Thailand Floodway Projects - Page 142 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Infrastructure and Transportation


Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old December 7th, 2019, 06:37 PM   #2821
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

ตะวันออกแล้งสุดรอบ 14 ปี เอกชนถกด่วน EEC ทุ่ม 8 หมื่นล. รับมือ

วันที่ 7 ธันวาคม 2562

ภาคตะวันออกระทึก น้ำแล้งสุดในรอบ 14 ปี “ระยอง -ชลบุรี” อ่วม ปริมาณน้ำในอ่าง “ประแสร์-คลองใหญ่-หนองปลาไหล-ดอกกราย” ฮวบ หอการค้า สภาอุตฯ ภาคท่องเที่ยว โรงแรมผวา นัดถกหน่วยงานรัฐด่วน “สทนช.” หวั่น ลามอีอีซีกระทบเชื่อมั่นลงทุน ชงของบ 8.8 หมื่นล้านปี’63-80 สร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่ม 10 แห่ง พร้อมระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล

ปัญหาภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปีส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัด ได้เแก่ ะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม จากข้อเท็จจริงที่ว่า แหล่งน้ำในภาคตะวันออกมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ ต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูแล้งในปีหน้าน้ำน้อย ปริมาณต้นทุนต่ำ ซึ่งปัญหานี้กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

น้ำตะวันออกมีไม่ถึงครึ่งอ่าง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกล่าสุดปรากฏ ณ วันที่ 6 ธ.ค. 2562 มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 743 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 53 ซึ่งถือว่าต่ำมากในรอบ 14 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีก 6 เดือนกว่าจะเข้าฤดูฝนปี 2563 โดยอ่างเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่มีเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่ปริมาณน้ำใช้การได้เกินกว่าร้อยละ 50 ได้แก่ เขื่อนขุนด่านปราการชล 182 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 83 กับ เขื่อนนฤบดินทรจินดา 233 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 84 ส่วนอ่างเก็บน้ำอื่น ๆ ปริมาณน้ำใช้การได้คงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำคลองสียัด (100 ล้าน ลบ.ม. 26%), บางพระ (49 ล้าน ลบ.ม. 46%), หนองปลาไหล (65 ล้าน ลบ.ม. 43%) และประแสร์(16 ล้าน ลบ.ม. 42%) ที่สำคัญคือทุกอ่างในภาคตะวันออกแทบไม่มีน้ำไหลลงอ่าง กรมชลประทานต้องบริหารจัดการน้ำด้วยการระบายน้ำออกจากอ่างน้อยที่สุด โดยน้ำที่ระบายออกจะใช้เพื่ออุปโภคและบริโภคเท่านั้น

“หากคำนวณปริมาณน้ำที่ระบายออกมาในขณะนี้จะพบในอีก 5 เดือนข้างหน้า (เม.ย. 2563) เขื่อนขุนด่านปราการชลจะเหลือปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 54.5 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนนฤบดินทรจินดาเหลือน้ำใช้การได้ 81 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งถือว่าเสี่ยงมาก หากฤดูฝนในปี 2563 ล่าช้าออกไปจากเดือน พ.ค. ก็จะเกิดการขาดแคลนน้ำอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ EEC ที่จะเริ่มกิจกรรมก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่”

ปี’70-80 EEC ขาดแคลนน้ำแน่

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญว่า ที่ประชุมเห็นชอบ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ปี 2563-2580) “EEC มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ดังนั้นแผนหลักเพื่อรองรับการพัฒนาในระยะ 20 ปีที่ สทนช.ได้ทำการศึกษา ซึ่งจะใช้งบประมาณในการลงทุนมากกว่า 88,000 ล้านบาท จำเป็นต้องขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม เร่งจัดเตรียมการแผนงานทางเลือกให้มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยง”


จากการวิเคราะห์และประเมินความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC พบว่ ในอนาคตปี 2580 EEC จะมีความต้องการใช้น้ำ 3,089 ล้าน ลบ.ม. จากปัจจุบันที่คาดว่าจะสามารถเพิ่มแหล่งน้ำอยู่ที่ 2,400 กว่าล้าน ลบ.ม. เท่านั้น เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ราว 670 ล้าน ลบ.ม. จึงจำเป็นต้องมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติม แผนงานพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนแบ่ง 2 ช่วง คือปี 2563-70 ได้แก่ ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างฯเดิม 6 แห่ง ก่อสร้างอ่างฯ ใหม่ 10 แห่ง ปรับปรุงระบบผันน้ำเดิม 2 ระบบ ก่อสร้างระบบผันน้ำใหม่ 2 ระบบ พัฒนาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเป็นแก้มลิง ก่อสร้างระบบผลิตน้ำจืดจากทะเล เป็นต้น จะมีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 706.19 ล้าน ลบ.ม. ช่วงปี 2571-2580 ต้องทำโครงการก่อสร้างระบบสูบกลับ 2 ระบบ อุโมงค์ส่งน้ำอ่างฯ คลองพระสะทึง-คลองสียัด และระบบผันน้ำใหม่ 2 ระบบ จะมีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 166 ล้าน ลบ.ม.

“สาเหตุที่ต้องเสนอปรับแผนบริหารน้ำ ส่วนหนึ่งประเมินว่า ปริมาณฝนตกค่าเฉลี่ยในภาคตะวันออกจะต่ำลงส่งผลให้ 3 จังหวัด EEC เสี่ยงขาดแคลนน้ำในอนาคต ส่วนพื้นที่นิคมอุตฯภาคตะวันออกพื้นที่ที่ต้องเพิ่มแหล่งน้ำให้มากขึ้นคือ จ.ระยอง และเทศบาลเมืองพัทยา” นายสมเกียรติกล่าว

“คณิศ” ยัน EEC น้ำกินน้ำใช้พอ

ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือเลขา EEC) กล่าวว่า สกพอ.รับทราบถึงความกังวลของภาคเอกชนที่ประเมินว่าในพื้นที่ EEC มีความเสี่ยงจะขาดแคลนน้ำและอาจเป็นปัญหาในอนาคต จึงได้ประสานและหารือกับหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ถึงสถานการณ์ดังกล่าวซึ่งได้รับการยืนยันว่า ปริมาณน้ำยังเพียงพออุปโภคบริโภคทั้งภาคประชาชน อุตสาหกรรม และได้มีแผนรองรับไว้แล้วปัจจุบัน EEC ดึงน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำรอบ ๆ 3-4 แห่ง”

มีรายงานว่าภาพรวมสถานการณ์น้ำใน EEC ปี 2560 ซึ่งจะใช้เป็นตัวเลขฐานในการคำนวณสถานการณ์ขาดแคลนน้ำในปี 2570 กับ 2580 พบว่าปริมาณจากโครงการต่าง ๆ อยู่ที่ 1,368 ล้าน ลบ.ม. บวกกับน้ำจากแหล่งอื่น ๆ อาทิ น้ำบาดาล 597 ล้าน ลบ.ม. ความต้องการใช้ 2,419 ล้าน ลบ.ม. หากไม่ผันน้ำจากลุ่มน้ำอื่นมาช่วยมีความเสี่ยงจะขาดแคลนน้ำมาตั้งแต่ปี 2560 สอดคล้องกับปริมาณน้ำในปัจจุบัน (ปี 2562) พบว่าน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เกินครึ่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แล้งหน้าชลบุรี-ระยองวิกฤตแน่

ด้านนายนพดล ประธานหอการค้าจังหวัดระยอง กล่าวว่า ในปี 2563 ภาคตะวันออกโดยเฉพาะ ระยอง-ชลบุรี จะมีปัญหาน้ำแล้งรุนแรงเหมือนกับ 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอ่างเก็บน้ำหลักในระยอง ซึ่งต้องส่งน้ำไปให้ชลบุรีด้วย ได้แก่ ประแสร์-คลองใหญ่-หนองปลาไหล-ดอกกราย ปริมาณน้ำต้นทุนเหลือเพียง 50% “ซึ่งไม่เพียงพอแน่” เนื่องจากปริมาณน้ำฝนน้อยไม่ถึง 1,000 ล้าน ลบ.ม. โดยปริมาณการใช้น้ำทั้งหมดในภาคตะวันออกเป็นน้ำในภาคอุตสาหกรรม 60-70% ภาคเอกชนจึงได้นำเรื่องนี้หารือผู้ว่าฯระยอง และได้เร่งรัดกรมชลฯแก้ปัญหาในพื้นที่ แต่ทำได้เพียงรณรงค์ประหยัดน้ำเพื่อยืดเวลาใช้น้ำไปถึงเดือน มิ.ย. 2563 รวมถึงการเจาะบ่อบาดาลช่วย

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การประชุม กกร.ครั้งล่าสุด ภาคเอกชนเสนอภาครัฐเตรียมรับมือและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC เพราะเกรงว่าน้ำจะไม่พอต่อภาคอุตสาหกรรม

WHA มีบ่อสำรองใช้น้ำรีไซเคิล

น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA Group กล่าวว่าขณะนี้บริษัทได้ประสานงานร่วมกับภาครัฐติดตามประเมินสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด ไม่ให้กระทบผู้ประกอบการในนิคม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างมาก เช่น กลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มไฟฟ้า

ขณะที่นายสมชาย วราธนสิน นายกสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย (สมาคมมันภาคตะวันออก) กล่าวว่าขณะนี้มีนิคมอุตฯขยายพื้นที่เข้ามาทางภาคตะวันออกจำนวนมาก แต่ละรายต้องเตรียมน้ำสำรองไว้มาก

Eastwater ถกวอร์รูมน้ำ

นายบดินทร์ อุดล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ Eastwater เปิดเผยว่า บริษัทได้ประชุมวอร์รูมร่วมกับกรมชลฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) อย่างใกล้ชิด พบว่าภัยแล้งปีนี้ค่อนข้างท้าทายเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ เพราะปริมาณน้ำต้นทุนต่ำกว่ามาก ในส่วนของลูกค้า Eastwater แจ้งปริมาณความต้องการใช้น้้ำล่วงหน้า 1 ปี (ตั้งแต่ 1 พ.ย. 62- พ.ย. 63) ปริมาณเฉลี่ย 308 ล้าน ลบ.ม. ทั้งในส่วนน้ำอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม

ถกด่วนแก้วิกฤตหนักสุดรอบ 14 ปี

แหล่งข่าวจากภาคตะวันออกเปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในภาคตะวันออกเทียบกับปี 2548 หรือเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ซึ่งวิกฤตแล้งเกิดขึ้นรุนแรง ถือว่าปีนี้น้ำลดลงต่ำกว่าปี 2548 เนื่องจากฝนตกน้อย ที่น่าห่วงคือหน้าแล้งปี 2563 เพราะหากฤดูฝนเดือน พ.ค. หรือ มิ.ย. 2563 ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ลากยาวเลยกลางปีจะมีปัญหา ดังนั้นวันที่ 12 ธ.ค. 2562 ภาครัฐและภาคเอกชนใน จ.ระยอง ชลบุรี ประกอบด้วยอุตสาหกรรมจังหวัด หอการค้าจังหวัด ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว, บริษัท อีสท์วอเตอร์, การประปาส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้าฝ่ายผลิต, สำนักงานชลประทานที่ 9 ชลประทานชลบุรี ชลประทานระยองประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณามาตรการและแนวทางรับมือ เบื้องต้นจะขอความร่วมมือทุกภาคส่วนลดการใช้น้ำลง 10%

โดยเฉพาะบริษัทอีสท์วอเตอร์ซึ่งเป็นผู้ใช้น้ำหลัก นำไปกระจายต่อให้ภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมและนอกนิคม จากปัจจุบันใช้น้ำ 750,000 ลบ.ม. จะเหลือน้ำให้ใช้ได้เพียง 650,000 ลบ.ม. ขณะที่ภาคเกษตรต้องลดการใช้น้ำลง 10% โดยลดพื้นที่ปลูกข้าวในครอปต่อไป

“ขณะนี้ค่อนข้างน่ากังวล เพราะปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักมีปริมาณลดลงเหลือเพียง 40% เศษ ได้วางแผนแก้วิกฤตโดยผันน้ำจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มาใช้ แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ แม้ระบบวางท่อผันน้ำจะดำเนินการเสร็จแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการลุ่มน้ำในพื้นที่จันทบุรียังไม่ยินยอม ต้องการให้สร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่งใหม่ในจันทบุรีแล้วเสร็จก่อน ให้มั่นใจได้ว่าจันทบุรีมีน้ำเพียงพอเหลือใช้ ค่อยแบ่งให้จังหวัดใกล้เคียง ขณะที่ จ.ระยอง ต้องแบ่งน้ำไปให้ จ.ชลบุรี ใช้ด้วย เมื่อต้นทางวิกฤต ชลบุรีจะวิกฤตหนักกว่า นี่ขนาด EEC ยังไม่เกิดยังวิกฤตขนาดนี้ ถ้ามีประชากร ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาอีกจำนวนมากจะยิ่งน่าห่วง” แหล่งข่าวกล่าว

ชลบุรีลุ้น 3 เดือนรอดหรือวิกฤต

ด้านนายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ปีนี้ชลบุรีฝนตกน้อยกว่าปกติ 30% ส่งผลให้ปริมาณน้ำมีน้อยกว่าทุกปี ขณะนี้ได้ประชาสัมพันธ์ให้ช่วยกันประหยัด ทั้งทำ

ความเข้าใจกับประชาชนรวมทั้งภาคการเกษตร ให้หันมาเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเฉลี่ยทั้งหมดของจังหวัดอยู่ที่ 52%

https://www.prachachat.net/economy/news-399242

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old December 7th, 2019, 06:46 PM   #2822
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

เตรียมตัว! โคราช 197 หมู่บ้านจ่อขาดน้ำตั้งแต่ต้น ม.ค. 63

Dec 7, 2019

โคราชส่งสัญญาณต้นปี 2563 เจอปัญหาวิกฤติภัยแล้ง จ่อขาดน้ำ 197 หมู่บ้านการประปาภูมิภาค 3 สาขาเสี่ยงขาดน้ำดิบผลิตอุปโภคบริโภค ฟากคณะกรรมการจัดการชลประทานกาฬสินธุ์ ลงมติเปิดประตูระบายน้ำส่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตรรับฤดูแล้งเร็วขึ้นเป็น 9 ธ.ค. นี้


นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจากปริมาณน้ำดิบจากแหล่งน้ำต่างๆ แห้งเหือดลงอย่างรวดเร็วจากผลของสภาพอากาศที่ร้อนแล้ง โดยปริมาณน้ำใน 4 อ่างกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ของจังหวัด ประกอบด้วย อ่างกักเก็บน้ำลำตะคอง สภาพน้ำปัจจุบันเหลืออยู่ที่ 163 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 52.11 เป็นน้ำใช้การได้ 141 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 48.38 ,อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง เหลืออยู่ที่ 24 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 15.93 เป็นน้ำใช้การได้ 23 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 15.54 เท่านั้น

ส่วนอ่างเก็บน้ำมูลบน เหลืออยู่ที่ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 35.68 เป็นน้ำใช้การได้ 43 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 32.32 และอ่างเก็บน้ำลำแชะ เหลือปริมาตรน้ำอยู่ที่ 90 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 33.04 เป็นน้ำใช้การได้ 83 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 31.29

ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 อ่างฯ เหลือปริมาตรน้ำรวม 91 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 27.72 และเป็นน้ำใช้การได้ 67 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 21.92 ทำให้ปริมาตรน้ำรวมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง เหลือเฉลี่ย 421 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 34.62 แต่เป็นน้ำใช้การได้ 359 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 31.14

สำหรับข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยแล้งของจังหวัดนครราชสีมา ครั้งที่ 13 / 2563 ระบุว่า มี 22 หมู่บ้านที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ จำเป็นต้องนำรถบรรทุกน้ำไปแจกจ่ายช่วยเหลือ ขณะนี้ได้เจาะบ่อบาดาลช่วยไปแล้ว 3 หมู่บ้าน ยังคงเหลืออีก 19 หมู่บ้านที่ต้องแจกจ่ายน้ำ อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ทั้ง 32 อำเภอ เฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

พร้อมกับประเมินว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป จะมีหมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำประมาณ 197 หมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้กำลังลำเลียงสูบส่งน้ำไปช่วย 197 หมู่บ้านเป้าหมายเหล่านี้แล้ว เพื่อให้เพียงพอใช้ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2563 ขณะเดียวกัน มีแผนดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่มเติมอีก 60 หมู่บ้าน แต่หลังจากลงไปสำรวจ มี 20 หมู่บ้านที่พื้นที่มีความเค็มสูง ไม่สามารถดึงน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ จึงเหลือเป้าหมายขุดเจาะบ่อบาดาลเพียง 40 หมู่บ้านเท่านั้น

นอกจากนี้ คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) เขื่อนลำตะคอง ได้รายงานว่า จะขอลดการระบายน้ำลงจากปกติ 3 - 5 มิลลิเมตร/วินาที จะเหลือ 2 มิลลิเมตร/วินาที ทำให้ไม่มีน้ำเพียงพอต่อการปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก เกษตรกรจึงต้องหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน เพื่อเก็บสำรองน้ำในอ่างเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด จนกว่าจะมีน้ำเข้ามาเติมในช่วงฤดูฝน ซึ่งการจ่ายน้ำจะสงวนไว้เพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ทุกคนจะต้องใช้น้ำอย่างประหยัด

"ตอนนี้การประปาเทศบาลนครนครราชสีมายังไม่มีปัญหา แต่มีการประปาส่วนภูมิภาค สาขาโนนสูง, การประปาส่วนภูมิภาค สาขาด่านขุนทด และการประปาส่วนภูมิภาค สาขาพิมาย ที่คาดว่าจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา ซึ่งทางจังหวัดฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งแก้ปัญหา เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคไปตลอดฤดูแล้งนี้ให้ได้" นายวิเชียร กล่าว

กาฬสินธุ์เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนลำปาวเร็วกว่ากำหนด-รับฤดูนาปรัง


เนื่องจากเกษตรกรหลายพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตชลประทานเขื่อนลำปาวต่างพากันเร่งไถกลบตอซังข้าวปรับพื้นที่นา เพื่อเตรียมรองรับน้ำในการทำนาปรัง หลังผ่านพ้นฤดูนาปี และเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือ เขื่อนลำปาว ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำเขื่อนลำปาว หรือ JMC จึงกำหนดวันส่งน้ำฤดูแล้ง 2562/2563 ทั้งคลองฝั่งซ้าย และขวา ให้เร็วขึ้น เป็นวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ไปจนถึงประมาณวันที่ 15 เมษายน 2563 เพื่อสนับสนุนน้ำให้กับเกษตรกรได้ทำนาปรับและการประมง

กาฬสินธุ์-เขื่อนลำปาว-น้ำ-แล้ง-นาปรัง-ดิน-ชาวนา
เขื่อนลำปาวประกาศเริ่มส่งน้ำช่วยเกษตรกรฤดูแล้ง คาดว่ามีพื้นที่การเกษตรเต็มพื้นที่ 2.5 แสนไร่
นายฤาชัย จำปานิล ผู้อำนวยการ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กล่าวว่า ปัจจุบันเขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 1,538 ล้านลูกบาศก์เมตร จากระดับน้ำกักเก็บ 1,980 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ คิดเป็นร้อยละ 77 และตามมติที่ประชุม JMC เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายชัยธวัช เนียมศิริ ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นประธาน และมีทุกภาคส่วนเข้าร่วม มีมติร่วมกันในการเปิดประตูระบายน้ำ โดยกำหนดวันส่งน้ำฤดูแล้ง 2562/2563 ทั้งคลองฝั่งซ้าย และขวา ให้เร็วขึ้นเป็นในวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ไปจนถึงประมาณวันที่ 15 เมษายน 2563 เพื่อให้เกษตรกร และประชาชนผู้ใช้น้ำสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง

สำหรับการบริหารจัดการน้ำจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะส่งน้ำให้กับพื้นที่ในเขตชลประทานเขื่อนลำปาว คาดว่าจะมีประชาชนทำการเกษตรเต็มพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นการปลูกข้าวนาปรังประมาณ 250,000 -260,000 ไร่ ซึ่งได้เตรียมน้ำไว้ 511 ล้านลูกบาศก์เมตร ตลอดฤดูกาล และปัจจุบันยังส่งน้ำนอนคลอง เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้ใช้น้ำ

กาฬสินธุ์-เขื่อนลำปาว-น้ำ-แล้ง
เขื่อนลำปาวเป็นเขื่อนเดียวในกลุ่มลุ่มน้ำชีที่มีน้ำเพียงพอส่งน้ำช่วยพื้นที่ลุ่มน้ำชีอีกหลายจังหวัด
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เขื่อนลำปาวเป็นเขื่อนเดียวในกลุ่มลุ่มน้ำชีที่มีน้ำเพียงพอ ดังนั้นจึงเตรียมที่จะส่งน้ำลงแม่น้ำปาวลงสู่แม่น้ำชีจำนวน 235 ล้านลูกบากศ์เมตร เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนพื้นที่ลุ่มน้ำชีให้กับเกษตรกร รักษาระบบนิเวศ และใช้ในการอุปโภค บริโภคในช่วงหน้าแล้งทั้ง จ.ร้อยเอ็ด จ.มหาสารคาม จ.ยโสธร แต่ก็ขอความร่วมมือเกษตรกร ประชาชน รู้จักแบ่งปันน้ำ รักษาความสะอาดคูคลอง ใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด

https://www.voicetv.co.th/read/7PMNDDpOy
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 7th, 2019, 10:55 PM   #2823
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

เปิดกรุผลสอบสตง.(50) โครงการบำบัดน้ำเสียรวม กทม. ขาดความพร้อม-สูญงบ 381 ล.

เขียนวันที่วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม 2562

“...ขาดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนการบริหารสัญญาและการกำกับดูแลโครงการยังขาดการประสานงานภายในองค์กรเองด้วย รวมทั้งเมื่อผู้รับจ้างรายแรกทิ้งงาน กระบวนการเพื่อหาผู้รับจ้างรายใหม่ใช้เวลาค่อนข้างล่าช้ารวม 18 เดือน ส่งผลให้เงิน ลงทุนโครงการฯ โดยรวมสูงกว่าที่ควรจำนวน 1,065.62 ล้านบาท และในจำนวนนี้ทำให้รัฐและ กทม. ต้องเสียงบประมาณโดยสูญเปล่าเป็นจำนวนเงิน 381.32 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ ซ่อมแซมโรงบำบัดน้ำเสียและรวบรวมน้ำเสีย และค่าก่อสร้างซึ่งเพิ่มสูงขึ้น...”

SAO50

หมายเหตุ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org : สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นับเป็นหนึ่งในหน่วยงานตรวจสอบสำคัญของไทย มีหน้าที่ในการป้องกันดูแลการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ที่ถูกใช้จ่ายไปอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด ที่ผ่านมา สตง.ได้มีการเผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบเรื่องการใช้จ่ายเงินที่สำคัญไว้หลายเรื่อง สำนักข่าวอิศรา จึงขอเปิดพื้นที่ตรงนี้ ทุกวันเสาร์ รวบรวมข้อมูลผลการตรวจสอบที่สำคัญมานำเสนอให้สาธารณชนรับทราบ

ในสัปดาห์ที่ 50 จะเป็นการนำเสนอผลการตรวจสอบดำเนินงานโครงการบำบัดน้ำเสียรวมระยะที่ 1 กรุงเทพมหานคร

@ โครงการบำบัดน้ำเสียรวมระยะที่ 1 กรุงเทพมหานคร

ปัญหาน้ำเสียในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ไหลผ่านคลองต่าง ๆ ในกทม. ลงสู่แม้น้ำเจ้าพระยา ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำเสียในแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นปัญหาสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม กทม. จึงได้กำหนดแผนหลักระบบบำบัดน้ำเสียในบริเวณพื้นที่ชั้นในของ กทม. ในโครงการต่าง ๆ ซึ่งโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวมระยะที่ 1 เป็นโครงการหนึ่งในแผนดังกล่าว

โครงการระบบบำบัดน้ำเสียรวม ระยะที่ 1 ของกรุงเทพมหานคร เป็นโครงการภายใต้แผนงานโครงการระบบบำบัดน้ำเสียและระบบการกำจัดขยะมูลฝอยในเขตกรุงเทพมหานคร เมืองปริมณฑล และเมืองภูมิภาค ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2534 เห็นชอบในหลักการให้ กรุงเทพมหานคร ดำเนินการโดยวิธีประกวดราคาออกแบบรวมก่อสร้าง โดยมีสัดส่วนการลงทุนระหว่างรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร เท่ากับ 75 : 25

ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 อนุมัติวงเงินให้ดำเนินการจำนวนเงิน 5,775 ล้านบาท (วงเงินในการก่อสร้างประมาณ 7,700 ล้านบาท)

การดำเนินโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองต่าง ๆ ในพื้นที่โครงการ คือ คลองโอ่งอ่าง คลองบางลำพู คลองมหานาค คลองแสนแสบ คลองเปรมประชากร และคลองสามเสน โดยมีเป้าหมายที่จะจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียให้ครอบคลุมพื้นที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ปทุมวัน ราชเทวี และบางส่วนของเขตพระนคร ดุสิต พญาไท และห้วยขวาง ซึ่งจะเป็น พื้นที่รวมกันประมาณ 37 ตารางกิโลเมตร สามารถบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นในพื้นที่โครงการได้เฉลี่ยวันละ 350,000 ลูกบาศก์เมตร

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้กำหนดให้มีการตรวจสอบการดำเนินงาน การก่อสร้างระบบรวบรวมและระบบบำบัดน้ำเสียรวมของกรุงเทพมหานคร โดยเลือกตรวจสอบโครงการระบบบำบัดน้ำเสีย รวมระยะที่ 1 ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือได้ว่าเป็นโครงการระบบรวบรวมและระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่กรุงเทพมหานครและประเทศไทยเคยก่อสร้างมา

ผลการตรวจสอบ

1. ระบบบำบัดน้ำเสียมีการใช้งานไม่เต็มศักยภาพตามที่กำหนด กล่าวคือ ระบบ บำบัดน้ำเสียสามารถบำบัดได้ วันละ 350,000 ลบ.ม.ต่อวัน แต่มีน้ำเสียเข้าระบบบำบัดจริงปริมาณเฉลี่ยเพียง 173,419 ลบ.ม.ต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 49.55

ค่าความต้องการออกซิเจนจากสารอินทรีย์ (Biochemical Oxygen Demand : BOD) ระบบบำบัดก่อสร้างให้มีศักยภาพในการรองรับค่า BOD สูงสุด 150 mg/l แต่น้ำเสียที่เข้าระบบบำบัดจริงมีค่า BOD เฉลี่ยเพียง 32.10 mg/l

โดยในขณะก่อสร้างโครงการปรากฏว่า ประชากรในพื้นที่มีจำนวนลดลง รวมทั้งมีหน่วยงานหลายแห่งในภาครัฐและเอกชนย้ายออกจากพื้นที่ แต่ กทม. ไม่ได้นำข้อมูลดังกล่าวไปพิจารณาปรับปรุงการก่อสร้างโครงการทั้งที่เป็นการก่อสร้างในระบบ Turnkey

2. ผลการดำเนินงานในการจัดการคุณภาพน้ำคลองในพื้นที่โครงการฯ และแม่น้ำเจ้าพระยาดีขึ้น แต่ยังไม่ได้ตามเป้าหมายของโครงการฯ เนื่องจาก การเชื่อมต่อท่อรวบรวมน้ำเสียยังไม่ครอบคลุมพื้นที่แหล่งกำเนิดน้ำเสียในโครงการทั้งหมด จึงมีการระบายน้ำเสียลงคลองโดยตรง รวมถึงมีการทิ้งสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยลงในคลองอีกด้วย นอกจากนี้คลองต่าง ๆ ใน พื้นที่โครงการยังเชื่อมต่อกับคลองต่าง ๆ นอกพื้นที่โครงการ ซึ่งยังไม่มีโรงบำบัดน้ำเสีย โดยในปี 2548 ถึง 2551 กทม. ได้ใช้งบประมาณไปในการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำเสียในคลองต่าง ๆ ด้วยการจัดทำโครงการคลองสวยน ใส ใช้เงินงบประมาณจำนวน 234.01 ล้านบาท ภายหลังจากมีการเดินระบบบำบัดคุณภาพน้ำคลองในพื้นที่โครงการมีคุณภาพดีขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ยังไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินจากประเภทที่ 5 เป็นประเภทที่ 4 และคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ยังไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินจากประเภทที่ 4 เป็น ประเภทที่ 3

3. กทม. ยังมีความพร้อมไม่เพียงพอในการจัดการและบริหารโครงการฯ โดยเฉพาะการจัดเตรียมพื้นที่และการประสานงาน การดำเนินโครงการภายใต้การทำสัญญาจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey) ในขั้นตอนต่าง ๆ เช่น ขั้นตอนการจัดเตรียมรายละเอียดโครงการใน เรื่องที่ดินยังไม่มีความพร้อม ขาดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนการบริหารสัญญาและการกำกับดูแลโครงการยังขาดการประสานงานภายในองค์กรเองด้วย รวมทั้งเมื่อผู้รับจ้าง รายแรกทิ้งงาน กระบวนการเพื่อหาผู้รับจ้างรายใหม่ใช้เวลาค่อนข้างล่าช้ารวม 18 เดือน ส่งผลให้เงิน ลงทุนโครงการฯ โดยรวมสูงกว่าที่ควรจำนวน 1,065.62 ล้านบาท และในจำนวนนี้ทำให้รัฐและ กทม. ต้องเสียงบประมาณโดยสูญเปล่าเป็นจำนวนเงิน 381.32 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ ซ่อมแซมโรงบำบัดน้ำเสียและรวบรวมน้ำเสีย และค่าก่อสร้างซึ่งเพิ่มสูงขึ้น

ข้อเสนอแนะ

1. พิจารณาหาแนวทางใช้ประโยชน์ศักยภาพในการบำบัดน้ำเสียที่เหลืออยู่ประมาณ ร้อยละ 50 ของโรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดง ให้มีการใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการขยายพื้นที่รับผิดชอบในการรวบรวมน้ำเสียของโรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดงให้มากขึ้น รวมทั้งพิจารณาการเชื่อมต่อท่อรวบรวมน้ำเสียให้ครอบคลุมพื้นที่โครงการทั้งหมด เพื่อป้องกันการระบายน้ำเสียลงสู่คลองโดยตรง

2. พิจารณาทบทวนและปรับปรุงแผนแม่บทการจัดการน้ำเสียและแผนการลงทุนก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสียใหม่ทั้งหมด โดยการหาแนวทางเพิ่มหรือขยายเขต พื้นที่รวบรวมน้ำเสียของโรงบำบัดที่มีศักยภาพคงเหลืออยู่ค่อนข้างมาก เช่น ขยายเขตพื้นที่รวบรวมน้ำเสียของโรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดง ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับน้ำเสียเหลืออยู่อีกประมาณ 175,000 ลบ.ม./วัน หรือประมาณร้อยละ 50 ของศักยภาพที่มีอยู่ ให้ไปรวบรวมน้ำเสียในพื้นที่อื่น ๆ บริเวณใกล้เคียงที่ยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย

3. การออกแบบก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียที่จะดำเนินการก่อสร้างในอนาคต ควรกำหนดให้มีการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพยากรณ์ปริมาณน้ำเสียในพื้นที่ดำเนินโครงการ และการศึกษาคุณลักษณะน้ำเสียในพื้นที่ดำเนินโครงการอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการออกแบบก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียเกินความจำเป็นอีก

4. ในการออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียสำหรับโครงการนี้ ใช้ค่า 5 DWF เป็น ตัวกำหนดขนาดของส่วนประกอบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งค่า 5 DWF เป็นค่าที่ใช้ในการออกแบบระบบของต่างประเทศ ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการศึกษาค่าที่เหมาะสม และ กทม. ยังต้องมีการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียอีกจำนวนมาก กทม. จึงควรทำการศึกษาหาค่าที่เหมาะสม

5. รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงความรุนแรงของปัญหาน้ำเสีย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความสำคัญและความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมทั้งควรประสานงานขอความร่วมมือจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว

6. ควรดำเนินการประสานงานทั้งหน่วยงานภายในของ กทม. และหน่วยงานอื่น ๆ ที่ เกี่ยวข้องถึงแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในการปฏิบัติงาน ของผู้รับจ้าง ที่ยากต่อการแก้ไข

7. ในโอกาสต่อไป กรณีก่อสร้างโครงการใหญ่หากมีการบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง กทม. ควรเร่งรัดสรุปผลการดำเนินงานโครงการที่เกิดขึ้น พร้อมวิธีการและแนวทางในการดำเนินการ โครงการต่อคณะกรรมการกำกับโครงการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา หากได้รับการอนุมัติ กทม. ควรดำเนินการโดยเร็วเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทิ้งงานนาน

8. กรณีมีปัญหาการดำเนินการที่มีข้อพิพาทอยู่ ควรพิจารณาเตรียมการหาทางออกด้านกฎหมายเพื่อให้สัญญาที่มีข้อพิพาท และอยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการได้มีการดำเนินการโดยเร็วที่สุด

https://www.isranews.org/isranews/83...est-83262.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 8th, 2019, 07:45 PM   #2824
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

คลื่นแรงโถมใส่รูปปั้นนางเงือก!สงขลาอ่วม 6 อำเภอคลื่นซัดบ้านพัง-ถนนขาด

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562

8 ธํนวาคม 2562 ที่ จ.สงขลา ยังคงต้องเผชิญกับภาวะคลื่นลมแรงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในวันนี้ซึ่งสภาพคลื่นลมได้เพิ่มกำลังแรงขึ้น เช่นที่ชายหาดแหลมสมิหลา จ.สงขลา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลคลื่นได้ซัดถาโถมเข้าใส่รูปปั้นนางเงือกทองสัญลักษณ์ของชายหาดแหลมสมิหลาอย่างต่อเนื่อง และมีการแจ้งเตือนให้นักท่องเที่ยวเลี่ยงลงไปถ่ายรูปคู่กับนางเงือกเพื่อความปลอดภัยเพราะเสี่ยงถูกคลื่นซัดและโขดหินที่ลื่อน


ในขณะที่สภาพพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งของ จ.สงขลา ทั้ง 6 อำเภอ ไล่ตั้งแต่ อ.ระโนด สทิงพระ สิงหนคร เมือง จะนะ และอ.เทพา ยังคงต้องเผชิญกับคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าสู่ชายฝั่ง หลายจุดบ้านพังและถนนขาดเช่นที่ ต.ท่าบอน อ.ระโนด จงสงขลา

https://www.naewna.com/local/458922
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 8th, 2019, 07:46 PM   #2825
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

คลื่นยักษ์ซัดชายฝั่งพัดเซาะพื้นดินลงทะเล วอนหน่วยงานช่วยเหลือหวั่นตลิ่งพัง

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562

8 ธันวาคม 2562 ที่หมู่ 15 ต.นาพญา อ.หลังสวน จ.ชุมพร นายสำเริง บุญยม กำนันตำบลนาพญาอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร รับแจ้งจากชาวบ้านว่าได้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดถล่มเข้าฝั่งทำให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ชายฝั่งอย่างหนัก ที่เกิดเหตุ ลมแรงและคลื่นในทะเลสูงกว่า 2 เมตร กำลังพัดถาโถมเข้าสู่ชายฝั่งทะเลหมู่ที่ 15 ตำบลนาพญา ส่งผลให้น้ำทะเลพัดเซาะใต้ดินและลากเอาพื้นดินลงไปสู่ทะเลในระยะทางมากกว่า 1 กิโลเมตร ในพื้นที่ตำบลนาพญาและพื้นที่รอยต่อตำบลอื่นๆอีกหลาย 10 กิโลเมตร แผ่นดินชายฝั่งถูกน้ำเซาะหายติดต่อกันตลอดเวลา ทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับบ้านพักของชาวบ้านที่กำลังก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งชันริมทะเล รวมถึงบ้านชาวบ้านขนาดใหญ่ริมทะเล ศาลาหน้าบ้านที่ตั้งอยู่ริมทะเลส่วนหนึ่งกำลังทรุดลงสู่ทะเล

นายสำเริงกำนันตำบลนาพญาได้ขอกำลังของแรงงานที่มาก่อสร้างเขื่อนให้นำกระสอบทรายลงไปถมระหว่างผืนดินกับชายหาดเพื่อป้องกันตลิ่งพังมากขึ้นกว่า 400 กระสอบ เพียงไม่นานก็ถูกคลื่นยักษ์ดูดลงสู่ทะเลจนหมดสิ้น

นายสำเริง กล่าวว่า เหตุการณ์ ดังกล่าวเกิดขึ้นติดต่อกันมา 4-5วัน แล้วในวันนี้มีความรุนแรงเพิ่ม ทำให้ ผืนดินถูกกัดเซาะหายไปทันที7-10 เมตร กระแสคลื่นยังคงถาโถมขึ้นกัดเซาะจนทำให้ ต้นไม้ล้มทับบ้านพักคนงาน และกำลังจะทำให้บ้านของชาวบ้านที่ตั้งอยู่ชายฝั่งตกลงไปในทะเลด้วย ในวันนี้ก็ ได้ระดมชาวบ้านและ แรงงานก่อสร้างขนทรายใส่กระสอบ ได้มากถึง 400 กระสอบ ลงไปถม แต่ถูกคลื่นลากลงทะเลไปจนหมด จึงอยากจะขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องออกมาตรวจสอบแก้ไขให้กับชาวบ้านด้วย

นายอวยชัย สุวรรณยอด อายุ 50 ปี อาชีพ ทำประมง กล่าวว่า ในปีนี้กระแสคลื่นมีความรุนแรงมากกว่า ทุกปี ทำให้ที่ดินของชาวบ้านจำนวนมากถูกซัดลงทะเลหายไปจำนวนมาก บางบ้านหายไปหลายสิบตารางเมตร การสร้างแนวกั้นคลื่นก็ ได้ไม่ตลอดแนวชายฝั่ง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ไขด้วย” สำหรับปัญหากัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร มีมานานหลายปี แต่ เริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ความรุนแรงทำให้ แผ่นดินหายไปในทะเลมีความกว้างมากกว่า 1 กม. ชาวบ้านบางรายต้องสูญเสียที่ดินไปมากกว่า 10-20ไร่ทั้ งที่เป็นที่ดินมีเอกสารโฉนดอาศัยอยู่กินมานานกว่า 20ปี ทางด้านนายวิบูลย์ รัตนภรณ์วงศ์ ผวจ.ชุมพร กล่าวว่า ได้รับรายงานแล้วจะเร่งลงสำรวจเพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป

https://www.naewna.com/local/458928
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 9th, 2019, 08:48 PM   #2826
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

ย้ำ!! ลุ่มน้ำเจ้าพระยาน้ำต้นทุนน้อย วอนทุกภาคส่วนเห็นคุณค่า ใช้อย่างประหยัด

สยามรัฐออนไลน์ 9 ธันวาคม 2562

ลุ่มเจ้าพระยาแล้งนี้มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย กรมชลประทาน ขอทุกภาคส่วนตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ พร้อมร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งที่วางไว้อย่างเคร่งครัด ลดเสี่ยงขาดแคลนน้ำในอนาคต


เมื่อวันที่ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลัก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,524 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 4,828 ล้าน ลบ.ม. โดยปัจจุบันที่เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 5,748 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 1,948 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำ 5,017 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 2,167 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาณน้ำ 468 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 425 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำ 293 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 290 ล้าน ลบ.ม. มีการระบายน้ำจากเขื่อนทั้ง 4 แห่ง รวมกันวันละประมาณ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เท่านั้น



สำหรับค่าความเค็มในแม่น้ำ 4 สายหลัก อาทิ ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยมีการเฝ้าระวังสถานีที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานีประปาสำแล วัดได้ 0.19 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25 กรัมต่อลิตร มาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร) , แม่น้ำปราจีน-บางปะกง ที่สถานีปราจีนบุรี วัดได้ 0.09 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร) , แม่น้ำท่าจีน ที่สถานีปากคลองจินดา วัดได้ 0.20 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร) และแม่น้ำแม่กลอง ที่สถานีปากคลองดำเนินสะดวก วัดได้ 0.13 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร)



ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาแล้งนี้อยู่ในเกณฑ์น้อย กรมชลประทาน จำเป็นต้องวางแผนการจัดสรรน้ำและบริหารจัดการน้ำตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จำกัดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้อุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเพียงพอไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และให้ร่วมกันรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ปริมาณน้ำมีเพียงพอใช้ไปตลอดฤดูแล้งนี้อย่างไม่ขาดขาดแคลน

https://siamrath.co.th/n/120150
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 10th, 2019, 11:50 AM   #2827
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

ซ้ำซากทุกปี!น้ำยมพิจิตรแห้งตลอดสาย ชาวบ้านต้องลงขันจ้างแบ็กโฮขุดร่องหาน้ำเข้านา

เผยแพร่: 10 ธ.ค. 2562 09:02 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

พิจิตร – ผ่านหน้าฝนฤดูน้ำหลากมาได้ไม่กี่วัน..น้ำยมพิจิตรแห้งตลอดสาย เห็นแต่พื้นทราย-ร่องน้ำไหลรินขอดก้น แถมฝายยางยังพังซ่อมไม่เสร็จ ชาวสามง่ามต้องลงขันจ้างแบ็กโฮขุดลอกเปิดทางดึงน้ำเข้าเครื่องสูบหวังต่อลมหายใจนาข้าว

แม่น้ำยม ที่ไหลผ่านจังหวัดพิจิตร แบบน้ำปริ่มตลิ่งตลอดแนว 127 กม.ในห้วงฤดูน้ำหลากไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะนี้แห้งขอดตลอดสาย เต็มไปด้วยเนินทรายเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสิ้นฤดูฝนทุกปีที่ผ่านมา

ซึ่งชาวบ้านมองว่า สาเหตุหลักเป็นเพราะไม่มีเขื่อนกักเก็บน้ำแบบถาวร จะมีก็แค่เพียงฝายยางที่อยู่ในเขตพิจิตร แต่ฝายยางสามง่ามก็อยู่ในระหว่างซ่อมแซมไม่แล้วเสร็จ จึงทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ช่วยชาวนาได้ จึงรวมตัวใช้เงินจากกลุ่มผู้ใช้น้ำที่เก็บไร่ละ 120 บาท จ้างรถแบ็กโฮขุดลอกเปิดทางน้ำมายังสถานีสูบน้ำเพื่อหวังต่อลมหายใจนาข้าวนับพันไร่ ที่กำลังตั้งท้องออกรวงรอการเก็บเกี่ยว



ล่าสุดนางรติฬส พ่วงพร้อม หัวหน้า สนง.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิจิตร มอบหมายให้ น.ส.อัญชลี พันธุ์ปัญญา หัวหน้ากลุ่มยุทธสาสตร์และการจัดการ สนง.ปภ.พิจิตร ,นายจิรวุฑฒิ ผะอบเหล็ก นายช่างโยธาชำนาญงาน ปภ.พิจิตร ประสานงานกับ น.ส.วรรณิสา ปัญญาวุฒิ-นายพิชิตพงศ์ แก้วทิม ปลัดอำเภอสามง่าม ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังจากทราบข่าวว่า ชาวนาในเขตพื้นที่ ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม จ.พิจิตร กำลังเจอปัญหาวิกฤตภัยแล้ง ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซาก

ซึ่งนายทรัพย์ ม่วงเก่า ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 บ้านวังปลาทู ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงดูสภาพแม่น้ำยมหน้าวัดวังปลาทู ต.กำแพงดิน เขตหมู่ 10 พบว่าแม่น้ำยมบริเวณดังกล่าวแห้งขอดเห็นเนินทรายเป็นช่วงๆ แต่ก็ยังมีน้ำอยู่ในแอ่งเป็นวังน้ำ

ชาวนาบ้านวังปลาทูจึงได้รวมตัวกันใช้เงินที่เก็บจากสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านวังปลาทู จ้างรถแบ็กโฮของเอกชนมาทำการขุดลอกเปิดทางน้ำในแม่น้ำยม เป็นระยะทางกว่า 2 กม. เพื่อหวังว่าจะให้น้ำในแม่น้ำยมที่มีเหลืออยู่เพียงน้อยนิดไหลไปรวมกันที่สถานีสูบน้ำบ้านวังปลาทู ให้ได้น้ำมาต่อลมหายใจให้กับนาข้าวจำนวนนับพันไร่ที่รอการเก็บเกี่ยว

สำหรับปัญหาของแม่น้ำยมในเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร ระยะทาง 127 กม. เป็นปัญหาซ้ำซากมายาวนานหลายสิบปี ที่ทุกวันนี้รัฐบาลก็ยังหาทางแก้ไขไม่ได้ ชาวบ้านและภาครัฐที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ทำได้เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ แม้ชาวบ้านต้องการให้มีฝายน้ำล้นแบบขั้นบันไดในแม่น้ำยม เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง แต่ก็ติดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการต่อต้านจากนักวิชาการ-NGO บางกลุ่มมาตลอด

https://mgronline.com/local/detail/9620000117812





napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 10th, 2019, 08:44 PM   #2828
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

ชีวิตชาวนาไทย! ประสบปัญหาภัยแล้งขั้นวิกฤต...เปิดศึกแย่งชิงน้ำ

เผยแพร่: 10 ธ.ค. 2562

สถานการณ์ภัยแล้ง ยังคงคุกคามต่อเนื่องในหลายพื้นที่ หลังจากที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล สาเหตุหลักๆล้วนมาจากน้ำมือมนุษย์ ล่าสุด ปัญหาแย่งชิงน้ำทำนา ของชาวนาในทุ่งเทวราชกว่า 3,000 ไร่ ถึงขั้นลงมือลงไม้ แย่งชิงน้ำเพื่อนำไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังตั้งท้อง ใกล้จะเก็บเกี่ยว สภาเกษตรกร จ.อ่างทอง วอนขอให้ชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยงข้องช่วยจัดสรรน้ำมาเพิ่มหวังนำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวก่อนทำการเก็บเกี่ยว นำไปขายมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องชาวนา

https://mgronline.com/news-clips/WGOyVA_l6_E

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 11th, 2019, 06:53 PM   #2829
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

9 อ่างใหญ่วิกฤติน้ำน้อย30%

11 Dec 2019

กรมชลฯ เปิดข้อมูลปริมาณน้ำ 9 อ่างฯน้อยกว่า30% ย้ำแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด วอนทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(11 ธ.ค. 62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 45,469 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 21,988 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณเก็บกักน้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบัน(11 ธ.ค.62) มีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 73 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 59 ล้าน ลบ.ม. ,อ่างเก็บน้ำจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 47 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 10 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำเก็บกัก 520 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ,อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 24 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 16 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 23 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 24 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 20 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 286 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 283 ล้าน ลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 37 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 62 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 22 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 124 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 29 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 94 ล้าน ลบ.ม.ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำเก็บกักค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก

ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวจะสงวนไว้ใช้สนับสนุนเฉพาะการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ เท่านั้น กรมชลประทานจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า รวมทั้ง เพื่อรักษาเสถียรภาพของอ่างเก็บน้ำ ลำน้ำ ลำคลอง และระบบนิเวศต่างๆ อีกด้วย

https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/416576
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 12th, 2019, 01:43 PM   #2830
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

เปิดพิมพ์เขียวแผนน้ำ EEC ฐานลงทุนอุตฯ S-curve 3.5 แสนล้าน

วันที่ 12 ธันวาคม 2562

นโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับการพัฒนาประเทศสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมมากขึ้น ล่าสุดช่วง 11 เดือนแรกปีนี้มีผู้ประกอบการขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 520 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 1.02 แสนล้านบาท จากเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ 3.5 แสนล้านบาท

เมื่อการลงทุนขยายตัวมากขึ้น ความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่จึงเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะ “ทรัพยากรน้ำ” กำลังเป็นประเด็นท้าทายของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะปีนี้ภาคตะวันออกอาจประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำรุนแรงที่สุดในรอบ 14 ปี เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนกักเก็บน้ำในภาคตะวันออกเกือบทุกแห่งลดลง มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 743 ล้าน ลบ.ม. หรือ 53% สวนทางปริมาณความต้องการใช้น้ำใน EEC ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะเจ้าภาพหลักจึงได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำใน EEC ทั้งระบบ เมื่อ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา และส่งไม้ต่อให้กรมชลประทานประชุมร่วมกับภาคอุตสาหกรรม การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ภาคเกษตรกรรม และประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ วันที่ 12 ธ.ค.นี้ที่ จ.ชลบุรี

EEC ความต้องการใช้น้ำเพิ่ม 670 ล้าน ลบ.ม.

ข้อมูล สทนช.ประเมินภาพรวมการใช้ประโยชน์ที่ดินใน EEC ปี 2560 พื้นที่รวม 13,342.94 ตร.กม. แบ่งเป็นการใช้พื้นที่เกษตรกรรม 8,625.77 ตร.กม. รองลงมาคือ ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง 1,736.25 ตร.กม. ป่าไม้ 1,635.14 ตร.กม. อุตสาหกรรม 388.83 ตร.กม. พื้นที่แหล่งน้ำ 375.74 ตร.กม. พื้นที่อื่น ๆ 579.22 ตร.กม. พื้นที่เบ็ดเตล็ด 1.99 ตร.กม. และคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC ที่ 2,419 ล้าน ลบ.ม. จากความต้องการใช้น้ำในภาคตะวันออกทั้งหมด 4,167 ล้าน ลบ.ม.


ขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำใน EEC อีก 20 ปีข้างหน้า หรือปี 2580 จะเพิ่มขึ้นอีก 670 ล้าน ลบ.ม. เป็น 3,089 ล้าน ลบ.ม. โดยจังหวัดที่มีความต้องการใช้น้ำสูงสุด คือ ฉะเชิงเทรา ตามด้วยระยองและชลบุรี แบ่งตามสัดส่วนการใข้น้ำ 3 กลุ่มหลัก คือ ความต้องการใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรมสูงสุด 60-65% เพิ่มขึ้นจาก 1,562 เป็น 1,832 ล้าน ลบ.ม. ทั้งพื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทาน และเกษตรกรรมตามแผนพัฒนา รองลงมาคือ น้ำเพื่ออุตสาหกรรม 25-28% จะเพิ่มขึ้นจาก 606 เป็น 865 ล้าน ลบ.ม. น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค 10-12% จาก 251 เป็น 392 ล้าน ลบ.ม. ทั้งชุมชนในเขตพื้นที่ให้บริการ กปภ. และชุมชนนอกเขตพื้นที่ให้บริการ รวมถึงเขตเมืองใหม่ และพื้นที่เขตส่งเสริมพิเศษ

20 ปีเพิ่มซัพพลายน้ำ 872.2 ล้าน ลบ.ม.

สทนช.จึงได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ทั้งด้านการบริหารซัพพลายน้ำ (supply side) โดยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน เพิ่มความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ ปรับปรุงโครงสร้างรองรับน้ำเดิมและพัฒนาแหล่งน้ำใหม่เพิ่มเติม และด้านการบริหารจัดการความต้องการใช้น้ำ (demand side) โดยใช้มาตรการ 3Rs เพื่อลด-ส่งเสริม-เพิิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

ตามแผนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนอีก 20 ปีข้างหน้าได้อีก 872.2 ล้าน ลบ.ม. จากโครงการที่มีอยู่เดิม 1,368 ล้าน ลบ.ม. ดังนี้ 1) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่เสนอตามแผนปี 2563-2570 รวม 629.2 ล้าน ลบ.ม. ประกอบด้วย ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางใหม่ 10 แห่ง ความจุ 208.7 ล้าน ลบ.ม. ปรับปรุงอ่างเดิม 6 แห่ง 91.5 ล้าน ลบ.ม. ปรับปรุงระบบเครือข่ายน้ำเดิม 1 แห่ง ก่อสร้างระบบเครือข่ายน้ำใหม่ 2 แห่ง 20 ล้าน ลบ.ม. ระบบสูบกลับ 1 แห่ง 50 ล้าน ลบ.ม. โครงการ Industridl Wall Field 12 ล้าน ลบ.ม. การพัฒนาพื้นที่แก้มลิง 200 ล้าน ลบ.ม. และบ่อเอกชน (สระทับมา)47 ล้าน ลบ.ม.

2) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนงานหน่วยงานปี 2571-2580 มีปริมาณน้ำเพิ่มอีก 91 ล้าน ลบ.ม. ประกอบด้วย อุโมงค์ส่งน้ำ 1 แห่ง ขนาด 60 ล้าน ลบ.ม. ระบบสูบกลับ 2 ระบบ 31 ล้าน ลบ.ม. 3) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่เสนอระหว่างปี 2563-2570 รวม 77 ล้าน ลบ.ม. ประกอบด้วย การปรับปรุงระบบเครือข่ายน้ำเดิม 1 แห่ง 20 ล้าน ลบ.ม. ระบบสูบกลับ 1 แห่ง 50 ล้าน ลบ.ม. การขุดลอก 1 โครงการ 7 ล้าน ลบ.ม. การพัฒนาแหล่งน้ำเสริมศักยภาพ 50-75 ล้าน ลบ.ม. 4) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่เสนอระหว่างปี 2571-2580 โดยวางเครือข่ายน้ำ 2 ระบบ รวม 75 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ เตรียมน้ำจากแหล่งอื่น ๆ เช่น น้ำจัดสรรจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาช่วงฤดูแล้ง ปีละ 597 ล้าน ลบ.ม. และจัดหาน้ำบาดาล

สำหรับแผนลงทุนในปี 2563 จะมี 5 โครงการ คือ ระบบสูบกลับ คลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ขนาด 50 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองกระแส 18.12 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มความจุอ่างหนองค้อ 2 ล้าน ลบ.ม. และอ่างมาบประชัน 0.6 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มประสิทธิภาพสูบน้ำบางปะกง-อ่างบางพระ 20 ล้าน ลบ.ม.

บริหารจัดการดีมานด์ไซด์คู่ขนาน

ส่วน “แผนบริหารจัดการความต้องการใช้น้ำ” ตั้งเป้าว่าปี 2580 ภาคเกษตรต้องเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานอีก 5% ในปี 2570 ด้วยการปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ภาคอุตสาหกรรมต้องเพิ่มมาตรการให้มีบ่อสำรองน้ำ ควบคู่กับการใช้มาตรการ 3Rs หรือ reduce/reuse/recycle ให้ได้ 20% ในอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำขนาดใหญ่นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ 98 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี จากปริมาณน้ำที่ใช้ 490 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ภาคอุปโภคบริโภคต้องเน้น 3Rs ให้ได้ 10% ลดน้ำสูญเสียทางท่อส่ง ท่อจ่ายน้ำประปา ไม่ให้เกิน 20%

ชี้ปัดฝุ่นแผนน้ำกรมชลฯรับ EEC

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาอ่างกักเก็บน้ำเดิมที่เคยมีอยู่ในแผนเดิมที่กรมชลประทานเคยนำเสนอตั้งแต่เกิดภาวะวิกฤตภัยแล้งเมื่อปี 2548 จะมีโครงการใหม่เพิ่มมาก็เพียง 1 โครงการ คือ โครงการเครือข่ายน้ำคลองวังโตนด อ่างประแสร์ เส้นที่ 2 เท่านั้น ยังเป็นความท้าทายต่อไปว่า แผนนี้อาจไม่สามารถรองรับ EEC ซึ่งจะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มอีกมหาศาล

ขณะเดียวกัน คนในพื้นที่ก็สะท้อนว่า “โครงการใหม่ที่เพิ่มมา” นั้น อาจแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เนื่องจากโครงการแรกที่ระบบท่อผันน้ำพร้อมอาคารประกอบจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ที่ใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาทเสร็จแล้ว แต่ยังไม่สามารถผันน้ำมาใช้ได้ เนื่องจากยังติดประเด็นที่คณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาวังโตนดต้องการให้กรมชลฯเร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่งในลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี (อ่างฯคลองประแกด, อ่างฯคลองพะวาใหญ่, อ่างฯคลองหางแมว และอ่างฯวังโตนด) ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มรวม 308.56 ล้าน ลบ.ม. ให้เสร็จก่อนจึงค่อยผันน้ำส่วนเกินมาช่วยอีอีซี และหากก่อสร้างท่อผันน้ำแห่งที่ 2 จะต้องวางแผนสร้างอ่างเก็บน้ำที่จะรองรับท่อให้เพียงพอด้วย

https://www.prachachat.net/economy/news-400752

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 13th, 2019, 01:09 PM   #2831
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

ฉลุย! บิ๊กป้อม ไฟเขียว มท. ก่อสร้างจัดการน้ำเสีย 464 แห่ง 4 หมื่นล้าน

วันที่ 13 ธันวาคม 2562

ฉลุย! บิ๊กป้อม ไฟเขียว มท. ก่อสร้างจัดการน้ำเสีย 464 แห่ง 4 หมื่นล้าน กปภ.ชง กนช. เคาะ 14 โครงการจ่ายน้ำประปา 1 หมื่นล้าน ในพื้นที่ EEC

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.62 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 6 ด้าน ครั้งที่ 1/2562 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมรับทราบแผนปฏิบัติการของหน่วยงานภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ประกอบด้วย แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำเสียชุมชน ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) โดยองค์การจัดการน้ำเสีย เสนอโดยกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการระหว่างปี 2564-2580 แบ่งกรอบการดำเนินงาน 3 ระยะ รวมระบบบำบัดน้ำเสียที่ต้องก่อสร้าง 464 แห่ง ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 780 แห่ง วงเงินมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 1.70 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน โดยจะบรรจุเข้าสู่แผนแม่บทและขับเคลื่อนในปี 64

สำหรับโครงการเพื่อการพัฒนา ปี 2562 และปี 2563 โดยการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายน้ำประปาในพื้นที่ที่ประสบปัญหา ให้สามารถบริหารน้ำประปาแก่ประชาชนได้เพิ่มขึ้นอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างพอเพียง ตอบสนองนโยบายรัฐบาลทั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) และรองรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำนวน 14 โครงการ วงเงินมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายระบบประปาเดิม


“เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จจะมีกำลังการผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้นอีก 513,960 ลบ.ม./วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 453,583 ราย (ประมาณ 729,542 คน) แต่เนื่องจากแผนปฏิบัติดังกล่าวมีเป้าหมายและรายละเอียดในระยะปี 62-63 เท่านั้น ที่ประชุมจึงมอบให้ กปภ.กลับไปจัดทำรายละเอียดของแผนปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายและครบทุกแผนงาน และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมแหล่งน้ำต้นทุนให้เพียงพอและชัดเจนยิ่งขึ้นว่าจะนำน้ำต้นทุนมาได้อย่างไร โดยในช่วงบ่ายจะหารือกับ กปภ. โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซีจะมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งจะเสนอรายละเอียดโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อีอีซีเพื่อเสนอกอช.ในวันที่ 20 ธ.ค.”

นอกจากนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้เสนอแผนบริหารจัดการการแก้ไขปัญหาน้ำในจังหวัดภูเก็ต พล.อ.ประวิตรได้มอบให้สนทช.พิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง

“พล.อ.ประวิตรได้สั่งการเรื่องน้ำบาดาลที่ได้อนุมัติงบประมาณราว 1 พันล้านบาทไปแล้วแต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ที่ผ่านมา เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์”

ขณะที่โครงการเพิ่มน้ำต้นทุนและระบบกระจายน้ำเพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนแล้งทิ้งช่วงและอุทกภัย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำพร้อมระบบกระจายน้ำเพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่โดยการสูบน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนประเภทน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ด้วยเครื่องสูบน้ำ ซึ่งมีระบบเชื่อมต่อกับแผงโซล่าเซลล์เพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำ เข้าไปสำรองเก็บในถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ พร้อมพัฒนาระบบกระจายน้ำและปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำให้กับกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรต่อไร่ให้เพิ่มสูงกว่าปัจจุบัน จำนวน 5,583 แปลง เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ 320,453 ราย ในพื้นที่ 5,520,422 ไร่ โดยให้จัดทำแผนเร่งด่วนเสนอให้กนช.พิจารณารวมทั้งจัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติการระยะ 20 ปี และเสนอให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำพิจารณาเห็นชอบต่อไป ในวันที่ 20 ธ.ค.เพื่อให้ทันต่อการของบประมาณรายจ่ายประจำปี 64 ซึ่งสำนักงบประมาณให้เวลาไว้ปลายเดือนม.ค.63 ต้องให้จบ

https://www.prachachat.net/economy/news-401153
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 14th, 2019, 08:57 PM   #2832
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

cr. การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพัทยา 13/12/2562





napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 15th, 2019, 08:20 PM   #2833
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

คูเมืองเชียงใหม่น้ำแห้งขอด ชาวบ้านฉวยโอกาสลงจับปลา ได้กันเป็นกระสอบๆ

ไทยรัฐออนไลน์
15 ธ.ค. 2562

สภาพคูเมืองเชียงใหม่ ล่าสุดน้ำแห้งขอดจากการที่เทศบาลนครเชียงใหม่ ผันน้ำออกเพื่อเตรียมน้ำใหม่เข้ามา ทำให้ชาวบ้านอาศัยจังหวะน้ำแห้ง ลงไปจับปลากันจ้าละหวั่น ได้ปลากันเป็นกระสอบ


เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.62 ภายหลังจากที่ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้มีการดำเนินการปล่อยน้ำที่อยู่ภายในคูเมืองบริเวณฝั่งประตูช้างเผือกจนแห้งขอด เพื่อเตรียมทำการผันน้ำเข้ามาใหม่ ส่งผลทำให้ในขณะนี้น้ำบริเวณดังกล่าวแห้งจนปลาหลากหลายชนิดที่อาศัยอยู่นั่นลอยคอเห็นตัวอย่างชัดเจน จนมีชาวบ้านและผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวอาศัยช่วงจังหวะนี้พากันลงจับปลาที่อยู่ในคูเมืองขึ้นมากันอย่างจ้าละหวั่น โดยชาวบ้านหลายคนได้นำอุปกรณ์การจับปลาทั้งแห ตาข่าย ตะกร้า กระชอน สุ่ม และบางรายถึงขั้นใช้ไม้ทุบขณะที่ปลาแหวกว่ายอยู่ในลำน้ำที่ตื้นเขินดังกล่าว



นอกจากนี้ ยังพบเห็นชาวบ้านบางรายจับปลาได้จำนวนมาก ขนาดถึงขั้นใส่กระสอบแบกขึ้นมา อีกทั้งยังมีปลาใหญ่อย่าง เช่น ปลาดุก ขนาดน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม ถูกจับได้แล้วนำยัดใส่กระสอบ จำนวนหลายตัว โดยจากการสอบถามชาวบ้านที่ลงไปจับปลา ทราบว่าเห็นน้ำแห้งและปลาแหวกว่ายไปมาจึงลงไปจับ และจับมาได้ก็จะนำไปรับประทาน รวมถึงบางส่วนก็จะนำไปขายในตลาด โดยปลาส่วนใหญ่ที่จับได้ก็จะเป็นปลานิล ปลาตะเพียน ปลาขาว ปลาช่อน และปลาดุก ซึ่งได้ลงไปจับกันเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ได้กันขึ้นมาเป็นกระสอบ


อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทางผู้สื่อข่าวทราบมาว่า ที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ในเขตรับผิดชอบของทางเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงใหม่ แต่กลับพบว่ายังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลแต่อย่างใด และทางชาวบ้านก็ยังคงลงจับปลากันอย่างพลการโดยไม่รู้ว่ามีความผิด จึงอยากให้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบด้วย.

https://www.thairath.co.th/news/local/north/1726688?
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 15th, 2019, 08:22 PM   #2834
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

จีนขึงสลิงกั้นน้ำโขงห้ามเรือทุกชนิดเข้า-ออก ลุยบึ้มแก่งหินเปิดร่องน้ำล้านช้างไม่มีกำหนด

เผยแพร่: 14 ธ.ค. 2562 12:28 ปรับปรุง: 14 ธ.ค. 2562 13:09 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เชียงราย – ทางการจีนประกาศห้ามเรือทุกชนิดเข้า-ออก พร้อมขึงสลิงกั้นน้ำโขงไม่มีกำหนด พร้อมลุยระเบิดแก่งหินเปิดร่องน้ำล้านช้าง ตั้งแต่พรมแดนกวนเหล่ย-กาลันป้า สิบสองปันนา





ขณะนี้เรือบรรทุกสินค้าและท่องเที่ยวในแม่น้ำโขง (แม่น้ำล้านช้าง) ไม่สามารถแล่นเข้าออกชายแดนประเทศจีนตั้งแต่เมืองกวนเหล่ย ซึ่งเป็นเมืองท่าหน้าด่านในแม่น้ำโขงของจีน มณฑลยูนนาน ห่างจาก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ไปทางทิศเหนือประมาณ 264 กิโลเมตร ได้เป็นการชั่วคราวแล้ว

โดยทางการจีนได้มีการประกาศเมื่อ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา แจ้งผู้ประกอบการเดินเรือในแม่น้ำโขงว่าจะมีการปรับปรุงเกาะแก่งหรือระเบิดในแม่น้ำโขงตั้งแต่เขตเมืองกวนเหล่ย ขึ้นไปจนถึงทางตอนเหนืออย่างน้อยถึงเขตเมืองกาลันป้า เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ระยะทางประมาณ 50-60 กิโลเมตร ดังนั้นจึงขอให้ยุติการเดินเรือตามระยะทางดังกล่าวชั่วคราวจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ พร้อมนำลวดสลิงมากั้นกลางแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันไม่ให้เรือแล่นสัญจรเข้าไปในเขตอันตรายดังกล่าวด้วย





ซึ่งทำให้เรือทุกชนิดที่เคยใช้เส้นทางนี้ต้องหยุดเดินเรือ แต่ที่ท่ากวนเหล่ยยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยเรือสินค้าที่มาจากประเทศไทย สปป.ลาว และเมียนมา ยังสามารถแล่นรับส่งสินค้าได้ แต่ไม่สามารถนำเรือข้ามลวดสลิงที่ทางการจีนขึงกั้นแม่น้ำโขงเพื่อเข้าไปส่งสินค้าใน สป.จีน ได้เท่านั้น ส่วนเรือท่องเที่ยว ก็ต้องมีการถ่ายเทนักท่องเที่ยวขึ้น-ลงที่ท่าเรือกวนเหล่ย แล้วนั่งรถบัสจีนเพื่อเดินทางไปยังเมืองกาหลันป้า-เมืองจิ่งหงหรือเชียงรุ้ง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาต่อไป

น.ส.ผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย เปิดเผยว่าหลังจากจีนปิดกั้นแม่น้ำโขงที่เมืองกวนเหล่ยดังกล่าว ล่าสุดเรือกาสะลองคำที่นำนักท่องเที่ยวไปเมืองจิ่งหง ก็ต้องถ่ายเทนักท่องเที่ยวลงที่ท่าเรือแล้วขึ้นรถบัสเดินทางต่อไปอีกประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร ซึ่งก็สะดวกสบายโดยไม่มีปัญหาใดๆ มากนัก ส่วนเรือสินค้าในแม่น้ำโขงก็ยังแล่นไปได้ตามปกติเพราะเมืองท่ากวนเหล่ยยังคงเปิด



อย่างไรก็ตาม ตอนนี้จีนแจ้งเพียงการปิดกั้นแม่น้ำโขงเพื่อระเบิดหินปรับปรุงร่องน้ำโขงในเขตจีน โดยไม่ได้แจ้งว่าจะเปิดให้เดินเรือได้วันไหน จึงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ซึ่งแม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า-นักท่องเที่ยว เพราะมีเส้นทางคมนาคมอื่นๆทดแทนได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงช่วงนี้คือ การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

เพราะก่อนหน้านี้จะมีเรือบรรทุกและบริการเติมน้ำมันเรือสินค้า-เรือท่องเที่ยวอยู่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย แต่ปรากฎว่าหลังเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้เรือเมื่อเดือน ก.ย.62 ที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ได้เข้มงวดหนักและห้ามไม่ให้มีการนำเรือไม่ได้มาตรฐานมาให้บริการ เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบหนักหากว่าควบคุมได้ไม่ทัน




ซึ่งเมื่อไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ทำให้ผู้ประกอบการเดินเรือต้องไปเติมน้ำมันกันที่ท่าเรือบ้านโป่ง ประเทศเมียนมา ห่างจากสามเหลี่ยมทองคำขึ้นไปประมาณ 10 กิโลเมตร ส่วนปั๊มน้ำมันลอยน้ำที่บ้านเชียงกก เมืองลอง สปป.ลาว ใกล้สะพานมิตรภาพเมียนมา-สปป.ลาว ที่ให้บริการมากกว่า 20 ปีก็มีอันปิดต้วลงไปอีก จึงทำให้เรือแม่น้ำโขงช่วงนี้ต่างประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันอย่างหนักและต้องตุนน้ำมันใส่ถังกันเองเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า



ทั้งนี้จีน เปิดปฏิบัติการระเบิดเกาะแก่งกลางแม่น้ำโขงดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2543 แล้ว เพื่อเปิดร่องน้ำให้เรือสินค้าขนาด 300 ตันแล่นในแม่น้ำโขงได้ตั้งแต่มณฑลยูนนาน-หลวงพระบาง สปป.ลาว ตลอดทั้งปี และเมื่อติดขัดปัญหาการต่อต้านจากเครือข่ายภาคประชาชนในลุ่มน้ำโขงของไทย จนไม่สามารถระเบิดเกาะแก่งน้ำโขงตามแนวพรมแดน อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ก็หันไปโหมดำเนินการในเขตจีนแทนดังกล่าว

ด้านศูนย์ควบคุมแม่น้ำล้านช้าง เขื่อนจี่งหง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา แจ้งว่าเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมาเขื่อนได้ระบายน้ำออกมาในปริมาณ 2,172 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 599.62เมตร ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำที่หน้าที่ว่าการ อ.เชียงแสน วัดได้ลึกประมาณ 2.62 เมตร

https://mgronline.com/local/detail/9620000119219
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 16th, 2019, 06:30 PM   #2835
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

ชัยนาทตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อ.มโนรมย์ทรุดตัว

16 ธันวาคม พ.ศ. 2562

16 ธ.ค.62-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาทรุดตัว ดินสไลด์เป็นทางยาวกว่า 100 เมตร เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาลดต่ำลงจากระดับกักเก็บกว่า 3 เมตร ทำให้บ้านเรือนประชาชนพังเสียหาย และยังมีบันไดท่าน้ำเขื่อนเรียงหิน บริเวณหน้าวัดศรีมณีวรรณ หมู่ที่ 3 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ทรุดตัวพังเสียหายยาวกว่า 10 เมตร เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลมโนรมย์ ต้องนำแผงเหล็กและเชือกไปปิดกั้นบริเวณบันไดทางลงแม่น้ำหน้าวัด เพื่อป้องกันอันตราย ขณะที่บ้านเรือนประชาชน อย่างน้อย 2 หลัง เกิดการทรุดตัว พื้นที่บางส่วนของบ้านเอียงตัวลงไปในแม่น้ำ ชาวบ้านต้องเร่งขนย้ายข้าวของ และรื้อตัวบ้านบางส่วน ที่กำลังทรุดตัว ออกจากตัวบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้บ้านทั้งหลังถูกดึงลงไปในแม่น้ำด้วย

นางสุทัศนีย์ จูมะโรง อายุ 40 ปี เล่าว่า ปีนี้แม่น้ำเจ้าพระยา ลดต่ำลงมากกว่าทุกปี ทำให้ตลิ่งทรุดตัวมาเป็นระยะ จนกระทั่งกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ครัวหลังบ้านเริ่มทรุดตัวแยกออกจากตัวบ้าน จึงต้องรีบขนย้ายข้าวของ และรื้อหลังคาครัวออกจากตัวบ้าน เพราะกลัวว่าบ้านทั้งหลังจะพังไปด้วย เบื้องต้นได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลมโนรมย์ ทราบเรื่องเพื่อขอความช่วยเหลือแล้ว

ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา แม่น้ำเจ้าพระยา ที่ไหลผ่าน จ.ชัยนาท ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง โดยระดับน้ำที่ไหลผ่าน อ.มโนรมย์ และ อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท ลดลงต่ำกว่าระดับน้ำเก็บกักที่ 16.50 เมตร(ระดับน้ำทะเลปานกลาง) เหลือเพียง 13.37 เมตร(ระดับน้ำทะเลปานกลาง) จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดการทรุดตัว

https://www.thaipost.net/main/detail/52559
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 17th, 2019, 07:04 PM   #2836
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

กรมชลฯ ย้ำอ่างฯใหญ่ 9 แห่ง เหลือน้ำ 30% คุมเข้มการใช้น้ำตามแผนฯ

17 ธันวาคม 2562

สาวฉลาดจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างวิธีเผาผลาญไขมัน 15 กิโลกรัมตลอดไป
อ่านต่อ

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.62 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(17 ธ.ค. 62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 45,098 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 21,625 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณเก็บกักน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบัน (17 ธ.ค. 62) มีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 74 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 60 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 46 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 9 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำเก็บกัก 511 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ, อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 24 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 16 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 23 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำ- ลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 24 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 269 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของ ความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 266 ล้าน ลบ.ม.,


อ่างเก็บน้ำทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 37 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 62 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯเป็นน้ำใช้การได้ 22 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 115 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 85 ล้าน ลบ.ม.


ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ดังกล่าว จะเน้นส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ผลิตประปา และรักษาระบบนิเวศ ตามแผนที่ได้กำหนดไว้ของแต่อ่างฯเท่านั้น จึงขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดมากที่สุด โดยเฉพาะสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขอให้ปฏิบัติตามแผนการสูบน้ำที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ รวมถึงการผลักดันค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ตลอดฤดูแล้ง

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/858670?
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 18th, 2019, 07:20 PM   #2837
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำยังอยู่ในเกณฑ์น้อย

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(18 ธ.ค.62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันประมาณ 47,989 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 24,136 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,352 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 4,656 ล้าน ลบ.ม.

ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 43 แห่งในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 5,928 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 67 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,165 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 2,900 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 (ระหว่าง 1 พ.ย. 62 – 30 เม.ย. 63) เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทาน มีปริมาณน้ำจัดสรรจากอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 17,699 ล้าน ลบ.ม.(น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 5,401 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำจัดสรรรวมทั้งสิ้น 4,000 ล้าน ลบ.ม.(น้อยกว่าปีที่แล้ว 3,300 ล้าน ลบ.ม.) ด้านผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ ปัจจุบัน (18 ธ.ค. 62) มีการใช้น้ำไปแล้ว 4,241 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 24 ของแผนจัดสรรน้ำฯ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้ว 1,204 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 30 ของแผนจัดสรรน้ำฯที่วางไว้

กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่ บริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ ให้สามารถพร้อมใช้งานได้อยู่เสมอ กำจัดวัชพืชไม่ให้กีดขวางทางน้ำ รวมถึงตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในท้องที่ ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำและการดำเนินงานตามสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ให้ประชาชนรับทราบและตระหนักถึงคุณค่าของน้ำอย่างต่อเนื่อง

18/12/2562 https://www.innnews.co.th/regional-news/news_557233/
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 18th, 2019, 07:45 PM   #2838
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

สมาชิกแม่โขง-ล้านช้าง ร่วมเห็นชอบแลกเปลี่ยนข้อมูลจัดการน้ำ

18 ธันวาคม 2562

สมาชิกแม่โขง-ล้านช้าง ร่วมเห็นชอบแลกเปลี่ยนข้อมูลจัดการน้ำ

นิสสัน เอ็กซ์เทรล ใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ด้วยภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ปรับเปลี่ยนเบาะเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้อย่างเต็มที่
อ่านต่อ

ในห้วงระหว่างวันที่ 16-18 ธันวาคม 2562 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำของประเทศไทย (Joint Working Group) และ นายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation : MLC) ครั้งที่ 1 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านของกรอบความร่วมมือ กลไกการทำงาน พร้อมทิศทางในการดำเนินการในอนาคต โดยประเทศสมาชิกกลุ่มแม่โขง-ล้านช้าง 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม และประเทศเจ้าภาพคือ จีน ที่ได้เห็นชอบร่วมกันในการพัฒนากรอบความร่วมมือให้เป็นรูปธรรม เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการคำนึงถึงการใช้แม่น้ำร่วมกัน โดยเคารพสิทธิของการใช้น้ำของประเทศต้นน้ำและประเทศท้ายน้ำ ซึ่งประเทศจีนในฐานะผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ได้แสดงจุดยืนในการคำนึงถึงการเคารพในสิทธิการใช้น้ำบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ท้ายน้ำ และการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรสหประชาชาติ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

นอกจากนี้ เวทีการประชุมยังได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีของประเทศสมาชิก กล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของแต่ละประเทศ ผลลัพธ์จากความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และทิศทางการดำเนินการในความร่วมมือในอนาคตด้วย ในส่วนประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงว่า เนื่องจาก MLC เป็นความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรน้ำที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเป็นไปในเชิงบวก จึงควรมีกลไกความร่วมมือที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณน้ำทั้งปี เพื่อให้ประเทศท้ายน้ำสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำหรือแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโขงได้อย่างรวดเร็วและทันเวลา

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเทศไทยยังได้สนับสนุนความร่วมมือระหว่างกรอบแม่โขง-ล้านช้าง และกรอบคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ที่สามารถดำเนินความร่วมมือในลักษณะเกื้อกูลกัน โดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงซึ่งเป็นความร่วมมือของแม่น้ำโขงมีอายุย้อนหลังไปกว่า 50 ปี มีข้อมูลที่บันทึกจำนวนมากและเป็นประโยชน์เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ได้มีโอกาสร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ระหว่าง LMC Water Center และ MRCS จึงเชื่อมั่นว่าศูนย์น้ำทั้งสอง จะสามารถแบ่งปันข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนให้กับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง – ล้านช้าง ต่อไป

รวมทั้งสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของแม่น้ำโขง หรือประเด็นโดดเด่นที่ควรได้รับความสนใจ จากกรณีระดับน้ำส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง เช่น ระดับน้ำที่ต่ำมากจนเป็นอุปสรรคส่งผลต่อการดำรงชีพในการทำประมง หรือการเดินเรือ

ซึ่งจะขอความร่วมมือจากจีนพิจารณาบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นครั้งคราว โดยให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อร่วมติดตามและป้องกันสถานการณ์ภัยแล้ง เป็นต้น

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/858815?
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 19th, 2019, 02:26 PM   #2839
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

วิกฤตน้ำแล้งลากยาว 6 เดือน นาปรัง 2.7 ล้านไร่เตรียมยืนต้นตาย

วันที่ 19 ธันวาคม 2562

น้ำใช้ลุ่มเจ้าพระยาเหลือแค่ 26% แต่ต้องลากยาวกว่าฝนจะตกในอีก 6 เดือนข้างหน้า เหตุเขื่อนหลักของประเทศเก็บน้ำได้น้อยมาก ด้านชาวนาเหนือตอนล่างต่อภาคกลางระทึก นาปรัง 2.76 ล้านไร่เตรียมตัวยืนต้นแห้งตาย อีสานอ่วมไม่แพ้กัน เขื่อนอุบลรัตน์หนักสุดน้ำติดลบ -4% จับตา “ขอนแก่น-บุรีรัมย์” แล้งหน้าถึงขั้นขาดน้ำกิน-น้ำใช้

ดร.ชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 ว่า จะประสบความรุนแรงในพื้นที่ 54 อำเภอ 20 จังหวัดนอกเขตชลประทานที่ “เสี่ยง” ขาดน้ำเพื่อการเกษตรและบางพื้นที่อาจจะถึงขั้นขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

“สภาวะอากาศที่เกิดขึ้นหลังเดือนพฤษภาคมพบว่า ทั้งประเทศมีปริมาณฝนน้อยโดยทั่วถึง แม้จะมีพายุพัดผ่านเข้าสู่ประเทศไทยถึง 3 ลูก ได้แก่ ปาบึก-โพดุล-นากรี แต่ส่วนใหญ่เกิดฝนตกหนักใน สปป.ลาว และจังหวัดริมขอบแม่น้ำโขง ส่งผลให้พื้นที่ตอนในของประเทศมีปริมาณน้ำฝนไม่มากนัก จนอาจเรียกได้ว่า เกิดปรากฏการณ์ฝนตกน้อยเป็นหย่อม ๆ ปริมาณฝนสะสม(1 มกราคม-12 ธันวาคม 2562) ในหลายพื้นที่ของประเทศต่ำกว่า 800 มิลลิเมตร ตั้งแต่จังหวัดขอนแก่น-อุดรธานี-นครราชสีมา-กำแพงเพชร-อุทัยธานี ทำให้อ่างเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศขณะนี้มีปริมาตรน้ำใช้การได้ต่ำกว่าร้อยละ 30 หลายแห่ง และที่น่ากังวลที่สุดก็คือ อ่างในเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาตรน้ำติดลบถึง -4% ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว ซึ่งจะส่งผลไปถึงน้ำกินน้ำใช้ของประชาชนในจังหวัดขอนแก่นโดยตรง” ดร.ชวลิตกล่าว

ทั้งนี้มีอ่างเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศที่มีปริมาตรน้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 20 ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2562 ปรากฏเขื่อนภูมิพล 1,893 ล้าน ลบ.ม. (20%), แม่มอก 19 ล้าน ลบ.ม. (20%), จุฬาภรณ์ 9 ล้าน ลบ.ม. (7%), อุบลรัตน์ -7 ล้าน ลบ.ม. (-4%), ลำพระเพลิง 23 ล้าน ลบ.ม. (15%), ลำนางรอง 20 ล้าน ลบ.ม. (17%), ทับเสลา 20 ล้าน ลบ.ม. (14%) และกระเสียว 22 ล้าน ลบ.ม. (8%) โดยมีข้อสังเกตว่า เขื่อนลำปาว มีปริมาตรน้ำใช้การได้สูงถึง 1,403 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 75% แต่เขื่อนอุบลรัตน์ที่อยู่ในพื้นที่อีสานตอนกลางใกล้เคียงกับเขื่อนลำปาวกลับมีปริมาตรน้ำติดลบหนัก


“กรณีนี้เห็นได้ชัดว่า พายุที่พัดผ่าน สปป.ลาวเข้ามาไทยไปไม่ถึงพื้นที่รับน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ ทำให้แทบไม่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่าง ตรงนี้ชัดเจนว่า เกิดจากอิทธิพลฝนน้อยและตกเป็นหย่อม ๆ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเขื่อนลำนางรอง ส่งผลให้ปีหน้าพื้นที่จังหวัดขอนแก่นกับบุรีรัมย์ จะเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้อย่างหนัก” ดร.ชวลิตกล่าว

เสี่ยงจัดสรรน้ำไม่ถึงฤดูฝนปี”63

สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่อาศัยน้ำจาก 4 เขื่อนหลักมีปริมาตรน้ำใช้การได้ ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2562 เขื่อนภูมิพล 1,893 ล้าน ลบ.ม. (20%), เขื่อนสิริกิติ์ 2,107 ล้าน ลบ.ม. (32%), เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 413 ล้าน ลบ.ม. (46%) และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 266 ล้าน ลบ.ม. (28%) รวมมีปริมาตรน้ำใช้การได้แค่ 4,680 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 26 เท่านั้น โดยน้ำจำนวนนี้จะต้องใช้ไปถึงช่วงเดือนพฤษภาคมต่อมิถุนายนหรือจนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนของปี 2563 ส่งผลให้กรมชลประทานไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องระบายน้ำออกมาแค่วันละ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรองรับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและผลักดันน้ำเค็มเป็นหลักเท่านั้น จนแทบจะไม่สามารถระบายน้ำเพื่อการเกษตรได้อีกแล้ว

“จากตัวเลขล่าสุดของแผนการระบายน้ำฤดูแล้ง 2562/63 กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ทั้งฤดูกาล (1 พ.ย. 2562-30 เม.ย. 2563) แผนการจัดสรร 3,866 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้ใช้ไปแล้ว 966.94 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 25.01 ของแผนเฉพาะวันที่ 1-12 ธันวาคม ระบายน้ำออกไปแล้ว 228.24 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 37.64 (แผน 598.40 ล้าน ลบ.ม.) และถ้ายังระบายน้ำออกมาในระดับนี้มีความเสี่ยงมากกว่า เมื่อถึงช่วงพฤษภาคมจะเหลือปริมาณน้ำอยู่ไม่ถึง 876 ล้าน ลบ.ม.” แหล่งข่าวในสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าว

ด้านกรมชลประทานได้วางแผนการใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563) ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาณน้ำต้นทุนสามารถใช้การได้จํานวน 26,666 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศจํานวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. ผลการจัดสรรน้ำ (อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง) ทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน (17 ธันวาคม 2562) ปรากฏใช้น้ำไปแล้ว 4,154 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของแผนจัดสรรน้ำ

นาปรังยืนต้นตาย 1.3 ล้านไร่

ดร.ชวลิตได้แสดงความเป็นห่วงพื้นที่ปลูกข้าวในเขตภาคเหนือตอนล่างต่อเนื่องมาถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นปี 2563 ครอบคลุมทั้งข้าวนาปรังรอบแรก (ก.พ.-มี.ค.) และรอบสอง จากการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกข้าวล่าสุดของ GISTDA พบว่า พื้นที่ปลูกข้าว 6.17 ล้านไร่ในปัจจุบันจะมีปริมาณน้ำจากการระบายของเขื่อนหลักเพียงพอไปจนถึงการเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 3.41 ล้านไร่เท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่ปลูกข้าวในช่วงต้นปี 2563 ที่จะรอการเก็บเกี่ยวเหลืออยู่อีกไม่ต่ำกว่า 2.76 ล้านไร่ที่จะขาดน้ำ

“พื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 2.76 ล้านไร่จะขาดน้ำแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวนอกเขตชลประทาน ไล่มาตั้งแต่จังหวัดสุโขทัย-พิษณุโลกบางส่วน-พิจิตร-กำแพงเพชรบางส่วน-นครสวรรค์-สิงห์บุรี-อ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา-บางส่วนของปทุมธานี เพราะไม่สามารถระบายน้ำจากเขื่อนหลักเพื่อการเกษตรได้อีกแล้วในช่วงท้ายของแผนการระบายน้ำ และหากปีหน้าเกิดสถานการณ์ฝนล่าช้าขึ้นมาอีก ความเสียหายก็จะหนักยิ่งขึ้น จากความจำเป็นที่กรมชลประทานจะต้องจัดสรรน้ำโดยให้ความสำคัญกับน้ำกินน้ำใช้ก่อนเป็นอันดับแรก” ดร.ชวลิตกล่าว

อย่างไรก็ตาม วงการค้าข้าวได้ประมาณการตัวเลขจากพื้นที่ปลูกข้าวที่จะขาดแคลนน้ำจนต้องปล่อยให้ข้าวแห้งตายจะคิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกที่จะประสบความเสียหายอยู่ระหว่าง 1.2-1.3 ล้านตัน

https://www.prachachat.net/economy/news-403059
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 20th, 2019, 01:27 PM   #2840
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,078
Likes (Received): 6349

“บิ๊กป้อม” เคาะเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 65 โครงการ 7.4 พันล้าน เตรียมประสานจีน ขอน้ำแม่น้ำโขงเพิ่ม

วันที่ 20 ธันวาคม 2562

“บิ๊กป้อม” เคาะเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 65 โครงการ 7.4 พันล้าน เตรียมประสานจีน ขอน้ำแม่น้ำโขงเพิ่ม
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒนา โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2562 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แผนงานโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ กรอบแนวทางเพื่อการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สอยทรัพยากรน้ำสาธารณะของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำร่วมประชุม

ทั้งนี้ที่ประชุม กนช.มีมติเห็นชอบ 4 เรื่อง โดยเรื่องแรกเป็น แผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ของ 2 หน่วยงาน คือ แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำเสียชุมชนระยะ 20 ปี ขององค์การจัดการน้ำเสียโดยมีแผนปฏิบัติการปี 2564-2580 ที่ส่งเสริมให้มีการจัดสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียชุมชนในเขตพื้นที่เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมระบบบำบัดน้ำเสียที่จะก่อสร้าง 780 แห่ง สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 1.70 ล้าน ลบ.ม./วัน และโครงการเพื่อการพัฒนาปี 2562 และปี 2563 ของการประปาส่วนภูมิภาคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายน้ำประปาในพื้นที่ประสบปัญหา ให้สามารถบริการน้ำประปาแก่ประชาชนได้เพิ่มขึ้นอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างพอเพียง รวม 14 โครงการ สามารถเพิ่มกำลังผลิตอีก 513,960 ลบ.ม./วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มอีก 453,583 ราย


เรื่องที่ 2 แผนงานโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ 3 โครงการ โดยมี โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ปี 2563-2580) โดย สทนช.ได้ศึกษาทบทวนความเพียงพอของการพัฒนาและจัดทำแผนหลักเพื่อรองรับการพัฒนาในระยะ 10 ปี และ 20 ปี พบว่าความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นจากปี 2560-2580 รวม 670 ล้าน ลบ.ม./ปี โดยในแผนการดำเนินการประกอบด้วย แผนงานพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน ปี 2563-2570 รวม 38 โครงการ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 872.19 ล้าน ลบ.ม. แผนการบริหารจัดการด้านความต้องการใช้น้ำปี 2563-2580 จำนวน 9 โครงการ/มาตรการ แผนการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยปี 2563-2580 จำนวน 25 โครงการ แผนการจัดการคุณภาพน้ำปี 2563-2580 จำนวน 33 โครงการ และมาตรการอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำปี 2563-2580 จำนวน 3 โครงการ แผนหลักการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร มีหน่วยงานรับผิดชอบ 12 หน่วยงาน รวม 65 โครงการครอบคลุมการพัฒนา 10 ปี (พ.ศ. 2563-2572) กรอบวงเงิน 7,445 ล้านบาท มีแผนงานระยะเร่งด่วนปี 63-65 จำนวน 34 โครงการ กรอบวงเงิน 1,842 ล้านบาท

เรื่องที่ 3 พิจารณากรอบแนวทางเพื่อการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สอยทรัพยากรน้ำสาธารณะของหน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเรื่องที่ 4 ร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด

พล.อ.ประวิตรได้แสดงความห่วงใยสถานการณ์ภัยแล้งปี 2562/2563 พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและปฏิบัติตามแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ซึ่ง สทนช.ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องในการเฝ้าติดตามและวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ทั้งนี้จากข้อมูลสถานการณ์น้ำวันที่ 18 ธ.ค.62 คาดการณ์ว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 43 จังหวัด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาไว้พร้อมแล้ว ได้จัดหาแหล่งน้ำสำรองและขุดเจาะบ่อบาดาล 61 สาขา 31 จังหวัด และจัดหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับประปาหมู่บ้านนอกเขต กปภ.ขุดเจาะบ่อบาดาล 524 แห่ง 32 จังหวัด

สำหรับพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรนอกเขตชลประทานที่คาดว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงรุนแรงกว่า 30 จังหวัด 0.37 ล้านไร่ กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเตรียมแผนรับมือโดยเร่งจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุน ทั้งการขุดบ่อบาดาลและหาแหล่งน้ำผิวดินเพื่อลดความรุนแรงของไม้ผลที่อาจยืนต้นตายได้ นอกจากนี้ยังเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรเครื่องมือทั้งประเทศรวม 4,192 เครื่อง และจัดเจ้าหน้าที่พร้อมให้การช่วยเหลือได้ทันทีที่ประชาชนร้องขอ ส่วนสถานการณ์แม่น้ำโขงที่ลดลงเตรียมเสนอขอความร่วมมือจากสาธารณรัฐประชาชนจีนในการขอน้ำเพิ่มในฤดูแล้งเป็นกรณีพิเศษ และให้วางมาตรการแม่น้ำโขงให้ชัดเจนเพื่อการบริหารจัดการน้ำในอนาคตด้วย โดยขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชนช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อมีน้ำใช้อย่างพอเพียงตลอดช่วงแล้งนี้

https://www.prachachat.net/general/news-403709


Quote:
Originally Posted by napoleon View Post
เตรียมประสานจีน ขอน้ำแม่น้ำโขงเพิ่ม

ไทย หรือชาติอาเซียน กำลังกลายสถานะเป็นผู้ขอทานน้ำจีน
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Tags
thailand

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 05:38 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2020, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2020 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2020 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us