Thailand plans to be a Developed Country by 2025 - Page 135 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions


Reply
 
Thread Tools
Old September 20th, 2019, 03:34 PM   #2681
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,352
Likes (Received): 6623

UN ชี้เกาหลีเหนือผลิต ‘ธัญพืช’ ได้ต่ำสุดในรอบ 5 ปี เสี่ยงอดอยากขั้นรุนแรง!!
เผยแพร่: 20 ก.ย. 2562 12:34 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

รอยเตอร์ - องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยรายงานวานนี้ (19 ก.ย.) ว่าผลผลิตธัญพืชของเกาหลีเหนือมีแนวโน้มต่ำสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งจะทำให้ประชากรราว 40% ของประเทศเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง

รายงาน Crop Prospects and Food Situation ซึ่งจัดทำโดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้ว่า การลดลงของผลผลิตธัญพืชที่เป็นอาหารหลัก เช่น ข้าวและข้าวโพด ส่งผลให้ประชากรโสมแดง 10.1 ล้านคนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

“ฝนที่ตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย และการชลประทานที่ไม่เพียงพอตั้งแต่กลางเดือน เม.ย. จนถึงกลางเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นเวลาเพาะปลูกที่สำคัญ ทำให้ผลผลิตข้าวและข้าวโพดลดน้อยลง” FAO ระบุ

รายงานยูเอ็นฉบับนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานธัญพืชชนิดต่างๆ ทั่วโลก และระบุว่าประเทศใดบ้างที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านอาหาร แต่ไม่ได้คาดการณ์ปริมาณผลผลิตที่ชัดเจน

ความอดอยากและระบบปันส่วนอาหารของรัฐที่ด้อยประสิทธิภาพกลายเป็นปัญหาเรื้อรังสำหรับเกาหลีเหนือ ขณะที่สื่อท้องถิ่นออกมาเตือนผลกระทบจากภาวะภัยแล้งและ “ปรากฏการณ์ไม่ปกติ” ซึ่งกินระยะเวลายาวนาน

ผลผลิตธัญพืชที่ลดลงยังถูกซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดหมูแอฟริกา (African swine fever) ซึ่งมีการพบสัตว์ป่วยในเกาหลีเหนือเป็นกรณีแรกเมื่อเดือน พ.ค.

เชื้อโรคซึ่งไม่อันตรายต่อมนุษย์แต่อาจทำให้สุกรล้มป่วยจนถึงตายกำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศแถบเอเชีย รวมถึงจีนและเกาหลีใต้ จนนำมาสู่การเชือดทำลายสุกรไปแล้วนับล้านตัว

ยูเอ็นรายงานเมื่อเดือน มี.ค. ว่าเกาหลีเหนือเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรในปีที่แล้วได้ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ เช่น คลื่นความร้อน พายุไต้ฝุ่น และอุทกภัย

รัฐบาลเกาหลีใต้รับปากจะบริจาคข้าว 50,000 ตันเพื่อช่วยเหลือพลเมืองโสมแดงผ่านทางโครงการอาหารโลก (World Food Program) ทว่าการจัดส่งความช่วยเหลือยังคงล่าช้า เนื่องจากการพูดคุยระหว่างรัฐบาลเกาหลีทั้งสอง รวมถึงการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ ได้หยุดชะงักลง

สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือรายงานเมื่อเดือน ก.ค.ว่า รัฐบาลกำลังเร่งขุดคูคลองและบ่อน้ำ ตลอดจนติดตั้งปั๊มน้ำและใช้ยานพาหนะขนส่งน้ำเข้าไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง

อย่างไรก็ดี เปียงยางกลับเรียกร้องให้ยูเอ็นลดจำนวนเจ้าหน้าที่ต่างชาติที่ส่งเข้าไปทำงานในประเทศ พร้อมวิจารณ์โครงการช่วยเหลือของยูเอ็นว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเพราะ “ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพวกมหาอำนาจก้าวร้าว”
https://mgronline.com/around/detail/9620000090773
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old September 20th, 2019, 06:30 PM   #2682
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

อันดับงานวิจัยพัฒนาไทยร่วง กูรูผุดโปรเจ็กต์ทำเงินแทนศึกษาพื้นฐาน

วันที่ 20 September 2019

งานวิจัยอัตราเพิ่มต่ำ-แข่งขันไม่ได้ คู่แข่งแซงหน้าไทยอันดับร่วงยืนที่ 4 ของอาเซียน หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน-นักศึกษาต่างชาติ นักวิชาการชี้รัฐต้องเร่งหาเจ้าภาพดูแลด้านวิจัยโดยเฉพาะ หนุนงบประมาณเพิ่ม ลดขั้นตอนจดสิทธิบัตร ดันงานวิจัยออกตลาดให้ทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี
รศ.ดร.สุพรรณ ฟู่เจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนา การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การวิจัยของประเทศไทยทั้งที่เป็นผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในระดับนานาชาติ และผลงานที่จดสิทธิบัตรผลงานวิจัย และพัฒนาที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆในภูมิภาคนี้ ส่งผลให้มีสินค้าและเทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นจากการใช้สิทธิบัตรและเทคโนโลยีค่อนข้างน้อย และไม่แพร่หลาย

ฉะนั้น จึงพบว่าการใช้สินค้า และเทคโนโลยีในทุกภาคส่วนเป็นการ “นำเข้า”เป็นหลัก เฉพาะในส่วนของผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติ หากสำรวจย้อนไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว (ปี 2005) ประเทศไทยมีผลงานตีพิมพ์อยู่ในลำดับที่ 43 ของโลก และเป็นลำดับที่ 2 ของ 10 ประเทศในอาเซียน เป็นรองจากประเทศสิงคโปร์ โดยมีมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่ยังคงตามหลังอยู่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2015) โดยมาเลเซียผลิตผลงานตีพิมพ์สูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยอันดับ 2 คือ สิงคโปร์ ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน

จากการสำรวจเพิ่มเติมในช่วง 2 ปีถัดมา คือ ในปี 2017 อินโดนีเซียขึ้นแซงหน้าไทยมาอยู่ที่อันดับ 3 แทนไทย และในปี 2018 มาเลเซียยังคงยืนอันดับที่ 1 ตามมาด้วยอินโดนีเซีย และสิงคโปร์ตามลำดับ ด้านไทยอยู่ที่อันดับ 4 เท่าเดิม แสดงให้เห็นชัดเจนว่าผลงานวิจัยพื้นฐานของไทยมีปัญหา และไม่สามารถแข่งขันได้ และจากตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า อัตราการผลิตผลงานวิจัยของไทย “ไม่ได้ลดลง” แต่มี “อัตราเพิ่มต่ำ”

ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ได้มีการนำเสนอในมหาวิทยาลัยหลายครั้ง แต่ยังไม่มีผลตอบกลับใด ๆ เกิดขึ้น และเมื่อวิเคราะห์แล้วจะพบว่า ปัญหาสำคัญ คือ 1) ไทยขาดเจ้าภาพหลักที่จะดูแลเรื่องการวิจัยให้เป็นระบบและจริงจังต่อเนื่อง และ 2) หน่วยงานให้ทุนไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก รวมไปจนถึงหน่วยงานของภาครัฐที่กำกับดูแลไม่ได้กล่าวถึงปัญหาเหล่านี้

“ต้องหาเจ้าภาพหลักเข้ามาดูแลก่อน เข้าใจว่าทั้งรัฐบาล และหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัย และมหาวิทยาลัยล้วนแต่ต้องการผลงานวิจัย และพัฒนามากกว่าการสร้างองค์ความรู้พื้นฐาน มีเพียงไม่กี่มหาวิทยาลัยที่ยังพัฒนาองค์ความรู้พื้นที่ ซึ่งไม่เพียงพอและมีทุนจำกัด หากสถานการณ์นี้ยังคงดำเนินไปโดยไม่มีการแก้ไข อันดับของไทยจะยิ่งถดถอยและถูกทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ ในความเป็นจริง หากขาดองค์ความรู้พื้นฐานจะไม่สามารถผลิตงานวิจัยและพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างประเทศจีน ที่ปัจจุบันมีนวัตกรรมและผลิตสินค้าเทคโนโลยีมากมาย ไม่ได้ละทิ้งงานวิจัยพื้นฐาน และยังแซงหลายประเทศขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากประเทศสหรัฐอเมริกา จุดสมดุลของปัญหานี้ คือการวิจัยและพัฒนาต้องดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับการวิจัยพื้นฐาน และทำให้สามารถผลิตงานได้ยั่งยืน และแข่งขันได้”

“รศ.ดร.สุพรรณ” กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติเป็นดัชนีสำคัญในการจัดอันดับและแสดงศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ รวมไปจนถึงกระทบการจัดอันดับในมหาวิทยาลัยอีกด้วย เมื่ออัตราการเพิ่มขึ้นของผลงานวิจัยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ดังนั้น อันดับของมหาวิทยาลัยก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจจะส่งผลกระทบด้านอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย เช่น นักศึกษาจากประเทศที่มีลำดับสูงกว่าก็จะไม่เลือกเข้ามาเรียนในไทย ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีแต่นักศึกษาต่างชาติใกล้บ้านที่มีลำดับตามหลังไทยเข้ามาเรียนเท่านั้น

นอกเหนือจากปัญหาข้างต้นแล้ว การวิจัยยังมีปัญหาในกรณีที่จะยื่นขอจดสิทธิบัตรในไทยกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ต้องใช้เวลาในการพิจารณานาน 4-5 ปี แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการแก้ไขขั้นตอนที่เกี่ยวข้องแล้วก็ตาม ซึ่งการใช้เวลานานได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าออกสู่ตลาด ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และเมื่อนำออกสู่ตลาดแล้วก็ตาม แต่เทคโนโลยีจะอยู่ในตลาดได้เพียง 3-5 ปี จากนั้นจะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีใหม่ทันที หากยังต้องใช้เวลาในการจดสิทธิบัตรอย่างน้อย 5 ปี ถือว่า “ไม่ทัน” ต่อการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ที่สำคัญ อาจจะได้สิทธิบัตรที่ล้าสมัยไปแล้ว จึงไม่สามารถนำไปผลิตสินค้าจำหน่ายได้อีกต่อไป

“ผลงานวิจัยเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ต้องเซตทีมงานขึ้นมาดูแลแบบจริงจังทั้งภาครัฐและเอกชน หากไปย้อนดูข้อมูลของมาเลเซีย จากการวิเคราะห์ทำให้ได้คำตอบว่า มีมหาวิทยาลัยวิจัยเพียง 5 แห่ง ในการผลิตผลงานวิจัยให้ประเทศ และภาครัฐสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเต็มที่ ขณะที่อินโดนีเซีย จากเดิมที่มีปัญหาในการวิจัย ในปี 2016 ได้ออกโปรแกรมให้ทุนด้านวิทยาศาสตร์ผ่าน Indonesia Science Fund เพื่อทำวิจัยสำคัญ จนสามารถผลิตงานเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ในขณะที่ไทยไม่มีการดูแลส่งเสริมอย่างจริงจัง แล้วยังมีงบฯสนับสนุนค่อนข้างน้อย รวมถึงนักวิจัยส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การวิจัยประยุกต์ หรืองานวิจัยและพัฒนา ทั้งที่งานวิจัยพื้นฐานยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ”

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดสัมมนาวิชาการและระดมความคิดเห็น”ทิศทางการวิจัยกับประเทศไทยในอนาคต” : บูรณาการราชบัณฑิต ภาคีสมาชิก ผู้ทรงคุณวุฒิ และเมธีวิจัยอาวุโสและได้เปิดเวทีให้นักวิจัยได้นำเสนอผลงานวิจัยที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC รวมถึงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ การนำเสนอผลงานแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ เทคนิคการแพทย์ และสัตวแพทย์ มีหลายงานวิจัยที่น่าสนใจ เช่นการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่จะมีจำนวนมากขึ้นในอนาคต การศึกษาในเรื่องภาวะไตวายเฉียบพลัน การวิจัยเรื่องธาลัสซีเมีย การศึกษาหาความเสี่ยงของการเกิดโรคพาร์กินสัน ให้สามารถคัดกรองได้ล่วงหน้า เพราะปัจจุบันผู้ป่วยเข้ามาพบแพทย์ภายหลังจากที่อาการของโรคดำเนินไปกว่า 50% แล้ว รวมไปจนถึงโรคมะเร็งในตับ

นอกจากนี้ ในส่วนของกลุ่มวิศวกรรม อุตสาหกรรมวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีการนำเสนอผลงานวิจัยใช้สาหร่าย เป็น renewable energy โดยการหาทางนำไขมันมาผลิตไบโอดีเซล และนำคาร์โบไฮเดรตไปผลิตไบโอเอทานอล ซึ่งทำได้ง่ายกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น ๆ เนื่องจากเลี้ยงง่าย นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยศึกษาความหลากหลายของเห็ดในภาคเหนือ พบเห็ดทรัฟเฟิลชนิดใหม่ คือ ทรัฟเฟิลขาวเทพสุคนธ์ และการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไบโอพลาสติกจากแอคติโนแบคทีเรีย

ทั้งนี้ ยังมีการวิจัยเพื่อแปรสภาพผลผลิตทางการเกษตรสู่การเพิ่มมูลค่า ในรูปแบบ biorefinery ด้วยการเปลี่ยน resource จากฟางข้าว ไปสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพราะต้องการช่วยแก้ปัญหาเกษตรกรรายได้ต่ำ ทำอย่างไรให้เพิ่มมูลค่าภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้แบบจำลองเชิงคณิตศาสตร์ ในการแก้ไขปัญหาทางวิศวกรรมโยธา nano engineering application เน้นไปที่พฤติกรรมโครงสร้างภายใต้แรงแผ่นดินไหว การศึกษาปัญหาเสาเข็มภายใต้การรับแรงแผ่นดินไหว เพื่อทำนายผลการตอบสนอง และยังศึกษาเพิ่มเติมถึงปัจจุบันไทยสามารถเกิดแผ่นดินไหวได้ ในขณะที่โครงสร้างส่วนใหญ่ไม่ได้รองรับ มีความพยายามที่จะสร้างแบบจำลองการแตกร้าวจากแผ่นดินไหวด้วย และการวิจัยบทบาทของศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ เพราะไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้าน clinical research ของอุตสาหกรรมยา

อย่างไรก็ตามปัจจุบัน วช.ได้เปิดให้ผู้สนใจยื่นขอสนับสนุนการวิจัยแล้ว โดยเน้นผลงานที่มาช่วยแก้ “ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง เพื่อเตรียมเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต และที่สำคัญคือการส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนให้กับประเทศ

ปัจจุบัน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. บริหารองค์กรโดย นายแพทย์ ศิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เป็นผู้อำนวยการ บทบาทสำคัญของ วช.คือเป็นผู้ดูแลงานวิจัยภาพรวมของประเทศทั้งหมด และมีกองทุนที่ใช้เพื่อสนับสนุนการวิจัยอีกราว3 กองทุน และในอนาคตมีแผนที่จะขยายกองทุนเพิ่มเติม เพื่อให้การส่งเสริมงานวิจัยมีความครอบคลุมมากขึ้น

https://www.prachachat.net/education/news-373477

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2019, 07:39 PM   #2683
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

พบ ‘คนไร้บ้าน’ อายุสั้นกว่าประชากรปกติ 20 ปี ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อ

ทีมข่าว TCIJ: 15 ก.ย. 2562

งานศึกษาระบุอายุเฉลี่ย ‘คนไร้บ้าน’ สั้นกว่าประชากรปกติค่อนข้างมาก พบ ‘คนไร้บ้านในองค์กรและหน่วยงานต่างๆ’ อายุเฉลี่ยประมาณ 58-60 ปี ‘คนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะ’ ประมาณ 40-50 ปี ส่วนค่าเฉลี่ยประชากรไทยอยู่ที่ 77-82 ปี สาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านส่วนใหญ่มาจาก ‘โรคติดเชื้อ’ ที่มาภาพประกอบ: Max Pixel (CC0 Public Domain)

ข้อมูลจาก 'รายงานการศึกษาอายุขัยเฉลี่ยและภาวะการตายของคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร' โดย ชญานิศวร์ โคโนะ และคณะ, แผนงานสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, 2560 ที่ได้ศึกษาอายุเฉลี่ยของคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ การเสียชีวิต สาเหตุและแบบแผนการเสียชีวิตของคนไร้บ้าน ผ่านมิติประชากรศาสตร์ โดยเทียบเคียงอายุเฉลี่ยของคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ กับประชากรทั่วไป สำรวจสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บของคนไร้บ้าน

โดยในการศึกษานี้อาศัยข้อมูลจากสำรวจเอกสารต่างๆ และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง โดยการวิเคราะห์สถานการณ์และข้อมูลทางประชากรของคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ได้ใช้ข้อมูลจำนวนคนไร้บ้าน ข้อมูลและคุณลักษณะทางประชากรของคนไร้บ้าน (เพศ อายุ สถานภาพ การเจ็บป่วย เป็นต้น) จากข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรต่างๆ (ภาคประชาสังคม/ องค์กรพัฒนาเอกชน) ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคนไร้บ้าน ซึ่งจะได้ข้อมูลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

อายุเฉลี่ยที่เสียชีวิตของคนไร้บ้าน สั้นกว่าประชากรปกติค่อนข้างมาก

จากการศึกษาพบว่า ข้อมูลจำนวนคนที่เสียชีวิตของคนไร้บ้าน จำแนกตามหน่วยงานภาครัฐ [1.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี 2.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี 3.สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (ชาย) 4.สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (หญิง)] และภาคประชาสังคม/ องค์กรพัฒนาเอกชน [มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.)] พบว่าเมื่อพิจารณาอายุเฉลี่ยที่เสียชีวิตของคนไร้บ้าน โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่เสียชีวิตในแต่ละหน่วยงานมีอายุประมาณ 60 ปี โดยเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยที่เสียชีวิตสูงกว่าเพศชายเล็กน้อย (อายุประมาณ 60 ปี เปรียบเทียบกับผู้ชายประมาณ 58 ปี ตามลำดับ)

ทั้งนี้ พบว่าอายุเฉลี่ยที่เสียชีวิตของคนไร้บ้านต่ำกว่าอายุคาดเฉลี่ยของประชากรไทยในปัจจุบันค่อนข้างมาก (เพศหญิง อายุประมาณ 82 ปี เปรียบเทียบกับ เพศชาย อายุประมาณ 77 ปี ตามลำดับ) อย่างไรก็ดีความแตกต่างของอายุที่เสียชีวิตระหว่างเพศมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยความแตกต่างของอายุที่เสียชีวิต จำแนกตามหน่วยงานภาครัฐ พบว่าอายุที่เสียชีวิตของตัวอย่างไม่แตกต่างกันมากนักระหว่างหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น 1.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี 2.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี 3.สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (ชาย) 4.สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (หญิง)



เป็นที่สังเกตว่าในช่วงอายุ 50-65 ปี มีจำนวนคนที่เสียชีวิตค่อนข้างมาก โดยเปรียบเทียบกับกลุ่มอายุอื่นๆ และไม่มีความแตกต่างมากนักระหว่างเพศชายและเพศหญิง อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ จำนวนคนที่เสียชีวิตในช่วงอายุ 70 ปีขึ้นไป มีจำนวนเพียงเล็กน้อย อาจเป็นไปได้ว่ามีคนไร้บ้านอายุ 70 ปีขึ้นไป จำนวนไม่มากนักที่เข้ามารับบริการในหน่วยงาน ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของประชากรที่จะได้รับการส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่น ทำให้อายุที่เสียชีวิตของคนไร้บ้านที่เข้ารับบริการในสถานบริการต่ำกว่าอายุคาดเฉลี่ยของประชากรไทยอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนอายุที่เสียชีวิตของคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะ จากการศึกษาครั้งนี้อาศัยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความคุ้นเคยกับประเด็นคนไร้บ้าน และผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานให้บริการรับส่งคนในพื้นที่สาธารณะไปยังโรงพยาบาล ได้ให้คำตอบที่ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกับการเสียชีวิตของผู้เข้ารับบริการในหน่วยงาน กล่าวคือส่วนใหญ่คนในพื้นที่สาธารณะเสียชีวิตที่อายุประมาณ 40-50 ปี และพบเจอผู้สูงอายุเสียชีวิตในพื้นที่สาธารณะจำนวนไม่มากนัก

สาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้าน ส่วนใหญ่มาจาก ‘โรคติดเชื้อ’

ในการศึกษานี้ระบุว่า ข้อมูลจากศูนย์พักคนไร้บ้านที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) พบว่าจากจำนวนคนไร้บ้านในศูนย์ที่เสียชีวิตไปในช่วง ปี พ.ศ. 2545 ถึงปี พ.ศ. 2559 จำนวน 11 ราย ส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยสาเหตุติดเชื้อในกระแสเลือดและชราภาพใกล้เคียงกัน นอกจากนั้น ก็มีโรคมะเร็ง และอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่ มพศ. ให้ความเห็นว่าสาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านในศูนย์พักฯ ระยะหลังนี้จะใกล้เคียงกับกลุ่มประชากรทั่วไป คือ เป็นโรคไม่ติดต่อหรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมตัวเองเป็นหลัก หากแต่การดูแลรักษาอาจจะไม่มีความต่อเนื่อง หรือบางรายไม่มีบัตรประชาชน (ทำหาย/ ไม่เคยทำบัตรประชาชน) ทำให้มีปัญหาในการเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาล ส่งผลให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

สำหรับข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านในหน่วยงานภาครัฐ อันได้แก่ 1. สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี 2. สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี 3. สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (ชาย) 4. สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (หญิง) พบว่าโดยรวมแล้วมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น 225 ราย เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย (128 ราย เปรียบเทียบกับ 97 ราย) ส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด, สันนิษฐานติดเชื้อในกระแสเลือด สูงถึง 71 ราย (คิดเป็นร้อยละ 31.5) รองลงมาคนไร้บ้านเสียชีวิตด้วยโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจล้มเหลว, หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, หัวใจและปอดล้มเหลวเฉียบพลัน จำนวน 55 ราย (คิดเป็นร้อยละ 24.4) ขณะที่คนไร้บ้านเสียชีวิตด้วยโรคชราภาพและมีการสันนิษฐานว่าชราภาพเป็นอันดับที่สาม จำนวน 39 ราย (คิดเป็นร้อยละ 17.3) ไม่เพียงเท่านี้จากข้อมูลในตาราง 7 แสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่แล้วเกือบครึ่งหนึ่งของคนไร้บ้านเสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ อาทิเช่น ติดเชื้อในกระแสเลือดฯ ปอดติดเชื้อ วัณโรคปอด ติดเชื้อจากการสำลัก (จำนวน 110 ราย จาก 225 ราย)



เมื่อพิจารณาข้อมูลโดยการจำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ หน่วยงานภาครัฐที่ดูแลคนไร้บ้านเพศหญิง ได้แก่ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี และสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (หญิง) ส่วนหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลคนไร้บ้านเพศชาย ได้แก่ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี และสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (ชาย) ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลการเสียชีวิตของทั้ง 4 หน่วยงาน มีความแตกต่างกันทั้งเชิงรูปแบบ และความครบถ้วนของข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิต โดยหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลคนไร้บ้านผู้หญิงมีการจัดเก็บข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตที่ค่อนข้างครบถ้วนทั้ง 2 แห่ง ซึ่งหากพิจารณาข้อมูลย้อนหลังประมาณ 3 ปี (ปี พ.ศ. 2557 ถึงปี พ.ศ. 2559) จะพบว่าคนไร้บ้านในหน่วยงานภาครัฐทั้ง 2 แห่งนั้น มีสาเหตุการเสียชีวิตที่คล้ายคลึงกันคือ มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อ (Sepsis) ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia) เป็นหลัก อีกสาเหตุสำคัญ คือ ภาวะหายใจล้มเหลว (Respiratory failure) ซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องมาจากการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือปอดติดเชื้อ รองลงมา คือ สาเหตุด้านความชราภาพ หรือสันนิษฐานว่าชราภาพ สาเหตุการตายอื่น ที่พบในกลุ่มคนไร้บ้านผู้หญิง เช่น มะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย เป็นต้น

สาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านผู้หญิงในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี และสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (หญิง) ปี พ.ศ. 2557-2559 พบว่าในช่วงระยะเวลา 3 ปี จากข้อมูล มีจำนวนคนไร้บ้านหญิงเสียชีวิตทั้งสิ้น 128 ราย ในจำนวนนี้เป็นคนไร้บ้านในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี 37 ราย ขณะที่เป็นคนไร้บ้านในสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (หญิง) ถึง 91 ราย คิดเป็นเกือบ 3 เท่าของหน่วยงานแรก

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลคนไร้บ้านเพศหญิงจากทั้ง 2 หน่วยงาน พบว่า คนไร้บ้านผู้หญิงในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรีมีการเสียชีวิตด้วยกลุ่มโรคติดเชื้อในกระแสเลือด, สันนิษฐานติดเชื้อในกระแสเลือด (จำนวน 15 ราย) กลุ่มโรคระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจล้มเหลว, หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, หัวใจและปอดล้มเหลวเฉียบพลัน (จำนวน 13 ราย) กลุ่มโรคชราภาพ, สันนิษฐานชราภาพ (จำนวน 6 ราย) และกลุ่มโรคปอดติดเชื้อ, ติดเชื้อในช่องท้องร่วมกับปอดติดเชื้อ, ติดเชื้อทางเดินหายใจ (จำนวน 3 ราย) ตามลำดับ ทั้งนี้จากข้อมูลดังกล่าว พบว่าคนไร้บ้านหญิงกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคที่เป็นลักษณะของการติดเชื้อ

ขณะที่สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (หญิง) พบว่าคนไร้บ้านเสียชีวิตด้วยกลุ่มโรคที่มีจำนวนใกล้เคียงกัน คือ กลุ่มโรคติดเชื้อในกระแสเลือด, สันนิษฐานติดเชื้อในกระแสเลือด (จำนวน 22 ราย) กลุ่มโรคระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจล้มเหลว, หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, หัวใจและปอดล้มเหลวเฉียบพลัน (จำนวน 21 ราย) กลุ่มโรคชราภาพ, สันนิษฐานชราภาพ (จำนวน 22 ราย) และกลุ่มโรคปอดติดเชื้อ, ติดเชื้อในช่องท้องร่วมกับปอดติดเชื้อ, ติดเชื้อทางเดินหายใจ (จำนวน 12 ราย) นอกจากนี้แล้วคนไร้บ้านหญิงกลุ่มนี้มีการเยชีวิตด้วยโรคอื่นนอกเหนือจากที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนไร้บ้านหญิงในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรีด้วย นั่นคือ การติดเชื้อจากการสำลัก, ทางเดินอาหารอุดตันจากการสำลัก, ขาดอากาศหายใจจากการสำลัก (จำนวน 5 ราย) น้ำท่วมปอด, มีน้ำในเยื่อหุ้มปอดจำนวนมาก (จำนวน 3 ราย) และวัณโรคปอด (จำนวน 2ราย) โรคชัก (จำนวน 2 ราย) กลุ่มโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, น้ำครั่งในโพรงสมอง, เลือดออกในสมอง (จำนวน 2 ราย)

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวัง เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยทางจิต และผู้สูงอายุ คือ ทางเดินหายใจอุดตันจากการสำลัก เช่น จากการสำลักอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง มีแนวโน้มที่จะตายจากการเป็นแผลติดเชื้อที่เกิดจากการนอนติดเตียงเป็นเวลานาน การติดเชื้อในท่ออาหาร ท่อหายใจและท่อลำเลียงและขับถ่ายของเสียต่างๆ ซึ่งทางสถานคุ้มครองเองไม่มีทรัพยากรทั้งด้านบุคลากร อุปกรณ์ทางการแพทย์ และทุนทรัพย์ที่จะดูแลผู้ป่วยสูงอายุเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ และได้มาตรฐานเช่นเดียวกับโรงพยาบาล

สำหรับข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตของกลุ่มคนไร้บ้านเพศชาย ยังมีการจัดเก็บที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ก็สามารถสะท้อนลักษณะเฉพาะของสาเหตุการเสียชีวิตในคนไร้บ้านกลุ่มนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยทั้งในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี และสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (ชาย) ต่างพบว่ามีสาเหตุการเสียชีวิตที่ใกล้เคียงกับกลุ่มคนไร้บ้านผู้หญิง คือ จากข้อมูลในตาราง 9 พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของคนไร้บ้านชายเสียชีวิตด้วยภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด (จำนวน 34 ราย) และปอดติดเชื้อเป็นหลัก (จำนวน 15 ราย) รองลงมา คือ ระบบหายใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (จำนวน 21 ราย)

ประการสำคัญคือไม่ได้เกิดเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ หากแต่ปรากฏทั้งในกลุ่มที่เสียชีวิตเมื่ออายุ 30 กว่าปีเช่นกัน นอกจากนี้ ยังพบโรคที่เกี่ยวข้องกับตับด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของการระบุว่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุชราภาพ กลุ่มคนไร้บ้านผู้ชายเสียชีวิตด้วยสาเหตุนี้น้อยกว่ากลุ่มคนไร้บ้านผู้หญิงมากอย่างเห็นได้ชัด

จากการพิจารณาสาเหตุการเสียชีวิตรายอายุ ไม่พบแบบแผนหรือลักษณะเฉพาะของสาเหตุการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นกับเฉพาะบางกลุ่มอายุ ทั้งนี้ เนื่องจากการระบุสาเหตุการเสียชีวิตในระบบการจัดเก็บข้อมูล ยังไม่มีการลงรายละเอียดที่ชัดเจนถึงสาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านในแต่ละราย โดยเป็นเพียงการระบุกลุ่มโรค หรือสาเหตุสุดท้ายของการเสียชีวิตที่คล้ายคลึงกัน เช่น ระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจล้มเหลว เป็นต้น นอกจากนี้ ในบางหน่วยงานยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการเป็นโรคประจำตัว หรือลักษณะการเจ็บป่วยอื่นๆ ก่อนที่จะเสียชีวิตของกลุ่มคนไร้บ้าน หรือผู้รับบริการอื่นๆ ทำให้การสันนิษฐานสาเหตุการเสียชีวิตอาจมีความคลาดเคลื่อน และการนำข้อมูลมาใช้เพื่อวางแผนป้องกัน รักษาและฟื้นฟูกลุ่มคนไร้บ้านที่อยู่ในหน่วยงานภาครัฐหรือสถานคุ้มครองย่อมไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ สาเหตุร่วมประการสำคัญที่อาจส่งผลต่อการเสียชีวิตของคนไร้บ้านทั้งกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะและในหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน คือ การได้รับการส่งเสริมสุขภาวะทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อันเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรค หรือลดความรุนแรงของโรคต่างๆ อันเป็นสาเหตุของการตายได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มคนไร้บ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะยังคงมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาสุขอนามัยที่ดี การได้รับอาหารที่สะอาดและมีประโยชน์ รวมถึงการได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมเมื่อเริ่มเกิดการเจ็บป่วย ในขณะที่กลุ่มคนไร้บ้านที่อยู่ในหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์พัก/สถานคุ้มครอง แม้จะได้รับการดูแลด้านสุขอนามัย ที่พักอาศัย และอาหารที่ดีในระดับหนึ่ง หากแต่ด้วยบทบาทของหน่วยงานดังกล่าวที่มีอยู่ ไม่ได้มุ่งเน้นการรักษาพยาบาลเป็นหลัก (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) ดังนั้น จึงไม่มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่จะมาช่วยดูแลกลุ่มคนไร้บ้านซึ่งส่วนใหญ่มีภาวะการเจ็บป่วยซับซ้อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่งผลให้คนไร้บ้านบางรายเจ็บป่วยเรื้อรัง ต้องรับการรักษาและรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถเข้าสู่ช่องทางการฟื้นฟูสมรรถภาพ และพัฒนาศักยภาพเพื่อออกไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติในสังคม

สาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะ

อนึ่ง ในการศึกษาฉบับนี้ระบุว่าสำหรับสาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะนั้น ยังไม่มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน ดังนั้น ผลการศึกษาในส่วนนี้จึงอาศัยความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานช่วยเหลือคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะเป็นหลัก โดยผลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า สาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านกลุ่มนี้ ต้องแยกออกเป็นคนไร้บ้านที่เสียชีวิตด้วยการเจ็บป่วยทางกาย โดยไม่มีอาการทางจิตมาก่อน และกลุ่มผู้ป่วยทางจิต ซึ่งเป็นที่รับรู้ว่าเป็นกลุ่มคนไร้บ้านหลักที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะ และน่าจะมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยต่างๆ มากกว่าคนไร้บ้านที่ไม่ป่วยทางจิต

อย่างไรก็ตาม คณะผู้ศึกษาไม่สามารถวิเคราะห์ชี้ชัดได้ว่า คนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะเสียชีวิตด้วยสาเหตุใดมากที่สุด หากแต่การให้ข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ได้ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะ และในหน่วยงานของภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยคนไร้บ้านที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะทั้งผู้ป่วยทางกายและผู้ป่วยทางจิต ส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ โรคติดเชื้อและเสียชีวิตด้วยเหตุจากการติดสุราเรื้อรังเป็นหลัก มีเพียงบางรายที่เสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อที่อาจจะเป็นโรคประจำตัวมาตั้งแต่ก่อนเป็นคนไร้บ้าน นอกจากนี้ สาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านกลุ่มนี้ ยังขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมที่อาศัยหลับนอนเป็นสำคัญด้วย เช่น ในฤดูร้อน พบว่า คนไร้บ้านเสียชีวิตด้วยการเป็นโรคลมแดด (Heat Stroke) เป็นต้น

https://www.tcijthai.com/news/2019/9/scoop/9398



napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2019, 08:53 PM   #2684
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

'ประยุทธ์' ย้ำย้ายเมืองหลวงยังเป็นแนวคิด ลดความแออัดกทม.ชั้นใน

20 กันยายน 2562

"ประยุทธ์" ย้ำย้ายเมืองหลวงยังเป็นแนวคิด ชี้ต้องรองรับอนาคตลดความแออัดกทม.ชั้นใน วอนปชช.ช่วยคิดปรับผังเมือง

เมื่อเวลาวันที่ 20 ก.ย. เวลา 16.20 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีแนวคิดย้ายเมืองหลวงว่า เรื่องนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดที่จะต้องมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า

ซึ่งสิ่งที่ต้องดำเนินการคือทำอย่างไรให้กทม.มีความเจริญทั้งด้านใน และรอบนอก เพื่อไม่ให้คนเข้ามาอยู่ภายในมากเกินไป รวมถึงการปรับผังเมืองที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชน เพราะหลายประเทศมีการปรับผังเมืองก่อนคนเข้ามาอยู่แต่ประเทศของเราคนเข้ามาอยู่แล้วจึงค่อยปรับผังเมือง

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/848000
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2019, 08:59 PM   #2685
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

กอ.รมน.ยุคใหม่ใหญ่กว่าเดิม: หูตา-แขนขากองทัพ แทรกซึมทุกสมัย กระจายทุกพื้นที่

ประชาไท / รายงานพิเศษ
Submitted on Thu, 2019-09-19

ก่อนหมดอำนาจ คสช. ทิ้งทวนออกคำสั่งขยายอำนาจ กอ.รมน.หน่วยงานปราบ ‘ผี’ ของรัฐไทยมาตั้งแต่ยุคคอมมิวนิสต์ ได้งบนับหมื่นล้านมาต่อเนื่อง ขยายสาขาคลุม 77 จังหวัด ดึงหลายหน่วยร่วมแม้แต่อัยการ แหล่งข่าวระดับจังหวัดระบุ คสช.ไม่อยู่ กอ.รมน.ก็ทำอยู่แล้วในการจับตาทุกกลุ่มเคลื่อนไหว พ.ร.บ.ความมั่นคงให้อำนาจเรียกคุย (คนละคำกับ 'ปรับทัศนคติ') แถมทำโครงการพัฒนาทุกด้าน ช่วยดันสารพัดนโยบาย คสช. รวมถึงอบรมมวลชนทั่วประเทศด้วยอุดมการณ์ราชาชาตินิยม

กอ.รมน.รับไม้ต่อ หลัง คสช.หมดอำนาจ งัด พ.ร.บ.ความมั่นคง ดูแลแก้ปัญหา
ไทยรัฐออนไลน์ 19 มิ.ย.2562

เมื่อผ่านการเลือกตั้ง คสช.ย่อมไม่มีอำนาจเต็มเช่นเดิม การควบคุมสังคมแบบเบ็ดเสร็จ การใช้การทหารนำการเมือง ปฏิบัติการนอกเหนือกระบวนการยุติธรรมปกติ รวมถึงการออกประกาศ คำสั่ง ตามแต่คณะรัฐประหารเห็นสมควรเป็นอันต้องยุติลง


แล้วใครจะดูแล “ความมั่นคง” หรืออีกนัยหนึ่งคือ ควบคุมการต่อต้านรัฐบาลใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดิม

กอ.รมน.เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ และเป็นหน่วยงานที่ประชาชนไทยจำเป็นต้องทำความรู้จักไว้ให้ดี เพราะถือกำเนิดมา สอดส่อง แทรกซึม ควบคุม การต่อต้านของกลุ่มต่างๆ มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปราบสมัยผีคอมมิวนิสต์ จนถึงผีทักษิณ และยังคงเฝ้าระวังผีอื่นๆ อยู่จนปัจจุบัน

คสช. “คุมตัวปรับทัศนคติ” - กอ.รมน. “เชิญตัวมาซักถาม”
หลังมีข่าว “การส่งไม้ต่อ” ระหว่าง คสช.-กอ.รมน. ข้อถกเถียงหรือคำถามสำคัญที่สังคมสงสัยคือ กอ.รมน.จะมีอำนาจคุมตัวคน(ฝ่ายตรงข้ามรัฐ/รัฐบาล)เข้าค่ายทหารเพื่อปรับทัศนคติเหมือน คสช.ไหม

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า กอ.รมน.มีอำนาจของตัวเองตามพ.ร.บ.ความมั่นคง (พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551) อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่อำนาจในการเรียกปรับทัศนคติ หากเป็นอำนาจเชิญมาให้ข้อมูลและไม่สามารถกักตัวใครไว้ได้

ด้าน พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน.ยืนยันใกล้เคียงกันว่า การเชิญตัวบุคคลตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นการเชิญตัวมาให้ข้อมูล ไม่เหมือนกับที่ คสช.ดำเนินการกับผู้เห็นต่างทางการเมือง แต่ไม่เหมือนอย่างไรโฆษก กอ.รมน.ไม่ได้อธิบาย

ส่วนโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ตั้งข้อสังเกตไปไกลกว่านั้นว่า แม้คสช.สิ้นสภาพไปแล้ว แค่คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ที่สามารถให้ ‘เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย’ คุมตัว ค้นบ้านบุคคลโดยไม่ต้องมีหมายศาล และนำตัวไปสอบสวน 7 วันยังคงอยู่ แม้วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ อธิบายว่า คสช.ไม่มีแล้วก็ตั้งเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยไม่ได้แล้ว แต่ไอลอว์โต้แย้งว่า จนปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าพนักงานฯ ที่ตั้งไปแล้วจะถูกยกเลิกด้วยหรือไม่ ยังสามารถดำเนินการตามคำสั่งเดิมได้หรือไม่ เพราะคำสั่งไม่ได้ถูกยกเลิก แถมรัฐธรรมนูญให้การรองรับ

หยุดยุคคอมมิวนิสต์ แต่ กอ.รมน.ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“เรื่อง คสช.ส่งไม้ต่อให้ กอ.รมน. ไม่มีอะไรน่ากังวล”

ข้าราชการพลเรือนในจังหวัดหนึ่งซึ่งนั่งเป็นส่วนหนึ่งใน กอ.รมน.จังหวัดให้ความเห็น เหตุผลของเขาก็คือ สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ กอ.รมน.ทำอยู่แล้ว !

กอ.รมน.เป็นหน่วยงานลูกผสมที่ผสมข้าราชการพลเรือนเข้ามาร่วมทำงานกับ ทหาร ตำรวจ แต่ดูเหมือนพลเรือนจะไม่มีบทบาทอะไรมากนัก เบื้องต้นเราคงต้องทำความเข้าใจโครงสร้างหลักของ กอ.รมน.เสียก่อน

นายกรัฐมนตรี เป็น ผู้อำนวยการ หรือ ผอ.รมน.
ผู้บัญชาการทหารบก เป็น รอง ผอ.รมน.
เสนาธิการทหารบก เป็น เลขาธิการ

สามส่วนนี้ล็อคสเป็ค จากที่เมื่อก่อนนายกฯ ตั้งพลเรือนคนไหนเป็น รอง ผอ.รมน.ก็ได้ ยังไม่นับว่าในทางปฏิบัติตำแหน่งบริหารในหน่วยงานย่อยของ กอ.รมน. ก็เป็นทหารทั้งหมด ปัจจุบัน กอ.รมน.สามารถขยายสาขาออกไปได้ครบ 77 จังหวัดตามโครงสร้างที่กำหนดในพ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งสุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงมองว่า นี่เป็นการขยายอำนาจของทหารในบริบทเชิงสถาบัน หรือที่เรียกในทางทฤษฎีว่า institutionalization of military power

แม้มีผู้ว่าฯ นั่งหัวโต๊ะเป็น ผอ.รมน.จังหวัดแต่ละจังหวัด แต่ในทางปฏิบัติคนที่ใหญ่ที่สุดคือ แม่ทัพภาค

ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผอ.รมน.จังหวัด
รอง ผอ.รมน.จังหวัดถูกกำหนดให้เป็นเจ้าหน้าที่ทหารจาก กอ.รมน.เท่านั้น
กอ.รมน.จังหวัดขึ้นกับ ผอ.กอ.รมน. ภาค ซึ่งก็คือ แม่ทัพภาค
ที่สำคัญ ก่อน คสช.จะหมด “อำนาจทางการ” ลง ได้มีการใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 51/2560 ซึ่งนิยาม “ความมั่นคงใหม่” ให้กว้างไกลกว่าเดิมและเพิ่มตัวละครเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ กอ.รมน.ระดับภาคและระดับจังหวัดอีกมาก ซึ่งสุรชาติ มองว่า นี่เป็นการตีความงานความมั่นคงแบบครอบจักรวาล และทำให้ กอ.รมน.กลายเป็นซูเปอร์กระทรวง หรือกระทั่งเป็น “รัฐบาลน้อย” แฝงอยู่ในรัฐบาลพลเรือน

“การขยายบทบาททหารในระดับภาค ซึ่งมีแม่ทัพภาค (ผอ.รมน.ภาค) เป็นประธานนั้น มีการดึงเอาอธิบดีอัยการภาค ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค เข้ามาเป็นองค์ประกอบใหม่ ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาอัยการภาคเข้ามาอยู่ในโครงสร้างนี้ ฝ่ายอัยการควรจะต้องถือว่าเป็นหน่วยงานอิสระในกระบวนการยุติธรรม การจัดเช่นนี้จึงอาจถูกตีความได้ว่างานอัยการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฟ้องร้องคดีในทางกฎหมายจะอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารด้วย” สุรชาติยกตัวอย่างไว้ในบทความหนึ่ง

ควบคุมการเคลื่อนไหวทุกชนิด

ขณะที่แหล่งข่าวในกอ.รมน.จังหวัดหนึ่งระบุว่า กอ.รมน.แต่ละจังหวัดจะมีคณะทำงานของตัวเอง โดยผู้ว่าฯ นั่งเป็นประธานก็จริง แต่สิ่งที่จะรายงานผู้ว่าฯ คือ งานนโยบาย งานการข่าวเท่านั้น เวลาประชุมระดับปฏิบัติการ รองผอ.รมน.ซึ่งเป็นฝ่ายทหารจะเป็นคนประชุมแทน นอกจากนี้ยังมีการประชุมโต๊ะข่าวทุกเดือนระหว่าง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง จับตาการเคลื่อนไหวทุกอย่างในพื้นที่ ไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่มการเมือง แต่รวมถึงชาวบ้านที่คัดค้านโครงการต่างๆ ของรัฐและเอกชนด้วย

“แม้ไม่มีการเข้าไปคุกคาม แต่เรามีข้อมูลหมด มีการติดตามตัวบุคคลด้วย พื้นที่ละหลายสิบคนจนถึงหลักร้อยแล้วแต่ความเข้มข้นในการเคลื่อนไหว” แหล่งข่าวกล่าว

“งานข่าว” ดูจะเป็นประเด็นสำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่งในสายตากองทัพ แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2560 หมวดว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ก็มีการเพิ่มบทบาทกองทัพโดยเฉพาะเรื่องการข่าวกรอง มาตรา 52 ระบุว่า รัฐต้องพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูตและการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ กำลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย

บทบาทงานข่าวและปฏิบัติการจิตวิทยาของหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ รวมถึง กอ.รมน.นั้นมีมาโดยตลอด แม้แต่หลังการเลือกตั้งซึ่ง คสช.สิ้นอำนาจอย่างเป็นทางการแล้ว การติดตามพรรคการเมืองในการลงพื้นที่ยังคงมีความเข้มข้น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศถึงแรงกดดันที่ได้รับจากการลงพื้นที่จังหวัดในภาคอีสานเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

“เราจัดกิจกรรมไว้ 3 กิจกรรม พบปะสมาชิก พบปะนักธุรกิจพูดคุยถึงปัญหาเศรษฐกิจ และพบปะผู้สมัครท้องถิ่นพูดคุยถึงวิสัยทัศน์ท้องถิ่น สุดท้ายเราได้จัดกิจกรรมเดียว ผู้ว่าฯ โทรมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ไล่บี้ทีมจังหวัดของเรา โรงแรมที่เราจองสถานที่ไว้แล้วก็โทรไปหาเจ้าของโรงแรมว่าไม่ให้รับ พอมันเจอบี้เรื่อยๆ ทีมจังหวัดของพรรคก็จิตตก สุดท้ายก็ยกเลิกทุกงานไป อีกครั้งหนึ่ง พอผมร่วมกิจกรรมที่จังหวัดหนึ่งแล้วกลับมาถึงกทม. ปรากฏว่าทีมจังหวัดโดนทหารเข้าพบ เขาพยายามจะเข้ามาทุกช่องทางที่จะดักไม่ให้ประชาชนได้สัมผัสกับธนาธร คนไหนไปเจอเราปุ๊บเจ้าหน้าที่เข้าเลย อย่างน้อยก็ไปถ่ายรูป การคุกคามแบบนี้มีอยู่ตลอด” ธนาธรกล่าว

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่า ในช่วง คสช.มีอำนาจเต็มนั้น กลไกที่ถูกใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวทางการเมือง คือ มณฑลทหารบก (มทบ.) เป็นหลัก โดยแม่ทัพภาคคือ ผอ.รมน.ภาค เป็นผู้สั่งการหรือคุมทิศทาง

“เขาใช้หน่วยทหารในพื้นที่มากกว่าที่จะไป กอ.รมน.จังหวัด เต็มที่ก็แค่กำชับให้เราให้ความร่วมมือกับทหารในเรื่องต่างๆ หลังรัฐประหารใหม่ๆ จะเรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะหัวหน้าในส่วนจังหวัดทุกเดือน แต่หลังจากไม่มี คสช.แล้วก็ต้องรอดูต่อไปว่าจะใช้เครื่องมืออย่าง กอ.รมน.แค่ไหน อย่างไร” แหล่งข่าวในจังหวัดให้ความเห็น

ในมุมของข้าราชการพลเรือนนั้น ดูเหมือนคนส่วนใหญ่น่าจะอยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกอ.รมน.จังหวัด เพราะนอกจากจะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่มเติมแล้ว ที่สำคัญยังมีการนับเวลาราชการแบบทวีคูณ เช่น ระหว่างรับราชการได้มีโอกาสเข้ามามีตำแหน่งอยู่ในโครงสร้าง กอ.รมน.จังหวัด 5 ปี ช่วงนั้นจะถูกนับเวลาราชการเป็น 10 ปี ซึ่งจะส่งผลเพิ่มการคำนวณบำเหน็จบำนาญหลังเกษียณ

ส่วนเอกสารการส่งมอบภารกิจจาก คสช. สู่ กอ.รมน.จังหวัดนั้นก็ระบุถึงภารกิจหลายด้าน เช่น การติดตามกลุ่มเป้าหมายที่ฝ่ายความมั่นคงมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง, การติดตามเฝ้าระวังสื่อโทรทัศน์ โทรคมนาคม ระบบการติดต่อสื่อสาร สถานีวิทยุชุมชน และสื่อออนไลน์, การควบคุมระบบคมนาคม ตั้งด่าน ตั้งจุดตรวจเพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมาย, การควบคุมการเคลื่อนไหวการชุมนุม, การปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทวงคืนผืนป่า กำจัดผู้มีอิทธิพล ฯลฯ, การปฏิบัติการกิจการพลเรือน เช่น การช่วยเหลือภัยพิบัติต่างๆ กิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และอีกสารพัดสิ่งไปกระทั่งถึงการกำจัดผักตบชวาในคูคลอง

เหล่านี้คือบทบาทที่ขยายกว้างขึ้นของ กอ.รมน.ซึ่งในด้านหนึ่งก็เป็นการทำงานกับมวลชนผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ รวมถึงเข้าไปสนับสนุนผลักดันโครงการของรัฐบาลในยุคของ คสช.อีกด้วย เช่น การเข้าไปร่วมกับโครงการประชารัฐ ไทยนิยมยั่งยืน

ก่อนจะไปดูผลงานระยะสั้นที่ผ่านมาของกอ.รมน. เราอาจต้องทำความรู้จักประวัติศาสตร์ของ ‘องค์กรปราบผี’ ของรัฐไทยเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น

ประวัติศาสตร์ กอ.รมน.
ต้องย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 2500 ที่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์แผ่ขยายมาจนถึงประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน หลังสู้รบกันมาพอควร รัฐไทยพบว่าการใช้ความรุนแรงอย่างเดียวไม่ประสบผล จึงเริ่มเน้นงาน “ซอฟท์” หรือการพัฒนาให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (C.I.A.) พี่ใหญ่ที่คอยปราบคอมมิวนิสต์ทั่วโลกมีบทบาทสำคัญในการช่วยจัดตั้งองค์กรมวลชน ผสานการพัฒนาเข้ากับการทหาร และวางแผนปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อเอาชนะสงครามแย่งชิงประชาชน

กองบัญชาการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (บก.ปค.) จึงเกิดขึ้นในปี 2508 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร อยู่ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 มีวัตถุประสงค์เริ่มต้นคือการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่ “ความมั่นคง” ถูกตีความกว้างขึ้น งานจำพวกขุดคลอง สร้างถนน ฝึกอาชีพ ฯลฯ กลายเป็นงานหลักขององค์กรด้านความมั่นคงแห่งนี้ ทำไปพร้อมๆ การจัดตั้งความคิดให้ชาวบ้าน ต่อมาในปี 2516 ได้เปลี่ยนชื่อให้ดูซอฟท์ลงอีกเป็น กอ.รมน.หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร


พวงทอง ภวัครพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งศึกษาบทบาทกอ.รมน.ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เคยเขียนบทความระบุว่า ในช่วงปี 2516-2519 ที่เกิดกระแส “ขวาพิฆาตซ้าย” หรือการกำจัดคอมมิวนิสต์กำลังรุนแรง เชื่อกันว่า กอ.รมน. เป็นผู้สนับสนุนเบื้องหลังกลุ่มฝ่ายขวา เช่น นวพล กระทิงแดง อภิรักษ์จักรี รวมทั้งลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อีกทั้งเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ยังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฆาตกรรมชาวบ้านนับพันคนในจังหวัดพัทลุงเมื่อปี 2515 หรือเหตุการณ์ “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง” รวมถึงการสังหารประชาชนและเผาหมู่บ้านที่บ้านนาทราย จังหวัดหนองคายในปี 2517 โดยไม่เคยมีใครต้องรับผิดต่อกรณีความรุนแรงทั้งหมดนี้

หลังสงครามคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลง ในปี 2543 สมัยนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย มีการประกาศยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ แต่องค์กรปราบคอมมิวนิสต์อย่าง กอ.รมน.กลับยังได้รับการต่อชีวิต โดยชวนได้ประกาศใช้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 187/2542 มารองรับการมีอยู่ขององค์กรนี้ โดยให้ทำเรื่องยาเสพติด ความมั่นคงชายแดน การข่าว ปฏิบัติการจิตวิทยา ต่อมาในสมัยทักษิณ ชินวัตร ต้องการให้ กอ.รมน. ลดบทบาทในการจัดการปัญหาภาคใต้ลง และมีบทบาทสนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติดจึงได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 158/2545 มาแทนที่

การอยู่ได้โดยคำสั่งนายกฯ นั้นดูจะไม่ค่อยมั่นคงเท่าไรนักสำหรับ กอ.รมน. เพราะการยุบเลิกองค์กรก็สามารถใช้คำสั่งนายกฯ ได้เช่นเดียวกัน

หลังการรัฐประหารในปี 2549 รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ทำคลอด กอ.รมน.โฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิมเพราะมีความมั่นคงสูงเหมือนสมัยปราบคอมมิวนิสต์ด้วยการทำให้มีสถานะทางกฎหมายหนักแน่นผ่าน พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 กำหนดโครงสร้างและการใช้อำนาจของ กอ.รมน.โดยตรง

คำถามสำคัญคือ ภัยคุกคามในช่วงนั้นสำหรับทหารคืออะไร หากใครจำได้ มันเป็นช่วงเวลาของการต่อต้านรัฐบาลทักษิณอย่างหนักนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็มีการก่อร่างขบวนการคนเสื้อแดงที่กว้างขวางทั่วประเทศ

ความยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่

ปัจจุบัน กอ.รมน.ได้งบประมาณนับหมื่นล้านบาท มีเจ้าพนักงานราว 6,000 คนทั่วประเทศ ไม่นับรวมที่ทำงานในส่วนสามจังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งยังมีอาสาสมัครความมั่นคงภายในทั่วประเทศ 500,000-600,000 คน และมีคนในเครือข่ายข้อมูลข่าวสารอีกหลายหมื่นคน ตัวเลขนี้อ้างอิงจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.พีรวัฒน์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน.

ขณะเดียวกับเมื่อดูงบประมาณของ กอ.รมน. ตั้งแต่มี พ.ร.บ.ความมั่นคงเป็นต้นมา เทียบกับงบประมาณของสภาความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงมานาน ก็พบว่ากอ.รมน. ได้รับงบประมาณมากกว่าหลายเท่าตัว และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


เอกสารยุทธศาสตร์ กอ.รมน. พ.ศ. 2560-2564 ในส่วนของสถานการณ์ความมั่นคง ได้ระบุหัวข้อ “ภัยความมั่นคง” หลักที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือถึง 10 หัวข้อซึ่งสะท้อนความกว้างขวางของงาน กอ.รมน.รวมถึงการจัดอันดับภัยความมั่นคงได้เช่นกัน ประกอบด้วย 1. การล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ 2. ความเห็นต่างและความขัดแย้งทางความคิดของคนภายในชาติ 3. สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4. ภัยคุกคามไซเบอร์ 5. ภัยพิบัติทางธรรมชาติ 6. แรงงานต่างด้าวและผู้หลบหนีเข้าเมือง 7. การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ 8. ปัญหายาเสพติด 9. ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 10. ผลกระทบที่เกิดจากข้อตกลงและพันธกรณีระหว่างประเทศต่อความมั่นคงภายใน

แล้วตามพ.ร.บ.ความมั่นคง กอ.รมน.มีอำนาจอะไรบ้าง

สรุปให้รวบรัดก็คือ ในภาวะไม่ปกติแต่ยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ครม.สามารถมีมติมอบหมายให้ กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกันปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และระยะที่กำหนดไว้ได้ โดย 1.ใช้อำนาจหน้าที่แทนหน่วยงานรัฐอื่น 2.ออกข้อกำหนด ให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กอ.รมน. 3.ห้ามประชาชนเข้าหรือออกจากพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนดไว้ 4.ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (curfew) 5.ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน 6.ห้ามใช้เส้นทางหรือยานพาหนะ 7.ห้ามบุคคลใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ 8.เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานร่วมสอบสวนคดีความทางอาญาในฐานะพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่

นอกจากนี้พ.ร.บ.ความมั่นคงยังกำหนดว่า บรรดาข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำดังกล่าวข้างต้นนี้ “ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หมายความว่าปัจเจกบุคคลไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐผ่านศาลปกครองได้ ขณะที่ถ้าจะฟ้องศาลอาญาและศาลแพ่งเกี่ยวกับข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำใดของกอ.รมน.ก็ทำได้ต่อเมื่อการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐได้สิ้นสุดลงแล้ว แปลความได้ว่า ต่อให้คำสั่งดังกล่าวของรัฐละเมิดกฎหมายและสิทธิของประชาชน ศาลยุติธรรมก็ไม่สามารถสั่งยกเลิกคำสั่งดังกล่าวได้

การจัดตั้งมวลชนฝ่ายขวา
เป็นที่รับรู้ว่า งานหลักที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของกอ.รมน.คือ การทำงานมวลชน เป็นการสร้างความคุ้นเคย ซื้อใจ กระทั่งจัดตั้งมวลชนให้มีแนวความคิด ความเชื่อ ดังที่กองทัพต้องการ

ในสมัยยุคปราบคอมมิวนิสต์ ประชาชนบางกลุ่มได้รับแจกและฝึกให้ใช้อาวุธ ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้กับรัฐ คอยรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มเป้าหมายให้กับเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ

งานของพวงทองระบุว่า ก่อนปี 2521 มวลชนภายใต้การจัดตั้งของทหารและมหาดไทยมีมากกว่า 20 กลุ่ม เช่น กองอาสารักษาดินแดน, ราษฎรอาสาสมัคร, ราษฎรรักษาความสงบและพัฒนาหมู่บ้าน, ชุดปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน, ไทยอาสาป้องกันตนเอง, อาสาสมัครป้องกันฝ่ายพลเรือน, ราษฎรอาสาสมัครพัฒนาท้องถิ่นและป้องกันปราบปรามอาชญากรรม, กองกำลังติดอาวุธ, กลุ่มเสียงชาวบ้าน, กลุ่มบางระจัน เป็นต้น แต่เกิดปัญหาความซ้ำซ้อน หลายกลุ่มไร้ประสิทธิภาพ และแย่งชิงงบประมาณกันเอง หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ รัฐบาลของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จึงได้ยุบกลุ่มต่างๆ ให้มารวมกัน โดยกลุ่มหลักที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบันได้แก่

1) ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)
2) กองหนุนเพื่อความมั่นคงของชาติ (กนช.)
3) โครงการอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.)
4) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)
5) อาสารักษาดินแดน (อ.ส.)
6) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
7) ลูกเสือชาวบ้าน

กลุ่มที่ 1-4 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กอ.รมน. โดยตรง ส่วนกลุ่มที่ 5 และ 6 สังกัดกรมการปกครอง กลุ่มที่ 7 ขึ้นกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน และได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ตั้งแต่ปี 2515 แม้ว่ากลุ่มที่ 5-7 จะไม่ได้ขึ้นกับ กอ.รมน. โดยตรง แต่ กอ.รมน. เข้าไปมีบทบาทในการวางแผน-อบรม-ระดมมวลชนเหล่านี้ให้ทำกิจกรรม

หลังรัฐประหารปี 2549 บทบาทของ กอ.รมน. ปรากฏให้เห็นตามรายงานของสื่อมวลชนมากขึ้น และบทบาทบางอย่างคล้ายกับสิ่งที่เคยปฏิบัติในช่วงสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ เช่น การเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม, จัดตั้งและฟื้นฟูองค์กรมวลชนขึ้นมาใหม่, ระดมมวลชนของตนให้ทำกิจกรรมสนับสนุนแนวคิดทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และต่อต้านฝ่ายตรงข้าม

งานจัดตั้งมวลชนยุค 4.0
นอกจากนี้พวงทองตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวของ กอ.รมน. ในการจัดตั้งมวลชนเป็นไปอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังรัฐประหารปี 2557 มีการใช้กลไกกอ.รมน.ในการระดมความเห็นทั่วประเทศเกี่ยวกับแผนการปรองดอง การปฏิรูป (เวทีปรองดองต่างจังหวัดห้ามนำมือถือเข้า กอ.รมน.แจง ไม่ต้องการให้นำความเห็นไปขยายความ 2017-03-07)

ในช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ขณะที่กลุ่มนักศึกษาประชาชนรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญถูกจับกุมและฟ้องศาลดำเนินคดีฐานผิดพ.ร.บ.ประชามติมากมาย แต่รัฐใช้ กอ.รมน.ในการ “สร้างความเข้าใจ” เรื่องร่างรัฐธรรมนูญทั่วประเทศ (กอ.รมน. พร้อมนำมวลชนหนุน กรธ.ทำความเข้าใจร่าง รธน. 2016-05-07)

“หาก กรธ. (คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ) ร้องขอมา กอ.รมน.พร้อมนำกลุ่มพลังมวลชนเช่น ลูกเสือชาวบ้าน ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) มวลชน กอ.รมน. กองหนุนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ (กนช.) และหมู่บ้านอาสาพัฒนาเพื่อป้องกันตนเอง (อพป.) มาให้การช่วยเหลือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของทางราชการ เชื่อมั่นว่าการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์จะเข้าถึงประชาชนโดยตรงทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง” โฆษก กอ.รมน.กล่าว

แม้แต่การผลักดันนโยบายของรัฐบาล คสช.ในช่วงหลังรัฐประหาร ทางกอ.รมน.ก็ได้ให้การสนับสนุนอย่างดี โดยมีการเข้าไปอบรมเรื่อง “ประชาธิปไตย” “เศรษฐกิจพอเพียง” ในหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 70,000 หมู่บ้าน ผ่านโครงการประชารัฐในชื่อ ไทยนิยมยั่งยืน โดยคัดเลือกชาวบ้านราว 120 คนต่อหมู่บ้านร่วมพูดคุยถึงความต้องการพัฒนาพื้นที่และรับการอบรมดังกล่าว

นอกจากนี้ยังมีการอบรมในสถานศึกษาทั้งระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย เช่น โครงการเพชรในตม, เยาวชนคนดีคนเก่ง, ทำดีเพื่อพ่อฯลฯ และขยายไปทำกิจกรรมกับกลุ่มข้าราชการ นักธุรกิจ และกลุ่มศาสนา เช่น สมาคมนักธุรกิจรักษาความมั่นคงแห่งชาติ, ชมรมผู้นำชุมชนมุสลิมรักษาความมั่นคงภายใน, ชมรมไทย-ซิกข์รักษาความมั่นคงภายใน, ชมรมไทย-อินเดียรักษาความมั่นคงภายใน, กลุ่มบิ๊กไบค์ไทยใจรักแผ่นดิน, และกลุ่มออฟโรดไทยใจรักแผ่นดิน เน้นย้ำอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึงการให้จับตาสอดส่องมวลชนด้วยกันเองทั้งในสังคมและในโลกไซเบอร์

สอดส่องกดปราบ-เสริมอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยม
พวงทอง กล่าวว่า กอ.รมน.ยุคใหม่ มีบทบาทด้านแรก คือ สอดส่องและกดปราบกลุ่มการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ด้านที่สองคือ เสริมสร้างอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยการขยายฐานมวลชนผ่านการจัดตั้งอบรมด้วยกลไกของระบบราชการ ทั้งกลไกของ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. หรือในการอบรมครูและนักเรียน รวมถึงบรรดา อสม. มวลชนเหล่านี้ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่ผลิตซ้ำ อุดมการณ์ “ราชาชาตินิยม” ตามวาระโอกาสวันสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดทั้งปี พร้อมๆ กับเป็นหูเป็นตาให้กับรัฐคอยสอดส่องพฤติกรรมของคนในแวดวงและชุมชนของตนและบนโลกไซเบอร์เพื่อรายงานต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยจัดตั้งเครือข่ายข่าวภาคประชาชน ‘007 สายข่าวความมั่นคง’ ที่ให้ประชาชนสามารถส่งเรื่องร้องเรียนได้ทันที

แล้วการจัดตั้งมวลชนเช่นนี้ได้ผลระดับไหน มวลชนที่ถูกจัดตั้งเหล่านี้เชื่อในอุดมการณ์หลักของรัฐหรือไม่

พวงทองให้ความเห็นว่า ไม่ใช่ทั้งหมดที่ผ่านการอบรมจะต้องเชื่อในอุดมการณ์หลักของรัฐ แต่พวกเขาจำเป็นต้องมา เนื่องจากความสัมพันธ์ระดับท้องถิ่น ถ้ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านขอให้มาอบรม เขาก็ช่วยไป บางคนอยู่ในกลุ่มมากว่า 20 ปี แต่เมื่อถามมุมมองทางการเมืองเขากลับไม่เห็นด้วยกับแนวคิด ‘ภัยความมั่นคง’ แบบนี้ เพียงแต่เขาไม่ลาออกเนื่องจากได้รับเงินเดือนที่มั่นคง

“ยิ่งนานวันอุดมการณ์เหล่านี้ยิ่งมีเสน่ห์น้อยลง คนรุ่นใหม่ทั้งในเมืองและชนบทคงอินน้อยลงเรื่อยๆ การใช้วิธีการปราบปรามจะยิ่งมากขึ้น มีปรากฎการณ์จับนักกิจกรรมไปทำร้าย ความรุนแรงที่เราเห็นคือแนวโน้มในอนาคต ถ้าอุดมการณ์เข้มแข็งพอจะไม่ต้องใช้ความรุนแรงมาก แต่ตอนนี้อุดมการณ์เอาไม่อยู่โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เราไม่อยากเห็นคือ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากัน มวลชนเหล่านี้อาจถูกนำมาใช้เผชิญหน้ากับมวลชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ 6 ตุลาคม” พวงทองกล่าว

ขณะที่แหล่งข่าว กอ.รมน.ในพื้นที่มองต่างไป

“มวลชนของ กอ.รมน.ไม่มีตัวตนจริง กอ.รมน. ใช้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อสม.บ้าง เพราะต้องการสายข่าว ลูกเสือชาวบ้านคือใคร ก็คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการครูเกษียณแก่ๆ ไม่น่ากลัวเท่า ‘ฟ้าของพ่อ’ ในแง่ความมีพลัง หรือถ้าจะกังวลเรื่องมวลชนที่มีความเป็นปึกแผ่นและเป็นระบบ เราอาจต้องมองไปที่กลุ่มใหม่ๆ อย่างกลุ่มจิตอาสามากกว่า” แหล่งข่าวในพื้นที่กล่าว

ในตอนหน้าเราจะลองทำความรู้จักกับโครงการใหญ่ที่ก่อตัวมาไม่กี่ปีอย่างโครงการจิตอาสา 904

https://prachatai.com/journal/2019/09/84410



napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2019, 09:01 PM   #2686
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

“ชลบุรี” เบอร์ 2 ตั้งร้านอาหารญี่ปุ่น

20 กันยายน 2562

องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ เปิดเผยว่าผลการสำรวจจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยประจำปี 2562 โดยสำรวจวันที่ 1 มิ.ย.–20 ส.ค.2562 ครอบคลุมทุกจังหวัด

ผลสำรวจพบว่า การขยายตัวของร้านอาหารในปี 2562 เพิ่มขึ้น 21% เป็นการเพิ่มขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัดมากกว่าในกรุงเทพฯ โดยเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2543 เพราะชาวไทยชื่นชอบวัฒนธรรมและอาหารญี่ปุ่น รวมทั้งมีความนิยมอาหารที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับมาตรการยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยของรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2556 ทำให้คนไทยเดินทางไปยังญี่ปุ่นมากขึ้นและมีโอกาสได้เรียนรู้วัฒนธรรมอาหาร

ชลบุรี เป็นจังหวัดที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นมากที่สุดรองจากกรุงเทพฯ โดยปีนี้มี 241 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 46 แห่ง มีประชากร 1.54 ล้านคน สัดส่วนประชากร 6,371 คน ต่อร้านอาหารญี่ปุ่น 1 ร้าน ในขณะที่มีชาวญี่ปุ่นอาศัยในชลบุรี 7,184 คน มากเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ระยอง ติดอันดับ 12 ของจังหวัดที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นมากที่สุดในปีนี้

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/847861

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 21st, 2019, 07:17 PM   #2687
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171



napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 22nd, 2019, 09:52 PM   #2688
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

รัฐลุย “ไทยแลนด์ 4.0” ดันสตาร์ตอัพเต็มสูบ…แต่ผิดทาง !

วันที่ 22 September 2019

สัมภาษณ์

10 ปีที่ผ่านมาถือเป็นยุคทองของสตาร์ตอัพไทย ยิ่งรัฐบาลประกาศผลักดัน “ไทยแลนด์ 4.0” นโยบายดิจิทัลไทยแลนด์ เมื่อปี 2559 สตาร์ตอัพก็กลายเป็นเรื่องฮิตที่ถูกพูดถึงในทุกหน่วยงานรัฐ แต่ก็ยังไม่มีสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์นที่มูลค่าบริษัทเกิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และส่วนใหญ่ติดกับดักอยู่ที่ซีรีส์ A (เกิน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ) เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น “ประชาชาติธุรกิจ” เปิดมุมมองนายกสมาคมไทยเทคสตาร์ตอัพ “ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม”

Q : ทำไมไทยยังไม่มียูนิคอร์น

ไม่ต้องยูนิคอร์น เอาแค่โตในประเทศก่อน สตาร์ตอัพส่วนใหญ่วิ่งอยู่บนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่เค้กก้อนนี้ในไทยยังเล็ก เพราะพอผู้ประกอบการเริ่มโตก็ไม่อยากจะออนไลน์ กลัวสรรพากรจะรู้รายได้ จึงต้องกระตุ้นให้ SMEs ประชาชนทั่วไป ให้ก้าวไปสู่ดิจิทัลเพื่อให้เค้กใหญ่ขึ้น แล้วเมื่อโตในประเทศได้ดี ฐานจะแข็งแรงพอไปต่างประเทศ

Q : ก็โตเร็ว อีคอมเมิร์ซโตมาก

ยังกระจุกอยู่ ผมจึงพยายามใช้คำว่า อีโคโนมี เพื่อไม่ให้มองไปแค่การซื้อขายกันบนออนไลน์เท่านั้น เพราะมันแค่ส่วนเดียว wealth ของดิจิทัลมันไม่ขึ้น

Q : ภาครัฐสนับสนุนเต็มที่

แต่ลงไม่ถูกจุด ทั้งที่เรามีปัจจัยทุกอย่างที่พร้อมสนับสนุน แต่ทำแล้วไม่เวิร์ก แค่คำว่าสตาร์ตอัพของแต่ละหน่วยงานยังนิยามไม่เท่ากัน บางหน่วยงานกลายเป็น วิสาหกิจชุมชน ส่วนองค์กรกำกับดูแลก็ไม่เข้าใจว่า จะจัดการกับสตาร์ตอัพอย่างไร ก็เลยใช้วิธีแบบที่ทำในออฟไลน์ กลายเป็นปัญหา นักลงทุนของไทยก็ไม่ริชกับสตาร์ตอัพ เพราะเสี่ยงสูง ขณะที่ต่างประเทศจะมีแมตชิ่งฟันด์มาช่วยรับความเสี่ยง

สุดท้าย คือ องค์กรใหญ่ ที่เป็น VC มาลงทุนในสตาร์ตอัพ ก็มองว่าเป็นแค่ subsidiary ซื้อมา 10 ล้าน 20 ล้าน ก็เป็นเจ้าของแล้ว แม้จริง ๆ จะถือหุ้นแค่ 10% และก็มองว่า ต้องเอานวัตกรรมที่คิดมาให้ฉันใช้เท่านั้น ห้ามให้คนอื่นใช้ แล้วสตาร์ตอัพจะขยายตลาดอย่างไร

สิ่งที่สตาร์ตอัพต้องการ คือ การมีแมตชิ่งฟันด์ให้ VC กล้าลงทุนมากขึ้น ฝั่งคอร์ปอเรชั่น ถ้าอยากได้ก็ซื้อกิจการไปเลยไม่ใช่ลงทุน เพื่อ พี.อาร์.องค์กร หรือสกัดไม่ให้ไปขยายตลาด หรือมองสตาร์ตอัพเป็นของราคาถูกฝั่งองค์กรกำกับก็ต้องยอมรับว่า สตาร์ตอัพล้มเหลวได้ การเข้าไปสนับสนุนไม่ใช่ทุกรายจะไปรอด แต่ สตง.ยังวัดผลแบบเดิม ทำให้ภาครัฐลงทุนกับสตาร์ตอัพแบบนับหัวคนมางานให้ครบตาม KPI แล้วจบ เงินก็จะไปอยู่แค่บริษัทจัดอีเวนต์ ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จจริง ประเทศนี้ก็ success ไปแล้ว

ถ้าเงินลงทุนแบบเสี่ยงไม่ได้ ก็ไม่ถึงสตาร์ตอัพหรอก เพราะธรรมชาติสตาร์ตอัพ คือ ความเสี่ยง

Q : สมาคมเคยส่งไวต์เปเปอร์ให้รัฐ

5 ปีผ่านไป เรื่องก็ยังค้างอยู่ที่กฤษฎีกา คือ รัฐเคลื่อนตัวช้ามาก ซึ่งทำให้ไทยเสียเปรียบ อินโดฯ เวียดนาม รัฐเคลื่อนตัวไม่ช้า และ relax อยากทำอะไร ทำเลย อย่าง GoJek โตเร็วมาก ที่รัฐสนับสนุนสตาร์ตอัพถามว่า เพื่ออะไร new S-curve ? ถ้าตอบได้ชัด ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะรู้ว่า ตัวเองต้องทำอะไร

Q : ก็มีไทยแลนด์ 4.0, Big Bang

ก็ได้ในแง่การรับรู้ว่าไทยกำลังสนใจเรื่องนี้ แต่ปัญหาคือ ต่างประเทศที่คุณไปดึงดูดเข้ามา คือ คนมาขายของให้เรา มาดึงเงินจากเรา ไม่ใช่คนมาลงทุนหรือเอาเงินมาให้เรา หรือดึงดูดลูกค้าให้เรา

Q : ถ้าอยากปลดล็อกให้เห็นผลเร็ว

ต้องมี common goal ของประเทศให้ชัดว่า อยากยืนอย่างไรบนโลกดิจิทัล ไม่ใช่แค่ไทยแลนด์ 4.0 มันต้องจับต้องได้ อย่าง future economy committee ของสิงคโปร์ อ่านแล้วจะรู้ว่า ในฐานะภาคเอกชน ผมต้องทำอะไร ประเทศจะไปทางไหน จะไปอยู่จุดไหนในอนาคต แต่ยุทธศาสตร์ 20 ปีของไทย ยังไม่เห็นแบบนั้น ซึ่งเป็นปกติ เพราะรัฐของไทยจะร่างสิ่งที่รัฐอยากจะทำ ไม่ได้ร่างสิ่งที่ประเทศควรจะเป็น และสิ่งที่ประเทศควรจะทำ ไม่เขียนสิ่งที่เอกชน-ประชาชนควรจะทำ ควรจะเป็น เพราะรัฐมองว่า รัฐคือประเทศ แต่มันไม่ใช่

ส่วนการปลดล็อกข้อกฎหมายให้สตาร์ตอัพ อาทิ ให้หุ้นกับพนักงานได้ เป็นเรื่องพื้นฐาน เพราะนิยามคำว่าบริษัทของไทย ไม่เท่ากับ company ในประเทศอื่น แต่ทั้งอีโคซิสเต็มต้องชัดด้วย

Q : สิ่งที่อยากบอกกับสตาร์ตอัพรุ่นใหม่

บอกตัวเองว่า ฉันห่วย ฉันต้องดีกว่านี้ ทำตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่าโทษคนอื่นเยอะ ต้องทำตัวเองให้ดีส่วนที่ยังมีโอกาสโตได้ดีคือ B2B บิสซิเนสโซลูชั่น ยังมีช่องว่างอีกมากที่สตาร์ตอัพจะเข้าไปแก้ปัญหาให้ธุรกิจได้จริง ๆ

Q : นิยาม 5 ปี ของไทยแลนด์ 4.0

understanding เราเริ่มเข้าใจสตาร์ตอัพ เริ่มเข้าใจดิจิทัลกันมากขึ้น เริ่มตระหนักรู้ว่าต้องทำอะไร แต่ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร

https://www.prachachat.net/ict/news-373765
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 23rd, 2019, 01:29 PM   #2689
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,352
Likes (Received): 6623

“สุริยะ” จ่อชงครม.เคาะแผนพัฒนาอุตฯอาหารแห่งอนาคตภายใน 2 เดือน
เผยแพร่: 23 ก.ย. 2562 17:49 ปรับปรุง: 23 ก.ย. 2562 17:54 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

“สุริยะ” เผยไทยแลนด์ 4.0 ทางออกเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกดันแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารสร้างนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตชงครม.ภายใน 2 เดือน พร้อมเร่งหารือคมนาคมดึงลงทุนระบบรางเข้าไทย วางเป้าดันศก.ไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 10 ข้างหน้า

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานสัมมนา The Next Thailand 4.0 ทางออกเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูงจากทั้งภาวะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอมริกาและจีน ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และล่าสุดยังมีความไม่นอนเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานหลังมีการใช้โดรนโจมตีซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น อย่างไรก็ตามไทยยังมีจุดเด่นที่จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ตามแนวทางยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาโดยเฉพาะแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารซึ่งคาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบภายใน 2 เดือน

“ อุตสาหกรรมอาหารจะมุ่งเน้นนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่า ที่จะเป็นนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่จะมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ขณะเดียวกันกระทรวงฯยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคมนาคมที่จะขับเคลื่อนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนระบบราง ตู้ขนส่งรถไฟ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยคาดการณ์ว่าใน 20 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการโบกี้ ราว 1.5 หมื่น ดังนั้นจึงจะเร่งสรุปเร็วๆนี้”นายสุริยะกล่าว

ทั้งนี้รัฐบาลวางเป้าหมายให้ไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางภายใน 10 ปี จากปี 2561 รายได้ต่อประชากรของไทยอยู่ที่ 6,610 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี เทียบกับรายได้ขั้นต่ำของประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ 12,235 ดออลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ก่อนที่ไทยจะก้าวเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยขั้นต่ำ 6.4% ต่อปีต่อเนื่อง 10 ปีนับจากนี้ซึ่งหากจะก้าวไปสู่จุดนี้จะต้องเร่งการพัฒนานวัตกรรมที่จะขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายมากขึ้นซึ่งรัฐบาลได้วางโครงการเขตพัฒนาพิเศษเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมที่จะทยอยออกมาช่วยให้ไทยสามารถช่วงชิงความได้เปรียบในการเป็นฐานผลิต รวมถึงการ ประสานการดำเนินงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เพื่อจัดทำร่างกรอบแนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของการลงทุนเพื่อชักจูงและรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติมายังประเทศไทย ซึ่งจากการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการ นักลงทุน ในการจัดอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจ ประจำปี 2562 พบว่าประเทศไทยยังมีจุดเด่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุน

“ ไม่ใช่แค่อีอีซี และการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน 11 แห่งเท่านั้น แต่จะต้องมีการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ โดยใช้โมเดลเศรษฐกิจฐานชีวภาพ หรือ Bio Economy และเกษตรอุตสาหกรรม เป็นศูนย์กลาง การสร้างผู้ประกอบการ SME และการพัฒนาเศรษฐกิจและผู้ประกอบการฐานราก และ Start Up รวมถึงกลไกการ Reskill ให้พี่น้องประชาชนสามารถทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ หรือประกอบกิจการเองในธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างทั่วถึงทุกภูมิภาค ทั่วประเทศไทยซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหารวยกระจุก จนกระจายได้”นายสุริยะกล่าว

https://mgronline.com/business/detail/9620000091754
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old September 23rd, 2019, 02:23 PM   #2690
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

Quote:
Originally Posted by wwc234 View Post

โดยตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยขั้นต่ำ 6.4% ต่อปีต่อเนื่อง 10 ปีนับจากนี้

รัฐบาลตู่เล่อร์ อยู่มา 5 ปี ทำไม่ได้สักปี

พูดออกมาได้ กาวล้วนๆๆๆๆ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 23rd, 2019, 10:10 PM   #2691
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

กัมพูชาต้องการเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2030
หรือ 2573


ฮุนเซนเผย กัมพูชามีคนจนเหลือ 10% เท่านั้น พร้อมตั้งเป้ายกระดับเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงในปี 2573

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา รายงานว่าอัตราความยากจนในกัมพูชาลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะลดลงต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป

โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจ และนโยบายการพัฒนาที่เหมาะสมภายใต้ยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยมของประเทศ ได้ช่วยลดอัตราความยากจนในกัมพูชาอย่างมากจากร้อยละ 53.2 ในปี 2547 เหลือเพียงร้อยละ 10 ในขณะนี้

ทั้งนี้การที่กัมพูชาประสบความสำเร็จด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าร้อยละ 7 ต่อปี ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกเสื้อผ้า , การท่องเที่ยว , การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และการเกษตร

ส่วนประชากรในกัมพูชาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 16 ล้านคน เป็นประเทศที่รายได้ปานกลางระดับต่ำ แต่คาดการณ์ว่าจะกลายเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 และเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2593

โดยธนาคารโลกได้จำแนกสถานะประเทศตามลำดับรายได้ไว้ว่าประเทศที่รายได้ปานกลางระดับต่ำคือมีรายได้มวลรวมประชาชาติต่อหัวอยู่ระหว่าง 1,006-3,955 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ขณะที่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอยู่ที่ 3,956-12,235 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และประเทศรายได้สูงอยู่ที่ 12,236 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป

21/9/2562 http://www.xinhuanet.com/english/201..._138410532.htm

Quote:
Originally Posted by napoleon View Post
รัฐบาลเขมรประกาศขยับค่าแรงขั้นต่ำสาวฉันทนาเป็น $190 ต่อเดือน เริ่มปีหน้า

23 ก.ย. 2562 https://mgronline.com/indochina/detail/9620000091676
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 24th, 2019, 06:18 PM   #2692
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

ครม.รับทราบความก้าวหน้ายุทธศาสตร์ชาติ-แผนปฏิรูปประเทศ 5 ประเด็น

เผยแพร่: 24 ก.ย. 2562 16:18 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

รองโฆษกรัฐบาล แถลงครม.รับทราบความก้าวหน้าของยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ 5 ประเด็น คาดประชุมครั้งที่ 2 เดือนหน้า

วันนี้ (24ก.ย.) เวลา 14.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบความก้าวหน้าของยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในเดือนส.ค.2562 ประกอบด้วย 5 ประเด็นด้วยกัน คือ

1. ความก้าวหน้ายุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเตรียมการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติครั้งที่ 2/2562 คาดว่าจะมีขึ้นในเดือนต.ค.นี้ เพื่อพิจารณาการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเพิ่มเติม การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ 2562 รวมถึงกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ และการมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบแผนแม่บท 23 ประเด็น และเป้าหมายของแผนแม่บท 37 เป้าหมาย และเป้าหมายย่อยของแผนแม่บท 140 เป้าหมาย ซึ่งครอบคลุมในทุกมิติ

2. ในส่วนของความก้าวหน้าแผนการปฏิรูปประเทศ (ที่ผ่านมามีการรายงานต่อรัฐสภาแล้ว 3 ครั้ง) การรายงานครั้งหน้าจะเป็นการรายงานสถานการดำเนินงานช่วงเม.ย.-มิ.ย.2562 ซึ่งประกอบด้วยความคืบหน้าของกิจกรรมทั้งหมด 1,229 กิจกรรม และสถานะของกฎหมายภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศ รวม 221 ฉบับ

3.การติดตามและการประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ทางสศช. ได้เปิดระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (Electronic Monitoring and Evaluation System of National Strategy and Country Reform: eMENSCR) และเตรียมรูปแบบแสดงผลการประมวล เป้าหมาย ตัวชี้วัด เพื่อแสดงผลสัมฤทธิ์และจัดทำรายงานประจำปีต่อไป

4.การสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของภาคีต่างๆ ต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสศช. อยู่ระหว่างการจัดทำสื่อสาธารณะต่างๆ เพื่อแสดงผลการดำเนินงานก่อนและหลังการมียุทธศาสตร์ชาติ ประชาชนจะได้เข้าใจถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ และ

5.การดำเนินงานต่อไป คือการทำความเข้าใจกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศในประเทศ มีการประชุมเพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทกับส่วนราชการระดับกระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน องค์กรอิสระ เพื่อให้หน่วยงานได้จัดทำแผนงานโครงการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และไม่ซ้ำซ้อน

https://mgronline.com/politics/detail/9620000092111
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 24th, 2019, 08:30 PM   #2693
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

อยู่ไทยดิสเครดิต'30บาทรักษาทุกโรค'เป็นภาระชาติ - แต่โชว์เวทีโลกเชิดชูความสำเร็จ

Sep 24, 2019( Last update Sep 24, 2019 16:13 )

ย้อนดูวาทะ - วิธีคิด 'ประยุทธ์' ภายในประเทศต่อ 'หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า' ตลอด 5 ปีของการรัฐประหาร พบดูถูก-ทวงบุญคุณคนจน 'โครงการ30บาท' เป็นภาระงบประมาณ แต่พอขึ้นเวทีโลกทั้ง 'ยูเอ็น-อาเซียน' กลับหยิบยกเป็นผลงานเด่น ยิ่งพลิก 'นโยบาย รบ.ประยุทธ์' 2 พบไม่จริงจริงใจกับโครงการหลักประกันสุขภาพ ซึ่งสวนทางกับการผลักดันในเรื่อง 'ความมั่นคง'

นับเป็นอีกครั้งและอีกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม อดีตหัวหน้า คสช. และผู้นำคณะรัฐประหาร ขึ้นเวทีโลก ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2562

โดยอดีตหัวหน้า คสช.ได้ยกการสร้าง 'หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า' ของคนไทยมาเชิดชูในเวทีโลก โดยไม่กล่าวถึงผู้ที่ผลักดันโครงการดังกล่าวและเจ้าของต้นตำรับแนวคิดที่ว่าอย่างประสบผลสำเร็จ

"ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ดียิ่งขึ้น ให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ พัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ซึ่งไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้แก่ประเทศต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม และจะร่วมมือกับทุกหุ้นส่วนเพื่อขับเคลื่อนให้ประชากรโลกมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นไปด้วยกัน

เพราะคล้อยหลังไม่ทันไร เมื่อต้นปี 2562 ผู้นำฯ ที่มักอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ เคยพาดพิงถึงโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนหยิบยกโครงการหลักประกันสุขภาพด้วนหน้าขึ้นมาย้ำต่อหน้าประชาคมโลก

ย้อนเหตุการณ์วิวาทะในอดีตที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยโจมตีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเมื่อ 14 ม.ค.2562 ที่จ.ลำปาง ชายชาติทหาร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งถึงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคว่า

"เรื่อง 30 บาทก็นำมาพูดกันอยู่นั่น ตั้งแต่ผมเข้ามา 4 ปีได้แก้ปัญหา 30 บาท โดยหาเงินกองกลางไปจ่ายค่าหมอพยาบาลที่ค้างไว้เป็นปีๆ บางโรงพยาบาลแทบล้มหมดเพราะงบสะสมหมด ถือเป็นการทำงานที่ไม่ครบระบบ ทุกคนอาจรักและชอบ ทุกคนอาจไม่รู้เบื้องหลังว่าเป็นอย่างไร"
"ขอยกตัวอย่างเดียวเท่านั้น ขี้เกียจไปทะเลาะกับคน แต่พูดเอาดีเอาเด่นอยู่นั่น สิ่งที่ตนพูด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่านี่คือภาระที่รัฐบาลนี้เข้ามาแก้ปัญหา"

อยู่ไทยดูถูก'บัตรทอง-คนจน'ภาระชาติ จ้องแก้กม.ล้มเลิก

แต่เมื่อย้อนดูวาทะผู้นำรัฐประหารก็จะพบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของพล.อ.ประยุทธ์ที่ตั้งตนจากปากกระบอกปืน โดยไม่มีส่วนยึดโยงกับประชาชน พออยู่ในประเทศมักจะออกอาการ 'แซะ-แขวะ' ลดความน่าเชื่อถือของ 'หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า' อยู่เป็นระยะ

โดยมองวงเงินที่ดูแลคนจนผู้เสียภาษีทุกหมู่เหล่าเป็นภาระงบประมาณ ทั้งที่อัดฉีดงบกองทัพเป็นวงเงินมหาศาล ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

1 ก.ค. 58 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เคยโจมตีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคว่า

"งบประมาณสาธารณสุขมันไม่พอ เพราะรัฐบาลไม่ใส่ใจ เพราะไปทำรักษาทุกโรคไงเล่า มันเป็นได้หรือไม่ มันเป็นประชานิยม แต่เป็นธรรมกับประชาชนได้รับ ผมไปทำอะไรไม่ได้ แต่เรามีความพร้อมหรือยัง เฉลี่ยแล้วคนละ 2,900 บาท รักษาพอหรือไม่ ทุกโรคเนี่ย ไหวหรือไม่ โรงพยาบาลก็จะเจ๊ง"
"รัฐบาลก็ต้องไปหางบ สปสช.แล้วมาเพิ่มให้ งบประมาณเหมือนมากแต่พอไปหารแล้วก็นิดเดียว ผมถามว่าประเทศไทยพร้อมหรือไม่ เขามีกัน 190 ประเทศ ยังไม่ทำเลย ใครทำมา แล้วผมล้มได้หรือไม่ มันก็เป็นภาระอยู่แบบนี้ แล้วก็มาเรียกร้อง จะเอาอะไรกับผม"

"อีกไม่กี่ปีโรงพยาบาลจะเจ๊งทั้งหมดแล้วจะทำอย่างไร แล้วก็ชื่นชมเข้าไปคนคิดอันนี้ขึ้นมา คนจนคนรวยดูแลเท่ากันหมดใครจะดูได้ เราเป็นประเทศมหาอำนาจขนาดนั้นหรือ เข้าใจตรงนี้บ้าง แต่ผมไม่ฝืน ผมยกเลิกตรงนี้ไม่ได้"


ตลอด 5 ปี รัฐบาลทหาร ผู้นำการยึดอำนาจนั้นไม่เคยกระมิดกระเมี้ยนต่อการแสดงออกถึงอาการ 'หงุดหงิด' กับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือ บัตรทอง หรือ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติถ้วนหน้า ที่ทุกรัฐบาลต่างสานต่อ และภาคประชาสังคมต่างมุ่งหวังว่า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรัฐสวัสดิการให้ประเทศไทย โดยเริ่มจากการปลดความทุกข์ของการป่วยไข้ให้คนไทยทั้ง 65 ล้านไม่ต้องล้มละลายอีกต่อไป

เมื่อ 5 ม.ค. 2559 ระบุว่า "หากให้ใช้เงินมาอุดหนุนราคายางก็จะได้ยกเลิกโครงการ 30 บาท เอามาจ่ายชดเชยค่ายางค่าข้าวให้หมดไป เพราะตนเองมีเงินเท่านี้ และตอนนี้กำลังสร้างให้ทุกอย่างเข้มแข็งขึ้น"

ล่วงถึงกลางปี 2560 เริ่มเคลื่อนไหวสู่การปฏิบัติ เมื่อมีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่ใช้มากว่า 17 ปี นำไปสู่การคัดค้านจากภาคประชาสังคมอย่างกว้างขวาง ขึ้นป้ายแขวนว่า 'แก้กฎหมาย=ล้มบัตรทอง' ส่วนเวทีประชาพิจารณ์ก็ล่ม เพราะเล็งเห็นเนื้อที่แอบแฝง มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบอร์ด สปสช. ระบบรวมซื้อ ปลายทางคือดึงอำนาจทุกอย่างกลับไปที่กระทรวงสาธารณสุขดังเดิม

6 มี.ค. 2561 คราวนี้เป็น พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พูดในนามนายกฯ ระบุว่า "จากการตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าในหลายประเทศที่มีการเพิ่มงบประมาณในเรื่องหลักประกันสุขภาพอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ตอนนี้เจ๊งไปแล้ว หลายประเทศจึงเปลี่ยนแปลงเป็นการสนับสนุนเฉพาะบางกลุ่ม บางโรค นายกฯจึงฝากเป็นข้อมูลให้ทุกคนช่วยกันศึกษา"

"เพราะรายได้ของรัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย อัตราภาษีที่เคยเก็บได้ ทั้งจากบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม แล้วอย่างนี้ประเทศจะมีงบประมาณไปทำอย่างอื่นได้หรือไม่ นายกฯขอให้ทุกคนไปคิดวิธีแบ่งเบาภาระของชาติ"


ต่อเนื่องด้วยเมื่อ 12 ธ.ค. 2561 นายกรัฐมนตรี ประกาศก่อนการเลือกตั้งที่สวนสาธารณะหนองบึงกาฬและบึงสวรรค์ จ.บึงกาฬ ว่า

"รัฐบาลต้องดูแลสวัสดิการในด้านอื่นๆ ทังด้านสาธารณสุข การศึกษาเป็นต้น วันนี้การรักษาพยาบาลฟรีต้องดีกว่าเดิม ซึ่งใครขึ้นมาก็แล้วแต่ตนไม่เรื่องในการรักษาพยาบาล 30 บาท ซึ่งประชาชนชน แต่โรงพยาบาลเจ๊งหมดแล้วทำอย่างไรคิดตรงนี้หรือไม่"


ขึ้นเวทีโลก 'อวดอ้าง-ยกหาง' เป็นกูรู

กลับกันเมื่อผู้นำรัฐประหารขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศกลับหยิบยก 'นโยบายสาธารณะ' ตลอด 17 ปี ที่คนไทยทุกกลุ่มได้จับต้องขึ้นมา 'อวดอ้าง'ต่อประชาคมโลกในครั้งแรก เมื่อ 29 ก.ย. 2558 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 70 ระบุว่า

"นอกจากนี้ปัญหาข้ามชาติอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ปัญหาโรคระบาด ยาเสพติด จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศ ไทยพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการและแนวปฏิบัติที่ดีของไทย อาทิ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การเฝ้าระวังโรคติดต่อต่างๆ และการพัฒนาทางเลือกอย่างครบวงจรและยั่งยืน"

ไม่เพียงเท่านั้น ปลายปี เมื่อ 21 พ.ย. 2558 พล.อ.ประยุทธ์ ก็สถาปานาตนเองเป็นผู้รู้ สั่งสอนเพื่อนบ้าน ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 27 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า "นอกจากนี้ รัฐบาลควรพิจารณาจัดสรรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่ประชาชนเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไทยพร้อมจะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านนี้"


(รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีส่วนผลักดันให้เกิดโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จุดเริ่มต้นมาจาก นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการ สปสช.เป็นผู้คิดค้น ทำให้ถูกเรียกขานว่า หมอหงวนคิด ทักษิณทำ )

แทบไร้นโยบาย พบ 'หลักประกันสุขภาพ' แค่ 1 คำ กับ 1 ประโยค

จะพบได้ว่าในสายตาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์1-2 ตลอด 5 ปีกว่าที่ผ่านมา งบประมาณหลักประกันสุขภาพ กลายเป็นคือภาระของรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ

เพราะมีความพยายามแก้ไขกฎหมาย ทำให้กลายเป็นระบบสังคมสงเคราะห์

ซึ่งความจริงใจและเจตนาซ่อนเร้นของพล.อ.ประยุทธ์นั้น ยังสามารถย้อนดูได้จากนโยบายของครม.ประยุทธ์2 ที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2562 สดๆร้อนๆ

จากการสืบค้นเอกสารจำนวน 66 หน้า พบว่า มีคำว่า 'สุขภาพ' เพียง 26 คำ คำว่า 'หลักประกันสุขภาพ' แค่ 1 คำ หากเปรียบเทียบกับวิชาชีพของพล.อ.ประยุทธ์ที่ไต่เต้ามาจากกองทัพนั้นจะเห็นได้เลยว่า 'ความเจ็บป่วย' ของคนไทยนั้น ได้รับความสำคัญน้อยกว่า คำว่า 'ความมั่นคง' ที่มีถึง 52 คำ

คำว่า 'หลักประกันสุขภาพ' กล่าวขยายความแค่เพียง 1 ประโยค ในนโยบายหลักข้อที่ 9.1 ระบุว่า "ยกระดับหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบบนหลักพื้นฐานประสิทธิภาพและความยั่งยืนของประเทศ" เท่านั้น ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีการแถลงนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ระบุถึงที่มาและรายได้ตามม.162ของรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด

https://www.voicetv.co.th/read/1kIdsZPvI?
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 25th, 2019, 02:10 PM   #2694
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

โลกร้อนฉุดผลผลิตภาคเกษตรไทยลด 25% ทุบศักยภาพในการแข่งขันของไทย

วันที่ 25 กันยายน 2562

สศก.ชี้ภาวะโลกร้อนฉุดผลผลิตภาคเกษตรไทยลด 25% – ‘จีน-มะกัน-นิวซีแลนด์’ อุ่นขึ้นผลผลิตเพิ่มทุบศักยภาพในการแข่งขันของไทย

โลกร้อนฉุดผลผลิตเกษตรลด – นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ผลผลิตภาคเกษตรไทยลดลงไม่น้อยกว่า 25% ขณะที่กลุ่มประเทศจีน นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา กลับได้รับอานิสงส์จากภาวะโลกร้อน เพราะอากาศอุ่นขึ้นทำให้ผลิตภาพการผลิตจะเพิ่มขึ้น 5-25% ซึ่งหากการคาดการณ์ถูกต้องจะกระทบศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลกอย่างแน่นอน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานด้านเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560-2564 มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ ภาคเกษตรไทยมีภูมิคุ้มกันและมีส่วนร่วมในการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และได้ดําเนินงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือโครงการ Thai Rice NAMA ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 14.9 ล้านยูโร (ประมาณ 600 ล้านบาท) จากรัฐบาลประเทศเยอรมัน รัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐบาลเดนมาร์ก และสหภาพยุโรป ผ่านโครงการ NAMA Facility


โครงการ Supporting the Integration of Agricultural Sector into NAPs in Thailand ซึ่งดำเนินการร่วมกับ FAO และ UNDP เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในกระบวนการวางแผน และการติดตามประเมินผลโครงการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในภาคเกษตร รวมทั้งการบูรณาการแผนการปรับตัวภาคเกษตรในแผนการปรับตัวแห่งชาติ และการศึกษาศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรของไทย โดยดำเนินการร่วมกับ GIZ และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร

นอกจากนี้ สศก. ยังดำเนินการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร เช่น การวิเคราะห์ต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับการจัดการนาข้าว การปรับตัวทางเศรษฐกิจของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว เป็นต้น และขณะนี้ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผล (M & E)

โดยเฉพาะด้านการปรับตัว และการศึกษาศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนเกษตรกรในการปรับระบบการผลิตเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2919727
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 25th, 2019, 07:59 PM   #2695
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

สศช.ระบุไทยยังเหลื่อมล้ำสูง เร่งพัฒนาศักยภาพเมืองรอง!

ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.ย. 2562

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิด เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความก้าวหน้าในการจัดทำ รายงานการทบทวนสถานการณ์ประเทศไทยเชื่อมโยงหลายมิติระยะที่ 2 และ 3 ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ โดยเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนากระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองใหญ่ ขณะที่เมืองที่อยู่โดยรอบกลับถูกดึงทรัพยากรเข้ามาใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมในเมืองใหญ่ แต่กลับได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเมืองใหญ่ค่อนข้างน้อย

ฉะนั้น การแก้ปัญหาควรต้องใช้นโยบายมาบูรณาการระดับภูมิภาค เชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อ กระจายความเจริญให้ไปถึงเมืองรองด้วย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างระบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและแรงงานนอกระบบ และ เพิ่มบทบาทสถาบันการศึกษาในพื้นที่ในการสร้างผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยใช้ศูนย์ความเป็นเลิศที่มีในพื้นที่ต่างๆเพื่อการยกระดับนวัตกรรมและ สร้างแรงดึงดูดให้กับภูมิภาค พื้นที่ และท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน สศช.ยังมีข้อเสนอเรื่องของโอกาสและรูปแบบในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการน้ำและความเสี่ยงจากภัยพิบัติ 3 ประเด็นคือ การสร้างความตระหนักถึงความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำแห่งชาติและสร้างความเข้าใจถึงเรื่อง ความมั่นคงด้านน้ำที่ตรงกัน การพัฒนากลไกระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วมผ่านการหารือเชิงนโยบายร่วมกันระหว่างภาครัฐและ เอกชนในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง และการส่งเสริมให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และสังคมอย่างจริงจัง.

https://www.thairath.co.th/news/busi...siness/1668233
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 25th, 2019, 08:08 PM   #2696
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

สหกรณ์โคนมฯ บุกเกษตรช่วยแก้โควตานมโรงเรียน มึนปริมาณปูดอ.ส.ค. 127 ตัน/วัน

วันที่ 25 กันยายน 2562

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยเข้าพบ ว่า เตรียมหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมปศุสัตว์ เพื่อนำข้อเสนอของสหกณ์โคนม พิจารณาถึงความเป็นไปได้ ในเรื่องของการจัดสรรโควตานมโรงเรียนตามหลักเกณท์ใหม่ ที่มีความซ้ำซ้อนระหว่างสัญญากับบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ส่งผลให้โควตานมของสหกรณ์หายไป ปริมาณนมดิบเพิ่มขึ้นถึง 500 ตันต่อวัน และยังขอให้ขยายการบริโภคนมโรงเรียนให้ครบ 365 วันต่อปี

“การกินนมจะให้ครบ 365 วันนั้น เป็นไปได้ยาก เพราะช่วงปิดเทอมเด็กไม่อยู่กับที่หาตัวลำบากจะเกิดปัญหาจ่ายเงินซื้อนมครบ แต่เอานมไปแจกไม่ครบ ต้องมานั่งตรวจสอบทุจริตกันอีก อย่างไรก็ตาม ต้องหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเป็นเจ้าของงบประมาณนมโรงเรียน”

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ส่วนข้อร้องเรียนสหกรณ์ระบุว่าโควตานมให้ องค์การส่งเสริมกิจการโคนม (อ.ส.ค.) ว่าไม่เหมาะสมเพราะอ.ส.ค. คือหน่วยงานของภาครัฐที่มีตลาดนมพาณิชย์มากกว่า 50% ถือว่าไม่ถูกต้องที่หน่วยงานรัฐที่เป้นรายใหญ่กลับมาแย่งตลาดนมโรงเรียน ของเกษตรกร ของสหกรณ์ เรื่องนี้หากมีโอกาสอยากให้ชุมนุมสหกรณ์ฯ หารือกับนน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ที่ดูแลอ.ส.ค. ว่าจะดำเนินการอย่างไร


นายวัชรินทร์ เอกประเสิรฐ จากสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด กล่าวว่า หากโควตานมโรงเรียนลดลงเพราะจำนวนเด็กน้อยลงจะไม่แปลกใจ แต่โควตาที่ลดลงชองสหกรณ์กลับไปโผล่ที่ อ.ส.ค. จากเดิมอ.ส.ค. ได้โควตา 70 ตัน/วัน กลับเพิ่มขึ้นเป็น 127 ตัน/วัน โควตานมของมวกเหล็กหายไปถึง 40% จากที่เคยได้โควตา 24 ตัน/วัน เหลือเพียง 18 ตัน/วันเท่านั้น ทำให้ต้องแบกรับภาระนมส่วนเกินเหล่านั้น

สำหรับสัญญาการซื้อขายนมโรงเรียนปีการศึกษา 2562 สัญญาสิ้นสุด 15 พ.ค. 2563 มีสัญญาซื้อขายน้ำนมดิน 1,611.91 ตัน/วัน ยอดจัดสรรสิทธินมโรงเรียน คิดที่เด็ก 7,465,061 คนเป็นปริมาณนม 1,079.36 ตัน/วัน มีส่วนต่างที่ซื้อนมเกิน 532.55 ตัน/วัน

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2920744
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 26th, 2019, 07:59 AM   #2697
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,352
Likes (Received): 6623

'ประยุทธ์' ตั้งเป้านำไทยเป็นประเทศรายได้สูงใน 17 ปี

26 กันยายน 2562 71
"พล.อ.ประยุทธ์" นายกรัฐมนตรี พบปะกับผู้บริหาร Asia Society ย้ำบทบาทของไทยในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าพาไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2579


ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวเนื่องที่นครนิวยอร์กของสหรัฐในวันพุธ (25 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผู้บริหาร Asia Society พร้อมกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนระหว่างประเทศ จากความแข็งแกร่งภายในสังคมไทย” โดยโอกาสนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงพัฒนาการในประเทศไทยช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาว่า รัฐบาลได้วางรากฐานด้านต่าง ๆ แก้ไขปัญหาเกี่ยวข้องกับปากท้อง ปรับปรุงกฎระเบียบและวิธีทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจและนักลงทุนเพิ่มขึ้น

"ขณะที่ด้านสังคม ได้ประกาศให้การต่อต้านการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ และกำกับดูแลการจัดการปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ส่วนด้านการเมือง ปฏิบัติตาม Roadmap ต่อจากนี้จะเดินไปข้างหน้าภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มีเป้าหมายทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง ภายในปี 2579 มีความมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืน"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า การเป็นประธานอาเซียนของไทยปีนี้ จำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือและเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นกับประเทศนอกภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศคู่เจรจาต่างๆ ของอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลัก “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” โดยการดำเนินการดังกล่าวต้องครอบคลุมในทุกมิติ

ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/848697
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old September 26th, 2019, 07:55 PM   #2698
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

บิ๊กตู่ ประกาศกร้าว! กลางนิวยอร์ก “ปี 2579” เมืองไทยจะเป็น “ประเทศรายได้สูง”

วันที่ 26 กันยายน 2562

“ประยุทธ์” ย้ำบทบาทไทยในภูมิภาค เสริมสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ย้ำปฏิบัติตามโรดแม็ปครบถ้วน โวประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้า ภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งตาม รธน.
ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 21 – 27 กันยายน ว่า เมื่อเวลา เมื่อ 12.05 น. วันที่ 25 ก.ย.(ตามเวลาท้องถิ่น) ณ Asia Society นครนิวยอร์ก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผู้บริหาร Asia Society ได้แก่ มาดามโจเซ็ท ชีราน ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร Asia Society คุณทอม นากอร์สกี้ รองประธานบริหาร Asia Society และ แขกรับเชิญ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนระหว่างประเทศ จากความแข็งแกร่งภายในสังคมไทย”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มากล่าวปาฐกถา ณ Asia Society ถือเป็นปาฐกถาครั้งแรกในรอบ 7 ปี ของนายกรัฐมนตรีไทย ขอบคุณ Asia Society ที่ได้ดำเนินบทบาทอย่างแข็งขัน ในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระหว่างเอเชียกับสหรัฐฯ เป็นเวลากว่า 60 ปี

ซึ่งไทยภูมิใจที่เป็นประเทศแรกในเอเชียที่เป็นมิตร และภาคีสนธิสัญญาของสหรัฐฯ ซึ่งความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-สหรัฐฯ นี้ยังได้สร้างเสถียรภาพและความเจริญสู่ภูมิภาค ประเทศไทยตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของบริบทโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของสังคมและสวัสดิภาพความกินดีอยู่ดีของประชาชน

อาทิ ภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้ความท้าทายต่างๆเหล่านี้ ไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีเสถียรภาพ สันติภาพ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสังคมอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นภูมิภาคที่เชื่อมต่อและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ หรือที่ฝ่ายสหรัฐฯ ในปัจจุบันรวมเรียกว่า อินโด-แปซิฟิก

ถือว่าเป็น ภูมิภาคแห่งโอกาส เนื่องจากมีประชากรรวมกันแล้วเกือบ 3 พันล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และเป็นศูนย์อุตสาหกรรมการผลิตหลากหลายสาขาที่สำคัญ ประเทศไทยจึงดำเนินนโยบายเพื่อเสริมสร้าง ความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนกับประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศนอกภูมิภาคที่ร่วมความคิด (like-minded) และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวไทยเองเพื่อสามารถแสดงบทบาทนำดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น


นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพัฒนาการในประเทศไทย ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้วางรากฐานด้านต่างๆ และยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปากท้องและการเอารัดเอาเปรียบในสังคม ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลปรับปรุงกฎระเบียบ และวิธีทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ นักธุรกิจและนักลงทุนเพิ่มขึ้น ด้านสังคม รัฐบาลประกาศให้การต่อต้านการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ และได้กำกับดูแลการจัดการปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย

“ด้านการเมือง ปฏิบัติตามโรดแม็ป อย่างครบถ้วน ต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายคือ จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง ภายในปี 2579 มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน มีพัฒนาการทางสังคมที่เป็นธรรมและเท่าเทียมในสิทธิพื้นฐาน เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ตลอดจน เพิ่มพูนบทบาทเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนกับนานาประเทศ โดยมีอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเป็นจุดตั้งต้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีนี้ ไม่เพียงเน้นการมองไปสู่อนาคต และเสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียนให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อเป็นหลักให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือ และเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นกับประเทศนอกภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศคู่เจรจาต่างๆ ของอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลักคือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” (Advancing Partnership for Sustainability) โดยการดำเนินการดังกล่าวต้องครอบคลุมในทุกมิติหรือ Sustainability of Things (SoTs)

“อย่างไรก็ดี ไทยให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศสมาชิกซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญตามวิสัยทัศน์อาเซียน เพราะเชื่อว่าเมื่อประเทศต่างๆ มีระดับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน ก็จะเกิดความเข้าใจกันและร่วมมือกันใกล้ชิดขึ้น นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นว่าในช่วงเวลาการเป็นประธานอาเซียนที่เหลือของไทย จะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วน กับประเทศทั้งภายในและภายนอกอาเซียน

และในปี 2565 ไทยจะรับหน้าที่ประธานการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคไทยยินดีเปิดรับความเห็นและข้อแนะนำจากมิตรประเทศเพื่อให้วาระประธานเอเปคของไทยเกิดประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก และประชาคมระหว่างประเทศในวงกว้าง และหวังว่าการกล่าวปาฐกถาครั้งนี้ จะเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความเข้าใจต่อพัฒนาการและบทบาทระหว่างประเทศของประเทศไทย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นหุ้นส่วนใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

https://www.khaosod.co.th/politics/news_2922039

Quote:
Originally Posted by napoleon View Post
บิ๊กตู่ ประกาศกร้าว! กลางนิวยอร์ก “ปี 2579” เมืองไทยจะเป็น “ประเทศรายได้สูง”

เล่นสำนวนเหมือนเดิม ไม่พูดคำว่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่ใช้คำว่า "รายได้แทน"

สมมุติ อีก 17 ปี ข้างหน้า รายได้ประชาชาติไทยเท่ากับ 15,000 คือฐานขั้นต่ำจุดแรก ของประเทศรายได้สูง

พวกชื่นชอบอนุรักษ์นิยมทหาร ก็จะเคลมว่าเป็นผลงานจากรัฐบาลทหารลุงตู่

ถ้าเป็นคนที่สนใจเรื่องรายได้ประชาชาติ ปล่อยประเทศไทยทิ้งไว้เฉยๆ เดี๋ยวยอดก็ถึงเอง ไม่ต้องมียุทธศาสตร์อะไรหรอก

Last edited by napoleon; September 26th, 2019 at 08:06 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 26th, 2019, 08:09 PM   #2699
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

จับเท็จ 'ประยุทธ์' จัดสรรงบสุขภาพแค่ปี 10% - ปี'70 ยังเหลื่อมล้ำ จ่ายขรก.มากเกินครึ่ง

Sep 26, 2019( Last update Sep 26, 2019 15:33 )

ถ้อยแถลง ‘ประยุทธ์’ ต่อบัตรทองบนเวทียูเอ็น สวนทางข้อเท็จจริง - กางเอกสารสำนักงบประมาณพบงบหลักประกันสุขภาพ 12 ปีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9.8 ต่อปี ครอบคลุม 48 ล้านคน งบต่อหัวเพิ่มไม่ถึง 2 พันบาท เทียบงบสวัสดิการขรก.พุ่งร้อยละ 15 ครอบคลุม 5 ล้านคน ปี 2570 งบจ่ายเฉลี่ยต่อหัว ยังห่าง ข้าราชการได้ 1.36 หมื่น บัตรทองเพียง 5 พัน

ถ้อยแถลงบนเวทีสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในการประชุมเต็มคณะหัวข้อ "หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" ยังคงเต็มไปด้วยความสงสัยงุนงงราวกับพล.อ.ประยุทธ์มีหลายตัวตน

เพราะยามอยู่ประเทศไทยแสดงออกอย่างไม่กระมิดเมี้ยนว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนจนคือ ภาระงบประมาณ ไม่ต่างจากประชานิยม ทวงบุญคุณวางตนคือผู้จัดหารายได้ และขอร้องให้เลิกเชิดชู 'ไอ้คนริเริ่ม' ซึ่งเป็นคนเดียวกับ 'ไอ้คนที่อยู่เมืองนอก'

ทว่าเมื่อขึ้นเวทีโลก พล.อ.ประยุทธ์กลับกลายเป็นคนละคน อวดอ้างนำเสนอสถาปนาตนเป็นผู้รู้ บอกให้ประชาคมโลกดูไทยเป็นตัวอย่าง พร้อมให้ยินดีให้บริการแลกเปลี่ยนประสบการณ์


ขณะที่ เนื้อหาสาระบนเวทีก็ทำให้ต้องสงสัยว่า 'ข้อมูล' ที่พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอ้างราวผู้รอบรู้นั้นมาจากไหน เพราะ 'ข้อเท็จจริง' ในสังคมไทยนั้น คนละเรื่องกับเรื่องราวสวยหรูตามที่ป่าวประกาศ ดังนี้

งบหลักประกันสุขภาพแค่ร้อยละ 9.8 ครอบคลุม 48 ล้านคน
พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า "รัฐบาลไทยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จัดสรรงบประมาณร้อยละ 15"

แต่ในรายงานวิชาการสำนักงบประมาณของรัฐสภา ฉบับที่ 7/2560 ระบุว่า 'ข้อมูลรายจ่ายด้านสุขภาพย้อนหลังตั้งแต่ปี ‪2550-2561‬' เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนี้


ข้อมูลจาก: รายงานวิชาการสำนักงบประมาณของรัฐสภา ฉบับที่ 7/2560

ปี 2550 วงเงิน 148,704.5 ล้านบาท

ปี 2551 วงเงิน 154,140.1 ล้านบาท

ปี 2552 วงเงิน 169,633 ล้านบาท

ปี 2553 วงเงิน 178,432.4 ล้านบาท

ปี 2554 วงเงิน 208,093.4 ล้านบาท

ปี 2555 วงเงิน 220,411.3 ล้านบาท

ปี 2556 วงเงิน 254,793.5 ล้านบาท

ปี 2557 วงเงิน 252,996.3 ล้านบาท

ปี 2558 วงเงิน 261,113.1 ล้านบาท

ปี 2559 วงเงิน 274,231.2 ล้านบาท

ปี 2560 วงเงิน 295,582.6 ล้านบาท

ปี 2561 วงเงิน 303,517.1 ล้านบาท

แต่ตลอด 12 ปีที่ผ่านมานี้ มีสัดส่วนค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่างร้อยละ 9.8 ของงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี ไม่ถึงร้อยละ 15 อย่างที่พล.อ.ประยุทธ์ว่าไว้แต่อย่างใด

15 ปี งบต่อหัวเพิ่มไม่ถึง 2 พันบาท ยุคคสช. ไร้สิทธิประโยชน์-คงค่าใช้จ่าย

งบประมาณหลักแสนล้านบาทสำหรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพนี้ ดูแลครอบคลุมประชาชนมากที่สุด ในบรรดาทุกกองทุนที่ 48 ล้านคนในปัจจุบัน เมื่อแจกแจงออกมาเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัวนั้นจึงอยู่เพียงหลักพัน

ในรายงานพบว่า นับจากแรกเริ่มโครงการในปี 2545 อัตราเหมาเฉลี่ยต่อหัว 1,202.40 บาท จนถึงปี 2559 อัตราเหมาเฉลี่ยต่อหัว 3,028.94 ตลอด 15 ปี อัตราเหมาเฉลี่ยต่อหัวเพิ่มมาเพียง 1,826.54 บาทเท่านั้น

ระหว่างปี 2557 - ปี 2558 ซึ่งอยู่ในยุครัฐบาลทหาร ที่พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าคสช.ยึดอำนาจนั้น ไร้การเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ และงบอัตราเหมาเฉลี่ยต่อหัวไม่มีการเพิ่มขึ้น โดยคงอยู่ที่ 2,895.09 บาท

ทั้งนี้ งบอัตราเหมาจ่ายรายหัว ยังหมายรวมถึงเงินเดือนของบุคลากรทางการแพทย์ด้วย เกิดผลกระทบสถานพยาบาลภาครัฐได้รับงบประมาณสำหรับผู้ป่วยลดลง กลายเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกและไม่เคยมีใครได้เห็นแนวทางการแก้ไขในยุครัฐบาลคสช.ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งที่ไม่มีฝ่ายค้านเลย

คาด 9 ปีข้างหน้า งบก็ไม่เกินร้อยละ 10 เทียบเท่า งบ ‘สังคมสงเคราะห์-ป้องกันประเทศ’
รายงานฉบับดังกล่าว ยังประมาณการค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอีก 9 ปีข้างหน้า หรือระหว่างปี ‪2562-2570‬ ว่า ในปี 2570 งบประมาณด้านสุขภาพจะขึ้นไปสูงสุดที่ 588,532.7 ล้านบาท คาดว่า ยังมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี


ข้อมูลจาก: รายงานวิชาการสำนักงบประมาณของรัฐสภา ฉบับที่ 7/2560


นอกจากนี้ จำนวนงบประมาณไม่เกินร้อยละ 10 สำหรับการสาธารณสุขนั้น ยังมีการนำไปเทียบตามลักษณะงานอื่นๆ ก็จะพบว่า สัดส่วนสููงเป็นลำดับที่ 3 รองจากการบริหารงานทั่วไปของรัฐ และการเศรษฐกิจ ซึ่งใกล้เคียงกับ การสังคมสงเคราะห์ และการป้องกันประเทศ ที่หลายฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์นั้นไม่ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด


ข้อมูลจาก: รายงานวิชาการสำนักงบประมาณของรัฐสภา ฉบับที่ 7/2560

สุดเหลื่อมล้ำ งบสวัสดิการขรก.พุ่งร้อยละ 15 ครอบคลุมแค่ 5 ล้านคน

สำหรับคำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ที่ว่า "ความเท่าเทียม รัฐบาลไทยได้พัฒนาระบบสาธารณสุขเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง" นั้น ข้อมูลจากรายงานฉบับเดียวกัน ก็สวนทางเช่นคำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์

ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม จากรายงานของคณะกรรมการปฏิรูปสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พบว่า ระหว่างปี 2546-2556 งบระบบบริการสุขภาพของ 'สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ' ที่ดูแล 5 ล้านคน จาก 22,686 ล้านบาท เป็น 59,558 ล้านบาท กับ 'หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า' ดูแล 48 ล้านคน จาก 55,810 ล้านบาท เป็น 141,540 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวทั้งสองระบบ


เมื่อแยกเป็นรายจ่ายต่อหัวจะพบว่ามีความแตกต่างกัน โดย 'สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ' นั้น จาก 5,663 บาท เป็น 12,534 บาท ส่วน 'หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า' จาก 1,202 บาท เป็น 2,922 บาท

ขณะที่ รายงานฉบับสมบูรณ์งานวิจัย การคลังสุขภาพสำหรับระบบบริการสุขภาพพึงประสงค์ สำนักวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) ระบุว่า อัตราการขยายตัวของแต่ละระบบนั้นต่างกัน โดย สวัสดิการข้าราชการขยายตัว ร้อยละ 14.90 สูงกว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ ร้อยละ 10.80

ย้อนทศวรรษ 40 พุ่ง 6 เท่า เบิกจ่ายสูงเกินจริง ค่าเฉลี่ยต่อหัว ทิ้งหลักประกันสุขภาพ 4 เท่า หรือ 1 หมื่นบาท

"ระบบสวัสดิการข้าราชการ มีผู้ใช้สิทธินี้ประมาณร้อยละ 10 ของจำนวนประชากร แต่ช่วงระยะเวลาเพียง 13 ปี ระหว่าง 2531-2544" ค่าใช้จ่ายของระบบรักษาพยาบาลนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 6 เท่า และมีค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ทุกปี" รายงานสำนักงบประมาณของรัฐสภาระบุ

เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายอัตราเฉลี่ยต่อหัว ข้อมูลค่าใช้จ่ายต่อคนต่อ ปี 2553-2561 จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม ประกอบกับข้อมูลงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550-2561 พบว่า ย้อนหลัง 5 ปี นั้น งบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จาก 3,120 บาท ในปี 2557 เป็น 3,625 บาทในปี 2561 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.82 ส่วน สวัสดิการข้าราชการนั้น แม้ช่วงเดียวกันจะมีค่าคงที่ ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่งบต่อหัวนั้นอยู่ที่ 13,600 บาท ห่างกันราว 10,000 บาท หรือคิดเป็นเกือบ 4 เท่า

ปี 2570 งบต่อหัวยังห่าง ข้าราชการ 1.36 หมื่น บัตรทองแค่ 5 พัน


ความเหลื่อมล้ำนี่ยิ่งตอกย้ำว่าจะยังดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต เมื่อรายงานจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา คำนวณต่อยอดจากข้อมูลข้างต้น ตั้งแต่ปี 2562 - 2570 พบว่า งบข้าราชการต่อหัวซึ่งคงที่อยู่ที่ 13,600 บาทนั้น จะยังมากกว่า งบหลักประกันสุขภาพ ที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องดังนี้

ปี 2562 งบต่อหัวอยู่ที่ 3,763 บาท

ปี 2563 งบต่อหัวอยู่ที่ 3,906 บาท

ปี 2564 งบต่อหัวอยู่ที่ 4,055 บาท

ปี 2565 งบต่อหัวอยู่ที่ 4,209 บาท

ปี 2566 งบต่อหัวอยู่ที่ 4,347 บาท

ปี 2567 งบต่อหัวอยู่ที่ 4,513 บาท

ปี 2568 งบต่อหัวอยู่ที่ 4,685 บาท

ปี 2569 งบต่อหัวอยู่ที่ 4,863 บาท

ปี 2570 งบต่อหัวอยู่ที่ 5,048 บาท

ดังนั้นในอีก 9 ปีข้างหน้า งบสุขภาพที่ดูแลประชากร 48 ล้านคน ก็ยังห่างจาก งบสวัสดิการข้าราชการ ที่ดูแลประชากร 5 ล้านคน โดยมีส่วนต่างค่าเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 8,552 บาท หรือคิดเป็นราว 3 เท่า ความเหลื่อมล้ำทางงบประกันสุขภาพก็ยังคงความเหลื่อมล้ำต่อไป

ข้อมูลจาก:

รายงานวิชาการสำนักงบประมาณของรัฐสภา ฉบับที่ 7/2560

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม จากรายงานของคณะกรรมการปฏิรูปสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ข้อมูลค่าใช้จ่ายต่อคนต่อ ปี 2553-2561 จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม ประกอบกับข้อมูลงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550-2561

https://www.voicetv.co.th/read/G_vu_9ln1
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 28th, 2019, 03:00 PM   #2700
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,098
Likes (Received): 6171

กสศ. ชี้ แรงงานไทย16.1 ล้านคน ยังอยู่ระดับ 1.0 – 2.0 ต้องเร่งพัฒนาสู่ 4.0 ตามนโยบายรัฐ

19 กันยายน 2019

74 หน่วยงานร่วมผลักดันคุณภาพแรงงาน ยกระดับทักษะอาชีพแรงงานยากจนให้มีฝีมือ


ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทาง โครงการพัฒนาระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส กสศ. และที่ปรึกษาคณะกรรมการ กสศ. ร่วมมือกับหน่วยพัฒนาอาชีพ จำนวน 73 แห่ง เช่น กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน วิทยาลัยชุมชน มหาวิทยาลัย ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ปราชญ์ กศน.วิสาหกิจชุมชน เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาระบบตัวอย่างการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส โดยมีชุมชนเป็นฐาน มุ่งยกระดับฝีมือแรงงานระดับ 1.0 และ 2.0 ไม่จำกัดอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและมีรายได้ต่ำกว่า 6,500 บาท รวมถึงผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้ที่ว่างงาน คนพิการ คนเร่ร่อน เยาวชนในสถานพินิจ ผู้ต้องขัง ที่ทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม หัตถกรรม เน้นการใช้แรงงานหนักและราคาถูก ให้มีทักษะสูงขึ้น มีงานทำ มีโมเดลธุรกิจของตัวเอง มีรายได้สูงขึ้น โดยมีพื้นที่ปฏิบัติการระดับตำบลหรือเทศบาลจำนวนกว่า 76 ตำบล ใน 42 จังหวัดครอบคลุมทุกภูมิภาค ในปีแรกจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 6,239 คน


ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ

สำหรับหน่วยพัฒนาอาชีพทั้ง 73 แห่งจะออกแบบระบบพัฒนาทักษะแรงงานยากจน ด้อยโอกาส ที่เน้น 3 เรื่องสำคัญ คือ

1.การใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อยกระดับการประกอบอาชีพ มีการวิเคราะห์ทุนชุมชน จุดแข็ง จุดอ่อน ทำ Social Mapping เพื่อกำหนดแผนธุรกิจและแผนกำลังคนที่เหมาะสมกับชุมชนท้องถิ่น

2.การพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ แรงงานฝีมือในชุมชน ผ่านหลักสูตรระยะสั้น 100-200 ชั่วโมง ครอบคลุมด้านทักษะอาชีพโดยปฏิบัติงานจริงในชุมชนหรือสถานประกอบการ ทักษะการบริหารจัดการสำหรับศตวรรษที่ 21 และทักษะชีวิตด้านเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน

3.การเสริมสร้างสมรรถนะแก่ชุมชนและภาคเอกชน โดยจะส่งเสริมบทบาทในการเป็นเจ้าภาพหลักในการพัฒนา

“รัฐบาลบอกประเทศต้องก้าวไปสู่ 4.0 แต่คนของเรากว่า 16.1 ล้านคน ยังเป็น 1.0 หรือ 2.0 ได้รับการศึกษาครึ่งๆ กลางๆ จบมัธยมต้นหรือต่ำกว่า ถูกทอดทิ้งให้เป็นแรงงานนอกระบบ คนว่างงาน คนพิการ สุดท้ายกลายเป็นภาระชุมชน สังคม ถูกตีตราเป็นคนด้อยโอกาส โครงการนี้จะช่วยให้โอกาสคนกลุ่มนี้ได้มีตัวตน มีที่ยืนในสังคม รอดพ้นจากวิกฤตชีวิต

ที่ผ่านมาระบบทุนนิยมดึงลูกหลาน เราออกจากชุมชนทุกวัน ชุมชนอ่อนแอลงตามลำดับ ช่องว่างในประเทศมากขึ้นทุกวัน ความเหลื่อมล้ำเป็นผลพวงจากเรื่องนี้ การแก้ไขต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ให้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของประเทศ และตัดวงจรความเหลื่อมล้ำข้ามชั่วคนได้” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว


ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวอีกว่า เครือข่ายหน่วยพัฒนาอาชีพทั้ง 73 แห่ง จะจับคู่กับชุมชนดำเนินงานยกระดับทักษะการประกอบอาชีพให้กับแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ซึ่งธุรกิจชุมชนเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญที่สุดในพื้นที่ชนบท โครงการจะส่งเสริมให้ชุมชนและสถานประกอบการ ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เกิดเป็นเครือข่ายจับคู่การพัฒนา เช่น การร่วมเป็นวิทยากร การใช้สถานที่ฝึกงาน และการสมทบทรัพยากรในรูปแบบที่เป็นไปได้ มุ่งเน้นกระบวนการเสริมศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาอาชีพ บนฐานข้อมูล ความรู้ ทุนทางสังคม เศรษฐกิจ และทรัพยากร สร้าง Creative Space ที่มีการใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และทุนทางสังคมเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ มุ่งเป้าตรงตามความต้องการของชุมชนหรือตลาดแรงงานท้องถิ่นร่วมไปกับการสร้างพื้นฐานทักษะอาชีพในฐานะผู้ประกอบการ ขนาดย่อมในชุมชน

โดย ทั้ง 73 โครงการ จะเป็นโมเดลหรือระบบต้นแบบสำคัญของประเทศ ในการยกระดับแรงงาน 1.0 หรือ 2.0 ให้เป็นแรงงานมีฝีมือ เป็นผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ของชุมชน ผมคิดว่าเรื่องนี้ กสศ.มาถูกทาง โครงการนี้ตอบโจทย์สำคัญของประเทศในการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจ 4.0 ที่ยั่งยืนมีชุมชนเป็นฐาน แก้เหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง และไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไร ชุมชนจะรองรับได้

ด้านนายชาญ อุทธิยะ ปราชญ์ชาวบ้านภาคเหนือ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือต้องเน้นสร้างฐานให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง และจำเป็นต้องมีกระบวนการการมีส่วนร่วม ช่วยกันมองปัญหา ช่วยกันคิด ต้องทำให้ชุมชนเห็นคุณค่าในการพัฒนากลุ่มคนด้อยโอกาสให้ได้รับการช่วยเหลือ ฝึกฝนพัฒนาอาชีพอย่างเท่าเทียมเสมอภาค ตัวอย่างเช่น ในชุมชนตอนนี้ เรามีทุนเดิมเป็นทรัพยากรธรรมชาติ มีวัตถุดิบที่อยู่ในชุมชน

ดังนั้นเราต้องเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ข้าว จนกระทั่งติดตลาด มีอาชีพเสริม มีเงินเก็บออม ถือเป็นการติดอาวุธทางปัญญาสู่การพัฒนาทรัพยากร พัฒนาอาชีพแบบยั่งยืน

https://workpointnews.com/2019/09/19/labor-4-0/
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 12:21 AM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us