่ใยหินชนิดไครโซไทล์เป็นวัตถุดิบในการผลิตทั้งหมดภายในปี 2565 เนื่องจากในขณะนี้มีผลิตภัณฑ์/วัสดุอื่นสามารถทดแทนแร่ใยหินชนิดไครโซไทล์ได้แล้วในสินค้ากระเบื้องแผ่นเรียบ-กระเบื้องยางปูพื้น กับให้ “ยกเลิก” การใช้แร่ใยหินชนิดไครโซไทล์เป็นวัตถุดิบในการผลิตทั้งหมดภายในปี 2568 สำหรับสินค้าผ้าเบรกและคลัตช์-ท่อซีเมนต์ใยหิน-กระเบื้องมุงหลังคา


2) กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางและมาตรการในการ “ลด-ละ-เลิก” การนำเข้าแร่ใยหิน

3) ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการให้มีแนวทางในการจัดการขยะอันตรายที่อาจมีแร่ใยหิน

4) ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนา “คู่มือ” การควบคุมการรื้อถอนซ่อมแซมต่อเติมอาคารที่มีการใช้วัสดุแร่ใยหิน

5) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องผลกระทบของแร่ใยหิน และออกข้อบัญญัติท้องถิ่นในกระบวนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง

6) ขอให้กรมบัญชีกลางกำหนดแนวทางปฏิบัติให้การก่อสร้างหน่วยงานราชการทุกระดับใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากแร่ใยหิน

7) ให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนเครือข่ายแรงงานให้เฝ้าระวังตรวจสอบให้มีการใช้วัสดุที่ไม่มีแร่ใยหิน

8) ให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานเผยแพร่ข้อมูลอันตรายจากแร่ใยหิน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยประชาสัมพันธ์วัสดุที่ทดแทนแร่ใยหินได้ เช่น เมทัลชีต กระเบื้องที่ใช้สารทดแทนแร่ใยหิน

9) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคต้องกำกับติดตามการแสดงข้อมูล คำเตือนฉลากผลิตภัณฑ์

10) ให้กระทรวงสาธารณสุขพัฒนาระบบการวินิจฉัยโรคที่เกิดจากแร่ใยหินและระบบเฝ้าระวังติดตามกลุ่มเสี่ยง

11) ให้กระทรวงแรงงานจัดทำระบบลงทะเบียนสถานประกอบการและแรงงานที่ทำงานสัมผัสกับแร่ใยหิน

12) ให้กองทุนเงินทดแทนของสำนักงานประกันสังคมครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลการเฝ้าระวัง วินิจฉัย รักษา แรงงานที่มีประวัติการสัมผัสแร่ใยหิน

13) ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำกับติดตามสถานประกอบกิจการให้ดำเนินการเป็นไปตามกฎกระทรวง

14) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อการยกเลิกการใช้แร่ใยหิน กลไกทางเศรษฐศาสตร์และการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อมุ่งไปสู่การลด-เลิกการใช้แร่ใยหิน

15) ให้เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในการประชุมครั้งที่ 14

https://www.prachachat.net/economy/news-409103
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old January 12th, 2020, 08:15 PM   #422
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

เปิดร่าง กม.อากาศสะอาด นายกฯ นั่งบัญชาการคุมฝุ่น PM 2.5

วันที่ 12 มกราคม 2563

ผ่านช่วงอากาศสดใส หลังหยุดปีใหม่ 2563 มาเพียงไม่กี่วัน ไทยต้องกลับมาเผชิญกับฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว PM 2.5 สูงเกินกว่ามาตรฐาน 90 มคก./ลบ.ม. ในหลาย ๆ พื้นที่ กรมควบคุมมลพิษได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม เพื่อเดินหน้าแผนปฏิบัติการต่าง ๆ ทั้งแจ้งเตือนประชาชนว่าผลจากการเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ ประกอบกับมวลอากาศเย็นที่สูงขึ้น ลมพัดลดลง จะเป็นเหตุให้เกิดการสะสมของฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างกว้างขวาง

ประเด็นนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล เพราะตามสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนต้องได้รับอากาศสะอาดเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินชีวิต จึงถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดให้มีระบบการบริหารจัดการสภาพแวดล้อม เพื่อความสะอาดของอากาศ แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลออกมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาระยะสั้น-กลาง-ยาว อย่างเป็นรูปธรรมออกมาแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

หวั่นอากาศพิษกระทบท่องเที่ยว

ขณะที่อีกด้าน “นายกลินท์ สารสิน” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สะท้อนว่าภาคเอกชนห่วงว่าปัญหาฝุ่นดังกล่าวจะส่งผลกระทบขยายวงกว้างไปถึงบรรยากาศการท่องเที่ยว และแม้จะมีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่พอสมควรแต่ยังไม่ชัดเจน และไม่บูรณาการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา


จึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อบรรเทาสถานการณ์เท่านั้นเป็นที่มาของการเร่งรัดผลักดัน “พระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่อความสะอาดของอากาศ” ซึ่งผ่านความเห็นพ้องกันทั้งหอการค้าทั่วประเทศ และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งได้ร่วมกันเข้าชื่อ 10,000 รายชื่อ สนับสนุน เสนอต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อนำเข้าพิจารณาของรัฐสภา

โชว์ร่าง กม.ใหม่

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าว มีจุดประสงค์หลักเพื่อพัฒนาและบูรณาการระบบการบริหารจัดการทุกภาคส่วน วางระบบป้องกันการปล่อยมลพิษ เข้าสู่สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศ บริหารจัดการระบบงบประมาณ การพัฒนามาตรฐานคุณภาพอากาศ ระบบการประเมินคุณภาพอากาศ ระบบการเฝ้าระวัง ระบบการเตือนภัย จากสถานการณ์อากาศ ระบบการจัดการในสถานการณ์วิกฤต ระบบการพัฒนาองค์ความรู้

โดยร่างกฎหมายนี้ประกอบด้วย 8 หมวด 49 มาตรา (กราฟิก) สาระสำคัญที่จะเห็น หากร่างกฎหมายนี้ผ่าน คือการบูรณาการหน่วยงาน 9 กระทรวง 3 สำนัก ภาคประชาชนและภาคเอกชนในการบริหารจัดการอากาศสะอาด โดยผ่าน “คณะกรรมการอากาศสะอาด” มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานคนที่หนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นรองประธานคนที่สอง พร้อมด้วยกรรมการ ได้แก่ ระดับรัฐมนตรีว่าการ 9 กระทรวง คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับการป้องกันหรือแก้ไขคุณภาพอากาศไม่เกิน 8 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ ซึ่งต้องมีผู้แทนภาคเอกชนร่วมอยู่ด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และให้มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นกรรมการและเลขานุการ

บทบาทสำคัญของคณะกรรมการชุดนี้ จะทำหน้าที่เสนอนโยบายและแผนการจัดการให้มีระบบสภาพแวดล้อมของชั้นบรรยากาศที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาด ยุทธศาสตร์ เสนอแนะมาตรการด้านการเงิน การคลัง ภาษี และการส่งเสริมการลงทุนด้านนี้ต่อ ครม. รวมถึงแผนปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพอากาศของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งในจุดนี้ยังกำหนดให้มี คณะกรรมการอากาศสะอาดในระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ซึ่งจะมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเป็นเลขานุการ

วางมาตรฐาน-ระบบตรวจสอบ

สำหรับแนวทางบริหารจัดการได้ถูกกำหนดไว้ในหมวด 3-7 กล่าวคือ ภายใต้กฎหมายนี้ต้องมีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาดในชั้นบรรยากาศโดยทั่วไป ตามมาตรฐานสากล กำหนดค่ามาตรฐาน คุณภาพอากาศสะอาด เพื่อการฟื้นฟูคุณภาพอากาศ จัดทำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ เพื่อกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาด และหมวดที่ 4 ระบบการตรวจคุณภาพอากาศและพัฒนาระบบฐานข้อมูลคุณภาพอากาศ จัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของแหล่งมลพิษต่าง ๆ จัดทำรายงานผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่อยู่ในระดับวิกฤต หมวดที่ 5 กำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ แนวปฏิบัติการกำกับทิศทางและการจัดสรรงบประมาณพัฒนา และปรับปรุงกรอบแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการทุก 3 ปี

หมวด 6 กำหนดให้มี “คณะกรรมการมลภาวะทางอากาศ” โดยมีปลัดกระทรวง ทส.เป็นประธาน กรรมการระดับอธิบดี จากกรมการปกครอง กรมการขนส่งทางบก กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อม ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน ซึ่งคณะกรรมการอากาศสะอาดแต่งตั้งขึ้น และอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เป็นกรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่กำหนดค่าความเป็นพิษ ให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีประกาศกำหนดเขตพื้นที่ แหล่งมลพิษทางอากาศ

โดยแหล่งมลพิษทางอากาศตามกฎหมายนี้กำหนดให้ระดับจังหวัด หรือระดับอำเภอกำหนดไว้ในแผนที่ข้อมูลสารสนเทศตามช่วงระยะเวลากรรมการอากาศสะอาดกำหนด แบ่งเป็นแหล่งมลพิษโรงงานอุตสาหกรรม, แหล่งมลพิษการเผาในที่โล่ง, แหล่งมลพิษการก่อสร้าง, แหล่งมลพิษจากยานพาหนะ, แหล่งมลพิษทางอากาศที่อยู่ในราชอาณาจักร และแหล่งมลพิษทางอากาศอื่น ๆ

จากนั้นให้ให้กำหนดหลักเกณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัย เพื่อกำหนดขอบเขตที่มลพิษทางอากาศจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อพัฒนาระบบจัดการสภาพแวดล้อม ให้จัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ และติดตาม แจ้งเตือนประชาชนในเขตพื้นที่ รวมถึงกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุน ภาษี การออกกฎกระทรวงกำหนดชนิดและประเภทของมลพิษ ประสานงาน และจัดทำรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์มลพิษเสนอคณะกรรมการอากาศสะอาดทุก 3 เดือน เป็นต้น และหมวด 7 เป็นการให้อำนาจเจ้าพนักงานเพื่อความสะอาดอากาศให้การจัดเก็บข้อมูล เรียกให้ข้อมูล หรือเข้าตรวจสอบพื้นที่ และหมวด 8 มาตรการลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และไม่อำนวยความสะดวกเจ้าหน้าที่ ในรูปของค่าปรับ

ถือเป็นความท้าทายอย่างของไทย หากกฎหมายนี้สำเร็จจะเป็นการปฏิรูประบบการบริหารจัดการ เพื่อความสะอาดของอากาศของประเทศไทย ซึ่งต้องเปลี่ยน mindset ของการมองปัญหา ระบบ และวิธีการแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน รวมทั้งการทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีการวาง “คณะกรรมการอากาศสะอาด” เป็นองค์กรและกลไก ทำหน้าที่พัฒนาระบบการจัดการอากาศของประเทศ และมีกลไกรับผิดชอบระดับท้องถิ่น เพื่อวางระบบมาตรฐานคุณภาพอากาศ เฝ้าระวัง ติดตามเตือนภัย และแก้ไขสถานการณ์เมื่อเกิดวิกฤตการณ์คุณภาพอากาศ

https://www.prachachat.net/economy/news-409852
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 13th, 2020, 06:47 PM   #423
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 30,139
Likes (Received): 6907

เปิดตัวยิ่งใหญ่ กิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ
เผยแพร่: 13 ม.ค. 2563 19:05 โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เปิดตัวยิ่งใหญ่ กิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ด้าน "รมว. ทส." เชื่อมั่นประชาชนคือกำลังสำคัญในการเพิ่มพื้นที่ป่าของชาติ

วันนี้ (13 ม.ค.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมป่าไม้ (ปม.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ร่วมกับ จ.เพชรบุรี จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และในโอกาสวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ พ.ศ. 2563 ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ต.ปากทะเล อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี จำนวนกว่า 10 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาด้านการทำลายทรัพยากรป่าไม้

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธาน โดยมีนายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมเป็นเกียรติในงาน และ นายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ภายในงานมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสังกัด ทส. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกจิตอาสาจังหวัดเพชรบุรี ทหาร ตำรวจ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงนักเรียน นักศึกษา กลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล และประชาชนในพื้นที่และประชาชนผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน

ด้าน นายวราวุธ เปิดเผยภายหลังเปิดกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ พ.ศ. 2563 ว่า นับแต่วันที่ 14 ม.ค.2532 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรง ลงพระปรมาภิไภยในพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2484 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มีผลให้การทำไม้สัมปทาน จำนวน 276 ป่า เนื้อที่ 96,728,981 ไร่ ยุติลงโดยสิ้นเชิง ทำให้รัฐบาลได้รับคำชมเชยจากนานาประเทศเป็นอย่างมาก เพราะการระงับการทำไม้จากเหตุการณ์ดังกล่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2533 กำหนดให้วันที่ 14 ม.ค.ของทุกปี เป็น “วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ”

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการปกป้อง รักษา ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยให้ความสําคัญกับการเพิ่มพื้่นที่ป่าไม้ของประเทศ เพื่อสร้างสมดุลทางธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน บริหารจัดการการใช้ประโยชน์ให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าและสามารถทํากินได้อย่างเหมาะสม พร้อมท้ังรณรงค์สร้างจิตสํานึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับทุกภาคส่วน ซึ่งตนได้ผลักดันงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยาป่าไม้ของชาติมาโดยตลอด

นายวราวุธ เผยต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนยังเชื่อว่าการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์สามารถดำเนินการควบคู่กันได้ หากเราสามารถสร้างสมดุลของการใช้ประโยชน์ได้ และที่สำคัญตนเชื่อมั่นในพลังพี่น้องประชาชนในความพร้อมมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ ตนได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะผลักดันนโยบายด้านการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเต็มที่ โดยที่ผ่านมา ได้จัดทำโครงการปวงประชาร่วมใจ ปลูกไม้มีค่า 10 ล้านต้น ทั้ง 77 จังหวัด จากผลการดำเนินโครงการดังกล่าว จนถึงปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมปลูกต้นไม้แล้วทั้งสิ้น จำนวน 12,626,128 ต้น ตนจึงขอยืนยันว่า พี่น้องประชาชนทุกคนคือกำลังสำคัญในการเพิ่มพื้นที่ป่า

“การเพิ่มพื้นที่ป่าให้สมบูรณ์ดั่งในอดีต ต้องใช้ทั้งเวลาในการฟื้นฟู ต้องทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากในการดูแล และที่สำคัญ ต้องใช้กำลังพลนับไม่ถ้วนกว่าป่าจะสมบูรณ์ดั่งเดิม ดังนั้น การมีส่วนร่วมของทุกคนในวันนี้ จะไม่เสียเปล่า เราอาจจะไม่ทันได้เห็นต้นไม้เติบโตจนเต็มประเทศในยุคเรา แต่เราเชื่อมั่นได้ว่า ลูกหลานของเราจะเห็นป่าที่สมบูรณ์และเห็นถึงความทุ่มเทและน้ำพักน้ำแรงของเราทุกคนที่ช่วยกันดูแล” รมว.ทส.กล่าวยืนยัน

ส่วน นายยุทธพล กล่าวว่า ตนอยู่ในพื้นที่จ.เพชรบุรี มาโดยตลอด มองเห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่จ.เพชรบุรี ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ป่าอยู่ประมาณ 4,730 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 76 ของพื้นที่จังหวัด เป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 15 แห่ง อุทยานแห่งชาติอีก 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อยู่ในเขต ต.สองพี่น้อง อ.แก่งกระจาน เป็นที่ตั้งของเขื่อนแก่งกระจาน นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ป่าชายเลนและบริเวณดินเลนงอกชายฝั่งทะเลในหลายพื้นที่ของจังหวัด ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับ รมว.ทส. ที่จะสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ รวมถึง การสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน สำหรับชาวจังหวัดเพชรบุรี

"ผมคิดว่าทุกคนพร้อมที่จะมีส่วนร่วม โดยเห็นได้จากความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างชุมชน และหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ และทรัพยากรป่าชายเลน ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ อีกทั้ง ยังมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังมาโดยตลอด" ที่ปรึกษา รมว.ทส. กล่าวให้ความมั่นใจ

https://mgronline.com/onlinesection/.../9630000003908
https://www.banmuang.co.th/news/politic/176653
https://www.matichon.co.th/region/news_1887310







ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ "วราวุธ" เชื่อ ปชช.คือกำลังเพิ่มพื้นที่ป่าของชาติ
ข่าวการเมือง
ไทยรัฐออนไลน์
13 ม.ค. 2563 18:52 น.
เปิดตัวยิ่งใหญ่ กิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ 14 ม.ค. ด้าน "วราวุธ" รมว.ทส. เชื่อมั่น ปชช.คือกำลังสำคัญเพิ่มพื้นที่ป่าของชาติ

วันที่ 13 ม.ค. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมป่าไม้ (ปม.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และในโอกาสวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ พ.ศ.2563 ในพื้นที่ หมู่ที่ 3 ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวนกว่า 10 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาด้านการทำลายทรัพยากรป่าไม้

โดยงานในวันนี้ (13 มกราคม 2563) ได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน โดยมี นายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมเป็นเกียรติในงาน และนายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ให้การต้อนรับ

ภายในงานมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสังกัด ทส. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกจิตอาสาจังหวัดเพชรบุรี ทหาร ตำรวจ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงนักเรียน นักศึกษา กลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล และประชาชนในพื้นที่และประชาชนผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน


https://www.thairath.co.th/news/politic/1746555
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old January 14th, 2020, 09:00 AM   #424
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

รัฐฯ เล็งประกาศ ห้ามรถวิ่งในเมือง แก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ชี้ เมืองนอกทำมาแล้ว!

วันที่ 14 มกราคม 2563

“วราวุธ” ลั่น รัฐบาลเตรียมออกยาแรงคุมฝุ่น PM 2.5 ถามประชาชนรับได้หรือไม่ ยก “แดนกิมจิ” ประกาศห้ามรถวิ่งในเมือง เล็งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนเกิดเหตุ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 14 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าแก้ปัญหาเรื่องฝุ่นพิษ PM 2.5 ว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองปีนี้น้อยกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม

มีนโยบายต่างๆออกมาทั้งการขอความร่วมมือประชาชนและเปลี่ยนมาตรฐานของเครื่องยนต์ และรถประจำทาง จึงทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้าย ซึ่งในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ปลัดกระทรวงฯในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมมลพิษจะประชุม เพื่อหามาตรการ และหายาที่แรงขึ้น เพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ทั้งนี้ ขอเรียนให้ประชาชนได้ทราบว่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 จำนวน 72 เปอร์เซ็นต์ในพื้นที่ กทม.มาจากยานพาหนะ ซึ่งเป็นรถบรรทุกกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์มาจากรถกระบะ ภาคอุตสาหกรรม 18 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือมาจากรถยนต์ประเภทอื่นๆ จึงต้องถามไปยังสังคมว่าหากรัฐบาลออกมาตรการเข้มงวดจะรับได้หรือไม่

“ส่วนมาตรการเข้มงวดหรือยาแรงที่จะออกมาบังคับใช้ยังไม่ขอเปิดเผย แต่ต้นเหตุของการเกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 มาจากรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นรถบรรทุกและรถกระบะเป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างยาแรงในประเทศเกาหลีใต้ ได้มีมาตรการที่เข้มงวด เช่น ประกาศห้ามรถยนต์วิ่งในเขตเมือง เป็นต้น

รวมถึงสภาพอากาศก็มีส่วน เนื่องจากต้นปีสภาพความกดอากาศต่ำ ทำให้การเคลื่อนตัวของอากาศน้อยลง ในขณะที่ฝุ่น PM2.5 มีปริมาณเท่าเดิม และพอไปถึงช่วงกลางปีปริมาณฝุ่น PM 2.5 ก็จะลดลง จึงต้องถามสังคมว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะเรารู้ต้นตอของปัญหาแล้ว

ดังนั้นมาตรการเข้มงวดจะดำเนินการเป็นห่วงเวลาที่คับขันเท่านั้น โดยเฉพาะภาคเหนือที่มีปัญหาการเผาไหม้ ซึ่งจะจัดระบบการเผาในห้วงต้นปี อีกทั้งมาตรการต่างๆจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากต้องประกาศสภาวะฉุกเฉินก่อน จึงเกิดข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นจะต้องมาพิจารณาร่วมกันในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนจะเกิดปัญหาได้หรือไม่ เพื่อใช้มาตรการเข้มงวดก่อนปัญหาจะเกิดขึ้น” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับไปยังกรมการขนส่งมวลชนในเรื่องการตรวจจับควันดำและรถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐานและเข้มงวดการตรวจสภาพรถประจำปี อย่างไรก็ตามเรามีการแจ้งเตือนประชาชนทุกระยะในเรื่องการดูแลสุขภาพ อีกทั้งประชาชนก็ยังตื่นตัว

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_3386773
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 14th, 2020, 08:48 PM   #425
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

เทียบมาตรการสู้ฝุ่น “เกาหลี-จีน-อเมริกา-นานาชาติ” ไทยวิกฤตเพราะล่าช้า-ไม่กล้าใช้ยาแรง!!

เผยแพร่: 14 ม.ค. 2563 20:11 ปรับปรุง: 14 ม.ค. 2563 20:36 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

“ต้องปรับปรุงระบบราชการให้เร็วขึ้น” นักวิชาการสิ่งแวดล้อมจวกมาตรการไทย แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 “ล่าช้า- -หลายขั้นตอน-ไม่เข้มงวด-ประชาสัมพันธ์น้อย” ยกเคสต่างประเทศเทียบ เกาหลีส่งข้อความแจ้งเตือน จีนพบปัญหาจัดการทันที อเมริกามีองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ขึ้นตรงกับประธานาธิบดี “รัฐบาลของเขาให้ความสำคัญกับสุขภาพประชาชนมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ”

ฝุ่นต้องหนักแค่ไหน ถึงจะเข้มงวด?!

“มาตรการเข้มงวดหรือยาแรงที่จะออกมาบังคับใช้ยังไม่ขอเปิดเผย แต่ต้นเหตุของการเกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 มาจากรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างยาแรงประเทศเกาหลีใต้ มีมาตรการที่เข้มงวด เช่น ประกาศห้ามรถยนต์วิ่งในเขตเมือง รวมถึงสภาพอากาศก็มีส่วน จึงต้องถามสังคมว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะเรารู้ต้นตอของปัญหาแล้ว

ดังนั้น มาตรการเข้มงวดจะดำเนินการเป็นหห้วงเวลาที่คับขันเท่านั้น อีกทั้งมาตรการต่างๆ จะไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากต้องประกาศสภาวะฉุกเฉินก่อน จึงเกิดข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น จะต้องมาพิจารณาร่วมกันในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนจะเกิดปัญหาได้หรือไม่ เพื่อใช้มาตรการเข้มงวดก่อนปัญหาจะเกิดขึ้น”



เรียกได้ว่าเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทางฟากฝั่งรัฐบาล เมื่อ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องแก้ปัญหาเรื่องฝุ่นละลองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่กลับมามีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชนอีกครั้ง

แต่ดูเหมือนว่ามาตรการที่ผ่านมาของภาครัฐนั้น อย่างการรณรงค์ให้สวมหน้ากากอนามัย N95 การขอความร่วมมือในการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล การฉีดพ่นละอองน้ำลดฝุ่น การดำเนินคดีต่อคนลักลอบเผาป่า ถูกมองว่าเป็น “เสือกระดาษ” เพราะเป็นเพียงการขอความร่วมมือ ในขณะที่ประเทศอื่นที่เผชิญปัญหานี้เช่นกัน เลือกที่จะใช้มาตรการเข้มงวด นี่จึงเป็นเหตุให้ประชาชนบ้านเราตั้งคำถามไปยังรัฐบาลถึงมาตรการการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองที่เวียนมาในทุกๆ ปี

เกี่ยวกับเรื่องนี้ สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ให้ความเห็นแก่ทีมข่าว MGR Live หลังจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กลับมาเป็นปัญหาใหญ่อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีมาตรการที่แก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง พร้อมยกตัวอย่างการแก้ปัญหาในต่างประเทศที่เห็นผลจริงเพราะการจัดการอย่างเข้มงวด



สนธิ คชวัฒน์

“เกาหลีเขามีหน่วยราชการที่สั่งการเลย กระทรวงสิ่งแวดล้อมของเขามีหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับประธานาธิบดี ถ้ามีฝุ่นรุนแรงขนาดนี้ เขา Take Action ได้ทันที สั่งหยุด สั่งห้ามรถเข้า หรือสั่งให้หน่วยงานต่างๆ แก้ไขผลกระทบ

ส่วนสหรัฐอเมริกา มีองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งอเมริกา (US-EPA) ขึ้นตรงกับประธานาธิบดี สามารถสั่งได้เลยเวลามันมีเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ประกาศเป็นเหตุฉุกเฉินปั๊บ สั่งหยุด หรือกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเมืองจีน เขาสั่งเลย มีปัญหาสั่งหยุดหมด สั่งจัดการได้ วันคู่วันคี่ สั่งไม่ให้รถเข้าได้

ซึ่งของต่างประเทศช่วยลดฝุ่นได้ครับ เพราะมีหน่วยงานจัดการเบ็ดเสร็จ เขามีการพยากรณ์ล่วงหน้าประมาณ 7 วัน เขารู้ว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ฝุ่นจะสูงแค่ไหน คุณต้องหยุดก่อสร้าง โรงงานต้องลดกำลังการผลิต เขาจะให้ประชาชนเตรียมตัว เตือนเลยว่าคุณจะออกบ้านต้องเตือนหน้ากาก N95 จะต้องหยุดโรงเรียน เขาประกาศล่วงหน้าเพราะเขาทำนายได้”

ทั้งนี้ จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมในปี 2562 พบว่า ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เคยออกมากล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของแต่ละประเทศ



ยกตัวอย่าง จีน มีการแก้ปัญหาระยะสั้น คือ ห้ามปิ้งย่าง ใช้โดรนพ่นสารกำจัดหมอกควัน ยิงจรวดสร้างฝนเทียม ติดสปริงเกอร์ขนาดยักษ์ ส่วนระยะยาวมีการควบคุมการปล่อยมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรม การใช้พลังงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า มีการพัฒนาแอปพลิเคชันตรวจวัดสภาพอากาศที่มีความแม่นยำสูง การใช้กฎหมายภาษีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ ระยะสั้นมีการรณรงค์ให้ประชาชนสวมหน้ากาก ลดกิจกรรมกลางแจ้ง มีการส่งข้อความแจ้งเตือนปริมาณฝุ่นโดยตรงจากรัฐบาลผ่านแอปพลิเคชัน การตั้งเซ็นเซอร์กระจายทุกที่ มีการลดชั่วโมงการผลิตโรงไฟฟ้า จำกัดการผลิตไฟฟ้าที่ 80% และทำฝนเทียม ส่วนระยะยาว มีการจำกัดการใช้รถรุ่นเก่า

ส่วนฝั่งตะวันตก สเปนและเดนมาร์ก มีการส่งเสริมให้ประชาชนใช้จักรยานมากกว่ารถยนต์ ฝรั่งเศส ห้ามขับเข้าไปในย่านใจกลางเมืองช่วงกลางวัน โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล ขณะที่สวีเดน แม้มีมลพิษน้อย แต่ก็มีมาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรถที่ขับเข้าไปในพื้นที่การจราจรหนาแน่น

ขณะเดียวกัน เมื่อหันกลับมามองในบ้านเรา ที่เผชิญปัญหานี้ติดต่อกันมาหลายปี อ.สนธิ กล่าวว่า ประเทศไทยเองมีความติดขัดในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะระบบราชการที่ทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้า

“รัฐบาลต่างประเทศเขาให้ความสำคัญต่อปัญหานี้ เรื่องสุขภาพประชาชนมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ แต่ของเราเน้นเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าไปสั่งประกาศว่ามีฝุ่น เป็นภัยพิบัติ ถามว่าใครจะมาเที่ยว นี่คือปัญหาเรา เลยทำให้มีการแจ้งเตือนน้อย ไม่กล้าประกาศโครมครามออกข่าวเท่าที่ควร



ของเราระบบพยากรณ์เรื่องฝุ่นยังน้อยอยู่ ที่บอกวันนี้คือข้อมูลย้อนหลัง 24 ชม. นี่คือความแตกต่าง ของเกาหลีมีมีแอปเตือนที่มือถือเลย ของเราไม่มี คำถามก็คือ พวกที่ประกอบอาชีพข้างนอก พ่อค้าแม่ค้าขายของริมถนน จราจร ขับขี่รถสาธารณะกลางแจ้ง กรรมกรก่อสร้าง รู้เรื่องมั้ย ก็ไม่รู้เรื่อง ข้อมูลเข้าไม่ถึง แล้วจะไปให้เขาซื้อหน้ากากอนามัยก็แพง ก็เป็นเรื่องของรัฐที่จะต้องซัปพอร์ตตรงนี้

ของเราทำในรูปคณะกรรมการ แต่ละคนมีบทบาทของตัวเอง ก็กลายเป็นว่าจะต้องมานั่งประชุมกันที่กรมควบคุมมลพิษก่อน มันมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบในภารกิจต่างๆ เช่น กรมการขนส่งทางบกก็มีหน้าที่ไปจับรถควันดำ พวกรถไฟฟ้าก็ทำการก่อสร้าง แล้วกรมควบคุมมลพิษก็บอกว่ามันมีผลกระทบสูง หน่วยงานต่างๆ ต้องไปขออนุญาต ซึ่งมันไม่เบ็ดเสร็จทันที

เพราะฉะนั้นมันต้องไปแก้ พ.ร.บ. แก้กฎหมายให้มันมีหน่วยงานขึ้นมาสามารถสั่งการได้ทันที เวลาเกิดภัยพิบัติเรื่องสิ่งแวดล้อม ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่ทุกวันนี้เป็นแค่หน่วยงานกลางที่ประชุมหารือ แค่นั้นเอง มันกลายเป็นว่าต้องมาบอกให้หน่วยงานต่างๆ ไปจัดการ มันก็เลยช้า ติดเรื่องระเบียบราชการ ไม่มีหน่วยงานเบ็ดเสร็จที่สามารถสั่งได้เลย”

อันตราย คนไทยเริ่มชินฝุ่น!

“เมื่อปีที่ผ่านมา ประชาชนเขาตื่นตัวมาก มีการรณรงค์ มีการใช้หน้ากากกันเยอะแยะ แต่พอมาปีนี้มันเบาลง ประชาชนเริ่มชิน แล้วการประชาสัมพันธ์ของเราปีนี้อ่อนลง ประชาชนเลยไม่ใส่หน้ากาก แล้วเวลากรมอุตุนิยมวิทยาประกาศ ไม่เคยพูดเรื่องฝุ่น PM 2.5 เลย เราพูดแต่ลมฟ้าอากาศ จริงๆ เราอยากจะให้ประกาศเรื่องฝุ่น PM 2.5 มีการทำนายไปในอนาคต ช่วงที่ออกข่าวต่างๆ ทุกวันนี้เราไม่มี

แล้วช่วงที่เกิดวิกฤตจริงๆ เราก็ไม่ได้แก้ไขอะไร ช่วงวันเด็กที่ผ่านมา เรามีฝุ่นถึง 130 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร แต่ก็เฉยๆ เด็กก็ยังเล่นกลางแจ้ง จริงๆ แล้วถ้าเกิดอย่างนั้นมันจะต้องมีมาตรการเร่งด่วนจัดการแล้ว ห้ามรถเข้ามา ต้องหยุดก่อสร้าง รถพวกสาธารณะ รถไฟฟ้าต้องลดราคาลง ให้คนไปใช้มากขึ้น แต่ไม่มีใครสั่ง”

ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในบ้านเรา ที่ในปีนี้ยิ่งอันตรายมากขึ้น เพราะประชาชนขาดความตื่นตัว จนละเลยในการระวังสุขภาพ โดยฝุ่นนั้นมีมาจากสาเหตุเดิมเช่นทุกปี หลักๆ คือเรื่องมาจากเครื่องยนต์ สภาพอากาศ และฝุ่นที่เกิดจากการเผาทางการเกษตร ที่ถูกเรียกว่า “หิมะดำ”






“ถ้าในกรุงเทพฯ ก็มาจากรถเครื่องยนต์ดีเซล มีรถยนต์ 10.3 ล้านคัน แล้วก็มีรถเครื่องยนต์ดีเซลอยู่ 2.7 ล้านคัน าเกิดการจราจรติดขัด เนื่องจากมีการก่อสร้างรถไฟฟ้า 6 สาย 6 โครงการ 10 เส้นทางหลัก รถติดอุตลุดเลย โรงเรียนก็เปิดพร้อมกันหมด

ขณะเดียวกัน อากาศก็ปิดด้วย เนื่องจากความกดอากาศสูงแผ่ลงมา เป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายจากฤดูหนาวไปฤดูร้อน ลมมันก็อ่อน เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนฝาชีมาครอบกรุงเทพฯ ถ้าเป็นรอบๆ กรุงเทพฯ ก็มาจากโรงงานอุตสาหกรรม 6,000-10,000 โรง

ในต่างจังหวัดถ้าเป็นภาคเหนือตอนนี้เกิดจากการเผาเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นตอซังฟางข้าว หรือมีการเผาป่า เผาไร่ข้าวโพดมหาศาล ภาคเหนือปลูกข้าวโพดประมาณ 7 ล้านไร่ แล้วข้าวโพดมันอยู่ในที่สูงบนภูเขาเป็นที่ลาดชัน เป็นพื้นที่เชิงเดี่ยว อาศัยน้ำฝนอย่างเดียว พอถึงเวลาก็ไปตัด แต่ทีนี้ตอซังของมันก็เผาเลย เพราะรถไปไถก็ไม่ได้มันอยู่ในที่สูง

ภาคอีสานและภาคตะวันตก เกิดจากการเผาไร่อ้อย ตอนนี้แรงงานไปตัดอ้อยมันไม่มี ไปตัดก็คัน เขาก็เลยเผา ถ้าหากว่าเป็นอ้อยสดตัดได้ประมาณ 1-1.5 ตันเท่านั้น แต่ถ้าเป็นอ้อยไฟไหม้ ตัดได้วันละ 2-3 ตัน โรงงานน้ำตาลเขาบอกเข้าได้ 50 เปอร์เซ็นต์แต่จะโดนปรับตันละ 30 บาท ชาวไร่เขาก็ยอม แล้วรัฐบาลก็ไม่มีทางเลือก ยังไงให้เอาอ้อยไฟไหม้เข้าได้ เรื่องนี้ในอนาคตมันต้องเลิก ต้องห้ามเอาอ้อยเผาไหม้เข้า 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2564-65 ตรงนี้ต้องวางแผนกัน”

สุดท้าย นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษสำหรับประเทศไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และฝากไปถึงประชาชนที่ต้องดูแลตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง



“ระยะสั้น 1.ต้องมีเจ้าภาพที่แท้จริงในการสั่งการได้เบ็ดเสร็จ เขาเรียก Single Command 2.ต้องมีระบบพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ เพื่อจะเตือนประชาชนถูกต้อง 3.ทุกหน่วยงานจะต้องให้ความร่วมมือทั้งหมด 4.ระบบราชการที่ขัดข้องก็ต้องโละออกไปบ้าง อย่าช้า ต้องทันที

ส่วนระยะยาวอย่างที่เขาทำตามแผนอยู่แล้ว 1.ต้องเอาน้ำมันยูโร 5 มาใช้ เพื่อลดปริมาณกำมะถันลง 2.สร้างรถไฟฟ้าครบลูปเมื่อไหร่ปั๊บ จะต้องไม่ให้คนเอารถออกจากบ้าน 3.ใครจะซื้อรถต้องมีที่จอดรถ ช่วยลดปริมาณการจราจร 4.จะต้องรับอ้อย 100 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีการเผา

สำหรับภาคประชาชนก็ต้องช่วยตัวเอง ดูข้อมูลจากประชาสัมพันธ์ต่างๆ แล้วก็ป้องกันตัวเอง ออกนอกบ้านก็ใช้ N95 แล้วก็ช่วยกันลดเรื่องฝุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถเครื่องยนต์เก่าก็ต้องดูแลทำความสะอาดด้วย ในส่วนของรัฐบาลอย่างที่ผมบอกคือว่าจะต้องไปปรับปรุงระบบราชการให้เร็วขึ้น หาเจ้าภาพ ระบบพยากรณ์อากาศที่ถูกต้อง มีการแจ้งเตือนประชาชน คือการประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจน ให้ออกข่าวทุกช่อง เรื่องฝุ่นไม่ใช่แค่ลมฟ้าอากาศอย่างเดียว”

https://mgronline.com/live/detail/9630000004317
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 15th, 2020, 12:58 PM   #426
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

‘เชียงใหม่’ขยะมากติดอันดับ 2 ของประเทศ ‘กกพ.’ติวเข้มแปลงสู่พลังงานไฟฟ้า

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563


15 มกราคม 2563 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จัดโครงการสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสื่อมวลชนท้องถิ่นต่อพลังงานไฟฟ้าขยะ ระหว่างวันที่ 13-14 มกราคม 2563 ณ โรงแรมราชพฤกษ์ ต.ข่วงเปา อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 60 คน มาจากสื่อกระแสหลักสื่อชุมชน และสื่อทางเลือก 3 จังหวัดๆละ 5 คน จาก จ.เชียงราย , ลำปาง , เชียงใหม่ โดยมีนายกิตติพงษ์ ภิญโญตระกูล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานกล่าวเปิดโครงการ


ทั้งนี้ จ.เชียงใหม่ มีแนวโน้มปริมาณขยะสูงขึ้น เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ ทำให้มีการใช้สินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น โดยปัจจุบันมีขยะ 1,500 ตันต่อวัน นับเป็นปริมาณขยะมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศที่มีขยะรวมถึง 28 ล้านตันต่อปี แต่โรงคัดแยกขยะของเชียงใหม่ยังมีไม่เพียงพอรองรับกับปริมาณที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต นักวิชาการต่างออกมาให้ความเห็นถึงแนวทางแก้ปัญหาขยะเชียงใหม่อย่างได้ผล ต้องเริ่มจากการคัดแยกขยะทุกกระบวนการ จนนำไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายกลายเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า

ผศ.ดร.ปฏิรูป ผลจันทร์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในงานสัมมนา “โครงการสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสื่อมวลชนท้องถิ่นต่อพลังงานไฟฟ้าจากขยะ (Waste Side Story)” ซึ่งจัดโดยศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center)ที่ได้รับการสนับสนุนงบจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมากรกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ. 2562 ว่า เชียงใหม่มีปริมาณขยะมาเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อยู่ที่ 1,500 ตันต่อวัน แต่มีโรงจัดการขยะเพียง 3 แห่ง คือที่ อ.ฝาง, อ.ดอยสะเก็ด และ อ.ฮอด ซึ่งปัจจุบันโรงจัดเก็บที่ อ.ฝาง และ อ.ดอยสะเก็ด ไม่สามารถรองรับปริมาณขณะที่มากขึ้นได้ จึงต้องขนส่งขยะไป อ.ฮอด ซึ่งทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูงขึ้น​

ทั้งนี้ ​แนวทางจัดการปัญหาขยะอย่างได้ผล ควรมีการคัดแยกขยะทุกกระบวนการ ทั้งภาคครัวเรือน รถขนส่งขยะ และโรงคัดแยกขยะ เป็นต้น และโรงจัดการขยะควรมีหลายพื้นที่กระจายอย่างทั่วถึง เนื่องจาก 3 แห่งที่มีในเชียงใหม่ถือว่ายังมีไม่เพียงพอ ส่วนการสร้างโรงไฟฟ้าขยะนั้น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เหมาะสมกับขยะเมืองไทย ดังนั้นควรหาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขยะที่เหมาะกับชนิดขยะของไทยจึงจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้ดีขึ้น


นอกจากนี้เห็นว่าการให้ประชาชนคัดแยกขยะได้สำเร็จจำเป็นต้องใช้ระบบการให้คุณให้โทษ เช่น ชุมชนใดที่ทิ้งขยะโดยไม่คัดแยกจะต้องเสียค่าจัดการขยะที่สูงกว่าผู้ที่คัดแยก รวมทั้งและพื้นที่ให้เสียสละให้สร้างโรงไฟฟ้าจะต้องให้รับผลประโยชน์ตอบแทน เช่น การใช้ไฟฟ้าราคาถูกมาก เป็นต้น



ด้านนายกิตติพงษ์​ ภิญโญตระกูล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาขยะเกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาด้วยการบริหารจัดการขยะให้กลายเป็นเชื้อเพลิง เพื่อให้ขยะมีมูลค่ามากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาขยะแล้วยังช่วยสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้กับประเทศด้วย

ส่วนนายพร้อมพงษ์ วงศ์มณีนิล ผู้อำนวยการฝ่ายสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ประจำเขต 1 (เชียงใหม่) กล่าวว่า ในปี 2562 ประเทศไทยมีปริมาณขยะสูงถึง 28 ล้านตัน และคาดว่าในปีต่อไปอาจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งได้กลายเป็นปัญหาสังคมในขณะนี้ ดังนั้นรัฐบาลจึงมีนโยบายบริหารจัดการขยะโดยการนำเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ โดยจัดแบ่งการบริหารจัดการแบบคลัสเตอร์ ทั้งการแบ่งตามระดับจังหวัด การแบ่งตามศักยภาพพื้นที่ และการสร้างโรงไฟฟ้าจะตามมาทีหลัง

ขณะที่นายวัชรพงศ์ ทองรุ่ง บรรณาธิการบริหาร ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) กล่าวยกตัวอย่างประสบการณ์จากการจัดการขยะเมืองบิลเบา ประเทศสเปน ซึ่งมีการสร้างโรงไฟฟ้าขยะ Zabalgarbi Waste-to-Energy ว่าสามารถแก้ปัญหาขยะล้นเมืองอย่างได้ผล เพราะมีการบริหารจัดการขยะที่ถูกต้องและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง​ โดยจัดวางถังเก็บขยะ 7 ใบ 7 สีแยกตามประเภทเอาไว้ใกล้ ๆ กับชุมชน ขยะที่ถูกจัดแบ่งเป็น 7 ประเภท ประกอบด้วย 1.ขยะอินทรีย์ 2.ขยะพลาสติก 3.กระดาษ 4.แก้ว 5.เสื้อผ้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ 6.น้ำมันจากครัวเรือน และ 7.ขยะทั่วไป



โดยแยกนำส่วนที่ยังใช้ประโยชน์ได้ เช่น โลหะ พลาสติก กลับไปรีไซเคิล และส่วนที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ก็นำมาเผาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า ส่งกระแสไฟฟ้าป้อนกลับไปใช้ในเมือง ส่วนขี้เถ้าที่เหลือจากกระบวนการผลิตก็นำไปผสมทำถนน ทั้งนี้ ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับประชาชนในการคัดแยกขยะ ด้วยโทษปรับตั้งแต่เบาไปหาหนัก เริ่มตั้งแต่ไม่กี่ยูโรไปจนเสียค่าปรับสูง ๆ ถึง 1,000 ยูโร

ด้านนายประยุทธ์ ถนอมบุญ วิศวกรโครงการศูนย์กำจัดมูลฝอยแบบผสมผสานบ้านตาล ต.บ้านตาล อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่าศูนย์กำจัดมูลฝอยฯ เป็นพื้นที่รับจัดการขยะแบบฝังกลบที่ใหญ่สุดในภาคเหนือ มีพื้นรับขยะถึง 2,000 ไร่ ปัจจุบันรับขยะอยู่ 700 ตันต่อวัน และสามารถนำก๊าซที่เกิดจากขยะฝังกลบมาผลิตเป็นก๊าชชีวภาพสำหรับนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและเป็นก๊าซหุงต้ม(LPG) โดยปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2 เมกะวัตต์ ส่วนก๊าซ LPG ได้ส่งผ่านทางท่อให้กับชาวบ้านรอบศูนย์กำจัดมูลฝอยฯ ได้ใช้ฟรี

อย่างไรก็ตาม เชียงใหม่มีต้นทุนจากกระบวนการจัดการขยะสูง เนื่องจากปัจจุบันมีการขนส่งขยะระยะไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มายัง อ.ฮอด ซึ่งเสียงค่าขนส่งถึง 200 บาทต่อตัน รวมกับค่าจัดการขยะอีก 700-800 บาทต่อตัน ทำให้ต้นทุนค่าจัดการขยะสูงขึ้น ดังนั้นเห็นว่าการจัดการปัญหาขยะอย่างได้ผล ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดแยกขยะจากครัวเรือน ขยะที่รีไซเคิลได้จะถูกแยกไปใช้ประโยชน์ต่อไป ส่วนขยะที่เหมาะสมเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจะถูกส่งมายังโรงไฟฟ้าได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้การกำจัดขยะได้รวดเร็ว ลดต้นทุนค่าขนส่ง และทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกลงได้

https://www.naewna.com/local/466459







napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 16th, 2020, 04:03 PM   #427
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

กทม.ปฏิบัติการ ซุ่มจับรถขยะ จากสมุทรสาคร ลักลอบขนทิ้งภายในโรงกำจัดขยะหนองแขม โดยมีคนในรู้เห็น ทำสูญเงินกว่าแสนบาทต่อวัน

สยามรัฐออนไลน์ 16 มกราคม 2563 19:48 กทม.

จ่อฟ้องเรียกค่าเสียหายอบต.หรือเทศบาลเหตุละเว้นไม่ตรวจสอบเส้นทางทิ้งขยะ



(16ม.ค.63) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำสื่อมวลชนลงพื้นที่เข้าตรวจจับการลักลอบทิ้งขยะเถื่อนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หลังได้เฝ้าติดตามมา 1 สัปดาห์ จนเข้าดับจับกุมในวันนี้ โดยผู้ว่าฯ เปิดเผยต่อสื่อมวลชน ว่า กรุงเทพมหานครพบมีกระบวนการทุจริตแอบลักลอบนำขยะจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาทิ้งในโรงขยะหนองแขม ของกรุงเทพมหานคร โดยไม่ผ่านตาชั่งตามขั้นตอนปกติของรถขยะกรุงเทพมหานครที่นำขยะเข้าไปทิ้ง โดยพบมีความผิดปกติจากการขอจัดสรรงบประมาณในการจ้างขนขยะไปกำจัดซึ่งเพิ่มขึ้นผิดสังเกตุ จึงได้ประสานตำรวจ 191 ส่งสายตรวจมาร่วมกับเทศกิจ เฝ้าดูพฤติการมาตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบมีรถบรรทุก 6 ล้อของเอกชน นำขยะเข้าไปทิ้ง วันละประมาณ 30 คัน วันนี้ มีเข้ามาประมาณ 20 คัน จับได้ 9 คัน ดำเนินการปรับ 2,000 บาท หลังจากนี้ กรุงเทพมหานครจะตรวจสอบย้อนหลังไปถึงองค์กร จะเป็น อบต. หรือเทศบาลใดที่จ้างให้บริษัทเหล่านี้นำขยะไปทิ้ง เพื่อดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในการที่กรุงเทพมหานครจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

“ อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันเป็นเรื่องกระบวนการทุจริต คนของเราก็เกี่ยวข้องด้วย ต้องตรวจสอบตั้งแต่หัวหน้าศูนย์โรงขยะหนองแขม ข้าราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ใครบ้าง ไม่แค่พักงาน ต้องดำเนินคดีอาญา เพราะเกิดความเสียหาย วันละ 30 คันที่นำมาทิ้ง คันละ 5 ตัน ก็เสียค่ากำจัดวันละ 1 แสน เดือนละ 3 ล้าน ปีละ 30 ล้านบาท ไม่รู้ว่าทำกันมากี่เดือน กี่ปีแล้ว ต้องไปดูข้อกฎหมายฟ้องร้อง อบต. หรือเทศบาล ที่นำขยะมาทิ้ง ที่ทราบก็คือสมุทรสาคร จ้างแล้วต้องรู้ว่าบริษัทที่จ้างเอาไปกำจัดที่ไหน ถ้าไม่รู้ก็จะละเว้นปฏิบัติ ที่ไม่ตรวจสอบ กทม.จะฟ้องเรียกค่าเสียหาย ไม่ใช่เรื่องเล็ก ที่ผ่านมาก็เห็นมาแบ้วจากที่มีผู้ยิ่งใหญ่ติดคุกไป 2-3 คน หนีไปต่างประเทศก็มี เราต้องให้เรื่องทุตริตหมดไป “ พล.ต.อ.อัศวินกล่าว

สำหรับโรงขยะหนองแขม เป็นที่พักขยะก่อนขนนำไปกำจัด โดย 16 เขต โดยรอบจะเก็บขนขยะจากบ้านเรือนประชาชนนำไปทิ้ง โดยรถขยะของกรุงเทพมหานครจะต้องผ่านตาชั่งก่อนเข้าไปทิ้งขยะภายใน ปริมาณขยะ 16 เขต รวมประมาณ 3,500 ตัน /วัน จ้างบริษัทขนไปฝังกลบตามสัญญาทุก 5 ปี

https://siamrath.co.th/n/127013
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 20th, 2020, 12:57 PM   #428
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

ด่วน! ฝุ่นพิษ PM 2.5 อาละวาดไทยหนัก ล่าสุดกรุงเทพทะยานสู่ “Top 5” ของโลก!!

วันที่ 20 มกราคม 2563

ด่วน! ฝุ่นพิษ PM 2.5 อาละวาดไทยหนัก ล่าสุดกรุงเทพทะยานสู่ “Top 5” ของโลก เชียงใหม่ ก็ตามมากับเข้าด้วย!

เมื่อเวลา 17.05 น. (20 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แอพลิเคชั่น AirVisual รายงานสถานการณ์ฝุ่นรอบโลกฉบับเรียลไทม์ ช่วงเวลา 17.00 น. ปรากฎว่า เฉพาะเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีปริมาณฝุ่นแบบภาพรวมที่ 164 US AQI ซึ่งติดอยู่ในอันดับ 5 ของโลก จากการจัดอันดับเมืองฝุ่นเยอะที่สุด ส่วนปริมาณฝุ่น PM2.5 มีค่าเฉลี่ยที่ 80.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร



ทั้งนี้ แอพลิเคชั่น AirVisual รายงานสถานการณ์ฝุ่นรอบโลกฉบับเรียลไทม์ ช่วงเวลา 17.00 น. ยังได้เปิดเผย 10 อันดับ เมืองที่มีปริมาณฝุ่นแบบภาพรวม เยอะที่สุดในโลก โดย อันดับ 1 คือ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน อับดับ 2 คือ กรุงเดลี ประเทศอินเดีย อันดับ 3 ธากา ประเทศบังกลาเทศ


อันดับ 4 มุมไบ ประเทศอินเดีย อันดับ 5 กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย อันดับ 6 ลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน อันดับ 7 จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย อันดับ 8 อูลานบาตอร์ มองโกเลีย อันดับ 9 เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน อันดับ 10 เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_3429927
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 20th, 2020, 12:58 PM   #429
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

ประยุทธ์ บ่นอุบ หนักใจถูกวิจารณ์ แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยกตัวเองแข็งแรง-ทนไหว!

วันที่ 20 มกราคม 2563

นายกฯ บ่นหนักใจแก้ปัญหาฝุ่น pm 2.5 ยอมรับไม่อยากลงโทษประชาชน แต่คงปล่อยไม่ได้ อ้างปัญหาจะบานทุกเรื่อง

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่จังหวัดนราธิวาส พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวกับประชาชนที่ จ.นราธิวาส ตอนหนึ่งระหว่างลงพื้นที่และประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร.) ว่า ตนมาที่จังหวัดนราธิวาสมีฝนตก ทราบว่ามีปริมาณฝนตกมา 2-3 วันแล้วไม่ใช่ตกเพื่อต้อนรับตน คงไม่ต้องมาพูดพูดเพื่อเอาใจ

วันนี้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ที่จังหวัดนราธิวาสคงไม่ใช่ปัญหา และต้องยอมรับว่าปัญหาหลายอย่างเกิดจากประชาชน แต่เราจะโทษประชาชนไม่ได้ เพียงแต่เราต้องอาศัยความร่วมมือ อีกทั้งกฎหมายก็มีอยู่ แต่จะให้ไปดำเนินคดีทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะจะสร้างความเดือดร้อน เพียงแต่อยากขอความร่วมมือให้ช่วยกับรัฐบาลโดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเผาวัชพืช ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรเราต้องเผาให้น้อยลงหรือไม่เผาเลย

“หลายคนที่ได้รับความเดือดร้อนก็บอกว่าให้ไปจับคนที่เผาเหล่านี้มาเลย ปัญหาแบบนี้มีสองฝ่ายเสมอสำหรับปัญหาพีเอ็ม 2.5 ในวันนี้ เกิดจากจราจรประมาณ 72 % เรื่องเผาวัชพืชประมาณ 15 % อุตสาหกรรม 5 % ที่เหลือเป็นอื่นๆ

จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ต้องหายใจออกมาให้ได้ ทั้งหมดมีปัญหาขนาดของฝุ่น 2.5 ขนาดเล็ก มันมีผลต่อผู้อายุน้อยๆ เด็ก ทารก คนมีครรภ์ คนชรา คนมีโรคประจำตัว นอกนั้นแข็งแรงพอสู้ไหว อย่างผมนี่พอไหว ถ้าใครรู้ว่าเสี่ยงก็ปาดจมูก ใส่หน้ากากไป ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ปลอดภัย” นายกรัฐมนตรีกล่าว


พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นการแก้ปัญหาเชิงบูรณาการที่มาจากหลายงานด้วยกันที่ทำให้เกิดปัญหา ทุกเรื่องมีปัญหาอย่างนี้หมด ทั้งปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้ง ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาการก่อสร้างแล้วไปกีดขวางทางน้ำ หรือแหล่งน้ำไม่ได้รับการขุดลอก ทางน้ำมีเปลี่ยนแปลง ทุกคนจึงต้องช่วยกัน จะไปลงโทษทั้งหมดคงไม่ได้ แม้ทุกคนจะรู้กฎหมายอยู่แล้วก็ตาม

แต่ถ้าเราทำผิดน้อยลงในสิ่งที่ไม่ควรทำ หรือทำผิดแบบไม่ตั้งใจ ยืนยันว่าตนไม่อยากลงโทษประชาชนแต่ถ้าเราปล่อยมากๆ ก็จะบานไปทุกเรื่อง เราต้องแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างอย่างบูรณาการ ใช้ทางกฎหมายและวิธีการที่มี ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำเช่นนี้มาก่อน นอกจากรัฐบาลนี้และมีการทำต่อเนื่อง

https://www.khaosod.co.th/politics/news_3428551
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 20th, 2020, 01:19 PM   #430
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

ปชช.เดือด #ฝุ่นกรุงเทพ วาระแห่งชาติ ซัดรัฐบาลเละเทะ ค่า PM 2.5 ติดอันดับโลก!

ประชาชนเดือด #ฝุ่นกรุงเทพ ขึ้นที่ 1 ทวิตเตอร์ ซัดรัฐบาลเละเทะ ไม่ใส่ใจแก้ปัญหา ในขณะที่ค่า PM 2.5 ติดอันดับโลก!

ช่วงเช้าวันนี้ (20 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ ต่างหันมาใส่ใจปัญหา ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 กันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร มีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ติดอันดับโลก ถึงหลายวันซ้อน

โดยในวันนี้ แฮชแท็ก #ฝุ่นกรุงเทพ ได้ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ของเทรนด์ทวิตเตอร์ของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสายของวัน เมื่อตรวจสอบแฮชแท็กดังกล่าว พบประชาชนจำนวนมาก ทวีตวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ไม่ตรงจุด ไร้ประสิทธิภาพ

ขณะที่แอพลิเคชั่น AirVisual รายงานสถานการณ์ฝุ่นรอบโลกฉบับเรียลไทม์ ช่วงเวลา 09.30 น. พบว่า โดยเฉพาะเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีปริมาณฝุ่นแบบภาพรวมที่ 174 US AQI ซึ่งติดอยู่ในอันดับ 8 ของโลก จากการจัดอันดับเมืองฝุ่นเยอะที่สุด

20/1/2563 https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_3427627
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 20th, 2020, 01:50 PM   #431
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

“ลดใช้ถุงพลาสติก” ทุบ 500 ผู้ผลิตอ่วมดัน “หนี้เสีย” พุ่ง

วันที่ 20 มกราคม 2563

เอฟเฟ็กต์มาตรการ “ลดใช้ถุง” กระทบหนี้เสียกลุ่มผู้ผลิต “พลาสติก-หลอด” พุ่ง ชี้อุตสาหกรรม “ซันเซต” แบงก์ขึ้นบัญชีจับตาเป็นพิเศษ ยอมรับโอกาสปล่อยกู้ใหม่ยาก “กสิกรไทย” ยันกระทบทั้งอุตสาหกรรมหนุนผู้ประกอบการปรับตัวหนีตาย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ประเมินถึงปีนี้ เอ็นพีแอลมีโอกาสแตะ 10%

นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2563 นี้ กลุ่มผู้ผลิตพลาสติกชนิดอ่อน (ถุงพลาสติก, หลอด) ถือเป็น

กลุ่มลูกหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการลดใช้ถุงพลาสติก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ทำให้แบงก์จะปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กลุ่มนี้ยากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)เพิ่มขึ้นในปีนี้

ทั้งนี้ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกในประเทศไทยที่จดทะเบียนนิติบุคคล มีจำนวน 1,373 ราย คิดเป็น 77% และไม่ใช่นิติบุคคลอีก 401 ราย คิดเป็น 23% โดยมีปริมาณการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกลดลงต่อเนื่อง และปี 2562 ปริมาณจำหน่ายอยู่ที่ราว 1 ล้านตัน คิดเป็นรายได้ประมาณ 1.8 แสนล้านบาทต่อปี แบ่งเป็น รายได้จากถุงพลาสติก-หลอด 6.45 หมื่นล้านบาท และพลาสติกประเภทอื่น ๆ 1.2 แสนล้านบาท

หนี้เสียพุ่ง-สินเชื่อติดลบ


นายนริศกล่าวว่า สำหรับกลุ่มผู้ผลิตถุงพลาสติก-หลอด มีอยู่ประมาณ 500 รายแบ่งเป็นรายใหญ่ 14 ราย มีส่วนแบ่งตลาดในแง่ยอดขายประมาณ 51% รายกลาง 86 ราย ส่วนแบ่งตลาด 36% และรายเล็ก 393 ราย ส่วนแบ่งตลาด 12% ซึ่งเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีจำนวนผู้ประกอบการ 387 ราย ยอดสินเชื่อสำหรับกลุ่มนี้ ณ ไตรมาส 3/2562 อยู่ที่ 5.06 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น รายใหญ่ 1.76 หมื่นล้านบาท รายกลาง 1.99 หมื่นล้านบาท และรายเล็ก 1.29 หมื่นล้านบาท

โดยจากข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 3/2562 กลุ่มผู้ผลิตถุงพลาสติก-หลอด มีเอ็นพีแอลรวมอยู่ที่ 6.9% ซึ่งพบว่าทุกกลุ่มได้รับผลกระทบหมด แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่มีโอกาสปรับตัวง่ายกว่า ตัวเลขหนี้เสียอยู่ที่ 3.5% ขณะที่รายกลางหนี้เสียอยู่ที่ระดับ 6.3% และรายเล็กอยู่ที่ 8.8% และคาดว่าในปีนี้น่าจะเห็นเอ็นพีแอลขึ้นไปแตะระดับ 10% ขณะที่สินเชื่อก็มีโอกาสติดลบ” นายนริศกล่าว

อุตสาหกรรม “ซันเซต” กู่ไม่กลับ

นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารกสิกรไทยมีทีมที่ดูทิศทางของอุตสาหกรรม ก็เห็นสัญญาณผลกระทบกลุ่มผู้ผลิตพลาสติกและที่เกี่ยวข้องมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งกลุ่มผู้ผลิตพลาสติกมีความเสี่ยงสูงขึ้นในทุกขนาดธุรกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากเลิกซื้อถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งของกลุ่มห้างสรรพสินค้า และแนวโน้มอุตสาหกรรมไม่น่าจะฟื้นกลับมาได้ ดังนั้นหากแบงก์จะปล่อยสินเชื่อใหม่ให้ธุรกิจกลุ่มนี้ก็ต้องคัดเลือกลูกค้าที่มีความแข็งแรงและมั่นคงระดับหนึ่ง

สำหรับกสิกรไทย ปัจจุบันมีพอร์ตลูกค้าที่เกี่ยวเนื่องกับพลาสติกอยู่ประมาณ 100 ราย ซึ่งยังไม่พบสัญญาณผลกระทบรุนแรง แต่ยอมรับว่ายอดขายของลูกค้าหายไปบ้าง จากการรณรงค์การใช้ถุงพลาสติก

“ในมุมธนาคารมองว่าอุตสาหกรรมนี้เทรนด์ไม่น่าจะกลับมา เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่โดนดิสรัปชั่น ลูกค้ารายใหญ่ก็น่าจะกระทบเยอะ เพราะห้างสรรพสินค้าลดหรือหยุดซื้อ ส่วนรายเล็กรายกลางก็ยอดขายลดลง แต่ข้อดีของรายใหญ่ คือ ทุนหนา และปรับตัวได้เร็วกว่ารายเล็ก อย่างไรก็ดี ธนาคารก็หาทางช่วยเหลือลูกค้าในเบื้องต้น ตามเครื่องมือที่มี ทั้งยืดหนี้ ลดต้น ลดดอกเบี้ย ปรับการชำระให้สอดคล้องกับยอดขาย และดูวิธีการปรับตัวของลูกค้าไปก่อน หากปรับตัวได้ ผันตัวไปส่งออกแทน หรือผลิตอย่างอื่นแทน ธนาคารก็สามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มได้” นายสุรัตน์กล่าว

BBL หันปล่อยกู้ผลิตแพ็กเกจจิ้ง

นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวยอมรับว่ากลุ่มผู้ประกอบการถุงพลาสติกมีผลประกอบการไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากภาพรวมยอดขายทั้งตลาดลดลง 30-40% ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้ได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ดี ธนาคารกรุงเทพมีฐานลูกค้าที่ผลิตถุงพลาสติกจำนวนน้อย เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดมีการแข่งขันด้วยราคาที่สูง และให้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ ทำให้ธนาคารไปเน้นปล่อยสินเชื่อในกลุ่มผู้ผลิตแพ็กเกจกิ้ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ธุรกิจมีมูลค่าสูง เช่น ซองบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และพลาสติกลามิเนต เป็นต้น ซึ่งกลุ่มนี้ยังไปได้ดี

“กลุ่มผลิตถุงพลาสติกไม่ดีแน่นอน เป็นไปตามภาวะตลาดที่ยอดขายตกลง แต่ธนาคารกรุงเทพโชคดีที่เราไม่ได้เน้นกลุ่มนี้อยู่แล้วตั้งแต่แรก ทำให้เรามีพอร์ตกลุ่มนี้น้อยมาก แต่เราก็ไม่ละเลยให้ความช่วยเหลือตามปกติ หากลูกค้ามีปัญหา” นายศิริเดชกล่าว

ผู้ประกอบการหมดหวัง

ขณะที่นายสมชัย เตชะพานิชกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย กล่าวว่า จากที่สมาคมได้เข้าหารือกับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรี เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2562 เพื่อขอให้เยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลที่เร่งโรดแมปเลิกใช้ถุงพลาสติกเร็วขึ้น แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องมาตรการเยียวยาใด ๆ

ด้านนายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมและปลัด ทส.ได้ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติก และนายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย ซึ่งทำหนังสือถึงกระทรวงกรณีอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากมาตรการลดใช้ถุงพลาสติกบางกว่า 36 ไมครอน (ถุงก๊อบแก๊บ) ทางผู้ประกอบการ

มีความเข้าใจอันดี เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และแนวทางก็คือให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนการผลิตถุงแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เป็นถุงที่มีความหนามากกว่า 36 ไมครอน อาจจะเป็น 40, 50 หรือ 70 ไมครอน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ซ้ำได้ รวมถึงให้มุ่งพัฒนาการผลิตสู่พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่ผลิตได้ 16-17% เพราะหากนำพลาสติกดังกล่าวบรรจุอาหารจะสามารถย่อยสลายไปพร้อมกับเศษขยะอาหารได้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาไปได้

“เอกชนยินดีที่จะปรับเปลี่ยนการผลิตมาผลิตถุงที่หนากว่า 36 ไมครอน ในรูปแบบถุงซอฟต์ลูฟ และไซต์กราสเซต แทนถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งเท่าที่หารือการผลิตถุงรูปแบบนี้ ผู้ผลิตไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ใหม่ สามารถใช้ตัวเป่าเดิมและปรับโมเดลเพียงเล็กน้อย ส่วนต้นทุนการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นมั่นใจว่าผู้บริโภคไม่ต้องรับภาระมาก เช่น ค่าถุงปกติอาจจะต้นทุนใบละ 20 สตางค์ อาจจะเพิ่มเป็น 50 สตางค์ เชื่อว่าคนไทยรับได้ แต่หากเทียบกับการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ค่าถุงใบละเท่านี้ถือว่าไม่มาก ทุกประเทศทั่วโลกก็มุ่งสู่การลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน”

https://www.prachachat.net/finance/news-412314
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 20th, 2020, 05:13 PM   #432
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

จีนเอาจริง เตรียมห้ามทั่วประเทศ “พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง”

วันที่ 20 มกราคม 2563

จีนเอาจริง – วันที่ 20 ม.ค. บีบีซี รายงานว่า จีน หนึ่งในประเทศที่มีผู้ใช้พลาสติกเยอะที่สุดในโลก เปิดเผยแผนครั้งใหญ่เพื่อลดพลาสติกชนิดครั้งเดียวทั่วประเทศ โดยห้ามใช้ถุงพลาสติกชนิดไม่สามารถย่อยสลายได้ในเมืองสำคัญๆ ในปลายปี 2563 และในทุกเมืองในปี 2565 หลังพยายามหลายปีจัดการกับขยะพลาสติก 1.4 พันล้านชิ้นจากคนในประเทศ



คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีนออกนโยบายห้ามพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวฉบับใหม่เมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งจะดำเนินการในอีก 5 ปีข้างหน้า ห้ามใช้ถุงพลาสติกถูกทุกเมืองทั่วประเทศในปี 2566 ส่วนตลาดที่ขายของสดจะได้รับการยกเว้นจนถึงปี 2568 และห้ามผลิตและขายถุงพลาสติกที่มีความหนาน้อยกว่า 0.025 มิลลิเมตร

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมภัตตาคารต้องลดการใช้พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวลงร้อยละ 30 และห้ามใช้หลอดพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวในปลายปี 2563 และธุรกิจโรงแรมต้องไม่แจกวัตถุพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวในปี 2568

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนรณรงค์ต่อต้านการใช้พลาสติก เมื่อปี 2551 จีนห้ามร้านค้าปลีกแจกถุงพลาสติก และห้ามผลิตถุงพลาสติกชนิดบางพิเศษ และในปี 2560 จีนประกาศจะห้ามนำเข้าขยะพลาสติกจากต่างประเทศ หลังเคยเป็นผู้นำเข้าขยะพลาสติกรายใหญ่ที่สุดของโลก

ในปัจจุบัน ที่ทิ้งขยะใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่มีขนาดราว 100 สนามฟุตบอล เต็มก่อนกำหนดที่คาดการณ์ถึง 25 ปี



ในปี 2560 ปีเดียว จีนรวบรวมขยะครัวเรือน 215 ล้านตัน แต่ยังไม่มีตัวเลขการรีไซเคิลขยะของประเทศออกมา

เว็บไซต์ Our World in Data ของมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด เผยแพร่ข้อมูลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2561 ระบุว่า เมื่อปี 2553 จีนผลิตขยะพลาสติกปีละ 60 ล้านตัน ตามด้วยสหรัฐที่ 38 ล้านตัน

https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_3430528
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 22nd, 2020, 01:36 PM   #433
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

สภาไฟเขียว! ตั้ง กมธ.วิสามัญ แก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ดันเป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 22 มกราคม 2563

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 22 ม.ค. เที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ได้เสนอญัตติด่วนด้วยปากเปล่า โดยขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ประชุมสภาฯ มีมติเห็นด้วยให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดดังกล่าว พร้อมทั้งให้นำญัตติในลักษณะเดียวกันรวม 11 ญัตติ มาพิจารณาไปพร้อมกันในคราวเดียวด้วย

ทั้งนี้ น.ส.พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายว่า ปัญหาฝุ่นละอองมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน เป็นปัญหากระทบทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย มีแนวโน้มขยายตัวเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ซึ่งมีที่มาจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะกทม.ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินเกณฑ์มาตรฐานนั้น เกิดจากยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล การเผาในพื้นที่โล่ง โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และสภาพอากาศ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นวาระแห่งชาติ

ด้านนายจิรายุ อภิปรายว่า ฝ่ายค้านพยายามระดมความคิดเพื่อหาแนวทางช่วยรัฐบาลแก้ปัญหา โดยนำอุปกรณ์หลายรูปแบบที่จำเป็นต้องใช้เพื่อป้องกันฝุ่นละอองมาแสดงให้ที่ประชุมสภาฯ เห็นถึงภาระที่ประชาชนต้องจ่าย แต่รัฐบาลไม่เคยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่เหมือนกับการแก้ปัญหาในประเทศจีน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้โดยไม่โทษประชาชน ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรุงเทพมหานคร จะต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้

https://www.khaosod.co.th/politics/news_3444056
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 22nd, 2020, 06:49 PM   #434
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

วิจารณ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ยันค่าฝุ่นไม่กระทบสุขภาพ เช็คปอดแล้วไม่เป็นไร ไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัย

จากวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในกทม.และหลายจังหวัดทั่วประเทศ ช่วงเดือน ม.ค.2563 ทำให้หลายคนวิจารณ์การแก้ปัญหาของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ


ล่าสุด มีการเผยแพร่คลิปการสัมภาษณ์ของนายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในไลฟ์สดแชนแนลยูทูป สุทธิชัย หยุ่น นักสื่อมวลชนชื่อดัง

22/1/2563 https://news.bectero.com/news/167781




napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 23rd, 2020, 05:57 PM   #435
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

กฟผ.จับมือกรอ. ดีเดย์ก้าวแรกกำจัดซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่

วันที่ 23 มกราคม 2563

นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวในโอกาสลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการศึกษาการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย” กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่ากรอ.มีนโยบายเกี่ยวกับการจัดการขยะที่เกิดจากเซลล์แสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การจัดการของเสียของกระทรวงอุตสาหกรรมตามข้อสั่งการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รองรับซากเซลล์แสงอาทิตย์และอุปกรณ์ประกอบ และซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนมากจากแผนการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ให้ได้ 15,574 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 และส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศให้ได้ 1.2 ล้านคัน ในปี 2579



“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีเทคโนโลยีและการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่อย่างเป็นระบบและครบวงจร ซึ่งอายุการใช้งานของแผงโซลาเซลล์ โดยเฉลี่ยประมาณ 20 ปี คาดในปี 2565 จะมีซากจากแผงโซลาเซลล์เกิดขึ้น 112 ตัน และจะเพิ่มเป็น 1.55 ล้านตัน ในปี 2600 หากไม่มีการวางแผนที่เหมาะสม นอกจากจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแล้ว ยังจะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อแผนการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ตามนโยบายรัฐบาล”

ด้านนายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ รวมถึงการใช้แบตเตอรี่ทั้งจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโตอย่างรวดเร็ว กระทรวงพลังงานจึงมีนโยบายให้ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานซึ่งมีส่วนส่งเสริมและผลักดันการใช้เทคโนโลยีพลังงาน ทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และรถยนต์ไฟฟ้า ศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่หลังสิ้นสภาพการใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารการใช้ทรัพยากรภายในประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

โดยการนำแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว มาแปรรูปและนำกลับไปใช้อีกในอนาคต มีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศ และส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่ง กฟผ. คำนึงถึงและดำเนินการควบคู่กับภารกิจหลักในการรักษาความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศมาโดยตลอด

“โครงการนี้จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยี ข้อเสนอแนะ และแนวทางการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย เพื่อนำมาประกอบการศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศ ระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันลงนาม”

ในส่วนของ กรอ. จะให้การสนับสนุนด้านข้อมูลแนวโน้มซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทยข้อมูลจากการพิจารณาแนวทางการเก็บรวบรวมซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่จากภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลจากการศึกษาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย

นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับ กฟผ. จะรับผิดชอบในการศึกษาเทคโนโลยีการจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่เหมาะสมสำหรับประยุกต์ใช้กับโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย ควบคู่กับการพิจารณาตามแนวทางการเก็บรวบรวมซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่จากภาคอุตสาหกรรมตามข้อมูล กรอ. และศึกษาเทคโนโลยีและแนวทางการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ ที่อาจสามารถนำมาบูรณการกับโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

https://www.khaosod.co.th/economics/news_3447661
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 24th, 2020, 05:10 PM   #436
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

บิ๊กตู่ ท้า เจอรถผมควันดำจับได้เลย บอกชาวบ้านซื้อหน้ากาก อย่ารอแต่รัฐบาลแจก

วันที่ 24 มกราคม 2563

บิ๊กตู่ – เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 24 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ออกรายการ Government Weekly ช่วง PM Talk ทางเพจไทยคู่ฟ้า โดยนายกฯ ได้พูดคุยตัวแทนเด็ก เกษตรกร ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรับฟังปัญหาและแนวคิดประชาชนต่อการรับมือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า 3-4 เดือนนี้ค่าฝุ่นละอองปริมาณสูง เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เตรียมพื้นที่ปลูกพืชพร้อม ๆ กัน อีกทั้งเครื่องมือยังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร จึงต้องมีการเผาเตรียมพื้นที่ปลูกพืช ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการแก้ปัญหาในส่วนนี้ แม้จะยังไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ต้องดูเหตุผลความจำเป็นหรือขออนุญาต

ส่วนเรื่องควันดำจากรถ ตนได้กำชับให้จับกุมทุกคัน “รถของผมก็จับไปเลยถ้าควันดำ ซึ่งการแก้ปัญหาจะเร็วขึ้นถ้าทุกคนร่วมมือ”

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขอให้สวมหน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้าน เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง ตอนนี้ต้องคุ้มครองผู้มีความเสี่ยงสูง ใครซื้อหน้ากากได้ก็ซื้อ เพราะราคาก็ไม่แพงมาก จะรอรัฐบาลแจกอย่างเดียวคงไม่ไหว ส่วนมาตรการทำงานที่บ้านนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังหารือกันอยู่ แต่ก็เป็นบางหน่วยงานเท่านั้นที่สามารถทำงานที่บ้านได้ ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลให้ความห่วงใย ให้ความสำคัญกับประชาชนอย่างที่สุดในเรื่องของสุขภาพ

https://www.khaosod.co.th/politics/news_3453549
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 24th, 2020, 06:59 PM   #437
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,481
Likes (Received): 6366

กทม.เดินเครื่องฟอกอากาศอนุสาวรีย์ชัยฯ 2 ช่วง ทดสอบประสิทธิภาพ "วังทองหลาง" ค่าฝุ่นเกินจุดเดียว

เผยแพร่: 24 ม.ค. 2563 12:51 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

กทม.เริ่มทดลองใช้เครื่องฟอกอากาศ 4 เครื่อง ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตามพระบรมราโชบาย เดินเครื่อง 2 ช่วงเวลา ตีห้า-เที่ยง และบ่ายสองถึงสองทุ่ม คพ.ติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศ หากได้ผลดี อาจขยายติดตั้งตามป้ายรถเมล์ สถานที่มีคนหนาแน่นและโรงเรียน ส่วนวันนี้ค่าฝุ่นเกินจุดเดียว เขตวังทองหลาง

นางศิลปสวย ระวีแสงสรูย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศที่มีบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ว่า มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ประสาน กทม.จัดพื้นที่ติดตั้งเครื่องบำบัดอากาศที่มีมลพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 (ต้นแบบ) จำนวน 4 เครื่อง ซึ่งสามารถกรองฝุ่น PM2.5 และฟอกอากาศได้ในอัตรา 2 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้กทม.นำไปติดตั้งในพื้นที่ที่มีประชาชนใช้สัญจรเดินทางจำนวนมากและมีการจราจรหนาแน่นเพื่อบรรเทาปัญหาและลดปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 รวมทั้งทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องบำบัดอากาศ จึงได้นำเครื่องมาติดตั้งที่บริเวณเกาะพญาไท จำนวน 2 เครื่อง และเกาะราชวิถี จำนวน 2 เครื่อง เพื่อฟอกอากาศและลดฝุ่นPM2.5 บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

นางศิลปสวย กล่าวว่า กทม.เดินเครื่องเพื่อฟอกอากาศใน 2 ช่วงเวลา ระหว่างเวลา 05.00-12.00 น. และเวลา 14.00-20.00 น. โดยกรมควบคุมมลพิษจะทำการตรวจวัดคุณภาพอากาศด้วยเครื่องตรวจวัดคุณภาพแบบติดตั้งภายนอกอาคาร จุดละ 1 เครื่อง เพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณดังกล่าวทั้งก่อนติดตั้งและระหว่างติดตั้งเครื่องบำบัดอากาศฯ ส่วนกระแสไฟฟ้านั้น การไฟฟ้านครหลวงสนับสนุนการติดตั้งมิเตอร์ชั่วคราว

สำหรับเครื่องบำบัดอากาศที่มีมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 (ต้นแบบ) ของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นระบบบำบัดอากาศแบบเปียก อากาศจะถูกดูดเข้ามาในเครื่องบำบัดด้วยพัดลมดูดอากาศ ผ่านเข้ามาจะถูกทำให้เกิดการอัดตัวโดยผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า "เวนทูรีสครับเบอร์" โดยใช้น้ำเป็นตัวกลางในการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ติดมากับมวลอากาศ อากาศที่ผ่านการบำบัดแล้วทั้งหมดจะไหลออกกลับคืนสู่ด้านนอกทางปล่องปล่อยออก โดยออกแบบเป็นรูปตัวทีที่มีฝาปิด-เปิด เพื่อให้สามารถเลือกรูปแบบการปล่อยออกแบบทิศทางเดียวหรือสองทิศทางได้ และฝาปิด-เปิดสามารถปรับระดับองศาการปิด-เปิดได้ เพื่อให้สามารถกำหนดมุมองศาการปล่อยอากาศที่บำบัดแล้วออกไปยังจุดพื้นที่และระดับความสูงที่ต้องการได้

ระบบถูกออกแบบและจัดสร้างเพื่อใช้งานในพื้นที่เปิดเป็นแบบเคลื่อนที่ได้ (Mobile) เพื่อที่จะให้เกิดความคล่องตัวและมีความยืดหยุ่นในการเข้าสู่พื้นที่ที่เกิดปัญหาได้เป็นอย่างดี หลักการของโมเดลนี้มีแนวคิดกำหนดแบ่งอากาศที่จะทำการบำบัดเป็นระดับชั้น โดยความสูงของระดับชั้นที่เลือกออกแบบกำหนดจากระดับความสูงในแนวดิ่งที่วัดจากระดับพื้นขึ้นไปในอากาศซึ่งการออกแบบครั้งนี้เลือกกำหนดที่ 3 – 5 เมตร จากพื้นดิน

ทั้งนี้ หากผลการทดลองติดตั้งเครื่องบำบัดอากาศฯ ได้ผลดีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ในอนาคตคาดว่าจะนำเครื่องดังกล่าวไปติดตั้งบริเวณป้ายรถสาธารณะ สถานที่ที่มีประชาชนหนาแน่น และโรงเรียน เป็นต้น

สำหรับเครื่องบำบัดอากาศฯ มีคุณสมบัติ ดังนี้ 1.น้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม 2.ความสามารถในการดูดอากาศเข้า 2.2 ลูกบาศก์เมตร/วินาที 3.ปริมาตรอากาศที่ปล่องปล่อยออก 2.0 ลูกบาศก์เมตร/วินาที 4.ประสิทธิภาพในการบำบัด PM2.5 (จากการทดสอบ) อยู่ระหว่าง 85 – 90% 5.ขีดความสามารถบำบัดอากาศที่ระดับชั้น 3 เมตร เท่ากับ 0.086 ตารางกิโลเมตร/ชั่วโมง และ6.ในการดูดอากาศเข้าบำบัดหนึ่งครั้งอากาศจะได้รับการบำบัด 2 ส่วน คือ อากาศที่ได้รับการบำบัดจากเครื่อง​และอากาศที่ได้รับการบำบัดจากการเจือจาง ทำให้ทุกวินาทีอากาศได้รับการบำบัดเป็น 2 ลูกบาศก์เมตร

สำหรับคุณภาพอากาศในวันนี้ (24 ม.ค.) พบว่า เขตวังทองหลาง เป็นพื้นที่เดียวที่พบค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน สำนักงานเขตวังทองหลาง ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมมาตรการในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองโดยการใช้สเปร์ยพ่นละอองน้ำ และการทำความสะอาดพื้นที่สถานประกอบการ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ณ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตวังทองหลางทั้ง 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนวัดสามัคคีธรรม โรงเรียนสุเหร่าลาดพร้าว โรงเรียนสุเหร่าดอนสะแก โรงแรมJazzotel และคอนโดลุมพินี สาขาโชคชัย4 พร้อมทั้งได้มอบหน้ากากอนามัยให้กับนักเรียนและบุคลากรครูเพื่อป้องกันฝุ่นละอองให้แก่นักเรียนและบุคลากรครูในโรงเรียนสังกัด

https://mgronline.com/qol/detail/9630000007781



napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 07:57 PM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2020, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2020 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2020 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us