Our Neighbour : Malaysia - Page 223 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Regional Thailand

Regional Thailand Anything about Southern, Northern, Eastern and North eastern of Thailand


Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old July 11th, 2019, 10:28 AM   #4441
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

มหาเธร์ฉลองวันเกิด 94 ปี ขอพรเรียบง่าย-หวังฟื้นฟูประเทศสำเร็จ ย้ำภูมิใจรับใช้ชาติ

วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 - 11:06 น.

มหาเธร์ฉลองวันเกิด 94 ปี ขอพรเรียบง่าย-หวังฟื้นฟูประเทศสำเร็จ ย้ำภูมิใจรับใช้ชาติ

มหาเธร์ฉลองวันเกิด – เมื่อ 11 ก.ค. มาเลย์เมล์ รายงานว่า นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย ผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลก เฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 94 ปี เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา พร้อมโพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ว่า พรวันเกิดที่ตนอยากได้เป็นเรื่องเรียบง่ายมากๆ คือสามารถทำงานในการวางเส้นทางฟื้นฟูประเทศได้สำเร็จ และว่าเป็นเกียรติที่ตนได้รับใช้ประเทศชาติ

สำหรับประวัติของนายกฯ มหาเธร์นั้น จบการศึกษาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์คิงเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และเป็นแพทย์เพียง 2 ปี ก่อนผันตัวเข้าสู่แวดวงการเมือง หลังชนะการเลือกตั้งได้เก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิกพรรคอัมโน และเป็นส.ส.นานถึง 14 ปี ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งวุฒิสมาชิก และได้รับความไว้วางใจให้คุมกระทรวงศึกษาธิการ

ปี 2512 มีปัญหาภายในจนต้องลาออกจากพรรค แต่ก็กลับมาร่วมพรรคเดิมในเวลลาต่อมา ทั้งยังรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีของหลายกระทรวง ก่อนเป็นรองนายกรัฐมนตรี และขึ้นแท่นเป็รนายกฯ คนที่ 4 ของมาเลเซีย เมื่อปี 2524-2546 จากนั้นชนะการเลือกตั้งหวนกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งในปี 2561

https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2700653
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old July 12th, 2019, 02:26 PM   #4442
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

ไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย เร่งสร้างความยั่งยืนผ่าน “ภาคท่องเที่ยว-ปัญหาอาหารขยะ”

วันที่ 12 July 2019 - 18:05 น.


ในวันนี้ (12 ก.ค.) บนเวทีการประชุมวิชาการด้านการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนในอาเซียน ภายใต้หัวข้อ “SCP and Circular Economy” ผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน การท่องเที่ยวอย่างยั่ง และการจัดการขยะอาหาร จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับ SCP Facility (SCP) สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป (EU)

นายจูเซเป บูซินี อุปทูตรักษาการแทน ประจำสหภาพยุโรป (EU) ประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาความไม่ยั่งยืนทั่วโลกกำลังเป็นปัญหาที่น่ากังวลและแก้ไขได้ยาก ขณะเดียวกันหลายๆ ประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวนี้มากขึ้น

โดยย้ำว่า การพยายามปรับเปลี่ยนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่เราจำเป็นต้องมุ่งแก้ไขให้ถูกจุดและใช้เวลาไม่นาน ดังนั้น การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งมุมมอง แนวคิด ประสบการณ์ และหลักปฏิบัติ รวมถึงความท้าทาย ระหว่างประเทศอาเซียนจะช่วยให้เราสามารถนำไปปรับใช้กับประเทศนั้นๆ ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ


สิ่งที่เราตระหนักได้ตอนนี้ คือ ความสิ้นเปลืองในการใช้ทรัพยากรภายในประเทศที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แบะปัญหาขยะอาหาร กำลังลุกลามไปหลายประเทศอาเซียน

ทั้งนี้ ตัวแทนฝั่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงพันธกิจสำคัญ 3 ประการ คือ 1.ปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสู่การผลิตแบบยั่งยืน 2.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนในทุกระดับสู่การบริโภคแบบยั่งยืน และ 3.สร้างความเข้าใจและขับเคลื่อนความยั่งยืนโดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างความเข้าใจและขับเคลื่อนความยั่งยืนโดย

“ไทยวางโรดแมบ 20 ปี (ระหว่างปี 2018-2037) เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความคุ้มค่ามากขึ้น ในฐานะที่เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกมาตลอด” พร้อมทั้งกล่าวว่า ปัญหาขยะอาหาร หรือขยะเปียกในไทยมีสูงมาก ราว 60% ของขยะทั้งหมดทั่วประเทศ 28 ล้านตันต่อปี

ที่ผ่านมาไทยยังไม่มีระบบบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเพิ่งมีการจัดตั้ง Thai SCP จึงถือว่าจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อลดปริมาณขยะที่ไม่จำเป็นลง

ส่วน “มาเลเซีย” นาย Hari Ramalu Ragavan จากสมาคมการวิจัยและการจัดการสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า แผนการของมาเลเซียขณะนี้เร่งเดินหน้าเต็มที่ กับโรดแมบถึงปี 2020 ตั้งเป้าพัฒนาประเทศสู่ “go green Malaysia” ให้ได้อย่างน้อย 60% และ 100% ในปี 2030 โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว การคมนาคมขนส่ง เช่น การสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ให้ได้ รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น เป็นต้น

ขณะที่ทางฝั่ง “อินโดนีเซีย” นาย Noer Adi Wardojo จากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ เห็นด้วยกับแผนการของมาเลเซียและระบุว่ามีความใกล้เคียงกัน แต่รัฐบาลจาการ์ตามุ่งใส่ใจ “การทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ค่อนข้างมาก ในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้

ทั้งนี้ ความยั่งยืนในส่วนของอินโดนีเซียเริ่มจาก “รัฐบาล” ก่อน เช่น การเริ่มทำ Eco-office หรือ ออฟฟิศสีเขียว นำไปสู่ภาคธุรกิจ เช่น การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน รวมไปถึงการท่องเที่ยวซึ่งเริ่มมีปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวล้นทะลัก และนำมาสู่ปัญหาอาหารขยะจำนวนมาก และสุดท้ายคือ การสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยจะเริ่มตั้งแต่ระบบการศึกษาที่ปลูกฝังความเป็น “Eco” สู่ภาคปฏิบัติเพื่อมุ่งเน้นที่การตอบแทนสังคม

https://www.prachachat.net/aseanaec/news-349392
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 15th, 2019, 01:32 PM   #4443
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

“กรม ทช.” ยันโลมาหลายตัวติดอวนถูกลากขึ้น “เรือประมงมาเลย์” ที่ซื้อไปจากคนไทย 2 ปีแล้ว

เผยแพร่: 15 ก.ค. 2562 16:33 ปรับปรุง: 15 ก.ค. 2562 16:53 โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้แจงคลิปจับโลมาขึ้นเรือ พบเป็นเรือสัญชาติมาเลเซียที่ซื้อไปจากคนไทยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

วันนี้ (15 ก.ค.) จากกรณีที่มีการแชร์คลิปและภาพที่เรือประมงพาณิชย์ได้จับโลมาขึ้นมาจากท้องทะเล จนเป็นที่แพร่หลายในสื่อโซเชียล นายกมล ผิวเหมาะ หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (กรม ทช.) จากการตรวจสอบไปที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้าออกเรือประมง จ.ปัตตานี เพื่อขอข้อมูลเรือประมงพาณิชย์ที่มีการจับโลมาขึ้นเรือจนเป็นข่าวครึกโครม พบข้อมูลเบื้องต้นว่า เรือประมงดังกล่าวชื่อ ส.พรเทพนาวี 9 ทะเบียนเรือ ทบ.302102291 รายการแจ้ง PO ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 และมีรายการแจ้ง PI ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559



สำหรับเรือประมงลำนี้ได้ขอยื่นถอนทะเบียนเรือไทย เพื่อทำการซื้อขายให้แก่ชาวมาเลเซียไปแล้ว และได้รับการยกเลิกทะเบียนเรือและเพิกถอนทะเบียนเรือไทยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 โดยข้อมูลการโอนทะเบียนเดิมเป็นของคนไทยชื่อ นายสุรัตน์ บัวผุด และเรือโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ MR.MOHD.AMIR. BIN HASHIM ชาวมาเลเซีย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ตามหลักฐานจากกรมเจ้าท่าภูมิภาค สาขาปัตตานี และได้เดินทางออกจากท่าปัตตานี และได้รับหมายเลขทะเบียนเรือมาเลเซีย KNF 7779

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจากการตรวจสอบเรือประมงลำดังกล่าว ได้ทำการประมงอยู่ในมาเลเซียตั้งแต่ถอนทะเบียนเรือไทยไปแล้ว โดยไม่ได้กลับมาในประเทศไทย และตรวจสอบถึงปัจจุบันเรือลำนี้ยังคงทำการประมงอยู่ประเทศมาเลเซีย

นายกมล ยังเปิดเผยอีกว่า หลังจากที่มีคลิปนำโลมาขึ้นเรือประมงเผยแพร่ แล้วต่อมามีการระบุว่าเป็นเรือประมงจาก จ.ปัตตานี เรื่องนี้ทำให้ทางจังหวัดปัตตานีไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยให้ทุกหน่วยงานงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันตรวจสอบรายละเอียดภาพเหตุกการณ์ที่อยู่ในคลิป จนได้ข้อเท็จจริงตามที่ได้เปิดเผยไปขั้นต้น แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าหรือคลิปเป็นของใครและลงไว้เมื่อไร และไม่รู้เจตนาปล่อยคลิปเพื่ออะไร แต่ถ้าคลิปเหล่านั้นยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นในช่วงที่เรือประมงลำนี้ยังเป็นของคนไทยก็พร้อมที่จะดำเนินตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้

ทั้งนี้ ยังมีรายงานข่าวจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ระบุว่า พิกัดที่จับโลมาขึ้นมานั้น จากการประสานงานเบื้องต้นกับผู้ประกอบการประมงมาเลเซียยืนยันว่า ขณะจับโลมาอยู่ในน่านน้ำมาเลเซีย แต่ต้องรอฟังคำยืนยันจากกรมประมงของไทยถึงรายละเอียดต่างๆ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง



ทั้งนี้ ไทยมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดให้สัตว์น้ำชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำที่หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ที่ห้ามมิให้ผู้ใดจับหรือนำขึ้นเรือประมง ตามความในมาตรา 66 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 โดยความตามประกาศนี้ยกเว้นกรณีจำเป็นเพื่อการช่วยชีวิตของสัตว์น้ำ ซึ่งประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2559 โดยมีสัตว์รายชื่อสัตว์น้ำชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม ได้แก่

1.โลมาและวาฬทุกชนิดในอันดับ (Order) Cetacea
2.พะยูน (Dugong dugon)
3.เต่าทะเลทุกชนิดในวงศ์ (Family) Cheloniidae และ Dermochelyidae รวมทั้งไข่ของสัตว์ดังกล่าว
4.ปลาฉลามวาฬ (Rhincodon typus)
5.กัลปังหาดําทุกชนิดในอันดับ (Order) Antipatharia
6.กัลปังหาทุกชนิดในอันดับ (Order) Gorgonacea
7.ปะการังไฟทุกชนิดในสกุล (Genus) Millepora
8.ปะการังสีฟ้าทุกชนิดในอันดับ (Order) Helioporacea
9.ปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ (Order) Scleractinia และในอันดับ (Order) Stylasterina

https://mgronline.com/south/detail/9620000067417
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 16th, 2019, 12:53 PM   #4444
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

ปีนัง (มาเลเซีย) ทำสถิติกวาดเงินลงทุนในภาคการผลิต 8.8พันล้านริงกิตในไตรมาสเดียว

ปีนังทำสถิติใหม่หลังมีการอนุมัติการลงทุนในภาคการผลิตมูลค่า 8.8พันล้านริงกิต (ประมาณ 6.6หมื่นล้านบาท) ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งในจำนวนนี้ 8.5พันล้านริงกิต (ประมาณ 6.4หมื่นล้านบาท) เป็นเงินลงทุนที่มาจากต่างประเทศ

โดยโครงการที่เด่นๆที่ขอลงทุนในปีนังได้แก่ การลงทุนจากบริษัท Micron Technology และ Jabil Circuit

ทั้งนี้ปีนังถือเป็นหนึ่งในเขตที่มีการลงทุนมากที่สุดของมาเลเซียนับตั้งแต่ปี 1980 ปัจจุบันมีโครงการลงทุนด้านการผลิต 4,084 โครงการ มูลค่ารวมราว 1.29แสนล้านริงกิต (ประมาณ 9.7แสนล้านบาท) และมีการจ้างงงานรวมกันราว 380,000 อัตรา

16/7/2562 https://www.thestar.com.my/business/...rm8-8bil-in-q1
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 16th, 2019, 04:05 PM   #4445
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

ไม่ยอมเสียค่าโง่! มาเลเซียยึดเงิน 7 พันล้านบริษัทจีน ก่อสร้างงานไม่แล้วเสร็จ

เผยแพร่: 15 ก.ค. 2562 23:30 ปรับปรุง: 16 ก.ค. 2562 12:34 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย(ซ้าย) จับมือกับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน(ขวา) ระหว่างหารือทวิภาคีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา


รอยเตอร์ - มาเลเซียยึดเงินมากกว่า 1,000 ล้านริงกิต (243.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7,500 ล้านบาท) จากบัญชีธนาคารของไชน่า ปิโตรเลียม ไปป์ไลน์ เอ็นจีเนียริง (CPP) รัฐวิสาหกิจของจีน ต่อกรณีโครงการท่อลำเลียงน้ำมันที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ตามการเปิดเผยของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ในวันจันทร์ (15 ก.ค.)

การอายัดครั้งนี้เกิดขึ้นเกือบ 1 ปีหลังจากมาเลเซียระงับโครงการท่อลำเลียงน้ำมัน 2 โครงการ มูลค่า 2,300 ล้านดอลลาร์ ที่ทาง CPP เป็นผู้รับเหมาหลัก ทั้งนี้ CPP คือหน่วยธุรกิจหนึ่งของไชน่า เนชันแนล ปิโตรเลียม คอร์ป รัฐวิสาหกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ของแดนมังกร

“ผมเข้าใจว่ามีการจ่ายเงินค่าก่อสร้างท่อลำเลียงไปแล้ว 80% แต่งานแล้วเสร็จเพียงแค่ 13%” มหาเธร์บอกกับผู้สื่อข่าว “ดังนั้นรัฐบาลจึงมีสิทธิ์ทวงเงินคืน โดยเหตุที่โครงการนี้ถูกยกเลิก”

ความเห็นของนายกรัฐมนตรีรายนี้มีขึ้นหลังจากเมื่อวันเสาร์ (13 ก.ค.) ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ของสิงคโปร์ รายงานว่ามาเลเซียได้อายัดเงินของ CPP ในบัญชีธนาคาร HSBC มาเลเซีย

HSBC ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นโดยอ้างว่าเป็นความลับของลูกค้า ขณะที่ทาง CPP ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานข่าวดังกล่าวเช่นกัน

ในปี 2016 บริษัท CPP ชนะประมูลได้รับสัญญาจากรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ในการก่อสร้างท่อลำเลียงปิโตรเลียมความยาว 600 กิโลเมตรตามแนวชายฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู และท่อลำเลียงก๊าซความยาว 662 กิโลเมตร ในซาบาห์ บนเกาะบอร์เนียว


ทั้ง 2 โครงการถูกสั่งระงับโดย มหาเธร์ เมื่อเดือนกรกฏาคมปีที่แล้ว หลังจากเขาโค่น นาจิบ ในศึกเลือกตั้งทั่วไปปี 2018

มหาเธร์ประกาศว่าจะเจรจาใหม่หรือไม่ก็ยกเลิกไปเลย ในสิ่งที่เขาเรียกว่าโครงการต่างๆของจีนที่ไม่ยุติธรรมภายใต้อำนาจของนาจิบ ความเคลื่อนไหวที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซียและคู่หูทางการค้าใหญ่ที่สุดของพวกเขาตกอยู่ในภาวะมึนตึง

ในวันจันทร์ (15 ก.ค.) มหาเธร์ไม่รู้สึกว่าการอายัดเงินจากรัฐวิสาหกิจของจีนจะส่งผลเลวร้ายอะไร “ผมมองไม่เห็นเลยว่าทำไมจีนถึงจะรู้สึกไม่พอใจ เพราะเราไม่ได้ยึดเงินคืนจากสิ่งที่พวกเขาสร้างเสร็จแล้วเสียหน่อย”

https://mgronline.com/around/detail/9620000067544
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 17th, 2019, 08:05 PM   #4446
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

นายกมหาเธร์แนะ ควรสอนวิชาวิทย์-คณิตเป็นภาษาอังกฤษ ลดความชาตินิยมลงบ้าง ประเทศจะได้ก้าวหน้าและแข่งกับนานาชาติได้

เดอะสตาร์ออนไลน์รายงานว่า นายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด วัย 94 ปี ของมาเลเซียได้กล่าวในระหว่างการประชุมรัฐสภาในวันนี้ โดยได้ระบุถึงบางกลุ่มที่เป็นหัวอนุรักษ์นิยมระบุว่า ควรละทิ้งความคลั่งชาติด้วยการเปิดรับการเรียนรู้ภาษาต่างชาติบ้าง เพื่อให้เตรียมความพร้อมให้เยาวชนมาเลย์สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ในอนาคต


"มันยากนะที่จะหาผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญใหม่ๆแปลเป็นภาษาประจำชาติของเรา หากเรายังมัวแต่ไม่เปิดกว้างเรียนรู้ภาษาอื่นๆบ้าง .. ในมุมมองของผม แนวคิดชาตินิยมเท่าให้เรามีแนวโน้มอนุรักษ์ภาษาถิ่นมากขึ้น ประเทศที่ประชาชนเอาแต่ยืนกรานอนุรักษ์ภาษาถิ่นของพวกเขา .. หากพวกเขาไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆบ้างประเทศจะไม่ก้าวหน้า"

นายกมหาเธร์กล่าวต่อที่ประชุมสภาเนื่องจากต้องการผลักดันให้การเรียนการสอนในโรงเรียนทั่วมาเลเซียโดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ไอที และเอไอ ให้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ PPSMI ซึ่งนโยบายดังกล่าวเริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยมหาเธร์เป็นนายกฯในปี 2003 ก็มีผู้คัดค้านเรื่อยมาว่าต้องการให้ใช้ภาษาบาฮาซามาเลเซีย ในการเรียนการสอน เพราะเป็นภาษาแม่ของมาเลเซีย ไม่ใช้ภาษาของอดีตเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ

ดร.มหาเธร์ยังได้กล่าวย้ำว่าผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้ในภาษาที่เป็นแหล่งของความรู้เช่นภาษาอังกฤษนั้นจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
"การรู้ภาษาอังกฤษในแง่ของการสอนและการเรียนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเป็นภาษาสากลที่จำเป็นสำหรับการจัดการ และการบริหาร" เขายังกล่าวพร้อมเสริมว่าการเรียนรู้ภาษานั้นช่วยในการเพิ่มโอกาสการจ้างงานด้วยเช่นกัน
ดร.มหาเธร์ยกตัวอย่างด้วยว่า นักศึกษามาเลย์ที่ศึกษาอยู่ต่างประเทศ นอกจากเรียนภาษาอังกฤษแล้ว ยังต้องศึกษาภาษาอื่นๆเช่นกันอย่างเยอรมัน รัสเซีย หรืออาราบิก

ดร.มหาเธร์ยังระบุอีกว่า การค้นพบและความก้าวหน้าในอนาคตนั้นจะเกิดขึ้นในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ บนพื้นฐานของการรู้ภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ แม้จะหนุนให้เรียนคณิต-วิทย์เป็นภาษาอังกฤษ แต่นายกมหาเธร์ยืนกรานว่า เด็กนักเรียนก็ยังได้เรียนภาษาถิ่นเช่นกัน และใช้ภาษาถิ่นมาเลย์ในชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่นายกมหาเธร์กลับคืนสู่อำนาจในปี 2018 นั้น ได้ผลักดันการใช้ภาษาอังกฤษในทุกภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่ส่วนราชการ ที่ได้เผยแนวคิดจัดทดสอบทักษะความรู้ด้านภาษาอังกฤษ แก่เจ้าหน้าที่รัฐ และข้าราชการระดับสูงของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ เนื่องจากมีความจำเป็นอย่างมากในการติดต่อกับต่างชาติ รวมถึงยังสะท้อนภาพลักษณ์ของรัฐบาล และคุณภาพในระบบการศึกษาของประเทศด้วย

ทั้งนี้ จากการจัดอันดับของดัชนีวัดความรู้ภาษาอังกฤษ หรือ EF English Proficiency Index (EF EPI) ในปี 2017 พบว่า ทักษะภาษาอังกฤษของประชากรชาวมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 13 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 53 จากทั้งหมด 80 อันดับของโลก

17/7/2562 https://www.posttoday.com/world/595027
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 19th, 2019, 01:12 PM   #4448
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

รัฐสภามาเลเซียไฟเขียวลดอายุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจาก 21 เหลือ 18 ปี

TCIJ: 16 ก.ค. 2562


สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาเลเซีย ลงมติเห็นชอบให้ลดเกณฑ์อายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 21 ปี มาอยู่ที่ 18 ปี ด้วยเห็นว่าจะทำให้คนรุ่นใหม่มาเลเซียมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นหลายล้านคน โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลที่อยากปฏิรูปสังคมมาเลเซียให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังต้องมีการอภิปรายและผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย

นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ในวัย 94 ปี เผยต่อสภาผู้แทนรษฎรก่อนการลงมติร่างกฎหมายว่า คนรุ่นใหม่ในมาเลเซียตื่นตัวเรื่องการเมืองมากกว่าในอดีต เราจำเป็นจะต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ กฎหมายฉบับนี้จะทำให้พวกเขามีโอกาส พื้นที่ และเสียงในการออกแบบประชาธิปไตยของประเทศผ่านการเลือกตั้ง

นอกจากนีเ หากร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นถึง 7.8 ล้านคนภายในปี 2566 ซึ่งะจะทำให้จำนวนผู้ออกเสียงทั้งประเทศรวมเป็น 22.7 ล้านคน

https://www.tcijthai.com/news/2019/7/asean/9219
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 19th, 2019, 08:58 PM   #4449
travellator
klite
 
travellator's Avatar
 
Join Date: Dec 2005
Location: KL
Posts: 2,475
Likes (Received): 548

Tour Kuala Lumpur by rail

travellator no está en línea   Reply With Quote
Old July 25th, 2019, 09:56 AM   #4450
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 27,166
Likes (Received): 6404

มาเลย์เริ่มโครงการทางรถไฟร่วมทุนจีนใหม่อีกครั้ง หลังได้ข้อตกลงใหม่
เผยแพร่: 25 ก.ค. 2562 15:10 โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เอเอฟพี – มาเลเซียเริ่มโครงการทางรถไฟมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ที่จีนสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งในแผนโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกของปักกิ่งใหม่อีกครั้ง หลังระงับมันไปเมื่อปีที่แล้ว ในตอนที่รัฐบาลคอร์รัปชั่นชุดเก่าถูกขับออกจากอำนาจ

ทางรถไฟระยะทาง 640 กิโลเมตรสายนี้จะเชื่อมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมาเลเซีย ใกล้ชายแดนไทย กับท่าเรือสำคัญที่ช่องแคบมะละกาในภาคตะวันตก ก่อให้เกิดส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่จะทอดยาวจากภาคใต้ของจีนผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในพิธีเปิดที่รัฐเตรังกานูทางตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของมาเลเซีย แอนโธนี โลค กล่าวว่า เส้นทางนี้จะพัฒนา “ระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่ทุรกันดาร โดยเฉพาะในชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมาเลเซีย”

โครงการนี้ ส่วนหนึ่งของแผนริเริ่มแถบและเส้นทางมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ของจีน เป็นหนึ่งในหลายแผนริเริ่มด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จีนสนับสนุนแต่ถูกระงับในมาเลเซีย หลังจากการพ่ายแพ้เลือกตั้งของกลุ่มอำนาจเก่าเมื่อปีที่แล้ว

นักวิจารณ์ กล่าวว่า โครงการเหล่านี้ขาดความโปร่งใส อาจทำให้รัฐบาลเป็นหนี้ก้อนโต และในความเป็นจริงมันมีไว้เพื่อระดมเงินให้อดีตนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ใช้จ่ายคืนเงินที่เขายักยอกมาจากกองทุนความมั่นคงแห่งรัฐ 1MDB

อย่างไรก็ตาม หลังจากหลายเดือนของการเจรจาระหว่างรัฐบาลมาเลเซีย รัฐบาลจีน และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ก็ได้มีการบรรลุข้อตกลงในเดือนเมษายนว่าจะสานต่อโครงการทางรถไฟชายฝั่งตะวันออก (East Coast Rail Link) ด้วยค่าใช้จ่ายที่ลดลง

ชายฝั่งตะวันออกมีความยากจนมากกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของคาบสมุทรมาเลเซีย

การก่อสร้างทางรถไฟเริ่มต้นแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2017 แต่แล้วเสร็จไปแค่เล็กน้อยเท่านั้นหลังมันถูกสั่งระงับเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

ค่าก่อสร้างทางรถไฟ 20 สถานีลดลงเหลือ 4.4 หมื่นล้านริงกิตจากราคาเดิมที่ 6.5 หมื่นล้านริงกิต ขณะที่เส้นทางของทางรถไฟได้ถูกปรับเปลี่ยนและวันก่อสร้างเสร็จถูกเลื่อนไปยังปี 2026

โลคกล่าวว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายโครงการนี้จะมากจากการจัดหาทุนของธนาคารส่งออกและนำเข้าของจีน

แผนการแถบและเส้นทางของปักกิ่งประกอบด้วยโครงการทางทะเล รถไฟ และถนนในเอเชีย แอฟริกา และยุโรป




https://mgronline.com/around/detail/9620000070819



มาเลเซียกลับมาเดินหน้าโครงการรถไฟจีนต่อ


ต่างประเทศ 25 ก.ค. 2019 14:24:53
กัวลาลัมเปอร์ 25 ก.ค. - มาเลเซียกลับมาเดินหน้าโครงการรถไฟที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 308,980 ล้านบาทต่อหลังระงับโครงการไปเมื่อปีที่แล้ว

นายแอนโธนี โลค รัฐมนตรีกระทรวงขนส่งมาเลเซียเป็นประธานในพิธีเริ่มการก่อสร้างโครงการรถไฟที่รัฐตรังกานู โดยโครงการดังกล่าวซึ่งจีนให้การสนับสนุนเป็นโครงการทางรถไฟ ความยาว 640 กิโลเมตร จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศใกล้ชายแดนไทยไปยังช่องแคบมะละกา โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเส้นทางคมนาคมจากภาคใต้ของจีนผ่านทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โครงการดังกล่าวถูกระงับไปพร้อมกับการพ้นตำแหน่งของรัฐบาลมาเลเซียชุดที่แล้ว หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพราะข่าวฉาวเรื่องการทุจริต อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนและมาเลเซีย ตลอดจนบริษัทที่เกี่ยวข้อง สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า จะกลับมาเริ่มโครงการใหม่ด้วยงบประมาณที่ลดลงกว่าเดิม

โครงการรถไฟดังกล่าว ซึ่งมี 20 สถานี มีมูลค่าโครงการ 44,000 ล้านริงกิต หรือ 330,277 ล้านบาท โดยงบประมาณร้อยละ 85 เป็นการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีน และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2569.- สำนักข่าวไทย

https://tna.mcot.net/view/8S_fAFY

Last edited by wwc234; July 25th, 2019 at 12:22 PM.
wwc234 está en línea ahora   Reply With Quote
Old July 25th, 2019, 02:08 PM   #4451
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

Quote:
Originally Posted by wwc234 View Post
มาเลย์เริ่มโครงการทางรถไฟร่วมทุนจีนใหม่อีกครั้ง หลังได้ข้อตกลงใหม่

เผยแพร่: 25 ก.ค. 2562 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

https://mgronline.com/around/detail/9620000070819

Quote:
Originally Posted by Raub308 View Post
Quote:
Originally Posted by nazrey View Post
Quote:
Originally Posted by Mith252 View Post




เนื้อหาข่าวเพิ่มเติม ตั้งเป้าเปิดใช้ธันวาคม 2026 (เลื่อนไปห้าปีจากแผน)

มีการสร้างอุโมงค์ 3 แห่ง ได้แก่ Dungun Tunnel 871 เมตร, Paka Tunnel 1.1 กิโลเมตร, และ Kuantan Tunnel 2.8 กิโลเมตร

Last edited by napoleon; July 25th, 2019 at 09:54 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 26th, 2019, 02:19 PM   #4452
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

บริษัทคาสิโนมาเลย์คลี่คลายข้อพิพาทกับ “ดิสนีย์-ฟอกซ์” เรื่องสวนสนุกแล้ว

เผยแพร่: 26 ก.ค. 2562 18:02 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เอเอฟพี –ผู้ประกอบการคาสิโนในมาเลเซีย เก็นติ้ง (Genting) ได้คลี่คลายข้อพิพาททางกฎหมายกับบริษัท วอลต์ ดิสนีย์ และทเวนตีท์เซนจูรีฟอกซ์จากข้อกล่าวหาที่ว่า สองบริษัทสหรัฐฯ ละทิ้งโครงการสร้างสวนสนุกแล้ว

บริษัทมาเลเซียยื่นฟ้องร้องเรียกเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ในศาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน กล่าวหาดิสนีย์และฟอกซ์ว่าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงปี 2013 ที่จะอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับสวนสนุกนอกกัวลาลัมเปอร์แห่งนี้

นี่รวมถึงจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Ice Age" และ "Planet of the Apes"

อย่างไรก็ตาม ในถ้อยแถลงเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (25) บริษัท เก็นติ้ง เบอร์ฮัด ระบุว่า ทุกฝ่ายได้แก้ไขข้อพิพาทกับอีกฝ่ายทั้งหมดแล้ว

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สวนสนุกที่ตอนแรกถูกเรียกว่า ฟอกซ์ เวิร์ล จะถูกเปลี่ยนชื่อและเก็นติ้งจะได้รับอนุญาตให้ทรัพย์สินทางปัญญาของฟอกซ์บางส่วนได้ ผู้ประกอบการคาสิโนรายนี้ ระบุ โดยไม่ได้ให้รายละเอียด

หุ้นบริษัทเก็นติ้งซึ่งร่วงลงหลังประกาศการฟ้องร้องเมื่อปีที่แล้วได้ปรับเพิ่มขึ้นราว 4 เปอร์เซ็นต์ในการซื้อขายช่วงบ่ายในกัวลาลัมเปอร์


“เราเชื่อว่าการจบปัญหากับฟอกซ์อย่างสมบูรณ์เป็นพัฒนาการเชิงบวกสำหรับเก็นติ้ง” ชีห์ คิง ยูง นักวิเคราะห์ของศูนย์วิจัย AllianceDBS กล่าวในบันทึก

“การคลี่คลายการดำเนินการทางกฎหมายกับฟอกซ์ทำให้ความไม่แน่นอนสำหรับบริษัทนี้หายไป”


คำฟ้องเดิมกล่าวหาว่า ฟอกซ์พยายามยกเลิกข้อตกลงและว่า ผู้บริหารดิสนีย์ก็ตั้งใจที่จะถอยห่างจากโครงการนี้ เนื่องจากสวนสนุกแห่งนี้อยู่ใกล้กับคาสิโน และจะทำลายภาพลักษณ์ “เพื่อกลุ่มครอบครัว” ของดิสนีย์

คำฟ้องดังกล่าวอ้างว่าฟอกซ์ใช้ความล่าช้าหลายครั้งในโครงการนี้เป็นเหตุผลที่จะยกเลิกข้อตกลง ในคำฟ้องกลับ ฟอกซ์กล่าวหาเก็นติ้งว่าไม่ทำตามความรับผิดชอบหลายครั้งหลายหน

ภายใต้แผนเดิม สวนสนุกแห่งนี้จะถูกสร้างบนเนื้อที่กว่า 25 เอเคอร์ ในเก็นติ้งไฮแลนด์ พื้นที่ภูเขาเงียบสงบที่ห่างจากกัวลาลัมเปอร์เพียงหนึ่งชั่วโมง และจะมีเครื่องเล่นและสถานที่เที่ยวชมกว่า 25 แห่ง

https://mgronline.com/around/detail/9620000071357
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 27th, 2019, 04:35 PM   #4453
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 27,166
Likes (Received): 6404

คลิปวิดีโอ โปรโมทการซ่อมบำรุง SU-30MKM ของ ATSC รัฐวิสาหกิจด้านการบินของมาเลเซีย

แสดงให้เห็นขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงได้ด้วยตัวเองทุกขั้นตอนโดยไม่ต้องส่งเครื่องบินทั้งลำไปรัสเซียซึ่งจะช่วยลดงบประมาณในการซ่อมบำรุงลงอย่างมาก ในสภาวะที่มาเลเซียยังขาดแคลนงบประมาณในทุกๆด้านอยู่ตอนนี้

ว่าแต่ปกติเขาเผยแพร่การซ่อมบำรุงให้เห็นกันขนาดนี้ไหมครับ

https://www.facebook.com/groups/thai...1820293395980/
wwc234 está en línea ahora   Reply With Quote
Old July 27th, 2019, 08:59 PM   #4454
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962




















Last edited by napoleon; July 27th, 2019 at 09:08 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 29th, 2019, 08:29 PM   #4455
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

มาเลเซียคุมยาเสพติดไม่อยู่ ยอมรับแม้แต่ตำรวจก็ติดยาเสียเอง

เผยแพร่: 29 ก.ค. 2562 22:01 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เซาต์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ - ตำรวจมาเลเซียประสบปัญหาในความพยายามควบคุมการแพร่ระบาดของยาเสพติด เพราะแม้แต่กำลังพลของพวกเขาเองก็ติดยากันเป็นจำนวนมาก คำยอมรับของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในวันจันทร์(29ก.ค.)

พล.ต.อ.อับดุล ฮามิด บาดอร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซียระบุว่าเมทแอมเฟตามีน (methamphetamine - ยาบ้า) หรือชาวบ้านเรียกว่า "ชาบู" ว่าเป็นผู้ร้ายหลักของอัตราผู้ติดสารเสพติดที่เพิ่มขึ้น

มาเลเซียคือจุดแวะพักหลักของยาเสพติด ด้วยเมื่อปีที่แล้วเจ้าหน้าที่สามารถยึดยาไอซ์ได้ในปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพม่า ประเทศเพื่อนบ้าน

"เราพบจำนวนผู้ติดยาเพิ่มขึ้น 2 เท่า" ฮามิดบอกกับพวกผู้สื่อข่าว "ไม่ใช่แค่คนธรรมดาทั่วไป แต่ในหมู่กำลังพลของเราเอง ทุกสัปดาห์ เราต้องจับกุมกำลังพลของเราเองที่เมายาบ้าหรือชาบู หรืออะไรก็แล้วแต่" เขากล่าว

ผู้บัญชาการรายนี้เผยตำรวจกำลังจัดการกับกำลังพลที่ติดยา แต่เขายอมรับว่าปัญหานี้ใหญ่หลวงมาก "ผมมองไม่เห็นแนวทางที่ได้ผลเลย ในแนวทางที่สามารถรับประกันว่าภายคุกคามยาเสพติดในประเทศนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุม"

สำนักงานต่อต้านยาเสพติดของมาเลเซีย ประมาณการว่ามีผู้ติดยาราวๆ 25,267 คนเมื่อปีที่แล้ว ลดลงเล็กน้อยจากปี 2017 แต่ถือว่าลดลงพอสมควรจากตัวเลขเกือบ 31,000 คนในปี 2016

กระนั้นก็ตามมาเลเซียกำลังพิจารณายกเลิก การลงโทษทางอาญาของการครอบครองยาเสพติดในปริมาณเล็กน้อยในเจตนาสำหรับใช้ส่วนตัว ในขณะที่ปัจจุบันใครก็ตามที่ถูกพบว่าใช้สารเสพติดจะมีโทษทั้งจำและปรับ

เมื่อปีที่แล้ว มาเลเซียได้ทำการยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา หลังพบยาไอซ์เกือบ 1.2 ตันตบตาว่าเป็นชาซุกซ่อนอยู่บนเรือลำหนึ่งที่ล่องมาจากพม่า

https://mgronline.com/around/detail/9620000072071
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 13th, 2019, 01:47 PM   #4456
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

เปิดสัญญาขายน้ำสุดพิสดารระหว่างมาเลเซีย-สิงคโปร์ ชนิด "มหาธีร์" ยังต้องยอม

8 ส.ค. 62

สิงคโปร์ คือประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเนื้อที่เพียง 721.5 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่นอกปลายทิศใต้ของคาบสมุทรมลายู ประกอบด้วยเกาะต่างๆ กว่า 60 เกาะ สิงคโปร์แยกจากคาบสมุทรมลายูโดยช่องแคบยะโฮร์ทางทิศเหนือ และจากหมู่เกาะรีเยาของประเทศอินโดนีเซียโดยช่องแคบสิงคโปร์ทางทิศใต้

สิงคโปร์สมัยใหม่ก่อตั้งใน พ.ศ. 2362 โดยเซอร์สแตมฟอร์ด รัฟเฟิลส์ เป็นสถานีการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษโดยการอนุญาตจากรัฐสุลต่านยะโฮร์ สิงคโปร์ได้รับเอกราชจากอังกฤษโดยรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซียใน พ.ศ. 2503 แต่ถูกขับอีกสองปีต่อมาออกมาจากประเทศมาเลเซียมาเป็นประเทศเอกราชอย่างไม่เต็มใจนัก นับจากนั้นประเทศสิงคโปร์ก็พัฒนาอย่างรวดเร็วจนจัดว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบัน

เมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียมหาธีร์ โมฮัมหมัดประกาศจะทบทวนราคาขายน้ำจืดให้แก่สิงคโปร์ สืบเนื่องจากสนธิสัญญาขายน้ำระหว่างมาเลเซียที่ทำตั้งแต่ พ.ศ. 2504 เนื่องจากราคาปัจจุบันที่มีการซื้อขายนั้นถูกเกินไป ปัจจุบันมาเลเซียขายน้ำจืดให้สิงคโปร์ในราคา 3 เซนต์ ต่อน้ำ 1,000 แกลลอน ซึ่งราคาดังกล่าวเป็นการคำนวณโดยยึดเกณฑ์และสภาพแวดล้อมเมื่อ พ.ศ. 2475

แต่การขายน้ำในราคา 3 เซนต์ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมในปัจจุบัน ดร.มหาธีร์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวแชนแนลนิวส์เอเชียว่า สัญญาการซื้อขายน้ำระหว่างมาเลเซียกับสิงคโปร์นั้นเป็นสัญญาระยะยาว 99 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา และสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุดลงใน พ.ศ.2604 โดยสิงคโปร์จะสามารถซื้อน้ำได้สูงสุดถึง 250 ล้านแกลลอนต่อวันจากแม่น้ำยะโฮห์ ในราคา 3 เซนต์ (ประมาณ 25 สตางค์) ต่อ 1,000 แกลลอน และมาเลเซียจะซื้อน้ำประปาที่ผ่านการบำบัดแล้วจากสิงคโปร์ในราคา 50 เซนต์ (ประมาณ 4 บาท) ต่อ 1,000 แกลลอน

ด้วยเทคโนโลยีการผลิตน้ำประปาและการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลได้ ทำให้สิงคโปร์สามารถผลิตน้ำบริสุทธิ์ที่ปราศจากเชื้อโรคและสารปนเปื้อนได้มากถึง 100 ล้านแกลลอนต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณมากถึง 25% สำหรับการใช้น้ำของพลเมืองสิงคโปร์ ยังไม่รวมถึงการที่มีแหล่งเก็บน้ำสำรองในธรรมชาติของสิงคโปร์เองอีก 55% และการบำบัดน้ำเสียจากบ้านเรือนที่สามารถบำบัดได้ถึง 3 ครั้ง แล้วนำน้ำกลับมาใช้ใหม่อีก 30%

ซึ่งหากรวมตัวเลขคร่าวๆ เท่ากับว่าในปัจจุบันสิงคโปร์สามารถผลิตน้ำได้เอง 100% แล้วน้ำที่สิงคโปร์ผลิตได้มากเกินปริมาณการใช้ ก็มีการส่งขายกลับไปให้กับยะโฮร์ โดยข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยเอกสารสัญญาการซื้อขายน้ำประปาระหว่างรัฐยะโฮร์กับสิงคโปร์ว่า ยะโฮร์เริ่มนำเข้าน้ำจากสิงคโปร์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2546 เนื่องจากแม่น้ำและแหล่งน้ำในรัฐยะโฮร์ส่วนใหญ่มีมลภาวะสูง เหตุเพราะโรงงานอุตสาหกรรมทิ้งน้ำเสียลงไปในแม่น้ำวันละมากๆ จนแม่น้ำส่วนใหญ่มีมลภาวะเกินกว่าจะนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ จึงต้องมีการนำเข้าน้ำประปาจากสิงคโปร์ถึง 37 ล้านแกลลอนต่อวัน และเพิ่มขึ้นอีก 16 ล้านแกลลอนต่อวันในช่วงฤดูแล้ง ในราคา 50 เซ็นต์ต่อ 1,000 แกลลอน

เท่ากับว่ายะโฮร์ซื้อน้ำกลับเข้ามาในราคาที่แพงกว่าขายให้สิงคโปร์หลายเท่าตัว และเป็นสาเหตุว่าทำไมประชาชนถึงตั้งคำถามไปยังรัฐบาลมาเลเซียว่า ทำไมรัฐยะโฮร์ถึงมีค่าน้ำแพงที่สุดของประเทศ

สำหรับความต้องการน้ำของยะโฮร์ ที่มีการศึกษาทรัพยากรน้ำของยะโฮร์ พ.ศ. 2560 รายงานว่า ความต้องการน้ำของรัฐยะโฮร์จะอยู่ที่ประมาณ 512 ล้านแกลลอนต่อวัน หากเราจะเติม 16 ล้านแกลลอนในปริมาณน้ำ 512 ล้านแกลลอนที่ยะโฮร์บริโภคใน 1 วัน จะพบว่าน้ำประปาที่ผ่านการบำบัดของสิงคโปร์อาจดูเหมือนไม่ได้เยอะแยะมากมายอะไรนัก แต่ค่าใช้จ่ายของสิงคโปร์ที่ 2.40 ริงกิตต่อการบำบัดน้ำทุกๆ พันแกลลอน ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อขายน้ำให้ยะโฮร์ที่ราคา 50 เซ็นต์ต่อ 1,000 แกลลอน สิงคโปร์จะให้เงินช่วยเหลือ 1.90 ริงกิตต่อ 1,000 แกลลอนจากน้ำทั้งหมด 16 ล้านแกลลอน

ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์ให้เงินสนับสนุนน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจำนวน 30,400 ริงกิตให้แก่ยะโฮร์เป็นประจำทุกวัน แต่ในทางกลับกันสิงคโปร์ก็ซื้อน้ำรายวันจำนวน 250 ล้านแกลลอนจากรัฐยะโฮร์ที่ราคา 3 เซ็นต์ต่อ 1,000 แกลลอน

ครับ! จนถึงนาทีนี้ นายกรัฐมนตรีมหาธีร์แห่งมาเลเซียเลิกพูดเรื่องน้ำกับสิงคโปร์แล้วละครับ

https://www.sanook.com/news/7860086
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 16th, 2019, 06:03 PM   #4457
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

นักวิชาการตะวันตกชูมาเลเซียเป็น “เมืองหลวงอุปทานหมู่ของโลก” หลังพบปรากฏการณ์ “ผีสิงยกคณะ” บ่อยครั้ง

วันที่ 16 สิงหาคม 2562 - 22:28 น.

นักวิชาการตะวันตกชูมาเลเซียเป็น “เมืองหลวงอุปทานหมู่ของโลก” หลังพบปรากฏการณ์ “ผีสิงยกคณะ” บ่อยครั้ง – BBCไทย

มันเป็นเช้าวันศุกร์อันเงียบสงัดเมื่อ ก.ค. ปีที่แล้ว มีเรื่องราวโกลาหลเกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่งทางเขตตะวันออกเฉียงเหนือของมาเลเซีย สิตี นูรานิสะ (Siti Nurannisaa) นักเรียนหญิงวัย 17 ปี คือต้นตอของเหตุความวุ่นวายนี้ เรามาฟังคำบอกเล่าของเธอ

ตอนนั้นออดสัญญาณเรียกเข้าแถวดังขึ้น ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนอย่างสลึมสลือ พร้อม ๆ กับความรู้สึกว่ามีอะไรหนัก ๆ แหลม ๆ มาแตะที่บ่า ฉันเอี้ยวตัวไปดูว่ามีใครอยู่ข้างหลัง จากนั้นห้องก็มืดลง

ความหวาดกลัวเริ่มเข้าครอบงำ รู้สึกรวดร้าวไปทั้งแผ่นหลังราวกับกำลังถูกฉีก หัวเริ่มมีอาการหมุนก่อนที่ตัวจะล้มลงบนพื้น

ก่อนจะรู้ตัวว่าอะไรเกิดขึ้น ฉันมองเข้าไปใน “โลกอีกใบ” ที่เต็มไปด้วยกองเลือดและความรุนแรง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ฉันเห็นคือ ใบหน้าของปีศาจร้าย มันตามหลอกหลอนฉัน ฉันหนีมันไปไม่พ้น ฉันอ้าปากและพยายามแผดร้องออกมา แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงใด ๆ แล้วฉันก็หมดสติไป


อาการเสียสติอันพุ่งพล่านที่เกิดขึ้นกับสิติ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องไปทั่วทั้งโรงเรียน เพียงไม่กี่นาที นักเรียนในห้องเรียนอื่นก็เริ่มกรีดร้องอย่างหวาดกลัว สะท้อนก้องไปมาไปทั้งโถงทางเดิน

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นลมหมดสติหลังจากอ้างว่า เธอเห็นปีศาจตัวดำทะมึนตัวเดียวกัน

ทั้งนักเรียนและครูของโรงเรียนมัธยมเคอะเตเระห์ เนชั่นแนล ในรัฐกลันตัน ปิดล็อกขังตัวเองไว้ห้องเรียน ต่อมาโรงเรียนได้เชิญนักบำบัดทางจิตวิญญาณ ของศาสนาอิสลามมาทำพิธีสวดมนต์หมู่

ถือได้ว่าเหตุการณ์ในวันนั้น มีผู้ที่ตกอยู่ในภาวะอุปทานหมู่ 39 คน


อุปทานหมู่ (mass hysteria) เป็นกลุ่มอาการทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่แพร่ต่อ ๆ กัน แสดงอาการตื่นตกใจ กระตุกชัก โดยไม่รู้ตัว เมื่อตรวจทางการแพทย์แล้วไม่พบสาเหตุความผิดปกติทางร่างกายที่อธิบายได้

“มันเป็นอาการความเครียดสะสมที่ตอบสนองต่อการกระตุ้นที่ล้นเกินปกติของระบบประสาท” โรเบิร์ต บาร์โธโลเมว นักสังคมวิทยาการแพทย์ชาวอเมริกัน ระบุไว้ในหนังสือ Think of it as a software problem

การอุปทานหมู่ไม่ถูกจัดว่าเป็นความผิดปกติทางจิต แต่ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดเกี่ยวกับกลไกการเกิดขึ้น จิตแพทย์จากโรงพยาบาลคิงส์คอลเลจในกรุงลอนดอน อธิบายอาการอุปทานหมู่ว่าเป็น “พฤติกรรมรวมหมู่”

“อาการของคนที่เกิดอุปทานหมู่จะเป็นลม หายใจหอบเร็ว ปวดหัว คลื่นไส้ สั่น หรือชักกระตุก บ่อยครั้งที่สามารถบอกได้ว่าเป็นอาการที่มีคำอธิบายทางการแพทย์ แต่เมื่อตรวจทางการแพทย์แล้วไม่พบสิ่งผิดปกติทางร่างกายที่อธิบายอาการต่าง ๆ ได้”

แต่สาเหตุหลัก ๆ แล้ว มีปัจจัยทางด้านจิตวิทยาและสังคม

มีการบันทึกไว้ว่า อาการอุปทานหมู่เกิดขึ้นทั่วโลก ย้อนประวัติศาสตร์ไปได้ถึงยุคกลาง เหตุการณ์ที่เกิดในมาเลเซียพบได้บ่อยครั้งในกลุ่มคนงานโรงงานยุค 1960 แต่ในปัจจุบันพบว่า อาการอุปทานหมู่มักจะเกิดในโรงเรียนและหอพัก

บาร์โธโลเมว ใช้เวลาหลายทศวรรษในการทำวิจัยเกี่ยวกับอุปทานหมู่ในมาเลเซีย เขาเรียกประเทศนี้ว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งอุปทานหมู่ของโลก”


“มาเลเซียเป็นประเทศที่เคร่งศาสนาและเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ในชนบทที่มีวิถีดั้งเดิมยังมีความเชื่อในนิยายปรัมปราและเรื่องเหนือธรรมชาติ”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นว่าด้วยการเกิดอุปทานหมู่ในมาเลเซียเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากเกิดกับหญิงวัยรุ่นมุสลิมเชื้อชาติมาเลย์มากกว่าคนเชื้อชาติอื่นในประเทศ

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปทานหมู่เกิดขึ้นอย่างท่วมท้นในหมู่ผู้หญิง…ซึ่งพบได้อย่างสม่ำเสมอในเอกสารวิชาการ”

ท่ามกลางทุ่งนาเขียวขจี หมู่บ้านชาวมาเลย์ที่ชื่อว่า ปาดัง เลมเบะก์ ตั้งอยู่ที่ชานเมืองโกตาบารู เมืองเอกของรัฐกลันตัน


หมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดเล็กที่ทุกคนรู้จักกันหมด สะท้อนภาพประเทศในอดีตได้เป็นอย่างดี มีร้านอาหารแบบบ้าน ๆ ร้านเสริมสวย มัสยิดและโรงเรียนดี ๆ ใกล้บ้าน

นี่เป็นหมู่บ้านที่ สิตี อาศัยอยู่ บ้านของเธอเป็นบ้านชั้นเดียวเรียบง่าย หลังคาสีแดง รั้วเขียว มีมอเตอร์ไซค์คันเก่าที่สิติใช้ขี่ไปโรงเรียนกับรูสเดียห์ รุสลัน เพื่อนรัก จอดอยู่หน้าบ้าน

สิตี ก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากความเครียด เธอรู้สึกว่าเครียดหนักในช่วงปีสุดท้ายของการเรียนในปี 2018 เมื่อเข้าสู่ช่วงของการสอบแข่งขัน

“ฉันเตรียมตัวมาเป็นสัปดาห์ พยายามจดจำบทคัดย่อต่าง ๆ แต่กลับมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น” เธอกล่าว “อ่านเท่าไร ท่องเท่าไร ก็ไม่เข้าหัว”

เหตุการณ์ที่โรงเรียนเมื่อเดือน ก.ค. ทำให้สิตีกินไม่ได้นอนไม่หลับ เธอต้องหยุดพักไปหนึ่งเดือนก่อนกลับมามีชีวิตที่ “เกือบเป็นปกติ”

ในทางการแพทย์บุคคลแรก หรือ “ผู้ป่วยต้นปัญหา” ที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการทางร่างกายในบุคคลอื่น คือ สิตี

“มันไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน” นักสังคมวิทยาการแพทย์ชาวอเมริกันกล่าว “มันเริ่มต้นจากเด็กคนหนึ่งจากนั้นก็แพร่ไปยังคนอื่นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ป่วยอยู่สภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดและมีความกดดันสูง

อุปทานหมู่เกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดความวิตกกังวลในกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกัน เช่น เมื่อเห็นเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งเป็นลม หรือชักเกร็ง ก็จะยิ่งกระตุ้นให้คนอื่นเกิดอาการแบบเดียวกัน

รูสเดียห์ ไม่มีวันลืมวันที่สิตีกรีดร้องอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอบอกว่า “ไม่มีใครรู้ว่าตอนนั้นต้องทำอย่างไร พวกเรากลัวมากจนกระทั่งไม่กล้าสัมผัสตัวเธอ”

เด็กหญิงคู่นี้สนิทสนมกันมาก เกิดเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วทำให้พวกเธอผูกพันกันมากขึ้น “มันช่วยให้เราพูดคุยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และช่วยให้เราก้าวต่อไปได้”

ที่เกิดเหตุ
มองจากภายนอกโรงเรียนมัธยมเคอะเตเระห์ดูเหมือนเป็นโรงเรียนทั่ว ๆ ไปในมาเลเซีย มีต้นไม้ใหญ่ กำแพงโรงเรียนทาด้วยสีเทาและเหลือสดใส

แม่ค้าเพิงอาหารยอดนิยมหน้าโรงเรียนบอกว่า ระหว่างที่เธอกำลังเตรียมอาหาร เธอได้ยินเสียงแผดร้อง เธอเล่าว่า เห็นเด็กผู้หญิงอย่างน้อย 9 คน ถูกหามออกจากห้องเรียน บางคนเตะ ถีบ บางคนกรีดร้องโหยหวน เธอจำได้ว่าเด็กบางคนเป็นลูกค้าประจำของเธอด้วย

เธอกบอกว่า “มันเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจยิ่ง”

เธอเห็นหมอผีและผู้ช่วยหลายคนเข้าไปในห้องละมาด พวกเขาอยู่ที่นั่นนานหลายชั่วโมง เธอบอกว่า รู้สึกสงสารเด็ก ๆ ที่ต้องเห็นภาพเหตุการณ์วันนั้น

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว โรงเรียนได้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันเหตุในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก โดยปรับเปลี่ยนแผนการรับมือความปลอดภัยและเปลี่ยนบุคลากร นอกจากนี้การสวดประจำวันและโปรแกรมบรรยายด้านจิตวิทยา ก็ถูกบรรจุในห้องเรียน

“ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก เรายังตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลนักเรียนหลังเกิดเหตุด้วย”

ไม่แน่ชัดว่าการให้ความรู้ความเข้าใจที่โรงเรียนดำเนินการอยู่จะถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพด้านสุขภาพจิตหรือไม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกัน แนะนำว่า นักเรียนมาเลเซียทั่วประเทศควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้

“พวกเขาควรได้เรียนรู้ว่า ทำไมอุปทานหมู่จึงเกิดขึ้นและมันแพร่ไปที่คนอื่นอย่างไร” ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ระบุ “สิ่งสำคัญคือพวกเขาต้องเรียนรู้วิธีการจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวล”

ด้านกระทรวงศึกษามาเลเซีย ปฏิเสธให้ความเห็นต่อเรื่องนี้

โรงเรียนมัธยมเคอะเตเระห์ เป็นหนึ่งในโรงเรียนมัธยม 68 แห่งในรัฐกลันตัน ในปี 2016 ได้เกิดเหตุอุปทานหมู่ในหลายโรงเรียน ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นบอกบีบีซีว่า ทางการไม่สามารถรับมือการอุปทานหมู่ที่เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้งตอนนั้นได้ แต่ได้สั่งให้ปิดโรงเรียน

“มันเป็นเหตุอุปทานหมู่ที่แพร่ระบาดไปทั่ว เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ลามจากโรงเรียนไปยังอีกโรงเรียน”

หนึ่งในอุปทานหมู่ที่ตกเป็นข่าวดังเกิดใกล้กับเมืองปังกาลัน เชปา สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นักเรียนและครูตกอยู่ในภาวะ “ถูกสิง” หลังจากเห็น “รูปเงาดำทะมึน” เพ่นพ่านทั่วโรงเรียน มีคนตกอยู่ในอาการเช่นนี้ราว 100 คน

โรงเรียนที่หลอนที่สุดในมาเลเซีย
นักเรียนหญิงของโรงเรียนแห่งนี้เล่าว่า โรงเรียนของเธอเป็นโรงเรียนที่หลอนที่สุดในมาเลเซีย

“เหตุการณ์น่ากลัววันนั้นนานเป็นชั่วโมง แต่ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ในการกลับมาเป็นปกติ” นักเรียนหญิงวัย 18 ปีกล่าว

เธอพาไปดูทางเดินใกล้สนามบาสเก็ตบอลที่เกิดเหตุที่มีต้นไม้ปลูกอยู่บริเวณนั้น

“เพื่อนในห้องของฉันบอกว่าเขาเห็นหญิงชรายืนอยู่ระหว่างต้นไม้”

“ฉันไม่เห็น แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับพวกเขามันดูจริงมาก” เช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่นในโรงเรียนเธอไม่ได้มองเหตุการณ์นั้นว่าเป็นอุปทานหมู่ หากแต่เป็นเรื่องลี้ลับ

เรื่องผีลี้ลับ รวมทั้งหมอผี เป็นสิ่งที่ฝังรากมาหลายศตวรรษในมาเลเซีย เด็ก ๆ โตขึ้นมากับเรื่องเล่าเกี่ยวกับทารกมรณะ ปิศาจนางไม้ที่ดูดเลือดมนุษย์ ต้นไม้และหลุมฝังศพมักเป็นฉากของเรื่องขนหัวลุก สถานที่พวกนี้ยิ่งเป็นตัวเสริมให้เกิดความเชื่อเรื่องที่เหนือธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม เรื่องแบบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในโรงเรียนมุสลิมเท่านั้น

ดร. อัซลี ราห์มัน นักมานุษยวิทยาชาวมาเลเซียในสหรัฐฯ เล่าเหตุการณ์อุปทานหมู่ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในโรงเรียนชั้นนำที่เมืองกวนตัน (Kuantan) เมื่อปี 1976 เขาอธิบายเหตุตอนนั้นว่า “ทุกอย่างน่าสะพรึงมาก”

ระหว่างที่โรงเรียนกำลังมีการประกวดร้องเพลง นักเรียนหญิงคนหนึ่งอ้างว่าเธอเห็น “พระสงฆ์ยิ้ม” อยู่บนยอดของหอพักนักเรียน และเริ่มกรีดร้องออกมา หลังจากนั้นหมอผีถูกส่งมาทำพิธีไล่ผีให้นักเรียนหญิง 30 คน ที่มีอาการดังกล่าว

“บทบาทของหมอผีคือการสวดภาวนาระหว่างความเป็นความตาย แต่สิ่งสำคัญในเรื่องนี้คือสังคมต้องพิจารณาคำอธิบายที่ถูกต้องตามหลักตรรกะและเหตุผลที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่แพร่ต่อ ๆ กัน” ดร. อัซลี กล่าว

เปิดบ้านหมอผี
เหตุการณ์ที่เกิดกับสิตี เธอและครอบครัวได้รับคำอธิบายทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็หันหน้าไปหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณเช่นกัน

ซากี ยา ผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณที่มีประสบการณกว่า 20 ปี ประยุกต์คัมภีร์กุรอ่านของศาสนาอิสลามมาใช้ เขายังเชื่อในวิญญาณที่ชื่อว่า “จินน์” (Jinn) อันเป็นความเชื่อในแถบภูมิภาคตะวันออกกลางและจักรวาลวิทยาของอิสลาม


“เราแบ่งโลกของเรากับสิ่งที่มองไม่เห็น” ซากีกล่าว “พวกเขามีทั้งดีและเลว แต่ก็เอาชนะได้ด้วยศรัทธา”

ภายในห้องของซากี คัมภีร์อิสลามถูกติดไว้ที่ฝาผนัง ใกล้ทางเข้ามีขวดน้ำมนต์ที่วางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ที่มุมห้องมีของวัตถุลี้ลับวางรวมกันอยู่บนโต๊ะ ได้แก่ มีดที่ขึ้นสนิม หวี วัตถุทรงกลม และม้าน้ำตากแห้ง ซากีบอกว่าของพวกนี้เป็น สิ่งของสำหรับปัดเป่าความช่วยร้าย

ซากี อ้างถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับสิตีว่า เขาช่วยให้สิตีอาการดีขึ้น เขายังนำวิดีโอของเด็กหญิงอีกรายที่เขารักษามาให้ดู เป็นภาพหญิงรายนั้นดิ้นอย่างทุรนทุรายบนพื้นและมีผู้ชายสองคนพยายามเข้าควบคุมตัว

“ผู้หญิงจิตอ่อนและร่างกายอ่อนแอกว่า” เขากล่าว “นั่นทำให้ง่ายต่อการที่วิญญาณจะเข้ามาสู่ร่าง”

เขาอ้างว่า ภาวะทางจิตมีบทบาทในหลาย ๆ กรณีที่เป็นแบบนี้ แต่ให้น้ำหนักไปที่พลังงานของวิญญาณมากกว่า

“วิทยาศาสตร์มีความสำคัญ แต่ก็อธิบายเหตุเหนือธรรมชาติได้ไม่หมด… คนที่ไม่เชื่อจะไม่เข้าใจการเข้าจู่โจมแบบนี้จนกว่าจะเจอด้วยตัวเอง”

ชุดอุปกรณ์แก้อาการอุปทานหมู่
นักวิชาการมุสลิมในรัฐปะหัง คิดค้นวิธีการกำจัดอาการอุปทานหมู่ด้วยชุดอุปกรณ์ที่ขายในราคา 8,750 ริงกิต (65,000 บาท)

ชุดอุปกรณ์ประกอบไปด้วย กรดฟอร์มิก ยาดมแอมโมเนีย สเปรย์พริกไทย และคีมไม้ไผ่ ซึ่งใช้ดูดความเจ็บปวดออกจากร่างของคนที่ถูกวิญญาณเข้าสิงและขับไล่ภูตผีและวิญญาณออกจากร่าง


ทันทีที่อุปกรณ์พวกนี้วางขายเมื่อปี 2016 รัฐมนตรีคนหนึ่งของรัฐบาลมาเลเซียวิจารณ์ว่านี่เป็น “สัญลักษณ์ของสังคมที่ถอยหลัง”

อย่างไรก็ตาม จิตแพทย์คลินิกของมหาวิทยาลัยปุตราของมาเลเซีย ไม่ปฏิเสธความเชื่อแบบนี้และบอกว่า วัฒนธรรมมาเลเซียมีวิธีการอยู่กับเรื่องแบบนี้ที่ต่างออกไป

“วิธีการรับมือที่ใช้ได้ผลคือการบูรณาการความเชื่อทางจิตวิญญาณและการดูแลรักษาสุขภาพจิตที่เพียงพอเข้าด้วยกัน”

มาเลเซีย : เมืองหลวงอุปทานหมู่ของโลก ?
หากมาเลเซียเป็น “เมืองหลวงอุปทานหมู่ของโลก” รัฐกลันตันที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้น

“ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่รัฐกลันตัน ซึ่งเป็นรัฐอนุรักษ์นิยมที่เคร่งครัดศาสนา มีแนวโน้มเกิดเหตุอุปทานหมู่มากที่สุด”

รัฐกลันตันเป็น 1 ใน 2 รัฐ ที่ปกครองโดยพรรคปาส (Parti Islam SeMalaysia – PAS) ซึ่งเป็นพรรคอิสลามที่มีฐานเสียงส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย

ที่นั่นมีวิถีชีวิตที่อิงกับศาสนาต่างไปจากรัฐอื่นในมาเลเซีย คือ เริ่มวันทำงานในวันอาทิตย์จบที่วันพฤหัส ส่วนวันศุกร์เป็นวันที่ชาวมุสลิมเดินทางไปละหมาดที่มัสยิด

แล้วศาสนาและความเชื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องอุปทานหมู่หรือไม่ อาฟิค นูร์ นักวิชาการอิสระชาวมาเลเซีย ชี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายศาสนาอิสลามที่เข้มงวดในโรงเรียนรัฐบาลอย่างเช่นในรัฐกลันตัน “เชื่อมโยง” กับการเพิ่มขึ้นของเหตุอุปทานหมู่

“เด็กผู้หญิงมาเลเซียมุสลิมเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีกฎระเบียบทางศาสนาที่เข้มงวด” เขากล่าว “โรงเรียนจะคอยตรวจตราเสื้อผ้าอย่างเคร่งครัด และห้ามฟังเพลงที่ไม่ใช่เพลงมุสลิม”

สถานการณ์แบบนี้สอดคล้องกับทฤษฎีที่ว่า สภาพแวดล้อมที่บีบคั้นอาจสร้างความวิตกกังวลได้มากขึ้น

การระบาดของเหตุอุปทานหมู่ยังมีรายงานว่า เคยเกิดขึ้นในโรงเรียนหญิงล้วนคาทอลิกและสถานที่ทางศาสนาทั่วเม็กซิโก อิตาลี ฝรั่งเศส โรงเรียนในจังหวัดโคโซโว หรือกระทั่งในชมรมผู้นำเชียร์ที่เขตชนบทของรัฐแคโรไลนาในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม แต่ละกรณีก็แตกต่างกันไปตามแต่บริบททางวัฒนธรรม แต่ลงเอยด้วยสถานการณ์อย่างเดียวกัน นักวิจัยลงความเห็นแล้วว่า การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เข้มงวด วัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยม ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานหมู่อย่างชัดเจน

ในมุมมองของสตีเฟน ไดมอนด์ นักจิตวิทยาคลินิก เห็นว่า บ่อยครั้งที่อาการที่แสดงถึงความเจ็บปวด ตกใจ และอับอาย เกี่ยวข้องกับภาวะอุปทานหมู่ และอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะการเรียกร้องความสนใจ

“อาจมีกลุ่มอาการที่ชัดเจนบางอย่างที่บ่งชี้ได้ถึงสภาวะภายในจิตของมนุษย์ แต่จิตไม่อนุญาตให้ยอมรับในระดับใต้สำนึก หรือไม่อนุญาตให้แสดงความรู้สึกหรือเป็นคำพูดออกมาได้”

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2802430
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 19th, 2019, 12:36 PM   #4458
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 97,800
Likes (Received): 5962

ปมเหตุบึ้มกรุงอาจใหญ่กว่าไฟใต้-การเมือง

19 สิงหาคม 2562

ผ่านครึ่งเดือนหลังเกิดเหตุระเบิดหน้าสถานที่ราชการสำคัญและย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยคนร้ายวางแผนใหญ่กว่าคำว่า "ป่วน" เพราะมีการวางระเบิดเพลิงถึง 8 ลูกตามร้านค้าย่านประตูน้ำ และห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ของเมืองไทยย่านสยามสแควร์ ซึ่งหากระเบิดทำงานตามแผนทั้งหมด จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ใหญ่ที่ทำลายทั้งเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ


15-16 วันที่ตำรวจทำงาน ปรากฏว่าคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร ข้อมูลทางเปิดระบุว่า มีการออกหมายจับมือปฏิบัติการระเบิดไปแล้ว 9 หมาย ผู้ต้องหา 6 คน อีก 4 คนกำลังไล่ล่า

ส่วนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการเชิญตัวผู้ต้องสงสัยเข้ากระบวนการซักถามมากกว่า 20 คน ในจำนวนนี้ถูกควบคุมตัว 5 คน โดย 2 จาก 5 คนนี้ ถูกจับขณะขี่รถจักรยานยนต์เตรียมข้ามด่านพรมแดนที่สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นี่คือข้อมูลเปิดที่รายงานทางสื่อสารมวลชนทั่วไป

แต่สำหรับ "ข้อมูลปิด" ที่หน่วยงานความมั่นคงได้ข้อมูลมา คืบหน้าไปกว่าข้อมูลเปิดเยอะทีเดียว

ล่าสุดมีการระบุชื่อ "นายเด็ง อะแวจิ" เป็นผู้นำในการวางแผน แต่ยังไม่ชัดว่าเป็น "มาสเตอร์มายด์" ด้วยหรือไม่


จากข้อมูลของฝ่ายความมั่นคง นายเด็ง อะแวจิ เป็นผู้นำระดับจิตวิญญาณของขบวนการบีอาร์เอ็น ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีอิทธิพลสูงสุดในสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีประวัติเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งถือเป็น "วันเสียงปืนแตก" ก่อนที่ไฟใต้จะคุโชนมานานกว่า 15 ปี

ผู้นำสูงสุดของบีอาร์เอ็นยุคปัจจุบัน มีอยู่ 2 ชื่อที่ถูกเอ่ยถึง หนึ่ง คือ นายดูนเลาะ หรือ ดุลเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนปอเนาะญิฮาด อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี โรงเรียนนี้ถูกทางการสั่งปิด และศาลสั่งยึดที่ดินตกเป็นของรัฐ เนื่องจากพัวพันการก่อการร้าย นายดูนเลาะจึงเป็นผู้นำที่คุมกำลังส่วนใหญ่ทางฝั่งปัตตานี

ขณะที่ เด็ง อะแวจิ คุมกำลังในสายนราธิวาส ทำให้มีความเชื่อมโยงกับทีมปฏิบัติการระเบิดกรุงเทพฯ เพราะล้วนเป็น "ทีมนราธิวาส" ทั้งสิ้น ข่าวบางกระแสระบุว่า จริงๆ แล้ว เด็ง อะแวจิ เป็นผู้นำตัวจริงของบีอาร์เอ็น และคุมฝ่ายทหารทั้งหมด บทบาทเหนือกว่า ดูนเลาะ แวมะนอ เสียอีก

ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงระบุว่า คนที่ข้ามแดนไปรับงานครั้งนี้ เป็นชายวัย 35 ปี มีตำแหน่งเป็นผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ และว่ากันว่าได้พบแกนนำระดับสูงของบีอาร์เอ็นในประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังมีอิทธิพลสูงในหน่วยงานความมั่นคงไทย โดย พลเอกประวิตร ยอมรับว่า เหตุการณ์ลอบวางระเบิดกรุงเทพฯ มีการไปวางแผนกันในประเทศเพื่อนบ้าน


สอดรับกับข้อมูลของ แม่ทัพภาคที่ "บิ๊กเดฟ" พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ที่เพิ่งแฉทั้งภาพทั้งข้อมูลว่า แก๊งคนร้ายแก๊งนี้ขนระเบิดใส่เป้ผ่านด่านสุไหงโก-ลก เข้ามาอย่างสะดวกโยธิน มีการจับภาพผู้ต้องสงสัยได้ขณะแบกเป้ข้ามด่าน เรียกว่าตบหน้าฝ่ายความมั่นคงไทยแบบเต็มๆ

ผู้ต้องสงสัยบางคนที่กล้องวงจรปิดบริเวณด่านพรมแดนบันทึกภาพได้ ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้แล้ว ขณะที่บางคนมีรายงานเข้า-ออกด่านพรมแดนหลายครั้งก่อนวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันนัดหมายลอบวางระเบิด

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงมีการยกเครื่องมาตรการตรวจเข้มตามด่านพรมแดนทุกด่านของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งช่องทางธรรมชาติ และท่าเรือข้ามฟาก แม้จะเป็นการล้อมคอก แต่ก็ต้องถือว่าได้เวลาทำจริงจังกันเสียที หลังจากปล่อยปละละเลยกันมานาน

คำถามคือ ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีข้อตกลงร่วมกันในเรืองกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้มีการนัดพบปะ วางแผน รับเงิน ในเขตพื้นที่ของตน ทั้งๆ ที่รู้กันดีว่าสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายรุ่น หลายกลุ่ม ล้วนหลบไปพำนักอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก โดยทั้งหมดอยู่ในสายตาของหน่วยงานความมั่นคงของเพื่อนบ้าน

ฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ธรรมดา และไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน

เพราะหากขบวนการแบ่งแยกดินแดนทำเอง ในแบบที่ไม่มีใครบงการ ก็น่าคิดว่าอะไรคือมูลเหตุจูงใจที่ต้องก่อเหตุถึงในกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขกำลังคืบหน้า และบีอาร์เอ็นเองก็มียุทธศาสตร์ใช้ประโยชน์จากการพูดคุย หรือว่าบีอาร์เอ็นไม่พอใจที่รัฐบาลชุดใหม่ยังเป็นนายกฯคนเดิม และหัวหน้าคณะพูดคุยก็เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นทหารคนเดิม

แต่จากการตรวจสอบกับอดีตผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ซึ่งเป็นคนในขบวนการ เชื่อว่าถ้าบีอาร์เอ็นต้องการกดดันรัฐบาลไทยก็ไม่จำเป้นต้องไปวางระเบิดถึงที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะสามารถก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อยู่แล้ว และสร้างแรงกดดันได้ไม่แพ้กัน

หรือหากงานนี้มีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเป็น "มาสเตอร์มายด์" คนผู้นั้นก็ต้องรู้จักและเข้าถึงผู้นำระดับสูงของบีอาร์เอ็น ถึงขนาดสั่งให้วางระเบิดได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ต่ำมาก

หาก 2 สมมติฐานที่ตั้งไว้แต่แรกไม่เป็นจริง ก็น่าคิดว่ามีวามเป็นไปได้แค่ไหนที่จะมีชนวนเหตุอื่น

แหล่งข่าวในหน่วยงานความมั่นคงชี้เป้าไปที่ความไม่พอใจของประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดกับไทย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางหน่วยของไทยปลดแบล็คลิสต์บุคคลต้องสงสัยกลุ่มหนึ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องการตัว เพราะไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งพัวพันไปถึงฝ่ายการเมืองที่หมดอำนาจไปแล้ว และกำลังถูกไล่เช็คบิล โดยคนกลุ่มนี้ยังเปิดบริษัทบังหน้าในไทยและในต่างประเทศนับสิบแห่งเพื่อฟอกเงินระดับแสนล้านด้วย

เป็นไปได้หรือไม่ว่าประเด็นนี้อาจเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ จนเกิดการลอบวางระเบิดขึ้น โดยฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็สมประโยชน์จากปฏิบัติการครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง เหตุระเบิดป่วนกรุงย่อมเป็นปัญหาใหญ่กว่าการเมืองภายในและไฟใต้ของไทย เพราะอาจโยงถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเลยทีเดียว

https://www.isranews.org/south-news/...37-bigger.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 02:23 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us