Our Neighbour : Indonesia - Page 117 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Regional Thailand

Regional Thailand Anything about Southern, Northern, Eastern and North eastern of Thailand


Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old September 6th, 2019, 06:52 AM   #2321
embassyofaudrey
Registered User
 
embassyofaudrey's Avatar
 
Join Date: Feb 2012
Location: in u'r heart
Posts: 9,055
Likes (Received): 5777

For one thing it would make overall nickel industry in Indonesia more profitable by a laaarge margin. Its going to increase incentives to prospect and open new mines, which will mean making our confirmed nickel reserves higher (right now only 7 years of confirmed nickel reserves left, which is one reason why the export ban was pushed forward).

Market Insider : Nickel is surging after Indonesia said it will ban exports of the metal from January
source : Link

Quote:


Nickel prices surged by around 4% to a five-year high on Monday after the Indonesian government announced it would ban exports of nickel ore from January 1, 2020.

The move by the Indonesian government comes two years earlier than expected, according to Al-Jazeera, as Jakarta aims to build up its local nickel industry.

Nickel climbed to a five-year high of $18,785 on the London Metal Exchange after the ban was announced. The metal is commonly used to make rechargeable batteries, stainless steel, and corrosion-resistant alloys.

Bambang Gatot Ariyono, the director of Indonesia's mining ministry for coal and minerals, told reporters that the ban applies to all grades of nickel ore and that all exporters should cancel contracts dated beyond the start of the new year.




"We already exported 38 million tons up until July this year," Bambang said at a press conference on Monday, the Jakarta Post reported. "At this rate, we would need to think about our reserves especially if we keep issuing exports permits."

Most of Indonesia's nickel exports go to China, where they're processed into nickel pig iron, a cheaper alternative to nickel pig iron, according to the Financial Times.

The move will create a gap in the nickel market of 100,00 tonnes a year, Colin Hamilton, a managing director of commodities research at BMO Capital Markets, told the FT. "This cuts off one of the major sources of raw material to the Chinese nickel pig iron industry."

embassyofaudrey no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old September 6th, 2019, 01:16 PM   #2322
embassyofaudrey
Registered User
 
embassyofaudrey's Avatar
 
Join Date: Feb 2012
Location: in u'r heart
Posts: 9,055
Likes (Received): 5777

Proposed Airport Raillink : Radin Inten International airport - Tanjung Karang / Bandar Lampung



__________________
embassyofaudrey no está en línea   Reply With Quote
Old September 7th, 2019, 06:04 PM   #2323
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,370
Likes (Received): 6629

โจโกวีฝันยึดโมเดลซิลิคอนวัลเลย์ ปั้นเมืองหลวงใหม่เกาะบอร์เนียว
วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 17:54 น.

อินโดฯเสียงแตกย้ายเมืองหลวง กังขาเอื้อนายทุน ด้านโจโกวียึดโมเดลปั้นเมืองหลวงใหม่เทียบชั้นซิลิคอนวัลเลย์

ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซียได้เผยผ่านสื่อเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า เมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียวนั้น จะยึดแผนการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองหลวงแห่งเทคโนโลยีและธุรกิจดิจิตอลของประเทศ โดยยึดแบบอย่างเขตซิลิคอนวัลเลย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ ที่เต็มไปด้วยบรรดาบริษัทด้านเทคโนโลยีสำคัญระดับโลกหลายแห่ง

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของเมืองหลวงแห่งใหม่นี้อย่างเป็นทางการ


รายงานยังระบุว่า ผู้นำอินโดฯตั้งเป้าให้เมืองหลวงแห่งใหม่นี้ นอกจากจะเป็นเมืองศูนย์กลางของที่ทำการรัฐบาลแล้ว ยังตั้งเป้าให้เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีของประเทศ โดยยึดหลักรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเมืองในรูปแบบสมาร์ทซิตี้

เบื้องต้นอินโดนีเซียตั้งงบประมาณสำหรับเมืองหลวงใหม่แห่งนี้ที่ 33,000 ล้านดอลลาร์ โดยเมืองใหม่แห่งนี้วาดฝันให้มีสถานบันการศึกษาระดับโลก โรงพยาบาลที่ทันสมัย และสวนพฤกษศาสตร์ รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เมืองหลวงใหม่นี้จะมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 180,000 เฮกเตอร์ ในจำนวนนี้ราว 10,000 เฮกเตอร์จะถูกใช้เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการต่างๆ ส่วนอีก 30,000 เฮกเตอร์จะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน ในราคาเพียงเศษเสี้ยวของต้นทุนที่ดินในกรุงจาการ์ตา

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ประธานาธิบดีโจโกวี ได้ประกาศปักหมุดเมืองหลวงแห่งใหม่ไปยังจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ด้วยเหตุผลหลักๆที่กรุงจาการ์ต้าเต็มไปด้วยความแออัด สภาพการจราจรติดขัด และแผ่นดินทรุดตัวเกินจะเยี่ยวยาได้นั้น

ผลสำรวจของ KedaiKopi ได้พบว่าชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะย้ายเมืองหลวงออกจากจาการ์ต้า

ผลโพลระบุว่า จากกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศ ปรากฏว่า 35.6% เห็นด้วย 39.8% ไม่เห็นด้วย ขณะทื่่กลุ่มตัวอย่างจากการสำรวจในจาการ์ต้าสูงถึง 95.7% ไม่เห็นด้วยกับแผนดังกล่าว

Kunto Wibowo ผู้อำนวยการสำนักโพล KedaiKopi อธิบายว่าเหตุที่ชาวกรุงจาการ์ต้าส่วนใหญ่คัดค้านนั้นเนื่องจากยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของเมืองที่พวกเขาอยู่ รวมถึงผลกระทบและแผนการเยียวยาในด้านต่างๆ


ในอีกด้านหนึ่งจากการสำรวจประชากรบนเกาะบอร์เนียวพบว่า ราว 48% เห็นด้วยกับแผนการนี้ มีเพียง 29% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่อัตราการสนับสนุนที่สูงที่สุดคือ 68% ของประชาชนบนเกาะสุลาเวสีที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งอาจได้รับอานิสงส์จากการไหลเวียนของเศรษฐกิจและผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวส้งผลให้เกิด #IbuKotaPindahUntukSiapa (ย้ายเมืองหลวงเพื่อใคร) และ #IbukotaPesananCukong (เมืองหลวงเพื่อนายทุน) บนติดเทรนด์บนสื่อสังคมออนไลน์ในอินโดนีเซียช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากชาวเน็ตในอินโดฯหลายคนกังขาว่าแผนย้ายเมืองหลวงนี้จะมีกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังรอกอบโกย

ทั้งนี้ มีรายงานว่ากรุงจาการ์ต้ายังคงมีสถานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป


https://www.posttoday.com/world/599757
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old September 9th, 2019, 10:04 AM   #2324
embassyofaudrey
Registered User
 
embassyofaudrey's Avatar
 
Join Date: Feb 2012
Location: in u'r heart
Posts: 9,055
Likes (Received): 5777



embassyofaudrey no está en línea   Reply With Quote
Old September 9th, 2019, 01:25 PM   #2325
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,370
Likes (Received): 6629

ชาวบ้านอินโดฯกังวลแผนย้ายเมืองหลวง เสี่ยงกระทบสิ่งแวดล้อม-วิถีชุมชนดั้งเดิม
วันจันทร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562, 18.12 น.

ชาวบ้านอินโดฯกังวลแผนย้ายเมืองหลวง เสี่ยงกระทบสิ่งแวดล้อม-วิถีชุมชนดั้งเดิม

9 กันยายน 2562 เว็บไซต์ นสพ. The Guardian ของอังกฤษ เสนอข่าว “Capital in waiting: trepidation in corner of Borneo earmarked as the new Jakarta” กล่าวถึงแนวคิดของ โจโก วิโดโด (Joko Widodo) ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่ต้องการย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตา บนเกาะชวา ไปยังพื้นที่ใหม่บนเกาะบอร์เนียว หลังเมืองหลวงปัจจุบันมีความแออัดสูง ซ้ำยังเกิดปัญหาแผ่นดินทรุดจนหวั่นเกรงว่ากรุงจาการ์ตาอาจจมลงสู่ใต้ทะเลในอนาคตอันใกล้ ซึ่งกลายเป็นความกังวลของผู้คนในพื้นที่ใหม่ดังกล่าว ว่าวิถีชีวิตของพวกตนอาจต้องเปลี่ยนไป



Sugio ชายวัย 79 ปี เจ้าของสวนผลไม้ในหมู่บ้าน Tengin Baru ทางตะวันออกของ Kalimantan เล่าว่า ตนทำสวนอยู่ที่นี่มา 42 ปีแล้ว เขาชี้ให้ดูผักและผลไม้นานาชนิด เช่น ข้าวโพด ทุเรียน เงาะ พริกไทยและมันฝรั่ง “ชีวิตของคนที่นี่สมบูรณ์แบบ” ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบเพราะอยู่ห่างจากถนนสายหลัก ชาวบ้านมีอาหารการกินมากเกินพอเสียจนต้องนำส่วนที่เหลือออกไปขายในตลาด แต่วันนี้หลายคนเริ่มกังวลเมื่อได้ทราบข่าวว่าพื้นที่แห่งนี้ถูกปักหมุดจากทางการให้เป็นที่ตั้งเมืองหลวงใหม่

รายงานของสื่ออังกฤษ ระบุว่า หากรัฐสภาอนุมัติตามแนวคิดของ ปธน.วิโดโด จะมีผู้คนย้ายไปอยู่ ณ เมืองหลวงแห่งใหม่ราว 1.5 ล้านคน ด้วยค่าใช้จ่าย 4.66 ล้านล้านรูเปีย หรือราว 3.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยกรอบการดำเนินการคาดว่าจะเริ่มขึ้นในปี 2567 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจาการ์ตาจะยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียต่อไป โดยคาดว่าประชากรเกือบ 10 ล้านคน จะยังคงขออยู่ที่นี่ไม่ย้ายตามไปด้วย

Wiwit หลานสาวของ Sugio กล่าวว่า เมื่อตนเห็นข่าวการย้ายเมืองหลวงทางโทรทัศน์ก็รู้สึกตกใจมาก เพราะกลัวว่าเมื่อแผนการเริ่มขึ้นพวกตนจะไปอยู่ที่ใด ครอบครัวของ Wiwit นั้นมาตั้งรกรากอยู่ทางตะวันออกของ Kalimantan ตามโครงการระบายความแออัดบนเกาะชวา ในยุคอดีต ปธน.ซูฮาร์โต (Suharto) ช่วงทศวรรษ 1970s (ปี 2513-2522) โดยรัฐบาลขณะนั้นมอบเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นพร้อมที่ดินครัวเรือนละ 1 เฮกตาร์ (ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน) เธอบอกว่าที่นี่คือบ้านเกิดและที่อยู่ของครอบครัว หากต้องถูกย้ายก็พร้อมจะต่อสู้

อย่างไรก็ตาม หากยังได้อยู่ต่อ Wiwit มองเห็นมุมบวกในการย้ายเมืองหลวง เธอบอกว่าจะขยายกิจการร้านอาหารของตนให้ใหญ่ขึ้น จากปัจจุบันที่เป็นเพียงร้านข้าวแกงเล็กๆ เพื่อรองรับการย้ายมาของแรงงานจำนวนมาก ขณะที่ Jubaen ชายวัย 53 ปี ผู้นำด้านวัฒนธรรมของ Pemaluan อีกหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซีย กังวลว่าความเป็นเมืองที่เข้ามาจะทำให้วิถีชุมชนอันเข้มแข็งสูญสลายไป

Jubaen เล่าต่อไปว่า ในวัยเด็กตนใช้ชีวิตด้วยการเข้าไปหาของป่าได้อย่างอิสระ เช่น เก็บผลไม้และน้ำผึ้ง แต่กิจการจากภายนอก เช่น อุตสาหกรรมป่าไม้และเหมือง ที่เข้ามาภายหลัง ทำให้เขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้อีก จึงกลัวว่าการมาของเมืองหลวงแห่งใหม่จะยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ทั้งนี้ที่ดินจำนวนมากในเขตก่อสร้างเมืองหลวงใหม่อยู่ในการครอบครองของธุรกิจเหมืองถ่านหิน สวนปาล์มน้ำมัน และการทำป่าไม้ หากแผนการย้ายเมืองหลวงเกิดขึ้นจริง บริษัทเหล่านี้จะทำกำไรได้อย่างมากจากค่าเวนคืนที่ดินที่รัฐต้องจ่ายให้

Bernaulus Saragih อาจารย์ด้านวนศาสตร์ มหาวิทยาลัย Mulawarman กล่าวว่า การย้ายเมืองหลวงจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำรวมถึงการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งพื้นที่ป่าทางตะวันออกของ Kalimantan เป็นแหล่งอาศัยของลิงอุรังอุตัง ขณะที่อ่าว Balikpapan ที่ในอนาคตจะถูกพัฒนาเป็นท่าเรือนั้นเป็นแหล่งอาศัยของพะยูน โดยทั้ง 2 เป็นสัตว์ที่ถูกระบุว่าสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยันว่าจะไม่มีการก่อสร้างในเขตป่าอนุรักษ์ นอกจากนี้จะฟื้นฟูพื้นที่ป่าบนพื้นที่ที่เสื่อมโทรมจากเหมืองซึ่งเลิกกิจการไปแล้วรวมถึงสวนปาล์มที่ผิดกฎหมาย Brodjonegoro รัฐมนตรีที่รับผิดชอบแผนการย้ายเมืองหลวงยังพูดถึงศูนย์อนุรักษ์ลิงอุรังอุตัง ที่คล้ายกับศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าในเมืองเฉิงตู ประเทศจีน แต่บรรดานักอนุรักษ์ยังไม่มั่นใจว่าการย้ายเมืองหลวงจะไม่กระทบสิ่งแวดล้อม

Yustinus Sapto นักวิจัยและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของเมือง Samarinda กล่าวว่า ภูมิภาคนี้ยังต้องการการแก้ไขปัญหาที่เกิดจาดอุตสาหกรรมป่าไม้และเหมือง เห็นได้จากลิงอุรังอุตังจำนวนมากยังต้องอยู่ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ ไม่สามารถปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติได้เพราะพื้นที่ป่าลดลงจนลิงไม่สามารถโหนจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง รวมถึงยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ แต่เมื่อมันต้องใช้ชีวิตบนพื้น ย่อมตกเป็นเหยื่อของนักล่าได้ง่าย

Sapto ทิ้งท้ายว่า พื้นที่ตะวันออกของ Kalimantan จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู และถ้าไปถามนักอนุรักษ์ก็คงได้รับคำตอบว่า “ทำลายอาคารทิ้งทั้งหมดเสียแล้วปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง” ซึ่งแน่นอนว่ามันอยู่ตรงข้ามกับการย้ายเมืองหลวงมาที่นี่ และสำหรับพื้นที่นี้ การก่อการร้ายไม่น่ากลัวเท่าสิ่งก่อสร้างจากปูนซีเมนต์

https://www.naewna.com/inter/439278?...vo-ORn5wxNDYUw
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old September 11th, 2019, 02:17 PM   #2326
embassyofaudrey
Registered User
 
embassyofaudrey's Avatar
 
Join Date: Feb 2012
Location: in u'r heart
Posts: 9,055
Likes (Received): 5777

Bacharuddin Jusuf Habibie ("B.J Habibie") The 3rd indonesia president die at age 83. Born June 25, 1936 Parepare/ South sulawesi / Netherland indies - September 11, 2019 Jakarta / Indonesia. Rest in peace/ Selamat jalan eyang

__________________

JR1704RSD liked this post
embassyofaudrey no está en línea   Reply With Quote
Old September 12th, 2019, 09:30 PM   #2327
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,127
Likes (Received): 6171

“มาเลย์-อินโดฯ” เริ่มเกมโต้ EU ลบฉลาก palm-oil-free

วันที่ 12 September 2019

“น้ำมันปาล์ม” พืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ครองสัดส่วนในตลาดโลกร่วมกันมากถึง 85% ขณะนี้ยังคงเผชิญกับวิกฤตจากนโยบายของสหภาพยุโรป (อียู) ที่ต่อต้านการใช้น้ำมันปาล์มดิบในเชื้อเพลิงหมุนเวียน และเป็นวัตถุดิบในหลายผลิตภัณฑ์ ภายในปี 2030

เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียและมาเลเซียได้ลงนามในจดหมายร่วมกันเพื่อปฏิเสธแผนของอียูที่กำหนดห้ามให้น้ำมันปาล์มดิบอยู่ในรายการวัตถุดิบสำหรับไบโอดีเซล และเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ยาสีฟัน สบู่ เครื่องสำอาง พิซซ่าแช่แข็ง บิสกิต ไปจนถึงเนยเทียม ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะน้ำมันปาล์มมีกรดไขมันอิ่มตัว อีกทั้งยังมีวิธีการเพาะปลูกที่ทำลายระบบนิเวศและสัตว์ป่า


และล่าสุดเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปยืนยันว่าจะเดินหน้านโยบายต่อต้านน้ำมันปาล์มดิบตามแผนเดิม ซึ่งได้กำหนดให้ยกเลิกการใช้น้ำมันปาล์มดิบแบบ 100% ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตามระบุด้วยว่า มาตรการดังกล่าวนี้สามารถยืดหยุ่นได้ หากรัฐบาลทั้งสองแสดงให้เห็นว่า การเพาะปลูกปาล์มน้ำมันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอยู่บนพื้นฐานการปลูกพืชที่ยั่งยืน


ขณะที่สมาคมการค้าน้ำมันปาล์มในมาเลเซียเปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปตลาดยุโรป ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ยังไม่ฟื้นตัว โดยลดลงราว 10-12% พร้อมประเมินว่า ตลาดเอเชียอย่าง อินเดีย จีน และเกาหลีใต้ เป็นตลาดที่น่าสนใจ และอาจสามารถทดแทนตลาดยุโรปได้

รอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจในมาเลเซียเริ่มมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับน้ำมันปาล์มดิบเป็นครั้งแรก โดย “อาเมียร์ อาลีมายดิน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท Mydin Mohamed Holdings Bhd เชนซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย มีร้านค้าทั้งหมด 267 แห่งทั่วประเทศ ที่รวมทั้งศูนย์การค้าไฮเปอร์มาร์เก็ต บาซาร์ และมินิมาร์ต ได้ประกาศว่า ร้านค้า “มายดิน” (Mydin) ทุกสาขาทั่วประเทศจะนำฉลากที่ระบุว่า “palm-oil-free” บนผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในร้านออกทั้งหมด เพื่อแสดงจุดยืนเกี่ยวกับน้ำมันปาล์มว่าไม่ได้เป็นไปตามที่อียูกล่าวอ้าง

อีกทั้งยังกล่าวถึงร้านค้าอื่น ๆ ในมาเลเซียที่ยังแสดงสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ว่า เท่ากับเป็นการยอมรับว่าน้ำมันปาล์มไม่ดีต่อสุขภาพ และไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“ในฐานะตัวแทนของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของมาเลเซีย เราต้องสนับสนุนน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล” นอกจากนี้ บริษัทยังได้ร่วมทำการวิจัยกับหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนหลายรายเพื่อยืนยันว่า น้ำมันปาล์มดิบไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่สถาบันวิจัยป่าไม้ในมาเลเซีย (FRIM) กำลังทำงานอย่างหนักเกี่ยวกับวิธีการเพาะปลูกน้ำมันปาล์มในมาเลเซีย ว่าไม่ได้เป็นการบุกรุกและทำลายพื้นที่ป่า

ทางด้าน “เทเรซา โคก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของมาเลเซีย กล่าวว่า ขณะนี้มีเครือข่ายร้านค้าอีก 3-4 ราย ที่กำลังพิจารณาจะทำตามนโยบาย “ซูเปอร์มาร์เก็ตมายดิน” ที่จะนำฉลากดังกล่าวนี้ออกไปจากผลิตภัณฑ์อย่างถาวร

นอกจากนี้ “จาการ์ตาโพสต์” รายงานว่า สมาคมค้าปลีกของอินโดนีเซียยืนยันว่า ขณะนี้ซูเปอร์มาร์เก็ตของอินโดนีเซียหลายรายได้พิจารณาจะร่วมแสดงพลังคัดค้านนโยบายต่อต้านน้ำมันปาล์มของอียู ในฐานะที่อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกเบอร์หนึ่งของโลก เช่น “ฮีโร่ ซูเปอร์มาร์เก็ต” ที่มีมากกว่า 700 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาวุโสของฮีโร่ ซูเปอร์มาร์เก็ต กล่าวว่า การติดฉลาก “palm-oil-free” เท่ากับเห็นด้วยกับอียู และเป็นการสร้างแรงจูงใจแบบผิด ๆ ให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับน้ำมันปาล์ม

ทั้งนี้ กรรมการอาวุโสของสมาคมค้าปลีกในอินโดนีเซียเปิดเผยว่า สมาคมค้าปลีกกับสมาคมการค้าน้ำมันปาล์มจะหารือร่วมกันภายใน ก.ย.นี้ ถึงแนวทางหรือมาตรการตอบโต้ที่เป็นไปได้ต่อสินค้าจากประเทศยุโรปในอินโดนีเซีย รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ที่สามารถใช้เป็นอำนาจต่อรองกับอียูได้

https://www.prachachat.net/world-news/news-370415
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 13th, 2019, 09:10 AM   #2328
embassyofaudrey
Registered User
 
embassyofaudrey's Avatar
 
Join Date: Feb 2012
Location: in u'r heart
Posts: 9,055
Likes (Received): 5777

MRT Jakarta - Blok M Station



Rush Hour - Commuter line Jabodetabek (Jakarta metro)



MetroTrans Low Deck Bus TransJakarta / Non-BRT.
__________________

Xephiroth liked this post
embassyofaudrey no está en línea   Reply With Quote
Old September 13th, 2019, 11:35 AM   #2329
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,370
Likes (Received): 6629

12 กันยายน ครบรอบ 60 ปี กองเรือดำน้ำอินโดนีเซีย

ทร.อินโดนีเซีย จัดหาเรือดำน้ำชั้น Whiskey จำนวน 12 ลำจากสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น โดยได้รับมอบเรือดำน้ำลำแรกเมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ.1959 นับเป็นจุดกำเนิดของกองเรือดำน้ำอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกองเรือดำน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในขณะนั้น และ ทร.อินโดนีเซียได้กำหนดให้วันที่ 12 กันยายนของทุกปีเป็นวันกองเรือดำน้ำอินโดนีเซีย

ความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียและโซเวียตเริ่มตกต่ำลงในปี ค.ศ.1965 เนื่องจากการปราบปรามกลุ่มคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลอินโดนีเซีย ส่งผลให้โซเวียตระงับการส่งมอบอะไหล่เรือดำน้ำชั้น Whiskey และ ทร.อินโดนีเซียต้องทยอยปลดประจำการเรือดำน้ำบางส่วนเพื่อใช้เป็นอะไหล่ซ่อมบำรุง โดยเรือดำน้ำชั้น Whiskey ลำสุดท้ายของอินโดนีเซียปลดประจำการในปี ค.ศ.1990

ในปี ค.ศ.1978 ทร.อินโดนีเซียได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น 209/1300 จากเยอรมนีจำนวน 2 ลำเพื่อทดแทนเรือดำน้ำชั้น Whiskey โดยเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำยังคงเข้าประจำการอยู่ในปัจจุบัน ต่อมาในปี ค.ศ.2011 ทร.อินโดนีเซียได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น DSME1400 จากเกาหลีใต้จำนวน 3 ลำโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้ และล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทร.อินโดนีเซียได้จัดหาเรือดำน้ำชั้น DSME1400 เพิ่มเติมอีก 3 ลำโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้

(ภาพพิพิธภัณฑ์เรือดำน้ำชั้น Whiskey ของอินโดนีเซียโดยกัปตันนีโม)


https://www.facebook.com/kapitaennem...type=3&theater
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old September 16th, 2019, 02:13 PM   #2330
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,370
Likes (Received): 6629

อินโดฯ เปิดโทลล์เวย์สายใหม่เดือนหน้า เอื้อประโยชน์ 'เมืองหลวงใหม่
https://www.xinhuathai.com/inter/%E0...B8%A2_20190910



วิเคราะห์ : มอง 2 ฝั่ง หนุน-ค้าน อินโดนีเซียย้ายเมืองหลวง

ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13 - 19 กันยายน 2562
คอลัมน์ สิ่งแวดล้อม
ผู้เขียน ทวีศักดิ์ บุตรตัน
เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ.2562
ทันทีที่นายโจโก วิโดโด หรือ “โจโกวี” ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจาก “จาการ์ตา” บนเกาะชวาไปตั้งในบริเวณจังหวัดคาลิมันตัน เกาะบอร์เนียว ห่างกัน 1,300 กิโลเมตร มีเสียงทั้งสนับสนุนและวิพากษ์วิจารณ์

ความจริงแล้วแนวคิดการย้ายเมืองหลวงจาการ์ตาเริ่มมาตั้งแต่สมัยนายซูการ์โน ผู้นำคนแรกของอินโดนีเซีย เมื่อ 70 ปีก่อน

เวลานั้นนายซูการ์โนเห็นว่าจาการ์ตาหรือปัตตาเวียคือสัญลักษณ์อาณานิคมของดัตช์

การย้ายเมืองหลวงออกไปเท่ากับเป็นการลบภาพเก่าๆ ที่ดัตช์เคยครอบครองอินโดนีเซีย

สำหรับนายโจโกวีมีแนวคิดย้ายเมืองหลวงหลังได้รับเลือกตั้งเป็นผู้นำอินโดนีเซียเมื่อปี 2559 เพราะมองว่ากรุงจาการ์ตาไม่ใช่สัญลักษณ์ของประเทศอินโดนีเซีย

และปัจจุบันเป็นเมืองไม่น่าอยู่น่าอาศัย



“จาการ์ตา” มีประชากรอยู่กันอย่างแออัด เต็มไปด้วยปัญหาหมักหมมสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจราจรติดขัด ควันพิษ หมอกควัน น้ำเน่าเสีย สลัม หรือต้องเผชิญความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด

เมื่อปีที่แล้ว “จาการ์ตา” เพิ่งถูกขึ้นบัญชีดำให้เป็นเมืองเปื้อนมลพิษอันดับ 1 ของโลก

สาเหตุหลักๆ มาจากการที่รถนานาชนิด ทั้งรถเก๋ง รถบรรทุก มอเตอร์ไซค์ สามล้อ พากันปล่อยควันพิษบนท้องถนนมากเกินไป

ชาวจาการ์ตาซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซค์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 9 เปอร์เซ็นต์ ถนนจึงอัดแน่นไปด้วยยานพาหนะ

ช่วงเวลาเร่งด่วน ระยะทาง 5 กิโลเมตร รถยนต์ในกรุงจาการ์ตาใช้เวลาแล่น 2 ชั่วโมง

สภาพปัญหาจราจรของจาการ์ตาเป็นโจทย์ที่แก้ยาก แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามก่อสร้างรถไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านขนส่งมวลชน แต่ทำได้กระท่อนกระแท่นเนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ชาวจาการ์ตา 30 คนรวมตัวยื่นฟ้องร้องรัฐบาลเรียกร้องค่าเสียหาย อ้างว่าล้มเหลวในการจัดการควันพิษทำลายสุขภาพประชาชน



นอกจากปัญหาควันพิษแล้ว “จาการ์ตา” ยังมีปัญหาหนักหนาสาหัส นั่นคือ ชายฝั่งทรุดตัว

ทุกๆ ปีชายฝั่งทางด้านทิศเหนือของจาการ์ตาทรุดตัวลงปีละกว่า 2 นิ้ว สาเหตุมาจากชาวเมืองพากันลักลอบเจาะบ่อบาดาลดึงน้ำมาใช้ในครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม

พื้นที่ราวๆ 40 เปอร์เซ็นต์ของจาการ์ตาอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

ทุกครั้งที่ฝนตกหรือน้ำทะเลหนุนสูงก็จะเกิดปัญหาน้ำท่วมขังตามมา

คาดการณ์กันว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้กรุงจาการ์ตาเป็นเมืองหลวงแรกๆ ของโลกที่เผชิญกับน้ำทะเลท่วมสูง

แนวคิดย้ายเมืองหลวงของ “โจโกวี” ได้รับแรงหนุนจากหลายฝ่าย

แต่ฝ่ายเห็นแย้งวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลนายโจโกวีจะได้ประโยชน์มหาศาลจากแผนการย้ายเมืองหลวง เช่น ส่งคนไปกว้านซื้อที่ดินไว้ล่วงหน้า เตรียมแผนสร้างอาคารศูนย์การค้า หมู่บ้านไว้รองรับ

ย้อนอดีตกลับไปเมื่อราว 30 ปี สภาพปัญหา “จาการ์ตา” ในความเป็นเมืองไม่น่าอยู่ ถ้ามองเปรียบเทียบกับกรุงเทพมหานคร หรือเมืองใหญ่ๆ ของโลก มีความเหมือนกันเป๊ะๆ

ผู้นำอินโดนีเซียในขณะนั้นพยายามผลักดันประเทศให้ก้าวข้ามความล้าหลัง ความด้อยพัฒนา วิธีการที่นิยมกันคือการใช้แนวนโยบายเศรษฐกิจเสรี เปิดประตูให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างไร้ขีดจำกัด

เป้าหมายคือต้องการให้เงินไหลเข้ามาในอินโดนีเซีย

“จาการ์ตา” กลายเป็นจุดเด่นของนักลงทุนต่างชาติเพราะเป็นศูนย์กลางของการบริหารประเทศและมีความเจริญมากที่สุด

เงินที่ทะลักเข้าไปเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของโรงงาน ตึกคอนโดฯ ศูนย์การค้า หมู่บ้าน ทั่วกรุงจาการ์ตา แต่การเติบโตของเมืองเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง เพราะเจ้าหน้าที่รัฐคอร์รัปชั่นร่วมมือกับกลุ่มนายทุนหลีกเลี่ยงกฎหมาย รุกล้ำพื้นที่สาธารณะหรือก่อสร้างอาคารโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม

การบังคับใช้กฎหมายล้มเหลว ระบบผังเมืองไร้ประสิทธิภาพ ประกอบกับผู้คนในชนบทหลั่งไหลเข้ามาทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกสารพัด

จำนวนประชากรในกรุงจาการ์ตาจากเดิมแค่ 5 ล้านคน ในห้วงเวลาเพียง 3 ทศวรรษ พื้นที่ของกรุงจาการ์ตารวมกับเขตเทศบาลอีก 12 แห่ง มีประชากรแห่เข้าไปอยู่อาศัยเกือบ 20 ล้านคน



เมื่อความเป็นเมืองเติบโตอย่างไร้ทิศทางเช่นนี้จึงนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ที่หมักหมม แก้ยังไงก็ไม่จบสิ้น หรือถ้าจะรื้อฟื้นล้างพิษก็ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล

รัฐบาล “โจโกวี” ประเมินว่าการปรับโฉมกรุงจาการ์ตาให้เป็นเมืองน่าอยู่อีกครั้งต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

“โจโกวี” ตัดสินใจทิ้ง “จาการ์ตา” เพราะคิดว่าลงทุนไปก็ไม่คุ้ม และการย้ายเมืองหลวงไปที่ใหม่เพราะไม่ต้องการให้ติดกับกับสภาพปัญหาที่แก้ไม่ได้ เช่น การทรุดตัวของชายฝั่งและมลพิษ

สำหรับเมืองหลวงแห่งใหม่ผู้นำอินโดฯ วาดหวังให้เป็นเมืองสีเขียวยั่งยืนและมีระบบบริหารจัดการเมืองที่มีประสิทธิภาพ ใช้ 3 ประเทศเป็นโมเดลคือ สิงคโปร์ซึ่งปลูกต้นไม้ร่มรื่นเขียวชอุ่มและมีการดูแลรักษาความสะอาด

โมเดลกรุงโซล เกาหลีใต้ สำหรับการบริหารจัดการเมืองที่มีประสิทธิภาพทันสมัย

ส่วนการจัดผังเมืองแบ่งพื้นที่เป็นเขตธุรกิจ พื้นที่สำหรับภาครัฐและพื้นที่อยู่อาศัยใช้โมเดลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

โครงการสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ นายโจโกวีบอกว่า ศึกษามานาน 3 ปี ประเมินจะใช้งบฯ ราว 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นเงินงบฯ ของรัฐบาล 19 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือมาจากการระดมทุนของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ



ส่วนเกาะบอร์เนียวซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงแห่งใหม่เป็นพื้นที่ป่าชุ่มชื้นที่ใหญ่ที่สุดของโลก เป็นแหล่งที่อยู่ของลิงอุรังอุตัง ไม่เคยมีภัยธรรมชาติร้ายแรงมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ แผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด

พื้นที่รอบๆ ของคาลิมันตัน ปัจจุบันเป็นเขตทำเหมืองแร่ถ่านหินและสวนปาล์ม

ระยะแรกของโครงการสร้างเมืองหลวงใหม่เริ่มต้นปี 2564 มีเป้าหมายก่อสร้างทำเนียบประธานาธิบดี อาคารของกระทรวงต่างๆ บ้านพักเจ้าหน้าที่รัฐ และถนนทางหลวง

ปี 2567 เริ่มแผนย้ายเมืองหลวง

ระยะ 5 ปีหลังจากนั้น ประเมินว่าเมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดฯ จะมีประชากรอยู่อาศัยราว 3 แสนคน

ภายใน 10 ปีจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคน พร้อมกับเตรียมแผนคุมไม่ให้มีประชากรล้นเมืองซ้ำรอยกรุงจาการ์ตา

https://www.matichonweekly.com/column/article_229171
https://mono29.com/episode/262420.html

Last edited by wwc234; September 16th, 2019 at 02:21 PM.
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old September 16th, 2019, 11:17 PM   #2331
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,127
Likes (Received): 6171

ไฟเขียว'หาบเร่แผงลอย'ถูกกฎหมาย ดราม่าร้อนๆในเมืองหลวงแดนอิเหนา

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562

“หาบเร่แผงลอย” ประเด็นที่เอ่ยทีไรก็เป็น “ดราม่า” หรือข้อขัดแย้งในสังคมเสมอ อย่างล่าสุดในประเทศไทย กรณี กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสำนักเทศกิจ ออกมาเปิดเผยเมื่อ 10 ก.ย. 2562 ว่า กทม. จะยกเลิกจุดผ่อนผันให้ค้าขายได้ที่เหลืออีก 175 จุด ให้หมดภายในสิ้นปี 2562 จากที่ยกเลิกไปแล้ว 508 จุด หรือหมายถึง “ปีใหม่ 2563 กรุงเทพฯ จะปลอดหาบเร่แผงลอยอย่างสิ้นเชิง” เรื่องนี้ก็มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนโดยยกเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อย และฝ่ายคัดค้านที่ยกเรื่องการทำมาหากินรวมถึงความสะดวกและประหยัดของผู้บริโภคที่เป็นคนระดับล่างในเมือง



แน่นอนวิวาทะเรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ล่าสุดที่ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อผู้ว่าการเมืองหลวงแดนอิเหนา อานิส บาสเวดัน (Anies Baswedan) ประกาศนโยบาย “ส่งเสริมให้ผู้ค้าขายแบบหาบเร่แผงลอย สามารถใช้พื้นที่ทางเท้าในกรุงจาการ์ตาค้าขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย” ก็นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้ง 2 ด้าน ไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในเพื่อนบ้านร่วมประชาคมอาเซียนอย่างประเทศไทย



สำนักข่าว Channel News Asia (CNA) ของสิงคโปร์ เสนอรายงานพิเศษ “Peddlers versus pedestrians? Jakarta governor's plan to legalise street vendors divides the city” เมื่อ 13 ก.ย. 2562 ระบุว่า “สำหรับอินโดนีเซียในปัจจุบัน หาบเร่แผงลอยยังเป็นอาชีพผิดกฎหมาย” ผู้ค้าต้องระมัดระวัง โดยมีเครือข่ายคอยแจ้งข่าวว่าเจ้าหน้าที่จะลงตรวจพื้นที่เมื่อใด โดยกรุงจาการ์ตาที่มีประชากรราว 9.6 ล้านคน มีเจ้าหน้าที่เทศกิจประจำการ 1,600 คน นิเวล เรย์ดา (Nivell Rayda) ผู้เสนอข่าวนี้ เล่าว่า บางวันจะไม่มีผู้ค้าปรากฏตัวให้เห็น แม้วันอื่นๆ จะมีเป็นจำนวนมากก็ตาม



หาบเร่แผงลอยที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย (ที่มา : Nivell Rayda , CNA)

กระทั่งการมาของ อานิส เขาได้ประกาศว่าจะหาช่องทางตามกฎหมายเพื่อรับรองการค้าขายบนทางเท้า โดยแม้ด้านหนึ่งจะมีกฎหมายห้ามพฤติกรรมใดๆ ที่กีดขวางทางเท้าและถนน แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังมีกฎหมายอื่น อาทิ กฎหมายว่าด้วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม พร้อมกับย้ำว่า “ทางเท้าใช้ประโยชน์ได้มากกว่าเพียงการเอาไว้เดิน เราจะไม่บอกว่าทางเท้าต้องปลอดหาบเร่แผงลอยเพียงเพราะมันเป็นทางเท้าเท่านั้น” แต่แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้การอนุญาตตามกฎหมายของกระทรวงกิจการสาธารณะ (Ministry of Public Works)

พ่อเมืองคนปัจจุบันของกรุงจาการ์ตา กล่าวต่อไปว่า “เมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลก ต่างก็ยอมรับการขายของบนทางเท้าเป็นอาชีพถูกกฎหมาย ภายใต้การออกระเบียบมาควบคุม” และในส่วนเมืองหลวงของอินโดนีเซียก็กำลังร่างกฎระเบียบนั้นอยู่เช่นกัน อาทิ กำหนดพื้นที่โดยหากทางเท้าจุดใดแคบมากๆ ก็จะไม่อนุญาตให้ขาย รวมถึงกำหนดขนาดของแผงหรือร้านที่ผู้ค้าสามารถตั้งได้ด้วย ไม่ใช่ว่าจะปล่อยเสรีให้ขายตรงไหนอย่างไรก็ได้ทั้งหมด

แต่แน่นอนว่าแนวคิดของ อานิส จุดกระแสให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมอินโดนีเซีย ฝ่ายที่สนับสนุนหาบเร่แผงลอยมองว่านี่คือสวรรค์ แต่ฝ่ายคัดค้านบอกว่านั่นมันฝันร้ายชัดๆ รายงานของ CNA ยกตัวอย่างผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งที่สนับสนุนหาบเร่แผงลอย ให้เหตุผลว่า “หาบเร่แผงลอยถือเป็นทางเลือกที่ไม่แพงในการหาอาหารรับประทานของคนในเมือง” ผู้ค้าและผู้ใช้ทางเท้าสามารถอยู่ร่วมกันได้ดังที่เห็นในประเทศอื่นๆ จึงสนับสนุนการจัดระเบียบมากกว่าการห้ามอย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกันก็ยกตัวอย่างผู้ใช้ทวิตเตอร์อีกรายที่มองว่า “หากทางการอินโดนีเซียอนุญาตให้ใช้ทางเท้าเป็นพื้นที่ขายสินค้า ย่อมกระทบต่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายของคนเดินเท้า” พร้อมกับย้ำว่ารัฐบาลได้เงินภาษีเพื่อสร้างถนนและทางเท้า จึงมีหน้าที่ต้องดูแลด้วย โดยข้อมูลจากกระทรวงกิจการสาธารณะของอินโดนีเซีย ระบุว่า ในกรุงจาการ์ตามีพื้นที่ทางเท้า 500 กิโลเมตร ส่วนพื้นที่ถนนมีถึง 7,000 กิโลเมตร ซึ่งเดิมทีก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้วว่าก่อสร้างและบำรุงรักษาได้ไม่ดีนัก ดังนั้นเมื่อเพิ่มหาบเร่แผงลอยลงไปอีกย่อมสร้างความลำบากให้ผู้ใช้ทางเท้า



“Tanah Abang” หนึ่งในย่านที่หาบเร่แผงลอยหนาแน่นของกรุงจาการ์ตา (ที่มา : Nivell Rayda , CNA)

อัลเฟรด ซิทอรัส (Alfred Sitorus) ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้ทางเท้าในอินโดนีเซีย (Indonesian Pedestrian Coalition) แสดงความกังวลว่า “ขนาดปัจจุบันผิดกฎหมายยังมีผู้ค้าจำนวนมาก ถ้าทำให้ถูกกฎหมายจำนวนผู้ค้าจะยิ่งเพิ่มทวีคูณราวกับกระแสน้ำที่ทะลักจากเขื่อนแตกหรือไม่” ทั้งนี้รายงานข่าวยังพาไปเยี่ยมชมย่าน Tanah Abang ที่ที่ผู้ค้าแผงลอยจะจับจองพื้นที่สองฝั่งของทางเท้า สำหรับขายสินค้าที่ส่วนใหญ่คือเสื้อผ้าและรองเท้าราคาถูก จนแทบไม่เหลือที่ให้เดิน หลายครั้งการสัญจรต้องหยุดนิ่งเมื่อผู้คนหยุดดูสินค้า

อัลเฟรด ซึ่งทำงานเคลื่อนไหวด้านสิทธิของคนเดินเท้า เสนอแนะว่า ผู้ว่าฯ กรุงจาการ์ตาควรเลือกใช้วิธีการอื่นๆ แทนการเรียกร้องให้ผู้ใช้ทางเท้าต้องเสียสละ เช่น จัดสรรพื้นที่ที่ริมถนนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาทำเป็นตลาด หรือแสวงหาความร่วมมือกับเจ้าของอาคารต่างๆ แม้กระทั่งกับเจ้าของห้างสรรพสินค้า เพื่ออุทิศสถานที่ให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยได้ย้ายไปขายสินค้า

ไม่เพียงแต่ผู้ใช้ทางเท้าเท่านั้น “ผู้ที่ขายของตามห้างสรรพสินค้า” ก็คัดค้านด้วยเช่นกัน อาทิ อัสไพเรซี มูดา (Aspiracy Muda) ผู้ขายเครื่องแต่งกายของชาวมุสลิม กล่าวว่า “ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าอย่างที่คนทำมาค้าขายในห้างต้องจ่าย ทำให้พวกเขาสามารถขายสินค้าได้ในราคาถูกกว่า และเป็นที่พบเห็นของลูกค้าก่อนผู้ค้าในห้างเสมอ” นอกจากนี้ เขายังเล่าอีกว่า บาซากิ จาฮาจา เปอร์นามา (Basuki Tjahaja Purnama) ผู้ว่าฯ จาการ์ตา คนก่อน เคยไล่ผู้ค้าแผงลอยให้ไปขายของในตลาด แต่ในยุคของ อานิส หาบเร่แผงลอยก็กลับมาอีกครั้ง

อาร์ฟินี (Arfini) หญิงวัย 54 ปี แม่ค้าขายเสื้อผ้าและผ้าคลุมศีรษะของหญิงมุสลิม เล่าว่า เธอใช้ร้านค้าในห้างใกล้ๆ เป็นที่เก็บสินค้าเท่านั้น ส่วนหน้าร้านที่ขายสินค้าคือบริเวณทางเท้า หากไม่ทำเช่นนี้ก็จะไม่มีลูกค้าเพราะบรรดาร้านค้าแผงลอยได้บดบังหน้าร้านของเธอไปแล้ว “กับเทศกิจมันก็เหมือนการเล่นเกมแมวจับหนู” เมื่อเจ้าหน้าที่บุกจู่โจม เธอก็จะกลับเข้าไปซ่อนที่ร้านในห้าง



Anies Baswedan (ขวา) ขณะหาเสียงช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงจาการ์ตา ในปี 2560 (ที่มา : Reuters , CNA)

ย้อนกลับไปในปี 2560 ที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงจาการ์ตา อานิส ได้ให้ความเห็นว่า “ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่อ่อนแอเพราะถูกรังแกจากการขับไล่ คนเหล่านี้ต้องได้รับการช่วยเหลือและเสริมพลังให้เข้มแข็ง” และนั่นคือที่มาว่าเหตุใดหลังจากเขาคว้าชัยชนะได้ครองเก้าอี้ผู้ว่าฯ เมืองหลวงอินโดนีเซีย นายอานิส ได้พยายามผลักดันการใช้มาตรการอนุญาตหาบเร่แผงลอยให้ค้าขายแบบจัดระเบียบแทนการขับไล่กวาดล้าง

แต่เป้าหมายของนายอานิสก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากเสียงคัดค้านจากประชาชนกลุ่มหนึ่งแล้ว ยังมีเสียงจากนักวิชาการ อาทิ เนอร์โวโน โจกา (Nirwono Joga) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังเมือง มองว่า ผู้ว่าฯ จาการ์ตากำลังสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายว่าด้วยการจราจรและถนนเสียเองหากสนับสนุนหาบเร่แผงลอย ที่สำคัญคือ “หากจาการ์ตามีแผงลอยได้ ต่อไปเมืองอื่นๆ ทั่วอินโดนีเซียคงเอาอย่าง” ซึ่งคงไม่ต้องจินตนาการถึงความไร้ระเบียบ และยังย้ำด้วยว่าต่อให้มีกฎหมายจัดระเบียบ บรรดาผู้ค้าก็ไม่เคยทำตามกฎอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับนักการเมืองฝ่ายค้าน อิมา มะห์ดิอะห์ (Ima Mahdiah) ที่ไม่เห็นด้วยโดยให้เหตุผลว่า “หากผู้ค้าหาบเร่แผงลอยได้รับการรับรองอย่างถูกกฎหมาย ย่อมไม่เป็นธรรมกับผู้ขายของในร้านค้าที่เสียภาษี” รวมถึงนักการเมืองพรรคร่วมฝ่ายบริหาร ซิตา อันจานี (Zita Anjani) ที่เตือนว่า “แม้ผู้ว่าฯ จะมีเจตนาดีที่เห็นความสำคัญด้านสวัสดิการของประชาชน แต่ก็ต้องตรวจสอบให้รอบคอบว่าแผนที่วางไว้ไม่ผิดกฎหมาย” และต้องรับรองว่าผู้ค้าจะไม่กีดขวางผู้ใช้ทางเท้า

รายงานของ CNA ปิดท้ายที่ อินา สุทิสนา (Ina Sutisna) แม่ค้าขายเครื่องดื่มในสวนสาธารณะ กล่าวสนับสนุนแผนการของผู้ว่าฯ จาการ์ตา โดยระบุว่า ผู้ค้าที่ขายเครื่องดื่มอย่างเดียวไม่คุ้มค่าหากจะไปเช่าตู้หรือพื้นที่ตั้งร้านค้า เพราะวันๆ หนึ่งก็ขายได้ไม่มากนัก “ขอให้มีพื้นที่ขายอย่างถูกกฎหมาย และต้องแน่ใจว่าพื้นที่นั้นจะมีผู้คนไปซื้อสินค้าด้วย” เพราะที่ผ่านมาก็เบื่อการมีปัญหากับเทศกิจเต็มทีแล้ว

https://www.naewna.com/likesara/440971
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 17th, 2019, 09:10 PM   #2332
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,127
Likes (Received): 6171

อินโดนีเซียเพิ่ม “อายุขั้นต่ำ” ผู้หญิงแต่งงาน หวังยุติปัญหาเจ้าสาวเด็ก

เผยแพร่: 17 ก.ย. 2562 18:20 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

รอยเตอร์ – รัฐสภาของอินโดนีเซียแก้ไขกฎหมายแต่งงานของประเทศเพื่อเลื่อนอายุขั้นต่ำที่ผู้หญิงจะสามารถแต่งงานได้ขึ้นอีก 3 ปีเป็น 19 ปี ความเคลื่อนไหวที่กลุ่มนักรณรงค์ชื่นชมว่าเป็นก้าวย่างสู่การควบคุมการแต่งงานเด็กในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

ทุกฝ่ายในรัฐสภาเห็นด้วยกับการแก้ไขดังกล่าวในการประชุมเต็มคณะเมื่อวานนี้ (16) อ้างจากถ้อยแถลงบนเว็บไซต์

อินโดนีเซียอยู่ในหมู่ 10 ประเทศในโลกที่มีจำนวนเจ้าสาวเด็กสูงที่สุด อ้างจากกลุ่มรณรงค์ Girls Not Brides

หนึ่งในสี่ของเด็กสาวชาวอินโดนีเซียแต่งงานก่อนพวกเธออายุ 18 ปี อ้างจากรายงานปี 2016 ของสำนักงานสถิติอินโดนีเซียและกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ)

“สังคมนี้ยังคงกระตุ้นให้เด็กสาวแต่งงานในช่วงวัยรุ่น มิเช่นนั้นพวกเธอจะถูกมองว่าเป็นสาวทึนทึก” มัสรูชาห์ จากคณะกรรมการว่าด้านความรุนแรงต่อผู้หญิงแห่งชาติ กล่าว

มัสรูชาห์ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ อยากให้อายุขั้นต่ำสำหรับการแต่งงานของทั้งผู้ชายและผู้หญิงอยู่ที่ 21 ปีมากกว่า ช่วงวัยที่ถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ใหญ่ในแง่ของการเจริญพันธุ์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียอนุญาตให้เด็กสาวอายุ 16 ปีขึ้นไปสามารถแต่งงานได้ หากพ่อแม่ของพวกเธอต้องการเช่นนั้น




เมื่อเดือนธันวาคม ศาลรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียตัดสินว่า มันเป็นการเลือกปฏิบัติที่จะให้อายุขั้นต่ำสำหรับการแต่งงานของผู้หญิงน้อยกว่าของผู้ชาย ที่สามารถแต่งงานอย่างถูกกฎหมายเมื่ออายุ 19 ปี

การแต่งงานเด็กในอินโดนีเซียถูกชี้ว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของมารดาและทารก รวมทั้งส่งเสริมการใช้แรงงานเด็ก โยฮานา เย็มบิเซ รัฐมนตรีกระทรวงส่งเสริมสตรีและคุ้มครองเด็ก กล่าวในถ้อยแถลง

“และแล้ว หลังจากใช้กฎหมายแต่งงานเดิมมานาน 45 ปี นี่เป็นของขวัญสำหรับเด็กๆ ชาวอินโดนีเซีย” เธอกล่าว

https://mgronline.com/around/detail/9620000089691
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 18th, 2019, 01:40 PM   #2334
embassyofaudrey
Registered User
 
embassyofaudrey's Avatar
 
Join Date: Feb 2012
Location: in u'r heart
Posts: 9,055
Likes (Received): 5777

Quote:
2000 ELECTRIC BUSES TO OPERATE IN JAKARTA BY 2020 🚌🚌🚌⚡
.
Head of the Greater Jakarta Transportation Agency (BPTJ) Bambang Prihartono is eyeing to operate 2,000 electric buses in Jakarta next year to effectively replace the entire fleet of buses that still depend on fossil fuel and help maintain the city’s air quality.
.
“My main goal is to see a minimum of 2,000 electric buses in the year 2020. We must be optimistic in achieving this goal, there will no longer be delays, the pollution is already happening now,” said Bambang at the Hotel Pullman in Central Jakarta on Thursday, September 12.
.
As an initial step, Jakarta Passenger Transportation (PPD) has established a partnership with PT Mobil Anak Bangsa (MAB) to procure 500 electric buses next year. The PPD is currently testing the buses.
.
Meanwhile, PT Transjakarta is currently operating three electric buses that underwent six-month road-worthy testing in tourist destinations. This fleet will be operated commercially in 2020 after it undergoes another testing period for six months.




__________________

Keziarnd liked this post
embassyofaudrey no está en línea   Reply With Quote
Old September 19th, 2019, 06:19 AM   #2335
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,370
Likes (Received): 6629

คนมีคู่หนาว!!อินโดฯผ่านกฎหมายจำคุกเซ็กซ์นอกสมรส แม้ยินยอมพร้อมใจ
เผยแพร่: 19 ก.ย. 2562 03:35 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

รอยเตอร์ - อินโดนีเซียผ่านประมวลกฎหมายอาญาใหม่ฉบับหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสเป็นความผิดทางอาญาแม้สองฝ่ายจะยินยอมพร้อมใจก็ตาม ขณะเดียวกันก็กำหนดบทลงโทษบุคคลที่หมิ่นประมาทเกียรติของประธานาธิบดี ความเคลื่อนไหวที่ถูกกลุ่มสิทธิมนุษยชนประณามว่าเป็นการล่วงล้ำโจมตีเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

อินโดนีเซียเป็นชาติที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยชนกลุ่มน้อยอย่างชาวคริสเตียน, ชาวฮินดูและชาวพุทธ อย่างไรก็ตามเร็วๆนี้เริ่มพบเห็นแนวโน้มของการถลำเข้าสู่ความเคร่งครัดทางศาสนาและลัทธิอิสลามิกอนุรักษ์นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร 4 คนเปิดเผยกับรอยเตอร์ตรงกันว่าประมวลกฎหมายอาญาใหม่มีกำหนดบังคับใช้ในสัปดาห์หน้า หลังรัฐสภาและรัฐบาลเห็นพ้องกันในร่างสุดท้ายในวันพุธ(18ก.ย.)

ส.ส.บอกกับรอยเตอร์ว่าประมวลกฎหมายอาญาใหม่ ซึ่งจะถูกนำมาแทนที่กฏหมายทั้งหลายที่บังคับใช้มาตั้งแต่ยุคสมัยยังเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ เป็นการแสดงออกถึงความเป็นเอกราชและความเลื่อมใสในศาสนาของอินโดนีเซียที่ล่วงเลยมาช้านาน

"รัฐต้องปกป้องพลเมืองจากพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับคำสอนสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า" นาซีร์ ดาจามี นักการเมืองจากพรรคพรรคยุติธรรมรุ่งเรือง (Prosperous Justice Party) กล่าว พร้อมเผยว่าพวกผู้นำทุกศาสนาได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ที่หล่อหลอมอุดมการณ์ของอินโดนีเซียบนพื้นฐานแห่งความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ คู่รักซึ่งยังไม่ได้แต่งงานแต่อยู่กินฉันสามีภรรยา มีสิทธิ์ติดคุกนาน 6 เดือนหรือปรับเงินสูงสุด 10 ล้านรูเปียะห์(ราว 21,000บาท) ซึ่งพอๆกับเงินเดือนจำนวน 3 เดือนของชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่

การดำนินคดีจะเดินหน้าได้ทันทีเมื่อผู้นำหมู่บ้านยื่นคำร้องกับตำรวจโดยที่ไม่มีการคัดค้านจากผู้ปกครองหรือลูกๆของผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่ผู้ปกครอง,ลูกๆและคู่สมรสก็สามารถเป็นฝ่ายเข้าแจ้งความกับตำรวจเองได้เช่นกัน

เตคู เตาฟิกุลฮาดี สมาชิกรัฐสภาอีกคนเผยว่าการผนวกอำนาจใหม่ให้แก่พวกผู้นำหมู่บ้านเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะว่าสังคมเองก็ตกเป็นเหยื่อของการคบชู้ด้วย

สถาบันปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา องค์กรไม่แสดงหาผลกำไร(อีจีโอ) ระบุว่าชาวอินโดนีเซียหลายล้านคนอาจติดกับกฎหมายใหม่นี้ โดยชี้ถึงผลการศึกษาหนึ่งซึ่งพบว่ามีวัยรุ่นอินโดนีเซียราว 40% ที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน

นอกจากนี้แล้วในกฎหมายดังกล่าวยังกำหนดบทลงโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี สำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาของตนเอง ซึ่งในกรณีนี้เปิดทางให้ญาติใกล้ชิดยื่นร้องเรียนได้ ขณะที่กฎหมายฉบับนี้ยังส่งผลให้การสมรสของคนเพศเดียวกันจะไม่ได้รับการรับรองในอินโดนีเซีย

กฎหมายฉบับนี้กำหนดโทษจำคุกสำหรับบุคคลที่ถูกพบว่ากระทำการหยาบโลน อันละเมิดบรรรทัดฐานแห่งทำนองคลองธรรมและสุภาพชนผ่านกามตัณหา ไม่ว่าจะเป็นคนรักต่างเพศหรือเป็นพวกรักร่วมเพศ

ทั้งนี้กฎหายใหม่จะมีผลบังคับใช้กับชาวต่างชาติเช่นกัน อย่างไรก็ตามพอถูกสอบถามว่านักท่องเที่ยวในอินโดนีเซียมีสิทธิ์ติดคุกฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสหรือไม่ เตาฟิกุลฮาดีตอบว่า "ไม่มีปัญหา ตราบใดที่ไม่มีใครรู้"

ขณะเดียวกันทางรัฐสภายังนำเสนอกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดฐานดูหมิ่นเกียรติของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย แม้กฎหมายแบบเดียวกันนี้เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกไปในปี 2006 และเชื่อกันว่าเวอร์ชันใหม่นี้จะถูกคัดค้านจากนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนเหมือนเดิม ทั้งนี้การดูหมิ่นรัฐบาลและสถาบันต่างๆของรัฐตามข้อเสนอกฎหมายดังกล่าว ก็มีสิทธิ์ติดคุกเช่นกัน

https://mgronline.com/around/detail/9620000090229

อินโดฯ จ่อใช้กฎหมาย 'อยู่กิน แต่ไม่แต่ง' ติดคุก
Sep 19, 2019( Last update Sep 19, 2019 17:27 )

รัฐสภาของอินโดนีเซีย ใช้เวลาหลายทศวรรษในการปรับแก้ประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้มาตั้งแต่ตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ ได้ออกมาเป็นร่างกฎหมาย 628 มาตรา ซึ่งคาดว่าจะมีการผ่านกฎหมายในช่วงปลายเดือนนี้
ร่างกฎหมายนี้เป็นที่ถกเถียงในหลายประเด็นว่ามีเนื้อหาละเมิดและคุกคามสิทธิสตรี ศาสนา ชนกลุ่มน้อย และความหลากหลายทางเพศ รวมถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

แอนเตรียส์ ฮาร์โซโน นักวิจัยอินโดนีเซีย จากฮิวแมนไรตส์วอตช์ (Human Rights Watch) กล่าวว่าร่างประมวลกฎหมายอาญาของอินโดนีเซียฉบับนี้นับว่าเป็นหายนะ ไม่เพียงต่อสตรี กลุ่มศาสนา หรือกลุ่มเพศทางเลือกเท่านั้น แต่เป็นหายนะต่อชาวอินโดนีเซียทุกคนด้วย

ฮาร์โซโนเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติถอดกฎหมายในมาตราที่มีเนื้อหาคุกคามออกก่อนจะผ่านกฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ บางส่วนของกฎหมายที่เป็นปัญหามีดังนี้

มาตรา 414 และมาตรา 416 เป็นการเซนเซอร์การให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิด โดยจำกัดว่ามีแต่แพทย์และอาสาสมัครที่ได้รับมอบอำนาจเท่านั้น ที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลเรื่องการคุมกำเนิดและการวางแผนมีบุตรได้ ส่งผลให้ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้ปกครอง หรือสื่อมวลชนก็ไม่สามารถให้ข้อมูลเรื่องการคุมกำเนิดได้ ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน อีกทั้งผู้ใดสนับสนุนหรือเผยแพร่ข้อมูลการคุมกำเนิด หรือมอบอุปกรณ์คุมกำเนิดแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็มีโทษปรับสูงสุด 10 ล้านรูเปียห์ (ราว 21,700 บาท) ซึ่งเทียบเท่าค่าจ้างสามเดือนของชาวอินโดนีเซียจำนวนไม่น้อย

มาตรา 417 การร่วมเพศโดยไม่สมรส มีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักข่าวการ์เดียนรายงานว่าได้รับรายงานในวันที่ 19 กันยายนว่ามาตรานี้ถูกถอดออกในช่วงคืนวันที่ 18 กันยายน

มาตรา 419 คู่รักที่อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้สมรสตามกฎหมายนั้น ต้องโทษจำคุก 6 เดือน หรือปรับสูงสุด 10 ล้านรูเปียห์ โดยผู้ที่สามารถฟ้องเอาผิดได้คือผู้ใหญ่บ้าน ผู้ปกครอง ลูก และคู่รักเอง

ตูวกู เตาฟิกุลฮาดี หนึ่งในสมาชิกสภาชี้ว่าเหตุผลที่ผู้ใหญ่บ้านสามารถร้องทุกข์ต่อกรณีดังกล่าวได้เพราะสังคมเองก็ตกเป็นเหยื่อของการคบชู้ด้วย

ทางฮิวแมนไรตส์วอตช์ อ้างข้อมูลจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งออสเตรเลีย (Australian Aid) ว่าคู่รักในอินโดนีเซียกว่าครึ่งหนึ่งไม่ได้สมรสตามกฎหมายเนื่องจากความยุ่งยากในการจดทะเบียน นั่นหมายความว่ากฎหมายใหม่นี้อาจกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของชาวอินโดนีเซียหลายล้านคน

นอกจากกฎหมายเหล่านี้ที่เป็นการล่วงล้ำความสัมพันธ์ของประชาชนแล้ว ยังมีกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอีกด้วย

มาตรา 118 ผู้ใดเผยแพร่แนวคิดคอมมิวนิสต์มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี

มาตรา 304 ถึง 309 ได้มีการขยายขอบเขตของกฎหมายดูหมิ่นศาสนา โดยผู้ใดแสดงความดูหมิ่น 6 ความเชื่อทางศาสนาหลักของอินโดนีเซีย ได้แก่ อิสลาม คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ คริสต์นิกายคาทอลิก ฮินดู พุทธ และขงจื่อ มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับสูงสุด 2 พันล้านรูเปียห์ (ราว 4.3 ล้านบาท) อีกทั้งยังมีโทษสำหรับผู้ที่ชักชวนให้ผู้อื่นเลิกนับถือศาสนาด้วย

มาตรา 219 ระบุว่าผู้วิพากษ์วิจารณ์และเผยแพร่เนื้อหาโจมตีประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดี ต้องโทษจำคุกสูงสุด 4 ปีครึ่ง

สํานักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่าได้รับการยืนยันจากสมาชิกสภา 4 คนว่าจะมีการผ่านประมวลกฎหมายอาญาใหม่นี้ในช่วงปลายเดือนนี้

https://www.voicetv.co.th/read/LVCNqPPUI

Last edited by wwc234; September 19th, 2019 at 03:55 PM.
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2019, 01:35 PM   #2336
embassyofaudrey
Registered User
 
embassyofaudrey's Avatar
 
Join Date: Feb 2012
Location: in u'r heart
Posts: 9,055
Likes (Received): 5777

Ragunan Zoo - Renovation
project start in 2020

Quote:
Bio Park Ragunan, Island of Nature

Bio Park Ragunan Island of Nature, 1st Winner Taman Margasatwa Ragunan Design Competition.



















embassyofaudrey no está en línea   Reply With Quote
Old September 21st, 2019, 09:05 AM   #2337
embassyofaudrey
Registered User
 
embassyofaudrey's Avatar
 
Join Date: Feb 2012
Location: in u'r heart
Posts: 9,055
Likes (Received): 5777

Longest elevated toll road in indonesia almost completed



Transjakarta Non-BRT will be equipped with bicycle racks, and add 63km for 17 bicycle lanes.







embassyofaudrey no está en línea   Reply With Quote
Old September 21st, 2019, 09:10 AM   #2338
embassyofaudrey
Registered User
 
embassyofaudrey's Avatar
 
Join Date: Feb 2012
Location: in u'r heart
Posts: 9,055
Likes (Received): 5777

Swiss train manufacturer joint-venture with Indonesian train manufacturer paving way for regional rolling stock export
source : Link

Quote:


INDONESIA: State-owned rolling stock manufacturer PT Inka and Swiss company Stadler have signed an agreement to form a joint venture to develop and manufacture modern aluminium-bodied rolling stock at Banyuwangi in East Java.

The contract was signed at Stadler’s plant at Bussnang on September 20 in the presence of Rini M Soemarno, Indonesia’s Minister of State Owned Enterprises. It follows from a declaration of intent agreed on March 9.

Technology transfer and the training of local staff is subject to an order being received for 500 suburban rail coaches with an option for 500 more.

Stadler said the joint venture marked a ‘strategically important leap’ which would provide it with a base from which it could gain access to the wider Southeast Asian market.

‘Following several failed attempts to successfully enter the Asian market from Europe, we realised that this was not possible without a production site on the spot’, said Stadler Chairman Peter Spuhler. ‘We therefore decided to look for a suitable local partner, and have finally managed to find one after more than 10 years of searching.’

PT Inka started construction of the factory at Banyuwangi in January, and production is scheduled to begin in 2021. The plant will undertake car body manufacturing, as well as preassembly, final assembly and commissioning. The location was chosen because it has access to a port which could be used to export rolling stock, with target markets including Australia, Taiwan and Africa.
embassyofaudrey no está en línea   Reply With Quote
Old September 21st, 2019, 07:12 PM   #2339
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,127
Likes (Received): 6171

นิสสัน มอเตอร์ปิดโรงงาน 1 แห่งในอินโดนีเซีย พร้อมยุติการผลิตรถยนต์แบรนด์นิสสัน

สำนักข่าวเกียวโดรายงาน โดยอ้างแหล่งข่าวว่า บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ได้ปิดโรงงาน 1 ใน 2 แห่งในอินโดนีเซียในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และได้ยุติการผลิตรถยนต์แบรนด์นิสสันในอินโดนีเซีย

ด้านสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ไม่มีการผลิตรถยนต์ยี่ห้อนิสสันมาตั้งแต่เดือนก.พ. ที่ผ่านมา เมื่อบริษัทโอนการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ Livina ให้กับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ

โดยโรงงาน 2 แห่งดังกล่าว ตั้งอยู่ที่เมืองอุตสาหกรรมโคตา บูกิต อินดาห์ ในจังหวัดชวาตะวันตก ห่างจากกรุงจาการ์ตาไปทางตะวันออก 65 กิโลเมตร

นายไอเซา เซกิกูชิ ประธานบริษัทพี.ที. นิสสัน มอเตอร์ อินโดนีเซีย เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และปรับโครงสร้างการดำเนินงาน

ขณะที่ สมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า การผลิตรถยนต์ยี่ห้อนิสสันในปี 2561 อยู่ที่ 3,468 คัน ร่วงลง 70% จากปีก่อนหน้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.3% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในอินโดนีเซีย

ส่วนโรงงานที่เหลืออยู่จะยังคงผลิตรถยนต์ของดัทสัน ซึ่งเป็นยี่ห้อทางเลือกสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยมีการผลิต 2,596 คันในช่วงเดือนม.ค.-มิ.ย.ปีนี้ แต่คิดเป็นจำนวนที่ลดลง 72% จากช่วงเดียวกันของปีที่ก่อน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้นิสสันประกาศปรับลดขนาดองค์กรลงทั่วโลกในเดือนก.ค. โดยจะปรับลดพนักงาน 12,500 ตำแหน่งในช่วง 3 ปีข้างหน้า รวมถึงการปรับลดพนักงาน 6,400 ตำแหน่งภายในเดือนมี.ค. 2563 ที่ฐานการผลิต 8 แห่งซึ่งรวมถึงอินโดนีเซียด้วย

20/9/2562 https://www.bangkokpost.com/auto/175...cing-its-brand
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 23rd, 2019, 04:41 PM   #2340
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,370
Likes (Received): 6629

น่ากลัว อินโดฯแตกตื่น ‘ฟ้าแดงฉาน’ หวั่นไฟป่าทำอากาศร้อนกระฉูด
ข่าวต่างประเทศ
ไทยรัฐออนไลน์
23 ก.ย. 2562 17:33 น.



ชาวอินโดฯตื่นตระหนก ท้องฟ้าในจังหวัดจัมบี บนเกาะสุมาตราเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน จนรูปโดนแชร์สนั่นโซเชียล วิตกไฟป่าทำอากาศร้อนกระฉูด นักดาราศาสตร์ชี้นี่คือปรากฏการณ์ควันไฟอนุภาคเล็กกรองแสงอาทิตย์

เมื่อ 23 ก.ย. 62 สื่อต่างประเทศ เว็บไซต์ สเตรทไทม์ และเอเชียวัน ในสิงคโปร์ รายงานว่า ชาวอินโดนีเซียแตกตื่นท้องฟ้าในจังหวัดจัมบี ทางตอนกลางของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ดูน่ากลัวมาก ทำให้ผู้คนรีบพากันถ่ายรูปและโพสต์ทางออนไลน์ จนกลายเป็นภาพไวรัลบนโลกโซเชียล เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา

ต่อมา หัวหน้าฝ่ายข้อมูลการจัดการภัยพิบัติของอินโดนีเซียได้ชี้แจงปรากฏการณ์ที่ทำให้ท้องฟ้าในจังหวัดจัมบีเปลี่ยนเป็นสีแดงว่า เนื่องมาจากควันไฟของบริเวณที่เกิดไฟไหม้ป่าที่ขยายพื้นที่กว้างมากขึ้นได้พัดปลิวมาถึง และควันไฟได้ลอยสูงขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นไปอีก ซึ่งอนุภาคควันไฟขนาดเล็กจิ๋วระดับไมโครและนาโนในอากาศที่มีอยู่หนาแน่น ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘การกระเจิงแบบเรเลห์’ (Rayleigh scattering) ซึ่งเป็นกรณีที่ขนาดอนุภาคในอากาศเล็กกว่าขนาดของความยาวคลื่นมาก จึงทำให้แสงคลื่นสั้นกระเจิงออกไป และมีเพียงเฉพาะแสงสีแดงหรือแสงสีส้ม ซึ่งเป็นแสงคลื่นยาวเท่านั้น ที่สามารถผ่านลงมาได้ จึงทำให้ท้องฟ้าบริเวณนั้นเป็นสีแดง

ขณะที่ นายมารูฟิน ซูดิบโย นักดาราศาสตร์ในอินโดนีเซียยังอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยว่า ท้องฟ้าที่จังหวัดจัมบีไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีแดง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างฉับพลันจากเหตุไฟไหม้ป่า โดยเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในอินโดนีเซียมาแล้ว หลังจากภูเขาไฟกรากาตัวปะทุในปี 2426 และภูเขาปินาตูโบ ปะทุเมื่อปี 2534 ส่วนสถานการณ์ไฟไหม้ป่าที่เกาะสุมาตราและบอร์เนียว ยังคงลุกลามจนทำให้ควันไฟลอยมายังประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ และภาคใต้ของไทย จนถือว่าร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558 .


ควันไฟหนาทึบที่จ.บันดา อาเจะห์ เมื่อ 23 ก.ย. ขณะที่สถานการณ์ไฟไหม้ป่าในอินโดนีเซียยังไม่ทุเลา ทำให้ควันไฟลอยไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1667098
https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2913338
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 07:37 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us