Thailand Economic News 2009 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions


Reply
 
Thread Tools
Old January 5th, 2009, 11:31 AM   #1
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

Thailand Economic News 2009

Thailand Economic News 2008


https://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=564519


Thailand Investment Year 2008-2009


http://www.boi.go.th/english/


http://www.boi.go.th/english/downloa...ent%20Year.pdf











Last edited by napoleon; September 5th, 2009 at 10:09 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old January 5th, 2009, 11:36 AM   #2
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

งบประมาณแผ่นดินปี 2552


1,835,000,000,000 บาท (น้อยกว่างบกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประมาณ 2 แสนล้านบาท)


http://dwfoc.mof.go.th






หนี้ IMF


1. 20/08/1997 5,482.00 ล้าน USD รัฐบาลเชาวลิตเซ็นกู้ แต่ไม่ได้ใช้เจอม็อบสีลมไล่
2. 30/11/1997 2,553.00 ล้าน USD รัฐบาลชวน เข้ามาวันที่ 9 พ.ย 40 เงินงวดแรกมา 30/11/1997 เท่ากับชวนใช้คนเดียวเลย12,072 ล้าน USD
3. 28/02/1998 1,280.00 ล้าน USD
4. 31/05/1998 848.00 ล้าน USD
5. 31/08/1998 500.00 ล้าน USD
6. 30/11/1998 491.80 ล้าน USD
7. 28/02/1999 457.25 ล้าน USD
8. 31/05/1999 460.25 ล้าน USD


รัฐบาลชวน 2 ใช้หนี้IMF ปี 2000 (2543) ปีเดียว ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ


http://www.imf.org/external/np/fin/t...ition_flag=YES


http://www.thairath.co.th/news.php?s...&content=70683


รัฐบาลทักษิณใช้หนี้ IMF โดยไม่ได้ใช้เงินสำรองระหว่างประเทศ ดังนั้นการยกอ้างว่า

รัฐบาลชวนเก็บเงินไว้ใช้หนี้ให้สมัยรัฐบาลทักษิณ จึงไม่เป็นความจริง


(เงินใช้หนี้จากการกู้แหล่งอื่น และรายได้จากการส่งออกที่สะสมแล้วปลดหนี้ IMF ในอีก 2 ปีให้หลัง)


http://www.bot.or.th/Thai/Statistics...lReserves.aspx


ทุนสำรองระหว่างประเทศปี 2540


http://www.mof.go.th/mofjuly/mofj1234.htm


หนี้สาธารณะ


ไฟล์ excel เลือก ข้อมูลย้อนหลัง : ทุนสำรองระหว่างประเทศและรายการที่เกี่ยวข้อง

http://www.bot.or.th/Thai/Statistics...ges/index.aspx


ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงสุด วันที่ 30 พฤศจิกายน 2543

2,819,203.22 ล้านบาท หรือ 56.04 ของ GDP หลังจากนั้นก็ลดมาตลอด จะมีพุ่งขึ้นบางปี


http://www.mof.go.th/pdmo/debt_report2544_march44.pdf



เมื่อสิ้นปี 2549 ลดเหลือ 40.48 ของ GDP

http://www.pdmo.mof.go.th/upload/news24.pdf


ถ้าสังเกตตารางหนี้คงค้างที่รัฐบาลกู้โดยตรง จะพุ่งขึ้นสูงขึ้นทุกปี

แต่เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินประเทศไทยเพิ่มจาก 8 แสนล้านเมื่อปี 2539 มาเป็น 1.8 ล้านล้านบาท ในปี 2552


สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นสูงก็จริง แต่ด้วยงบประมาณแผ่นดินมากขึ้นตามด้วย ทำให้เมื่อมาเฉลี่ยกับ GDP ได้ลดต่ำลง


http://www.pdmo.mof.go.th/pdebt.php?...2000&e_yr=2006

(กำลังหากราฟข้อมูลถึงปีปัจจุบัน แต่ยังไม่เจอ)









ปัจจุบันเดือนมกราคม 2552 ไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ 36 % ของ GDP

จึงต้องจับตามองว่ารัฐบาลจะมีแผนใช้เงิน หรือกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร

ไม่ใช่กู้แล้วหายไปแบบเงินกู้มิยาซาว่าแพลน 5 หมื่นล้านบาท ที่หายไปกับสายลมเมื่อปี 2541





....

http://topicstock.pantip.com/rajdumn.../P6478317.html

http://topicstock.pantip.com/rajdumn.../P7468348.html


ประกาศชำระคืนหนี้งวดสุดท้ายไอเอ็มเอฟ

สุนทรพจน์ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าว ทำเนียบรัฐบาล

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2546 เวลา 20.30 น.


วันนี้เป็นวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟก้อนสุดท้าย เมื่อกลางวันนี้ได้ชำระคืนให้กับธนาคารของประเทศญี่ปุ่น และเย็นนี้ซึ่งเป็นเวลากลางวันของซีกประเทศตะวันตกก็ได้ชำระเงินก้อนสุดท้ายคืนให้กับไอเอ็มเอฟ ทั้งหมดที่ชำระคืนในวันนี้ก็ประมาณ 60,000 กว่าล้านบาท เป็นก้อนสุดท้ายแล้ว หลังจากที่ได้เจอวิกฤติเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ทำให้เราต้องลดค่าเงินบาท ประเทศขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เงินไหลออก เราต้องเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ ซึ่งขณะนั้นทางไอเอ็มเอฟร่วมกับธนาคารกลางและกระทรวงการคลังของ 8 ประเทศ และประเทศญี่ปุ่นได้อนุมัติวงเงินให้เรากู้เป็นเงินถึง 14,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เราได้มีการเบิกใช้จริง 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 510,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลที่แล้วได้ใช้หนี้ส่วน 510,000 ล้านบาทนี้ไป 10,000 ล้านบาท เหลือหนี้ทั้งหมด 500,000 ล้านบาท รัฐบาลนี้ได้เข้ามาทำงาน 2 ปีครึ่ง ได้ชำระหนี้ทั้ง 500,000 ล้านบาทหมดในวันนี้ ทำให้เราถือว่าหมดพันธะต่อการที่ต้องพึงปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีไว้ต่อไอเอ็มเอฟ

พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ประเทศไทยเคยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟมาแล้วครั้งหนึ่ง ในช่วงปี 2524, 2525 และ 2528 ทั้ง 3 สัญญาในช่วงนั้น เรากู้เงินมา 982 ล้านเหรียญสหรัฐ และเราใช้คืนหมดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2533 เรากู้ตั้งแต่ปี 2524, 2525 และ 2528 เพียงแค่ไม่ถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่ครั้งนี้เรากู้ถึง 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ และเราใช้คืนในวันนี้ ครั้งที่แล้วใช้คืนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2533

แต่หลังจากนั้นเพียง 7 ปีกับ 4 เดือนครับ เราเกิดวิกฤติอีกครั้งหนึ่ง ทำไมถึงมีวิกฤติห่างกันกันเพียงแค่ 7 ปี และวิกฤติเมื่อกรกฎาคม 2540 เป็นวิกฤติที่รุนแรง เป็นวิกฤติที่เราต้องกู้เงินถึง 510,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ถ้าเราวิเคราะห์กันแล้ว คงไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความสะสมของการที่เราไม่ได้ติดตามสถานการณ์ เราไม่ได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก เราไม่ได้มีข้อมูลแล้วก็ใช้ข้อมูลนั้นอย่างใกล้ชิดและชาญฉลาด จึงทำให้เราถูกบังคับให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยที่เราไม่ได้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า ?????

เหตุการณ์เหล่านี้ต้องไม่เกิดอีก ครั้งนี้ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะต้องเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ ถึงแม้ว่าครั้งแรกกับครั้งนี้ห่างกันเพียง 7 ปี แต่ครั้งนี้รัฐบาลได้เข้ามา ได้พยายามแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่างเพื่อให้เกิดความมั่นคง โดยดูตัวเลขทุกตัว ดูทิศทางทุกทิศทางเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก เพราะว่าเมื่อปี 2540 ผมเชื่อว่าวันนี้หลายคนยังไม่หายเจ็บปวด ความเจ็บปวดครั้งนี้ควรจะเป็นบทเรียนที่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ ?????



เราจะต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ปัญหา และที่สำคัญประเทศไทยจะต้องเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะให้เราไม่ต้องเป็นเหยื่อของการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เราไม่รู้เท่าทันเหมือนในอดีต เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้จะทำงานอย่างเต็มที่ร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อที่จะวางหลักเกณฑ์ วางกติกา วางระบบ วางฐานข้อมูล วางระบบการเรียนรู้และพัฒนาการทุก ๆ อย่าง เพื่อให้เรามีความรู้เท่าทัน และติดตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

แต่ทั้งนี้ ทำไมเราถึงกล้าใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ ทำไมเราถึงใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก่อนเวลาถึง 2 ปี เรามั่นใจว่าเราได้ปรับนโยบายและพลิกสถานการณ์ได้แล้ว และเรามั่นใจว่า เราได้มีเงินทุนเพียงพอ เราไม่จำเป็นจะต้องเก็บหนี้ไว้ การใช้หนี้นอกจากประหยัดดอกเบี้ยถึง 5,000 ล้านบาทแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ โดยทุกประเทศจะมองว่า ประเทศไทยเรามีความพร้อม มีความแข็งแรงพอ พร้อมที่จะใช้หนี้ก่อนเวลา เพื่อให้ความมั่นใจ ผมขออนุญาตอธิบายตัวเลขบางตัวเลขที่เป็นประโยชน์เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่า ทำไมเราถึงมีความมั่นใจว่าเราเข้มแข็งพอ

ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามา มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลายสาขา ผมขอยกตัวอย่างภาคเกษตร

รายได้เกษตรกรจากอดีตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อปลายรัฐบาลที่แล้ว รายได้ภาคเกษตรกรติดลบ 30-40 % ปี 2544 เพิ่มขึ้น 8.1% ปี 2545 เพิ่มขึ้น 11.7% แต่ปีนี้เพิ่มขึ้น 25% ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้น กำลังการผลิตเมื่อปี 2544 อยู่ที่ 53.5% ปี 2545 ขึ้นมาเป็น 59.9% ปีนี้ ครึ่งปีแรกมาอยู่ที่ 66.6% ตัวเลขเหล่านี้มันมีความชัดเจนเป็นความต่อเนื่องของการเติบโต อัตราการว่างงานครับ เมื่อปี 2543 ก่อน รัฐบาลนี้ อยู่ที่ 3.6% ปี 2544 ลดลงไปอยู่ 3.2% ปี 2545 อยู่ที่ 2.2% และปี 2546 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการส่งออกนั้นดีขึ้นมาก ในปี 2544 ติดลบ 1.7% เพราะว่าเหตุการณ์ 11 กันยายนที่สหรัฐอเมริกา ทำให้การส่งออกเราหดตัวไป 1.7% แต่พอปี 2545 เราสามารถเติบโตได้ถึง 5.7% แต่ปีนี้ครับ ครึ่งปีแรกเท่านั้นเอง เราโตถึง 19% ฉะนั้นการเติบโตอย่างต่อเนื่องยังคงมีต่อไปในด้านส่งออก เพราะเราหาตลาดมากขึ้น ถ้าดูกำไรสุทธิของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ปี 2543 มีกำไรสุทธิ 41,500 ล้านบาท ปี 2544 ขึ้นมากว่า 2 เท่า เป็น 111,200 ล้านบาท ปี 2545 ขึ้นมาเป็น 170,000 ล้านบาท ส่วนปี 2546 ประมาณการว่าน่าจะไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท นี่คือสิ่งที่พัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายได้ของภาครัฐบาลครับ รายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปีนี้รายได้รวมขึ้นมาเป็น 900,000 กว่าล้านบาท เฉพาะแค่ 9 เดือนแรกนั้นพอ ๆ กับปี 2543 ทั้งปี ส่วนดุลงบประมาณที่เรากลัวกันว่าเราจะต้องขาดดุลกันนาน ปรากฏว่าการขาดดุลกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว เราขาดดุลงบประมาณเมื่อปี 2543 จำนวน 120,000 ล้านบาท เราขาดดุลปี 2544 110,000 ล้านบาท แต่พอมาปี 2545 เราตั้งไว้ว่าจะขาดดุล 200,000 ล้านบาท แต่ขาดดุลเพียง 126,000 ล้านบาท ปี 2546 เราตั้งขาดดุลไว้ 174,000 ล้านบาทครับ แต่ว่ามาถึง 9 เดือนนี้ วันนี้เกินดุลอยู่ 14,600 ล้านครับ เพราะฉะนั้นสถานการณ์ด้านงบประมาณนั้นดีขึ้นมาก และก็มีแนวโน้มจะดีขึ้นต่อไป

หนี้สาธารณะ เมื่อปี 2543 อยู่ที่ 57.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ หรือว่าจีดีพี แต่ปีนี้ 2546 ขณะนี้อยู่ที่ 49.7% ต่ำกว่า 50% ของจีดีพี เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นสถานะที่ดีมาก ส่วนด้านเงินสำรองระหว่างประเทศครับ น่าสนใจ รวมทั้งเรื่องหนี้สินด้วย หนี้ต่างประเทศ ปี 2543 เรามีหนี้อยู่ 79 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีเงินสำรองอยู่ 32 ปี 2544 เงินสำรองขึ้นเป็น 33 หนี้ลดลงเหลือ 67 ปี 2545 เงินสำรองขึ้นไปเป็น 38.9 หนี้ลดลงเหลือ 59.4 ขณะนี้ วันนี้ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟเรียบร้อย เรามีหนี้ต่างประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรวมกันเพียง 53 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่เรามีเงินทุนสำรอง ทั้ง ๆ ที่ใช้หนี้หมดแล้ว ที่คนวิตกกันว่ามันจะไม่พอ เหลือถึง 38 พันล้าน วันที่เรามีเงินทุนสำรองสูงสุดอยู่ที่ 39.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่วันนั้นเรามีหนี้ถึง 112 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่วันนี้เรามีเงินทุนสำรอง 38 พันล้าน แต่มีหนี้เหลือเพียง 53 พันล้าน เมื่อบวกกับเงินที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้ในต่างประเทศอีก 15 พันล้านเหรียญสหรัฐ แสดงให้เห็นว่าขณะนี้หนี้สินและเงินฝากของประเทศไทย ภาครัฐ ภาคเอกชนรวมกันแล้ว แสดงให้เห็นกันว่าวันนี้สถานะด้านการเงินของประเทศเข้มแข็งมาก

ต้องเรียนพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลนี้ขอยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศไทยวันนี้ ผมอยากจะบอกว่าให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจและภูมิใจในความเป็นคนไทยว่า วันนี้เราไม่มีพันธะใด ๆ สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือว่า เราจะต้องทำประเทศของเราให้เข้มแข็ง ท่านจำได้ไหมครับว่า เมื่อปี 2545 ต้นปี ทุกคนทำนายว่าประเทศไทยจะเติบโตเพียง 2% ซึ่งวันนั้นผมฟังคำทำนายแล้ว ผมก็รู้สึกกังวล เพราะผมห่วงพี่น้องคนไทยที่ตกงานมาช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ และนอกจากนั้นลูกหลานของเราที่จบการศึกษาไม่มีงานทำในช่วงนั้น บางคนไปเรียนต่อ บางคนไม่มีงานทำ ลูกหลานเราจบการศึกษาทุกปี ผมทำอย่างเดียวครับ ต้องผลักดันให้ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูงแต่มั่นคง ถ้าผมไม่ทำเช่นนี้ก็จะไม่ทำให้การจ้างงานของลูกหลานที่เรียนจบไปแล้วและที่จบใหม่จะได้รับการจ้างงาน เพราะฉะนั้นผมเลยตั้งเป้าเมื่อปี 2545 ว่า รัฐบาลนี้จะทำให้เศรษฐกิจโต 5% ซึ่งไม่มีใครเชื่อ เพราะ 2% กับ 5% นั้นต่างกัน 3% เท่ากับต่างกัน 150% ถ้าเราคิดถึงการทำนายต่อเป้าหมายนั้น เขาทำนายไว้ที่ 2 ทำ 5 แสดงว่าผิดกัน 150% และในที่สุดรัฐบาลก็ทำได้ที่โตถึง 5.3% ในปี 2546 อีกครั้งหนึ่ง มีคนทำนายว่าเราจะโตประมาณ 3.5-4% เมื่อมีโรคซาร์สเกิดขึ้น ลดการเติบโตลงเหลือ 3.3% แต่ผมไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลง ผมยืนยันว่าผมตั้งเป้าว่าจะโตให้ได้ 6% มาถึงเวลานี้ผมยังมั่นใจว่า เราน่าจะใกล้เคียง อาจจะ 6% หรือไม่ 6 ก็ต้องเกิน 5.5% แน่ เพราะเป็นความตั้งใจและทุ่มเทของรัฐบาล

ข้าราชการที่ทำงานกันหนัก และภาคเอกชนมีกำลังใจ ภาคประชาชนมีกำลังใจ

ถ้าคนไทยไม่มีกำลังใจ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ ถ้าเราเคยคิดกันว่า เศรษฐกิจของต่างประเทศมีปัญหา เศรษฐกิจโลกมีปัญหา เพราะฉะนั้นเราก็น่าจะมีปัญหาด้วย ไม่ใช่วิสัยที่รัฐบาลนี้จะนั่งงอมืองอเท้าและให้เหตุการณ์ปัจจัยล้อมรอบเป็นตัวกำหนดเรา เราต้องกำหนดชีวิตเราเอง นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนี้พยายามและเน้นตลอดเวลาว่า เราต้องตั้งเป้าและทำให้ได้ ในวันนี้เราเติบโต 6% ปีหน้าผมจะต้องทำให้ดีกว่านี้อีก เพราะว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นลงถึงระดับรากหญ้า เพราะพี่น้องคนไทยจะต้องมีงานทำ เราจะต้องสร้างคนให้มีงานทำมากขึ้น และก็สร้างผู้ประกอบการอิสระมาก ๆ แน่นอนครับ ทุนเป็นของจำเป็น ทุนเป็นสิ่งจำเป็น ในอดีตเราก็เอาทุนจากชนบทมาใช้ในเมือง มาใช้ในกรุงเทพฯ มาก วันนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องเอาทุน กระจายทุนออกไปอย่างทั่วถึง ขั้นที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือกระจายทุนไปสู่พี่น้องอย่างทั่วถึงในทุก ๆ อาชีพ ทุก ๆ จังหวัด

ความสำเร็จของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้อยู่ที่การปรับนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยครั้งใหญ่ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนตั้งแต่เป็นประเทศไทยในการที่ใช้นโยบายแบบนี้ นโยบายที่เราเรียกว่า Dual Track Policy คือ นโยบายที่เป็น 2 แนวทาง แนวทางที่ 1 ก็คือ แนวทางของการอาศัยเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งเมื่อก่อนนี้เราอาศัยเศรษฐกิจที่เกิดจากการส่งออก และการลงทุนต่างประเทศ และการท่องเที่ยวเท่านั้น ไม่พอครับ เศรษฐกิจในประเทศจำเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลนี้จึงไปจัดการเรื่องเศรษฐกิจระดับรากหญ้าและกำลังทำอย่างต่อเนื่องต่อไป ความสำเร็จครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าพี่น้องคนไทยและพี่น้องที่เป็นนักธุรกิจทั้งหลายไม่มีกำลังใจและไม่สู้ แต่วันนี้รัฐบาลสามารถที่จะชี้ทิศทางให้ท่านเห็นแล้วท่านสู้ จึงทำให้เรามีวันนี้

และก็เป็นไปไม่ได้ถ้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจทุก ๆ ท่านไม่ร่วมมือและทำงานกันอย่างทุ่มเท 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา ผมกล้ายืนยันว่า ข้าราชการเหนื่อยกว่าในอดีตมาก เพราะรัฐบาลนี้ทำงานโดยมุ่งประสงค์ผลลัพธ์ จึงได้มีการติดตามและจี้งานตลอดเวลา ทุกคนทุ่มเท จึงทำให้การฟื้นตัวของประเทศทำได้รวดเร็วและเข้มแข็ง

การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟตอนนี้ รัฐบาลจะสามารถทำให้ประเทศหมดพันธกรณีหลาย ๆ อย่าง

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องไปขอกู้เพิ่ม ต้องเขียนจดหมายแสดงเจตจำนง แต่ว่าสิ่งที่แสดงเจตจำนงไว้ต้องปฏิบัติตาม และเมื่อวันนี้เราชำระหนี้หมด สิ่งเหล่านั้นเราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม และเราเลือกในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด โดยยืนบนลำแข้งของเรามากที่สุด ที่เราไปตกลงกันไว้ว่า เราจะขึ้น vat จาก 7% เป็น 10% เรายกเลิกครับ รัฐบาลนี้จะดำรง vat ไว้ที่ 7% จะไม่ขึ้นไป 10% เด็ดขาด เพราะฉะนั้นตรงนี้เราสามารถยกเลิกได้โดยไม่มีพันธกรณีใด ๆ ที่ต้องวิตก ถ้าไม่เช่นนั้นเราต้องขอผัดผ่อนไปเรื่อย ๆ เพราะเรายังมีภาระหนี้อยู่ แต่ตอนนี้เราไม่ต้องแล้ว


เรื่องต่อไป คือเรื่องกฎหมาย 11 ฉบับที่เราห่วงใยกัน รัฐบาลได้เชิญผู้ที่ห่วงใยในเรื่องนี้มาพูดคุยกัน ปรึกษากัน และในที่สุดเราสรุปว่า จะมีการแก้ไขในบางฉบับ ดังต่อไปนี้
1. กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ ก่อนนี้ในกติกาเราต้องขายรัฐวิสาหกิจเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ แต่วันนี้ไม่ใช่ครับ เราจะกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายการลงทุน เพื่อให้เกิดการบริหารงานอย่างมืออาชีพ และเพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้ทุกระบบ ซึ่งตรวจสอบจากระบบของตลาดทุนและตรวจสอบด้วยระบบของราชการ ตรวจสอบด้วยระบบของผู้ถือหุ้นเอง

เพราะฉะนั้นรัฐวิสาหกิจไทยของเราจะเข้มแข็ง ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ใช้มาตรการนี้บางส่วนแล้ว และใช้เรื่องของการรายงานระบบการตรวจสอบมากขึ้นแล้ว ทำให้รายได้ของรัฐวิสาหกิจเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล หากรัฐวิสาหกิจทั้งหมดต้องไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รัฐวิสาหกิจเหล่านี้จะบริหารงานอย่างมืออาชีพ จะเข้มแข็งและแข็งแรงมากขึ้น ไม่ได้เป็นการนำไปขายเพื่อนำมาใช้หนี้ เพราะไม่จำเป็นอีกแล้วที่จะต้องขายเพื่อใช้หนี้ เพราะวันนี้เราหมดพันธกรณีทางนี้ เราจึงจะมีการแก้กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ โดยยกเลิกและจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ คือกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงและพัฒนารัฐวิสาหกิจแห่งชาติ เพื่อการปรับปรุงโครงสร้างรัฐวิสาหกิจให้เป็นองค์กรธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการบริหารจัดการและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการของรัฐ

เรื่องที่สอง คือเรื่องกฎหมายล้มละลาย เราจะมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายล้มละลาย ให้มีมาตรการและกลไกที่เกิดความเป็นธรรม คุ้มครองและให้สิทธิประโยชน์ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่สุจริต โดยสร้างความสมดุลที่เหมาะสม โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ

ฉบับที่สาม จะมีการปรับปรุงกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งเราจะปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้บนพื้นฐานความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเป็นสำคัญ และจะยึดถือพันธกรณีตามหลักการต่างตอบแทนกับนานาประเทศ

ฉบับที่สี่ เป็นกลุ่มกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาคารชุด กฎหมายการเช่าอสังหาริมทรัพย์ และกฎหมายประกันสังคม รัฐบาลจะปรับปรุงให้กระบวนการพิจารณาคดีแพ่งเกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคดีมโนสาเร่ การขาดนัดพิจารณาเพิ่มมาตรการควบคุมและดูแลการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารชุดของคนต่างชาติ และปรับระยะเวลาการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม และการพาณิชยกรรมให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการเช่า

ต่อไปนี้รัฐบาลคงจะมีภารกิจที่จะต้องทำต่อไป เพื่อรักษาสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ตัวเลขที่เป็นปัจจุบันให้อยู่อย่างนี้ได้ตลอดไป เพราะโดยปกติแล้วในอดีต การเติบโตทางเศรษฐกิจ มักจะเติบโตโดยขาดดุลการค้า และมีหนี้เพิ่ม แต่ครั้งนี้จะเป็นการเติบโตโดยมีหนี้ลด และดุลการค้าเป็นบวก เพราะนโยบายสองแนวทางที่เน้นเรื่องของเศรษฐกิจรากหญ้า เน้นเรื่องของการใช้วัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการนำเข้าอย่างมากมาย ทำให้ระบบการนำเข้านั้นไม่เติบโต ทำให้เรามีดุลการค้าเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลนี้จะต้องท่องคาถาต่อไป ซึ่งเป็นคาถาที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มเป็นรัฐบาล นั่นคือ ลดรายจ่ายให้ประชาชน เพิ่มรายได้ให้ประชาชน ขยายโอกาสให้ประชาชน นี่คือสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทุกนโยบายจะต้องอยู่ใน 3 เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เราจะเดินหน้าในการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน เราจะเดินหน้าปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ที่ดินในประเทศไทยนั้นเกิดการผลิต ไม่ให้มีที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าและไม่ได้รับการผลิต เราจะต่อยอดกองทุนหมู่บ้าน โดยปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดินต่อไป หลังจากที่มีการปรับปรุงและปฏิรูปไปแล้ว จะใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาสู่ระบบการบริหารการจัดการ ส่วนเรื่องของผู้ว่า CEO จะดำเนินการตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป การศึกษาจะมีการปรับปรุงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุก ๆ มิติ ทุก ๆ ภาคส่วนของประเทศ

แน่นอนครับ การปราบปรามยาเสพติดจะต้องมุ่งมั่น และดำเนินต่อไปโดยใช้ความเด็ดขาดอย่างต่อเนื่อง และการปราบปรามผู้มีอิทธิพลจะต้องดำเนินการ

ผมขอร้องผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย วันนี้ควรหยุดได้แล้ว หากท่านหยุดจะไม่มีการรื้อฟื้น ยกเว้นท่านมีคดีติดตัว แต่หากท่านไม่หยุดแสดงว่าท่านเป็นอันตรายต่อสังคม ท่านเป็นตัวเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับสังคม เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะต้องเดินหน้าเรื่องนี้ และที่สำคัญคือ ธุรกิจใต้ดินทั้งหลายจะต้องถูกจัดการ และนำมาเป็นธุรกิจที่ตรงไปตรงมา เพื่อเพิ่มการเสียภาษีให้ถูกต้อง เป็นการขยายฐานภาษีให้กับประเทศ และจะต้องไม่มีระบบมาเฟีย ไม่มีระบบผู้มีอิทธิพล ระบบส่วยทั้งหลายจะต้องหมดไป

วันนี้มีอีกหนึ่งวาระ ที่จะต้องเรียนให้พี่น้องประชาชนคนไทยทราบ ซึ่งบังเอิญเป็นเหตุการณ์ที่ตรงกันพอดี คือเรื่องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยและคนไทย สามารถที่จะชูธงได้อย่างสะดวกขึ้น ไม่มีข้อกฎหมายห้ามมากมายเหมือนเมื่อก่อน ผมได้เห็นนานาประเทศ เขาใช้ธงชาติของเขาอย่างชัดเจน ผมไปประเทศฝรั่งเศสเห็นธงชาติเต็มไปหมด ผมไปประเทศอเมริกาก็เห็นธงชาติเต็มไปหมด แต่อยู่ในประเทศไทยจะไม่ค่อยเห็นธงชาติ

เพราะฉะนั้น เรามาพร้อมใจกันในวันที่เราประกาศว่า เราหมดพันธกรณีกับไอเอ็มเอฟแล้ว เราควรอย่างยิ่งที่จะแสดงความเป็นหนึ่ง เรามีวินัยซึ่งผมเคยพูดหลายครั้งว่า ภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งมาควบคู่กับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ประเทศที่ประสบผลสำเร็จในเศรษฐกิจทุนนิยมนั้น จะมีสิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง นั่นคือ การยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ซึ่งต่างกับการสร้างชาติ การยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการสร้างชาติ การยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักนั้น เกิดจากการที่เราต้องคบค้าสมาคมกับนานาชาติ แต่เรายังคงยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ในหลายประเทศเขาใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงอยากบอกกับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศว่า ในส่วนราชการนั้นได้สั่งการไปแล้วว่า ควรจะชูธงในทุก ๆ ส่วนราชการ ส่วนพี่น้องประชาชนท่านภูมิใจในชาติ ท่านสามารถชูธงได้ทุก ๆ บ้าน ถือว่าถูกกฎหมาย แม้กระทั่งสินค้าเราจะอนุญาตให้สินค้าที่ส่งออกและเป็นสินค้าที่เหมาะสม สามารถขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์เพื่อใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ได้ ซึ่งก่อนนี้ไม่สามารถทำได้ แต่ปัจจุบันสามารถทำได้แล้ว

ฉะนั้นวันนี้ พี่น้องคนไทยที่เคารพครับ ผมต้องใช้เวลาของท่านเพื่อจะบอกกับท่านว่า รัฐบาลของท่านได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ประเทศไทยเราเข้มแข็ง เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ และเป็นประเทศที่ทำทุกอย่างโดยมีประชาชนเป็น ศูนย์กลาง เพื่อยึดไปสู่ความผาสุกของประชาชน ความก้าวหน้าของประเทศ รัฐบาลจะเพิ่มบทบาทในเวทีโลกต่อไป เพื่อขยายตลาดให้กับประเทศไทย เพื่อให้คนไทยนั้นได้มีงานทำ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยนั้นได้รับการขยายอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ต้องขอขอบคุณธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง ที่รับนโยบายของผมไปในการที่จะชำระหนี้ไอเอ็มเอฟให้เสร็จเร็วกว่ากำหนด 2 ปี ซึ่งผมเองหลังจากที่ได้ดูตัวเลขและแนวโน้มทางเศรษฐกิจ มีความมั่นใจว่า เราชำระหนี้ได้โดยไม่มีปัญหา ซึ่งผมขอทำนายว่า เมื่อเราชำระหนี้แล้ว ในสิ้นปีนี้ เราจะมีเงินทุนสำรองที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งที่หนี้ลดและไม่มีหนี้ไอเอ็มเอฟอีกแล้ว

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณมิตรประเทศ ซึ่งต้องขอเอ่ยถึงในวันนี้ที่ได้กรุณาให้กู้เงินในยามวิกฤติ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนยามยาก ได้แก่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งให้เงินกู้เราเท่า ๆ กับไอเอ็มเอฟ นอกจากนั้นยังมีธนาคารกลางและกระทรวงการคลังของประเทศจีน ประเทศฮ่องกง ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศบรูไน ประเทศออสเตรเลีย และประเทศแคนาดา ถึงแม้ว่าประเทศอินโดนีเซีย เราจะไม่ได้กู้เงินจากเขา เพราะเขาเกิดวิกฤติพร้อม ๆ กับเรา แต่เขาได้ตกลงใจให้เรากู้ยืมเงินจำนวน 500 เหรียญสหรัฐ ก่อนที่เขาจะเกิดวิกฤติ ซึ่งต้องขอขอบคุณในน้ำใจของประเทศอินโดนีเซียไว้ ณ ที่นี้ด้วย เราได้กู้ยืมเงินมาจากทั้ง 9 ประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเพื่อนยามยากของเรา

วันนี้ไอเอ็มเอฟไม่ได้ให้ยาผิดกับเรา การที่ไอเอ็มเอฟได้ให้ยารักษาโรคหรือยาทางเศรษฐกิจกับเราในช่วงปี 2520 , 2525 , 2528 เป็นยาที่ถูกต้องและถูกกับยุคสมัยในช่วงนั้น เพราะช่วงนั้นเรามีคนไทยที่ร่วมทำงานกับเขาถึงมาตรการต่าง ๆ และเขายินดีรับฟังคนไทย และผลก็ออกมาด้วยความเรียบร้อย แต่มาคราวนี้ต้องยอมรับว่ายาของไอเอ็มเอฟผิด ทำให้เราต้องเสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น แต่ขณะนี้ความเสียหายที่เกิดจากการแก้ปัญหาสถาบันการเงินจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่กองทุนฟื้นฟู คือธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังได้ตกลงกันนั้น ได้จัดการกับหนี้เหล่านั้นได้เรียบร้อยแล้ว และจะไม่มีผลกระทบต่องบประมาณของประเทศในหนี้ส่วนนั้น เดิมที่เดียวนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดว่าจะชำระหนี้โดยผ่อนเป็นงวด โดยการใช้รายได้ของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่แนวโน้มอย่างนี้เราเชื่อว่าหนี้ซึ่งเกิดจากการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่ผิดพลาดมากกว่าที่ควรจะเป็นนั้น จะสามารถแก้ไขให้ชำระคืนได้เร็วกว่ากำหนด แต่หนี้ส่วนที่เป็นเงินบาทนั้นจะไม่มีปัญหา หนี้ส่วนที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐหรือเงินกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นปัญหา วันนี้สามารถจัดการได้เรียบร้อยแล้ว

วันนี้เราต้องมีกำลังใจ เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ทำหน้าที่ในเรื่องของครอบครัว ธุรกิจ และกิจวัตรที่ท่านจะต้องทำอย่างดีที่สุดด้วยความทุ่มเท แล้วประเทศไทยเราจะเข้มแข็ง เราจะไม่มีวันที่จะกลับไปสู่ไอเอ็มเอฟอีกครั้งหนึ่ง ตราบใดที่ผมยังอยู่ ผมจะแสดงความเข้มแข็งนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามารับช่วงต่อจากผมและรัฐบาลของผมนั้น สามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ ไม่ต้องพาคนไทยเข้าไอเอ็มเอฟอีกครั้ง ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนคนไทย อีกครั้ง สำหรับชัยชนะที่เราได้ร่วมกันพิชิตในวันนี้ ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ


สยุมพร - พร้อมพริ้ง /ถอดเทป/พิมพ์


ผู้ถือหุ้น PTT


http://www.settrade.com/C04_05_stock...T&selectPage=5




...

นโยบายดอกเบี้ย - สถาบันการเงิน 3 ปีเสียหาย 2.7 ล้านล้าน

รัฐบาลชวน หลีกภัย เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. 40 นับเป็นเวลาเกือบ 3 ปี รัฐบาลมีนโยบายและมาตรการออกมาแก้ไขวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รมว.กค. และ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แนวทางดำเนินมาตรการทางการเงินการคลังเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลตาม รายงานของกระทรวงการคลังมี 6 ครั้ง (ไม่นับมาตรการฉบับ ครม.31 ตุลาคม 2543) และเริ่มในหนังสือแสดงเจตจำนงที่ทำไว้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตั้งแต่ฉบับที่ 2 เป็นต้นมา

จากผลการสำรวจคนในวงการ เศรษฐกิจการเงินการธนาคารทั้งนายแบงก์ ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่สำนักวิจัยเพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลนโยบายมาตรการสถาบัน การเงิน สรุปผลได้ว่า ล้มเหลวและน่าผิดหวังกับรัฐบาลชุดนี้ สามารถพิสูจน์ความเสียหายในแต่ละกรณีทั้งการแก้ปัญหาสถาบันการเงินและนโยบาย อัตราดอกเบี้ย ถมสถาบันการเงินสูญเสีย 1.3 ล้านล้าน

การแก้ปัญหาสถาบันการเงิน ประกอบด้วย
1) การประมูลขายสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน 56 แห่ง องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ ถูกปิด 56 บริษัท ปรส.ทำหน้าที่จัดการสินทรัพย์และนำออกขายเพื่อนำรายได้ส่งคือแก่เจ้าหนี้ของ บริษัทและกองทุนฟื้นฟู
ในวันที่ 23 มิถุนายน 2541 รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 เพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์สินจาก ปรส.ได้กรรมสิทธิ์สมบูรณ์ จากนั้นได้เริ่มประมูลสินทรัพย์หลักครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2541
จากตัวเลขสรุปผลการ จำหน่ายสินทรัพย์ ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2542 ปรากฏว่าจำหน่ายสินทรัพย์ ปรส.ได้ทั้งสิ้น 327,714 ล้านบาท ในขณะที่ราคาประเมินสินทรัพย์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2540 เท่ากับ 851,000 ล้านบาท การบริหารจัดการอย่างไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดการขาดทุนถึง 523,286 ล้านบาท ผลกระทบที่ตามมาทำให้กองทุนฟื้นฟูต้องประสบปัญหา ซึ่งชดเชยด้วยภาษีอากรจากประชาชน

2) มาตรการ 4 สิงหาคม 2541 ได้แก่ โครงการช่วยเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 และ 2 วงเงิน 300,000 ล้านบาท การแทรกแซงสถาบันการเงิน 2 ธนาคารและบริษัทเงินทุน 12 แห่ง ที่ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงและการกำหนดควบรวมกิจการขาย และกิจการธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ มหานคร นครหลวงไทย และธนาคารศรีนคร

มีสถาบันการเงินขอรับ ความช่วยเหลือ รวมคิดเป็นมูลค่า 72,000 ล้านบาทจากวงเงิน 3 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 24 ขอวงเงิน "มาตรการ 14 สิงหาคมจึงยังไม่สามารถช่วยให้ธนาคารเพิ่มทุนได้อย่างเพียงพอกับความเสีย หาย" ในขณะที่ออกมาตรการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เท่ากับ 36.20% เมื่อประเมินช่วงเวลา 1 ปีหลังจากมาตรการจะพบว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงขึ้นเป็น 47%

"มาตรการ 14 สิงหาคม นี้เป็นนโยบายที่สถาบันการเงินไม่ตอบรับเนื่องจากเกรงว่าจะถูกรัฐแทรกแซง เห็นได้จากการที่ทางธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้ออกตราสารประเภท CAPS หรือ SLIPS เองเพื่อทดแทนเงินกองทุนที่ลดลงด้วยปริมาณที่มากถึง 1.08 แสนล้านบาท โดยจำเป็นต้องให้ผลตอบแทนที่สูงเพื่อจูงใจนักลงทุน ทำให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายสูงประมาณ 11% สูงกว่าดอกเบี้ยตลาดประมาณ 4% คิดเป็นความเสียหายจากต้นทุนที่เพิ่มกว่ากู้ปกติ 4,321.2 ล้านบาท และเมื่อประมาณความเสียหายจากการขายธนาคารที่รัฐเข้าไปแทรกแซงตามมาตรการ 14 ส.ค. ทำให้รัฐบาลต้องขาดทุนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเอ็นพีแอลของธนาคารที่รัฐยึดมาสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท

จากการประเมินการขาย ธนาคารรัฐต้องรับผิดชอบความสูญเสีย (loss sharing) 85% ของเอ็นพีแอล และ Yield maintenance เท่ากับ 1% ของสินเชื่อที่ไม่ได้รายได้

"คำนวณได้ว่าจะเกิดความ สูญเสียที่แน่ชัดแล้ว 40,000 ล้านบาทต่อแห่ง และหากการดำเนินงานของธนาคารต่อไปประสบกับภาวะดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นี้ คาดว่า ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นถึง 136,000 ล้านบาทต่อแห่ง"

เมื่อรวมทั้ง 3 ธนาคารคือ ธนาคารศรีนคร นครธน และธนาคารรัตนสิน รวมเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแน่นอนแล้วรวมเท่ากับ 120,000 ล้านบาท และสามารถมีความเสียหายในอนาคตได้รวมมากถึง 408,000 ล้านบาท

3) มาตรการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ของธนาคารกรุงไทย เพื่อโอนหนี้เสียออกจากธนาคารกรุงไทย 537,000 ล้านบาท เป็นการโอนหนี้เสียจำนวนดังกล่าวออกจากระบบบัญชีของธนาคารกรุงไทย ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์จะให้กองทุนฟื้นฟูอาวัลตั๋วเงินเพื่อใช้ในการซื้อ หนี้ดังกล่าว แต่ปรากฏว่า แทนที่จะซื้อหนี้ในราคาตลาดปัจจุบันกลับจะซื้อในราคาเต็มตามมูลค่าทางบัญชี (สังเกตได้จากผลรวมของเงินที่อุดหนุนให้แก่ธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์ ทั้งหมด) เป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดประมาณ 2 เท่า ทำให้เกิดความเสียหายโดยจะตกเป็นหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและรัฐบาลในที่สุด ประมาณ 268,500 ล้านบาท

4) การออกพันธบัตรเพื่อชดเชยความเสียหายของกองทุนฟื้นฟู ระหว่าง พ.ค. - ต.ค. 2541 ได้แก่ งวดวันที่ 10 พ.ค. 2541 งวดแรกและงวดสองรวม 150,000 ล้านบาท มีอายุ 1 ปี ดอกเบี้ย 12.75% วันที่ 31ส.ค. 2541 งวดสาม 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 50,000 ล้านบาทระยะเวลา 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 8.25% และอีก 50,000 ล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 8.5% ยังมีการออกพันธบัตรในหลาย ๆ คราวอีกประมาณ 90,000 ล้านบาท และต้องมีการออกเพิ่มเติมจนกระทั่งครบ 500,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยความเสียหายเต็มจำนวนให้กับกองทุนฟื้นฟู รวมออกพันธบัตรทั้งสิ้นที่ออกไปแล้เท่ากับ 390,000 ล้านบาท แต่ต้องครบจำนวนที่ 500,000 ล้านบาท

ส่วนนี้เป็นส่วนที่ช่วย เหลือกองทุนฟื้นฟูที่ได้รับความเสียหายจากการประมูล ปรส.โดยเป็นการออกพันธบัตรเป็นงวด ๆ ขณะนี้ออกไปแล้วประมาณ 390,000 ล้านบาท แต่ต้องมีการออกพันธบัตรให้ครบตามจำนวนทั้งสิ้น 500,000 ล้านบาท เมื่อประเมินภาระดอกบี้ยของพันธบัตรเฉพาะส่วนที่ออกไปแล้วประมาณ 390,000 ล้านบาท ภาระที่ต้องจ่ายรวมทั้งหมดประมาณ 114,830 ล้านบาท (คิดรวมจนเสร็จสิ้นระยะเวลาแล้ว) ยังมีความเสียหายจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายแพงในช่วงภาวะอัตรา ดอกเบี้ยสูงในการออกพันธบัตรเพื่อชดเชยความเสียหายของกองทุนฟื้นฟู 4 งวด รวมมูลค่า 3 แสนล้านบาท ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในต่างประเทศ 6% (U.S. Government securities ระยะ 7 ปี) คำนวณเป็นความเสียหายที่ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยสูงเกินจริงรวมเท่ากับ 14,625 ล้านบาทต่อปี รวมเป็นความเสียหายทั้งหมดจากช่วงออกพันธบัตรจนถึงปัจจุบัน (ตุลาคม 2543) เท่ากับ 29,250 ล้านบาท

สรุปผลความเสียหาย จากการดำเนินนโยบายการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน กรณี ปรส.กรณีกองทุนฟื้นฟูและมาตรการ 14 สิงหาคม รวมทั้งสิ้น 1,348,188 ล้านบาท

นโยบายดอกเบี้ยผิดพลาดเสียหาย 1.3 ล้านล้านบาท

นโยบายอัตราดอกเบี้ยของ รัฐบาลชวน แบ่งเป็น ช่วงครึ่งหลังของปี 2540 ถึงไตรมาส 2 ปี 2541 ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยสูง เนื่องจากรัฐบาลต้องการสร้างเสถียรภาพของค่าเงินบาทด้วยการตรึงอัตรา ดอกเบี้ยสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานตามภาวะทางการเงินในขณะนั้น ในหนังสือแสดงเจตจำนงฉบับที่ 2 (พ.ย. 2540) กำหนดให้อัตราดอกเบี้ย อินเตอร์แบงก์อยู่ระหว่าง 15 - 20% และต่อมาอยู่ในระดับสูงกว่า 20% จนถึงไตรมาส 2 ปี 2541 "แต่เนื่องจากรัฐบาลตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานเกินไปจนทำให้อัตรา ดอกเบี้ยระยะยาวคืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงตามไปด้วยในขณะที่การแก้ไขปัญหา สถาบันการเงินยังไม่คืบหน้า การใช้อัตรดอกเบี้ยสูงยิ่งก่อให้เกิดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ใน สถาบันการเงินและทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมของภาคการผลิตสูงขึ้น เกิดปัญหาสภาพคล่องตึงตัวอย่างยาวนาน ธุรกิจล้มละลายส่งผลกลับเป็นวงจรสู่สถาบันการเงิน" ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุดคือช่วงไตรมาส 3 ปี 2541 ซึ่งเศรษฐกิจไทยหดตัวร้อยละ 10.4 มีคนว่างงานประมาณ 1.423 ล้านคน (ถ้าประเมินขั้นสูงเท่ากับ 2.1 ล้านคน) และ NPL ระบบเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42.32 จากช่วงต้นปีร้อยละ 20.92

ไตรมาส 3 ปี 2541 ถึงปัจจุบัน ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ "ภายหลังไตรมาส 2 ปี 2541 การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำจึงไม่ได้กระตุ้นระบบเศรษฐกิจ เพราะปัญหาในภาคการเงินได้ลุกลามไปมากกว่าระดับที่จะสามารถใช้การจัดการโดย นโยบายการเงินให้ลุล่วงได้ด้วยศักยภาพของระบบ ภาคธุรกิจล้มละลายไปมาก" หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อง ๆ จนเดือนพฤษภาคม 2542 มีปริมาณ สูงสุดถึง 2,730,266 ล้านบาท หรือ 47.72% เมื่อประเมินความเสียหายจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยและสภาพการตอบรับทางภาค เศรษฐกิจจริงพบว่า

1) ความเสียหายที่เกิดกับระบบสถาบันการเงิน ในช่วงที่รัฐบาลชวนเข้ามาบริหารงานนั้น ในเดือนธันวาคมปี 2540 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีมูลค่าเท่ากับ 1.37 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 19.78 ต่อสินเชื่อรวมเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมปี 2543 ที่ NPL เท่ากับ 1.59 ล้านบาท สามารถประเมินความสูญเสียจากนโยบายดอกเบี้ยที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่มีผลทำให้ NPL สูงขึ้นเท่ากับ 2.2 แสนล้านบาท

2) ความเสียหายจากการว่างงานที่สูงขึ้น หากประเมินจากรายได้ที่สูญเสียจากผู้ว่างงานรวมปี 2541-2542 โดยคำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ (เช่นปี 2542 ประมาณ 5,292บาทต่อเดือน จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ) และหักผู้รองานตามฤดูกาลออกไป รวมทั้งหักแรงงานที่ว่างงานตามธรรมชาติ (ซึ่งในที่นี้สมมติให้เท่ากับอัตราการว่างงาน ณ ปี 2540 เท่ากับร้อยละ 1.9 ซึ่งเป็นการผ่อนปรนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอัตราการว่างงานตามธรรมชาติโดยแท้จริงควรจะต่ำกว่าปีที่เกิด วิกฤตการณ์ปี 2540) สามารถคำนวณความสูญเสียขั้นต่ำได้เท่ากับ 210,145 ล้านบาท

3) ประเมินความเสียหายจากภาคการผลิตจริง หากประเมินจากตัวเลขคาดคะเนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากหนังสือแสดงเจตจำนงฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงแรกที่รัฐบาลชวนได้เข้ามาบริหารประเทศ ได้คาดคะเนอัตราการเติบโตปี 2541 เท่ากับร้อยละ 0 ถึง 1 ซึ่งหลังจากนั้นมีการปรับลงในหลายฉบับต่อมาคือ LOI3 เป็นลบ 3 ถึงลบ 3.5 LOI4 เป็นลบ 4 ถึงลบ 5.5 LOI5 เป็นลบ 7 ดังนั้นประเมินได้ว่ารัฐบาลคาดการณ์สูงกว่าความเป็นจริงเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 6.575 หรือประเมินเป็นตัวเลขผิดเท่ากับ 2.513 แสนล้านบาท แสดงถึงความล้มเหลว ในการดำเนินมาตรการทั้งปวงที่ต้องการส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจจริง ทำให้การเพิ่มศักยภาพในส่วนการก่อให้เกิดรายได้ในภาคเศรษฐกิจจริงต่ำกว่าที่ ควรเป็นตัวเลขประเมินดังกล่าวถือเกณฑ์ว่าหากประเมินภาพรวมที่แม่นยำ ย่อมทำให้นโยบายการเงินการคลังสอดคล้องกับภาวะการณ์ทั่วไป

4) ประเมินความเสียหายที่เกิดจากตลาดหลักทรัพย์ มีหลักการประเมินอยู่ว่าถ้าในกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ เลวร้ายที่สุดให้เท่ากับตลาดหลักทรัพย์ของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่เกิดความเสียหายมากที่สุดในวิกฤตการณ์เอเซีย เมื่อประเมินในกรณีเลวร้ายที่สุดอย่างเช่นประเทศอินโดนีเซีย ดัชนีหลักทรัพย์ไทยยังน้อยกว่าประเทศอินโดนีเซียเท่ากับ 154 จุด ซึ่งสามารถคำนวณออกมาเป็นมูลค่าตลาดได้เท่ากับ 6.895 แสนล้านบาท หรือถือได้ว่าประเมินความสูญเสียเท่ากับ 6.895 แสนล้านบาท

สรุปความเสียหาย จากการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยทั้งสองช่วงที่มีผลให้ธุรกิจเกิดการล้ม ละลาย หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงขึ้น และคนงานว่างงานมากขึ้นรวมความสูญเสียเท่ากับ 1,370,945 ล้านบาท

.....


8 ปีแห่งการบริหารหนี้เน่า ของกองทุนฟื้นฟูฯ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 18 วันที่ 28 มีนาคม 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3674 (2874)


ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้เข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิ ถูกใช้ไปในการปกป้องค่าเงินบาทของประเทศเกือบหมด ภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ ที่ต่างพากันขนเงินลงทุนย้ายออกไปนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อค่าเงินบาท และสภาพคล่องภายในประเทศ จนทำให้ผู้ฝากถอนเงินฝากออกจากสถาบันการเงินหลายแห่ง และท้ายที่สุดรัฐบาล ได้มีการปิดกิจการสถาบันการเงิน 56 แห่ง เนื่องจากสถาบันการเงินเหล่านี้ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และมีระดับของสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ต่อมาเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้ฝากเงินและนักลงทุน ตลอดจนหยุดยั้งความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นและเพื่อหยุดการไหลของเงิน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2540 รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการออกพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ด้วยการรับประกันผู้ฝากเงิน และเจ้าหนี้ที่สุจริตของสถาบันการเงินทั้งระบบ โดยมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ในฐานะที่เป็นพระเอกของเรื่องนี้เข้าไปทำหน้าที่รับประกันเงินฝากและเจ้าหนี้ ซึ่งในขณะนั้นมียอดหนี้สินรวมทั้งสิ้น 1,004,000 ล้านบาทที่กองทุนฟื้นฟูฯจะต้องเข้าไปรับผิดชอบ

ณ สิ้นปี 2540 กองทุนฟื้นฟูฯมีหนี้สินเพิ่มขึ้นทันที 893,111 ล้านบาท โดยหนี้สินดังกล่าวเกิดจากการจัดหาสภาพคล่อง ให้กับสถาบันการเงิน 56 แห่ง ที่ถูกปิดกิจการ และสถาบันการเงินอื่นๆ ที่กองทุนฟื้นฟูฯเข้าไปแทรกแซงในเวลาต่อมา โดยสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการทั้งหมดไม่มีดอกเบี้ยรับเพราะที่มีอยู่ใน สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในขณะที่กองทุนฟื้นฟูฯ มีภาระดอกเบี้ยจ่ายจากการออกพันธบัตรระยะสั้นในอัตรา 20% ต่อปี และในบางช่วงต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือพันธบัตรในอัตรา 24% เพื่อนำเงินที่ระดมได้จากการออกพันธบัตร ขายให้กับสถาบันการเงินใหญ่ๆ ที่มีสภาพคล่องเหลือมาปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงินที่ขาดสภาพคล่อง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินเกิดการบิดเบือนผิดปกติ และท้ายที่สุดได้ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงิน ของกองทุนฟื้นฟูฯเองจนกระทั่งเงินกองทุนติดลบ ไม่อยู่ในวิสัยที่จะเข้าไปช่วยสถาบันการเงินอื่นๆ

ต่อมาในยุคสมัยของรัฐบาลชวน หลีกภัย ที่มีนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้ตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนั้นด้วยการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังออกพันธบัตรกู้เงิน เพื่อชดเชยความเสียหายให้กองทุนฟื้นฟูฯ พ.ศ.2541 ในวงเงิน 500,000 ล้านบาท หรือที่เรียกว่า FIDF 1 โดยกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องนำส่งเงินเข้ามาใช้หนี้ที่เป็นเงินต้นประมาณ 90% ของกำไรสุทธิของ ธปท. รวมทั้งเงินรายได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้วย โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดภายใน 30 ปี ส่วนภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการออกพันธบัตร ทางกระทรวงการคลังจะเป็นผู้รับผิดชอบด้วยการจัดงบประมาณมาจ่าย

จากนั้นกระบวนการของการโอนหนี้ภาคเอกชนมาเป็นหนี้สินของรัฐบาลได้เริ่มขึ้น ณ สิ้นปี 2543 มียอดหนี้สินหรือที่เรียกว่าหนี้สาธารณะของรัฐบาลจากการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯรวมทั้งสิ้น 2,613,336 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2539 ยอดหนี้สาธารณะอยู่ในระดับ 685,234 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2539 ประมาณ 282% ต่อมาในสมัยของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 1 ฐานะการเงินของตัวกองทุนฟื้นฟูฯ เอง ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งในฝั่งของหนี้สินที่ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้สูญ และฝั่งเงินกองทุนก็ยังติดลบอยู่เป็นจำนวนมาก ทางรัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ ด้วยการทยอยดึงหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ เข้ามาเป็นหนี้สินของรัฐบาลโดยตรง โดยการออกพันธบัตรชดเชยความเสียหายให้แก่กองทุนฟื้นฟูฯเป็นครั้งที่ 2 หรือที่เรียกว่า FIDF 2 ในวงเงิน 112,000 ล้านบาท และพันธบัตร FIDF 3 อีกเป็นจำนวน 780,000 ล้านบาทในเวลาต่อมา

เมื่อรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินทั้ง 3 กองคือ FIDF 1, FIDF 2 และ FIDF 3 กองทุนฟื้นฟูฯมีความเสียหายจากการเข้าไปแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจรวมแล้วเกือบ 1.4 ล้านล้านบาท

จากรายงานหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2547 รัฐบาลออกพันธบัตรรัฐบาลมาชดเชยความเสียหาย ให้กับกองทุนฟื้นฟูฯไปแล้ว 984,263.90 ล้านบาท และยังค้ำประกันหนี้สินให้กับกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF 2) ที่ยังอยู่ในบัญชีงบดุลของ กองทุนฟื้นฟูฯเองอีก 40,000 ล้านบาท รวมวงเงินที่รัฐบาลเข้าไปรับผิดชอบด้วยการดึงเข้ามาเป็นหนี้สินของรัฐโดยตรง และค้ำประกันให้คิดเป็นจำนวนรวมถึง 1,024,263.90 ล้านบาท ส่วนที่เหลือหนี้ที่ทางกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้เข้าไปรับผิดชอบกองอยู่ที่กองทุนฟื้นฟูฯ มีเหลืออีกประมาณ 339,775.10 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้นเกือบทั้งสิ้น

และจากการมีมูลหนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ในบัญชีของกองทุนฟื้นฟูฯทั้งหมดกว่า 300,000 ล้านบาท ที่ได้ผ่านการตรวจทาน จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และมีการตรวจสอบรับรองบัญชีงบดุลแล้วในช่วงปลายปีที่แล้ว พบว่ามีความเสียหายที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนหรือมีหนี้สูญอยู่ในบัญชีของกองทุนฟื้นฟูฯอยู่ประมาณ 130,000 ล้านบาท ซึ่งความเสียหายดังกล่าวนี้รัฐบาลจะต้องออกพันธบัตร FIDF 3 มาชดเชยความเสียหายให้ในปีงบประมาณ 2549

อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2548 รัฐบาลมีแผนที่จะออกพันธบัตรมาชดเชยความเสียหายให้กองทุนฟื้นฟูฯ รวมทั้งการออกพันธบัตรเพื่อนำมาทดแทนพันธบัตร FIDF 1 และ FIDF 2 ที่ครบกำหนดไถ่ถอน (rollover) คิดเป็นวงเงิน 195,000 ล้านบาท แต่ในปี 2547 ที่ผ่านมาทาง ธปท.ได้นำส่งกำไรเข้ามาใช้หนี้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ตามพระราชกำหนดแล้วจะต้องนำเงินที่ ธปท.นำส่งไปไถ่ถอนพันธบัตรของ FIDF 1 ที่ครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งจะมีผลทำให้แผนการออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อชดเชยความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูฯลดลงไปเหลือ 185,000 ล้านบาท และเพื่อเป็นการรักษาระดับความต่อเนื่องของการออกพันธบัตรรัฐบาล ทางกระทรวงการคลังได้ไปขอใช้วงเงินพันธบัตร FIDF 3 ที่มีแผนการที่จะออกพันธบัตรในปีงบประมาณ 2549 ในวงเงิน 130,000 ล้านบาท มาออกในปีงบประมาณ 2548 แทนเป็นวงเงิน 10,000 ล้านบาท ทำให้ยอดการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อมาทดแทนพันธบัตรของกองทุนฟื้นฟูฯที่ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2548 กลับไปอยู่ที่ยอดเดิมคือ 195,000 ล้านบาท โดยแผนการออกพันธบัตรรัฐบาลในปีนี้ส่วนหนึ่งจะเป็นการออกพันธบัตรออมทรัพย์ ขายให้กับประชาชนทั่วไปที่เคยออกมาขายในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนการออมภายในประเทศ

สรุปที่กล่าวมาข้างต้นคือ ลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ในการแก้ปัญหาสถาบันการเงินของรัฐบาล ผ่านกลไกของกองทุนฟื้นฟูฯ ตลอดจนกระบวนการโอนหนี้เน่าของภาคเอกชนมาเป็นหนี้ของรัฐวันนี้ไปถึงไหนแล้ว และถึงเวลาที่จะนำสถาบันประกันเงินฝากมาใช้ได้หรือยัง


.....


http://www.exim.go.th/Doc/adn/50000002086.pdf

http://www.exim.go.th/Doc/adn/49000001581.pdf





สมหมาย” ลั่นเดินหน้าปล่อยกู้พม่า 4 พันล. เมินเหตุจลาจลนองเลือด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2550 14:54 น.


รมช.คลัง” ประกาศเดินหน้าปล่อยเงินกู้ให้พม่าต่อเนื่อง แม้จะมีปัญหาไม่ความสงบภายในถึงขั้นนองเลือด ยันเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยไปแล้ว 3.5 พันล้าน

วันนี้ (27 ก.ย.) นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ได้ปล่อยเงินกู้ให้กับสถาบันการเงินเพื่อนำไปปล่อยกู้ให้กับหน่วยงานหรือโครงการในประเทศพม่า จำนวน 4,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้เบิกจ่ายเงินกู้ไปแล้ว 3,500 ล้านบาท คาดว่าคงไม่มีผลกระทบต่อการปล่อยกู้ระหว่างไทยกับพม่า ถึงแม้ว่าจะเกิดความไม่สงบขึ้นในพม่า แต่มองว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ

ดังนั้น ไทยก็ควรปล่อยเงินกู้ส่วนที่เหลือต่อไป เพราะพม่ามีการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับการกู้เงินครั้งนี้ชัดเจน ส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในกรณีดังกล่าว เป็นเรื่องของ คตส.จะดำเนินการ

สำหรับกรณีที่คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อนุมัติการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงบางซื่อ-บางใหญ่ เงินลงทุน 55,997 ล้านบาท นั้น ทางกระทรวงการคลังในฐานะเป็นผู้จัดหาแหล่งทุนจะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้าว่าจะหาเงินกู้จากส่วนใดบ้าง

......


รัฐบาลชวน 1 เปิด BIBF จุดชนวนหายนะเศรษฐกิจไทย



.......

มิยาซาว่า 50,000 ล้านบาท

พรรคประชาธิปัตย์ -- พฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 1999 10:54:00 น.

นายสาวิตต์ โพธิวิหค รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้ชี้แจงกรณีการจัดสรรเงินกู้มิยาซาวาแพลน ที่มี จำนวนมากมายมหาศาลถึง 53,000 ล้านบาท ที่จะมีการเบิกจ่ายกัน ในวันที่ 1 เม.ย.นี้ ซึ่งรัฐบาลได้จัดทำกันอย่าง เร่งรีบ ทำให้หลายคนเกรงกันว่าการจัดสรรเงินจะมีการรั่วไหล และทางรัฐบาลจะมีวิธีป้องกันปัญหานี้อย่างไร เพื่อจะให้ได้ ตามเป้าที่กำหนดเอาไว้ นายสาวิตต์ กล่าวว่า "ครับเรื่องนี้ผมจะขอขยายความให้ชัดเจนว่า เม็ดเงิน ในโครงการมิยาซาวาแพลนเงินทั้งหมดนี้ทางรัฐบาลจัดสรรกู้มาเพื่อใช้ในการกร ะตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น คำว่า กระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เราต้องการให้เม็ดเงินนั้นออกเร็ว และในขณะเดียวกันโครงการก็ต้องเป็นโครงการ ที่ลง ไปถึงมือประชาชนที่เดือดร้อนคนยากจนก็ดี คนที่ตกงานก็ดี อันนี้เป็นเรื่องที่เราพยายามที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ในเรื่องนี้ต่อไปครับ แต่ทีนี้โครงการต่าง ๆ นั้น ในหลักเกณฑ์ที่ผมได้กล่าวแล้ว ทางรัฐบาลได้จัดสรรผ่าน กระทรวงต่าง ๆ และก็โครงการนั้น ผ่านสำนักงบประมาณ พิจารณาโครงการในเบื้องต้น แล้วก็ทางกระทรวง กำลังไตร่ตรองอยู่วิเคราะห์อยู่ขั้นสุดท้ายก่อนนำเสนอสำนักงบประมาณวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ แล้วจะนำเสนอ ไปยังคณะรัฐมนตรีพิจารณาวันที่ 30 มีนาคม นี้

สำหรับลักษณะของโครงการที่ว่าจะนำไปใช้ในท้องถิ่น ประการแรก จะต้องใช้ในโครงการที่ใช้แรง งาน ประมาณ ร้อยละ 30 เป็นอย่างน้อย ธนาคารโลกเขากำหนดไว้ว่าเราต้องใช้เงินประมาณ 20,000 ล้านบาท ใน 53,000 ล้านนี้ เพื่อจ้างงานโดยตรง ตรงนี้ก็จะนำไปสู่ เช่นโครงการที่ช่วยให้คนที่อยู่ในท้องถิ่นมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไรก็แล้วแต่ แทนที่จะใช้เครื่องจักร ก็เป็นการจ้างงานมีส่วนประกอบ ร้อยละ 30 เป็น อย่างน้อย จะขุดบ่อทำฝาย ทำคลองก็แล้วแต่ ตรงนี้ทางฝ่าย ท้องถิ่นจะเป็นผู้กำหนด โครงการในระดับที่เป็น เงิน หรือ อบต. แต่ถ้าเกิดเป็นเงินของกระทรวงแล้ว จะเป็นโครงการที่ต้องพิจารณา โดยคณะรัฐมนตรี อนุมัติ ในกรอบด้วยในวันที่ 30 ครับ ดังนั้นงานอีกด้านหนึ่งก็เป็นงานสำหรับ คนที่มีการศึกษา ตรงนี้ก็อาจจะว่าจ้าง ไปทำเก็บข้อมูล เพื่อทำการวิเคราะห์อะไรต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ หรือทางสังคม ที่ส่วนราชการจะต้องดำเนิน การต่อไปด้วย ส่วนที่จัดสรรเอาไว้ สำหรับที่จะสงเคราะห์เด็กและคนชรานั้น อย่างคนชราในปัจจุบันนี้ รัฐบาล สนับสนุนเงินประมาณ วันละ 200 บาทอาจจะเพิ่มเป็นวันละ 300 บาท ตรงนี้ก็ ยอดเงินงวดใหม่ที่จะ เพิ่มขึ้นให้กับการที่จะไปดูแลคนชราเป็นต้น ดังนั้นตรงนี้ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนชราดีขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียน ก็จะเพิ่มยอดขึ้นมาให้จากที่เคยมีอยู่ เพิ่มเป็นอีกส่วนหนึ่ง ภายใต้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ในระยะเวลาปีสองปีเป็นต้น อย่างนี้ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น เช่นเดียวกัน

ส่วนที่ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเขาได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิ จ คือสงเคราะห์เด็กและคนชรา โดยแจก คูปองให้ฟรีไปช้อปปิ้ง แล้วก็ไปจับจ่ายซื้อของเอาเองแทนเงินสด เราคงไม่ถึงอย่างนั้นนะครับ เราเพียงแต่จะ ไปเสริมโครงการของ กระทรวง ทบวง กรม ที่มีอยู่แล้ว จำกัดแต่เพิ่มวงเงินเพิ่มเติมให้สำหรับค่าใช้จ่ายของ เด็กก็ดี คนชราก็ดี ตรงนี้เองก็จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในหมวดหมู่ กลุ่มเป้าหมายพวกนี้ดีขึ้นโดยได้ รับจัดสรรเงินเพิ่มเติมในโครงการที่มีอยู่ ไม่ใช่เป็นการตั้งโครงการใหม่ตรงนี้ครับ

ส่วนหลายฝ่ายได้แสดงความวิตกกังวลกันมากว่าเม็ดเงินจำนวนม หาศาล ระยะเวลาในการพิจารณา โครงการก็ค่อนข้างจะสั้นก็คือพยายามที่จะเร่งรีบ ให้เร็วที่สุด มันจะเกิดปัญหา การรั่วไหลเราป้องกันปัญหา อย่างนี้ครับผมเรียนให้ทราบว่าเป้าหมายก็มี 2 ด้านนะครับ

1. เงินต้องออกเร็ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้คนมีงานทำ มีรายรับเกิดขึ้น แล้วทำให้เงินนี้หมุนเวียน
ในระบบ
2. ต้องทำให้รอบครอบรัดกุมแล้วโปร่งใส

ดังนั้นในการดำเนินการตามโครงการนี้ ทางรัฐบาลจะใช้วิถีทาง ทางงบประมาณทั้งสิ้น ดังนั้นแม้กระ ทั้งเป็นเงินนอกงบประมาณ สำนักงบประมาณจะเป็นผู้กำกับดูแลในการเบิกจ่าย ในเรื่องขั้นตอนการวิเคราะห์ ในการพิจารณางวดที่จะนำไปเสนอต่อกรมบัญชีกลาง วิธีการนี้ทุกหน่วยราชการ เข้าใจดี เราก็จะมีการตรวจ สอบ โดย สตง. สำนักงานตรวจเงินแผนดินนั้นเอง ในการดำเนินงานทำสัญญาว่าจ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ ประมูลก็ดี หรือจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างก็ดี เราจะใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นวิธีการที่ตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการนี้เป็นวิธีการที่หน่วยราชการเข้าใจดีอยู่แล้วครับ

ส่วนประเด็นที่เป็นห่วงกันมากอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือปัญหาเรื่องขีดความสามารถในการทำโครงการ ขีดความสามารถในการใช้จ่ายเงินของ อบต. ซึ่งแต่ละหน่วย อบต. นั้นจะได้รับการจัดสรรหน่วยละ 1,000,000 บาท ซึ่งห่วงกันว่าเงินที่จัดสรรไปให้ อบต. อาจจะไปเข้ากระเป๋าของผู้รับเหมาเสียมากกว่าที่จะไปถึงชาวบ้าน ผมเรียนอย่างนี้นะครับ เงินที่จะมีการจัดสรรไปให้สภาตำบล และ อบต.นั้น เป็นยอดเงินที่จะแตกต่างกันไป ประมาณสัก อบต.ละ 1,000,000 บาท เป็นต้นแต่จะมีเงื่อนไขกำกับไปด้วยว่า จะเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เช่น ค่าบริหารจัดการของ อบต. ไม่เกินเท่าไร ยอดที่จะเอาไปใช้เพื่อแรงงานเท่าไรประเภท หรือโครงการ เช่น เรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำ เศรษฐกิจชุมชน ของพวกนี้จะมีใบกำกับไปด้วย ว่าเงินที่ได้รับไปจากกระทรวง มหาดไทย ต้องใช้ในโครงการประเภทใด ภายใต้ เงื่อนไขอะไร ตรงนี้เองทางฝ่ายจังหวัด ฝ่ายอำเภอก็ต้องมี การตรวจสอบด้วยครับ

แล้วในที่สุดผมเชื่อว่าในทางปฏิบัติ เราจะต้องไปดูกลุ่มเป้าหมายได้ และการดำเนินการนั้นจะทำให้ โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกโครงการ ตรงนี้กำลังจะพิจารณาร่วมกับ ฝ่ายเลขานุการว่า ทำอย่างไรถึงจะให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ ในการรับทราบตรวจสอบ ผมกำลังพิจารณาว่า จะทำ Home page ในเรื่องนี้ แล้วก็ทุกโครงการที่มีการจัดสรรเรื่องนี้ สามารถ ค้นคว้าตรวจสอบได้ผ่านอินเตอร์เน็ต ตรงนี้กำลังหารือกัน อยู่ครับ

ส่วนที่คิดว่าชาวบ้านจะไม่เข้าใจวิธีการที่จะเข้ามาในระบบ อินเตอร์เน็ตนั้น ตรงนี้คงจะเป็นเรื่องของ นักวิชาการ คนที่ติดตามอยู่ในเมืองต่าง ๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ ชาวบ้านเองก็ต้องรับฟังข่าวจากกลไกของ รัฐ หรือของคนในท้องถิ่น แต่ตรงนี้เองเราจะเปิดกว้างออกไป ไม่ใช้ว่าจะต้องเป็นเอกสาร อยู่ในแฟ้มของ ทางราชการ แล้วขอมาเป็นชุด ซึ่งไม่เห็นภาพรวม ในขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวสื่อมวลชน ต่าง ๆ ก็สามารถหา ข้อมูลตรงนี้ได้ทุกโครงการ ผมก็มาคิดว่าเป็นมิติใหม่เพราะไม่ เคยทำมาก่อนในประเทศไทยแต่อันนี้เป็นเรื่อง ที่กำลังหารือกันอยู่ ว่าจะทำได้หรือไม่

ส่วนที่กล่าวว่าเป็นที่น่าสังเกตว่า กระทรวงมหาดไทยได้รั บการจัดสรรมาก ที่สุดเกือบ 20,000 ล้านก็ ประมาณ 40% ของโครงการทั้งหมดมีส่วนหนึ่งก็จะจัดสรรไปให้ อบต. อีกส่วนหนึ่ง จะจัดสรรไปให้ ใช้จ่าย ในโครงการเศรษฐกิจชุมชน ผมเรียนอย่างนี้นะครับ เรื่องตัวโครงการจริง ๆ ตัวผมเองก็ยังไม่ได้ดูในราย ละเอียดว่า มีการจัดสรรเงินผ่านสำนักงบประมาณไปยังกระทรวง ทบวง กรม

ขณะนี้ซึ่งกำลังทบทวนอยู่ สำหรับกระทรวงมหาดไทยก็ได้รับไป 18,000 และ 7,400 ล้านนั้น ไปสู่สภาตำบล และ อบต. อีกประมาณ 11,000 เป็นของกระทรวงมหาดไทยที่จะกระจายไปตามทุกจังหวัด และทุกกรมของกระทรวงมหาดไทยเท่าที่ ผมทราบก็จะมีเรื่องการจ้างงาน เรื่องเศรษฐกิจชุมชน เรื่องการปรับปรุงคุณภาพชีวิต และโครงการพวกนี้ต้อง มีคุณสมบัติว่าเบิกได้เร็วหน่วยงานมีความพร้อม แล้วก็ในขณะเดียวกันไม่ใช่งบประมาณผูกพัน ในเรื่องนี้นั้น ในหลักเกณฑ์อันนี้ กระทรวงต่าง ๆ กำลังพิจารณาโครงการทั้งหมด แล้วก็รวมกันหมดเป็น ร้อย ๆ โครงการ ดังนั้นวันที่ 30 นี้ หลังจากผ่านครม.แล้ว ผมจะนำบัญชีทุกโครงการประกาศให้ประชาชนทราบ และก็จะ สามารถติดตามผลของแต่ละโครงการได้ด้วยครับ

เมื่อเรา ดำเนินการตามโครงการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เราหวังว่า 3 เดือนจากเมษายนไปแล้ว 3 เดือน แรก อาจจะมีวงเงิน ออกไปได้ถึงระบบเศรษฐกิจประมาณสัก 20,000 ล้านบาท อีก 3 เดือนจะรวมกันทั้งหมด ประมาณ 40,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามผมหวังว่า การเบิกจ่ายเงินจะออกไปได้ร้อยละ 8 ภายในปีปฏิทินนี้นะ ครับก็ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท อย่างน้อย แล้วข้ามไปปีหน้าอาจจะเหลือบ้างนิดหน่อย พยายามใช้จ่ายตาม หลักเกณฑ์แต่ให้เร็วที่สุด มีการตรวจสอบได้ ตรงนี้ก็เป็นเม็ดเงินที่เข้าไปสู่ระบบ ทำให้คนที่ตกงานทำกันมาก มีรายรับ เข้าสู่กระเป๋าชาวบ้าน แล้วก็ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอย ในระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจน่าจะมีการหมุน เวียนมากขึ้น เพราะว่าตรงนี้เป็นเงินกู้จากต่างประเทศไม่ได้เอาเงินจากระบบเข้ามา หมุนเวียนอย่างเดียว ตรง นี้ ตัวคูณอาจจะเพิ่มขึ้นได้จาก 50,000 ล้านบาทอาจจะเป็น 100,000 กว่าล้านบาทซึ่งจะเพิ่มขึ้นสู่ระบบเศรษฐกิจ ตรงนี้น่าจะช่วยให้ระบบเศรษฐฟื้นได้ ประกอบกับมาตรการอื่นที่ทางรัฐบาลกำลังเตรียมอยู่ตอนนี้นะครับ."--


การจัดตั้งสำนักงานผู้แทนการค้าไทย

http://www.ryt9.com/s/cabt/249060/

อภิสิทธิ์"ฟื้นตั้ง"ผู้แทนการค้าไทย"5คน หลังถูกยุบทิ้งสมัยสุรยุทธ์ รับเงินเดือนเท่ารองนายกฯ

http://www.matichon.co.th/news_detai...sid=1233629203



http://www.mof.go.th/fpobul/FFU001.htm



ดีเอสไอฟันธง คดี ปรส.ผิดจริง 787-788 https://www.skyscrapercity.com/showthread.php?p=53052497

Last edited by napoleon; October 6th, 2011 at 04:27 AM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 5th, 2009, 11:45 AM   #3
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

Exports fall again in December Falling China orders a major factor

Bangkokpost Published: 22/01/2009 at 12:00 AM


Thailand's exports shrank in value for a second consecutive month in December, causing total export value for 2008 to miss the ambitious 18% growth target set earlier last year.


The US dollar value of overseas shipments dropped 14.55% in December from a year earlier to $11.605 billion, according to Siripol Yodmuangcharoen, the permanent secretary for the Commerce Ministry.

Exports fell 20.5% in November to $11.97 billion, the biggest decline in 17 years.

Exporters are getting fewer orders and some of them are beginning to cut jobs, said Pramon Sutivong, the chairman of the Thai Chamber of Commerce. "It will be a drag on the whole economy."

Somphob Manarungsan, an economist at Chulalongkorn University, said the export slump in December stemmed from a big shift in the China supply chain. He said China had begun cutting imports in November, affecting many Asian countries that rely on serving its huge economy.

"Thailand's export growth of 15.6% in 2008 is still deemed satisfactory," said Mr Somphob. "This year, [the outlook] is much more challenging.

"The government must thus better understand and analyse the challenging issues such as the economic stimulus measures of trading partners and China's supply chain policy and consumption behaviours of the world's consumers."

According to Mr Siripol, slowing growth in the biggest markets eroded demand, particularly for agricultural products, electronics and automobiles, and plastic products.

Shipments of agricultural and agro-industrial products fell 16.1% in value. Rice shipments fell 46.1% in volume and the value fell 22%. Rubber exports also declined both in volume and value by 33.1% and 50.4% respectively, while tapioca products dropped 36% in shipment volume and 42.6% in values.

Exports with values down over 20% in December include electronics, electrical appliances, automobiles, plastic products and plastic pellets, chemicals and finished oil products.

Imports also fell 6.5% last month to $11.25 billion after gaining 2% in November. That was the first contraction since May 2002. The trade surplus was $350 million, compared with a $1.2 billion shortfall a month earlier.

For the whole year, Thailand's exports were valued at $177.84 billion, up 15.6% from 2007, while imports expanded 27.6% to $178.65 billion.

The resulting trade deficit of $812 million was lower than forecasts of up to $3 billion by several economists.

Mr Siripol said the government would strive its best to raise export growth despite the fact that the world economy was still in the doldrums.

"We are still upbeat that exports this year are unlikely to see a contraction if the government has set aside an additional budget to stimulate export activities," said Mr Siripol. "Clearer export prospects are likely to be seen in the second and third quarter."

Commerce Minister Pornthiva Nakasai said that, given the export contraction in the last two months of 2008, the ministry needed to ask the government for an extra export stimulus budget of about three billion baht.




......

ส่งออกธ.ค.ติดลบ14.55% เฉลี่ยทั้งปี15.6%

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 21/01/2009


พาณิชย์เผยตัวเลขส่งออกในเดือนธ.ค.51 ลดลง 14.55% เฉลี่ยทั้งปี 15.6% คาดปีนี้โต3-5% หากได้งบประมาณสนับสนุน

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค.2551ว่า มีมูลค่า 11,605 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.55% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 11,255 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.5% แต่เกินดุลการค้า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 หลังจากที่เดือนพ.ย.2551 ลดลง 18.6%

"การส่งออกในเดือน ธ.ค.51 พบว่า สินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตรลดลง 16.1% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญรวมเชื้อเพลิงลดลง 13.9% โดยสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตรส่วนใหญ่ลดลงตามความต้องการของตลาดโลกที่ชะลอตัวลง"

โดยเฉพาะข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ที่ลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญรวมเชื้อเพลิง ส่วนใหญ่ส่งออกลดลง ยกเว้น วัสดุก่อสร้าง, อัญมณี, สิ่งพิมพ์และกระดาษ, เครื่องสำอาง, น้ำมันดิบ เป็นต้น

ตลาดส่งออกหลักลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในทุกตลาด โดยตลาดอาเซียน ลดลง 25.9%, สหรัฐ ลดลง 19.3%, สหภาพยุโรป ลดลง 16.3% และญี่ปุ่น ลดลง 11.2% ขณะที่ตลาดส่งออกใหม่นั้นส่วนใหญ่ส่งออกลดลง ยกเว้น อินเดีย, ฮ่องกง และ ออสเตรเลียที่ยังเพิ่มขึ้น

ด้านนายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า เหตุที่การส่งออกปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากความต้องการสินค้าของตลาดโลกลดลง อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนส่งผลให้ลูกค้าชะลอคำสั่งซื้อ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า, ยานยนต์ และเม็ดพลาสติก เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากราคาสินค้าต่อหน่วยที่ลดลงด้วย

สำหรับภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 51 การส่งออกมีมูลค่า 177,841 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15.6% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 178,653 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 27.6% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 811.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

"การส่งออกทั้งปี 51 ที่โต 15% กว่านั้นหากเทียบกับที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ที่ 12.5% ก็ถือว่าเราทำได้เกินเป้า"

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการส่งออกโดยรวมในปี 52 ว่า กระทรวงพาณิชย์จะพยายามอย่างเต็มที่และทำงานให้หนักกว่าปีที่ผ่านมา แม้การส่งออกในช่วงไตรมาสแรกยังมีทิศทางไม่ค่อยดีนักจากที่ รมว.พาณิชย์ ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าหากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดีขึ้นก็อาจทำให้การส่งออกของไทยในปีนี้ติดลบ

แต่กระทรวงพาณิชย์จะพยายามทำให้ติดลบน้อยที่สุด และหากช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์ดีขึ้นการส่งออกทั้งปีก็อาจจะปรับตัวเป็นบวกได้

"จากที่ฟังจากหลายฝ่ายแล้วถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นส่งออกก็คงจะติดลบ แต่ถ้าครึ่งปีหลังดีขึ้นก็อาจเป็นบวกได้ เราจะพยายามทำเต็มที่แม้ไม่มีงบประมาณ อาจจะเป็น zero growth(โต 0%) แต่หากได้ตามงบที่ขอไว้ส่งออกก็อาจบวก 3-5%"

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์ว่า มูลค่าการค้าโลกโดยรวมในปี 51 โต 5.3% และคาดว่าปีนี้จะขยายตัว 4.4% ขณะที่การส่งออกของประเทศสำคัญในปีที่ผ่านมา พบว่า การส่งออกของสหรัฐฯโต 14.07%, จีนโต 19.39%, ญี่ปุ่นโต 12.54%, ฮ่องกงโต 7.49% และเวียดนามโต 29.96%

....

ยุทธศาสตร์ส่งออกไทย ที่วางรากฐานโดย ดร สมคิด สมัยรัฐบาลทักษิณ ตั้งเป้าส่งออกเอาไว้ปีละ 20 %

โดยปี 51 คาดหวังเอาไว้ที่ 180 แต่ทำได้จริง 177.8 ถือว่าไม่เลวครับ

ถ้าไม่ติดปัญาหาเรื่อง ปิดท่าเรือ กับปิดสนามบิน คงทำได้ตามเป้า


เมื่อก่อนนี้ยอดส่งออกไทยตามหลังมาเลเซียอยู่ 3 ปี แต่ตอนนี้ไล่หลังเหลือแค่ 1 ปีแล้ว

Last edited by napoleon; January 22nd, 2009 at 08:05 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old January 5th, 2009, 11:51 AM   #4
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

คลังลุยไฟกู้เงินนอก 7 หมื่นล้าน ใช้เยียวยาผล กระทบเศรษฐกิจ

Thairath [5 ม.ค. 52 - 05:52]


นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในกลางปีงบประมาณ 52 หรือเดือน มี.ค.ปีนี้ กระทรวงการคลังจะสามารถเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (เอสเอแอล) หรือแซว ในวงเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 70,000 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยคาดว่าในกลางเดือนม.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนของแหล่งเงินกู้และอัตราดอกเบี้ย


“เม็ดเงินกู้ทั้งหมด จะมาจากแหล่งเงินกู้สองแห่งคือ ธนาคารโลกในวงเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาจากธนาคารเพื่อพัฒนาเอเซีย หรือเอดีบี ซึ่งขณะนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กำลังอยู่ระหว่างเจรจาในรายละเอียดของโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังก็อยู่ระหว่างการหารือกับ รมว.คลัง ในการเตรียมโครงการเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินอย่างรวดเร็ว”



นายศุภรัตน์กล่าวว่า โครงการเงินกู้แซวมีลักษณ์ที่แตกต่างจากโครงการเงินกู้ทั่วไป เพราะเป็นการกู้แบบโปรแกรมโลน์ โดย สบน.จะกู้จากแหล่งเงินกู้ทั้งหมดในครั้งเดียว แล้วจะใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลกำหนดภายใต้คำแนะนำของคณะกรรมการกลาง ซึ่งจะมาจากผู้แทนกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อให้การจ่ายเงินก้อนดังกล่าว มีความรวดเร็ว โปร่งใสและตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ



สำหรับเงินกู้แซวนั้น จะมุ่งเน้นในเรื่องการสร้างงานชนบทเป็นหลัก เพื่อรองรับแรงงานจากในเมืองที่จะตกงานในอนาคตแล้วเดินทางกลับภูมิลำเนาของตัวเอง เช่น การก่อสร้างหรือปรับปรุงถนน การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือ หรือสร้างอาชีพใหม่.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 5th, 2009, 11:57 AM   #5
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

Thai employees facing tougher layoff situation


Thailand’s key trading partners like the United States and European countries have felt the pinch of the world financial meltdown, resulting in a sharp drop in purchasing orders of Thai goods and services.

As an export-driven country, Thailand is likely to suffer from the fallout effect of the world economic slowdown. About a million Thai workers are estimated to be laid off this year.

An expert on labour force said the situation could be worse than in the so called Tom Yum Kung crisis in 1997, when around 1.5 million people became jobless.
He advised the government learn the lesson from the previous crisis and try to adapt to handle the current situation. One possible solution is to develop the rural economy.

"According to the National Research Council of Thailand, the jobless returning to upcountry are only some of the young workforce. However, they have nothing to do there. They only wait until the economy gets better and then come back to Bangkok,” said Asst. Prof. Vorawit Charoenlert
Faculty of Economics, Chiang Mai University.

Thai Labour Solidarity Committee President Wilaiwan Saetia said those in the automobile industry, electronics and textiles were likely to be laid off rather than those in other industries. More street protests are likely inevitable.

“It’s the toughest situation when we have our movement on the streets. It means we’re under the highest pressure. Blocking the streets is our last way out. We only want the government to fix the problem. If only they let us talk with them or with our employers, all conflicts could be settled,” said Wilaiwan Saetia, President, Thai Labour Solidarity Committee.

The layoff situation rate in Thailand is now worrisome. Although the layoff figure in the whole system currently stands at 100,000, there are still a large number of workers left out of the system’s survey. Around 700,000 new university graduates are also to enter the workforce market this year. It’s a question needing to be urgently addressed.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 5th, 2009, 12:18 PM   #6
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

ต่างชาติแห่ส่งเสริมส่งออกฝ่าวิกฤติ2552

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2388 01 ม.ค. - 03 ม.ค. 2552


นักวิเคราะห์ทั่วโลกเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกในปีฉลู 2009 นี้จะเป็นปีแห่งวิกฤติ ภาวะการถดถอยจะเกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบไปถึงการค้าขายระหว่างประเทศให้หดลดน้อยลงไปด้วย


สำหรับในภูมิภาคเอเชียซึ่งเศรษฐกิจส่วนใหญ่พึ่งพาการส่งออกนั้น ความถดถอยทางการค้าของหลายๆ ประเทศ ก็มีปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ในลักษณะของข้อมูลการส่งออกของหลายประเทศที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการช่วงปลายปี 2008 ที่ผ่านมา ว่า การส่งออกในเดือนพ.ย. ได้หดตัวลงแล้ว เช่น การส่งออกของจีนหดตัวลงร้อยละ 2.2 ไต้หวันหดตัวร้อยละ 23.3 เกาหลีใต้หดตัวร้อยละ 19.0 และสิงคโปร์ (มูลค่าการส่งออกไม่รวมน้ำมัน) หดตัวร้อยละ 17.5 และญี่ปุ่นหดตัวร้อยละ 26.7


ดังนั้นภาวะการค้าขาย-ส่งออกในปีวัว 2009 นี้จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับผู้บริหารประเทศ รัฐบาลแต่ละแห่งจึงมีนโยบายเร่งกระตุ้นการส่งออกของประเทศเพื่อนำพาชาติ และช่วยให้เอกชนฝ่าภาวะวิกฤติออกไปให้ได้ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลเกาหลีใต้ตั้งเป้าส่งออกปี 2009 ไว้ที่ 450,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นมูลค่าที่ต่ำกว่าเป้าหมายของปี 2008 ที่วางเป้าไว้ที่ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่มูลค่าส่งออกจริงทั้งปีหดลงมาอยู่ที่ 420,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น


นอกจากนี้ โสมขาวยังวางแผนจะใช้มาตรการส่งเสริมการส่งออกอย่างเต็มที่ โดยเพิ่มเงินกองทุนเพื่อการค้ำประกันการส่งออกและการันตีการขนส่งจากจำนวน 130 ล้านล้านวอน (ประมาณ 100,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2008 ไปเป็น 170 ล้านล้านวอน (ประมาณ 132,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในปีนี้ และทำการสนับสนุนด้านการตลาดเพื่อให้บริษัทเกาหลีเพิ่มยอดขายในตลาดต่างชาติได้อย่างจริงจังด้วย


ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงไทยในอินโดจีนอย่างเวียดนาม ก็มีการตั้งเป้าดูดเงินตราต่างชาติเข้าประเทศด้วยการตั้งเป้ากิจกรรมการส่งออกนานาชนิดเอาไว้สูงถึง 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขเป้าหมายที่สูงกว่ายอดส่งออกในปี 2008 ที่ผ่านมากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามระบุว่า ตัวเลขการส่งออกในปี 2008 ที่เพิ่งล่วงผ่านพ้นไปนั้นมีมูลค่ารวม 63,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากปี 2007 ประมาณร้อยละ 30


นอกจากการเพิ่มเป้าส่งออกในปี 2009 ให้สูงขึ้นแล้ว ทางกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามยังออกมาตรการส่งเสริมการส่งออกและควบคุมไม่ให้มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากเกินไปออกมาใช้ด้วย เช่น การเร่งลงนามข้อตกลงทางการค้าทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคีกับบรรดาประเทศที่เป็นหุ้นส่วนการค้าสำคัญ รวมไปถึงการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อช่วยผู้ส่งออกในประเทศให้สามารถเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำได้สะดวก และการลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบบางประเภทให้เหลือ 0% เพื่อช่วยอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากนอกประเทศ เช่น ไฟเบอร์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ กุ้ง เป็นต้น


สำหรับประเทศไทยนั้น รายงานข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทยโดยกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2008 ระบุว่า การส่งออกของไทยในเดือนพ.ย. ปีที่ผ่านมา หดตัวลงมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยมีมูลค่า 11,870.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงถึงร้อยละ 18.6 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า และเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบกว่า 6 ปี จากที่ขยายตัวร้อยละ 5.2 ในเดือนต.ค. และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 24.3 ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี


ส่วนการส่งออกในเดือนธันวาคมนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จะหดตัวลงเช่นในเดือนพ.ย. และการหดตัวของตัวเลขส่งออกในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2008 ส่งผลให้การส่งออกตลอดทั้งปี ขยายตัวประมาณ 15.5% หรือชะลอตัวลงจาก 17.2% ในปี 2007 และคาดว่าการขยายตัวภาคส่งออกในอัตราที่ติดลบจะยังคงต่อเนื่องต่อไปในช่วงครึ่งแรกของปี 2009 นี้ และศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกของไทยในปี วัวนี้ จะอยู่ในช่วงระหว่างขยายตัว 0.0% ถึงหดตัว 5.0% เรียกว่าหนักหนาสาหัสเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับ 2 ชาติที่กล่าวมาแล้ว


รัฐบาล " อภิสิทธิ์ 1" น่าจะมีมาตรการสนับสนุนการส่งออกที่ชัดเจนเช่นโสมขาวและเวียดนาม โดยเร็ว ถ้าส่งออกไทยปีนี้เป็นศูนย์หรือติดลบ อย่างที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ไว้ การปิดโรงงานและคนตกงานก็คงจะทวีเพิ่มขึ้นอีกเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่จะซ้ำเติมความวิกฤติรุนแรงในปีวัว 2009 ให้สาหัสยิ่งขึ้นไปอีก !!
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 5th, 2009, 12:40 PM   #7
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

CPF set to expand biosecure shrimp farm Trat a prototype for eco-friendly output

By: BangkokPost.com Published: 5/01/2009 at 12:00 AM


Charoen Pokphand Foods Plc (CPF) is set to expand its biosecure shrimp farming system in Trat province over the next two years after completing a four-year first phase at the end of 2008.

The expansion of the Roiphet Integrated Shrimp project, which promotes white shrimp cultivation in an environmentally friendly closed system, is expected to start by 2010 once production under the one-billion-baht first phase has stabilised.

The investment budget for the next phase was not disclosed but it is likely to be less than one billion baht, according to Sujit Kaewchum, vice-president of the listed flagship of the Charoen Pokphand Group (CP).

To meet growing demand for food safety, CP Group set up its first biosecure shrimp farm on a 3,000-rai site in Trat, 230 kilometres east of Bangkok, in 2005.

The operation currently produces about 600 tonnes of high-quality shrimp products that comply with strict food-safety regulations in developed markets such as the European Union.

Production capacity is slated to increase to 4,000 tonnes in 2009.

All the output has been supplied to its existing processing plant in nearby Rayong, which ensures fresh products and also saves on logistics costs.

CPF expects its shrimp exports to be worth about US$60 million in 2009, a drop of 15% from 2008 largely because of shrinking world consumption.

However, it still expects its export volume to increase by 5-10% to about 40,000 tonnes. Shipments to the EU make up 45% of its exports, with Japan accounting for 25-30%, the United States 5-10%, and South Korea and Australia making up the rest.

In a bid to offset shrinking consumption, CPF itself is committed next year to focusing on research and development and studying consumption behaviour in each market. It aims as well to expand more into fast-food chains.

The company also plans to expand more in new potential markets to offset declining sales in traditional markets.

Next year, for example, CPF plans to open new branches in Ukraine and Portugal.

According to Mr Sujit, the biosecure closed farming system guarantees the production of white shrimp that are free of disease and safe for human consumption and can give the company greater access to markets with stringent safety standards.

The high-tech closed farming system involves temperature control and automatic feeding. It also facilitates year-long production, as temperatures in the plant are stabilised at 31-33 degrees Celsius, even in an unpredictable climate. Normally, shrimp stop eating in cold weather.

According to Mr Sujit, the Trat site will provide the prototype for CPF's future expansion into other countries including China.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 5th, 2009, 07:15 PM   #8
thainotts
Registered User
 
thainotts's Avatar
 
Join Date: Jun 2006
Location: Bangkok-Nottingham
Posts: 2,980
Likes (Received): 8

Quote:
Originally Posted by napoleon View Post
ไม่เข้าใจครับ investment year มันต้องเดียวไม่ใช่เหรอ? ทำไม BOI ไม่เขียน investment years
__________________
"สมบัติชาติ" ถ้าคนไทยบริหารแล้วห่วยลงๆ สู้ขายให้นายทุนฝรั่งมาบริหารยังจะดีกว่า เขาจะเอาออกนอกประเทศก็ไม่ได้ แถมการแข่งขันในตลาดเสรีก็ช่วยพัฒนา "สมบัติ" นั้นๆ อีกด้วย ....​ อย่าให้คนไทยกันเองดอง "สมบัติชาติ" จนมันเน่าเลยดีกว่า
thainotts no está en línea   Reply With Quote
Old January 6th, 2009, 06:32 AM   #9
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

ธปท.ยอมรับปรับเป้าจีดีพี ปี 52 เหลือร้อยละ 0.5-2.5

Thannews 6/01/2009


นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1-2 ปี 2552 อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาหนักเพราะปัจจัยที่เข้ามากระทบมาจากปัจจัยภายนอก คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัวลงตามไปด้วย แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลัง ภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ ซึ่งทุก ๆ ประเทศต่างก็ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

ส่วนการที่ ธปท. มีการปรับประมาณการ การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2552 ใหม่ เหลือร้อยละ 0.5-2.5 นั้น เป็นเพียงตัวเลขเบื้องต้นที่มีการประเมิน และยังต้องรอรายละเอียดข้อมูลของการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 14 มกราคมนี้ รวมทั้งรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อที่จะมีการประกาศเป้าหมายใหม่ 2 3 มกราคมนี้

ส่วนกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดกับปล่อยสินเชื่อ นางธาริษา ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นปัญหาสภาพคล่อง แต่มาจากการที่ธนาคารพาณิชย์กังวลว่า จะมีความเสี่ยงจากการที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระ โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า สินเชื่อผิดนัดชำระ 1-3 เดือน เพิ่มสูงขึ้น คุณภาพของสินเชื่อเริ่มแย่ลง แต่ยังไม่ถึงกับเป็นปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ดังนั้นธนาคารพาณิชย์จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาลุกลาม ซึ่งเชื่อว่า การที่จะมีการค้ำประกันสินเชื่อ จะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความสบายใจมากขึ้น
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 6th, 2009, 06:43 AM   #10
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

เล็งตั้งงบขาดดุลปี’53 พุ่ง 3.5แสนล.

โพสต์ทูเดย์ วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552


นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยในการเสวนาเรื่อง “กอบกู้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย” ว่า รัฐบาลจะอัดฉีดเงินงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 4.5 แสนล้านบาท ภายใน 1 ปีครึ่งนับต่อจากนี้ โดยจะมาจาก 2 ส่วนที่สำคัญคือ การตั้งงบประมาณกลางปี 2552 เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในวันที่ 13 ม.ค. 2552 จากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 21 ม.ค. 2552 ซึ่งจะเบิกจ่ายได้เร็วภายใน 2-3 เดือน
นอกจากนี้ ในการจัดทำปีงบประมาณปี 2553 ซึ่งจะมีการพิจารณาในเร็วๆ นี้ รัฐบาลจะเสนอให้มีการตั้งงบประมาณขาดดุลอีกไม่น้อยกว่า 3.5 แสนล้านบาท เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ หากรวมกับงบประมาณขาดดุลปกติในปี 2551 วงเงิน 2.5 แสนล้านบาทแล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลจะใช้เม็ดเงินอัดฉีดเศรษฐกิจรวม 7 แสนล้านบาท

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาสภาพคล่องโดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิมพ์ธนบัตรเข้าระบบเพิ่มนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า เป็นแนวทางที่ธปท.สามารถเพิ่มสภาพคล่องในระบบเพื่อให้มีเม็ดเงินในระบบมากขึ้นได้ ส่วนวิธีการขึ้นอยู่กับธปท. เพราะมีเครื่องมืออยู่แล้ว
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 6th, 2009, 06:51 AM   #11
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

Over 50,000 employees left jobless in past year


BANGKOK, Jan 6 (TNA) – More than 50,000 employees have been left jobless in the past year, according to the latest figures released by Thailand's Labour Welfare and Protection Department.

Amporn Nitisiri, department director-general, revealed Monday that 689 workplaces had closed their operations since January 1, 2008, leaving 55,549 workers unemployed.

The number of shutdown businesses had increased by 70 from the previous week.

She said 357 workplaces with a workforce of 204,264 are likely to be shut down soon. Most are in the electronics, automotive, textile, and tourism industries.

Provinces where the largest number of employees have been left jobless include Pathum Thani, Samut Prakarn, Bangkok, Ayudhaya, and Tak respectively.

Provinces where most employees are expected to be made redundant include Chonburi, Pathum Thani, Samut Prakarn, Cha Choeng Sao, and Nakhon Ratchasima. (TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 6th, 2009, 06:55 AM   #12
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

BoT decreases Thailand's economic growth estimate


BANGKOK, Jan 5 (TNA) – Bank of Thailand (BoT) governor Tarisa Watanagase on Monday conceded that the central bank had revised its economic growth estimate for this year downward to 0.5-2.5 per cent due to impacts of the global economic slowdown.

She said the Thai economy might take a heavy toll in the first and second quarters of this year since the country's exports had been adversely affected by the global economic sluggishness.

However, she believed the economy would pick up in the second half of the year, boosted by the state-supported economic stimulus measures.

Mrs. Tarisa said the revised economic growth estimate is just an initial figure, and that more information, including the inflation rate, is needed for consideration at the next MPC meeting on January 14.

She affirmed that Thai commercial banks' move to tighten lending did not stem from a liquidity shortage, but was rather their concern over an increase in loan defaults, particularly in the one to three month term and the worsening of the quality of loans.(TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 6th, 2009, 09:13 AM   #13
Nongkhai_tong
Tong
 
Nongkhai_tong's Avatar
 
Join Date: Dec 2004
Location: Udon Thani - Nongkhai - Bangkok - Singapore
Posts: 3,282
Likes (Received): 42

Quote:
Originally Posted by napoleon View Post
ธปท.ยอมรับปรับเป้าจีดีพี ปี 52 เหลือร้อยละ 0.5-2.5

Thannews 6/01/2009


นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1-2 ปี 2552 อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาหนักเพราะปัจจัยที่เข้ามากระทบมาจากปัจจัยภายนอก คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัวลงตามไปด้วย แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลัง ภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ ซึ่งทุก ๆ ประเทศต่างก็ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

ส่วนการที่ ธปท. มีการปรับประมาณการ การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2552 ใหม่ เหลือร้อยละ 0.5-2.5 นั้น เป็นเพียงตัวเลขเบื้องต้นที่มีการประเมิน และยังต้องรอรายละเอียดข้อมูลของการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 14 มกราคมนี้ รวมทั้งรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อที่จะมีการประกาศเป้าหมายใหม่ 2 3 มกราคมนี้

ส่วนกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดกับปล่อยสินเชื่อ นางธาริษา ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นปัญหาสภาพคล่อง แต่มาจากการที่ธนาคารพาณิชย์กังวลว่า จะมีความเสี่ยงจากการที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระ โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า สินเชื่อผิดนัดชำระ 1-3 เดือน เพิ่มสูงขึ้น คุณภาพของสินเชื่อเริ่มแย่ลง แต่ยังไม่ถึงกับเป็นปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ดังนั้นธนาคารพาณิชย์จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาลุกลาม ซึ่งเชื่อว่า การที่จะมีการค้ำประกันสินเชื่อ จะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความสบายใจมากขึ้น
จะมีใครบอก จีดีพีไม่สำคัญไหมน้อ ต้อนจีดีพีน้อย ๆ แบบนี้อยากให้ออกมาพูดบ้างจัง ตั้งเป้าไว้ 0.5
Nongkhai_tong no está en línea   Reply With Quote
Old January 6th, 2009, 10:15 AM   #14
Wisarut
Registered User
 
Join Date: Oct 2003
Posts: 22,214
Likes (Received): 3079

Top Land Prices in the Year 2008

Siam Sqare (Siam Paragon area) - 800,000 Baht/ Sq. Wah
Silom - 700,000 Baht/ Sq. Wah
Yaowaraj - 650,000 Baht/ Sq. Wah -> down from 750,000 Baht/Sq.Wah due to declining values
Wireless Road - 600,000 Baht/Sq.Wah
Sathon - 600,000 Baht/Sq.Wah
Sukhumvit Road (Time Square) - 500,000 Baht/Sq.Wah

The blidspot are would have value boosted by 1000% if there is a highway passing alogn wiht public utilities.
__________________
BKK Mass Transit Expert
Wisarut no está en línea   Reply With Quote
Old January 6th, 2009, 10:46 AM   #15
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

Islamic Bank plans bump in corporate operations

Bangkokpost Published: 6/01/2009 at 12:00 AM



The Islamic Bank of Thailand plans to expand its corporate operations over 2009 to increase its yields.

Corporate loans accounted for just four billion baht, or 27% of the bank's total loan book, at the end of 2008. Retail loans, including hire-purchase credit, represent the bulk of the bank's 16 billion baht in assets.

Bank president Teerasak Suwannayos said the bank hoped to build up its auto hire-purchase segment to six billion baht in 2009 from just one billion at the end of last year.

The bank last year hired more than 30 hire-purchase loan officers from AIG Finance to help manage assets purchased from Finansa. The Islamic Bank is also negotiating to purchase another five billion baht in assets from AIG, which is downsizing its domestic operations in light of the financial troubles of its parent in the US.

Mr Teerasak said growth through acquisition gives the bank the opportunity to increase yields to 9% "from the very first day" compared with a three-year break-even period on in-house loans.

The Islamic Bank will continue to pursue growth in both the retail and corporate space but aims to extend 60% of its new facilities in 2009 to corporate clients, which deliver more profit than retail clients. But the bank's retail operations should help increase profitability from 2010, Mr Teerasak added.

In 2009, the Islamic Bank aims to extend 6.5 billion baht in financial facilities, up from 4.5 billion last year.

Approvals may reach 10 billion baht this year, with 600 million going to listed companies, two billion to small and medium-sized companies, 2.4 billion to Halal-related industries, two billion to Islamic hire-purchase products and 1.2 billion to consumer financial products.

The Islamic Bank complies strictly with Islamic shariah law, which prohibits charging interest. Instead, products are structured as investments, leases or joint venture arrangements.

Mr Teerasak said the Islamic Bank also planned to open at least eight new branches in 2009 to complement its 26 branches at the end of last year. New branches would be located in the southern provinces, Ayudhya and also possibly in northeast Thailand.

"Within three years, we hope to have at least one branch in every province in the country," he said.

"Assets by [2010] are projected at 40 billion baht, with net profit of 350 to 400 million baht per year. We also expect to clear our retained losses by 2011."

For 2008, the bank posted pre-provisioning profit of 130 million baht, with net profit projected at around 20 million.

Non-performing loans remain relatively high at two billion baht, or 16% of total outstanding debt, although the bank aims to cut this to under 10% of total loans by the end of 2009.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 6th, 2009, 10:56 AM   #16
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

Sahaviriya turns to R&D, skilled labour for boost in world competitiveness

The Nation Published on January 6, 2009


To join the major leagues, Sahaviriya Group needs to upgrade itself to become a technology-based steel-maker with its own advanced technology and skilled labour.
"The competition in the global market is very tough, so we cannot avoid boosting our competitiveness by making products that help boost our customers' competitiveness as well," director Win Viriyaprapaikit said yesterday.

The country's steel industry has already passed two waves of developing bars and sheets in the last 10-15 years. Now it is time to move forward to the third wave, which involves technology development, he said.


The group aims to allocate 1 per cent of sales to creating a research-and-development (R&D) centre and producing high-skilled human resources.


It plans to complete the R&D centre in 10 years at the soonest. However, it hopes to be able to design products for customers in the third year.


"We hope to see R&D collaboration between local steel-makers and customers such as auto-makers here. This will happen sooner if the government takes serious action and draws up the national model for steel development," he said.


A chronic problem for Thailand is the shortage of highly-skilled workers. This has been the main obstacle to developing the country into a knowledge-based powerhouse, he said.


"Improving our human resources is very hard and challenging. Therefore, we have to create a shortcut by granting scholarships to our high-potential engineers to study in a specific steel field overseas and persuade foreign technicians and specialists to work with us," he said. The company has also joined hands with local vocational colleges to design steel courses and support training classes in order to produce more technicians for the industry.


Internally, it implemented its own knowledge management system last year by collecting and registering all data and sharing files across the organisation to promote employee education.


"We hope that our human resources can share and exchange their knowledge and experience in the globally-accepted stage some day. Our final goal is to become the world's preferred supplier of steel," he added.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 7th, 2009, 08:18 PM   #17
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

รัฐเล็งเพิ่มทุน-เจรจาเอกชน ขอเป็นหัวหอกเดินหน้า 'โปแตชอาเซียน'

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2389 04 ม.ค. - 07 ม.ค. 2552


กพร. เผยผลประชุมร่วม 3 กระทรวงเห็นพ้องผลักดันเหมืองโปแตช จ.ชัยภูมิ หวังนำทรัพย์ในดินช่วยผ่อนภาระค่าปุ๋ยให้เกษตรกร มองลู่ทางเพิ่มสัดส่วนหุ้นในมือหรือเจรจาเอกชนขอขึ้นแท่นผู้บริหารหลัก เชื่อต้นปี 2552 เห็นความคืบหน้า

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ล่าสุดการประชุมร่วม 3 กระทรวง ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการคลัง มีความเห็นสอดคล้องกันว่าโครงการเหมืองแร่โปแตชเป็นโครงการผลิตแม่ปุ๋ยที่สำคัญ เนื่องจากเป็นการนำทรัพยากรแร่ภายในประเทศมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง สามารถช่วยแก้ไขปัญหาปุ๋ยราคาแพงและขาดแคลนที่มักเกิดขึ้นในแต่ละปีได้

ในส่วนของโครงการเหมืองแร่โปแตชของอาเซียน ที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ดำเนินการโดยบริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) หรือ APMC ซึ่งถือเป็นโครงการขนาดใหญ่มีผลกระทบสูง การประชุมร่วม 3 กระทรวงที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมามีมติเห็นควรให้ภาครัฐเป็นผู้นำในการดำเนินโครงการ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่โครงการ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังหาแนวทางการเพิ่มทุน เพื่อให้ภาครัฐมีสัดส่วนการถือหุ้นมากพอที่จะควบคุมการดำเนินโครงการอย่างสมบูรณ์ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนถือหุ้นอยู่ 22.08% ซึ่งถือว่ามากในระดับหนึ่งแล้ว

"โปแตชอาเซียนมีหลายหุ้นส่วนทั้งเอกชนและภาครัฐ ตอนนี้ยังมีปัญหาเรื่องอำนาจการบริหาร ซึ่งถ้าเอกชนรวมๆ กันแล้วอาจมีอำนาจในการบริหารมากกว่าเรา ตอนแรกมองว่าจะเพิ่มทุนให้กิจการเป็นของรัฐเลย คือถือหุ้นประมาณ 51% แต่คงหาเงินตรงนั้นไม่ได้ และคิดว่าไม่ควรทำแข่งกับเอกชน จึงคิดว่าจะสงวนสัดส่วนที่มีประมาณ 22% ไว้แล้วคุยกับภาคเอกชนให้มากขึ้นว่าเราจะเป็นแกนนำในการบริหารจัดการ ตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจาและจะผลักดัน ส่วนโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานีนั้น ขึ้นอยู่กับภาคเอกชนว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไร"


ทั้งนี้ แนวคิดการผลักดันโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียนโดยภาครัฐจะเข้ามาเป็นแกนหลักในการบริหารไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อแข่งกับภาคเอกชน แต่เห็นว่าประเทศไทยมีแหล่งแร่โปแตชที่มีศักยภาพ และเพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง ภาครัฐก็ควรจะเป็นผู้ผลักดัน ซึ่งต้องมีอำนาจในการบริหาร ทั้งนี้ หากเจรจากับผู้ถือหุ้นรายอื่นตลอดจนวางนโยบายเรียบร้อยแล้วก็จะลงพื้นที่ จัดการเรื่องมวลชนต่างๆ รวมทั้งดำเนินการด้านเอกสารที่ยังค้างอยู่ไปพร้อมๆ กัน โดยคาดว่าน่าจะเห็นความคืบหน้าของโครงการได้ภายในปี 2552 นี้


นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า ประโยชน์ในภาพรวมนั้น เกษตรกรจะได้ปุ๋ยราคาถูกลง และยืนยันได้ว่าโครงการนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของประเทศโดยรัฐจะเป็นผู้ดูแลเอง ในส่วนของ กพร. ก็มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลเหมืองแร่ ส่งเสริมและพัฒนาโลจิสติกส์ และพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐาน มุ่งให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัดและพอเพียง รักษาสมดุลการนำเข้าและส่งออก พร้อมนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแร่ นอกจากนี้ กพร. ยังมีนโยบาย "เหมืองแร่สีเขียว" เน้นให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงเป็นมิตรกับชุมชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า


อนึ่ง โครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เป็นโครงการทำเหมืองแร่ใต้ดินในพื้นที่ราว 9,700 ไร่ กำลังการผลิตประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการระดมทุนเพื่อดำเนินโครงการให้มีความก้าวหน้าต่อไป โดยปัจจุบันสามารถก่อสร้างอุโมงค์จนถึงชั้นแร่เสร็จเรียบร้อยแล้วและมีปัญหาด้านมวลชนน้อยที่สุด ส่วนโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานีของบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัดหรือAPPC นั้น ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนรังวัดเพื่อกำหนดเขตคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ใต้ดิน แต่ยังถูกคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดอุดรธานีซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่โครงการ ซึ่ง กพร. เห็นว่าเอกชนควรประสานงานกับสภาการเหมืองแร่เพื่อเร่งดำเนินการให้ความรู้แก่ประชาชน รวมถึงจัดให้ผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมกับโครงการและแก้ไขปัญหาการคัดค้านโครงการให้ได้ในที่สุด
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 7th, 2009, 08:21 PM   #18
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

Gov't extends six measures for low-income earners by six months


BANGKOK, Jan 7 (TNA) -- To help Thailand's low-income earners during the ongoing economic slowdown, the country's economic ministers Wednesday agreed to extend the earlier Samak government's six measures, aimed at lessening hardships of the poor and due to expire at end of January, for another six months, Deputy Prime Minister Korbsak Sabhavasu said on Wednesday.

The six measures, launched by the former government of Samak Sundaravej, will be extended for another six months but with some modifications, Mr. Korbsak explained.

The measures, excluding lowering the oil excise tax, of which some being under consideration may allow households consuming tap water of between Bt80-100 monthly free of charge, while those having air-conditioners may have to pay for electricity, he said.

Regarding free travel on certain bus routes in Bangkok as part of the six relief measures, Mr. Korbsak said concerned ministries and agencies would have to consider and submit details to the Cabinet for its consideration next week.

On the government plans to inject Bt100 billion from an additional budget which is expected to be released this March, he said the budget will be spent on helping seven groups of people including farmers, the unemployed, the elderly and new graduates.

In line with the populist emphasis, farmers will be helped by a price intervention programme expanding the quota of mortgage of farm products which have problems, non-farm workers will be helped by providing training to the unemployed and the half-million new graduates expected this year, with a centre to be set up at the prime minister's office.

Other groups that will gain are students, with free schooling when the new education academic starts in May, plus a cost of living allowance for people above 60 years old.

Government will also help the private business sector by lowering costs so that employees would not be laid off.

Government agencies will speed up disbursement of over Bt100 billion, to get more funds moving in the economy.

Mr. Korbsak said ministries assigned to stimulate the national economy will submit plans to the Cabinet next week, with funds expected to reach the public in April after being approved by Parliament. (TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 7th, 2009, 09:03 PM   #19
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

Haier eyes top spot by 2011

The Nation Published on January 8, 2009


Haier Electrical Appliances (Thailand) targets becoming the leader in the Thai home-appliance market by 2011 after gearing up its local penetration from this year onwards.
Xu Yunqiang, project leader in Thailand for the air-conditioner division of China's Haier Group, yesterday said that among the factors leading to Haier's confidence are its integrated operations in the country - a production base plus sales and service centres.

Besides, it can manage lower costs in order to market reasonably priced products because the company is fully conversant with production costs in both China and Thailand. This means it can choose the lowest raw-material costs from the two countries, said Yunqiang, who is also director of Haier's Thai air-conditioner factory.

Apart from China, Haier has its own plants in seven countries: Algeria, Morocco, Jordan, Pakistan, India, Bangladesh and Thailand. It is the market leader for home electrical appliances in Algeria, Morocco, Pakistan and Bangladesh.

Haier is also building a plant in Venezuela.

"I used to be president of Haier's operations in Pakistan. We took six years to become the market leader, with a 20-per-cent share in that country.

Although there are many international brands in that country such as Mitsubishi, LG, General Electric, Amena and Panasonic, we finally achieved the No-1 position. But for Thailand, we wish to take only four years from 2008 to become the leader in the home-appliance market," he said.

He acknowledged that Thai consumers' perception of the Haier brand was one of cheap home appliances. Moreover, there are many strong brands, which have marketed in Thailand for a long time. But Haier will boost pre- and after-sales service as its strength to compete with its rivals.

Haier entered Thai market five years ago, but did not conduct aggressive marketing activities.

In 2007, it spent US$500 million (Bt17.4 billion) on taking over Sanyo Universal Electric. As a result, Haier has its own plants for washing machines and refrigerators in Thailand, which it claims are the biggest production bases for these items in Southeast Asia.

Thaweesak Kriengkraikiat, managing director of Haier Electrical Appliances (Thailand) for refrigerator production, said capacity was 1.2 million units per year. It manufactured about 1 million refrigerators last year. Haier has a production capacity of 500,000 units per annum for washing machines, but made no more than 200,000 machines in 2008.

Haier has commenced production this year of air-conditioners for household use in Prachin Buri's Kabin Buri district, with a capacity of 500,000 units per year. It expects to make about 80,000 units in the first year of operation.

Haier last year had market shares of 7 per cent and 12 per cent for washing machines and refrigerators, respectively. It expects to increase these shares to 15 per cent and more than 10 per cent this year, he said.

Thaweesak said the production bases in Thailand would serve Asian demand. Seventy per cent of the refrigerator and washing-machine production volume last year was exported.

"We expect sales volume in the domestic market this year will rise to 40-50 per cent, as export markets are expected to decline," he added.

Haier Electrical Appliances (Thailand) generated revenue of Bt7.5 billion last year. It expects flat growth this year due to the gloomy economic conditions.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 8th, 2009, 07:49 AM   #20
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,858
Likes (Received): 6161

รัฐวิสาหกิจส่งรายได้หลุดเป้า คลังกลัวถังแตกไล่บี้ทุกเดือน

แนวหน้า 8/01/2009


นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลังเปิดเผยว่า การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจทั้งระบบตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2551 (3 เดือนแรกปีงบ 2552) สามารถนำส่งเข้าคลังทั้งสิ้น 12,319 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ 7,698 ล้านบาท จากที่ตั้งเป้าไว้ 20,017 ล้านบาท

ทั้งนี้ เป้าหมายการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจทั้งปีงบประมาณ 2552 นั้น ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 93,000 ล้านบาท คาดว่า น่าจะได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ เนื่องจากมีการติดตามอย่างใกล้ชิดแบบเดือนต่อเดือน เพื่อคอยกำชับให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง นำส่งรายได้เข้ารัฐตามที่กำหนดไว้

ส่วนผลการนำส่งรายได้ประจำเดือนธันวาคม 2551 รัฐวิสาหกิจสามารถนำส่งรายได้เข้ารัฐเป็นจำนวน 5,390 ล้านบาท สูงกว่าที่ประมาณการไว้ 2,311 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 3,673 ล้านบาท เนื่องจากจาก บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้นำส่งรายได้ในรูปแบบเงินปันผล(พิเศษ) เพื่อชดเชยภาษีสรรพสามิต สำหรับไตรมาส 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2551) จำนวน 990 ล้านบาท

สำหรับรัฐวิสาหกิจที่สามารถนำส่งรายได้เข้ารัฐสูงสุด 5 อันดับแรกในเดือนธันวาคม 2551 ได้แก่ ธนาคารออมสิน 2,075 ล้านบาท สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 1,169 ล้านบาท บมจ. กสท โทรคมนาคม 990 ล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 390 ล้านบาท และการประปานครหลวง 363 ล้านบาท
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 09:08 AM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us