Our Neighbour : Cambodia ‎part 2 - Page 5 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Regional Thailand

Regional Thailand Anything about Southern, Northern, Eastern and North eastern of Thailand


Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old September 1st, 2010, 05:51 PM   #81
Humble NK
Registered User
 
Humble NK's Avatar
 
Join Date: Jul 2009
Location: Bueng Kan
Posts: 717
Likes (Received): 283

ผังเมืองเค้าสวยดีนะครับ

Humble NK no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old September 1st, 2010, 08:12 PM   #82
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

เขมรปฏิเสธเงินช่วยเหลือสร้างถนนจากไทย

Nation 1 กย. 2553 07:20 น.


กัมพูชา ปฏิเสธ เงินจำนวน 41,200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในการสนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงการสร้างถนน จากการรายงานของสื่อไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาโดย นายกอย เกือง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าววานนี้(30) ว่า กัมพูชาจะไม่รับเงินกู้ยืม และโครงการสร้างถนนจะดำเนินไปอย่างเสรี อีกทั้งกัมพูชาก็ไม่เคยร้องขอสินเชื่อนี้ และ ไม่ต้องการเงินนี้ด้วย ซึ่งกัมพูชาจะใช้งบประมาณของตนเองเพื่อสร้างถนน และ

โครงการนี้จะดำเนินไปในทิศทางที่ดี ตามรายงานระบุ ความคิดเห็นของนายกองเกือง ถือเป็นการพลิกคำพูดจากวันก่อนในการแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเงินกู้จากไทย ที่เขากล่าวว่า "ยินดีต้อนรับเงินช่วยเหลือทุกรูปแบบโดยปราศจากเงื่อนไข" ซึ่งก่อนหน้านี้ ตามการรายงานของสื่อไทย อ้างคำกล่าวของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่กล่าวขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าจะมีการกลับมาพิจารณาการให้ความช่วยเหลือจากทางการไทยอีกครั้ง ในสัญญาเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการขยายทางหลวงสาย 68 เชื่อมต่อกับชายแดนไทยกับจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการทูตเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้เมื่อเดือน พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ประกาศยกเลิกเงินช่วยเหลือจากไทยทั้งหมด หลังเกิดความขัดแย้งทางการทูต หลังกัมพูชาแต่งตั้ง อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลกัมพูชา ขณะที่

นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตนนั้นไม่ทราบจุดยืนของกัมพูชาเกี่ยวกับเงินทุน แต่ประเทศไทยก็พร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีกับกัมพูชา
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 1st, 2010, 09:59 PM   #83
KhimNawa
Panorama
 
KhimNawa's Avatar
 
Join Date: May 2010
Location: Bangkok(Ekkamai)-UdonThani THAILAND
Posts: 1,589
Likes (Received): 357

เขมรเตรียมสร้างตึกสูงสุดในเอเชีย
วันพุธ ที่ 01 กันยายน 2553 เวลา 22:51 น


วันนี้ (1ก.ย.) สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาได้อนุมัติแผนแม่บท การก่อสร้างอาคารระฟ้าในกรุงพนมเปญ ขนาดความสูง 555 เมตร (1,820 ฟุต) ซึ่งจะกลายเป็นอาคารที่สูงที่สุดในทวีปเอเชีย โดยอาคารจะอยู่ห่างจากพระราชวังหลวงในกรุงพนมเปญประมาณ 1 กม. ก่อสร้างโดยบริษัทโอเวอร์ซีส์ แคมโบเดีย อินเวสต์เมนต์ คอร์ป ของนายปัง เขียว เซ หนึ่งในนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีของกัมพูชา อย่างไรก็ตาม สมเด็จฮุน เซน ไม่ได้ระบุว่า การก่อสร้างจะเริ่มเมื่อใด หรือใช้งบประมาณเท่าไหร่ แต่นายทัช สามนาง ผจก. โครงการ เผยว่า โครงการนี้จะใช้ทุนก่อสร้างราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันอาคารสูงสุดของกัมพูชา คืออาคารแคนาเดีย ทาวเวอร์ ในกรุงพนมเปญ ความสูง 115 เมตร (377 ฟุต) และอาคารที่ครองแชมป์สูงสุดในเอเชียในปัจจุบันคือ ไทเป 101 ในกรุงไทเป เมืองหลวงไต้หวัน ซึ่งมีความสูง 508 เมตร (1,667 ฟุต) ใช้ทุนก่อสร้าง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเคยครองแชมป์ตึกสูงที่สุดในโลกนับตั้งแต่ปี 2547 ก่อนจะถูกโค่นเมื่อเดือน ม.ค. ปีนี้ โดยอาคารเบิร์จ คาห์ลิฟา ในนครรัฐดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งมีความสูง 828 เมตร (2,717 ฟุต).

http://www.dailynews.co.th/newstartp...ontentID=89217

( จากเวปจะมีรูปภาพด้วยนะครับ แต่ผมเอาลงไม่เป็น )


ปล. งงกะข่าว แล้ว UAE ไม่ได้อยู่เอเชียรึไง ทำไมบอกว่าที่จะสร้างที่เขมรจะสูงสุดในเอเชีย ...
KhimNawa no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old September 1st, 2010, 10:11 PM   #84
Goddess
Registered User
 
Goddess's Avatar
 
Join Date: Sep 2009
Location: Bangkok Metropolitan Area
Posts: 785
Likes (Received): 16


ในรูปลิงค์ข้างบนเป็นตึกโกลทาวเวอร์42คับสูง 192 เมตร
https://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=573861
__________________
It will never be perfect.
Goddess no está en línea   Reply With Quote
Old September 1st, 2010, 10:47 PM   #85
KhimNawa
Panorama
 
KhimNawa's Avatar
 
Join Date: May 2010
Location: Bangkok(Ekkamai)-UdonThani THAILAND
Posts: 1,589
Likes (Received): 357

Quote:
Originally Posted by Goddess View Post

ในรูปลิงค์ข้างบนเป็นตึกโกลทาวเวอร์42คับสูง 192 เมตร
https://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=573861
งั้นผมขออภัยที่เข้าใจผิดละกันนะครับ พอดีไม่ได้มีความรู้เรื่องตึกของแต่ละประเทศเท่าไหร่ แต่แค่อยากเสนอจรงเนื้อข่าวมากกว่า ขอบคุณที่ชี้แจงครับผม..
KhimNawa no está en línea   Reply With Quote
Old September 9th, 2010, 03:16 PM   #86
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

บริษัทจีนทุ่ม 3 พันล้านดอลล์ลงทุนกัมพูชา

วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 18:48:52 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

บริษัทจีนประกาศทุ่มเงิน 3 พันล้านดอลลาร์ ลงทุนด้านพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และแปรรูปโลหะในกัมพูชา


เอพีอ้างการให้สัมภาษณ์ของเอียง โสฟัลเลธ ผู้ช่วยของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ว่า หลิน เซียง หวาง ประธานบริษัทของจีนได้เปิดเผยข้อเสนอการลงทุนระหว่างการพบปะกับผู้นำกัมพูชา โดยบริษัทเออร์ดอส อิเล็กทริคัล พาวเวอร์ แอนด์ เมทัลเลอร์จิคัล มีแผนลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 700 เมกะวัตต์ในจังหวัดพระสีหนุ (Preah Sihanouk) อีกทั้งจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมแปรรูปโลหะสำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออก


ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าในกัมพูชายังคงด้อยพัฒนา และโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้กัมพูชายังซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและไทยด้วย


แม้เออร์ดอส ซึ่งมีบริษัทมิตซุย แอนด์ โค ของญี่ปุ่นถือหุ้นอยู่ 25% ไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลาของโครงการดังกล่าว แต่นายเอียงเผยว่า นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ให้การสนับสนุนแผนนี้อย่างเต็มที่


ข้อมูลจากสถานทูตจีนระบุว่า ปัจจุบัน จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติแถวหน้าของกัมพูชา โดยมีบริษัทจีนราว 349 แห่งลงทุนในโครงการต่างๆ ในกัมพูชา ได้แก่ เกษตรกรรม ก่อสร้าง และเขื่อน
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 11th, 2010, 09:05 PM   #87
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

พลิกโฉมเมืองประตูอินโดจีน...สระแก้ว ปั้นเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-กัมพูชา

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4244 ประชาชาติธุรกิจ


ในอดีตจังหวัดสระแก้วเป็นแค่เมืองเล็ก ๆ ชายแดน แต่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปอย่างมาก และยังตั้งเป้าที่จะบรรลุถึงวิสัยทัศน์ "เมืองงามชายแดนบูรพาน่าอยู่ ประตูสู่ อินโดจีน ถิ่นอุตสาหกรรมการเกษตร เขตท่องเที่ยวเชิงนิเวศ"

ศักยภาพของสระแก้ว อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลางประกอบด้วย สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี มีพื้นที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพฯและชายฝั่งทะเลตะวันออก อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือแหลมฉบัง และมีเส้นทางคมนาคมสะดวกเชื่อมต่อกับภูมิภาคอื่นทั้งภาคกลาง ภาคอีสานตอนล่าง และจังหวัดชายแดนของกัมพูชา คือ บันเตีย เมียนเจย และเสียมราฐ ที่ตั้งของนครวัด-นครธม

ที่สำคัญคือ เป็นฮับ (hub) ของศูนย์ค้าส่งขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 5 ตลาด แต่ที่รู้จักกันดี คือ ตลาดโรงเกลือ โดยมีเงินสะพัดวันละกว่า 200 ล้านบาท ขณะที่สถิติการส่งออก-นำเข้าบริเวณด่านบ้านคลองลึก อรัญประเทศ ก็มีมูลค่าสูงสุดในกลุ่มด่านการค้าในภาคตะวันออกทั้ง 6 ด่าน ประเด็นที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่แค่การส่งออกไปตลาดกัมพูชาเท่านั้น แต่สินค้าไทย ไปไกลถึงประเทศเวียดนาม

เกตเวย์ส่งออกกัมพูชา-เวียดนาม

ตัวเลขการค้าด่านคลองลึก อรัญประเทศ ในปี 2550 มีมูลค่าการค้ารวม 19,224.21 ล้านบาท แบ่งเป็นการ ส่งออก 17,870.36 ล้านบาท นำเข้า 1,353.85 ล้านบาท ได้ดุลการค้า 16,516.51 ล้านบาท ปี 2551 มูลค่าการค้ารวม 28,907.44 ล้านบาท ส่งออก 26,749.86 ล้านบาท นำเข้า 2,157.58 ล้านบาท ได้ดุลการค้า 24,592.28 ล้านบาท

ปี 2552 มูลค่าการค้ารวม 23,396.06 ล้านบาท ส่งออก 21,456.59 ล้านบาท นำเข้า 1,939.47 ล้านบาท ดุลการค้า 19,517.12 ล้านบาท และตัวเลขล่าสุดระหว่างเดือนตุลาคม 2552-กรกฎาคม 2553 มีการส่งออก-นำเข้า 22,891.76 ล้านบาท



ประเภทสินค้าส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรกในปี 2551 คือ รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์ รถยนต์ อะไหล่รถจักรยานยนต์ อาหารสัตว์ ปูนซีเมนต์ รถไถ ผ้าถัก สุกร เสาโทรคมนาคม แต่ในปี 2552 สินค้าส่งออก 10 อันดับแรก เปลี่ยนไป อันดับ 1 คือ สุกร รองลงมาคือ อาหารสัตว์ ปูนซีเมนต์ เครื่องยนต์ รถยนต์ อะไหล่รถ จักรยานยนต์ ผ้าถัก รถจักรยานยนต์ ปุ๋ยเคมี และยางรถยนต์ สำหรับสินค้านำเข้า คือ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดถั่วเหลือง เศษอะลูมิเนียม เศษเหล็ก เสื้อผ้าสำเร็จรูป เศษกระดาษ เศษทองแดง และเสื้อผ้าใช้แล้ว

"ศานิตย์ นาคสุขศรี" ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แม่ทัพใหญ่ที่ร่วมบุกเบิกปลุกปั้นเมืองสระแก้วให้ก้าวขึ้นสู่ประตู อินโดจีนย้ำว่า สระแก้วเป็นเมืองแห่งอนาคตที่จะเชื่อมสู่อินโดจีนไปกัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งเศรษฐกิจกำลังขยายตัวมาก เป็นตลาดใหม่ที่จะมารองรับสินค้าไทยได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจังหวัดสระแก้วจึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ขณะนี้ ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ศึกษาโครงการพัฒนาโครงข่ายด้านโลจิสติกส์เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มจังหวัด โครงการจัดตั้งสถานีขนถ่ายสินค้าและคลังสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างกลุ่มจังหวัดภาคกลาง ตอนกลาง และกลุ่มประเทศในแถบอินโดจีน

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเมืองชายแดนไทย-กัมพูชา หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone : SEZ) ขณะที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพเมืองสระแก้วและฝั่งกัมพูชา เพื่อพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นเดียวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก

5 พื้นที่แคนดิเดตเขต ศก.พิเศษ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันชัย รัตนวงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล พบว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จังหวัดสระแก้ว มี 5 แห่ง ได้แก่ 1) พื้นที่ตำบล ป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ อยู่ใกล้กับตัวเมืองอรัญประเทศ ตลาดโรงเกลือและด่านผ่านแดนถาวรคลองลึกประมาณ 8 กิโลเมตร การคมนาคมสะดวก มีอ่างเก็บน้ำที่ปรับปรุงเป็นขนาดใหญ่ได้

นอกจากนี้ ฝั่งตรงข้ามในประเทศกัมพูชามีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมไว้แล้ว คือ นิคมอุตสาหกรรมโอเนียง (Poipate O"Neang Industrial Estate) โดยมีถนนตัดตรงจากชายแดนกัมพูชา-ไทยจนถึง ถนนหมายเลข 5 กิโลเมตรที่ 11 ห่างจากชายแดนคลองลึก 11 กิโลเมตร ซึ่งรอการเชื่อมต่อโครงข่ายกับประเทศไทย แต่มีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถเจรจาใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยอาจทำเป็นจุด custom checking ร่วมกันเพื่อลดกระบวนการตรวจสอบสินค้าซ้ำซ้อน

2) บ้านหนองเอี่ยน ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ อยู่ตรงข้ามเมือง ปอยเปต กัมพูชา เป็นที่นามีพื้นที่กว้างใหญ่ เป็นที่ลุ่มน้ำท่วม มีชุมชนหนาแน่นปานกลาง ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน แต่ฝั่งกัมพูชามีชุมชน หนาแน่น เป็นปัญหาต่อการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงโลจิสติกส์ระหว่าง 2 ประเทศ และอยู่ไกลจากตัวเมืองอรัญประเทศ และด่านคลองลึก

3) จุดผ่อนปรนบ้านหนองปรือ ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ อยู่ตรงข้ามตำบลมาลัย อำเภอมาลัย จังหวัดบันเตียเมียนเจย ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน มีพื้นที่ว่างเปล่าจำนวนมากแต่เป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง อยู่ไกลด่านคลองลึก และบริเวณชายแดนฝั่งกัมพูชามีชุมชนและสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น ขาดความพร้อมของโครงข่ายการคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อกับประเทศไทย

4) จุดผ่อนปรนบ้านเขาดิน ตำบล เขาดิน อำเภอคลองหาด อยู่ตรงข้ามบ้านพนมได (บ้านกิโล 13) อำเภอสำเภาลูน จังหวัดพระตะบอง เป็นพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งกองทัพบกใช้ในกิจการความมั่นคง ยากต่อการพัฒนา มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเข้า-ออก และอยู่ไกลจากด่านคลองลึก 58 ก.ม.

5) จุดผ่อนปรนบ้านโนนหมากมุ่น กิ่งอำเภอโคกสูง อยู่ฝั่งตรงข้ามศุลกากร บึงตากวน กัมพูชา อยู่ห่างจากด่านศุลกากรอรัญประเทศ 48 ก.ม. การคมนาคมไม่สะดวก ขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน

"หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนและหน่วยงานในสระแก้ว เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2553 ที่ประชุมมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า พื้นที่ตำบลป่าไร่มีความเหมาะสมที่สุด แต่ยังต้องศึกษาเชิงลึกเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง ซึ่งพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ควรมีพื้นที่ประมาณ 2 พันไร่ ถ้าสามารถพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนได้ จะสามารถลดปัญหาเรื่องแรงงานกัมพูชาทะลักหรือลักลอบเข้าประเทศได้"

ดร.วันชัยกล่าวว่า องค์ประกอบสำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง สถานีขนถ่ายสินค้า ด่านศุลกากร ซึ่งอาจดำเนินการเป็นเฟสแรกภายในปี 2555 ส่วนเฟส 2 ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดอากร ศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ หากแล้วเสร็จในปี 2558 จะรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยมีเป้าหมายหลักที่จะสร้างเขต "การผลิตเดียว และตลาดเดียว" ซึ่งจะต้องมีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรีทั้งวัตถุดิบ เงินทุน และแรงงาน

ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

(อ่านต่อฉบับหน้า : เปิดโมเดลเขตเศรษฐกิจพิเศษ)

หน้า 23

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 12th, 2010, 07:58 AM   #88
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

กัมพูชายิ้มร่า ไอเอ็มเอฟเผยเศรษฐกิจปีนี้เติบโต 5 % ปีหน้า6 %

วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 11:22:15 น. มติชนออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 ก.ย.ว่า โอลาฟ อันเตอร์โรเบอร์โดเออร์สเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ประจำสถาบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชาปีนี้ คาดว่าจะเติบโตราว 4.5-5 % และ 6 % ในปีหน้า สาเหตุจากปัจจัยสนับสนุนจากภาคการส่งออกสิ่งทอ และการท่องเที่ยว ซึ่งมีอัตราการเติบยโต 10-20 % ในช่วงไตรมาสที่สอง ขณะที่ภาคกสิกรรม ยังเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาด้วย ขณะเดียวกัน กัมพูชา ก็ควรจะพัฒนาอุตสาหกรรมภาคส่วนอื่น ๆ เช่น การลงทุนด้านสาธารณูปโภคในพื้นที่ชนบท และการขยายแหล่งการเติบโตอื่น ๆ ของประเทศ แต่สำหรับอุตสาหกรรมด้านการก่อสร้าง ซึ่งเคยเติบโตในอัตราเลขสองหลักในช่วงที่ผ่านมา ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจโลก ดูเหมือนจะชะลอตัวเชื่องช้า
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 13th, 2010, 04:54 PM   #89
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

คนงานรง.เสื้อผ้ากัมพูชากว่า 6 หมื่นคน ประท้วงขอขึ้นค่าแรง หลังศก.ฟื้นตัว

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 15:05:37 น. มติชนออนไลน์

เอเอฟพี รายงานว่า แรงงานชาวกัมพูชากว่า 60,000 คนในโรงงานเสื้อผ้าเริ่มต้นหยุดงานประท้วง ซึ่งนับเป็นซีรีส์ล่าสุดของแรงงานในเอเชียที่ลุกขึ้นมาต่อต้านนายจ้าง เพื่อเรียกร้องขอส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ที่เติบโตขึ้น


อัต ทัน ประธานสหภาพแรงงานแห่งกัมพูชา ระบุว่า แรงงานกว่า 60,000 คน จากโรงงานกว่า 40 แห่ง รวมตัวกันประท้วงเพื่อขอปรับขึ้นค่าแรง โดยพวกเราจะรวมตัวกันประท้วงต่อไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่น่าพอใจ


อุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าของกัมพูชา ซึ่งผลิตเสื้อผ้าให้แบรนด์ดังๆ อาทิ แก๊พ เบเนตอง (Benetton) อาดิดาส และพูม่า ถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของกัมพูชาที่ดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติจำนวนมาก และสร้างงานกว่า 345,000 ตำแหน่ง


การสไตรก์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชากำหนดค่าแรงขั้นต่ำสำหรับพนักงานในโรงงานเสื้อผ้าและรองเท้าไว้ที่ 61 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่สหภาพแรงงานระบุว่า อัตราเงินเดือนดังกล่าวไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย ทั้งค่าอาหาร ที่พัก และการเดินทาง โดยเรียกร้องอัตราเงินเดือนที่ 93 ดอลลาร์


อย่างไรก็ตาม กัมพูชา ซึ่งมีประชากรกว่า 30% จากทั้งหมด 14 ล้านคน มีรายได้น้อยกว่า 50 เซนต์ต่อวัน พึ่งพาอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ซึ่งในปีที่แล้วอุตสาหกรรมเสื้อผ้าได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกลดลงเหลือ 2.69 พันล้านดอลลาร์ จาก 3.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2551 แต่ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ สถานการณ์การส่งออกกระเตื้องขึ้น โดยการส่งออกโต 13.4% มีมูลค่า 1.63 พันล้านดอลลาร์


ทั้งนี้ แรงงานในหลายประเทศของเอเชียต่างรวมตัวประท้วงเป็นระยะในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่บังกลาเทศไปจนถึงจีน เพื่อให้นายจ้างปรับเงื่อนไขการทำงานให้ดีขึ้น
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 16th, 2010, 10:08 PM   #90
Imperfect Ending
Or is it?
 
Imperfect Ending's Avatar
 
Join Date: Apr 2003
Location: Portland, Oregon
Posts: 10,767
Likes (Received): 477

Quote:
Originally Posted by SeeMacau View Post
Gold tower 42 stops at 31

Gold tower 42 stands unfinished with 31 floors completed after developers confirmed Monday construction had temporarily halted on Phnom Penh's largest skyscraper.


Monday, 13 September 2010 20:46
Soeun Say

CONSTRUCTION at Phnom Penh’s Gold Tower 42 has been temporarily suspended, with developers unable to confirm when work will restart on the much-anticipated US$240 million skyscraper.

When finished, Gold Tower was set to become the tallest building in the capital at 192 metres high, dwarfing the 32-storey Canadia Tower at 118.1 metres. But so far, just 31 storeys of structure, being built on the corner of Sihanouk and Monivong Boulevards, stand complete.

“It is true that we have, since the beginning of this month, temporarily put it on hold,” said Kim-KW, a South Korean project director at developer Yon Woo Cambodia Co, yesterday.

We will continue progress again, but at the moment we don’t know when,” he added.

Kim K-W refused to reveal the reason for the decision. But an administrator, who asked not to be named, added: “It is just a temporary suspension. We see that the economic situation is not getting better.”...

read the full story in tomorrow’s Phnom Penh Post or see the updated story online from 3PM UTC/GMT +7 hours.
--
__________________

Imperfect Ending no está en línea   Reply With Quote
Old September 18th, 2010, 06:38 PM   #91
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

สำรวจศักยภาพการค้า-โลจิสติกส์ สระแก้ว-พนมเปญ-โฮจิมินห์

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4246 ประชาชาติธุรกิจ


ในช่วงวันที่ 3-6 กันยายน 2553 นายศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยคณะอาจารย์ที่ศึกษาระบบโครงข่ายโลจิสติกส์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายอนุรักษ์ เทียนทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว และคณะได้เดินทางศึกษาดูงานระหว่างชายแดนไทย (สระแก้ว)-กัมพูชา (เส้นทางหมายเลข 6)-โฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม

คณะสำรวจใช้รถบัสขนาดเล็กของกัมพูชา จุดสตาร์ตอยู่ที่ด่านพรมแดนคลองลึก จ.สระแก้ว ผ่านด่านปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ซึ่งเดิมเรียกว่า เมืองศรีโสภณ มุ่งตรงสู่พนมเปญ โดยผ่านเมืองสำคัญคือ จ.พระตะบอง ใช้เส้นทางหมายเลข 6 ของกัมพูชา ซึ่งเป็นถนนลาดยาง 2 เลน รถยนต์วิ่งเลนขวาและใช้พวงมาลัยซ้าย

ความเจริญหรือชุมชนเมืองกระจุกตัว อยู่บริเวณใกล้ด่านปอยเปตเท่านั้น จากนั้นตลอดสองข้างทางขนาบด้วยทุ่งนากว้างใหญ่ เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำขัง ไม่มีภูเขาสูง ส่วนใหญ่เป็นการทำนาหว่านที่มีแปลง ขนาดใหญ่กว่าแปลงนาของไทย แม้ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่การคมนาคมก็ค่อนข้างสะดวก มีรถขนส่งสินค้าประปราย



อย่างไรก็ตาม ระบบการขนส่งระหว่างไทย-กัมพูชายังไม่สะดวก เพราะรัฐบาลกัมพูชาอนุญาตให้รถบรรทุกสินค้าของไทยข้ามไปฝั่งปอยเปตได้แค่ 3 ก.ม. และต้องขนถ่ายสินค้าใส่รถของกัมพูชาเพื่อกระจายสินค้าต่อไปยังพนมเปญ และจังหวัดต่าง ๆ ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าของไทยสูงขึ้น

ก่อนนี้ทั้งสองประเทศได้ลงนาม MOU ทดลองให้รถขนส่งสินค้าข้ามไปฝั่งกัมพูชาได้ 40 คัน แต่เมื่อเกิดปัญหาเขาพระวิหาร ทำให้ความร่วมมือชะงักไปจนถึงปัจจุบัน

"พระตะบอง" เป็นเมืองค่อนข้างใหญ่ เศรษฐกิจดี การค้าขายคึกคัก มีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ร้านค้าใหม่ ๆ เป็นหน้าด่านรองรับสินค้าจากไทย

ส่วนที่ จ.โพธิสัต พบว่ามีสินค้าไทยวางจำหน่ายเต็มไปหมด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องปรุงอาหาร, ผงชูรส, สบู่, รองเท้า, เสื้อผ้า ฯลฯ ผลไม้ส่วนใหญ่ก็นำเข้าจากเมืองไทย ทั้งเงาะ ทุเรียน ลองกอง ซึ่งเป็นแหล่งระบายผลไม้ล้นตลาดของจันทบุรี ตราด ได้เป็นอย่างดี

หลังจากนั้น เข้าสู่เขต จ.กัมปงชนัง เป็นแหล่งปลูกตาลโตนดเช่นเดียวกับ จ.เพชรบุรี ของไทย และถึงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชาในช่วงค่ำพอดี

ตลอดเส้นทางสระแก้ว-พนมเปญ สภาพถนนถือว่าอยู่ในสภาพดี ทางเรียบไม่มีภูเขาสูงคดเคี้ยว แต่ส่วนใหญ่ไม่มี ไหล่ถนน บางช่วงมีหมู่บ้าน ชุมชน ตลาดการค้า ขนาบสองข้างทาง การขับรถต้องใช้ความระมัดระวัง ขณะที่กฎหมายกำหนดให้รถยนต์วิ่งได้ไม่เกิน 60 ก.ม./ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรวจเข้มเป็นระยะ ๆ

วันรุ่งขึ้นเดินทางจากพนมเปญสู่ชายแดนบาเวต-ด่านชายแดนม็อกไบ เวียดนาม (Bavet-Moc Bai Border) ผ่านถนนหมายเลข 1 ช่วงที่ออกจากตัวเมืองพนมเปญ มีสภาพขรุขระมาก น้ำท่วมขัง การก่อสร้างถนนใหม่จะเสร็จในอีก 2-3 ปี ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงถึงท่าเรือ "เนื๊ยกเลือง" (Neak Lueang) เป็นท่าเรือสำคัญบนแม่น้ำโขง ห่างจากท่าเรือพนมเปญ 60 ก.ม. ต้องนำรถขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามแม่น้ำโขงแล้วเดินทางต่ออีกราว 92 ก.ม.ถึงด่านบาเวต ซึ่งพัฒนาเป็นชุมชนเมืองดูทันสมัย มีกาสิโน 3 แห่งเปิดบริการนักเสี่ยงโชค

สภาพอาคารของด่านบาเวต และด่านม็อกไบ มีขนาดใหญ่ทันสมัย แยกคนและรถขนสินค้าออกจากกันชัดเจน หลังผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามแล้วต้องเปลี่ยนไปใช้รถและไกด์ของเวียดนาม ระยะทางห่างจากชายแดนถึงโฮจิมินห์ซิตี (ไซ่ง่อน) 100 ก.ม. เป็นถนน 4 เลน สภาพดี แต่จำกัดความเร็วไว้ที่ 40 ก.ม./ชั่วโมง ซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้า ที่สำคัญการบริการของเจ้าหน้าที่เวียดนามที่ด่านม็อกไบค่อนข้างมีปัญหาความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะกับ ชาวต่างชาติซึ่งคณะสำรวจต้องเสียเวลา กับการตรวจคนเข้าเมืองนานนับชั่วโมง

ทริปนี้แม้จะมีเวลาน้อย แต่สิ่งที่คณะสำรวจเห็นตรงกันคือ สภาพบ้านเมืองเศรษฐกิจกัมพูชาและเวียดนามเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเต็มที่ โดยเฉพาะจีน, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ ขณะที่ผู้นำของไทยยังไม่ให้ ความสำคัญ และเริ่มสูญเสียตลาดสินค้า ให้แก่เวียดนามและจีนที่รุกคืบเข้ามา อย่างหนักในช่วง 1-2 ปีนี้

หน้า 23
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2010, 05:19 AM   #92
Goddess
Registered User
 
Goddess's Avatar
 
Join Date: Sep 2009
Location: Bangkok Metropolitan Area
Posts: 785
Likes (Received): 16

เขมร ขู่ใช้กำลัง ถ้าไทยซ่อมปราสาท "ตาเมือนธม"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2553 23:25 น.



กัมพูชา อ้างสิทธิเป็นเจ้าของปราสาท "ตาเมือนธม" ขู่ไทยไม่ให้เข้าบูรณะซ่อมแซม พร้อมสร้างถนนเข้าสู่ปราสาทและส่งทหาร เขมรตั้งฐานปฏิบัติการส่วนหน้าห่างจากปราสาทตาเมือนธมแค่ 100 เมตร พร้อมทั้งรุกคืบสร้างถนนลูกรังสู่ปราสาท "ตาควาย"

เว็บไซต์ฟิฟทีนมูฟรายงานข่าวระบุว่า วิทยุเอเชียเสรีรายงานข่าวว่าผู้บัญชาการระดับสูงที่ประจำการชายแดนใกล้ ปราสาทตาเมือนธมถูก ไทยบีบใช้กำลังทหารถ้าประเทศไทยส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าซ่อมแซมปราสาทตาเมือนธม ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาดงรักในแผ่นดินกัมพูชา จังหวัดอุดรมีชัย (Oddar Meanchey)

พลเอก เจีย ดารา (Chea Tara) รองผู้บัญชาการทหารสุงสุด ผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่เขตแดนเขมร-ไทย ระบุว่าคนไทยไม่สามารถเข้ามายัง แผ่นดินกัมพูชาเพื่อซ่อมปราสาทตาเมือนธมซึ่งตั้งอยู่ภายใต้บูรณภาพเหนือดิน แดนของกัมพูชาได้ โดยกล่าวว่า “ประเทศไทยไม่มีสิทธิ จะมาซ่อมแซมปราสาทใดๆ ของกัมพูชา การจะดำเนินการดังกล่าวของไทยนับเป็นการรุกล้ำดินแดน และการรุกล้ำใดๆ จะต้องเผชิญ กับการตอบโต้ป้องกันอย่างฉับพลันและทรงประสิทธิภาพ”

ผู้บัญชาการของกัมพูชาออกคำเตือนภายหลังหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รายงาน เมื่อวันพฤหัสที่ 16 กันยายน ว่ากรมศิลปากรของไทย ได้เตรียมที่จะซ่อมแซมปราสาทตาเมือนธม

นายวร์ คิม ฮอง (Var Kimhong) ประธานคณะกรรมการชายแดนกัมพูชา (Cambodian Border Commission) กล่าววันนี้ว่ากัมพูชาจะไม่ มีทางยินยอมให้ไทยเข้าทำการซ่อมปราสาทตาเมือนธม เนื่องจากภายใต้สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 และ แผนที่ ค.ศ. 1908 ปราสาทตั้งอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และด้วยเหตุนี้จึงเป็นปราสาทของกัมพูชา เขาระบุว่าได้แจ้งแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศของไทยระหว่างที่ เขามาเยือนไทยเมื่อ ปี พ.ศ. 2544 ว่าไทยไม่สามารถแตะต้องปราสาทตาเมือนธมได้ และได้เตือนว่า กัมพูชาจะใช้มาตรการทางกฎหมายหากไทยจะเริ่มทำการซ่อมแซมปราสาท โดยเขากล่าวว่า “ไม่ เราไม่มีทางอนุญาตพวกเขา ปราสาท ตาเมือนธมเป็นปราสาทเขมร ตั้งอยู่ใกล้หลักเขตที่ 23 มากๆ ฝรั่งเศสได้วางหลักเขตทางเหนือของสันปันน้ำ และสำหรับปราสาทตาเมือ นโต๊ด (Ta Moan Toch ) และตาเมือน (Ta Moan) หลักเขตถูกวางไว้ทางใต้ของสันปันน้ำ ตำแหน่งของปราสาทถูกวาดไว้อย่างชัดเจน ในแผนที่ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างมีสำเนา”

นายวาร์ คิม ฮอง กล่าวว่า เมื่อปี 2544 กรมศิลปากรของไทยได้เดินทางไปทำการซ่อมแซมปราสาทตาเมือนธมแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อตน เดินทางไปยังปราสาท ตนได้บอกให้หยุดดำเนินการเนื่องจากปราสาทตาเมือนธมเป็นของกัมพูชา

เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา กองกำลังทหารชายแดนที่ 402 นำโดย พ.อ.เนี๊ยะ วงศ์ ผู้บังคับการทหารชายแดนที่ 402 กัมพูชา ได้สั่งการให้ทหารกัมพูชาใต้บังคับบัญชากว่า 50 นาย พร้อมอาวุธสงคราม เอเค 47, จรวดอาร์พีจี, ปืนกลเบาและปืนพกสั้น มุ่งหน้าเข้ามายังบันไดทางขึ้นปราสาทตาเมือนธม เพื่อหวังเข้าวางกำลังทหารอยู่ภายในบริเวณปราสาทตาเมือนธม เขตแดนไทย

แต่ได้ถูกกำลังทหารพรานไทย ฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม กองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 961 และชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 เข้าทำการเจรจาและผลักดัน ให้กองกำลังทหารกัมพูชาติดอาวุธทั้งหมดกลับเข้าไปในเขตแดน กัมพูชา และห้ามพกอาวุธสงคราม พร้อมทั้งแต่งเครื่องแบบทหารเข้ามายังเขตแดนไทย และปราสาทตาเมือนธม ตามข้อตกลงที่ทั้งผู้ บังคับบัญชาทหารระดับสูง 2 ฝ่ายได้เจรจากันไว้ และ หากยังดื้อจะนำกำลังพร้อมอาวุธสงครามข้ามเข้าในดินแดนไทย ทหารพรานกอง ร้อยจู่โจมที่ 961 จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยไทย ยิงผู้รุกรานทันที

เมื่อสถานการณ์ตรึงเครียดขึ้น ชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 ได้รายงานเหตุการณ์ ที่เกิดให้ พ.อ.กิตติศักดิ์ บุญพระธรรม ผู้บังคับ การกรมทหารพรานที่ 26 ได้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งรายงานไปยังกองบัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งผู้บังคับบัญชา ทุกระดับได้สั่งการให้ตรึงพื้นที่อย่างเข้มงวด และห้ามทหารกัมพูชาพกพาอาวุธเข้าในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธมอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ การเจรจากันใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง พ.อ.เนี๊ยะ วงศ์ ได้สั่งการให้ทหารกัมพูชา ทั้งหมด เดินทางกลับเข้าไปยังฐานปฏิบัติการ ส่วนหน้า ในเขตกัมพูชา ซึ่งตั้งห่างจากทางขึ้นปราสาทตาเมือนธมเพียง 100 เมตร

หลังจากนั้นปรากฏว่าทหารกัมพูชา 2 นาย ได้แต่งชุดพลเรือน เข้ามาหาข่าวในบริเวณปราสาทตาเมือนธม โดยมีผู้บังคับบัญชาโทรศัพท์ เข้ามาสอบถามสถานการณ์ ในบริเวณปราสาทตาเมือนธมอยู่เป็นระยะๆ

นายทหารสังกัดกรมทหารพรานที่ 26 เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เหตุการณ์ความตรึงเครียดดังกล่าวเริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา เมื่อ กัมพูชาที่มาเข้าเวรอยู่บริเวณทางขึ้นปราสาทตาเมือนธม เห็นทหารพรานกองร้อยจู่โจมที่ 961 ของไทยถืออาวุธลาดตระเวนรอบ ปราสาทตาเมือนธม ก็ไปรายงานผู้บังคับบัญชาว่า ทหารไทยทำผิดข้อตกลง ในการนำอาวุธเข้ามายังบริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่ง ทหารพรานได้แจ้งให้ทราบว่าจำเป็นต้องมีการลาดตระเวน เพื่อป้องกันความปลอดภัยให้แก่คณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่มาศึกษาดู งานบริเวณปราสาทตาเมือนธม ในช่วงวันที่ 7-8 ก.ย. จึงจำเป็นต้องเข้มงวดในการเข้าชมปราสาทตาเมือนธม

แม้แต่คนไทยด้วยกันที่เดินทางมา เราก็ยังบอกว่าเข้าชมไม่ได้ เพราะต้องมีการรายงานข้อมูลด้านความมั่นคงและสถานการณ์ต่างๆ ให้ คณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงทราบ จึงต้องปิดการเข้าชมชั่วคราว และทหารพรานได้แนะนำให้ชาวไทยไปเที่ยวชมปราสาทตาเมือนโต๊ด แทน

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดมาปะทุขึ้นครั้งอีกครั้ง เมื่อทหารกัมพูชา นำโดย พ.อ.เนี๊ยะ วงศ์ พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชากว่า 50 นาย พร้อม อาวุธสงครามครบมือ พยายามที่ข้ามชายแดนไทย เข้ามาเพื่อวางกำลังทหารที่ปราสาทตาเมือนธมดังกล่าว

“เรา ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และสั่งการให้ตรึงกำลังอย่างเต็มที่ หากทหารกัมพูชาไม่เชื่อฟังก้าวข้ามเข้าในเขต แดนไทย พร้อมอาวุธสงครามเมื่อใด สั่งยิงได้ทันที” แหล่งข่าวนายทหารไทยกล่าว

พร้อมกันนี้ ทหารพรานไทยยังบอกทหารกัมพูชาไปว่า เมื่อทหารกัมพูชาพยายามเข้ามาก่อเรื่อง หากมีการยิงกันเกิดขึ้น ทหารไทยถล่ม ยาวแน่ เรายอมไม่ได้ ขอให้ทหารกัมพูชาไปหาคนมาสั่งหยุดยิงก็แล้วกัน จึงทำให้ พ.อ.เนี๊ยะ วงศ์ นำกำลังทหารทั้งหมดกลับฐานที่ตั้ง ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทตาเมือนธมเพียง 100 เมตร

แหล่งข่าวนายทหารคนเดิมกล่าวว่า ขณะที่ทหารพรานของไทยสั่งเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างเต็มที่ เนื่องจากเกรงว่าทหาร กัมพูชาจะมีการเสริมกำลังทหารเข้ายึดปราสาทตาเมือนธม ทั้งนี้ เพราะขณะนี้ทหารกัมพูชาได้ก่อสร้างถนนลูกรังจากฝั่งกัมพูชาขึ้นมา ใกล้กับ ปราสาทตาเมือนธม มีระยะห่างเพียง 200 เมตร พร้อมวางกำลังทหารกว่า 100 นาย ตรึงพื้นที่ใกล้ชายแดนไทยบริเวณปราสาท ตาเมือนธมอยู่ตลอดเวลา

นอกจากกรณีปราสาทตามเมือนธมแล้ว เว็บไซต์ฟิฟทีนมูฟ ได้รายงานว่า กัมพูชายังได้สร้างถนนสู่ปราสาทตาควายเสร็จแล้ว โดยระบุ ว่าสำนักข่าวข่าวด่วนกัมพูชารายงานว่าการก่อสร้างถนนความยาว 7.3 กิโลเมตรสู่ปราสาทตาควาย (ตากระบรัย – Ta Krabey) ในอำเภอ บ้านใต้มะขาม (บันเตียอัมปึล – Banteay Ampil) จังหวัดอุดรมีชัย (โอดดา เมียนจัย – Oddar Meanchey) ได้แล้วเสร็จหลังเริ่มต้นก่อสร้าง เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา

พลตรีแคง สุเมธ (Kheng Somedh) ผู้บัญชาการกองพลทหารช่างกัมพูชา ระบุว่าถนนความยาว 7.3 กิโลเมตรได้ก่อสร้างโดยการไถ เกรดด้วยรถแทร็คอเตอร์ ถมด้วยดินลูกรัง ใช้เวลาตัดถนนทั้งสิ้น 15 วัน และ จะขยายให้กว้างขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาพื้นที่เขตแดนเพื่อเปลี่ยนชาย แดนเป็นพื้นที่แห่งสันติ

ข่าวยังรายงานอีกว่า ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ถนนความยาว 9 กิโลเมตรสู่ปราสาทตาเมือนมูลค่า 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ก่อสร้างเสร็จและเปิดใช้งานแล้ว

วันเดียวกันหนังสือพิมพ์กัมปูเจียทะไมย์ หรือ "กัมพูชาใหม่" รายงานความคืบหน้าการฝึกซ้อมลาดตระเวณแนวชายแดนว่า กองพันที่ 513 ซึ่งเป็นหน่วยแซกแทรง และตอบโต้ได้เปิดการฝึกเป็นเวลา 8 วัน ใกล้เมืองปอยเปต ระหว่างวันที่ 8 – 15 กันยายน 2553

พันเอกโสก ตินา (Sok Tina) ผู้บัญชาการกองพันที่ 513 ระบุว่าการฝึกแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นแรกเป็นการวางแผนจู่โจม ขั้นที่สองเป็น การปฏิบัติการจริง และขั้นที่สามเป็นขั้นการเตรียมความพร้อมหลังปะทะเพื่อรับคำสั่งถัดไป ขณะที่ พลจัตวา จัน โสภณ (Chan Sophon) รองผู้บัญชาการกองทัพภาค 5 ได้แสดงความขอบคุณต่อกองพันที่ 513 และทหารจากหน่วยอื่นที่ได้ร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งในการ ป้องกันชาติภายใต้การนำที่ยิ่งใหญ่ของนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน.
__________________
It will never be perfect.
Goddess no está en línea   Reply With Quote
Old September 25th, 2010, 04:30 AM   #93
sansano
Registered User
 
sansano's Avatar
 
Join Date: Jul 2009
Location: Ayutthaya & Chiangmai
Posts: 2,028
Likes (Received): 3

ฮอลลีวูดทำหนังฟอร์มใหญ่ "ชัยวรมันที่ 7" ดึง "โจลี" ชูโรง


นายทามัส แม็กยาร์ (Tamas Magyar) ผู้อำนวยการสร้างชาวฮังกาเรียน (ซ้าย) กับ โทนี เชียนา (Tony Schiena) นักแสดงชาวอเมริกัน เดินกับนายเขียว กัญฐฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าวหลังการพบหารือในวันพฤหัสบดี มี ดีเสวต (Dy Svet) ดารายอดนิยมตลอดกาลชาวเขมรร่วมอยู่ด้วย ทีมนี้กำลังววางแผนสร้างภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ประวัติศาสตร์เขมรโบราณยุคนครวัด
ASTVผู้จัดการออนไลน์ --- ทีมสร้างภาพยนตร์จากฮอลลี่วูด รุดหารือทางการกัมพูชาเขมร วางแผนสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ฉายภาพอาณาจักรเขมรโบราณ-นครวัด ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โอ่ดึง ดาราใหญ่เพียบ ทั้งแอนเจลินา โจลี เจ็ต ลี รวมทั้งดาราสาวฮอตกิมจิ ซงเฮเคียว (Song Hye Kyo)

นายโทมัส แม็กยาร์ (Thomas Magyar) เจ้าของโครงการกับนายโทนี เชียนา (Tony Schiena) ผู้ช่วยแถลงเรื่องนี้ในกรุงพนมเปญ หลังเข้าพบหารือกับนายเขียว กัญฤทธิ์ ในวันพฤหัสบดี (23 ก.ย.)

ผู้สร้างภาพยนตร์รายนี้กล่าวว่า มันจะเป็นงานที่หนักมาก เพราะว่าจะต้องปรึกษาหารือกับทางการกัมพูชาเกี่ยวกับเนื้อหา และจะต้องปรึกษาหารือกับนักประวัติศาสตร์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำถูกต้อง คาดว่าจะต้องใช้เวลาถึง 3 ปีในการสร้างและถ่ายทำ และด้วยทุนประมาณ 70 ล้านดอลลาร์

ภาพยนตร์ชื่อ "อาณาจักรเขมรที่ยิ่งใหญ่" (Great Khmer Empire) จะเป็นภาพยนตร์ที่เน้นเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชาสมัยพระเจ้าชัย วรมันที่ 7 ชาวงคริสต์ศตวรรษที่ 11-12 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการก่อสร้างปราสาทนครวัด

นายแมกยาร์กล่าวว่าได้ทาบทามแอนเจลินา โจลี ร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ และยังมีดารายอดนิยมอยู่ในใจอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเจ็ต ลี จอห์น ซีนา แห่งรายการเวิลด์เรสลิ่ง และดาราสาวยอดนิยมเกาหลีซงเฮเคียว

แอนเจลินา โจลี เคยแสดงในภาพยนตร์ "ลาร่า ครอฟท์: ทูมเรดเดอร์" (Lara Croft: Tomb Raider) ซึ่งใช้ปราสาทตามพรมเป็นฉากหลัง เธอยังรับ “แม็ดดอกซ์” เด็กกำพร้าชาวเขมรคนหนึ่งเป็นบุตรบุญธรรม และ ได้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของกัมพูชา ตลอดจนถือหนังสือเดินทางของประเทศนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ เหมือนเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวเล่าลือว่า "แอนจี้" ยอมรับแสดงเป็นแมริลีน มอนโร ในภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวประวัติของดาราอื้อฉาวคนนี้ แต่ปรากฏในเวลาต่อมาว่า โจลีไม่เคยรับปากว่าจะรับบทดังกล่าว.


ปี 2545 คุณหนูลาร่า ครอฟท์ ทำให้ชาวโลกรู้จักปราสาทตาพรม และปราสาทนครวัดกว้างขวางยิ่งขึ้น หรือว่าเธอกำลังจะกลับมาอีกครั้ง?

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
24 กันยายน 2553 21:49 น.
sansano no está en línea   Reply With Quote
Old September 26th, 2010, 07:38 PM   #94
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

ไทย-กัมพูชาตั้งสภาธุรกิจ

Thaipost เศรษฐกิจ27 กันยายน 2553 - 00:00

กกร.ไฟเขียว ไทยจับมือกัมพูชาตั้งสภาธุรกิจ ยื่น รมช.พาณิชย์ นำเรื่องเข้า ครม.

นายธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ครั้งล่าสุด เห็นชอบการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา มีนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท.เป็นประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา มีตัวแทนจากนักธุรกิจที่เข้าไปค้าขายและลงทุนในกัมพูชาร่วมเป็นสมาชิกทั้งหมด 25 บริษัท ซึ่งได้เสนอการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ไปยังนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์แล้ว เพื่อนำเสนอ ครม.รับทราบต่อไป

นายธนิตกล่าวว่า กกร.เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เพราะกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ค้าขายกันมานาน แต่ละปีมีมูลค่าการค้าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนกัมพูชาเฉลี่ยปีละกว่า 10,000 ล้านบาท

โดยสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชา เช่น ยานพาหนะ เครื่องจักรกลทางการเกษตร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำตาลทราย สุกรมีชีวิต วัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะปูนซิเมนต์ ส่วนการลงทุนจะเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ ท่องเที่ยว แปรรูปสินค้าเกษตร พลังงาน เหมืองแร่ และกิจการโทรคมนาคม.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 28th, 2010, 07:04 PM   #95
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

ADBคาดปีนี้จีดีพีกัมพูชาโต 5% ปีหน้า 6%

Posttoday วันอังคารที่ 28 กันยายน 2010 เวลา 21:08 น.


ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีกัมพูชาในปี 2010 เป็น 5% หรือเพิ่มขึ้น 0.5% จากที่คาดการณ์ในเดือนเมษายนที่ 4.5% เนื่องจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของการส่งออกเสื้อผ้าสิ่งทอและการท่องเที่ยว และในปี 2011 จะเติบโตในอัตรา 6% ทั้งนี้ ตัวเลขของกระทรวงพานิชย์สหรัฐระบุว่าการนำเข้าเสื้อผ้าสิ่งทอจากกัมพูชาในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 10% ในรูปของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มขึ้น 24% ในรูปของปริมาณ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา

ส่วนรายงานของเอดีบีระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเยือนกัมพูชาในช่วง6 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 12.4% แต่ภาคการก่อสร้างยังคงเงียบเหงา และคาดว่าผลผลิตด้านการเกษตรจะได้รับความเสียหายจากภาวะฝนแล้งในปีนี้
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 9th, 2010, 06:25 PM   #96
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

สุดทน"แรงงานขาด-บาทแข็ง" 5 กลุ่มทุนไทยย้ายฐานลงทุนไปเขมร

วันที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เวลา 20:32:25 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


5 บริษัทใหญ่ผลิตเครื่องนุ่งห่ม ไฮเทค-ทองไท-ไนท์-ฮงเส็ง-นันยาง สุดทนปัญหาขาดแคลนแรงงาน ค่าเงินบาทแข็ง ดิ้นขยายการลงทุนในกัมพูชาแทน ทุ่มงบฯ ก้อนแรกกว่า 1,500 ล้าน

5 บริษัทใหญ่ผลิตเครื่องนุ่งห่ม ไฮเทค-ทองไท-ไนท์-ฮงเส็ง-นันยาง สุดทนปัญหาขาดแคลนแรงงาน ค่าเงินบาทแข็ง ดิ้นขยายการลงทุนในกัมพูชาแทน ทุ่มงบฯ ก้อนแรกกว่า 1,500 ล้านบาท เหตุค่าแรงถูก ได้สิทธิพิเศษภาษี (GSP) จากสหรัฐ-สหภาพยุโรป 0% เลือกปักธงใน "ปอยเปต" ติดชายแดนไทย ชี้ขนส่งสะดวก ใช้เวลาไม่มาก แถมหมดห่วงปัญหาสภาพแรงงาน-จ่ายนอกระบบน้อยกว่าพนมเปญ



นายวัลลภ วิตนากร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และประธาน บริษัท ไฮ-เทค แอพพาเรล เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทไฮ-เทคได้จับมือกับอีก 4 บริษัท เตรียมเข้าไปลงทุนขยายผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปชุดกีฬา (sport wear) ที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1,500 ล้านบาท ใช้แรงงานประมาณ 20,000 คน ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาตกลงการเช่าพื้นที่กับเอกชนเจ้าของพื้นที่ดังกล่าว คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงต้นปีหน้า


สำหรับผู้ประกอบการอีก 4 บริษัทที่จับมือร่วมกันประกอบด้วย บริษัท ฮงเส็งการทอ จำกัด, บริษัท ทองไทยการทอ จำกัด, บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด และบริษัท นันยาง การ์เม้นท์ จำกัด ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของไทย สาเหตุที่ขยายฐานไปลงทุนในกัมพูชาเป็นเพราะปัจจุบันอัตราค่าแรงในกัมพูชาต่ำกว่าประเทศไทยประมาณ 40% ขณะเดียวกันได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) จากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปในฐานะที่เป็นประเทศกำลังพัฒนามากกว่าสิทธิพิเศษที่ประเทศไทยได้รับ



"อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเป็นหลัก คิดว่าตอนนี้ในเมืองไทยน่าจะอิ่มตัวแล้ว การขยายคงทำได้ลำบาก เพราะมีปัจจัยที่เป็นอุปสรรคมากมาย ทั้งในเรื่องของการขาดแคลนแรงงาน, ต้นทุนค่าแรงสูงขึ้น, อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น, การได้สิทธิพิเศษทางภาษีน้อยลง เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้ธุรกิจไปรอดและขยายตัวได้ คงต้องไปหาแหล่งลงทุนใหม่ ๆ ที่มีปัจจัยเอื้อมากกว่าการลงทุนในประเทศไทย" นายวัลลภกล่าว


ส่วนที่ตัดสินใจเข้าไปลงทุนในพื้นที่ "ปอยเปต" เนื่องจากมีชายแดนติดกับประเทศไทย บริเวณอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว การขนส่งวัตถุดิบหรือสินค้าทำได้สะดวก ใช้เวลาจากกรุงเทพฯเพียงแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น ใกล้กว่าเดินทางจากกรุงเทพฯไปชัยภูมิหรือสุรินทร์ด้วยซ้ำ ประกอบกับแรงงานก็สามารถเคลื่อนย้ายจากบริเวณเสียมเรียบไปยังโรงงานอุตสาหกรรมได้สะดวก เพราะระยะทางไม่ไกลนัก การบริหารจัดการแรงงานทำได้ง่าย ต่างจากพนมเปญที่มีสหภาพแรงงานจำนวนมาก การเรียกร้องประท้วงมีบ่อย นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายนอกระบบมากกว่า


"เมื่อดูจากพื้นที่แล้ว หากเกิดข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ถึงขั้นมีการปิดด่านเข้า-ออก การส่งออกนำเข้าก็ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะสามารถเลี่ยงไปใช้ด่านทางสีหนุวิลล์ได้ ซึ่งใช้เวลาไม่นานเช่นกัน โดยเอกชนเจ้าของพื้นที่ในปอยเปตมีพื้นที่รองรับการลงทุนตั้งโรงงานอยู่ประมาณ 2,000 ไร่ ในการดำเนินการกลุ่มผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มได้เข้าไปเจรจา โดยให้เจ้าของที่ดินพัฒนาพื้นที่และก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม จากนั้นจึงจะเข้าไปลงทุน ซึ่งหากกลุ่มผลิตสิ่งทอรายอื่น ๆ สนใจเข้าไปลงทุนด้วย ก็เป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้การผลิตมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น นอกจากนั้นเจ้าของพื้นที่ยังเปิดให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ เข้าลงทุนพร้อม ๆ กันไปด้วย" นายวัลลภกล่าว







ในส่วนของบริษัท ไฮ-เทค แอพพาเรล ซึ่งเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) สินค้า sport wear ให้กับแบรนด์ "ไนกี้" เป็นหลัก คาดว่ากำลังการผลิตเบื้องต้นประมาณ 10 ล้านตัวขึ้นไป ใช้แรงงานประมาณ 2,500 คน เป็นการผลิตเพื่อส่งออกทั้งหมด อาทิ สหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น เป็นต้น


ด้านนายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ กรรมการบริหาร บริษัท ทองไทยการทอ จำกัด กล่าวว่า การลงทุนในกัมพูชาครั้งนี้เป็นโอกาสให้บริษัทสามารถขยายการผลิต และขยายธุรกิจที่มีอยู่ในประเทศไทยได้มากขึ้น เนื่องจากบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าให้กับ 3 แบรนด์หลัก คือ อาดิดาส, รีบอค และแคนเทอเบอรี่ ส่งออกให้กับผู้นำเข้าในสหภาพยุโรป 100% ซึ่งปัจจุบันสินค้าที่บริษัทส่งออกจากไทยต้องเสียภาษีประมาณ 10% ในขณะที่สินค้าที่ส่งออกจากกัมพูชาจะได้รับ GSPไม่ต้องเสียภาษีเลย





"ขณะนี้เทรนด์ความต้องการสินค้า sport wear มีมากขึ้น โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป ซึ่งเราก็มองโอกาสตรงนี้ที่จะขยายการผลิตในส่วนของการลงทุนเบื้องต้นคาดว่าจะใช้แรงงานประมาณ 2,000-3,000 คน โดยคัดเลือกผลิตสินค้าที่ไม่ซับซ้อนมากนัก เพราะไปฝึกแรงงานให้คุ้นเคยกับการผลิตเสียก่อน ส่วนวัตถุดิบจะนำเข้าจากประเทศไทย เพราะการขนส่งสะดวก ใช้เวลาไม่มาก ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับเจ้าของพื้นที่ โดยจะทำสัญญาเช่าพื้นที่ และโรงงานระยะยาว 50 ปี" นายเดชกล่าว
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 13th, 2010, 12:51 PM   #97
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

เขตเศรษฐกิจพิเศษ 'พนมเปญ' มาแรง ญี่ปุ่น-ไต้หวัน-สิงคโปร์-เกาหลีแห่ลงทุน

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4253 ประชาชาติธุรกิจ

ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาที่ประเทศไทยเผชิญกับความวุ่นวายทาง การเมืองและเจอภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ประเทศเพื่อนบ้านกลับเดินหน้าพัฒนาไปไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา ภายใต้การนำของนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรี โดยมีนโยบายเปิดกว้างรับการลงทุนจากต่างประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone : SEZ) และนิคมอุตสาหกรรมมากที่สุดเกือบ 10 แห่งเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

ปัจจุบันเขตเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังมาแรง คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ (Phnom Penh Special Economic Zone : PPSEZ) ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท Phnom Penh SEZ เริ่มจัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2549 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผู้ถือหุ้นหลัก 2 รายคือ Shareholders : Lok Chumteav Oknha Lim Chhiv Ho สัดส่วน 78% และ Zephyr Co.,Ltd. (Tokyo, Japan) 22%



เขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ ตั้งอยู่ทางหลวงหมายเลข 4 ในกรุงพนมเปญ ห่างจากสนามบินนานาชาติกรุงพนมเปญ 8 กิโลเมตร ห่างจากท่าเรือพนมเปญ 18 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากสีหนุวิลล์ เมืองท่าชายทะเลสำคัญของกัมพูชาประมาณ 210 กิโลเมตร ถือเป็นทำเล ที่อยู่ใจกลางเมืองพนมเปญ

ผู้บริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ เปิดเผยว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ มุ่งสู่การเป็นผู้นำเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในประเทศกัมพูชา มีมาตรฐานในระดับนานาชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมสะอาด มีระบบการกำจัดน้ำเสียที่ดี เน้น อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน อาทิ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า อาหารแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภค เขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ ประกอบด้วยเฟสที่ 1 มีพื้นที่ทั้งสิ้น 141 เฮกตาร์ มีการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานเสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนเมษายน 2551 ปัจจุบันพื้นที่ถูกจองเต็มหมดแล้ว โดยมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้าไปตั้งโรงงานผลิตสินค้าแล้วประมาณ 20 บริษัท เช่น กลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ กลุ่มยามาฮ่า หรือกลุ่มไทเกอร์วิง ผลิตรองเท้าสตรีที่มีการจ้างงาน 400 คน

ทั้งนี้ นักลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนมากเป็นอันดับหนึ่งคือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือไต้หวัน สิงคโปร์ จีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งยังไม่มีนักลงทุนไทย ส่วนโครงการเฟสที่ 2 มีพื้นที่ 162 เฮกตาร์ ซึ่งยังเปิดรับการลงทุนได้อีกจำนวนมาก

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ให้แก่ผู้ลงทุน เช่น ได้รับสิทธิประโยชน์ในภาษีศุลกากร ให้สิทธิเช่าที่ดินอย่างน้อย 99 ปี และสามารถต่ออายุการเช่าที่ดินได้อีก ราคาที่ดินให้เช่า 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ ตารางเมตร ค่าน้ำประปา 0.30 ดอลลาร์สหรัฐ (+10% VAT) ค่าบำบัดน้ำเสีย 0.26 ดอลลาร์ต่อลูกบาศก์เมตร (+10% VAT) ค่าไฟฟ้า 0.193 ดอลลาร์ต่อยูนิต (kwh)

ค่าบริหารจัดการระบบสาธาณูปโภค 0.06 ดอลลาร์ต่อตารางเมตรต่อเดือน (+10% VAT) ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับการนำเข้าอุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องจักร เป็นต้น แต่รายการเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงราคาได้ตามสถานการณ์ นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP อีกด้วย

นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาในวันนี้ ขณะที่ประเทศไทยยังย่ำอยู่กับที่

หน้า 28

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 18th, 2010, 10:49 AM   #98
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,488
Likes (Received): 6270

อามิราฯเล็งลงทุนกัมพูชากว่าพันล้าน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,575 17-20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บริษัท อามิรา กรุ๊ปฯ ผู้ส่งออกข้าวจากประเทศอินเดีย ประกาศแผนลงทุน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1,200 ล้านบาท ซื้อพื้นที่เพาะปลูกข้าวและตั้งโรงงานแปรรูปข้าวในกัมพูชา ซึ่งบริษัทมองว่าคือแหล่งปลูกข้าวสำคัญของโลกในอนาคต

หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ของกัมพูชา รายงานว่า บริษัทผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของอินเดีย มีแผนลงทุนตั้งโรงงานแห่งแรกนอกประเทศอินเดียที่กัมพูชาเนื่องจากมองถึงบทบาทของกัมพูชาในฐานะแหล่งปลูกข้าวที่จะทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต โครงการของอามิรา กรุ๊ป จะใช้เงินลงทุนระหว่าง 30 - 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 900-1,200 ล้านบาท ครอบคลุมการตั้งโรงงานแปรรูปข้าว 1 แห่งและการซื้อที่ดินเพื่อการเพาะปลูกอีกประมาณ 25,000 เฮกเตอร์ หรือกว่า 1.56 แสนไร่

"กัมพูชามีพื้นที่ปลูกข้าวอุดมสมบูรณ์มาก นอกจากนี้การลงทุนในประเทศนี้ยังสมเหตุผลเนื่องจากเรายังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเมื่อมีการส่งออกอีกด้วย" นายโปรทิก กูฮา ผู้อำนวยการบริหารของอามิรา กรุ๊ป ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลีกล่าว และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสิทธิประโยชน์ด้านภาษีนั้นเกิดจากการที่กัมพูชาเป็นสมาชิกของเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) นอกจากนี้ อาเซียนก็ยังมีข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอีกหลายประเทศ รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทหมายตาอยู่

ผู้บริหารของอามิรา กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทกำลังเจรจากับหุ้นส่วนท้องถิ่น 2-3 ราย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการวางแผนงาน แต่หากเป็นไปได้ บริษัทต้องการให้ธุรกิจร่วมทุนที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะการร่วมทุนระหว่างเอกชนกับรัฐบาลมากกว่า เหมือนอย่างเช่นที่บริษัทมีความร่วมมือกับรัฐบาลแองโกลาและเซียร์รา ลีโอน โดยทั้งสองประเทศให้สิทธิ์แก่บริษัทในการถือครองที่ดินเพื่อการเพาะปลูก
ข่าวระบุว่า อามิรา กรุ๊ป ก่อตั้งขึ้นในประเทศอินเดียมาตั้งแต่ปี 2458 มีรายได้รวมในปีที่ผ่านมา (2552) 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการยอดการส่งออกข้าวบาสมาติและข้าวเมล็ดยาวไปยังประเทศต่างๆ แล้ว 40 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นปริมาณการส่งออกข้าวบาสมาติมากกว่า 70,000 ตัน และข้าวเมล็ดยาว 200,000 ตัน นอกจากนี้ บริษัทยังเป็น 1 ใน 250 บริษัทที่ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ให้อยู่ในทำเนียบ Global Growth Companies เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีการเติบโตของธุรกิจอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต

นายกูฮาเผยว่า การขยายธุรกิจของกลุ่มในประเทศอินเดียเอง เริ่มมีข้อจำกัดแล้วเนื่องจากมีข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้เผยว่า โครงการในกัมพูชาจะตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดใด เพียงแต่กล่าวว่า พื้นที่เพาะปลูกและโรงงานแปรรูปจะตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ กัน "กัมพูชามีพื้นที่ปลูกข้าวมากมายก็จริง แต่ยังขาดสาธารณูปการพื้นฐานเพื่อการพัฒนากสิกรรม บริษัทเราสามารถเสริมและเป็นผู้นำในจุดนี้" ด้านนายกิจ เส็ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และการประมงของกัมพูชา เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการลงทุนของอามิรา กรุ๊ป แต่กัมพูชาก็ยินดีต้อนรับโครงการลงทุนด้านการเกษตรของผู้ลงทุนจากต่างประเทศ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 20th, 2010, 03:20 PM   #99
sansano
Registered User
 
sansano's Avatar
 
Join Date: Jul 2009
Location: Ayutthaya & Chiangmai
Posts: 2,028
Likes (Received): 3

เขมรท่วม 13 จังหวัด ตายแล้ว 8 นาข้าวจมน้ำหลายหมื่นไร่

ภาพรอยเตอร์ 21 ก.ค.2553 ชาวกัมพูชาเข็นรถจักรยานยนต์ไปตามถนนที่จมน้ำ บริเวณหน้าพระราชวังเขมรินทร์ สื่อของประเทศนี้กล่าวว่า กรุงพนมเปญกำลังจมน้ำอีกครั้งหนึ่งในช่วง 10 วันมานี้ เช่นเดียวกับอีกกว่า 10 จังหวัดทั่วประเทศ หลังจากเกิดพายุฝนตกหนักติดต่อกัน มีผู้เสียชีวตแล้วอย่างน้อย 8 คน นาข้าวเสียหายสุดคณานับ
ซินหัว (พนมเปญ) -- พายุและฝนตกหนักใน 13 จังหวัดของกัมพูชาตลอด 10 วันที่ผ่านมา สร้างความเสียหายประมาณ 70 ล้านดอลลาร์ ทำลายหรือสร้างความเสียหายแก่นาข้าวนับพันๆ เฮกตาร์ พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ราย สื่อในประเทศนี้รายงานในวันพุธ (20 ต.ค.) อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่

“การประเมินความเสียหายชั้นต้น พบว่า เป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของพายุเกดสะหนา คือ 313 ล้านดอลลาร์ เมื่อปีที่แล้ว” หนังสือพิมพ์แคมโบเดียเดลีอ้างคำกล่าวของ นายญิม วันดา (Nhim Vanda) รองประธาน คณะกรรมการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ

เขากล่าวอีกว่า จะต้องใช้เงิน 70 ล้านดอลลาร์ในการซ่อมแซมถนน ระบบชลประทาน สะพาน และบ้านเรือนราษฎร “ท้องที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด คือ จ.โพธิสัตว์ (Pursat) เขตเทศบาลกรุงพนมเปญ และ จ.บ้านใต้มีชัย (Banteay Meanchey)”

นายวันดา ประมาณว่า นาข้าวทั่วประเทศได้รับความเสียหาย หรือถูกทำลายไปประมาณ 10,000 เฮกตาร์ (62,500 ไร่) จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 8 หลังจากได้รับการยืนยันว่า มีเด็กวัย 5 ขวบคนหนึ่งจมทะเล ที่ จ.พระสีหนุ (Preah Sihanouk) ในวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เป็นรายงานที่อ้างการเปิดเผยโดย นายบาน สะรุน (Ban Sarun) นายอำเภอ อ.สตึงหาว (Stung Hav)

นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน กล่าวเมื่อวันจันทร์ อ้างว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นนี้ สร้างความเสียหายมากกว่าพายุเกดสะหนาเมื่อปีที่แล้ว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2553 16:27 น.
sansano no está en línea   Reply With Quote
Old October 24th, 2010, 05:37 PM   #100
sansano
Registered User
 
sansano's Avatar
 
Join Date: Jul 2009
Location: Ayutthaya & Chiangmai
Posts: 2,028
Likes (Received): 3

ไปดูรถไฟกัมพูชาสีเหลืองอร่าม สายใต้พนมเปญ-กัมโป้ต เปิดหวูดแล้ว
เส้นสีแดงแทนทางรถไฟสายใต้ช่วงพนมเปญ-ตูกเมียส (Touk Meas) ระยะทาง 120 กม. ที่เปิดใช้การวันศุกร์ (22 ต.ค.) ที่ผ่านมา หลังการฟื้นฟูบูรณะและก่อสร้างใหม่โดยการช่วยเหลือของเอดีบีและรัฐบาล ออสเตรเลียที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2551 เส้นสีม่วงแสดงช่วงต่อจากตูกเมียส ใน จ.กัมโป้ต ไปยังสถานีท่าเรือสีหนุวิลล์ ใน จ.พระสีหนุ
ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- หลังการฟื้นฟูบูรณะและก่อสร้างใหม่ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2551 ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือด้านทุนรอน จากธนาคาราพัฒนาเอเชีย กับ รัฐบาลออสเตรเลีย ทางรถไฟสายใต้ของกัมพูชาเปิดใช้อีกครั้งหนึ่งในวันศุกร์ (22 ต.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งเอดีบีกล่าวว่าเป็น ทางรถไฟที่ได้มาตรฐานช่วงแรกของกัมพูชา

พิธีปล่อยรถไฟขนส่งขบวนหนึ่ง จัดขึ้นโดย มีนายเกียต ชน (Kiet Chhon) รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังเข้าร่วม

ทางรถไฟช่วงพนมเปญ-ตูกเมียส (Touk Meas) จ.กัมโป้ต (Kampot) มีระยะทาง 120 กิโลเมตร จากทั้งระบบ 650 กม.ทั่วประเทศ ตั้งแต่ใกล้ชายแดนไทย ไปถึง จ.พระสีหนุ (Preah Sihanouk) ซึ่งธนาคารพัฒนาเอเชียให้เงินกู้รวม 84 ล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูบูรณะ ตามแผนการที่จะให้แล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2556 ด้วยเงินทุนราว 141.6 ล้านดอลลาร์

เมื่อต้นปีนี้รัฐบาลออสเตรเลียให้กัมพูชากู้ 21.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูเส้นทางช่วงพนมเปญ-ตูกเมียส โดยเฉพาะ

ทางรถไฟในกัมพูชาเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ของทางรถไฟจากสิงคโปร์ไปยังนครคุนหมิงของจีน ซึ่งจะสามารถต่อไปได้ถึงรัสเซียจนถึงยุโรป ตามความริเริ่มของ นายแพทย์มหาธีร์ โมฮาหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อครั้งทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการประจำกลุ่มอาเซียน

ความคิดนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเอดีบี และ นำมาสู่การปฏิบัติจริงในที่สุด

นอกจากจะต้องซ่อมและฟื้นฟูระบบรางที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว ในกัมพูชายังขาดทางรถไฟช่วงยาวอีกกว่า 300 กม.ที่จะต้องสร้างขึ้นใหม่ เพื่อไปเชื่อมกับทางรถไฟเวียดนามที่ชายแดน แผนการ “ทางรถไฟอาเซียน-จีน” จึงจะสามารถเป็นจริงขึ้นมาได้

เอดีบีระบุในแถลงข่าวฉบับหนึ่งที่ออกในวันเดียวกันว่า ทางรถไฟสายพนมเปญ-ตูกเมียส นับเป็น “ก้าวใหญ่ๆ” อีกก้าวหนึ่งในแผนการทางรถไฟอาเซียน

“มีการพูดกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้นี้ มานานหลายทศวรรษแล้ว แต่ในวันนี้ความฝันได้ก้าวไปก้าวใหญ่ๆ อีกก้าว เพื่อไปสู่ความเป็นจริง” นายคุนิโอะ เซนกะ (Kunio Senka) ผู้อำนวยการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเอดีบีกล่าวเมื่อวันศุกร์

“ทางรถไฟสายใหม่ เป็นก้าวใหม่อีกก้าวหนึ่งของกัมพูชาในการฝ่าให้พ้นจากเรื่องราวความขัดแย้ง” นายเซนกะ กล่าว ซึ่งหมายถึงสงครามที่ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการขนส่งระบบรางของประเทศได้ ตลอดเวลาเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา


(โปรดเลื่อนลงเพื่ออ่านต่อ)

ภาพเหตุการณ์ในวันเดียวกัน


ภาพเอเอฟพี 22 ต.ค.2553 รถไฟสีเหลืองกำลังจะออกจากสถานีพนมเปญ รถขบวนสินค้า เปิดหวูดได้หลังการฟื้นฟูบูรณะและสร้างรางใหม่ 120 กม.ถึง จ.กัมโป้ต (Kampot) ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2551 แล้วเสร็จลง โดยการช่วยเหลือของเอดีบีกับออสเตรเลีย ในกัมพูชายังมีทางรถไฟที่จะต้องบูรณะอีกกว่า 500 กม. และสร้างใหม่อีกกว่า 300 กม. เพื่อไปเชื่อมกับรถไฟไทยและเวียดนาม
2


ภาพรอยเตอร์ 22 ต.ค.2553 รถไฟสีเหลืองกำลังจะออกจากสถานีพนมเปญ รถขบวนสินค้า เปิดหวูดได้หลังการฟื้นฟูบูรณะและสร้างรางใหม่ 120 กม.ถึง จ.กัมโป้ต (Kampot) ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2551 แล้วเสร็จลง โดยการช่วยเหลือของเอดีบีกับออสเตรเลีย ในกัมพูชายังมีทางรถไฟที่จะต้องบูรณะอีกกว่า 500 กม. และสร้างใหม่อีกกว่า 300 กม. เพื่อไปเชื่อมกับรถไฟไทยและเวียดนาม

3



ภาพเอเอฟพี 22 ต.ค.2553 นายเกียต ชน รองนายกฯ นายเจิม วี รัฐมนตรีโยธาธิการและขนส่ง นางฟิโอนา โคชอด์ (Fiona Cochaud) --ขวามือ-- อุปทูตสถานทูตออสเตรเลียในพนมเปญ กับนายเวย์น ฮันต์ ประธาน-ซีอีโอ บริษัทโทลโกลบอลโลจิสติกส์ จากออสเตรเลีย เจ้าของสัมปทานบริหารทางรถไฟในกัมพูชา ร่วมไปในขบวนสินค้าปฐมฤกษ์พนมเปญ-ตูกเมียส (Touk Meas)

4


ภาพรอยเตอร์ 22 ต.ค.2553 พขร.กำลังนำรถสินค้าขบวนประวัติศาสตร์เคลื่อนออกจากกรุงพนมเปญ มุ่งไปยังสถานีปลายทาง ใน จ.กัมโป้ต (Kampot) ทางตอนใต้ของประเทศ ระยะทาง 120 ก.ม. การฟื้นฟูบูรณะดำเนินมาตั้งแต่ปี 2551 ให้เป็นทางรถไฟมาตรฐานช่วงแรกของประเทศ โดยความช่วยเหลือจากเอดีบีและรัฐบาลออสเตรเลีย

5



ภาพรอยเตอร์ 19 ต.ค.2553 ขบวนนี้ "รถไฟไม้ไผ่" อันลือชื่อ ใน จ.โพธิสัตย์ (Pursat) ห่างจากพนมเปญ 200 กม. กำลังแล่นไปตามรางที่สองข้างทางรกรุงรัง สิ่งนี้เกิดจากความคิดประดิษฐ์สร้างกับภูมิปัญญาของท้องถิ่น ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ นี่เป็นยานพาหนะที่พาผู้โดยสารเดินทางข้ามจังหวัดได้สบายๆ และ ถ้าหากบังเอิญเอามากๆ มีรถไฟจริงๆ แล่นสวนมา ก็เพียงแต่จอดแล้วช่วยกันยกออกจากราง เมื่อจะแล่นต่อก็ยกขึ้นตั้งบนรางอีกครั้ง
6


ภาพรอยเตอร์ 19 ต.ค.2553 ขบวนนี้ "รถไฟไม้ไผ่" อันลือชื่อ ใน จ.โพธิสัตย์ (Pursat) ห่างจากพนมเปญ 200 กม. กำลังแล่นไปตามรางที่สองข้างทางรกรุงรัง อีก 2 ปีอาจจะไม่ได้เห็นอีก เมื่อแผนการฟื้นฟูบูรณะทางรถไฟความยาว 650 กม.ในกัมพูชาแล้วเสร็จลง เมื่อวันศุกร์ (22 ต.ค.) เพิ่งจะเปิดใช้ช่วงพนมเปญ-ตูกเมียส (Touk Meas) อีกครั้ง หลังการฟื้นฟูบูรณะและสร้างใหม่แล้วเสร็จ
7


ในช่วงที่ทหารเวียดนามนับแสนคนเข้ายึดครองกัมพูชา และ ตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศในเดือน ม.ค.2522 รางรถไฟเป็นเป็นหมายสำคัญ ในการทำลายของกองโจรฝ่ายเขมรแดง มาตั้งแต่นั้น เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของฝ่ายตรงข้ามที่มีเวียดนามหนุนหลัง

หลังจากสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี 2534 มีความพยายามฟื้นฟูบูรณะรางรถไฟ กับรถไฟในกัมพูชาหลายครั้ง รวมทั้งการเลิกใช้หัวรถจักรไอน้ำ และ ใช้หัวรถจักรดีเซลที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลจีนแทน

ทางรถไฟช่วงยาวกรุงพนมเปญ-พระตะบอง-ศรีโสภณ เกือบจะไม่ได้ใช้การ มีการเดินรถเพียงเดือนละไม่กี่เที่ยว แต่ผู้ใช้ประโยชน์จริงๆ กลับเป็นราษฎรในท้องถิ่นที่คิดค้นสิ่งที่เรียกว่า “รถไฟไม้ไผ่” ขึ้นมา ถ่อด้วยไม้ให้แล่นไปตามราง แต่ในปัจจุบันได้พัฒนาใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน

สำหรับทางรถไฟที่ได้มาตรฐานช่วงแรกนี้ จะมีประโยชน์โดยตรงต่อการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือซีเมนต์ ทั้งนี้ตูกเมียสเป็นเขตผลิตซีเมนต์ใหญ่ เป็นที่ตั้งของโรงงานซีเมนต์กัมโป้ต (กัมปอต) ซึ่งเครือซีเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ 90% และ ด้วยเงินทุนจดทะเบียนกว่า 32 ล้านดอลลาร์

ตามรายงานของสื่อในกัมพูชาใน จ.กัมโป้ต ยังจะมีโรงงานซีเมนต์อีก 2 แห่ง ของนักลงทุนจากจีนและจากเวียดนาม

เอดีบี กล่าวว่า หุ้นส่วนสำคัญอีก 2 รายที่ช่วยกัมพูชาด้านเงินทุนในการฟื้นฟูระบบรางคือ กองทุนโอเปกเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (OPEC Fund for International Development) ที่ให้กู้อีก 13 ล้านดอลลาร์ และรัฐบาลมาเลเซียช่วยเหลือให้เปล่าอีก 2.8 ล้านดอลลาร์

ส่วนบริษัท โทลโฮลดิ้งส์ (Toll Holdings) จากออสเตรเลียได้รับสิทธิ์สัมปทาน 30 ปีจากรัฐบาลกัมพูชา ให้เป็นผู้ฟื้นฟูระบบรถไฟ และ จัดการ ดำเนินการเดินรถ เอดีบีกล่าว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 ตุลาคม 2553 18:37 น.
sansano no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 10:52 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us