Thailand in the World Economic & Overseas Projects News 2019 - Page 7 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions


Reply
 
Thread Tools
Old May 23rd, 2019, 01:45 AM   #121
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

ส่งออกเดือนเม.ย. ต่ำสุดรอบ 2 ปี

2019-05-22

.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ยอดการส่งออกไทยเดือนเม.ย. 62 มีมูลค่า 18,556 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นมูลค่าต่ำสุดรอบ 2 ปี และ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.57% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 20,013 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.72% ทำให้ไทยขาดดุลการค้า 1,457 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวม 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.62) ส่งออก มีมูลค่า 80,543 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.86% นำเข้ามูลค่า 79,973ล้านดอลลร์สหรัฐ ลดลง 1.08% และไทยยังเกินดุลการค้า 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่ทำให้การส่งออกไทยเดือนเม.ย. ติดลบเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันคือ ได้รับผลกระทบจากความยืดเอและรุนแรงของสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่เป็นตัวกดดันบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายการค้าที่หลายประเทศมีการออกกฎระเบียบต่างๆ และการมีผลใชบังคับของการทำเอฟทีเอของประเทศที่เป็นคู่แข่งในการส่งออกของไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตามในส่วนของผลกระทบของสงครามการค้านั้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชนถึงผลกระทบและสถานการณ์ต่างๆ ก่อนที่จะเสนอแนวทางให้รัฐบาลได้พิจารณารับมือกันต่อไป

https://www.dailynews.co.th/economic/710610
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old May 23rd, 2019, 01:46 AM   #122
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

สอท.ร้องรัฐขยายตลาดใหม่-เจรจาเอฟทีเอรับศึกเทรดวอร์

2019-05-22

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.)เปิดเผยถึงผลกระทบจากสงครามทางการค้า หลังจากที่สหรัฐฯขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนเพิ่มจาก 10% เป็น 25% และจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เช่นกันในวงเงิน 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐว่า นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสอท. ได้แต่งตั้งตนเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งด้านบวกและด้านลบว่ามีอะไรบ้างสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม 45 กลุ่มของสอท. ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะไทยส่งออกสินค้าไปจีน 12% ของมูลค่าที่ส่งออกทั้งหมด และส่งออกไปสหรัฐ 10% ของมูลค่าที่ส่งออกทั้งหมด โดยถือว่ามีผลกระทบค่อนข้างมาก

ทั้งนี้เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในประเทศโกลบอลซัพพลายให้กับจีน และสินค้าที่ไทยส่งไปจีนเป็นสินค้าประเภทปฐมภูมิหรือกึ่งวัตถุดิบ เพื่อให้จีนนำไปประกอบและผลิตต่อส่งออกไปยังประเทศอื่น ดังนั้นต้องดูรายละเอียดว่าสินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบมีกี่รายการ และเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใดบ้าง อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นสินค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอะไหล่ต่าง ๆ ในหลายอุตสาหกรรม และกำลังหาวิธีแก้ไขและเยียวยาอุตสาหกรรมว่าจะมีมาตรการใดที่สามารถทำได้บ้าง

นอกจากนี้ในทางบวกหลายสินค้าที่จะได้ประโยชน์จากสงครามทางการค้า เช่น สินค้าเกษตรไทยสามารถส่งออกไปจีนได้ ทั้งเนื้อหมู ถั่วเหลือง ข้าวโพด ซึ่งไทยมีศักยภาพที่จะเข้าไปทดแทนได้ถือเป็นโอกาสในการเข้าไปทำตลาด ขณะเดียวกันจะส่งผลดีต่อการลงทุน โดยเฉพาะโครงการอีอีซีเราต้องการนักลงทุนต่างชาติมาลงทุน อาจทำให้ผู้ประกอบการจีนย้ายโรงงาน หรือย้ายฐานการผลิตมาที่อาเซียน และประเทศเป้าหมายคือเวียดนาม และไทย แต่ต้องดูว่าโรงงานย้ายฐานตรงกับวัตถุประสงค์ของรัฐหรือไม่ เพราะอีอีซีเน้นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย ทั้งนี้ปัจจุบันไทยเกินดุลการค้าจากสหรัฐฯ หากมากเกินไปอาจทำให้สหรัฐฯ มีมาตรการเข้มงวดกับไทยได้ ดังนั้นต้องมาชั่งน้ำหนักดูว่าอะไรดีหรือไม่ดี

ส่วนแนวทางแก้ปัญหาในเบื้องต้นนั้นเห็นว่ารัฐควรพิจารณาใน 2 เรื่องคือ การหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเก่า โดยเฉพาะการขยายตลาดในกลุ่ม BRICS ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้มากขึ้น เนื่องจากมีประชากรครึ่งหนึ่งของโลกถือว่าเป็นตลาดใหญ่มาก พร้อมทั้งขอให้พาณิชย์เร่งเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าให้มีความคืบหน้า ขณะนี้ไทยล่าช้ามาก ซึ่งเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์มีความคืบหน้ามากทำให้ประเทศเหล่านี้ได้สิทธิประโยชน์และมีแต้มต่อทางการค้ามากกว่าไทย อย่างไรก็ตาม เชื่อรัฐบาลจากการเลือกตั้งทำให้เจรจาการค้าเอฟทีเอต่าง ๆ ที่คั่งค้างอยู่ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

https://www.dailynews.co.th/economic/710421
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 23rd, 2019, 01:38 PM   #123
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

เทรดวอร์ฉุดส่งออกเหลือ 0-1% เตือนรัฐสกรีนโรงงานจีนย้ายฐานมาผลิตส่งออก ทำไทยเกินดุลสหรัฐ ถูกสกัดการค้าชะตาเดียวกันซ้ำอีก

วันที่ 23 May 2019 - 15:46 น.


สงครามการค้าลามหนัก “ส.อ.ท.” คาดส่งออกปี’62 ลดฮวบเหลือ 0-1% ประชุม กกร. เดือน มิ.ย. คาดปรับ GDP ลงแน่ แนะรัฐตั้งศูนย์เฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ หวั่นจีนย้ายฐานมาไทยเทคโนโลยีต่ำ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสวมสิทธิผลิตส่งออกสหรัฐฯทำให้เกินดุลการค้า อาจเสี่ยงต่อที่สหรัฐฯ กีดกันทางการค้ากับไทยรายต่อไป ด้าน Exim Bank หนุนขยายตลาดใหม่ไป CLMV ลดดอกเบี้ยปีแรก 0.5% ต่อปี สำหรับสินเชื่อเพื่อการส่งออกและนำเข้า ให้สมาชิก ส.อ.ท.

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐและจีน ว่าสงครามการค้าครั้งนี้คือของจริงไม่ใช่การขู่ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง ดังนั้นในส่วนของ ส.อ.ท. จึงคาดว่าปี 2562 นี้ ส่งออกของไทยจะปรับตัวลดลงเหลือ 0-1% จากที่เคยตั้งเป้าไว้ 3-5% ขณะที่ GDP จะอยู่ที่ 3.4-3.5% และหากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีนทั้งหมด ที่มีมูลค่า 320,000 ล้านบาท จะยิ่งฉุดให้ส่งออกต่ำกว่า 0% แน่นอน

โดยการรับมือในขณะนี้ เอกชนขอให้ทางรัฐบาลรวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง ร่วมกันกับเอกชนเพื่อตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ (War room) ขึ้นมาโดยเร็วที่สุด เพื่อทำหน้าที่แก้ไข ช่วยเหลือรายอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างไร

ขณะเดียวกันหน่วยงานด้านการลงทุน จำเป็นต้องวางแผนการลงทุนใหม่ทั้งระบบ เนื่องจากตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีสิทธิประโยชน์และอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ซ้ำซ้อนกันอยู่ เช่น เลือกใช้สิทธิภายใต้ พ.ร.บ.EEC ก็ทำให้ยอดลงทุนบีโอไอลดลง เป็นต้น

ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปจีน 12% ส่วนใหญ่เป็นสินค้ากึ่งวัตถุดิบ ชิ้นส่วนเพื่อประกอบส่งออก และใช้ในประเทศ และมีสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐฯ 10% ส่งออกไปอาเซียน 25%


“ซึ่งในเดือน มิ.ย.นี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.​) จะพิจารณาปรับคาดการณ์ส่งออก และ GDP ประเทศ ตามสภาพข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งผลกระทบแน่นอนว่ามีทั้งบวกและลบ เบื้องต้นที่กระทบคือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนไฟฟ้า และวัตถุดิบ ซึ่งเราจะเห็นการส่งออกไทยลดลงอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ปลายปี 2561 สิ่งที่เรากังวลคือสิ่งที่จีนส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กว่า 5,000 รายการ นั่นคือสิ่งที่ไทยผลิตไปจีนนั่นเอง”

แต่ในเชิงบวกสินค้าบางประเภทที่สหรัฐฯส่งออกไปจีน อย่างสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ ผลไม้ ข้าว ถั่ว ไทยจะได้อานิสงส์ที่หันกลับมาซื้อสินค้าเหล่านี้จากไทยมากขึ้น และยังจะเห็นการย้ายฐานการผลิตมายังไทย ด้วยไทยมี EEC และอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve จึงเป็นที่ดึงดูดนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานมาลงทุนของจีน ไทยก็ต้องระวังเรื่องของเทคโนโลยีไม่ได้มาตรฐาน จะมีผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะเป้าหมายไทยต้องการเทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้นรัฐบาลไทย โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการลงทุนจะต้องระมัดระวังดูแลไม่ให้การย้ายฐานการผลิตของจีนเข้ามาในประเทศไทย เพื่อสวมสิทธิผลิตสินค้าส่งออกไปขายสหรัฐฯ ต้องมีไม่มากจนเกินไป เพราะสหรัฐฯอาจพิจารณาตอบโต้ทางการค้ากับไทยได้ หากลำดับของไทยมีดุลการค้าที่มากขึ้น จึงเสี่ยงที่ไทยจะถูกกีดกันการค้าเช่นเดียวกับจีน เพราะปัจจุบันประเทศไทย มีการส่งสินค้าไปขายสหรัฐมากกว่านำเข้า ไทยจึงได้ดุลการค้ากับสหรัฐ (เกินดุล) อยู่แล้วและมากเป็นอันดับที่ 11-12

“ปัจจุบันจีนเข้ามีการทยอยเข้ามาไทยด้วย 3 ช่องทาง คือ 1.นำเข้าเพื่อทดแทนการผลิต 2.ผ่านด่านชายแดน 3.ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น อาลีบาบา Shopee เป็นโอกาสของจีนที่จะใช้สิทธิ

ทั้งนี้ เอกชนขอให้รัฐบาลเดินหน้าเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA กับประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้น เพราะขณะนี้ไทยแพ้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่ขณะนี้ได้เปรียบทางการค้า เพราะอยู่ในกลุ่ม “CPTPP” หรือข้อตกลงความครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิกกับสหรัฐ และยังได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากสหภาพยุโรปด้วย

ล่าสุดจากกรณีที่บริษัท ARM ของอังกฤษผู้ถือหุ้นใหญ่คือซอฟแบงก์ญี่ปุ่นประกาศว่า จะไม่ออกแบบและผลิตชิปที่ทันสมัยให้กับ “HUAWEI” เป็นการตอบโต้ ที่จะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตชะงัก สงครามการค้าส่งผลต่อบรรยากาศทางการค้าลดลง ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตก็ได้รับผลกระทบแน่นอน และเพื่อรับมือกับสงครามการค้า ผู้ประกอบการจำเป็นต้องหาช่องทางตลาดใหม่ เช่นกลุ่ม CLMV

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank) กล่าวว่า Exim Bank และ ส.อ.ท.จะร่วมบูรณาการข้อมูลด้านการค้าและการลงทุน การประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หรือบริการ รวมถึงการจัดอบรมส่งเสริมความรู้ให้กับผู้ประกอบการ และการสนับสนุนทางการเงิน
โดยได้เสนอสิทธิประโยชน์พิเศษให้แก่สมาชิกของ ส.อ.ท. ที่ได้รับการแนะนำหรือเข้าร่วมกิจกรรมของ ส.อ.ท. จะได้ลดอัตราดอกเบี้ยปีแรก 0.5% ต่อปี จากอัตราดอกเบี้ยปกติที่ลูกค้าได้รับสำหรับสินเชื่อเพื่อการส่งออกและนำเข้า และสินเชื่อเพื่อการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นการช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในรายที่ต้องการเปิดหาตลาดใหม่

https://www.prachachat.net/economy/news-330028
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 23rd, 2019, 02:40 PM   #124
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

จับตา FTA เวียดนาม-อียู อีก 5 ปีทิ้งไทยไม่เห็นฝุ่น

23 May 2019

10 ปีที่ผ่านมา เวียดนามได้วางยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนที่สำคัญกับประเทศตนเองอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือการทำเขตการค้าเสรีเวียดนามกับสหภาพยุโรป (European Union Vietnam Free Trade Agreement : EU-VN FTA) ซึ่งจะเป็น “ก้าวที่สำคัญและชาญฉลาด” ของเวียดนามอย่างมาก เหตุผลเพราะ

1.ช่วยเปิดตลาดสหภาพยุโรป(อียู)สำหรับสินค้าเวียดนามให้กว้างและได้เปรียบคู่แข่งขันมากยิ่งขึ้น

2.ช่วยยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ

หากพิจารณาเฉพาะการเปิดตลาดสินค้าเวียดนามแล้ว พบว่าเวียดนามอาจจะไม่จำเป็นต้องทำ FTA กับอียูก็ได้ เพราะปัจจุบันสินค้าเวียดนามก็มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในบรรดาประเทศอาเซียนในตลาดยุโรปอยู่แล้ว ฉะนั้นเหตุผลข้อที่ 2 จึงเป็นเหตุผลที่สำคัญมากกว่าเหตุผลในข้อที่ 1

นอกจากเวียดนามแล้ว สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศของอาเซียนที่ทำ FTA กับอียู (บังคับใช้ปี 2562) ที่เรียกว่า “EUSFTA” สำหรับ “EU-VN FTA” ได้เริ่มเจรจากันตั้งแต่ปี 2550 ใช้เวลาในการเจรจาถึง 11 ปี (เสร็จปี 2561) และคาดว่ามีผลบังคับใช้ในไตรมาส 3 ของปี 2562

สาระสำคัญของ EVFTA ครอบคลุมด้านการค้าและการลงทุน แยกออกเป็น 10 ประเด็นคือ

1.การเปิดตลาด (ลดภาษีนำเข้า) ระหว่างกัน 99% ภายในเวลา 10 ปี โดยเมื่อมีผลบังคับ (ลงนามเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2561) ยุโรปต้องเปิดตลาดร้อยละ 71 และเวียดนามเปิดตลาด 65%

2.ลดมาตรการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษี

3.การปกป้อง “European Geographical Indications” คือการยอมรับสินค้าเฉพาะจากทั้งสองประเทศ เช่น กาแฟเวียดนาม และไวน์กับแชมเปญ

4.เปิดโอกาสให้บริษัทจากสหภาพยุโรปเข้าร่วมประมูลงานและสัญญาภาครัฐ (public contracts)

5.ยกระดับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญามากกกว่ามาตรฐานข้อตกลง World Trade Organization (WTO) Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights (TRIPS) เพื่อส่งเสริมความโปร่งใส ความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน

6.การเปิดตลาดด้านการบริการ โดยผู้ประกอบการด้านการบริการจากอียู สามารถลงทุนธุรกิจบริการในเวียดนาม เช่น ไปรษณีย์ ธนาคาร ประกันภัย และการขนส่งทางทะเล

7.เวียดนามเปิดโอกาสการลงทุนในด้านการผลิตให้กับบริษัทจากอียูในอุตสาหกรรมต่อไปนี้ อาหารและเครื่องดื่ม ปุ๋ยและส่วนประกอบไนโตรเจนต่างๆ ยางรถและยางในรถ ถุงมือและผลิตภัณฑ์พลาสติก เซรามิ วัสดุก่อสร้าง และเครื่องจักรต่างๆ เครื่องใช้ในบ้านและจักรยาน

8.FTAนี้เป็นพื้นฐานของโครงสร้างการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนาม ที่จะมาจากการตีความหมายและการดำเนินการข้อตกลงดังกล่าว

9.การดำเนินการด้านมาตรฐานแรงงาน การบังคับใช้กฎหมายของแต่ละฝ่ายในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด การส่งเสริม Corporate Social Responsibility และความรับผิดชอบด้าน Climate Change และการมีส่วนร่วมของประชาชน และ

10.บังคับทางกฎหมาย EU-Vietnam Partnership and Cooperation Agreement (PCA) ที่เกี่ยวกับด้านสิทธิมนุษยธรรม ประชาธิปไตย และกฎหมายต่าง ๆ โดยระบุเป็นเนื้อหาสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย และได้ระบุถึงการมาตรการที่สามารถทำได้รวมทั้งการยกเลิกสัญญา FTA หากมีการละเมิดในด้านดังกล่าว


สำหรับข้อมูลทางการค้าระหว่างเวียดนามและยุโรป รวมถึงกับประเทศอาเซียนด้วยกันน่าสนใจมาก เพราะในช่วงระหว่างปี 2552 ถึง 2561 เวียดนามส่งออกไปยุโรปขยายตัว 270% ในขณะที่ไทย 30% เวีดยนามได้ดุลการค้ากับยุโรปเพิ่มจาก 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็น 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ในขณะที่ไทยได้ดุลการค้า “ทรงตัว” อยู่ที่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ปี 2561 เวียดนามเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของอาเซียนที่ส่งไปขายในยุโรป ตามด้วยสิงคโปร์ และไทย สินค้าที่ยุโรปซื้อจากเวียดนามมากเป็นอันดับหนึ่งคือ “เครื่องใช้ไฟฟ้าและสมาร์ทโพน” และเวียดนามมีส่วนแบ่งตลาดและลำดับที่ของผู้ส่งออกไปยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณา “ศักยภาพการแข่งขันสินค้าส่งออกระหว่างไทยกับเวียดนามในตลาดยุโรป” พบว่าเวียดนามมีศักยภาพการแข่งขันในสินค้าประมง เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ข้าวขาว ลิ้นจี่และลำไย

ในขณะที่ไทยมีศักยภาพในสินค้าข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักร ทุเรียน และมังคุค เป็นต้น ผลของ “EU-VN FTA” ที่จะมีผลนัยยะและกระทบต่อไทยคือ

1.ไทยจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออกในตลาดยุโรปให้กับเวียดนามมากยิ่งขึ้น ในปี 2561 เวียดนามส่งออกมากกว่าไทย 1.6 เท่า ซึ่งจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นมากกว่า 2 เท่าในระยะ 5 ปีข้างหน้า

2. ศักยภาพของแรงงานของเวียดนามจะถูกยกระดับสูงขึ้นผ่านความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมของเวียดนามโดยรวม

3.กลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ยางและผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรกล เวียดนามจะมีศักยภาพการแข่งขันที่สูงขึ้นในระยะ 5 ปีข้างหน้า

ซึ่งเป็นผลมาจากข้อตกลง EU-VN FTA และจาก FDI จากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศจีน ซึ่งในอนาคตกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะมาแย่งส่วนแบ่งตลาดไทย ทั้งในตลาดยุโรปและนอกยุโรป สิ่งที่ผมคิดว่าประเทศไทยรีบต้องรีบทำคือ “การเริ่มนับหนึ่งในการเจรจา FTA กับอียูโดยด่วน”

http://www.thansettakij.com/content/401763

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 23rd, 2019, 02:41 PM   #125
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

รอ 2ฝ่ายตั้งรัฐบาล-รัฐสภา FTAไทย-อียูเดินหน้าปีนี้

23 May 2019

พาณิชย์รอไทย-อียู ตั้งรัฐบาล-รัฐสภาให้แล้วเสร็จ ก่อนฟื้นเจรจาเอฟทีเอให้เดินหน้า หลังชะลอมานานกว่า 5 ปี คาดเร็วสุดเริ่มได้ปลายปีนี้ ด้านเจรจา RCEP เร่งสปีดคาดได้ข้อสรุปปลายปี ประเทศไทยได้จัดทำความตกลงการค้าเสรี(FTA) แล้วทั้งสิ้น 13 ฉบับ

โดยมีการใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกปี 2561 คิดเป็นมูลค่า 69,602 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 78.48% ของมูลค่าการส่งออกรวมภายใต้ความตกลงเอฟทีเอไปยังประเทศคู่ภาคีความตกลง ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างแต้มต่อเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันส่งออกของไทย ล่าสุดมีเอฟทีเออีก 4 ฉบับของไทยที่อยู่ระหว่างเจรจา (กราฟิกประกอบ) และยังเตรียมแผนเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป(อียู)ที่ว่างเว้นมานานกว่า 5 ปีหลังไทยมีรัฐประหาร

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ความคืบหน้าการเจรจาเอฟทีไทย-อียู ว่า อาจจะต้องรอให้ทั้ง 2 ฝ่ายเสร็จสิ้นภารกิจภายในก่อน โดยไทยอยู่ระหว่างจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ขณะที่อียูจะมีการเลือกตั้งรัฐสภา ปลายเดือนพฤษภาคมนี้หากทั้ง 2 ฝ่ายจัดการกับการเปลี่ยน แปลงภายในเสร็จน่าจะมีนโยบายที่ชัดเจนและมีความพร้อมที่จะหารือกันเพื่อสานต่อการเจรจาที่ผ่านมาไทย-อียูมีการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ฝ่ายมีการหารือกันในประเด็นเทคนิคต่างๆ เช่นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและภายใต้ข้อบทด้านการพัฒนาที่ยังยืน เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชนแรงงานและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งการเจรจาในประเด็นต่างๆ ได้ว่างเว้นมาปีกว่าแล้วขณะที่ไทยได้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างๆ ไปจำนวนมากโดยรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ยึดหลักการทำงานแบบมีธรรมาภิบาลและความโปร่งใสปราศจากคอร์รัปชัน

“การเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูคาดว่าน่าจะเริ่มเจรจาได้ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมีความชัดเจนในเรื่องต่าง ๆ แล้ว”ขณะที่กรอบการเจรจาอื่นๆ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 5 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 23-31 พฤษภาคม 2562 ที่กรุงเทพฯ เพื่อเร่งผลักดันการเจรจา RCEP ให้สำเร็จปีนี้ โดยจะมีการประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดการเจรจาในประเด็นสำคัญ เช่น การค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา การเงิน และโทรคมนาคมและการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนเพื่อเตรียมท่าทีอาเซียนสำหรับการประชุม RCEP ในวันที่ 21-22 มิถุนายน 2562 เพื่อให้ได้ท่าทีร่วมกันของอาเซียนในการผลักดันการเจรจา RCEP และในวันที่ 8-9 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 52 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรี RCEP ครั้งที่ 7 เพื่อเร่งสรุปผลการเจรจาของความตกลง RCEP ทั้งหมดภายในปี 2562

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3472 วันที่ 23-25 พฤษภาคม 2562

http://www.thansettakij.com/content/401568



Quote:
Originally Posted by napoleon View Post

เตรียมแผนเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป(อียู)ที่ว่างเว้นมานานกว่า 5 ปีหลังไทยมีรัฐประหาร
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 23rd, 2019, 08:49 PM   #126
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

ทุ่มหมดหน้าตัก “อาร์เซ็ป” จบปีนี้

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์23 พ.ค. 2562 09:10 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการเจรจา จัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 5 และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง วันที่ 23 - 31 พ.ค.นี้ โดยสมาชิกทั้ง 16 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน และ 6 ประเทศคู่เจรจาคือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะหารือถึงการผลักดันให้การเจรจาคืบหน้า และหาข้อสรุป ใน 13 ข้อบทให้ได้มากที่สุด เช่น ข้อบทเรื่องการค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า การลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น จากที่สามารถสรุปได้เสร็จสิ้นแล้ว 7 ข้อบท


“การสรุปผลการเจรจาอาร์เซ็ปภายในปีนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่สมาชิกจะร่วมผลักดันให้เกิดผลสำเร็จ เพราะเป็นเรื่องที่ผู้นำได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่เดือน พ.ย.2561 ไทยในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ จึงต้องผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุปในปีนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจ หากสมาชิก 16 ประเทศหันมาทำการค้า และลงทุนระหว่างกันมากขึ้น จะช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์การค้าในปัจจุบันได้ เพราะอาร์เซ็ปเป็นความตกลงทางการค้าเสรีขนาดใหญ่”.

https://www.thairath.co.th/news/business/1573978
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 26th, 2019, 11:14 AM   #127
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

“ส่งออกรถยนต์” ติดลบในรอบ 2 ปี

วันที่ 25 May 2019 - 19:06 น.


หลังสหรัฐ-จีนเปิดฉากสงครามการค้า โดยสหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนจาก 10% เป็น 25% คิดเป็นสินค้ามูลค่ารวม 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (5,745 รายการ) ขณะที่จีนใช้นโยบายบริหารจัดการค่าเงินหยวนอ่อนค่าตอบโต้ ลามสู่การทำสงครามเทคโนโลยี ส่งผลให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และภาคเอกชน ทั้งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน แสดงความกังวลว่าการส่งออกไทยปี 2562 จะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย 3%

ขณะที่ นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ถึงขั้นการส่งออก “ไม่เติบโต”จากสงครามการค้ากับการแข่งขันอย่างรุนแรงจากเวียดนาม ซึ่งบรรลุการเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีกับอียู (EU-VN FTA) มีผลบังคับใช้เดือน มิ.ย.นี้

4 เดือนส่งออกสหรัฐโต 25%

ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศ 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) มูลค่า 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 1.9% วิเคราะห์รายสินค้า กลุ่มสินค้าเกษตร-อาหารบวก 0.88% ที่น่าห่วงคือ กลุ่มอุตสาหกรรม น้ำหนัก 79.5% ของการส่งออก ติดลบ 2.15% น่าห่วงสุดคือ กลุ่มรถยนต์และส่วนประกอบ ติดลบครั้งแรกในรอบ 24 เดือน 5.72% อิเล็กทรอนิกส์ ลบ 11.35% อัญมณีและเครื่องประดับ ลบ 8.33% พลาสติก ลบ 3.90% เครื่องจักรกล ลบ 12.22% สิ่งทอ ติดลบ 1.43% เป็นต้น


พิจารณารายตลาดพบว่า ส่วนใหญ่ติดลบ โดยเฉพาะ “ตลาดจีน” ซึ่งมีสัดส่วน 11.34% ส่งออกติดลบ 8.1% โดยสินค้าสำคัญที่ส่งออกหดตัว คือ เครื่องจักร ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ส่วนประกอบยานยนต์ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า “ตลาดสหรัฐ” ซึ่งมีสัดส่วน 11% ของการส่งออก ขยายตัวถึง 25.7% จากการส่งออกกลุ่มอาวุธ กระสุน และส่วนประกอบ มีสัดส่วนถึง 17.29% ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4,733.7% รถยนต์ ขยายตัว 26.37% ผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัว 18.27% เครื่องจักรกล ขยายตัว 15.31% สิ่งทอขยายตัว 10.19% ขณะที่กลุ่มคอมพิวเตอร์ ติดลบ 13.63% และอัญมณีและเครื่องประดับ ติดลบ 6.13%

ทุนจีนย้ายฐานเข้าไทย

ขณะเดียวกัน ภาพการย้ายฐานการลงทุนเริ่มปรากฏชัด ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชี้ว่า จีนขยายการลงทุนเข้ามาในไทยเพิ่มเป็นเบอร์ 2 รองจากญี่ปุ่น ไตรมาสแรกจีนยื่นขอบีโอไอ 38 โครงการมูลค่าลงทุน 9,072 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 23 โครงการ 2,836 ล้านบาท นักลงทุนสหรัฐยื่นขอบีโอไอ 8 โครงการ มูลค่า 385 ล้านบาท จากช่วงเดียวกัน ปีก่อน 6 โครงการมูลค่า 1,183 ล้านบาท และพบว่านักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนโครงการขนาดใหญ่เกินกว่า 1,000 ล้านบาท5 โครงการ เช่น ผลิตล้อยาง เครื่องปรับอากาศ วงล้ออะลูมิเนียม chip resiter

นายวุฒิไกร ลีวีระ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เดือน ม.ค.-พ.ค. 2562 คณะกรรมการการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว อนุมัติให้ต่างด้าวทำธุรกิจในไทย 83 ราย ลดลง 31 ราย หรือลดลง 27% มูลค่าเงินลงทุน 10,913 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 5,412 ล้านบาท หรือเพิ่ม 98% เป็นบริษัทจีน 5 ราย เงินลงทุน 289 ล้านบาท บริษัทสหรัฐ 2 ราย เงินลงทุน 60 ล้านบาท

ไทยลุ้นอานิสงส์ส่งออก

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) ระบุว่า สินค้าลอตใหม่ที่สหรัฐ เตรียมขึ้นภาษีจีนมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น เป็นสินค้าส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดที่สหรัฐนำเข้าจากจีน ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ อาหาร อุปกรณ์/เครื่องใช้ภายในบ้าน เสื้อผ้าและรองเท้า เครื่องประดับ หากสหรัฐเดินหน้าขึ้นภาษีจริง จะกระทบผู้บริโภคสหรัฐ แต่กระทบจีนไม่มากนัก และไทยมีโอกาสส่งออกเพิ่มในตลาดสหรัฐ 725 รายการ มูลค่า 200-1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อาทิ อาหารเครื่องปรุงอาหาร เสื้อผ้าและผ้าผืน รองเท้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องประดับ ของใช้ในบ้านวันที่ 29 พ.ค.นี้ จะประชุมตัวแทนอุตสาหกรรมกว่า 20 สมาคม/กลุ่ม เพื่อหารือและปรับกลยุทธ์ผลักดันการส่งออก และจะนำผลหารือเสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) กำหนดแนวทางการรับมือสงครามการค้า และยุทธศาสตร์การค้าระยะยาว และประชุมภาคอุตสาหกรรมยานยนต์

อัญมณีไทยติดลบหนัก

ด้าน นายสมชาย พรจินดารักษ์ ประธานสมาพันธ์อัญมณีเครื่องประดับและโลหะมีค่าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สงครามการค้าส่งผลกระทบการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศผู้นำเข้าจะชะลอตัว การใช้จ่ายซื้อสินค้ามีความระวังมากขึ้น ความต้องการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับลดลง โดยการส่งออกช่วงครึ่งปีหลัง 2562 จะเห็นผลชัดเจน คาดว่าทั้งปีนี้การส่งออกน่าจะติดลบ โดยผู้ส่งออกต้องปรับตัวมุ่งเน้นหาตลาดใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย อาเซียน หรือตลาดยุโรปบางประเทศ เช่น เยอรมนี ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเบร็กซิต และเศรษฐกิจกำลังดีขึ้น

อิเล็กทรอนิกส์-ชิ้นส่วนรถอ่วม

ขณะที่ นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารTMB Analytics กล่าวว่า สงครามการค้าจะทำให้สถานการณ์การค้าโลกติดลบหนักขึ้น ล่าสุดส่งออกของจีนติดลบ 5-6% จากที่เคยเป็นบวก 5-6% จะทำให้ตัวเลขส่งออกของไทยปีนี้จะขยายตัวแค่ 0.5% หนักสุด คืออิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เข้าสู่วัฏจักรขาลงเต็มที่เรียกได้ว่า “ตกเหว” ยอดส่งออกจากเกาหลี ไต้หวัน ตัวเลขติดลบมาก นอกจากนี้มีชิ้นส่วนยานยนต์บางรายการที่ไทยส่งออกไปจีน แล้วจีนส่งต่อไปยังสหรัฐ เช่น คอนเดนเซอร์แอร์รถยนต์ หรือวัตถุดิบที่ใช้ทำ ECU เป็นต้น

ส่วนสินค้าที่ได้ประโยชน์จากเทรดวอร์ คือ สินค้ากลุ่มอาหาร และอุปกรณ์การแพทย์บางอย่างซึ่งมีการส่งออกทดแทนไปยังจีน รวมถึงที่มีบริษัทจีนที่หนีมาเปิดโรงงานในไทย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค อย่างยางรถยนต์ที่จีนย้ายฐานผลิตมาไทย ตั้งแต่ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ จากเมื่อก่อนการส่งออกยางรถยนต์จากไทยมีแต่บริษัทไทย แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทจีนที่มาผลิตในไทยส่งออกยางรถยนต์ไปสหรัฐถึง 2 ใน 3ของยอดการส่งจากไทยไปสหรัฐทั้งหมด

https://www.prachachat.net/motoring/news-330925
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 27th, 2019, 02:53 PM   #128
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

FTA พลิกวิกฤตเทรดวอร์ รุกตลาดฮ่องกง-ญี่ปุ่น 5 แสนล้าน

วันที่ 27 May 2019 - 18:00 น.

การทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ไทยมองข้ามไม่ได้เลย ท่ามกลางปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่กำลังบานปลาย ส่งผลให้การส่งออกไทยทรุดต่ำลง ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 1/2562 ขยายตัว 2.8% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 3.6% เป็นผลจากการส่งออกที่หดตัว 3.6% คาดว่าการส่งออกทั้งปีจะขยายตัว 3%

ขณะนี้ไทยเดินหน้าทำ FTA กับประเทศในเอเชียตะวันออก ซึ่งไม่เพียงเป็นเครื่องมือขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อทดแทนการส่งออกในสองตลาดดังกล่าว แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาคด้วย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ฮ่องกง และสมาชิกอาเซียน ได้แก่ เมียนมา สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม แจ้งความพร้อมที่จะใช้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง (ASEAN-Hong Kong Free Trade Agreement : AHKFTA) ทำให้ความตกลงจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. 2562 และฮ่องกง สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ และไทย ยังได้แจ้งความพร้อมในการใช้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างอาเซียน-ฮ่องกง (ASEAN-Hong Kong Investment Agreement :
AHKIA) ทำให้ความตกลงจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 17 มิ.ย. 2562



AHKFTA เปิดเสรีการค้า-ลงทุน

ประโยชน์ในด้านการค้าที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ AHKFTA “ฮ่องกง” ตกลงว่า ในอนาคตจะไม่ขึ้นภาษีสินค้า จากปัจจุบันที่ฮ่องกงเป็นประเทศเก็บภาษี 0% ทุกรายการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกสินค้าไปฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น และยังเจาะเข้าสู่ตลาดจีนได้ด้วย ส่วนฮ่องกงจะได้ประโยชน์จากการที่อาเซียนลดภาษีสินค้านำเข้าจากฮ่องกงให้ต่ำลง

พร้อมกันนี้ ฮ่องกงจะเปิดตลาดภาคบริการให้อาเซียนมากกว่าที่ผูกพันกับองค์การการค้าโลก (WTO) โดยเฉพาะสาขาบริการที่ไทยเรียกร้อง เช่น การผลิตเนื้อหารายการแก่ผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ไทยสามารถถือหุ้นได้ 100% แบบไม่มีเงื่อนไข ช่วยให้เอกชนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาดังกล่าวสามารถเข้าไปดำเนินธุรกิจครบวงจรในฮ่องกง ด้านการลงทุนตามความตกลง AHKIA จะคุ้มครองการลงทุน หลังจากที่ได้เข้ามาจัดตั้งธุรกิจ และการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนของอาเซียนและฮ่องกง เช่น มีกระบวนการยื่นขออนุมัติการลงทุนที่สะดวกขึ้น ทั้งยังสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านกฎระเบียบ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งสองฝ่าย การปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกับนักลงทุนในประเทศ กระบวนการยื่นขออนุมัติการลงทุนที่สะดวกขึ้น และส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน

ขณะที่ไทยอนุญาตให้ผู้ให้บริการฮ่องกงเข้ามาลงทุนในไทย ใน 74 สาขาย่อย อาทิ สามารถถือหุ้นได้ 75% ในสาขาบริการให้คำปรึกษาในการร่างเอกสารเกี่ยวกับกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (ไม่รวมกฎหมายในประเทศ) 49% ในสาขาบริการผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 40% ในสาขาบริการวิดีโอเท็กซ์ และ 25% ในสาขาบริการให้เช่าวงจร เป็นต้น

รีวิวอาเซียน-ญี่ปุ่น

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ ในการประชุมรัฐมนตรี RCEP สมัยพิเศษ ครั้งที่ 7 เมื่อเดือน มี.ค. 2562 ที่กัมพูชา อาเซียนและญี่ปุ่นได้ลงนามในพิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) เพื่อเพิ่มเติมข้อตกลงด้านการค้าบริการ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และการลงทุนในความตกลง AJCEP เดิมที่ได้จัดทำตั้งแต่ปี 2552 โดยเป็นความตกลงซึ่งครอบคลุมเฉพาะเรื่องการค้าสินค้า และคาดว่าพิธีสารฉบับแก้ไขดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับภายในครึ่งปีหลังของปี 2562

โอกาสของไทยที่จะได้รับจากการ AJCEP ไทยจะได้ประโยชน์จากการที่ญี่ปุ่นเปิดตลาดธุรกิจบริการให้กับอาเซียนเพิ่มเติมในระดับสูงกว่าที่ญี่ปุ่นผูกพันกับ WTO เช่น บริการด้านวิจัยและพัฒนา บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ บริการวิชาชีพ บริการโสตทัศน์ บริการก่อสร้าง บริการจัดจำหน่าย บริการสิ่งแวดล้อม บริการการเงิน และบริการขนส่งในบางกิจกรรม เป็นต้น โดยญี่ปุ่นเปิดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้ 100%

ทั้งนี้ หากความตกลง 2 ฉบับมีผลสำเร็จ ไทยจะสามารถขยายตลาดซึ่งมูลค่าการค้ารวม 582,465.96 ล้านบาทได้ ตามข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ระบุว่า ฮ่องกง เป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกันช่วงไตรมาส 1 เท่ากับ 108,977.09 ล้านบาท ลดลง 20.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ไทยส่งออก 86,527.10 ล้านบาท ลดลง 13.98% นำเข้า 35,951.79 ล้านบาท ลดลง 37.56% โดยไทยได้ดุลการค้าฮ่องกง 64,077.11 ล้านบาท ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 473,488.87 ล้านบาท ลดลง 1.47% ไทยส่งออก 201,906.08 ล้านบาท ลดลง 2.04% นำเข้า 271,582.80 ล้านบาท ลดลง 0.96% ไทยขาดดุล การค้า 69,676.72 ล้านบาท



ความตกลง AJCEP ดึงนักลงทุนญี่ปุ่นเข้า EEC
ในความตกลง AJCEP ญี่ปุ่นเปิดตลาดบริการเพิ่มเติมให้กับไทย เพิ่มจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) เช่น บริการด้านการแพทย์และทันตกรรม และบริการด้านวิชาชีพพยาบาล เป็นต้น และญี่ปุ่นยังเปิดตลาดบริการเพิ่มเติมให้ไทยตามที่ได้เรียกร้อง เช่น ก่อสร้าง การท่องเที่ยว โทรคมนาคม เป็นต้น จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนไทย ส่วนไทยได้เปิดตลาดบริการด้านการวิจัยและพัฒนา การให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ และบริการด้านสิ่งแวดล้อมให้กับญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานภาคบริการของไทย

ด้านการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา ญี่ปุ่นจะอนุญาตการเข้าเมืองและพำนักอยู่ในประเทศเป็นการชั่วคราวแก่บุคคล 6 ประเภท เช่น 1.นักธุรกิจที่พำนักระยะสั้น 2.ผู้โอนย้ายภายในบริษัท 3.บุคคลธรรมดาที่ปฏิบัติงานและมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและองค์ความรู้ระดับสูง 4.นักลงทุนของอาเซียน 5.บุคคลธรรมดาที่ให้บริการด้านวิชาชีพของอาเซียน และ 6.คู่สมรสและทายาท โดยอนุญาตให้เข้ามาบริการใน 145 สาขาย่อย ยกเว้นบริการสาขาย่อยภายใต้บริการด้านสุขภาพและสังคม บริการอนุญาโตตุลาการ บริการรักษาความปลอดภัย บริการที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะน้ำมันและเหมืองแร่ บริการวิทยุและโทรทัศน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การลงทุนได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครอง ส่งเสริมและอำนวยความสะดวก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นในฐานะนักลงทุนอันดับหนึ่งของไทย ให้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) สาขายานยนต์แห่งอนาคต อากาศยาน เครื่องมือแพทย์ หุ่นยนต์ อุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี เป็นต้น ซึ่งจะช่วยยกระดับภาคการผลิตของไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระดับโลกได้

https://www.prachachat.net/economy/news-331521
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 27th, 2019, 04:25 PM   #129
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

‘ไทย’ ร่วมวงถูก ‘จีน’ เก็บอากรตอบโต้ทุ่มตลาดฟีนอล

วันนี้ (27 พ.ค.) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศแผนการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดชั่วคราว สำหรับสารประกอบฟีนอล (phenol) ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป (EU) เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย

อ้างอิงผลการสอบสวนเบื้องต้นที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมี.ค. ปีก่อน กระทรวงฯ ตัดสินว่าสารประกอบฟีนอลที่นำเข้าจากภูมิภาคดังกล่าว สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างมาก

กระทรวงฯ จึงกำหนดว่าผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องวางเงินมัดจำกับกรมศุลกากรจีน โดยคำนวณมูลค่าจากส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด (dumping margin) ซึ่งอยู่ระหว่างร้อยละ 11.9-129.6

อนึ่ง ฟีนอลเป็นสารประกอบอินทรีย์แอโรแมติก (aromatic compound) ที่มักถูกนำไปใช้เป็นสารกันเสียในยาและในการเจือจางสารละลาย

http://www.xinhuanet.com/english/201..._138093760.htm
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 28th, 2019, 12:46 PM   #130
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

American Chamber of Commerce in the People's Republic of China (AmCham China), Nomura และ JP Morgan ได้ทำการสำรวจบริษัทเอกชนที่มีฐานการผลิตอยู่ในจีนเรื่องของปลายทางที่น่าสนใจหากจะมีการย้ายฐานการผลิตจากผลกระทบของสงครามการค้า

โดยทั้ง 3 สถาบันระบุตรงกันว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ส่วน อินเดียในสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด

27/5/2562 Bangkokbiznews

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 29th, 2019, 01:43 PM   #131
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

ศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น 5 อันดับ อยู่ที่ 25 จากการประกาศของ IMD

วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 - 15:51 น.

ศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น 5 อันดับ สภาพัฒน์ และTMA เผยผลการจัดอันดับฯ จาก IMD ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 25 จากอันดับที่ 30
แข่งขันไทยดีขึ้น 5 อันดับ – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ร่วมกับสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) เผยผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2562 โดยเขตเศรษฐกิจที่มีอันดับสูงสุด 5 อันดับแรกคือ สิงคโปร์ เลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 แทนที่สหรัฐอเมริกาซึ่งลดอันดับลงไปเป็นที่ 3 รองลงมาคือ ฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตามลำดับ ทั้งนี้ IMD ทำการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก

สำหรับเขตเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับ 5 เขตเศรษฐกิจ มีอันดับดีขึ้นเกือบทั้งหมด ประกอบด้วยสิงคโปร์ซึ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 มาเลเซียมีอันดับคงที่ ที่ 22 เช่นเดียวกับปีที่แล้วส่วนประเทศไทยสูงขึ้น 5 อันดับ จากอันดับที่ 30 เป็น 25 อินโดนีเซียมีอันดับดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากอันดับที่ 43 เป็น 32 และฟิลิปปินส์ จากอันดับที่ 50 เป็น 46

เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของไทย จากผลการจัดอันดับที่แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มีผลการจัดอันดับดีขึ้น 3 ด้าน ประกอบด้วยด้านสภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจลดลง 2 อันดับ

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่ในปีนี้ผลการจัดอันดับของประเทศไทยดีขึ้นถึง 5 อันดับ โดยที่ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของภาครัฐดีขึ้นถึง 2 อันดับ ในด้านเศรษฐกิจนั้น ปรากฏว่าด้านการลงทุนต่างประเทศ (International Investment) มีอันดับที่ดีขึ้นมากเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากต่างประเทศ ในขณะที่การปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจก็ส่งผลให้อันดับด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (business legislation) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของประสิทธิภาพของภาครัฐดีขึ้นถึง 4 อันดับ ซึ่งก็นับว่าเป็นผลจากการที่รัฐบาลได้มีแนวทางที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย คล่องตัว และส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในการให้บริการให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแก้ปัญหาปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างในทุกด้าน และกำลังผลักดันต่อไปให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและในวงที่กว้างขวางมากขึ้น

นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาและตลอดช่วงปีนี้สภาพัฒน์ฯ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ได้พยายามผลักดันและประสานให้เกิดการขับเคลื่อนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยที่ในด้านข้อมูลสภาพัฒน์ก็ได้ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ในการผลักดันและสร้างความตระหนักอย่างต่อเนื่องให้หน่วยงานเจ้าภาพข้อมูลมีการจัดระบบข้อมูลที่ใช้ในการจัดอันดับของสถาบัน IMD ให้มีความถูกต้อง และทันสมัย

ขณะเดียวกันในปีนี้สภาพัฒน์ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วนของสังคมถึงความสำคัญของความสามารถในการแข่งขันที่มีต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อที่ทุกภาคส่วนจะได้ช่วยกันดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบหรือเกี่ยวข้อง โดยสภาพัฒน์ได้ดำเนินการโครงการที่เรียกว่า “การสร้างอนาคตประเทศไทย” หรือ “Futurising Thailand” โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท 101% ซึ่งโครงการนี้ทำหน้าที่ในการสื่อสารสาธารณะในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสาธารณชนในทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องจุดเน้นหลักของนโยบายที่จะยกระดับขีดความสามารถทั้งในเรื่องทุนมนุษย์ กฎระเบียบ และการพัฒนาในระดับพื้นที่ที่จะพัฒนาขีดความสามารถให้มีความทั่วถึงในระดับพื้นที่ รวมทั้งรัฐบาลก็ได้มีการเร่งรัดให้หน่วยงานดำเนินแผนงาน/โครงการที่จะส่งผลต่อการพัฒนาทั้ง 4 ด้านที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อยกอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นตามลำดับ

ด้านน.ส.วรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่ในปีนี้ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 5 อันดับเป็นอันดับที่ 25 ซึ่งนับเป็นอันดับสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ผลการจัดอันดับดีขึ้น ยังมีประเด็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่เป็นรากฐานของการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวที่มีอันดับสูงขึ้นถึง 4 อันดับจากปีที่แล้ว อันเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของทั้งภาครัฐและเอกชนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของประเทศเพิ่มอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเอกชนที่ปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาคิดเป็นร้อยละ 0.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)จากสัดส่วนการลงทุนทั้งหมดร้อยละ 1 ของ GDP อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นประเด็นท้าทายของประเทศ คือ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาช่วยเพิ่มมูลค่าและผลิตภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจขนาดย่อมและภาคการเกษตร รวมถึงการพัฒนากำลังคนให้เท่าทันเทคโนโลยีและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคต โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ได้ลงทุนไปเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้และบริการทางสังคมต่างๆอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ TMA ได้มีบทบาทในการทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศมาตั้งแต่ 2540 นับตั้งแต่ TMA ได้เข้าร่วมเป็น Partner Institute กับสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในโครงการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดโครงการ Thailand Competitiveness Enhancement Program มาตลอดระยะเวลา 10 ปี เพื่อประสานความร่วมมือของภาคเอกชนกับภาครัฐ ผลักดันให้เกิดการพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมี TMA Center for Competitiveness เป็นหน่วยงานหลักในการประสานและขับเคลื่อนโครงการฯ

“เป้าหมายของ TMA ยังคงมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันทั้งในระดับบุคคล ระดับองค์กร และระดับประเทศ ภายใต้แนวคิดหลัก 3 ประการ คือ การสร้างความร่วมมือ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการเพิ่มศักยภาพความเป็นผู้นำและบริหารจัดการ และในวันที่ 3-4 ก.ค. 2562 สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จะมีการจัดสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2019 ภายใต้หัวข้อ Rethinking the Future ที่จะกล่าวถึงสภาพการแข่งขันภายใต้บริบทใหม่ของโลก ความพร้อม และอนาคตของประเทศไทยในโลกยุคใหม่ รวมถึงการร่วมกันจัดทำโครงการต้นแบบสำหรับอนาคต” น.ส.วรรณวีรากล่าวทิ้งท้าย

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2563328
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 29th, 2019, 01:44 PM   #132
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

ไตรมาส 1 สินค้าเกษตรไทยไปอาเซียนส่งออกเกินดุล 53,244 ล้าน ขณะที่คู่ค้า มะกัน-ญี่ปุ่น-อียู-จีน ฉลุย

วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 - 22:58 น.


นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรไทยกับอาเซียน ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2562 (ม.ค. – มี.ค. 2562) พบว่า ไทยยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าในอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 53,244 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล อาหารปรุงแต่งจากเนื้อปลา เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ข้าวเจ้าและข้าวหอมมะลิ ผลไม้ และยางพาราธรรมชาติ สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ อาหารปรุงแต่ง วัตถุปรุงแต่งอาหาร ของปรุงแต่งจากผักและผลไม้ เป็นต้น

การค้าสินค้าเกษตร (พิกัดศุลกากร 01 – 24) และยางพาราธรรมชาติ (พิกัดศุลกากร 4001) ในช่วงม.ค. – มี.ค. 2562 จากไทยไปยังอาเซียน พบว่า มูลค่าการค้ารวม 107,160 ล้านบาท ลดลง 4.56% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 โดยมี มูลค่าการส่งออก 80,202 ล้านบาท ลดลง 3.08% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 และมูลค่าการนำเข้า 26,958 ล้านบาท ลดลง 8.69% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 อย่างไรก็ดี ในภาพรวมแล้วไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียนเป็นมูลค่า 53,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.02% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561

สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและยางพาราธรรมชาติของไทยไปยังอาเซียนเป็นรายประเทศ พบว่า ไทยส่งออกไปยังเวียดนามมีมูลค่าเป็นอันดับ1 เป็นสัดส่วน 22% รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 17% อินโดนีเซีย 16% กัมพูชา 12% ตามลำดับ และหากพิจารณาดุลการค้า พบว่า ไทยได้เปรียบดุลการค้าของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เวียดนามเป็นอันดับ 1 โดยคิดเป็นมูลค่าที่ได้เปรียบดุลการค้าเท่ากับ 13,154 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 10,146 ล้านบาท อินโดนีเซีย 7,698 ล้านบาท กัมพูชา 5,892 ล้านบาท และฟิลิปปินส์ 5,569 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากการติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับอาเซียนแล้ว สศก. ยังได้ติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับตลาดหลักที่เป็นคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป และจีน โดย พบว่า ไตรมาส 1 ปี 2562 ไทยได้เปรียบดุลการค้า จีน จำนวน 31,861 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา จำนวน 11,564 ล้านบาท ญี่ปุ่น จำนวน 35,200 ล้านบาท และสหภาพยุโรป จำนวน 18,215 ล้านบาท

ซึ่งช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 สถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยมีทิศทางดีขึ้น มีการขยายตัวของการส่งออกในตลาดอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลดลง แต่การส่งออกไปยังตลาดจีนนั้น ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากนโยบายตอบโต้สงครามการค้าของจีน ที่มีการพึ่งพาตนเอง บริโภคสินค้าภายในประเทศ และลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ไทยควรขยายตลาดสินค้าเกษตรสำคัญๆ เช่น กลุ่มผลไม้ ไปยังตลาดอื่นๆ ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อทดแทนการพึ่งพาตลาดจีน และลดการแข่งขันกับประเทศเวียดนาม ที่เป็นคู่แข่งของไทยในกลุ่มสินค้าผลไม้ โดยมีข้อได้เปรียบไทยในเรื่องการมีพรมแดนติดกับจีน จึงทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำกว่า และมีระยะเวลาการขนส่งน้อยกว่า

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2561647
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 31st, 2019, 03:58 PM   #133
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

พาณิชย์หั่นเป้าส่งออกเหลือ 3%

2019-05-31

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้ปรับเป้าส่งออกปี 62 จากเดิมขยายตัว 8%เหลือ 3% จากปัจจัยเสี่ยงจำนวนมาก เช่น สงครามการค้าสหรัฐ-จีน รวมถึงเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัวลง เป็นต้น อย่างไรก็ตามกรมจะเร่งผลักดันการส่งออกให้ได้มูลค่าต่อเดือน 2.1-2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงที่เหลือปีนี้อย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย

มอบนโยบายการปฏิบัติงานให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือ ทูตพาณิชย์ จาก 53สำนักงานทั่วโลกว่า ให้ทูตพาณิชย์ นำแผนเจาะตลาดรายภูมิภาครวมถึงเมืองรอง ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะตลาดอินเดีย จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น ส่วนตลาดอาเซียน อยากให้เน้นให้มาก เร่งขจัดอุปสรรคทำให้สินค้าเข้าไปได้ง่าย และมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่ถูกที่สุด เพราะตราสินค้าไทยเป็นทึ่ยอมรับอยู่แล้ว และขอให้รุกตลาดช่วงครึ่งปีหลังให้หนัก อย่าเพิ่งมองยาวถึงปีหน้า ดึงกระทรวงการต่างประเทศมาร่วมคุยกับลูกค้า เพื่อให้เข้าถึงตลาดอย่างแท้จริง

https://www.dailynews.co.th/economic/712191
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 31st, 2019, 04:55 PM   #134
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

จีนบุกอีอีซี เทรดวอร์บีบย้ายฐาน ‘WHA-อมตะ’เปิดพื้นที่รับอุตฯยานยนต์

29 May 2019


สงครามการค้าบีบทุนจีนเร่งย้ายฐานชัดขึ้น ค่ายนิคมฯอีอีซี “WHA-อมตะ” สุดคึก กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน โลจิสติกส์แห่ขอซื้อที่ พร้อมจีบขอร่วมทุน อีกด้านสินค้าจีนทะลักไทย แค่ 4 เดือนแรกขาดดุล 2 แสนล้าน

สงครามการค้าที่สหรัฐฯยังเดินหน้ากดดันจีนต่อเนื่อง นอกจากส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า และตลาดหุ้นทั่วโลกในเวลานี้แล้ว ยังกระทบชิ่งถึงประเทศไทยที่ได้รับผลทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านหนึ่งมีผลให้นักลงทุนจีนที่มุ่งเป้าผลิตสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ เริ่มเคลื่อนไหวในการย้าย/ขยายฐานการผลิตมาไทยเพื่อใช้เป็นฐานใหม่ในการส่งออกไปสหรัฐฯแทนฐานผลิตในจีน แต่อีกด้านหนึ่งมีสินค้าจีนทะลักเข้าไทยเพิ่มขึ้น รุมซื้อที่“WHA-อมตะ”นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เผยกับ“ฐานเศรษฐกิจว่า การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรอบ 2 ของสหรัฐฯจาก 10 % เป็น 25 % รวมกว่า 5,700 รายการ มีผลเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ได้ส่งผลให้กลุ่มนักลงทุนจีนทยอยเข้ามาสำรวจพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีมากขึ้น

เห็นได้จากในช่วงกว่า 4 เดือนของปีนี้ มีนักลงทุนจีนเข้ามาเจรจาซื้อที่ดินในนิคมของบริษัท คิดเป็นพื้นที่ราว 2,000 ไร่แล้ว ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สูงกว่าเป้าหมายในการขายที่ดินของบริษัทในปีนี้ตั้งไว้เพียง 1,400 ไร่ เท่านั้น

โดยนักลงทุนจีนที่เข้ามาจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นหลัก รองลงมา เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค และโลจิสติกส์ เป็นต้นทั้งนี้จากสงครามการค้าที่เกิดขึ้น ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ส่งผลให้ไทยได้อานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าว

โดยเฉพาะพื้นที่นิคมที่มีความต้องการของนักลงทุนจีน เพราะไม่เพียงแต่มาลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ แต่นักลงทุนจีนยังสนใจที่จะขอร่วมทุนกับบริษัท เพื่อจัดหาพื้นที่รองรับการลงทุนจีนที่จะทะลักเข้ามาโดยเฉพาะด้วย“ปัจจัยสงครามการค้าที่รุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนจีนที่ต้องการขยายฐานการผลิตออกนอกประเทศ ตัดสินใจเร็วขึ้น ที่จะขยายการลงทุนไปต่างประเทศ

ซึ่งไทยมีอีอีซี ถือเป็นจุดดึงดูดที่สำคัญที่จะทำให้นักลงทุนจีนมาลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มอาลีบาบา ที่ตัดสินใจด้านอี-คอมเมิร์ซไปแล้วราว 1.3 หมื่นล้านบาท หลังจากไปเยือนหังโจว เมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ยืนยันว่าจะเข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นอีก”

นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า หลังจากสหรัฐฯปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนรอบ 2 ทำให้สงครามการค้ามีความรุนแรงมากขึ้น เป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนจีนตัดสินใจเร็วขึ้นที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศ มีไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายเนื่องจากมีนโยบายอีอีซีรองรับ

ซึ่งเป็นผลดีกับบริษัทที่จะขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรม 2 แห่งได้มากขึ้น จากปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ 950 ไร่ เนื่องจากมีนักลงทุนจีน ติดต่อเข้ามาและลงสำรวจพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แค่ 4 เดือนกว่าของปีนี้มีการเจรจาและเข้ามาดูพื้นที่ลงทุนแล้วไม่ตํ่ากว่า 500 ไร่

โดยเฉพาะในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้ารอบ 2 นักลงทุนจีนยิ่งเข้ามาหารือมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ซึ่งหลังจากนี้จะติดตามสถานการณ์ต่อไป และอาจจะปรับเป้าหมายในการขายที่ดินหลังจากครึ่งปีหลังไปแล้ว

มาแล้วสินค้าจีนทะลักไทยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในด้านลบจากสงครามการค้า ส่งผลให้สินค้าจีนที่ถูกขึ้นภาษีสูงต้องหาที่ระบายสินค้า ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายซึ่งขณะนี้มีรูปธรรมการนำเข้าสินค้าจีนของไทยที่เพิ่มสูงขึ้น และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยขาดดุลการค้าจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยปี 2561 ไทยขาดดุลการค้าจีน 6.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.3 แสนล้านบาท และช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ไทยขาดดุลจีน 2.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.9 หมื่นล้านบาท (กราฟิกประกอบ)“การนำเข้าสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้นมาจาก 3 ช่องทางคือ

1. การค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน เช่นเครืออาลีบาลา และอื่นๆ

2.ผ่านผู้นำเข้าหรือบริษัทเอสเอ็มอีของไทยที่นำสินค้าจีนมาจำหน่าย หลังจากสู้ราคาสินค้าจีนไม่ไหว บางรายปิดตัวลง หรือปิดไลน์ผลิตหันนำเข้าสินค้าจีนมาขายแทนเพราะถูกกว่า และ

3.การลักลอบนำเข้าตามตะเข็บชายแดนประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะกองทัพมดเพื่อเลี่ยงภาษี ซึ่งหากสงครามการค้ายืดเยื้อ สินค้าจีนจะทะลักเข้ามามากขึ้น”เรื่องนี้ขอให้รัฐบาลช่วยดูแลเพื่อไม่ให้สินค้าจีนมาดัมพ์ราคาขายถูก ทำให้ผู้ประกอบการไทยเดือดร้อนมากขึ้นทุกขณะ เช่นกระทรวงพาณิชย์ช่วยดูแลเรื่องการทุ่มตลาด กระทรวงการคลังเรื่องการจัดเก็บภาษี รวมถึงด่านศุลกากร ตำรวจ ทหารให้ช่วยดูแลสอดส่องสินค้าลักลอบนำเข้าให้เข้มงวด และเสนอให้ตั้งวอร์รูมร่วมภาครัฐและเอกชน(กกร.) และสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้อง

โดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้เพื่อติดตามและวางแผนรับมือสถานการณ์ได้ดีขึ้นนายสินเมธ อิ่มเอม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฟูจิตสึ เจเนอรัล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ปัญหาเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนทะลักเข้ามาทำตลาดในไทยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่มีสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนเท่านั้น

แต่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ไทยมีความตกลงการค้าเสรีกับจีน(ในนาม FTAอาเซียน-จีน)ที่ได้ปรับเพดานภาษีนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนไม่เกิน 5% ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายจากจีนได้เข้ามาทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของการนำแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนเข้ามาทำตลาด และการนำชิ้นส่วนจากจีนเข้ามาประกอบในแบรนด์ไทย แต่

ทั้งนี้ยังไม่กระทบต่อภาพรวมการแข่งขันในตลาดมากนักเนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังนิยมสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่น และเกาหลี

หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,474 วันที่ 30 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562

http://www.thansettakij.com/content/402144

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 1st, 2019, 05:23 PM   #135
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

บุก‘เบลเยียม’กับไทยยูเนี่ยนฯ ตะลุยงาน‘ซีฟู้ด เอ็กซ์โป’

วันที่ 1 มิถุนายน 2562 - 14:24 น.


บุก‘เบลเยียม’กับไทยยูเนี่ยนฯ ตะลุยงาน‘ซีฟู้ด เอ็กซ์โป’
บุก‘เบลเยียม’กับไทยยูเนี่ยนฯ ตะลุยงาน‘ซีฟู้ด เอ็กซ์โป’ – ขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในภาวะถดถอย และเผชิญกับผล กระทบจากสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจสหรัฐอเมริกากับจีน หากแต่วัฏจักรตลาดการค้าก็ยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางกระแสโลกที่ทุกภาคส่วนต้องพัฒนาไปสู่หลักของความยั่งยืน

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจอาหารทะเลที่ได้รับความไว้วางใจจากทั่วโลก จับมือกับบริษัทคาลิสต้า เปิดตัวเนื้อกุ้งจากฟาร์มที่เลี้ยงด้วย ‘ฟีดไคนด์ โปรตีน’ อาหารสัตว์โปรตีนทางเลือก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลก ในงาน ซีฟู้ด เอ็กซ์โป โกลบอล และซีฟู้ด โปรเซสซิ่ง โกลบอล ที่บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

โอกาสนี้ นายฤทธิรงค์ บุญมีโชค ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็ง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ซึ่งพาทีมสื่อมวลชนไทยเดินทางไปชมงาน พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงความก้าวหน้าการพัฒนาอาหารกุ้งดังกล่าว

● เลี้ยงกุ้งด้วยฟีดไคนด์ โปรตีน

แน่นอนว่ากุ้งซื้อที่ไหนก็ได้ แต่วันนี้หลายประเทศและลูกค้าอยากรู้ว่ากุ้งที่ซื้อมาโตด้วยอะไร ซื้อจากฟาร์มไหน สะท้อนว่าเขาต้องการเรื่องความยั่งยืนด้วย ไทยยูเนี่ยนจึงร่วมมือกับคาลิสต้าทำอาหารกุ้ง โดยไม่ใช้ปลาป่นที่นำลูกปลามาทำ แต่ใช้ปลาป่นที่เหลือจากอุตสาหกรรมปลาทูน่า

หมายความว่าปลาหนึ่งตัวที่เราจับมาทำอาหารคนแล้ว ยังได้ใช้ทุกส่วนของปลา ทั้งน้ำมันปลา กระดูกปลา หัวปลา ลูกตาปลา หนังปลา มาทำให้เกิดประโยชน์

บุก‘เบลเยียม’กับไทยยูเนี่ยนฯ ตะลุยงาน‘ซีฟู้ด เอ็กซ์โป’

โปรเจ็กต์นี้ได้รับการตอบสนองจากลูกค้าหลายๆ กลุ่ม โดยเฉพาะลูกค้ายุโรปและประเทศอื่นๆ ที่สนใจเรื่องความยั่งยืน เราในฐานะผู้ผลิต-ผู้ขายทั้งในและต่างประเทศ หน้าที่เราคือก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง หากคิดว่าแค่ซื้อกุ้งและซื้อปลามาผลิตแล้วขายอย่างเดียวยังไม่พอ ทำให้ไทยยูเนี่ยนเริ่มเข้ามาทำเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง

● ต้นทุนแพงกว่ากุ้งปกติ

เราเป็นเจ้าแรกของโลกที่ทำฟีดไคนด์ฯ แน่นอนต้นทุนแพงขึ้นทุกไอเดียใหม่ๆ ในโลก บางทีคอนเซ็ปต์ดีแต่ต้องไปทั้งภาคการผลิต ผู้บริโภค วันหนึ่งถ้าตลาดต้องการ ภาคการผลิต ภาคเกษตรก็ไม่มีปัญหา ต้องใช้เวลาในการยอมรับ ซึ่งเชื่อว่าเทรนด์เริ่มมาแล้ว

บุก‘เบลเยียม’กับไทยยูเนี่ยนฯ ตะลุยงาน‘ซีฟู้ด เอ็กซ์โป’

ขณะนี้ทดลองเลี้ยงในฟาร์มของบริษัทที่ จ.สตูล อัตราการเติบโตยังต่ำกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารสูตรปกติเล็กน้อย คือโตช้ากว่าราว 10% แต่อัตราแลกเนื้อพอๆ กัน สมมติวัวหนัก 1 กิโลกรัม ต้องกินอาหาร 30 กิโลกรัม, ไก่อาจเป็น 3 ต่อ 1 ส่วนกุ้งที่กินอาหารฟีดไคนด์ฯ เฉลี่ย 1.2-1.4 กิโลกรัมแล้วแต่ขนาด ดังนั้นกุ้ง 1 ตัน กินอาหาร 1.2-1.4 ตัน ต่อไปต้องปรับปรุงให้เท่ากันหรือดีกว่าสูตรปกติ

● ความแตกต่างจากกุ้งแบบเดิม

วันนี้ไม่มีความแตกต่างเรื่องรสชาติ แต่ต่างในเรื่องการใช้ทรัพยากรในการผลิตที่สำคัญสามารถตรวจสอบกลับ หรือเช็ก ดีเอ็นเอจากเนื้อกุ้งได้เลยว่ามาจากโครงการที่ใช้ไบโอเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือไม่

ส่วนต้นทุนเนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นผลิต การพัฒนา ต้นทุนอาหารกุ้งโปรตีนเมื่อเทียบกับแบบเดิมจึงสูงกว่าประมาณ 14% แต่ถ้ามีวอลุ่มที่มากขึ้นในอนาคตอาจทำให้ราคาถูกลง

เราไม่ได้มองเรื่องการตรวจสอบกลับการใช้ทรัพยากรอย่างเดียว แต่เรามองเรื่องโซเชี่ยล การใช้แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายการปฏิบัติต่อแรงงานที่ดี สังคมรอบข้างคนที่เกี่ยวข้อง เนื่องเพราะลูกค้าบางราย เรื่องคุณภาพสินค้าเป็นเรื่องจำเป็น จึงต้องตอบสนองลูกค้าตั้งแต่ขั้นการหาวัตถุดิบไปสู่กระบวนการผลิตจนส่งถึงมือลูกค้า ซึ่งเราทำตามมาตรฐานทุกขั้นตอน

● มีแผนลงทุนในไทยหรือไม่

หลังจากลงทุนมาทั่วโลกคิดว่าลงทุนในไทยและเอเชียผลตอบแทนน่าจะดีกว่า การบริหารจัดการน่าจะง่ายกว่า แต่ก็ไม่ได้ทิ้งการลงทุนในต่างประเทศ ถ้าเปรียบเทียบกับฟุตบอล เราเตะยูฟ่าคัพหรือบอลโลกมาแล้ว ไปลงทุนที่จีน อเมริกา ยุโรป เมื่อกลับมาเล่นไทยลีกผมว่าเราจะเล่นง่าย เพราะความแข็งแกร่ง ความพร้อมของบริษัท

ดังนั้น เราสนใจมากที่จะลงทุนในประเทศและเรายังเติบโตได้แม้กำลังซื้อภายในจะไม่มาก น่าจะพัฒนาได้โดยเฉพาะอาหารแช่แข็ง ชิลล์ฟู้ด (Chilled Food) ที่ผ่านมาเริ่มลงทุนในบริษัทธรรมชาติ ซีฟู้ด ปีนี้จะซื้อหุ้นเพิ่มจาก 25% เป็น 65%

บุก‘เบลเยียม’กับไทยยูเนี่ยนฯ ตะลุยงาน‘ซีฟู้ด เอ็กซ์โป’

ที่เรามองตลาดในประเทศเพราะคนไทยต้องเลิกกินของที่ถูกรีเจ็กต์ปฏิเสธ (ห้ามนำเข้า) และมาดัมพ์ในประเทศ คนญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรปกินเกรดไหนคนไทยต้องได้กินเกรดเท่ากัน ไม่ได้หวังแค่ยอดขาย แต่หวังจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับซีฟู้ดในประเทศไทย

และอนาคตไม่เพียงลงทุนธุรกิจกุ้ง หรือปลา วันนี้เราเริ่มมองเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ เรื่องอาหาร ที่จะมาซัพพอร์ตความสามารถในการแข่งขัน การทำกำไร

● อุปสรรคการค้าขายตอนนี้

จีเอสพีเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้เรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว หวังว่ารัฐบาลใหม่สนใจเรื่องการคุยเรื่องเอฟทีเออย่างจริงจัง ถ้าเราไม่ทำเวียดนามเขาก็คุยกับยุโรป อเมริกา ดังนั้นเอฟทีเอเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเรื่องภาคการเกษตรด้วย ถ้าไม่ทำอยู่ไม่ได้ อยู่ได้ก็แข่งลำบาก

เมื่อก่อนไทยส่งกุ้งมาที่ยุโรปได้ 2-3 หมื่นตัน ถูกตัดจีเอสพีเมื่อปี 2557 ล่าสุดส่งออกเหลือ 6 พันตัน เมื่อผู้นำเข้าเสียภาษี 4% วันนี้ขึ้นเป็น 12% เราพยายามเพิ่มแวลูแอด สินค้าปรุงแต่ง แปรรูป เมื่อก่อนเสียภาษี 8% ตอนนี้ 20% ขณะที่เวียดนามยังอยู่ 7%

บุก‘เบลเยียม’กับไทยยูเนี่ยนฯ ตะลุยงาน‘ซีฟู้ด เอ็กซ์โป’

อีกทั้งเงินบาทเทียบกับคู่แข่งด้านส่งออกเหมือนๆ กัน เช่น อินโดฯ อินเดีย เวียดนาม ประเทศที่กำลังพัฒนา 2-3 ปีที่ผ่านมาเงินบาทโดยเฉลี่ยแข็งกว่าเขา 12-15% ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกอ่อนลงไป เข้าใจว่าทั้งรัฐบาล แบงก์ชาติคงบริหารจัดการอยู่

แต่ในแง่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม เงินบาทในระดับ 31 บาทกว่า เป็นความลำบากของผู้ประกอบการเมืองไทย ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไปสินค้าเกษตรก็จะกระทบตรงๆ

● ปัญหาสงครามการค้าสหรัฐ-จีน

เป็นผลบวกกับเรามากกว่า ตอนนี้คนจีนเริ่มมองการย้านฐานการผลิต โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวียดนาม และไทย เป็นโอกาสของไทยยูเนี่ยน สินค้าเมื่อก่อนจีนถูกกว่า แต่วันนี้ลูกค้าหลายๆ รายมาซื้อกับเรามาขึ้น เริ่มเห็นออร์เดอร์ตั้งแต่ปีที่แล้ว เขาต้องกระจายความเสี่ยง

โดย…วไลพร กลิ่นโสม

แนะสูตรเลี้ยงกุ้งให้ได้กำไรสูงสุด
นอกจากเปิดใจเรื่องธุรกิจแล้ว นายฤทธิรงค์ บุญมีโชค ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็ง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ยังมีเคล็ดลับแนะนำเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งอย่างน่าสนใจด้วย

บุก‘เบลเยียม’กับไทยยูเนี่ยนฯ ตะลุยงาน‘ซีฟู้ด เอ็กซ์โป’

“เมื่อก่อนกุ้ง 1 ล้านตัวในบ่อ อัตรารอด 80% จึงมีกุ้งรอด 8 แสนตัว เลี้ยงจนโตขนาด 80 ตัว/กิโลกรัม ถึงวันนั้นในบ่อมีกุ้ง 8 แสนตัว ที่หนักรวม 10 ตัน หรือ 1 หมื่นกิโลกรัม อัดแน่นอยู่ในบ่อ การเลี้ยงกุ้งทุกตัวในบ่อขนาดเดิมจะทำให้กุ้งขยายไซซ์ลำบาก นอกจากอัดแน่นอยู่ในบ่อ ยังแย่งอาหารกันกิน ของเสียในบ่อก็มากขึ้น เมื่อเป็นโรคก็ต้องจับขายก่อนกำหนด ซึ่งอาจต้องขายต่ำกว่าต้นทุน”

บุก‘เบลเยียม’กับไทยยูเนี่ยนฯ ตะลุยงาน‘ซีฟู้ด เอ็กซ์โป’

บุก‘เบลเยียม’กับไทยยูเนี่ยนฯ ตะลุยงาน‘ซีฟู้ด เอ็กซ์โป’

สูตรง่ายๆ คือการแบ่งจับทีละ 25% เช่น เลี้ยงกุ้ง 1 ล้านตัว รอด 8 แสนตัว เลี้ยงนาน 60-70 วันจนกุ้งมีขนาด 80 ตัว/กิโลกรัม เท่ากับมีกุ้งในบ่อ 10 ตัน ให้จับขายหน้าบ่อ 25% จากนั้นเลี้ยงกุ้งที่เหลืออีก 6 แสนตัวต่อไปอีก 3 อาทิตย์ ให้กุ้งมีขนาด 40-50 ตัว/กิโลกรัม จับขายอีก 25% ซึ่งราคาจะสูงกว่าครั้งแรกเพราะกุ้งตัวใหญ่กว่าเดิม

แบ่งจับทีละ 25% ไปจนครบ 4 ครั้ง ล็อตแรกการขายเป็นค่าลูกกุ้งที่ซื้อมาเลี้ยงเป็นหลัก รวมค่าน้ำ-ค่าไฟซึ่งมีทุกเดือน, ล็อต 2 เป็นค่าอาหาร ค่าน้ำ-ค่าไฟ, ล็อตที่ 3 ค่าเตรียมบ่อ ค่าน้ำ-ค่าไฟ ล็อตที่ 4 เป็นการจับกุ้งที่มีขนาด 20-25 ตัว/กิโลกรัม รอบนี้คือกำไรล้วนๆ เป็นบิ๊กโบนัส

การเลี้ยงแบบนี้ยังมีข้อดีเรื่องตลาด ห้องเย็นจะมีของทุกเดือน ผลผลิตไม่ออกมาล้นตลาดในครั้งเดียว ราคากุ้งก็ไม่ตก

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2571625
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 1st, 2019, 06:21 PM   #136
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

“ชุติมา”นำคณะผู้แทน บินถกคณะทำงานร่วมไทย-EAEU นัดแรก เพิ่มความร่วมมือการค้า ลงทุน

เผยแพร่: 31 พ.ค. 2562 17:59 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

“ชุติมา”นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานร่วมไทย-EAEU เตรียมหารือขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า การลงทุน พร้อมเข้าร่วมการประชุมด้านเศรษฐกิจนานาชาติขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซีย เล็งใช้โอกาสนี้ ให้ข้อมูลด้านการค้า นโยบายการลงทุนของไทยให้กับประเทศสมาชิก EAEU ด้วย

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จะนำคณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทางเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างไทยกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ครั้งแรก ในวันที่ 4 มิ.ย.2562 ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย โดยจะพบกับนางทัตยานา วาโลวายา รัฐมนตรีด้านการบูรณาการและเศรษฐกิจมหภาคของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย เพื่อหารือถึงแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับ EAEU มีประเด็นสำคัญ เช่น การแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องสถานการณ์การค้าโลก นโยบายเศรษฐกิจการค้าการลงทุน แนวทางขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้า ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องกฎระเบียบทางการค้าของแต่ละฝ่าย เป็นต้น

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน เมื่อเดือนพ.ย.2561 ที่กรุงเทพฯ และภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ได้มีกำหนดพบหารือกับนักธุรกิจรายใหญ่ของ EAEU ที่แสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนในไทยกว่า 50 รายด้วย

น.ส.ชุติมากล่าวว่า จากนั้นคณะผู้แทนจะเดินทางเข้าร่วมประชุม St.Petersburg International Economic Forum (SPIEF) ระหว่างวันที่ 6-8 มิ.ย.2562 ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ตามคำเชิญของนาย Anton KOBYAKOV ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซียและเลขาธิการคณะกรรมการจัดงาน โดยหัวข้อหลักของการประชุม SPIEF ในปีนี้ครอบคลุมเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศ บทบาทของเทคโนโลยีในการกำหนดอนาคต การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัล เป็นต้น



ทั้งนี้ การประชุม SPIEF ถือเป็นเวทีการประชุมด้านเศรษฐกิจนานาชาติขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ที่นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ให้ความสำคัญและเข้าร่วมเป็นประจำทุกปี โดยที่ผ่านมา มีผู้แทนระดับสูงทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงนักวิชาการและสื่อมวลชนจากประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้แทนไทยจะได้พบกับภาครัฐและเอกชนของประเทศสมาชิก EAEU เพื่อให้ข้อมูลเรื่องนโยบายมาตรการทางการค้า และการส่งเสริมการลงทุนของไทย ตลอดจนการติดตามประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ภูมิภาคให้ความสำคัญด้วย

สำหรับ EAEU เป็นเขตเศรษฐกิจร่วมที่ประกอบด้วยสมาชิก 5 ประเทศคือ รัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน ซึ่งประเทศสมาชิกสามารถเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ ทุน และแรงงานได้อย่างเสรี โดยการค้าระหว่างไทยกับ EAEU กว่า 97% เป็นการค้ากับรัสเซีย โดยในปี 2561 ไทยและ EAEU มีมูลค่าการค้ารวม 3,754.93 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทยไป EAEU 1,225.21 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสินค้าส่งออกที่สำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ เป็นต้น ขณะที่การนำเข้าของไทยจาก EAEU มีมูลค่า 2,529.74 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น น้ำมันดิบ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น และในด้านการลงทุนระหว่างไทยและ EAEU เกือบทั้งหมดเป็นการลงทุนระหว่างไทยและรัสเซีย โดยระหว่างปี 2548-2560 การลงทุนโดยตรงของรัสเซียในไทยมีมูลค่า 3,812.05 ล้านเหรียญสหรัฐ

https://mgronline.com/business/detail/9620000052158
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 2nd, 2019, 08:07 PM   #137
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

สหรัฐนำเข้าสินค้าเวียดนามพุ่ง 40.2% รับผลดีเทรดวอร์

31 พฤษภาคม 2562 15:07

ไทย จับตาสงครามการค้าส่งผลดีต่อเวียดนาม หลังสหรัฐนำเข้าสินค้าจากเวียดนามไตรมาสแรกปี 62 พุ่ง 40.2% ทำให้เวียดนามกลายเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของสหรัฐ หลังลดการนำเข้าสินค้าจากจีนลงถึง 13.9%



รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(สคต.) นิวยอร์ก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แจ้งว่า ช่วงไตรมาสแรกของปี2562 หลังจากสหรัฐประกาศสงครามการค้ากับจีน และจีนได้ตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีในอัตราเท่าเทียมกันทำให้สหรัฐนำเข้าสินค้าจากเวียดนามเพิ่มขึ้น 40.2% ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของสหรัฐและหากสหรัฐยังคงสั่งสินค้านำเข้าจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเวียดนามจะก้าวขึ้นมาเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของสหรัฐแซงหน้าสหราชอาณาจักรอิตาลีและฝรั่งเศส

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปี2562 ปริมาณการนำเข้าสินค้าของสหรัฐจากเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง40.2% รองลงมาคือนำเข้าจากเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 18.4% แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน สหรัฐนำเข้าสินค้าจากจีนลดลง13.9% ตามรายงานของปี2561เวียดนามเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าเป็นอันดับที่ 12 ของสหรัฐ หากอัตราการนำเข้าสินค้าจากเวียดนามมายังสหรัฐรวมถึงประเทศอื่นๆ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปจนสิ้นปีตามอัตราการขยายตัวของไตรมาสแรกเวียดนามจะแซงหน้าอิตาลีฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์และอินเดีย โดยเวียดนามจะก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับที่7 ของสหรัฐ และอินเดียจะขยับขึ้นไป 2 อันดับ ฝรั่งเศสขยับขึ้น 1 อันดับ ในขณะที่ไอร์แลนด์จะตกลงมา4 อันดับ เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักรและอิตาลีที่จะตกลงมาประเทศละ2 อันดับ

สำหรับสาเหตุที่เวียดนามกลายเป็นประเทศที่ได้รับผลบวกจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐละจีนในครั้งนี้ โดยปริมาณการส่งออกในเดือนเมษายน2562 ของหลายประเทศในเอเชียลดลง เนื่องจากผลกระทบจากสงครามการค้าทั้งการส่งออกของญี่ปุ่นเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน แต่การส่งออกของเวียดนามกลับเพิ่มขึ้น 7.5%เนื่องจากเวียดนามมีอัตราค่าแรงต่ำและมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่พัฒนาไปในทางที่ดีควบคู่กับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐกับจีนโดยรวมเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินของโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศสูงรวมทั้งไทยทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ซึ่งสินค้าไทยที่ส่งไปประกอบในจีนและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตที่ส่งต่อไปยังตลาดสหรัฐเช่น โรงงานไทยที่รับประกอบชิ้นส่วนให้แก่บริษัทหัวเหว่ยได้รับผลประทบอย่างมากหลังจากที่สหรัฐประกาศยกเลิกแอพพลิเคชั่น Google ในเครื่องสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของหัวเหว่ย แต่ขณะเดียวกันสินค้าไทยที่ได้รับประโยชน์จะเป็นกลุ่มสินค้าที่สามารถส่งไปยังตลาดสหรัฐเพื่อทดแทนสินค้าจากจีน เช่น สินค้าประเภทยานพาหนะและส่วนประกอบอาหารปรุงแต่งและเครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม/เครื่องประดับ และสินค้าเกษตร เป็นต้น

http://www.nationtv.tv/main/content/378715104/
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 2nd, 2019, 08:31 PM   #138
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

สมคิดรับเป้าส่งออกใหม่โต3%

31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เวลา 08:14 น.

“สมคิด”ยอมรับเป้าส่งออกใหม่ “พาณิชย์” ปรับลดเหลือบวก 3% จากเดิม 8% เหตุได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกชะลอตัว พร้อมชมเชย ไม่ท้อถอย มองวิกฤตเป็นโอกาส แนะเพิ่มความเข้มข้นลุยเจาะสหรัฐฯ อินเดีย แต่ห้ามทิ้งจีน

01 มิ.ย.62 - นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติงานให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ จาก 53 แห่งทั่วโลก โดยมีภาคเอกชนเข้าร่วมหารือ เพื่อปรับแผนการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ ว่า เป้าการส่งออกในปี 2562 ที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ใหม่ขยายตัวที่ 3% ลดลงจากเป้าเดิม 8% เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีน ถือว่ารับได้ เพราะเป็นไปตามที่ได้ร่วมประเมินกับภาคเอกชนทุกกลุ่มสินค้าในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ยังเชื่อว่าแม้หลายประเทศจะได้รับผลกระทบ ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ไทยจะสามารถเข้าไปเจาะตลาดเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และอินเดีย

“สถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบัน ทุกประเทศได้รับผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้าเหมือนกัน ซึ่งแน่นอนว่าไทยก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ต้องขอชมเชยกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่ท้อถอย แม้สถานการณ์จะไม่สู้ดีนัก พยายามมองวิกฤติให้เป็นโอกาส ก็เห็นด้วยที่จะเพิ่มโอกาสส่งออก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ จะกลายเป็นโอกาสสำคัญที่จะต้องให้ข้อมูลและให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนไทยในการเจาะตลาด รวมถึงตลาดใหญ่อย่างอินเดียที่เศรษฐกิจยังโตสูงถึง 7% จึงควรจะมีแผนการผลักดันส่งออกให้ชัดเจน แต่ก็ต้องรักษาตลาดจีนเอาไว้ให้ได้ด้วย”


นอกจากนี้ ขอให้กระทรวงพาณิชย์ทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศ โดยใช้นโยบายการค้าควบคู่กับการลงทุนและการท่องเที่ยว เพราะการค้ากับการลงทุนต้องไปด้วยกัน การค้ากับการท่องเที่ยวด้วย โดยหากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในไทยมากขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อการซื้อสินค้าภายในประเทศ ขณะเดียวกันต้องเร่งช่วยเหลือเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพสินค้า เพิ่มช่องทางการตลาด โดยเฉพาะการค้าขายออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสส่งออกและยกระดับราคาสินค้าเกษตรไทย

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้ปรับลดเป้าการส่งออกไทยในปี 2562 ใหม่ จากเดิมที่ตั้งไว้ว่าจะขยายตัว 8% เหลือเพียง 3% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หลายประเทศนำมาตรการกีดกันทางการค้ามาใช้ และสถานการณ์ เบร็กซิต เป็นต้น ซึ่งการจะผลักดันให้การส่งออกขยายตัว 3% ได้นั้น ในช่วงที่เหลืออีก 8 เดือนของปี 2562 (พ.ค.-ธ.ค.) ต้องผลักดันส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากยอดส่งออก 4 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-เม.ย.) ขยายตัวติดลบ 1.9%

ทั้งนี้ เป้าส่งออกใหม่ที่ตั้งไว้ที่บวก 3% ต้องมีมูลค่าส่งออกรวมทั้งปี 260,184 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเป้ารายตลาด เช่น จีน เพิ่ม 1-3% ญี่ปุ่น เพิ่ม 1-2% อาเซียน เพิ่ม 5.2% CLMV เพิ่ม 7.9% สหภาพยุโรป เพิ่ม 0% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 0-2% แอฟริกา เพิ่ม 2-4% เอเชียใต้ เพิ่ม 6% อเมริกาเหนือ เพิ่ม 4% และลาตินอเมริกา เพิ่ม 1% เป็นต้น

สำหรับแผนผลักดันการส่งออก เช่น ตลาดสหรัฐฯ จะผลักดันให้ผู้ส่งออกใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่สหรัฐฯ ให้กับไทยกว่า 3,400 รายการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออก การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าไทยและแบรนด์ไทย เพื่อสร้างการยอมรับ ตลาดจีน จะเดินหน้าทำตลาดโดยจัดกิจกรรมเจาะตลาดเมืองรองเพิ่มมากขึ้น ตลาดอาเซียน จะสร้างเครือข่ายกับกลุ่มธุรกิจจากจีนที่ย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน เพื่อผลักดันสินค้าไทยให้เข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ตลาด CLMV จะเร่งส่งเสริมการค้าชายแดน และผลักดันการเข้าไปลงทุน เพื่อใช้สิทธิพิเศษทางการค้าที่สหรัฐฯ และยุโรปให้กับประเทศเหล่านี้

https://www.thaipost.net/main/detail/37324
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 2nd, 2019, 08:33 PM   #139
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

FTA ไทย-‘อียู’ยื้อ เวียดนามชิงธง การ์เมนต์สูญ3หมื่นล.

การ์เมนต์หวั่นการเมืองไม่เสถียร เจรจา FTA ไทย-อียูส่อดีเลย์ ผวา เสียเปรียบเวียดนามหนัก หลังบรรลุข้อตกลง FTA กับอียูตัดหน้าไทย ม.หอการค้าไทยชี้ 3 ปีจากนี้ทุบส่งออกการ์เมนต์ไทยวูบกว่า 3 หมื่นล้าน อีกด้านได้อานิสงส์เทรดวอร์ส่งออกไปสหรัฐฯ 4 เดือนแรกโต 10%

จากสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่ยังไม่มีเสถียรภาพ จากยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ อีกด้านหนึ่งเวียดนามคู่แข่งรายสำคัญของสินค้าเครื่องนุ่งห่ม (การ์เมนต์) ไทยได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับสหภาพยุโรป (อียู) แล้ว คาดความตกลงจะมีผลบังคับใช้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ยิ่งทำให้สินค้าจากเวียดนามชิงได้เปรียบสินค้าไทยมากขึ้นจากอัตราภาษีนำเข้าที่จะลดตํ่าลงนายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความล่าช้า หรือไม่มีเสถียรภาพจะกระทบต่อความมั่นใจของลูกค้าจากอียูในการสั่งซื้อสินค้า จากเดิมคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ของไทยจะรื้อฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกับอียูในเร็ววัน หลังจากว่างเว้นมานานกว่า 5 ปี อาจมีผลให้ลูกค้าหันไปนำเข้าสินค้าจากเวียดนามมากขึ้น เนื่องจากภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องนุ่งห่มจากเวียดนามในตลาดอียูจากอัตราเดิม 12% จะถูกปรับลดลงเหลือ 3.5% และเหลือ 0.5% ในปี 2563 ขณะที่สินค้าไทยยังเสียภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่ 12% เช่นเดิม ยิ่งทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันมากขึ้น

“ไทยส่งออกการ์เมนต์ไปอียูคิดเป็นเกือบ 30% หรือสัดส่วน 1 ใน 3 ของการส่งออกไปทั่วโลก (ปี 2561 ไทยส่งออก การ์เมนต์ไปทั่วโลก 7.9 หมื่นล้านบาท) ซึ่งลูกค้าอียูส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าที่มีศักยภาพ หากไทยไม่มีเอฟทีเอคงได้รับผลกระทบจากสินค้าเวียดนามที่จะส่งไปอียูได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันผู้ส่งออกการ์เมนต์รายใหญ่สุดไปอียูคือจีน รองลงมาได้แก่ เวียดนาม อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน กัมพูชา และอินโดนีเซีย ส่วนไทยอยู่อันดับ 10 กว่า” ด้านสถานการณ์ส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยช่วง 4 เดือนแรกปีนี้มีมูลค่า 789 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ในรูปเงินบาท 25,193 ล้านบาท) ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออกไปสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 (สัดส่วน 36%) ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการส่งออกไปตลาดจีนซึ่งเป็นคู่สงครามการค้ากับสหรัฐฯเป็นตลาดอันดับ 5 เพิ่มขึ้น 53%สำหรับการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น10%ส่วนหนึ่งจากสงครามการค้ามีผลให้คำสั่งซื้อของผู้นำเข้าสหรัฐฯส่วนหนึ่งย้ายจากจีนมาไทยเพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกไปจีนที่เพิ่มขึ้นถึง 53% ผลจากฐานตัวเลขส่งออกไทยไปจีนช่วงเดียวกันของปีที่แล้วตํ่าขณะที่ผ่านมาจีนเริ่มมีการนำเข้าเสื้อผ้าจากไทยมากขึ้น จากฐานผลิตในจีนมีต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น และผลจากมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นและชื่นชอบในแบรนด์และคุณภาพสินค้าไทย ทำให้มีการซื้อกลับไปหรือสั่งนำเข้าเพิ่มขึ้น


“การ์เมนต์ไม่อยู่ในกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯขึ้นภาษีสินค้าจีนเป็น25%แต่มีสินค้ากลุ่มสิ่งทอบางหมวดถูกขึ้นภาษี อย่างไรก็ดีสินค้าการ์เมนต์จีนมีแนวโน้มจะถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีในล็อต 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯที่สหรัฐฯขู่ไว้ ดังนั้นจึงมีผลให้ผู้นำเข้าการ์เมนต์ของสหรัฐฯ เริ่มย้ายคำสั่งซื้อจากจีนไปที่อื่นเพิ่มขึ้นซึ่งรวมทั้งไทย แต่ผู้ที่ได้อานิสงส์มากสุดคือเวียดนาม อย่างไรก็ดีทางสมาคมยังคาดการณ์ส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 5%” ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานผลการศึกษาผลกระทบด้านการส่งออกของไทยจากที่เวียดนามได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี(FTA)กับสหภาพยุโรป(อียู)โดยระบุสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของไทยจะได้รับผลกระทบจากมูลค่าการส่งออกจะลดลงมากที่สุด (กราฟิกประกอบ)

โดยในไตรมาส 3-4 ปี 2562 จะส่งออกได้ลดลง 343.3 ล้านดอล ลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 10,865 ล้านบาท คำนวณที่ 31.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) และมูลค่าระหว่างปี 2563-2564 จะลดลง 615.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 19,483.7 ล้านบาท หรือรวม3 ปีกว่า 3 หมื่นล้านบาท)

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,475 วันที่ 2-5 มิถุนายน 2562

http://www.thansettakij.com/content/402254

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 4th, 2019, 08:31 PM   #140
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 95,338
Likes (Received): 5824

สรท.ปรับเป้าส่งออกไทยเหลือ 1%

04 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เวลา 14:59 น.

สงครามการค้ากระทบหนัง สรท.ปรับเป้าการส่งออกไทยปี 62 อยู่ที่ 1% จากเดิมคาดหวัง 5% พร้อมเผยภาพรวมการส่งออกช่วง 4 เดือน มีมูลค่า 80,543 ล้านดอลลาร์สหรัญ หดตัว -1.9%

04 มิ.ย 62 น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ในปี 2562 นี้ สรท.คาดการณ์ว่าการส่งของไทยจะมีอัตราการเติบโตได้ที่ประมาณ 1% จากประมาณการณ์เดิมที่ 5% โดยมีปัจจัยบวกจากผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรมเริ่มมีการปรับตัวเพื่อเลี่ยงผกระทบจากสงครามการค้าโดยการมองหาตลาดใหม่ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้ออกนโยบาย Speed and Strategy เพื่อรับมือกับสงครามการค้า และ สหรัฐ มีการเลือกการปรับขึ้นภาษีรถยนต์จากทุกรประเทศทั่วโลกออกไป 180 วัน และมีการเร่งเจรจากับยุโรปและญี่ปุ่นเพื่อขยายตลาดให้มากยิ่งขึ้น


ในส่วนของปัจจัยลบที่มีความเสี่ยงต่อภาคการส่งออก คือ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ทำให้กระทบกำลังซื้อ สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก ประเมินว่าการค้าโลกเริ่มชะลอตัวลงชัดเจน ขณะที่ความยืดเยื้อของสงครามการค้าและการปรับขึ้นภาษีรองที่ 4 ส่งผลกระทบต่อการหาช่องทางระบายสินค้าไปยังประเทศที่สามแทน รวมถึงการมาตรการทางการค้าที่สหรัฐดำเนินกับประเทศอื่น ส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลกรวมถึงยังส่งกระทบต่อการตัดสินใจในการเพิ่มการลงทุน และ ปัญหากฏระเบียบที่ไม่เอื้อต่อสถาการณ์การส่งออกที่อาจเป็นโอกาสของสินค้าไทยส่งเข้าไปทดแทนตลาดจีนและสหรัฐ

สำหรับภาพรวมการส่งออกในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกมีมูลค่ารวม 80,543 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -1.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปแบบเงินบาทที่ 2,540,822 ล้านบาท หดตัว -1.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 79,993 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -1.1% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นมูลค่า 2,562,336 ล้านบาท หดตัว -0.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 549.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขาดดุล -21,513 ล้านบาท

https://www.thaipost.net/main/detail/37608
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 12:49 AM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us