Thailand Telecom and ICT Industrial News - Page 323 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions


Reply
 
Thread Tools
Old June 16th, 2019, 12:24 PM   #6441
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

รัฐบาล 500 ส่ออวสาน - สภาจมน้ำ - 42 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ กับบรรทัดฐาน 'ธนาธร'

Jun 14, 2019
Last update Jun 15, 2019 16:24

ระหว่างศึกชิงชามข้าวจัดตั้งรัฐบาลยังไม่แล้วเสร็จ 81 ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ไม่รอช้า เดินเกมเปิดศึกสงครามสภาล่างทันที โดย โยนความกดดันไปยัง "รัฐบาล ประยุทธ์ 500" ให้ต้องลุ้นระทึกบ้าง
หลังจากที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องทำหน้าที่บุรุษไปรษณีย์ชงคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม 42 ส.ส. ของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง จากกรณีการถือหุ้นสื่อ ตามมาตรา 98(3) ถือเป็นกลยุทธ์อันแหลมคมจากพรรคสีส้ม ที่ใช้ "หนามยอกเอาหนามบ่ง" ตีโต้จากการที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ต้องถูกสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ชั่วคราว ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติรับคำร้องจาก กกต.ไว้พิจารณา ในกรณีถือหุ้นสื่อเช่นเดียวกัน

กกต.ในฐานะผู้ตรวจสอบคุณสมบัติการสมัครลงเลือกตั้งส.ส.จำเป็นต้องออกมาอธิบายถึงการทำหน้าที่ว่า เหตุใดจึงปล่อยผ่านให้ 42 ส.ส.ลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไร้ปัญหา

ทั้งที่ก่อนการเลือกตั้งเคยเกิดกรณีที่ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 2 จ.สกลนคร ถูกศาลฎีกาแผนคดีเลือกตั้ง ตัดสิทธิลงสมัคร ตามคำร้องจากกกต. ฐานถือหุ้นสื่อ ตามมาตรา 98(3) ทั้งที่ทำกิจการรับเหมาก่อสร้าง ทว่าต้องตกม้าตายจากใบ "บริคณห์สนธิ" แบบฟอร์มสำเร็จรูปที่ระบุว่า ประกอบกิจการสื่อ ซึ่งไม่แตกต่างจากกรณีของทั้ง 41 ส.ส. แต่อย่างใด

ขณะเดียวกันนี่ยังเป็นเกราะกำบังชั้นยอด ปกป้องจากพวก "ขวาจัดสุดโต่ง" ที่กระเหี้ยนกระหือรือให้มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ จากการถือหุ้นสื่อในกรณีของนายธนาธร และนายภูเบศวร์ ด้วยความพยายามเชื่อมโยงอย่างผิดฝาผิดตัว ผ่านการอ้างมาตรา 132 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. พ.ศ. 2561 ฐานคณะกรรมการบริหารพรรคปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทำ ที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต หรือเที่ยงธรรม ให้ กกต.เสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค

ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู-ชวน-ประชาธิปัตย์-สภา
เพราะหากใช้ยาแรงทำลายล้างศัตรูทางการเมืองแบบเดิมๆ ตามความเคยชิน ก็จะกระทบต่อ 5 พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ที่มี 8 ส.ส.จาก 42 ส.ส. เป็นกรรมการบริหารพรรคการด้วยคือ

1.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ถือหุ้นบริษัท แปซิฟิค เอ็กซ์คลูซิฟ ซิตี้ คลับ จำกัด

2.นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ส.ส.กทม. เขต 15 กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ถือหุ้นบริษัท ภัทรเฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)

3.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ถือหุ้นบริษัท เท็คลิ้งค์ จำกัด

4.ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ถือหุ้นบริษัท เจ.ซี.ฟู๊ด คอร์ทส จำกัด

5.นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ถือหุ้นบริษัท เอส.ซี.เค.แลนด์ จำกัด

6.นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ถือหุ้นบริษัท เออีซี ดาต้า ออนไลน์ จำกัด

7..นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นบริษัท ภัทรเฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

8.นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง เขต 1 รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นบริษัท พี.ที.รุ่งเรืองคอนกรีต จำกัด

สมศักดิ์ สุชาติ สามมิตร ณัฏฐพล พลังประชารัฐ
ศึกร้อนระอุสงครามสภาล่างก็เดินหน้าต่อไป ท่ามกลางการจัดสรรโควตาคณะรัฐมนตรี ที่รัฐบาล 500 ต้องเจอทั้งศึกนอก-ในจากคนกันเองและ 19 พรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อบรรดา "บิ๊กเนม" ที่อยู่ในลิสต์ 42 รายชื่อ ก็ส่อถูกดับฝันตั้งแต่ต้น

เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (3) วางลักษณะการพ้นจากตำแหน่งและคุณสมบัติของรัฐมนตรี ไว้เช่นเดียวกับ ส.ส. ใครถือหุ้นสื่อเพียงระบุในแบบฟอร์มสำเร็จรูปก็ไม่รอด

แรงสั่นสะเทือนสุดท้ายที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุดจากกรณีนี้คือ สภาผู้แทนราษฎร หากมาตรฐานมีเพียงหนึ่งเดียว 42 ส.ส.ซีกรัฐบาลก็ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ลำพังรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ที่ 254 เสียง เมื่อหักลบประธานและรองประธาน 3 คน และ 42 ส.ส. รัฐบาล 19 พรรค จะเหลือเพียง 209 เสียงเท่านั้น
การลงมติกฎหมายที่ต้องใช้เสียงข้างมากจึงไม่อาจเอาชนะ 7 พรรคฝ่ายค้านต่อต้านคสช.ที่ผนึกกำลังกันแน่นที่ 244 เสียงยืนพื้นได้ ไม่นับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มาตรา 151 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ในกรณีนี้คือ 457คน ฟากพรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรคมีเพียง 209 เสียง อาจเดินหน้าถึงตอนอวสานในไม่ช้า เพราะยังห่างจุดเอาตัวรอดปลอดภัยที่ 229 เสียง อยู่ถึง 20 เสียง

ทั้งหมดเป็นผลพวงจากการมุ่งเล่นงานนายธนาธรและสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎกติกาหยุมหยิม

ท่ามกลางข้อครหาถึงมาตรฐานในการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับเสียงเตือนจากทั่วสารทิศว่า การอ้างแบบฟอร์มสำเร็จรูปมาตีตราการถือหุ้นสื่ออย่างมักง่ายนั้น จะเกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงตามมา เช่น นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.และอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยเปรียบเทียบในปมปัญหานี้แล้วว่า สุดท้ายจะเกิดเหตุไม่ต่างจาก การดีดนิ้วของธานอส แล้วส.ส.อาจต้องหายไปถึงครึ่งสภา

นับจากนี้ทุกสายตาก็ย่อมจับจ้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า จะมีท่าทีอย่างไรกับกลุ่ม 41 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลบ้าง จะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ จะสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ และจะใช้กรอบเวลาในการพิจารณาเท่าไร

หากยึด "บรรทัดฐาน" ตามคดีของนายธนาธร ที่ กกต.ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2562 เพียง 7 วัน ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติรับคำร้องพร้อมสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 23 พ.ค.2562 ก่อนที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะเปิดเพียง 2 วัน

ถ้ายึดตามมาตรฐานของ ‘ธนาธร’ กรณีนายชวน ส่งคำร้องกรณี 42 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2562 ภายในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็จะต้องให้คำตอบแก่สังคมอย่างไม่ชักช้า

ธนาธร ปิยบุตร อนาคตใหม่ ยกมือ ยุติการปฏิบัติหน้าที่
สำหรับรายชื่อ 42 ส.ส. ที่ถูกร้องคัดค้าน มาจาก 6 พรรคการเมือง ดังนี้
1.พรรคพลังประชารัฐ 27 คน

ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 23 คนคือ

นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ส.ส.กทม. เขต 8 ถือหุ้นบริษัท โอ ที ซุปเปอร์เซอร์วิส จำกัด

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม. เขต 30 ถือหุ้นบริษัท มัชฌิมา-มาวิน จำกัด

นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ส.ส.กทม. เขต 15 ถือหุ้นบริษัท ภัทรเฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. เขต 9 ถือหุ้นบริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด

น.ส.ภาดา วรกานนท์ ส.ส.กทม. เขต 6 ถือหุ้นบริษัท ทาโร่ทาเลนท์ จำกัด

นายฐานิสร์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว เขต 1 ถือหุ้นบริษัท สระแก้ว เวลธี กรุ๊ป จำกัด

นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 6 ถือหุ้นบริษัท เค.โอ.พี.เวลท์ตี้ จำกัด

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว เขต 2 ถือหุ้นบริษัท สระแก้ว เวลธี กรุ๊ป จำกัด

นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา เขต 4 ถือหุ้นบริษัท ดราฟท์ อพาร์ทเม้นท์ จำกัด บริษัท คลัง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี เขต 2 ถือหุ้นบริษัท กาญจนาอาหารสัตว์ จำกัด

นางกุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี เขต 1 ถือหุ้นบริษัท มาลัยดอกรัก จำกัด

น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราขบุรี เขต 3 ถือหุ้นบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด

น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 3 ถือหุ้น หจก.ตระกูลพูลเจริญ

นายภิญโญ นิโณจน์ ส.ส.นครสวรรค์ เขต 1 ถือหุ้นบริษัท นครสวรรค์ สปอร์ต คลับ จำกัด


นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ เขต 2 ถือหุ้นบริษัท เบสท์ พริ้นท์ เลเบล จำกัด

พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 2 ถือหุ้น หจก.กิมไล้ทรายทอง

นายศาตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา เขต 1 ถือหุ้น หจก.ศรีปัญญารักษ์

นายสมเกียรติ วอนเพียร ส.ส.กาญจนบุรี เขต 2 ถือหุ้นบริษัท ศรีเจริญสุข เอส โอ จำกัด

นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส เขต 2 ถือหุ้น หจก.หะยีมะดาโอ๊ะ (สุไหงโก-ลก)

นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี เขต 1 ถือหุ้นบริษัท อรินสิริ แลนด์ จำกัด (มหาชน)

นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ส.ส.สระแก้ว เขต 3 ถือหุ้น หจก.อรัญญาพร

นายอนุชา น้อยวงศ์ ส.ส.พิษณุโลก เขต 3 ถือหุ้น หจก.สันติธรรมฟาร์ม บริษัท อมาณัติ จำกัด

นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ ส.ส.นครปฐม เขต 4 ถือหุ้น หจก.โรงสีไฟปฐมวิวัฒน์

ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 คน

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือหุ้นบริษัท ที.ดี.อี.พัฒนาแลนด์ จำกัด บริษัท ธุรกิจพัฒนาแลนด์ จำกัด

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือหุ้นบริษัท เท็คลิ้งค์ จำกัด

นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือหุ้นบริษัท ธรี สุขุมวิท โฮลดิ้ง จำกัด

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือหุ้นบริษัท แปซิฟิค เอ็กซ์คลูซิฟ ซิตี้ คลับ

2.พรรคประชาธิปัตย์ 11 คน

ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 8 คน

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี เขต 4 ถือหุ้นบริษัท ไทย โกลเด้น แมชชีนเนอรี่ จำกัด

นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง เขต 1 ถือหุ้นบริษัท พี.ที.รุ่งเรืองคอนกรีต จำกัด

นายประมวล พงศ์ถาวรเดช ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 3 ถือหุ้นบริษัท พงศ์วราปิโตรเลียม จำกัด

นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 ถือหุ้นบริษัท ศรีบุศยกาญจน์ จำกัด

น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 3 ถือหุ้นบริษัท เวียงสระศิลา จำกัด

นายสมชาติ ประดิษฐพร ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 4 ถือหุ้นบริษัท สุราษฎร์สรรพกิจ จำกัด

นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ส.ส.พังงา เขต 1 ถือหุ้นบริษัท เทพวนา จำกัด

นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ เขต 1 ถือหุ้นบริษัท อ่างนาง แทรเวล แอนด์ ทัวร์ จำกัด

ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 3 คน

นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือหุ้นบริษัท ภัทรเฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือหุ้นบริษัท เกษตรเข้มแข็ง จำกัด

น.ส.จิตรภัสร์ ภิรมย์ภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือหุ้นบริษัท ซี.บี.โฮลดิ้ง จำกัด

3.พรรคภูมิใจไทย 1 คน

นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ส.ส.สุรินทร์ เขต 1 ถือหุ้นบริษัท สุรินทร์ ซิตี้ จำกัด

4.พรรครวมพลังประชาชาติไทย 1 คน

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือหุ้นบริษัท เจ.ซี.ฟู๊ด คอร์ทส จำกัด

5.พรรคชาติพัฒนา 1คน

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือหุ้นบริษัท เอส.ซี.เค.แลนด์ จำกัด

6.พรรคประชาภิวัฒน์ 1คน

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือหุ้นบริษัท เออีซี ดาต้า ออนไลน์ จำกัด

https://voicetv.co.th/read/gNo-2KX3o

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old June 16th, 2019, 06:02 PM   #6442
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

กฎเหล็กคุมสายสื่อสาร กทม.บี้ทุกค่ายมุดใต้ดิน ‘ทรู’คว้าสัมปทานท่อ30ปี

วันที่ 16 June 2019 - 18:09 น.


กทม.ทุ่ม 2.7 หมื่นล้าน เร่งวางท่อร้อยสายใต้ดิน จัดระเบียบสายสื่อสารเมืองกรุง ถนนสายหลักสายรอง 2,450 กม. ออกกฎเข้มห้ามพาดสายสื่อสารบนเสา บี้ทุกโครงข่ายมุดลงดิน ดัน “กรุงเทพธนาคม” บริษัทลูกลงทุน ก่อนดึงเอกชนบริหาร ชี้ผลตอบแทนตลอดอายุสัมปทาน 5-6 หมื่นล้าน เร่งปิดดีลเจรจา “ทรู อินเตอร์เน็ต” คว้าสัญญาเช่า 30 ปี เปิดช่องให้จัดการเบ็ดเสร็จ ดึงผู้ประกอบการโทรคมนาคมร่วมเช่ารายเดือน ยักษ์สื่อสารโอดต้องจ่ายแพงร้อง กสทช.คุมราคา

นายกิติศักดิ์ อร่ามเรือง ประธานกรรมการ (บอร์ด) บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) วิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เพื่อจัดระเบียบเมืองให้สวยงามตามนโยบายรัฐบาล กทม.มอบให้เคทีดำเนินการโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่ กทม.ระยะทาง 2,450 กม. วงเงินก่อสร้างไม่เกิน 27,000 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในปี 2564

ลงทุน 2.7 หมื่นล้าน 4 โซน

โดยเคทีจะลงทุนสร้างท่อร้อยสาย (micro duct) กว่า 20,000 ล้านบาท และให้ผู้ประกอบการธุรกิจสื่อสารมาเช่าใช้บริการ เงินลงทุนจะมาจากเงินกู้ 30% และรายได้จากค่าเช่าที่เอกชนจ่ายให้แต่ละปี ตลอด 30 ปี คาดว่าจะมีผลตอบแทน 50,000-60,000 ล้านบาท หักค่าลงทุน 20,000-30,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นรายได้ที่เคทีจะได้รับ สำหรับพื้นที่เป็น 4 โซน ได้แก่ 1.กรุงเทพฯ ตอนเหนือ 2.กรุงเทพฯตะวันออก 3.กรุงธนเหนือ และ 4.กรุงธนใต้ ครอบคลุมถนนสายหลักสายรองของทั้ง 50 เขต โดยเคทีเปิดประมูลแบบนานาชาติคัดเลือกผู้รับจ้างมาดำเนินการรูปแบบ EPC หรือจ้างเหมา คือสำรวจ ออกแบบด้านวิศวกรรม จัดหาอุปกรณ์ และก่อสร้าง ขณะนี้ได้ผู้รับจ้างแล้วทั้ง 4 โซน ผู้รับจ้างเสนอราคาไม่เกินกรอบราคากลาง 5,142 ล้านบาท

โซน 1 และโซน 4 แม่น้ำเจ้าพระยา คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ถนนพระรามที่ 1 พญาไท เพชรบุรี พิษณุโลก วิภาวดีรังสิต ลาดพร้าว ฯลฯ กิจการร่วมค้าเอสซี, แอลเอสทีซีและฟอสส์ ประกอบด้วย บจ.ซิโนไฮโดรฯ จากจีนร่วมกับบริษัท ฟอสส์ เทเลคอม ดำเนินการ

โซน 2 คลองสามวา คลองแสนแสบ ลาดพร้าว วิภาวดีรังสิต ทางรถไฟเลียบถนนดวงพิทักษ์ พระราม 4 สุขุมวิท คลองพระโขนง ฯลฯ กิจการร่วมค้าเอดับบลิวดี ประกอบด้วยบริษัท เด็มโก้ กับบริษัท แอ๊ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT) ดำเนินการ

และโซน 3 ถนนเอกชัย คลองดาวคะนอง แม่น้ำเจ้าพระยา คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ถนนพระรามที่ 4 สุขุมวิท ฯลฯ กิจการร่วมค้าจีเคอี แอนด์เอฟอีซี ประกอบด้วยบริษัท กันกุล เอนจิเนียริ่ง ดำเนินการ

ทรูคว้าสัญญาเช่า 30 ปี

นายกิติศักดิ์กล่าวว่า สำหรับการคัดเลือกผู้ประกอบการมาบริหารจัดการ หลังเปิดให้ผู้ประกอบการทุกรายมีใบอนุญาตจาก กสทช.ยื่นข้อเสนอ มี บจ.ทรู อินเตอร์เน็ต คอปอเรชั่น ยื่นรายเดียวและผ่านการพิจารณาแล้ว อยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขสัญญา เช่น ระยะเวลาเช่าจะให้สูงสุด 30 ปี ต่อได้อีก 15 ปี อัตราค่าเช่า เบื้องต้น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.กำหนดไว้ไม่เกิน 7,000-8,000 บาท/ท่อย่อย/กม./เดือน ถูกกว่าของ กสทช.ที่ 10,000 บาท/ท่อย่อย/กม./เดือน ทั้งนี้จะเจรจาให้ได้ข้อยุติและเซ็นสัญญาภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้

“การเจรจาที่ยังไม่ยุติ ทางทรูกำลังประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน เพราะต้องลงทุนสายไฟเบอร์รูปแบบใหม่ ต้องมาติดตั้งในท่อร้อยสายที่เราสร้าง ใช้เงินลงทุน 3,000 ล้านบาท เมื่อทรูได้สัญญาเช่าไป สามารถนำไปบริหารและประกอบกิจการต่อได้ โดยให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าต่อท่อ หรือสายไฟเบอร์ไม่ว่า AIS 3BB หลังเซ็นสัญญาทรูจะต้องจ่ายเงินก้อนแรก 10-15% ของค่าก่อสร้างกว่า 20,000 ล้านบาท ให้เคทีเพื่อนำไปจ่ายค่าก่อสร้าง”


การลงทุนโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากไม่ต้องลงทุนก่อสร้างท่อร้อยสายเอง และในอนาคตจะไม่มีใครไปลงทุนเอง สามารถแชร์ร่วมกันได้ เพราะเป็นเทคโนโลยีทันสมัย แข็งแรงทนทานนาน 30-50 ปี มีขนาดเล็กความกว้างไม่เกิน 40 ซม. สามารถขุดวางท่อร้อยสายบนทางเท้าลึก 80 เซนติเมตร กระทบการจราจรน้อยสร้างเสร็จเร็ว

18 มิ.ย.คิกออฟหน้าเดอะสตรีท

“เริ่มนำร่องพื้นที่ชั้นในก่อน ก่อสร้างพร้อมกันทั้ง 4 โซน เช่น รัชดาภิเษก สาทร พระราม 3 รวมถึงรอบเกาะรัตนโกสินทร์ วันที่ 18 มิ.ย.นี้จะเปิดตัวโครงการนำร่องบนถนนรัชดาภิเษกทั้ง 2 ฝั่งถนน จากบริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะสตรีท ไปทางแยกห้วยขวาง ระยะทาง 1 กม.”

นายมานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการเคที กล่าวว่า วันที่ 18 มิ.ย.นี้จะเซ็นบันทึกข้อตกลง (MOU) กับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่ง กสทช.จะเป็นพี่เลี้ยงเคที เช่น คำนวณค่าเช่า การลดหย่อนภาษี และให้ผู้ประกอบการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน เป็นต้น โครงการนี้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (DE) วันที่ 6 ก.ย. 2560 ที่มอบให้ กทม.ดำเนินการ

จี้ทุกรายต้องมุดดิน

หากผู้ประกอบการรายใดไม่นำสายสื่อสารลงดินถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เนื่องจากวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ กทม.ออกประกาศการปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 39 ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง 2535 คือ 1.ขอความร่วมือเอกชนไม่ให้มีการติดตั้ง ตาก วางหรือแขวนสิ่งใด ๆ ในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนปรับ 2,000 บาท 2.สายสื่อสารที่ไม่ได้ใช้งานแล้วจะต้องปลดหรือรื้อถอนออก และ 3.สายสื่อสารที่ติดตั้ง วาง หรือแขวนในที่สาธารณะและยังใช้งานอยู่ เมื่อมีท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ให้ปลดหรือรื้อถอนออก

แหล่งข่าวจากบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เปิดเผยว่า หลังประกาศผลว่า ทรู อินเตอร์เน็ตฯ ได้รับการคัดเลือก บริษัทได้เจรจากับทรู อินเตอร์เน็ต ถึงรายละเอียดต่าง ๆ มา 3 ครั้ง จนวันที่ 14 มิ.ย.ยังไม่ได้ข้อสรุป และทรู อินเตอร์เน็ต ยังไม่เสนอราคาค่าตอบแทนมาแต่อย่างใด

“สิ่งที่กังวลตอนนี้คือ หากไม่สามารถเจรจากับทรู อินเตอร์เน็ตได้ กรุงเทพธนาคมควรจะล้มหรือยกเลิกการประมูลครั้งนี้ และเปิดประมูลใหม่ ไม่ควรรีบเร่ง เพราะสุ่มเสี่ยงจะผิดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และแม้จะล่าช้าบ้างแต่ดีกว่ามานั่งแก้ปัญหาภายหลัง หรือหากผิดอะไรเกิดขึ้น คนที่จะได้รับผลกระทบมากก็คือคนทำงาน”



ลดค่าฟีดึงธุรกิจใช้บริการ

ก่อนหน้านี้ (6 พฤษภาคม) พล.ต.อ.อัศวิน พร้อมด้วยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ได้ร่วมแถลงข่าวการดำเนินโครงการบริหารการจัดการนำสายสื่อสารลงใต้ดินใน กทม. โดยยืนยันว่า จะดำเนินการโครงการนี้ให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย 2 ปี จะเริ่มดำเนินการปลายเดือนพฤษภาคม 2562

ขณะที่นายฐากรระบุว่า เพื่อให้การนำสายสื่อสารลงใต้ดินเป็นไปอย่างรวดเร็ว จะแบ่งการดำเนินงานเป็น 4 เฟสเมื่อมีความคืบหน้าของการวางท่อร้อยสายสื่อสารในแต่ละเฟสในระยะ 100 กิโลเมตรจะให้ผู้ประกอบการเจ้าของสายสื่อสารต่าง ๆ ทยอยนำสายสื่อสารเข้าในระบบทันที รวมทั้งหามาตรการกระตุ้น เช่น การลดค่าธรรมเนียมสร้างแรงจูงใจ นอกจากนี้จะพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียม กทม.ในการให้บริการดังกล่าวด้วย โดย กทม.ยืนยันว่าทำเพื่อผลประโยชน์ประชาชนและสาธารณะ ไม่คิดค่าบริการแบบมุ่งหวังผลกำไรจากผู้ประกอบการ

ร้องภาครัฐกำกับราคา

แหล่งข่าวจาก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า บริษัทกรุงเทพธนาคมได้ส่งหนังสือเชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ 2-3 รายให้เข้าเสนอราคาโครงการนี้ แต่พิจารณาเงื่อนไขการลงทุนแล้ว ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะกระทบกับธุรกิจอื่น ๆ ของบริษัท โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านราคาที่จะต้องประกาศเป็นอัตราค่าเช่าที่ผู้ประกอบการรายอื่นต้องจ่ายซึ่งสูงมาก อาจไม่คุ้ม จึงไม่เข้าร่วมเสนอราคา

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการโทรคมนาคมจะหารือกันภายในสมาชิกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ เพื่อหาทางออกปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายของ กทม. ที่จะนำสายสื่อสารทั้งหมดลงใต้ดิน และให้กรุงเทพธนาคมเป็นผู้บริหารท่อร้อยสายทั้งหมด ที่มีลักษณะผูกขาดและกำหนดค่าบริการในอัตราที่สูงมาก สูงกว่าที่ บมจ.ทีโอทีให้บริการท่อร้อยสายอยู่ในขณะนี้

“จริง ๆ การนำสายโทรคมนาคมลงใต้ดินมีประโยชน์มาก แต่ กทม.ไม่อนุญาตให้เอกชนขุดวางท่อเอง อนุญาตเฉพาะรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง บมจ.ทีโอทีมีให้บริการค่อนข้างครอบคลุมพื้นที่ใน กทม. แต่คิดค่าเช่าแพงกว่าที่ผู้ประกอบการแต่ละรายจะลงทุนวางท่อเอง จึงเสนอสมาคมฯว่า จะรวมตัวลงขันวางท่อร้อยสายเองให้สมาคมฯ เจรจากับ กทม.เพื่อขออนุญาตขุดท่อ แต่เมื่อกรุงเทพธนาคมเข้ามาดำเนินการ และให้ทรูฯทำ คงต้องหารือว่า จะทำอย่างไรต่อ เพราะตอนนี้ไม่มีทางเลือกที่จะต้องนำสายลงดินด้วยต้นทุนที่สูงมากอาจต้องหารือ กสทช.ด้วย”

นอกจากนี้ในพื้นที่ต่างจังหวัด องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) หลายแห่งเริ่มมีแนวคิดจะเข้ามาผูกขาดการวางท่อร้อยสาย เพื่อหารายได้จากค่าบริการเช่นกัน เป็นปัญหาที่ภาครัฐต้องเข้ามากำกับดูแลการกำหนดราคาที่เป็นธรรม



ทีโอทีพร้อมเป็นทางเลือก

ด้านแหล่งข่าวจาก บมจ.ทีโอทีเปิดเผยว่า ปัจจุบันทีโอทีมีโครงข่ายท่อร้อยสายสื่อสารใน กทม. 20,000 กิโลเมตร (จำนวนท่อคูณความยาวของสาย) กว่า 50% ของพื้นที่ ซึ่งเปิดให้โอเปอเรเตอร์รายอื่นเข้ามาเช่าใช้ได้ โดยมีรายได้ต่อปีราว 400-500 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับอนุญาตจาก กทม.ให้ขุดวางท่อใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว

“เชื่อว่าทีโอทียังเป็นทางเลือกให้โอเปอเรเตอร์รายอื่นเข้ามาใช้ท่อร้อยสายได้ ที่ผ่านมาได้ปรับลดราคาลง 30-40% แล้ว และหากไม่สามารถขุดท่อใหม่ได้ ทีโอทียังได้รับการคุ้มครองตามหลัก right of way ที่จะปักเสาโทรคมนาคมเองได้”

กสทช.พร้อมออกกฎคุมราคา

ด้านนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช.เปิดเผยว่า กสทช.สนับสนุนนโยบายการทำสายสื่อสารลงใต้ดินเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและทัศนียภาพที่ดีของเมือง โดยผู้ประกอบการที่ย้ายสายสื่อสารลงใต้ดินสามารถนำค่าใช้จ่ายในการย้ายสายมาหักออกจากเงินสมทบเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ได้ ปัจจุบันอนุญาตให้เฉพาะบริษัท กรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นบริษัทลูกวางท่อและให้บริการเช่าท่อเพียงรายเดียว

“หากมีปัญหาค่าเช่าแพง กสทช.จะเปิดให้แต่ละฝ่ายเข้าไปเจรจาตกลงกันเองก่อน หากไม่สามารถตกลงกันได้จะออกประกาศควบคุมราคาด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการกลาง เหมือนก่อนหน้านี้ค่ายโทรคมนาคมไม่สามารถตกลงค่าเชื่อมต่อ (IC) กันได้”

https://www.prachachat.net/property/news-339117
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 16th, 2019, 06:06 PM   #6443
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

“ศึกอีคอมเมิร์ซ” อาเซียนเดือด Shopee-Lazada ยังมาแรงโค่นยาก

วันที่ 6 June 2019 - 12:48 น.


“อีคอมเมิร์ซ” ยังเป็น “ธุรกิจดาวเด่น” ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยืนยันได้จากรายงานของ “กูเกิล” และ “เทมาเส็ก” ที่ชี้ว่า ใน 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตรวมกันกว่า 350 ล้านคน และอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 62% ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ “iPrice” บริษัทอีคอมเมิร์ซสัญชาติมาเลเซีย ร่วมกับ AppAnnie บริษัทวิจัยตลาดแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เปิดเผยการสำรวจข้อมูลเชิงลึกประจำไตรมาส 1 ปี 2019 โดยระบุว่า สงครามอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในประเทศสมาชิกอาเซียน กำลังร้อนระอุมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ร้านค้าอีคอมเมิร์ซหน้าใหม่แบรนด์ท้องถิ่นก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในเวทีการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งหากใครไม่เจ๋งจริง จับลูกค้าไม่อยู่หมัด ก็อาจจะถูกแบรนด์รุ่นน้องแซงหน้าได้ การสำรวจครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใน 6 ประเทศ ซึ่งพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ถือว่ามีบทบาทสำคัญในธุรกิจอีคอมเมิร์ซของภูมิภาคนี้ โดยการสำรวจครั้งนี้การอัพเดตความคึกคัก (traffic) ในการใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นในแต่ละประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่าร้านค้าอีคอมเมิร์ซรายใดที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น และขาลงในภูมิภาค

บริษัท iPrice ได้ทำการจัดอันดับ “ท็อป 10” ของแอปพลิเคชั่นที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตใน 6 ชาติอาเซียน คลิกเข้ามาเยี่ยมชมมากที่สุด ในรอบไตรมาสแรกของปี 2019 ถือเป็นข้อมูลใหม่ที่มีนัยแฝงว่า ร้านค้าไหนกันแน่ที่สามารถเจาะตลาดผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนได้อยู่หมัดในแต่ละประเทศรายงานการสำรวจระบุว่า ร้านค้าอีคอมเมิร์ซ Lazada ของเครืออาลีบาบากรุ๊ป และ Shopee ของสิงคโปร์ ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ ใน 3 ประเทศจาก 6 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย อีกทั้งยังเป็นการครองแชมป์ต่อเนื่องจากการสำรวจในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2018

สำหรับ “เวียดนาม” Shopee ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในการสำรวจครั้งนี้ ตามด้วย Tiki สตาร์ตอัพสัญชาติเวียดนาม ซึ่งนักวิเคราะห์เคยประเมินว่าบริษัทมีศักยภาพเทียบเท่าอยู่ในระดับยูนิคอร์นได้ และอันดับ 3 คือ Lazada ซึ่งครองอันดับนี้มาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2018 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยอยู่อันดับที่ 1 ของเวียดนาม

ส่วน “สิงคโปร์” แบรนด์ท้องถิ่นเจ้าตลาดอย่าง “Qoo10” ยังคงครองบัลลังก์อันดับที่ 1 มาโดยตลอด แบบที่ใครก็ไม่สามารถโค่นได้ลง โดยได้แซงหน้า Amazon แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่สัญชาติอเมริกัน และครองส่วนแบ่งตลาดอีคอมเมิร์ซในสิงคโปร์ไปถึง 32.6% ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาและตามด้วย Lazada และ Shopee ในอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ซึ่งเป็นอันดับเดียวกันกับไตรมาส 2 ถึง 4 ของปี 2018 ที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน

ที่น่าสนใจคือ “อินโดนีเซีย” การสำรวจข้อมูลในครั้งนี้พบว่า แชมป์เบอร์หนึ่งยังคงเป็นของ Tokopedia บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่สุดของแดนอิเหนา ที่ครองอันดับแพลตฟอร์มที่มีผู้เข้าชมสินค้ามากที่สุดในดินแดนแห่งนี้ทั้งยังได้รับการขนานนามว่าเป็นบริษัทระดับยูนิคอร์นอันดับ 3 ของอินโดนีเซีย (GO-JEK อันดับ 1 และ Traveloka อันดับ 2) ขณะที่แพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์สัญชาติอินโดนีเซีย ติดอันดับ 2 ในการสำรวจครั้งนี้ ได้แก่ “Bukalapak”

บริษัทระดับยูนิคอร์นอันดับ 4 ของประเทศ จากนั้นจึงเป็น Shopee ตามด้วย Lazada ที่ชาวอินโดนีเซียนิยมใช้มากที่สุด ที่น่าสนใจ คือ ในการสำรวจครั้งนี้ JD แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อีกหนึ่งเจ้าของจีน ติดเป็นอันดับ 6 ของแพลตฟอร์มที่ชาวอิเหนานิยมใช้ในไตรมาสนี้ด้วย เมื่อเทียบกับอีก 5 ประเทศอาเซียนอื่น ๆ ที่ทำการสำรวจกลับไม่มี JD อยู่ในอันดับท็อป 10

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กเคยประเมินเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศอาเซียนที่ขยายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง สวนกระแสความซบเซาของตลาดโลก โดยระบุว่า มูลค่าการซื้อขายบนแพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ในอาเซียน คาดการณ์ว่า จะมีมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสูงสุดถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2025 ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการที่ใกล้เคียงกับบทวิเคราะห์ของกูเกิล และเทมาเส็ก

นอกจากนี้ บทวิเคราะห์ตลาดอีคอมเมิร์ซในอาเซียน โดย “ราคูเท็น” บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้ระบุเมื่อปลายปี 2018 ว่า ยอดขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีสัดส่วนต่ำเฉลี่ยเพียง 3-5% ของยอดขายธุรกิจค้าปลีกทั้งหมด และเมื่อเทียบกับประเทศจีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายอีคอมเมิร์ซสูงถึง 20% และ 10% ตามลำดับแล้ว เท่ากับธุรกิจนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในภูมิภาคนี้ และเชื่อว่าจะยังขยายตัวได้อีกมาก

“ตลาดอาเซียนจะขยายตัวในแง่ของมูลค่ายอดขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เทียบเท่ากับสหรัฐ หรือมากกว่า เพราะปัจจัยสำคัญก็คือ จำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะจำนวนประชากรของอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่มาก เป็นอันดับ 4 ของโลกด้วย” นักวิเคราะห์การตลาดเอเชีย ราคูเท็น กล่าวทิ้งท้าย

สงครามธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียน น่าจะดุเดือดและรุนแรงขึ้น เพราะแม้ว่าในตอนนี้ แบรนด์เจ้าตลาดอย่าง Lazada และ Shopee ยังได้รับความนิยมในหลายประเทศ แต่แบรนด์ท้องถิ่นก็เตรียมพร้อมที่จะแย่งตำแหน่งในทุกขณะด้วยเช่นกัน

https://www.prachachat.net/aseanaec/news-335097

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 16th, 2019, 06:28 PM   #6444
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

“รมต.ดีอี คนใหม่” คงทำงานเป็นนะ !!

เผยแพร่: 15 มิ.ย. 2562 07:39 โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ในขณะที่เหล่าพรรคการเมืองกำลังต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกันอย่างเข้มข้น กลับไม่มีการยื้อแย่งกระทรวงหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

ต้องยอมรับว่ากระทรวงดีอีงบประมาณน้อย ขนาดบุคลากรในกระทรวงเองยังยากที่จะหาคนมานั่งให้เต็ม ตามจำนวนที่ควรจะเป็น จึงกลายเป็นกระทรวงที่ดูจะทันสมัยแค่ชื่อ แต่กลับขาดคนเก่งที่มีความรู้ความเข้าใจด้านทักษะดิจิทัลตามบทบาทหน้าที่ของกระทรวงดีอีที่ปัจจุบันมีสำนักงานใหม่ผุดขึ้นมามากมายตามกฎหมายไซเบอร์ที่ออกมาขับเคลื่อนประเทศ

ความท้าทายของ ว่าที่รัฐมนตรีดีอีคนใหม่ นอกจากต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องดิจิทัล แล้วยังต้องสามารถดึงคนเก่งเข้ามาบริหารกระทรวง รวมทั้งต้องไม่ละเลยรัฐวิสาหกิจในสังกัด เหมือนที่เป็นอยู่ในตอนนี้ที่ปล่อยให้หากินเองตามใจชอบ

***กฎหมายไซเบอร์รอให้ศึกษาและผลักดัน

ภายใต้การดูแลของกระทรวงดีอีในการขับเคลื่อนนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับไซเบอร์มาคุ้มครอง และ ผลักดันในเวลาเดียวกัน กระทรวงจึงมีหน้าที่ในการดูแลกฎหมายไซเบอร์ที่สำคัญ คือ 1.พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 2. พ.ร.บ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 3. พ.ร.บ.สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย 4.พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 5.พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ และ6.พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

แน่นอนว่ากฎหมายเรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ยังคงเป็นประเด็นคุกรุ่นที่อาจจะลุกโชนขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะกฎหมายนี้ ถูกต่อต้านอย่างหนักจากคนทั่วไป จนต้องมีการแก้ไขความหมายของระดับความรุนแรงในการโจมตีว่าต้องร้ายแรงมากถึงจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้โดยไม่ต้องใช้หมายศาล

แต่สำนักงานที่ตั้งขึ้นมาใหม่ตามกฎหมายนี้ ก็ยังถูกระแวงอยู่ไม่น้อยว่าจะได้คนที่มีวิจารณญาณแบบเป็นธรรมหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ กระทรวงดีอีมีบทบาทสำคัญมาก เพราะต้องทำงานร่วมกับ คณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และต้องทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวงสำคัญๆ เช่น กลาโหม, ธนาคารแห่งประเทศไทย,คมนาคม ,มหาดไทย,พลังงาน และ กระทรวงสาธารณสุข ในการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เนื่องจากมีข้อมูลสำคัญของประชาชนและประเทศ จึงไม่อาจถูกโจมตีทางไซเบอร์ได้

***สำนักงานใหม่ที่ยังไม่มีใครทำงาน

สิ่งที่ตามมาหลังจากกฎหมายเกิดคือสำนักงานที่จะต้องทำงานรองรับตามกฎหมาย ทำให้ภายใต้ชายคาของกระทรวงดีอี เกิดสำนักงานใหม่ จำนวนมาก ยังไม่นับสำนักงานน้องใหม่ที่เพิ่งเกิดอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ก็ยังมีสำนักงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นอีก ได้แก่ สำนักงานไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ แห่งชาติ , สำนักงานคุ้มครองข้อมูล,สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย รวมถึง สถาบันบิ๊กดาต้า,สถาบันเอไอ และสถาบันไอโอที ของดีป้าอีก ซึ่งต้องหาบุคลากรมาเติมจำนวนมาก แต่ยากที่จะหาคนเข้ามาทำงานในระบบราชการที่เงินเดือนน้อยกว่าเอกชน

ประเด็นนี้ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีที่เริ่มใกล้คำว่าอดีต กล่าวว่า เรื่องบุคลากรยอมรับว่าเป็นปัญหาในการหาคนเก่งมาทำงาน เพราะเป็นงานราชการ เงินเดือนก็น้อย แต่วิธีแก้คือต้องหาเครือข่ายเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน หากหาในประเทศไม่ได้ ก็ต้องวิ่งออกนอกประเทศ มันต้องดิ้นกันไป เพราะกระทรวงนี้มีความสำคัญต่อประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ที่สำคัญคือต้องทำให้ภายนอกรู้จักกระทรวงมากขึ้น ส่วนเรื่องงบประมาณจะมองว่าน้อยก็ไม่ถูกนัก เพราะหากนำเงินที่ได้จากกองทุนดีอีที่มีประมาณ 5,000 ล้านบาท มารวมด้วยก็นับว่ามากพอสมควร

***สานต่อโครงการเก่าแบบบูรณาการ

ส่วนเรื่องโครงการที่ต้องสานต่อ นั้น พิเชฐ กล่าวว่า เชื่อว่า รัฐมนตรีใหม่ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่น่าจะทำงานไม่ยากซึ่งโครงการเด่นของกระทรวงประกอบด้วย5 ธีม คือ ธีมที่ 1 การเปลี่ยนแปลงในด้านคน มีผลงานสำคัญคือ โครงการเน็ตประชารัฐ ซึ่งได้มอบหมายให้ บริษัท ทีโอที ดำเนินการแบบหืดจับ 24,700 หมู่บ้าน รองรับการใช้งานของประชาชน 5.53 ล้านคน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรอการอนุมัติจากครม.ในการขอใช้โครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้านให้เอกชนเชื่อมต่อให้บริการไปยังครัวเรือน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนากำลังคนดิจิทัลผ่านการยกระดับทักษะของเยาวชนไทยกว่า 200,000 คนทั่วประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มCodingThailand.orgเพื่อกระตุ้นความตื่นตัวในการเรียนรู้โค้ดดิ้งซึ่งจะเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในยุคดิจิทัล และการส่งเสริมด้านการเท่าทันสื่อและการใช้สื่อโซเชียลอย่างมีวิจารณญาณในวงกว้าง ผ่านแพลตฟอร์มDigitzen

ธีมที่ 2 การเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจ ดำเนินการผ่านโครงการDigital Startup & Digital Transformationของดีป้า กระตุ้นให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ รวมถึงเกษตรกรรม ส่งผลให้เกิดอุตสาหกรรมS-Curve

ธีมที่ 3 การเปลี่ยนแปลงสู่ 'สังคมดิจิทัล' ซึ่งดำเนินการผ่าน 3 โครงการคือ โครงการดิจิทัลชุมชนด้านE-Commerceบูรณาการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ สู่การขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ผ่านระบบบริหารร้านค้าปลีกสำหรับชุมชน 'Point of Sale ( POS)' และเว็บไซต์ Thailandpostmart.com

ปัจจุบันมีผู้ขึ้นทะเบียนจำหน่ายสินค้าในระบบPOSแล้ว 900 ราย จำนวนสินค้า 1,700 รายการ สร้างรายได้ให้ชุมชนประมาณ 20 ล้านบาท

ส่วนอีก 2 โครงการเป็นการใช้ประโยชน์จากบิ๊ก ดาต้า เพื่อสร้างสังคมดิจิทัล ประกอบด้วย โครงการสำรวจผู้มีรายได้น้อย ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยนำข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 2.9 ล้านคน มาเชื่อมโยงกับข้อมูลสำมะโนเกษตร เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสถานะของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และโครงการใช้ข้อมูลบิ๊กดาต้าเพื่อการเตือนภัย โดยเปิดให้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่เกิดจากการบูรณาการข้อมูลของภาครัฐ ซึ่งระบบนี้ทำให้ประชาชนทั่วประเทศกว่า 67 ล้านคน ได้รับข้อมูลข่าวสาร การเตือนภัย และสามารถเตรียมความพร้อมได้เป็นอย่างดี

ธีมที่ 4 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมี 2 โครงการ ได้แก่ Digital Park ThailandและIoT and Digital Innovation Instituteของ บริษัท กสท โทรคมนาคม และดีป้า โดยDigital Park Thailand อยู่ในอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ส่วนอีกโครงการ คือ ศูนย์ความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาบุคลากรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ASEAN-Japan Cybersecurity Capacity Building Centre: AJCCBC) จัดตั้งโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA โดยได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่น ทั้งงบประมาณและองค์ความรู้ โดยมีภารกิจยกระดับการพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของอาเซียน

และธีมที่ 5 การพัฒนาระบบนิเวศของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในประเทศ และระดับอาเซียน อาทิโครงการASEAN Digital Agilityเน้นการพัฒนา 5 ด้านได้แก่ Cyber Security, Smart City, Connectivity and Mobility, Harmonization and AlignmentและManpower & Society เพื่อวางแนวทางสร้างระบบนิเวศดิจิทัลในระดับอาเซียน รองรับบทบาทของไทยที่ปีนี้เป็นประธานอาเซียน

โครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ปัจจุบัน ดีป้า ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม ปีที่ผ่านมาได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานนำร่องเมืองอัจฉริยะ 7 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และในพื้นที่อีอีซี 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา สำหรับปีนี้จะเพิ่มเติมเป็นไม่ต่ำกว่า 24 เมือง




***ถ่วงดุลอำนาจบอดรัฐวิสาหกิจ

แค่สานต่อ 5 ธีมหลัก อาจยังไม่พอ กระทรวงดีอี ยังมีรัฐวิสาหกิจในสังกัดขนาดใหญ่ทั้งทีโอที กสท โทรคมนาคม และไปรษณีย์ไทย แต่ภายใต้การบริหารและกำกับดูแลของพิเชฐ แทบจะเรียกได้ว่าไม่ใส่ใจกับหน่วยงานเหล่านี้เลย อาจจะเป็นเพราะปัญหาที่มีอยู่มันยากเกินเยียวยาก็เป็นได้

อำนาจหนึ่งที่มีอยู่ของรมต. คือ การถ่วงดุล คานอำนาจที่ใช้หรือไม่ใช้แบบมิชอบของบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่สร้างความเสียหายให้หน่วยงาน ไม่ใช่การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะเกรงใจยศพลเอก ในอดีตบ่อยครั้งที่รมต.จะเรียกประธานบอร์ดหรือผู้บริหารในสังกัด มาตรวจการบ้านหรือสอบถามปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ควรเป็นที่พึ่งของพนักงานหรือผู้บริหาร หากได้รับการปฎิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากบอร์ด

การปล่อยปละ ละเลยไม่เหลือบมอง หากมีการเอาผิดเรื่องทุจริตคอรัปชัน ดูเหมือน รมต.ที่กำกับดูแลก็ควรจะโดนม. 157 ฐานละเว้นตามไปด้วย อย่างโครงการเน็ตชายขอบอันลือลั่นที่ทีโอทีชนะประมูลงานมาจากกสทช.ในขนาดที่เอกชนรายอื่นที่ประมูลชนะในโซนอื่นส่งงานกันเรียบร้อยตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ทีโอทียังต้วมเตี้ยมส่งมอบไม่ได้ ด้วยข้ออ้างสารพัด จนค่าปรับทะลุพันล้านบาทไปแล้ว โดยเนื้อแท้ที่รอเปิดโปงคือการทุจริต คอรัปชัน เอื้อประโยชน์ ที่อดีตประธานบอร์ดที่ไปเป็นสว.ที่ทรงเกียรติ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องคงต้องรอรับกรรมในอนาคตอันใกล้นี้

รวมทั้งการแตกบริษัทลูกของทีโอที และ กสท โทรคมนาคม อีก 2 บริษัทที่เกิดปัญหาวุ่นวายจนเชื่อว่าอาจไม่รอดในอนาคต เดือดร้อนจนสหภาพฯต้องมาเคลื่อนไหว เดินขบวน ยื่นหนังสือนายกฯ เพื่อยับยั้งทางวิบัติ จนนำไปสู่การควบรวมเหลือเพียงบริษัทเดียวคือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด

นอกจากนี้จุดจบของดาวเทียมไทยคม 9 ดาวเทียมไทยที่เป็นชื่อพระราชทาน ก็อาจถือเป็นผลงานชิ้นโบแดง ของกระทรวงดีอี ที่ไม่ตัดสินใจแก้ปัญหาธุรกิจดาวเทียมจนทำให้ไทยคมดิ่งเหว พร้อมกับการเปิดเสรีดาวเทียมสื่อสาร และเข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นอกจากนี้ยังมีเรื่องของไปรษณีย์ไทย ที่กำลังถูกคู่แข่งบริษัทขนส่งพัสดุต่างชาติเข้ามาชิงชัยในตลาดกันอย่างไม่ขาดสาย

การเป็นรมต.ดีอี จึงประกอบด้วยหลายมิติอย่างมาก ไม่ใช่เซียนแค่เรื่องไอที ปราดเปรื่องแต่เรื่องดิจิทัล แต่ไม่เป็นมวยเรื่องสื่อสาร ธุรกิจแสนล้านที่แข่งกันดุเดือด แล้วรัฐวิสาหกิจในสังกัดจะอยู่อย่างไร เพราะเหนือบอร์ดก็ยังมีรมต.คอยกำกับดูแลอีกชั้น ไม่ใช่การล้วงลูก หรือ แทรกแซง ใช้อำนาจไม่เป็นธรรมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โยกย้าย แต่เป็นการใช้อำนาจในฐานะผู้บริหาร ที่เมื่อเข้ามาต้องแก้ทุกปัญหา ไม่ใช่งานยากๆไม่ทำ ถนัดแต่งานเอาหน้า 'ตัดริบบิ้น เปิดงาน' อย่าให้ประเทศชาติ เสียเวลาและโอกาส กับพวกไม่เป็นมวยแต่อยากเป็นรมต.อีกต่อไป

https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9620000056946
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 17th, 2019, 12:57 PM   #6445
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

ปิด7ช่องดิจิทัลผู้ผลิตรายการหนีตาย ดิ้นหาที่ลงใหม่-กันตนาซบ”อีสปอร์ต”

วันที่ 17 June 2019 - 08:50 น.


ผู้ผลิตรายการทีวีหืดจับ รายเล็กทยอยปิดตัวเกลื่อน หลัง 7 ช่องจอดำ ด้าน 4 ค่ายเร่งจัดทัพหารายได้เพิ่ม “ทีวี ธันเดอร์-JSL” หันผลิตรายการป้อนแพลตฟอร์มโอทีที ส่วน “กันตนา” ตั้งบริษัทอีสปอร์ตรับกระแสกีฬาคนรุ่นใหม่มาแรง ขณะที่ “เซ้นส์” พลิกโมเดลธุรกิจเน้นยืดหยุ่น ทั้งรับจ้างผลิต เช่าเวลา แบ่งรายได้กับช่อง
แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัทผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัทผู้ผลิตรายการรายเล็ก ๆ ทั้งกลุ่มดารา นักแสดง รวมถึงรายย่อยอื่น ๆ ที่เคยเปิดบริษัทกันอย่างคึกคักตั้งแต่ปี 2557-2558 เริ่มทยอยปิดตัวลงเป็นระยะ ๆ และอาจจะกล่าวได้ว่าแทบไม่เหลือผู้ผลิตรายย่อยเหลืออยู่เลย ทำให้ตอนนี้เหลือผู้เล่นหลัก ๆ เพียง 4-5 ราย อาทิ ทีวี ธันเดอร์ กันตนา เจเอสแอล เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์ และมีมิติ บริษัทในเครือแกรมมี่

ทั้งนี้ ปัจจัยหลัก ๆ ยังคงเป็นเรื่องของเม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมที่ไม่เติบโต ประกอบกับการเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทำให้ความนิยมผู้ชม (เรตติ้ง) ของทีวีลดลง และกระทบต่อรายได้โฆษณาของช่องทีวี และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปยังบริษัทผู้ผลิตรายการวาไรตี้ ละคร เกมโชว์ ที่ทำรายการป้อนให้ช่องเหล่านี้ ล่าสุด การที่ทีวี 7 ช่อง ตัดสินใจคืนใบอนุญาตก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กตัดสินใจปิดกิจการลงในที่สุด

“ช่วงแรก ๆ ที่จำนวนทีวีเพิ่มขึ้นเป็น 24 ช่อง จากเดิมที่มีเพียง 4 ช่อง เมื่อ 5 ปีก่อน ทำให้มีคนตั้งบริษัทผลิตคอนเทนต์เล็ก ๆ ขึ้นจำนวนมาก เพื่อรองรับความต้องการของช่องทีวีที่เพิ่มขึ้น แต่จากการแข่งขันที่สูงบวกกับต้นทุนต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น หลาย ๆ ช่องจึงตัดลดต้นทุนต่าง ๆ ลง รวมถึงการผลิตคอนเทนต์ที่หันไปซื้อคอนเทนต์จากต่างประเทศมาออกอากาศแทน ซึ่งกระทบกับผู้ผลิตคอนเทนต์รายเล็ก และเริ่มมีภาพทยอยปิดตัวลงตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังจากขาดทุนมาต่อเนื่อง”

“ทีวี ธันเดอร์” เจาะตลาดโอทีที

นายพิรัฐ เย็นสุดใจ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากแนวโน้มตลาดเปลี่ยนไป โดยเฉพาะพฤติกรรมคนดูที่เปลี่ยนย้ายจากการดูรายการต่าง ๆ บนหน้าจอทีวีไปดูทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้เรตติ้งรายการทีวีมีแนวโน้มที่ลดลง ซึ่งกระทบกับเม็ดเงินโฆษณาที่เป็นรายได้หลักของช่องต่าง ๆ และทำให้ผู้ผลิตรายเล็ก ๆ ต้องปิดตัวลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรายใหญ่ที่เหลืออยู่ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คือ รายได้มีแนวโน้มที่หดตัวลง ทุกค่ายจึงต้องทยอยปรับตัว ปรับโมเดลธุรกิจใหม่

สำหรับทีวี ธันเดอร์เอง ขณะนี้ได้แบ่งธุรกิจเป็น 2 ส่วน คือ การรับจ้างผลิต และแบ่งรายได้กับช่อง (time sharing) เพื่อบาลานซ์ความเสี่ยงทางธุรกิจ ขณะเดียวกันก็หันไปให้ความสำคัญกับการผลิตคอนเทนต์เพื่อป้อนให้แพลตฟอร์มโอทีที (OTT) หรือดูคอนเทนต์บนออนไลน์ เช่น ไลน์ทีวี เอไอเอสเพลย์มากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ทดลองโมเดลใหม่ ๆ อาทิ การจับมือกับดารา ผลิตรายการย่อยลงช่องยูทูบ

“TV Thunder Official” ซึ่งมีฐานสมาชิกอยู่ 4.3 ล้านราย เช่น ร่วมกับ ดีเจ.นุ้ย สร้างรายการ “นังตัวดี” หรือเบนซ์ พรชิตาและมิค บรมวุฒิ สร้างรายการ “ปริมไม่อาว” เป็นต้น และกำลังจะทยอยเพิ่มรายการในลักษณะนี้อีก 2-3 รายการ

“กันตนา” แตกไลน์รุกอีสปอร์ต

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้ธุรกิจผลิตคอนเทนต์ไม่หวือหวาเหมือนช่วง 5 ปีก่อน เพราะเม็ดเงินโฆษณาลดลงเรื่อย ๆและบวกกับพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคที่เปลี่ยน ทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์หลายรายต้องปรับตัว โดยมุ่งสร้างรายได้จากช่องทางใหม่ ๆ เข้ามาเสริม สำหรับกันตนาเอง เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้มีการแตกไลน์ธุรกิจ ด้วยการตั้งบริษัท กันตนา สปอร์ต แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด เพื่อให้บริการธุรกิจที่เกี่ยวกับอีสปอร์ต ที่เป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตและได้รับความนิยม โดยให้บริการเกี่ยวกับอีเวนต์และพัฒนาทีมอีสปอร์ตสำหรับแข่งขันระดับประเทศและระดับโลก

ส่วนธุรกิจเดิมบริษัทก็ยังเดินหน้ารับจ้างผลิตรายการละครให้แก่ช่องทีวีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นช่อง 3 ช่อง 7 พีพีทีวี ทรูโฟร์ยู เป็นต้น รวมถึงผลิตคอนเทนต์เพื่อป้อนให้แก่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะไลน์ทีวี เช่น รายการ Drag Race Thailand เป็นต้น

JSL มุ่งป้อนออนไลน์

นางจำนรรค์ ศิริตัน ประธานกรรมการ บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ผู้ผลิตคอนเทนต์เกมโชว์ วาไรตี้ ละคร กล่าวก่อนหน้านี้ว่า เม็ดเงินโฆษณาและเรตติ้งมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ การหาโฆษณาของช่องและผู้ผลิตก็อยู่ยากขึ้น จึงมีผู้ผลิตรายเล็ก ๆ ต้องทยอยปิดบริษัทลง สำหรับเจเอสแอลก็ต้องปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และหารายได้จากช่องทางใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม ด้วยการตั้งเป้าว่าจะเดินหน้าผลิตคอนเทนต์ป้อนให้แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น รวมถึงขยายเข้าไปผลิตรายการวาไรตี้ ละครให้ช่องอื่น ๆ มากขึ้น

“ตอนนี้มีรายการออกอากาศทั้งทีวีและออนไลน์ เช่น รายการแม่เหล็ก กิ๊กดู๋สงครามเพลงเงินล้าน ออนแอร์ทางช่องพีพีทีวี พรุ่งนี้ฉันไม่มีแม่แล้ว ออนแอร์บนไลน์ทีวี ยุทธการขยับเหงือก 5.0 ออนแอร์ ช่องวัน 31 เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ด้านความเคลื่อนไหวของบริษัท เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ผู้ผลิตคอนเทนต์บันเทิงอีกราย เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ได้ทยอยปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ด้วยการพยายามหารายได้จากช่องทางใหม่ ๆ เข้ามาต่อเนื่อง ด้วยการเปิดโมเดลกว้างขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น ทั้งรับจ้างผลิต เช่าเวลาโฆษณา และแบ่งรายได้กับช่อง รวมถึงมีการบริหารจัดการภายในใหม่ ลดต้นทุน เพื่อให้บริษัทยังโตต่อ

https://www.prachachat.net/marketing/news-339171
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 17th, 2019, 04:53 PM   #6446
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

‘ทีโอที’เสนอ“คสช.-รัฐบาล”ทบทวน กทม.ให้สัมปทานท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดิน

วันที่ 17 มิถุนายน 2562 - 18:17 น.


แหล่งข่าวจาก บมจ.ทีโอที เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัท กรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกรุงเทพมหานคร(กทม.)เตรียมลงนามในสัญญากับบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ในการติดตั้งโครงการท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินของ กทม.มูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว กำลังถูกจับตาจากวงการโทรคมนาคมว่าเป็นการนำสัมปทานไปให้เอกชนเพียงรายเดียวดำเนินการ ซึ่งไม่เป็นไปตามมติของคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(ดีอี)




ก่อนหน้านี้ที่ให้กทม.เร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดระเบียบและนำสายสื่อสารระโยงระยางลงใต้ดิน ซึ่ง ทีโอที และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีโครงการก่อสร้างระบบท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาทอยู่แล้ว และเป็นแผนที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการดีอี โดยจัดตั้งคณะทํางานศึกษาและจัดทำโมเดลร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เพื่อที่จะหาโมเดลที่เหมาะสมรองรับ


“การที่ กทม.ให้สัมปทานวางโครงข่ายท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินเอกชนเพียงรายเดียวดังกล่าว น่าจะเป็นการดำเนินการที่ขัดแย้งกับมติคณะกรรมการดีอีและนโยบายรัฐบาล เพราะแทนที่รัฐบาลและกทม.จะส่งเสริมสนับสนุนบทบาทของทีโอทีในการดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อให้ทีโอทีมีรายได้เลี้ยงตัวได้ แต่กทม. มีหนังสือเวียนไปยังทุกสำนักงานเขตห้ามหน่วยงานอื่นๆ ก่อสร้างหรือขุดขยายถนนเพื่อติดตั้งท่อรัอยสายสื่อสารใต้ดิน รวมทั้งการพาดสายสื่อสารใดๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดกั้น การดำเนินโครงการของทีโอทีและและสมาคมโทรคมนาคมไปโดยปริยาย เพื่อหวังให้ผู้ใช้บริการทุกรายจะต้องมาเช่าใช้โครงข่ายท่อร้อยสายที่ กทม.กำลังดำเนินการอยู่นี้”

แหล่งข่าวกล่าวว่าล่าสุดทางบริษัท กรุงเทพธนาคม เสนอราคาค่าเช่าท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินมาแล้ว ซึ่งแพงกว่าราคาที่ทีโอที เสนอให้กับบริษัทสื่อสารและผู้ให้บริการสายสื่อสารก่อนหน้านี้ถึง 3 เท่า จึงทำให้ทั้งทีโอทีและสมาคมโทรคมนาคม เตรียมทำเรื่องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาลได้ทบทวนโครงการดังกล่าว

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2626659
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 17th, 2019, 05:30 PM   #6447
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

อุตฯไฟฟ้าหนีตาย เร่งปรับตัว หลังตัวเลขส่งออกลดลงต่อเนื่อง

17 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เวลา 09:42 น.


17 มิ.ย. 2562 นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยแนวโน้มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมว่า ได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งประเทศไทย สมาคมไทยไอโอที สมาคมนวัตกรรม สมาคมสมองกลฝังตัว สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งกลุ่มความร่วมมือด้านเทคโนโลยียุคใหม่ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและสร้างแพลตฟอร์มให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากเทคโนโลยีโลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากไม่เร่งปรับตัวจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เห็นได้จากล่าสุดแนวโน้มการส่งออกส่งออกกลุ่มดังกล่าวเริ่มลดลง

“ตอนนี้อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยังเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 ของประเทศ แต่สถานการณ์การส่งออกกลุ่มนี้มีแนวโน้มเริ่มลดลงหรือเรียกว่า สึนามิเทคโนโลยี เห็นได้จากตัวเลขเดือนม.ค. – เม.ย. เริ่มลดลง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่าส่งออก 347,156 ล้านบาท ลดลง 11.29 % เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ ส่วนประกอบ ขยายตัว 20.24 % แผงสวิตช์ แผงควบคุมกระแสไฟฟ้าฯ ขยายตัว 9.11 % หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัว 11.45 % จากภาวะตลาดโลกที่ชะลอตัว จากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ – จีน และความไม่แน่นอนในการสั่งซื้อของตลาดโลก จึงต้องเร่งรวมตัวกันเพื่อทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าวขยายตัวอย่างยั่งยืน หากได้แนวทางต่างๆแล้ว จะเริ่มถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าต่อไป ” นายกฤษดา กล่าว


นอกจากนี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เช่น ยุทธศาสตร์เครื่องใช้ไฟฟ้า เน้นการออกแบบรูปลักษณ์สินค้า และปรับวิธีการใช้งานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงพัฒนาให้สินค้าประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น,ยุทธศาสตร์อิเล็กทรอนิกส์ เน้นพัฒนากระบวนการผลิตให้มีความทันสมัยด้วยการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น เพิ่มศักยภาพด้านการออกแบบเชิงวิศวกรรม รวมถึงส่งเสริมให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น อุปกรณ์เซ็นเซอร์ , ยุทธศาสตร์ไฟฟ้ากำลัง ทิศทางการพัฒนาจะมีแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น

ทั้งนี้หากมองแยกแต่ละตลาดส่งออกหลักเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้แก่ จีน ลดลง 13.88 % , เวียดนาม ลดลง 7.49 %ญี่ปุ่น ขยายตัว 21.92 % , สหรัฐฯ ขยายตัว 13.74% ขณะที่ตลาดส่งออกหลักอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ สหรัฐฯ ลดลง 10.97 % ฮ่องกง ลดลง 13.33 %, ญี่ปุ่น ขยายตัว 2.54 % และจีน ลดลง 21.48 % โดยแนวทางการบูรณาการความร่วมมือ จะร่วมกันระหว่างดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ และนักการตลาด เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยต้องสนับสนุนเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพ รวมทั้งต้องพัฒนาดาต้า เซ็นเตอร์ พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งานและอุตสาหกรรม สร้างระบบการเก็บข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว และวิเคราะห์ข้อมูลให้แม่นยำ และต้องสร้างอินโนเวทีฟ แลป

รายงานข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ของไทย ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากขณะนี้การผลิตและการส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มนี้ ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของโลก ที่เน้นสินค้าที่ใช้นวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีในการผลิต ส่งผลให้ระยะหลังตัวเลขการส่งอกเริ่มลดลง ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้น จะส่งผลกระทบระยะยาวได้

https://www.thaipost.net/main/detail/38728
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 18th, 2019, 01:37 PM   #6448
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

นานกว่าคดีธนาธร! ศาลรัฐธรรมนูญ ไร้วาระถก 41 ส.ส.ฝั่งรัฐบาล ถือหุ้นสื่อ

วันที่ 18 มิถุนายน 2562 - 17:22 น.

ถือหุ้นสื่อ / วันที่ 18 มิ.ย. รายงานข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญว่า ในวันพรุ่งนี้(19 มิ.ย.) มีการประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามปกติที่จะมีทุกวันพุธของสัปดาห์

แต่จะไม่มีวาระพิจารณากรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องของ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ ส.ส.ฝั่งรัฐบาล จำนวน 41 คน ที่พบเข้าข่ายขาดคุณสมบัติการถือครองหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน ตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีเพียงวาระเรื่องทั่วไปเท่านั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวได้ส่งมายังศาลฯเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา


ด้านนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ รองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า อนาคตใหม่กำลังติดตามบรรทัดฐานการพิจารณาของ 41 ส.ส. ซึ่งหากเทียบกับกรณีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ที่ศาลมีมติรับคำร้องไว้พิจารณาและสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ภายใน 7 วัน

https://www.khaosod.co.th/politics/news_2629661
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 18th, 2019, 01:46 PM   #6449
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

2 ปีเกลี้ยง! ทุ่ม2หมื่นล้านคิกออฟนำ “สายสื่อสารลงใต้ดิน” พลิกโฉมกทม.สู่มหานครไร้สายแห่งอาเซียน

วันที่ 18 June 2019 - 10:41 น.


วันที่ 18 มิ.ย.2562 พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ โครงการส่งเสริมพัฒนาและกำหนดแนวทางการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่าง กทม. และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พร้อมเปิดโครงการก่อสร้างโครงข่ายท่อร้อยสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร บริเวณลานหน้าห้างสรรพสินค้า เดอะสตรีท ถนนรัชดาภิเษก
ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อเดือน ม.ค. 2562 ให้ กทม.เป็นเจ้าภาพดำเนินการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน เพื่อจัดระเบียบสายสื่อสารในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย กทม.ได้ประชุมหารือกับ กสทช. เพื่อเตรียมความพร้อมแผนงาน รวมถึงมาตรการต่างๆ พร้อมทั้งได้ร่วมกันแถลงถึงแนวทางการบริหารจัดการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อ เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา



โดย กทม.ได้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจ กทม.เป็นผู้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างและขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างและวางท่อร้อยสายเพื่อนำสายสื่อสารบนถนนสายหลัก สายรอง รวมถึงเส้นทางลัด และเส้นทางในซอยที่มีการพาดสายทั่วกรุงเทพฯ ลงใต้ดิน รวม 2,450 กม. ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 2 ปี โดยไม่กระทบผิวจราจร รวมมูลค่าโครงการรวมกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ

ขณะนี้การดำเนินงานอยู่ระหว่างสำรวจสภาพพื้นที่เบื้องต้น พร้อมทั้งประสานข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณูปโภค เพื่อทราบตำแหน่งของท่อสาธารณูปโภคใต้ดินเดิมที่มีอยู่ รวมถึงสำรวจสาธารณูปโภคใต้ดินและสิ่งกีดขวางอื่นๆ ใต้ผิวทางเท้าที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานเพิ่มเติม




โดยใช้ระบบเรดาร์บนบาทวิถีที่ระดับความลึก 8 เมตร จากนั้นจะมีการออกแบบและวางแผนเพื่อขุดเจาะวางท่อร้อยขนาดเล็กใต้ดินด้วยเทคโนโลยีไมโครดัก (Micro duct) โดยมีวิธีการก่อสร้าง 2 รูปแบบ คือ 1.การก่อสร้างแบบเจาะลากท่อ HorizontalDirectional Drill (HDD) และ 2.การก่อสร้างแบบเปิดหน้าดิน Open Cut (Semi-Direct-Burial) ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่าย ขุดเจาะเปิดหน้าดินน้อย และช่วยประหยัดพื้นที่

ในระยะทาง 2,450 กม. แบ่งพื้นที่ดำเนินการออกเป็น 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพเหนือ กรุงเทพตะวันออก กรุงธนเหนือ และกรุงธนใต้ โดยจะเริ่มดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 4 จุด ใน 4 พื้นที่พร้อมกัน

ประกอบด้วย พื้นที่ 1 กรุงเทพเหนือ ระยะทางประมาณ 620 กิโลเมตร โดยเส้นทางนำร่องที่จะดำเนินการ ได้แก่ บริเวณถนนวิทยุ ช่วงถนนพระรามที่ 1 – ถนนเพชรบุรี รวม 1.4 กม.

พื้นที่ 2 กรุงเทพตะวันออก ระยะทางประมาณ 605 กม.เส้นทางนำร่องบริเวณถนนรัชดาภิเษก จากบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ประตู 2 และประตู 3 ถึงซอยรัชดาภิเษก 7 และซอยประชาสันติ และบริเวณถนนเทียมร่วมมิตร จากถนนรัชดาภิเษกถึงหน้าอาคารไซเบอร์เวิลด์ (CW Tower) รวม 1.95 กม.

พื้นที่ 3 กรุงธนเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร ระยะทางรวม 605 กม. เส้นทางนำร่องบริเวณถนนนราธิวาสราชนครินทร์ 68 จากถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ถึงซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 10 รวม 1.7 กิโลเมตร

และพื้นที่ 4 กรุงธนใต้ ครอบคลุมพื้นที่ฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร เช่นเดียวกัน รวมระยะทาง 620 กิโลเมตร โดยเส้นทางนำร่อง ได้แก่ บริเวณถนนวิทยุ ช่วงถนนพระราม 1 ถึงถนนพระราม 4 ระยะทาง 1.9 กม.



ทั้งนี้ กทม.จะเริ่มดำเนินการขุดเจาะและวางท่อร้อยสายประมาณเดือน ก.ค. 2562 โดยตั้งเป้าดำเนินการขุดวางท่อร้อยสายและนำสายสื่อสารลงใต้ดินให้ได้อย่างน้อยพื้นที่ละ 150 กม. ภายในปี 2562 และเร่งดำเนินการทุกพื้นที่ให้แล้วเสร็จตามกำหนดภายใน 2 ปีในเดือน พ.ค.2564

ทั้งนี้วันนี้ กทม.ได้เซ็นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ กสทช. กำหนดแนวทางการดำเนินงานของทั้งสองฝ่าย ในการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน ให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ ภายใต้กรอบระยะเวลา 24 เดือน คาดว่าเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะพลิกโฉมกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งอนาตที่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อการสื่อสารและโทรคมนาคมที่รองรับการเป็น Smart City ที่มีทัศนียภาพสวยงาม เป็นระเบียบ ปลอดภัย ทันสมัย เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ต่อไป

https://www.prachachat.net/prachacha...ry/news-339693

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 18th, 2019, 01:47 PM   #6450
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

ภารกิจ รมต. “ดีอี” คนใหม่ คุมไซเบอร์-ดาต้า-กองทุนพันล้าน

วันที่ 18 June 2019 - 18:30 น.


ลุ้นระทึกอย่างต่อเนื่องสำหรับรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คนที่ 2 (หากนับย้อนรวมตั้งแต่ยังคงเป็นกระทรวงไอซีที จะเป็นคนที่ 12) ว่าจะเป็นใครหนอที่มารับตำแหน่งนี้ ซึ่งในยุคที่ยังเป็นกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นั้น ถูกจัดเป็นกระทรวงเกรด C เพราะไม่ได้มีบทบาทใดมากนัก งบประมาณที่จะต้องบริหารแต่ละปีก็แค่หลักพันล้านบาทกลาง ๆ ยกเว้นว่าจะมีโครงการพิเศษ ถึงจะมีงบประมาณหลักพันล้านเข้ามาเพิ่ม อาทิ การจัดซื้อสมาร์ทการ์ดในยุคแรก ๆ โครงการแจกแท็บเลต

พอเริ่มแปลงโฉมเป็น “ดีอี” ก็มีงบฯ “เน็ตประชารัฐ” 13,000 ล้านบาท และ “บิ๊กร็อก” อีกราว 2,000 ล้านบาทและแม้งบประมาณโดยสังเขป ปี 2562 จะอยู่ที่ 5,413.4 ล้านบาท แต่ก็ยังมีที่ขอผูกพันข้ามปีอีก 6,224 ล้านบาท ที่สำคัญคือ “งานที่รอ” รัฐมนตรีคนใหม่ ไม่ใช่งาน “เกรด C” แน่นอน

ควบรวม “ทีโอที-แคท” ไปต่อ ?


เร่งด่วนสุดน่าจะเป็นการผลักดัน ควบรวม บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท) ตั้งเป็น “NT” บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบหลักการแล้ว รอแต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้เริ่มกระบวนการควบรวมได้ ซึ่งเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา “ดีอี” เสนอเข้า ครม.แล้ว แต่รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้รอรัฐบาลใหม่ตัดสินใจ

คุม “ไซเบอร์ซีเคียวริตี้”

อีกงานสำคัญ คือ ภารกิจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งให้ “รัฐมนตรีดีอี” เป็นประธานในคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) ซึ่งมีหน้าที่รับนโยบายจากบอร์ดชุดใหญ่ คือ “กมช.” ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มาลงมือปฏิบัติ ทั้งการกำหนดมาตรการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ของประเทศ กำหนดหน้าที่ซึ่งหน่วยงานที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ (CII) จะต้องปฏิบัติ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบ เฝ้าระวัง เผชิญเหตุ ฟื้นฟูและที่สำคัญ คือ เป็นบอร์ดที่มีอำนาจสั่งการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง การกำกับดูแลศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และการเผชิญเหตุและนิติวิทยาศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการเป็นประธานบอร์ดบริหารสำนักงาน กมช.

นอกเหนือจากอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ การลงนามในคำสั่งระงับการแพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เข้าข่าย การตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเนื้อหา และคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ กรณีที่เกิดการกระทำผิด

ตั้ง พนง. “คุ้มครองข้อมูล”

ขณะที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล “รัฐมนตรีดีอี” มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนี้ ซึ่งจะมีอำนาจและหน้าที่แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ใดมาให้ข้อมูลหรือส่งเอกสารหรือหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. รวมถึงตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ “ดีป้า” สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หน่วยงานในสังกัดกระทรวง ยังมีสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (Government Big Data Institute) อยู่ภายใต้กำกับเพื่อช่วยให้หน่วยงานภาครัฐเกิดกลไกการวิเคราะห์ขนาดใหญ่

นั่งบอร์ดกองทุนพันล้าน

แต่ภาระงานที่มีมูลค่าสูงที่สุดน่าจะเป็น รองประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกองทุนนี้นอกจากจะมีเงินอุดหนุนจากรัฐเป็นรายปีแล้ว ยังจะได้รับเงิน 15% ของการจัดสรรคลื่นความถี่ ที่สำนักงาน กสทช.จัดขึ้น และอีก 15% ของรายได้ของสำนักงาน กสทช.ด้วย ขณะที่วัตถุประสงค์ในการใช้เงินกองทุนค่อนข้างเปิดกว้างเพื่อสนับสนุนและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยในปีงบประมาณ 2561 กองทุนมีวงเงินสำหรับจัดสรรให้ทุนสนับสนุนได้ 1,182 ล้านบาท

นอกจากนี้ รัฐมนตรีดีอียังเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ฉบับล่าสุดที่มีบทบาทในการเพื่อกำกับดูแลการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ให้มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยด้วย

https://www.prachachat.net/ict/news-338960
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 18th, 2019, 01:52 PM   #6451
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

เอไอเอส เปรยคลื่น 700 MHz “ไม่น่าตื่นเต้น”อุบไต๋มติบอร์ดให้ลุ้นเช้า 19 มิ.ย.

วันที่ 18 June 2019 - 16:47 น.


เอไอเอสให้รอลุ้น 19 มิ.ย. อุบเงียบผลประชุมบอร์ดเคาะยื่นรับจัดสรรคคลื่น 700 MHz หรือไม่ ซีอีโอเปรย “ไม่น่าตื่นเต้น” ย้ำเงินค่าคลื่น 900 MHz ก้อนใหญ่มีแผนจัดการเรียบร้อย


นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส เปิดเผยถึงการเข้ารับจัดสรรคคลื่น 700 MHz ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเปิดให้ยื่นข้อเสนอ 19 มิ.ย. นี้ว่า บอร์ดของเอไอเอสได้มีการประชุมตั้งเมื่อวานที่ผ่านมา (17 มิ.ย.) แต่ยังไม่ได้แจ้งมติออกมาว่าจะไปในทิศทางไหน เพราะถ้ามีมติแล้วต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)รับทราบ

“ในวันพรุ่งนี้ผมจะเตรียมตัวเพื่อรับมติดังกล่าว ถ้ามีมติร่วมประมูลผมก็จะแจ้ง ตลท. แล้วเดินทางไป กสทช. ผมบอกได้เลยว่าการประมูลคลื่น 700 ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น”

และว่าถ้าไม่ยื่นรับจัดสรร 700เอไอเอส ก็จ่ายค่าคลื่น 900 งวดที่ 4 ในปี 2563 วงเงิน 59,575 ล้านบาทได้ เพราะมีการวางแผนการเงินไว้แล้ว

https://www.prachachat.net/ict/news-339946
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 18th, 2019, 01:54 PM   #6452
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

ก.ล.ต.จับมือสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพิ่มประสิทธิภาพพิสูจน์หลักฐานความผิดตลาดทุน

วันที่ 18 June 2019 - 18:14 น.


ก.ล.ต.ลงนามความร่วมมือกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หนุนการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานความผิดในตลาดทุนเพื่อการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมอัพเดทความคืบหน้า ICO Portal อนุมัติแล้ว 3 ราย คาดดำเนินการทันกรอบ 180 วัน

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือและความช่วยเหลือสนับสนุนในการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ณ สำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.62


“ประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการรวบรวมและตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน ซึ่งปัจจุบันการกระทำผิดในตลาดทุนมีความซับซ้อนและยากต่อการหาพยานหลักฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่าง ก.ล.ต. และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่จะเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการบังคับใช้กฎหมายและการป้องปรามการกระทำผิดในตลาดทุนได้ดียิ่งขึ้น” นางสาวรื่นวดี กล่าว

นอกจากการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ก.ล.ต.ได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยจะเป็นกระบวนการภายใน ก.ล.ต.ที่ขยายผลจากศูนย์ช่วยเหลือ (Helpdesk) ซึ่งจะรวบรวมผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญใน 3 ด้าน ได้แก่ ฟินเทค (FinTech) การบังคับใช้กฎหมาย และการหาข้อมูลพยานหลักฐาน เพื่อให้สามารถดำเนินการรวมรวมหลักฐานเบื้องต้นได้เมื่อพบผู้เข้าข่ายกระทำความผิด ทั้งนี้ ในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ก.ล.ต.ตรวจพบเบาะแสและกำลังรวบรวมรายละเอียดของผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว 43 ราย

ขณะที่การทำหน้าที่เป็นผู้ส่งเสริมหรือให้คำปรึกษากับผู้ที่ตั้งใจระดมทุนผ่านกระบวนการออกเหรียญดิจิทัล (ICO-initial coin offering) ก.ล.ต. จัดตั้งคลินิกให้คำปรึกษาผ่านเบอร์ 1207 และสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงาน ได้แก่ facebook.com/sec.or.th และ twitter.com/ThaiSEC_News เป็นต้น

ในส่วนของการระดมทุน ICO นางสาวรื่นวดี เสริมว่า ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ICO Portal หรือผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลแล้ว 3 ราย โดยทั้ง 3 รายนี้มีกรอบระยะเวลา 180 วัน ที่จะให้ ก.ล.ต. เข้าตรวจสอบระบบก่อนที่จะเปิดดำเนินการธุรกิจจริงได้ และคาดว่าหลัง ICO Portal มีความชัดเจนแล้ว ผู้ที่ต้องการระดมทุน ICO จะสามารถเข้ามาระดมทุนได้ตามลำดับ

https://www.prachachat.net/finance/news-340073
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 19th, 2019, 12:21 PM   #6453
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

3 ค่ายมาครบจัดสรรคลื่น 700 ทำ 5G โกย 5.6หมื่นล. – แต่ต้องเอาไปจ่ายคืนทีวีดิจิตอล 3.6 หมื่นล.

วันที่ 19 มิถุนายน 2562 - 16:35 น.

3 ค่ายมือถือมาครบขอจัดสรรชุดคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz ทำ 5 G โกยรายได้ 56,444.64 ล้าน-ต้องเอาไปจ่ายคืนทีวีดิจิตอล 3.6 หมื่นล.

3 ค่ายมาครบจัดสรรคลื่น 700 – เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2562 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดให้ยื่นคำขอและจัดสรรชุดคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz โดยมีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ผู้แทนจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าร่วมสังเกตการณ์ เพื่อความโปร่งใส

หลังจากเสร็จสิ้นในเวลา 13.30 น. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ผลการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz มีผู้เข้าร่วมขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่จำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด



และการจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ครั้งนี้ ไม่มีผู้ขอรับการจัดสรรคลื่นฯ เลือกชุดคลื่นความถี่ซ้ำกัน โดยคลื่นความถี่ชุดที่ 1 ช่วงความถี่วิทยุ 703-713 MHz คู่กับ 758-768 MHz บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร, คลื่นความถี่ชุดที่ 2 ช่วงความถี่วิทยุ 713-723 MHz คู่กับ 768-778 MHz บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร และคลื่นความถี่ชุดที่ 3 ช่วงความถี่วิทยุ 723-733 MHz คู่กับ 778-788 MHz บริษัท แอดวารซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร

ทำให้มีราคาการอนุญาตทั้งสิ้น 52,752 ล้านบาท และมีรายได้จากการจัดสรรฯ เข้ารัฐรวมภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น 56,444.64 ล้านบาท โดยรายได้ดังกล่าวจะนำไปจ่ายให้กับทีวีดิจิตอลที่คืนช่องให้กับกสทช. ในจำนวนเงินประมาณ 36,000 ล้านบาท และที่เหลืออีกประมาณ 20,000 ล้านบาท จะส่งเข้าเป็นรายได้รัฐ สำหรับผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรคลื่นฯ ต้องนำเงินงวดแรกพร้อมหลักประกันมาชำระให้แก่ สำนักงาน กสทช. ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 15 วัน ซึ่ง สำนักงาน กสทช. จะมีหนังสือแจ้งวันเริ่มต้นการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน อย่างไรก็ดี คลื่น 700 MHz ตามขั้นตอนจะสามารถนำมาใช้บริการได้ในเดือนต.ค. 2563 หลังจากทีวีดิจิตอลส่งมอบคืนคลื่นให้กับกสทช. แล้ว

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า การขอรับจัดสรรคลื่นความถี่ 700 MHz ครั้งนี้ เป็นความจำเป็นที่ต้องมีคลื่นความถี่ในการใช้งาน และบริษัทเลือกคลื่นความถี่ชุดที่ 3 ที่ช่วงความถี่ 723-733 MHz คู่กับ 778-788 MHz เพื่อรองรับการขยายคลื่นที่จะมีมาเพิ่มในอนาคต และมองว่าเป็นชุดคลื่นความถี่ที่มีคลื่นรบกวนน้อยที่สุด

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคเชื่อว่าการตัดสินใจที่สำคัญครั้งนี้จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย สำหรับคลื่น 700 MHz ดีแทคสามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาการสื่อสารไร้สายเทคโนโลยี 5G ต่อไป โดยการเข้ารับการจัดสรรคลื่นในครั้งนี้จะทำให้ดีแทคมีจำนวนคลื่นย่านความถี่ต่ำ (low band) ที่จะนำมาให้บริการเพิ่มขึ้นอีก 2Χ10 MHz และเป็นผลให้ดีแทคจะมีคลื่นความถี่ที่ให้บริการทั้งหมดจำนวน 130 MHz ซึ่งรวมคลื่นความถี่ 2300 MHz โรมมิ่งบนคลื่นทีโอทีด้วย

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัท เลือกคลื่นความถี่ 700 MHz ในชุดที่ 1 ช่วงความถี่วิทยุ 703-713 MHz คู่กับ 758-768MHz เพื่อนำไปสนับสนุนในส่วนของช่องทีวีดิจิตอลตามที่บริษัทได้รับใบอนุญาตและผ่านกระบวนการพิจารณาไปก่อนหน้านี้ ซึ่งการเลือกคลื่นความในช่วงดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากคณะทำงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และสามารถนำไปใช้งานเทคโนโลยี 4 จีได้ทีนที ส่วนไปใช้ 5 จียังอยู่ระหว่างรอความพร้อมของอุปกรณ์

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2632922
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 19th, 2019, 12:39 PM   #6454
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

ศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่เคาะปม 41 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ “อนาคตใหม่” รอเก้อ

วันที่ 19 June 2019 - 16:30 น.


เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญ ว่า หลังจากมีข่าวว่าในวันนี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) กรณีที่ถือครองหุ้นบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐหรือไม่ ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในวันนี้มีการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวลา 13.30 น. แต่ในวาระการประชุมไม่มีการพิจารณาคำร้องดังกล่าว เนื่องจากวันนี้เป็นการประชุมวาระเรื่องทั่วไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการชี้แจงหรือยืนยันจากทางศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ว่ามีการพิจารณาคำร้องในเรื่องดังกล่าวหรือไม่

เช่นเดียวกับกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอนาคตใหม่ ยื่นเรื่องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 เพื่อให้ประธานสภาฯ ส่งคําร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ 41 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลสิ้นสุดลงจากกรณีถือหุ้นสื่อหรือไม่ ซึ่งยังไม่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญมีการพิจารณาประเด็นดังกล่าวภายในวันนี้


ขณะที่นายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.นนทบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะหัวหน้าทีมต่อสู้คดี 27 ส.ส.ของ พปชร.ได้เข้าตรวจสำนวนคำร้องดังกล่าว โดยนายทศพล กล่าวว่า ได้มาตรวจสำนวนว่าสภาฯ ส่งเอกสารอะไรมาบ้างจะได้วางแผนการต่อสู้ถูก แต่ก่อนหน้านี้เราได้มีการแบ่งกลุ่มคดี เป็นกลุ่มคดีที่มีความเสี่ยง กลุ่มคดีกลางๆ และกลุ่มคดีที่มีความคาบเกี่ยวกัน เพราะวิธีการต่อสู้ในแต่ละกลุ่มคดีไม่เหมือนกัน ขณะเดียวกัน พปชร. ได้มีการหารือกับพรรคร่วม ด้วยกันถึงวิธีการต่อสู้คดี ในกรณีของ ส.ส.พรรคนั้นถูกยื่นร้องด้วย รวมถึงก็จะมีการยื่นร้อง ส.ส.ของ 7 พรรค ที่มีการถือหุ้นสื่อ โดยจะมีอีกทีมงานหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการ

นายทศพลกล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่กลัวเมื่อศาลรับคำร้องแล้วจะสั่งให้ ส.ส.ที่ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่คณะทำงานที่ต้องหาเหตุผลว่า 27 ส.ส.ของพรรค พปชร.ไม่เหมือนกับกรณีอื่น จึงไม่ควรที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยจะนำข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสิทธินายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัครส.ส.พรรคอนาคตใหม่ จ.สกลนคร และนายคมสัน ศรีวนิชย์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชาติ จ.อ่างทอง ที่มีความแตกต่างกัน มาพิจารณาดูว่าข้อเท็จจริงในคดีมีประเด็นใดบ้างที่ศาลรับฟังและไม่รับฟัง อย่างในเรื่องของการจดทะเบียนวัตถุประสงค์บริษัท ที่หลายคนมีการต่อสู้ว่าใช้แบบฟอร์มสำเร็จรูปของกระทรวงพาณิชย์ ถ้าเป็นแบบฟอร์มของกระทรวงพาณิชย์จริงก็ควรเป็นแบบพิมพ์มาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ในแบบฟอร์มข้อที่ระบุว่าทำสื่อกลับอยู่ในลำดับที่แตกต่างกัน

“รายละเอียดแบบนี้ยากมากในการต่อสู้ เพราะ ส.ส.พรรค พปชร.บางคนมีถึง 3-4 บริษัท จะต้องมีเอกสารราชการตรวจสอบ โดยได้แจ้งให้ ส.ส.แต่ละคนทำรายละเอียดออกมา บางคนไม่เข้าใจก็อ้างว่ากรอกไปตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ ซึ่งในความเป็นจริงอยู่ที่ตัวเราว่าจะจดทะเบียนอย่างไร บางคนเลือกจดไปก่อนทำหรือไม่ทำก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาโดยศาลฎีกามองว่า เมื่อคุณจดทะเบียนวัตถุประสงค์ไว้ เท่ากับมีวัตถุประสงค์จะทำสื่อ ทำให้ขัดรัฐธรรมนูญ” นายทศพลกล่าว

นายทศพลกล่าวอีกว่าอย่างไรก็ตาม กรณีนี้เป็นการยื่นผ่านประธานสภาฯ ซึ่งก็ทำหนังสือส่งต่อมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีรายละเอียดของพยานหลักฐาน ไม่เหมือนกับคดีที่ร้องผ่าน กกต. ที่ กกต.มีการตรวจสอบแล้วว่าโอนหุ้นวันไหน โอนหุ้นเมื่อไหร่ จ่ายเงินเมื่อไหร่ ดังนั้นเมื่อคดีมาถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลก็จะต้องวางมาตรฐาน ว่าระหว่างวัตถุประสงค์ที่ระบุในเอกสารราชการกับสิ่งที่ไม่ได้ประกอบกิจการจริง อะไรฟังได้ไม่ได้ และคาดว่าไม่เกินสัปดาห์หน้าก็จะยื่นคำร้องพร้อมเหตุผล เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้สั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของ 27 ส.ส. เพราะถ้าหากศาลสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ก็จะได้รับผลกระทบกับการทำงาน เพราะไม่ใช่แค่กระทบถึงการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.เท่านั้น แต่ยังกระทบต่อการบริหารงานของรัฐบาลด้วย เพราะว่ารัฐบาลยังไม่มีการแถลงนโยบายในรัฐสภา

“ผมมีหน้าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ 27 ส.ส. ยังสามารถทำหน้าที่อยู่จนจบภารกิจ และไม่อยากให้สังคมเอาไปเปรียบเทียบ กับกรณีสั่งให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หยุดปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสองมาตรฐาน เพราะการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในหลายคดีไม่เหมือนกัน การที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาการต่อประชุมสภาฯ และรัฐบาลจะไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายได้เพราะขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา จึงจะไปเทียบกับกรณีของธนาธรไม่ได้ เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน อย่าเอามารวมกัน กรณีหุ้นสื่อของ 41 ส.ส.ที่ถูกพรรคอนาคตใหม่ยื่นต่อประธานสภาฯ อาจจะคล้ายกันคือถือหุ้นสื่อ แต่ข้อเท็จจริงไม่เหมือนกัน“ นายทศพลกล่าว

https://www.prachachat.net/politics/news-340449
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 19th, 2019, 04:55 PM   #6455
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

จับตาสัมปทานท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดิน ชี้อาจเสี่ยงปัญหาพ.ร.บ.ร่วมทุนรัฐ-เอกชน

วันที่ 18 มิถุนายน 2562 - 22:47 น.


จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้ดำเนินโครงการท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท และเตรียมเซ็นสัญญากับเอกชนรายหนึ่งให้เข้ามาเป็นผู้รับเหมาโครงข่ายท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินทั้งหมดไปทำการตลาดระยะเวลา 30 ปี ล่าสุดวันที่ 18 มิ.ย. กทม. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เปิดตัวโครงการก่อสร้างโครงข่ายท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินในเขตกทม.

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อัศวิน ชวัญเมือง ผู้ว่าราชการ กทม. ลงนามในประกาศกรุงเทพมหานครเรื่องการปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัตรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองพ.ศ.2535 เนื้อหาระบุว่า การติดตั้งตากวางหรือแขวนสิ่งของในใดบนที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือเจ้าพนักงาน เป็นความผิดซึ่งต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจ สั่งให้ผู้กระทำปลดหรือถอนภายในเวลาที่กำหนด



ถ้าผู้นั้นละเลย เพิกเฉย นอกจากจะมีความผิดฐานขัดคำสั่งของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป ตาม มาตรา 39 ประกอบมาตรา54 แห่ง พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองพ.ศ.2535 และต้องชำระค่าปรับวันละหนึ่งหมื่นห้าพันบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539มาตร 63/23(2)

แหล่งข่าวจาก บมจ.ทีโอที ระบุว่าการออกประกาศดังกล่าว ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายเดียวที่มีสิทธิ์ให้บริการท่อร้อยสายทั่วกทม. ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ทีโอที มีแผนแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่แล้วในโครงการ‘มหานครอาเซียน’ ลงทุนวางท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินในเขตกรุงเทพฯ และหารือร่วมกับบริษัทสื่อสารเอกชน 7 รายเพื่อเชิญชวนให้มาใช้ท่อร้อยสายดังกล่าว แต่ยังติดขัดในเรื่องอัตราค่าบริการเช่าท่อที่บริษัทเอกชนท้วงติงว่าสูงเกินไป

“การดำเนินการของกทม.ในการให้บริษัทกรุงเทพธนาคม รับหน้าเสื่อก่อสร้างโครงขายท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดิน และให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานทำการตลาดให้ 30 ปี ยังคงมีปัญหาข้อกฎหมายว่าเป็นการให้สัมปทานที่เข้าข่ายตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562หรือพ.ร.บ.พีพีพีหรือไม่ เนื่องจากโครงการนี้มีการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท และมีระยะเวลาสัมปทานถึง 30 ปี”

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2630776
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 19th, 2019, 05:10 PM   #6456
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

กสทช. เผยผลจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz พบทำรายได้เข้ารัฐ 5.6 หมื่นล้านบาท

19 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เวลา 14:16 น.


19 มิ.ย. 2562 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ได้ประกาศผลการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz ให้กับ เอกชนทั้ง 3ราย ได้แก่ บ.ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด บ. แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์คจำกัด บ. ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด


การจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ครั้งนี้ ไม่มีผู้ขอรับการจัดสรรคลื่นฯ เลือกขุดคลื่นความถี่ซ้ำกัน โดย

1.คลื่นความถี่ชุดที่ 1 ช่วงความถี่วิทยุ 703-713 MHz คู่กับ 758-768 MHz บ.ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมอวนิเคชั่น จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร

2.คลื่นความถี่ชุดที่ 2 ช่วงความถี่วิทยุ 713-723 MHz คู่กับ 768-778 MHz บ. ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร

3.คลื่นความถี่ชุดที่ 3 ช่วงความถี่วิทยุ 723-733 MHz คู่กับ 778-788 MHz บ. แอดวารซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร

มีราคาการอนุญาตรวมทั้งสิ้น 52,752 ล้านบาท และมีรายได้จากการจัดสรรฯ เข้ารัฐรวมภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น 56,444.64 ล้านบาท โดยผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรคลื่นฯ ต้องนำเงินงวดแรกพร้อมหลักประกันมาชำระให้แก่ สำนักงาน กสทช. ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 15 วัน

https://www.thaipost.net/main/detail/38928

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 20th, 2019, 11:38 AM   #6457
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

อุตฯดิจิทัล ขนทัพขอบีโอไอลงทุน 4,000 ล้าน ไฟเขียว “อาร์ วี คอนเน็กซ์” ทุ่มพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

วันที่ 20 June 2019 - 15:36 น.


“บีโอไอ” ชี้อุตสาหกรรมดิจิทัลขยายตัว ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกปี 2562 ถึง 46 โครงการมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 108% ล่าสุดอนุมัติส่งเสริมลงทุนบริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ดิจิทัลเป็นกิจการที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นได้จากมูลค่าคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกปี 2562 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 108% โดยมีมูลค่าเงินลงทุน 4,353 ล้านบาท จากจำนวน 46 โครงการ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีจำนวนโครงการลงทุนมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กที่มีมูลค่าเงินลงทุนไม่สูง แต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะช่วยยกระดับประเทศ
โดยระหว่างปี 2558–2561 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนรวม 26,530 ล้านบาท จาก 846 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ ดิจิทัลคอนเทนต์ และบริการแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์

การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก และเป็นการลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น ซอฟต์แวร์ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อควบคุมการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ (Embedded Software) ซอฟต์แวร์สำหรับการวิเคราะห์และเชื่อมโยงเพื่อการบริหารจัดการข้อมูล (Big Data, Data Analytics) ซอฟต์แวร์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศและไซเบอร์ (Cyber Security)

ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่มุ่งให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนไม่สูงนัก แต่เป็นกิจการฐานความรู้ที่เน้นใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และใช้ความรู้ความสามารถของบุคลากรเป็นหลัก

ล่าสุด บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ของบริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทไทยตั้งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี เงินลงทุนรวม 117 ล้านบาท

โดยจะพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แบบออนไลน์ ระบบการฝึกทักษะการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ผ่านสถานการณ์จำลอง และซอฟต์แวร์สำหรับการใช้งานทางการทหารและหน่วยงานภาครัฐ เช่น ระบบศูนย์ปฏิบัติการข่าวกรองเพื่อวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีผ่านเครือข่ายโทรคมนาคม ระบบปฏิบัติการทางยุทธวิธีสำหรับอากาศยานและภาคพื้น ระบบรักษาความปลอดภัยเชิงพื้นที่แบบ real-time เป็นต้น

สำหรับโครงการลงทุนของบริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด จะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศของอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะด้านการป้องกันรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

https://www.prachachat.net/economy/news-340884
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 20th, 2019, 06:38 PM   #6458
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

หัวเหว่ยเตรียมวางเคเบิลใต้น้ำเชื่อมกัมพูชา-จีน

นอกจากจะมาพัฒนาเทคโนโลยี่ 5G ใหักับระบบการสื่อสารในกัมพูชาเป็นประเทศแรกของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน มาร์ค หว่อง CEO ของหัวเหว่ยกัมพูชา ยังได้ประกาศว่า หัวเหว่ยมีโครงการเชื่อมต่อโครงข่ายการสื่อสารระหว่างกัมพูชากับจีน ผ่านสายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำที่เชื่อม 2 ประเทศ

เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้มากนัก เพียงแต่บอกว่าหัวเหว่ยจะร่วมมือกับ China Communications Construction วางสายเคเบิลใต้น้ำจากเมืองสีหนุวิลล์ไปยังเกาะฮ่องกง

หัวเหว่ยได้ลงนามในข้อตกลงว่าจะเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยี่ 5G ให้กับกัมพูชา ระหว่างการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง(Belt and Road Initiative : BRI) ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนเมษายน โดยมีนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็น ของกัมพูชาเป็นสักขีพยาน

ก่อนหน้านี้ ในเดือนมกราคม ในระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็น บริษัท China Road and Bridge Corporation(CRBC) ก็ได้ประกาศแผนการลงทุนวางสายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ เพื่อเชื่อมโครงข่ายสื่อสารของกรุงพนมเปญกับเกาะฮ่องกง

ปัจจุบัน กัมพูชามีการเชื่อมโครงข่ายการสื่อสารผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม MCT cable ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2017

MCT cable เป็นโครงการร่วมมือระหว่างกัมพูชา ไทย และมาเลเซีย โดยวางสายเคเบิลใยแก้วยาว 1,300 กิโลเมตร ใต้น้ำในอ่าวไทย

โครงการนี้ มีมูลค่าการลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

19/6/2562 https://www.khmertimeskh.com/5061576...ndersea-cable/
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 21st, 2019, 04:59 PM   #6459
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

ดีอีเร่งปรับ TOR “ดิจิทัลพาร์ค” พร้อมโชว์ผลงาน “แคท” ซับมารีนเคเบิลเตรียมปั้นไทยสู่ดิจิทัลฮับอาเซียน

วันที่ 21 June 2019 - 16:39 น.


ดีอีเร่งปรับ TOR “ดิจิทัลพาร์ค” เฟสแรก 4 พันล้านบาท หวังลงนาม PPP ทันสิ้นปี พร้อมโชว์ผลงาน “แคท” ขยายเคเบิลใต้น้ำเฟสใหม่รองรับเป้าหมายดิจิทัลฮับอาเซียน ฟาก “แคท” พร้อมลดค่าเชื่อมเกตย์เวย์ต่างประเทศ

นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2562 กระทรวงดีอีและ บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้เปิดให้เอกชนผู้สนใจเพื่อร่วมลงทุนในโครงการ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล Digital Park Thailand ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเงื่อนไขเกณฑ์การเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP (public private partnership) อีกครั้ง

หลังจากได้เปิดขายซองข้อเสนอเมื่อ 25 ม.ค. 2562 ถึง 15 ก.พ.ที่ผ่านมา และมีเอกชน 16 ราย ซื้อซอง แต่เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมาไม่มีผู้ยื่นซองข้อเสนอ

“มีเอกชนให้ความเห็นมาว่า เงื่อนไขที่กำหนดไว้เข้มงวดเกินไป จึงได้เปิดรับฟังความเห็นอีกครั้งเพื่อนำไปปรับปรุง โดยคาดว่าจะประกาศให้ยื่นข้อเสนอได้อีกครั้งได้ราวต้นเดือน ก.ค. และคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมได้ในราวเดือน ส.ค. ก่อนจะลงนามในสัญญาได้ไม่เกินสิ้นปี มูลค่าโครงการในเฟสแรกราว 4,000 ล้านบาท”






ด้าน พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท) กล่าวว่า โครงการดิจิทัลพาร์ค ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ EEC ที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกว่า1.7 ล้านล้านบาท โดยดิจิทัลพาร์คเชื่อมกับโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด เช่น สนามบิน รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก

โดยแคทจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ส่วนเอกชนมีหน้าที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมาร์ทซิตี้ และหาผู้เช่าที่ธุรกิจสอดคล้องกับดิจิทัล

ส่วนกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินในโครงการเบื้องต้นมี 2 รูปแบบ 1.BTO (build transfer and operate) คือ ทันทีที่สร้างเสร็จต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้รัฐ และรัฐจะให้สิทธิ์บริหารต่อ 2.BOT (build operate transfer) คือ ทรัพย์สินอื่นนอกจากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ตึกหรืออาคารต่าง ๆ จะให้กรรมสิทธิ์เอกชนไปก่อนจนกว่าจะครบสัญญาที่เบื้องต้นวางไว้ 30 ปี หรือ 50 ปี แล้วโอนคืนรัฐ ส่วนโมเดลรายได้มีทั้งทำสัญญา revenue frontline กับตั้งบริษัทร่วมทุน

ขณะที่เอกชนที่เข้าร่วมลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุดของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้งในกรอบส่งเสริมทั่วไป และประเภทกิจการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ



ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวต่อว่า นอกจากโครงการดิจิทัลพาร์คแล้ว ยังเร่งผลักดันการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) ที่แคทเป็นผู้ดำเนินการ

โดยในส่วนของการขยายความจุโครงข่ายภายในประเทศเชื่อมโยงไปยังชายแดน เพื่อเชื่อมต่อประเทศกัมพูชา ลาว และ เมียนมา กำลังอยู่ระหว่างติดตั้งอุปกรณ์ใน 151 สถานีทั่วประเทศ

ส่วนการขยายความจุระบบโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศที่มีอยู่ในเส้นทางสิงคโปร์ จีน (ฮ่องกง) และสหรัฐอเมริกา ได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วสามารถรองรับปริมาณทราฟิกทั้งประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง

ขณะที่การลงทุนก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศระบบใหม่เพื่อเชื่อมโยงประเทศในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไทย จีน เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ล่าสุด ครม. ให้ความเห็นชอบแล้ว คาดว่าจะมีการลงนามในเอกสารข้อตกลงระหว่างภาคีสมาชิกภายใน ก.ค. นี้ ก่อนเริ่มก่อสร้างและส่งมอบสิทธิการใช้งานให้กระทรวงดีอีภายในปี 2564

ด้านกรรมการผู้จัดการใหญ่ แคท กล่าวเสริมว่า หลังจากโครงข่ายขยายประสิทธิภาพเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศครบถ้วนแล้วจะทำให้ระบบมีศักยภาพรองรับการเติบโตของทราฟฟิกในอาเซียนที่เพิ่มขึ้นกว่า 30% ต่อปี และทำให้แคทสามารถลดราคาค่าเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศลงได้อีก

https://www.prachachat.net/ict/news-341484
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 21st, 2019, 05:00 PM   #6460
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 96,641
Likes (Received): 5876

“ทีโอที-แคท” สู้ศึกดิสรัปต์ พลิกไมนด์เซต “คน” ลุยหาพันธมิตร

วันที่ 21 June 2019 - 13:30 น.


เป็นที่น่าจับตาทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล ว่าอนาคตรัฐวิสาหกิจใต้สังกัดจะเป็นอย่างไร “ประชาชาติธุรกิจ” จับ 2 ซีอีโอ สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาฉายทิศทาง

มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที

Q : เตรียมรับการเปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าจะมีรัฐบาล-รัฐมนตรีใหม่ เรื่องที่รอไม่ได้ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจเก่าทั้งต้นทุน-คุณภาพที่ดีขึ้น กับเรื่องธุรกิจใหม่ ดิจิทัลเซอร์วิสที่ต้องรีบเดินหน้า ตอนนี้มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน เปลี่ยนโมเดลการทำงานจากแบบไซโลมาเป็นการระดมสมองจากหลาย ๆ ทีมในองค์กร คือแยกเรื่องเก่ากับงานใหม่ที่ต้องเดินหน้า ไม่อย่างนั้นก็ชะงักไปหมด อย่างข้อพิพาทสัมปทาน ถ้าอันไหนมีแววจะเคลียร์ได้ก็เจรจาให้จบ ซึ่งส่วนใหญ่จะผูกกับการส่งมอบทรัพย์สิน อย่างเสาโทรคมฯของเอไอเอส กับข่ายสาย fixed line ของทรู ส่วนเรื่องใหญ่ ๆ อย่างค่าเอซี/ไอซี หรือที่เข้าไปในกระบวนการศาลแล้ว ก็ต้องรอ

Q : เดินหน้าควบรวมกับแคท

ต้องรอรัฐบาลใหม่ว่าจะรีเซตหรืออย่างไร ซึ่งก็ช่วยไม่ได้ที่อาจต้องวนลูปปัญหาแบบเดิม ๆ อีกอย่าง 2 บริษัทลูกที่ตั้งตามมติ ครม. เดิมที่ให้รวมทรัพย์สินของทีโอที-แคทมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ก็ยังค้างอยู่ ฉะนั้น จะยกเลิกหรือไปต่อก็ต้องมีมติ ครม.ลงมา แต่สิ่งที่อยากให้รัฐบาลช่วยดู คือ แนวทางของการแชริ่งโครงข่าย โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เริ่มเปลี่ยนไปสู่ 5G หลายฝ่ายเห็นด้วยว่าควรต้องมี และผมเชื่อในเรื่องของเน็ตเวิร์กเอฟเฟ็กซ์ ถ้ารัฐอยากให้รัฐวิสาหกิจเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็ต้องเร่งจัดการ

Q : ทิศทางธุรกิจใหม่ครึ่งปีหลัง

จะเปิดฟิกซ์ไวร์เลสบรอดแบนด์บนคลื่น 2300 MHz ที่ร่วมมือกับดีแทค เน้นพื้นที่ที่ข่ายสายบรอดแบนด์ของทีโอทีเข้าถึงลำบาก และบริการพ็อตเกจไวไฟ แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อโลกเปลี่ยน รัฐวิสาหกิจก็ต้องเปลี่ยน สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ การเปลี่ยนไมนด์เซต กระบวนการทำงาน ระบบงานที่ต้องนำมาพัฒนา 2 อย่างแรกเกี่ยวกับคนล้วน ๆ ซึ่งจะมีปัญหามากสุด เพราะทีโอทีเป็นองค์กรเก่าแก่ก่อตั้งกันมานาน อายุเฉลี่ยของพนักงานค่อนข้างเยอะ แล้วค่าใช้จ่ายด้านคนก็เยอะ ทั้งยังต้องแข่งกับเอกชนในอุตสาหกรรม

ฉะนั้นทำอย่างไรจึงจะช่วยดิจิทัลทรานส์ฟอร์มได้ ต้องมีโมเดลธุรกิจที่ไปกันได้กับโลกใหม่ ถ้ารัฐบาลอยากให้รัฐวิสาหกิจเดินต่อไปได้ ต้องเร่งช่วยปลดล็อกต่าง ๆ อย่างขั้นตอนที่การทำงานของรัฐวิสาหกิจที่ไม่คล่องตัว

Q : ปีนี้จะยังมีกำไร

เชื่อว่ายังมี แต่จะมากหรือน้อยก็ต้องดูกัน

พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท)

Q : เตรียมรับการเปลี่ยนแปลง

ในส่วนของธุรกิจหลัก แคทก็ยังเดินหน้าต่อ เพราะโจทย์ใหญ่คือปี 2568 นี้ สิทธิการใช้คลื่นของแคทจะหมดไป ฉะนั้น ต้องเร่งสร้างรายได้และให้มีกำไรในอนาคต ก็ต้องมองไปถึงธุรกิจที่จะรองรับ ส่วนเรื่องควบรวมหรือไม่ก็คงต้องรอดูรัฐบาลใหม่ว่าจะไปทางไหนต่อ เพราะอย่าง 5G ที่จำเป็นต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้แต่ละโอเปอเรเตอร์สามารถใช้อินฟราสตรักเจอร์ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องต่างคนต่างลงทุน ซึ่งแคทกับทีโอทีก็มองเห็นโอกาสตรงนี้

ถ้าสรุปว่าควบรวม 2 องค์กรก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าการควบรวมไม่คืบหน้า สคร. (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ก็ต้องกำหนด KPI ที่ชัดเจนเรื่องการใช้ทรัพย์สิน

Q : ปัญหาข้อพิพาทสัมปทาน

เคลียร์ไปได้เยอะ อย่างกับดีแทคก็มีการจ่ายเงินเพื่อยุติข้อพิพาทแล้ว 9 พันกว่าล้าน กับกลุ่มทรูก็เคลียร์กันไปกว่า 8 พันล้านบาท เหลือแต่ค่าเอซี/ไอซี ก็ยังต้องเดินตามกระบวนการทั้งในส่วนของศาลปกครองที่เป็นข้อพิพาทกับทีโอที และส่วนของอนุญาตตุลาการในส่วนของคู่รับสัมปทาน

Q : เป้าธุรกิจครึ่งปีหลัง

เน้นหาเซอร์วิสมาออนท็อปบนบริการดาต้าเซ็นเตอร์ ไอทีซีเคียวริตี้ ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่สามารถมาทดแทนรายได้สัมปทานได้ แต่ตอนนี้รายได้ก็เดือนละพันกว่าล้านบาทแล้ว อย่างบริการคลาวด์ภารัฐก็โตมาก เชื่อว่าสิ้นปีจะได้เห็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น สิ้นปีนี้แคทจะยังมีกำไรแน่นอน เพราะปีนี้มีเงินที่ได้รับจากการเคลียร์ข้อพิพาทเข้ามาหลายส่วน

Q : สนใจจะประมูลคลื่น 5G

ไม่ได้สนใจคลื่น 700 MHz หรือ 2600 MHz คือถ้าจะเป็นการประมูลเพื่อนำไปให้บริการมือถือในรูปแบบ MVNO คงไม่คุ้ม ฉะนั้น ต้องดูเงื่อนไขของ กสทช. ว่าบังคับให้เปิดให้บริการทั่วประเทศหรือไม่ ต้องดูเงื่อนไขหลายอย่าง แต่ที่แคทสนใจคือการนำคลื่นไปใช้ในธุรกิจดาวเทียม ซึ่งก็เป็นย่านความถี่สูง ๆ มากกว่า มองไปที่การเข้าประมูลบริหารดาวเทียมที่หมดสัมปทาน ซึ่งรัฐจะเปิดให้เข้าร่วมทุนแบบ PPP มากกว่า แคทกำลังหารือเพื่อจับมือกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญธุรกิจแคทต้องพยายามหาโมเดลที่จะแก้ปัญหาการติดขัดระเบียบของรัฐวิสาหกิจเรื่องความคล่องตัวในการทำธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว

https://www.prachachat.net/ict/news-341216
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 07:37 AM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us