Thailand Go Green - Page 20 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions


Reply
 
Thread Tools
Old November 30th, 2019, 10:50 AM   #381
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

ธุรกิจตื่นลดขยะพลาสติก แห่ออกแพ็กเกจจิ้งรีไซเคิล

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562

ธุรกิจตื่นลดขยะพลาสติก แห่ออกแพ็กเกจจิ้งรีไซเคิล
แพ็จเกจจิ้งรีโซเคิล ที่ทำจากถ้วยกระดาษใช้แล้ว (Photo by Christopher Furlong/Getty Images)

ยักษ์ธุรกิจ “P&G-เนสท์เล่-จีซี” ออกนวัตกรรม “แพ็กเกจจิ้งรีไซเคิล” รับเทรนด์รักษ์โลก เอกชนไทยตื่นตัว 1 ม.ค. 63 เลิกใช้ “ถุงก๊อบแก๊บ” ขณะที่ “ส.อ.ท.” จี้รัฐออกมาตรการกระตุ้นตลาดพลาสติกชีวภาพเร่งมาตรการลดหย่อนภาษี 125% ตั้งคณะทำงานวางไกด์ไลน์ ฟาก คพ.รับลูก “รมต.วราวุธ” ล็อกเป้าปีง63 ลดการใช้งานลง 30% ดึง 9 ห้างดังนำร่อง ตั้งเป้าให้เหลือ 0 เร็วขึ้น 1 ปี
หลังรัฐบาลมีโรดแมปชัดเจนในการกำจัดขยะพลาสติก (2561-2573) โดยกำหนดให้ 1 ม.ค. 63 ต้องลดเลิกใช้พลาสติก 4 ชนิด ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้วความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน (ถุงก๊อบแก็บ), กล่องโฟมบรรจุอาหาร, แก้วพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง และหลอดพลาสติกให้กลายเป็น 0 ในปี 2565 นั้น นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนโยบายขยับระยะเวลาเลิกใช้ถุงก๊อบแก๊บให้เร็วขึ้น 1 ปี

นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กำหนดเป้าหมายใหม่ให้ปี 2563 ต้องลดถุงก๊อบแก็บในห้างค้าปลีก ซึ่งมีการใช้13,500 ล้านใบ หรือ 30% ของทั้งประเทศ 45,000 ล้านใบต่อปี และทยอยลดที่เหลืออีก 70% ในปี 2564 ส่วนกล่องโฟม, แก้วใช้ครั้งเดียวทิ้ง และหลอด ต้องลดลง 50% ในปี 2563 และหมดไปในปี 2565

“กลุ่มค้าปลีก 9 รายได้ตอบรับมาตรการดังกล่าว แต่โจทย์ยากถัดไป คือ 1 ม.ค. 2564จะทำอย่างไรจะทยอยลดการใช้อีก 70% ในกลุ่มโชห่วย และตลาดสด ก็ต้องหาสินค้าอื่นมาทดแทนซึ่งยังมีข้อจำกัดเช่นราคาสูงกว่า 2-3 เท่าต้องหาจุดสมดุล”

สำหรับการดำเนินการในปี 2562 ตามโรดแมปให้ยกเลิกการใช้พลาสติก 3 ชนิด คือ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม, พลาสติกที่ผสมสารอ็อกโซ่ และไมโครบีตสามารถดำเนินการได้ตามแผน ส่วนการลดปริมาณการใช้ถุงก๊อบแก๊ป ลดได้ 2,820.45 ล้านใบ หรือ 6.27% จากเป้าหมาย 11,250 ล้านใบ กล่องโฟม 1,689.5 ล้านใบ หรือ 25% ของทั้งหมด6,758 ล้านใบ แก้วพลาสติกบาง 2,437.5 ล้านใบ คิดเป็น 25% ของทั้งหมด 9,750 ล้านใบ และหลอดพลาสติก 535 ล้านชิ้นคิดเป็น 25% ของทั้งหมด 2,140 ล้านชิ้น

“คนไทยสร้างขยะ 27-28 ล้านตันต่อปี เป็นขยะพลาสติก 2 ล้านตัน และย่อยสลายได้เพียง 1 ใน 4 หรือราว 5 แสนตันต่อปี ที่กำจัดไม่หมดอีก 1.5 ล้านตัน เป็นขยะที่ย่อยสลายยากใช้เวลา400-500 ปี และมีบางส่วนตกไปในทะเลสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม”


ส.อ.ท.ดันเร่งมาตรการลดหย่อน

นายภราดร จุลชาต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการลดหย่อนภาษี 125% ของต้นทุนให้เอกชนแล้ว แต่ยังไม่ได้บังคับใช้ ทางสมาคมพลาสติกชีวภาพจึงทำงานร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดทำแนวทางให้เอกชนที่ใช้ compostable plastics หรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพว่า มีนิยามอย่างไร หรือจะออกใบรับรองอย่างไร เพื่อให้สามารถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายให้ได้ เพื่อส่งเสริมการใช้พลาสติกทดแทนถุงก็อบแก๊ป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางประเภทมีราคาสูงกว่า อีกทั้งรัฐควรจัดทำโรงทำปุ๋ยหมัก รองรับขยะบรรจุภัณฑ์ compostable waste ที่ใช้สำหรับบรรจุอาหาร ซึ่งมีสัดส่วนถึง 40% หากปล่อยให้ย่อยสลายเองจะใช้เวลา 2-3 ปีแต่หากมีโรงปุ๋ยจะย่อยเร็วขึ้นเหลือเพียง 6 เดือน

จีซีจ่อเลิกผลิตเม็ดพลาสติกบาง

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด กล่าวว่า บริษัทลงทุนโครงการผลิตไบโอพลาสติกที่ฝังกลบได้ กำลังการผลิต 45,000 kilotons ต่อปี ในจ.ระยอง ภายใต้บริษัท เอ็นวิคโคจำกัดพันธมิตรจากยุโรป ซึ่งมีเทคโนโลยีผลิตพลาสติกรีไซเคิลสำหรับบรรจุอาหารได้ และมีเป้าหมายว่าอีก 5 ปี จะเลิกผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตถุงที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งแต่จะหันไปผลิตเม็ดพลาสติกเกรดอื่นที่ทนทานสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ หรือใช้ไบโอพลาสติกแทนเพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า โดยต้นทุนการใช้ไบโอพลาสติกเพิ่มเพียง 1 บาท/แก้วเท่านั้น

บิ๊กแบรนด์มุ่งสู่เทรนด์รักษ์โลก

ขณะที่นายนัทชา ตามใจจิตร ผู้บริหารฝ่ายนโยบายและองค์กรสัมพันธ์ บริษัทพรอคเตอร์แอนด์ แกมเบิล แมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัดหรือ P&G เปิดเผยว่า ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตแชมพู และสินค้าบิวตี้แคร์ เพื่อส่งไปจำหน่ายทั้งในตลาดญี่ปุ่น, สหรัฐ และยุโรป โดยเฉลี่ยมีการผลิตขวดพลาสติก 6 ล้านขวดต่อวันบริษัทได้วางแนวทาง P&G 2030 ลดขยะพลาสติก มุ่งพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยลดขยะพลาสติก โดยในปีนี้นำร่องโครงการผลิตขวดแชมพูเฮดแอนด์โชเดอร์สีดำ ซึ่งเกิดจากการเก็บขวดพลาสติก 2,600 ตันมาทำเป็นขวดรีไซเคิล และอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ LOOP บรรจุภัณฑ์ชนิดรีฟิล ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

นายจีรพัฒน์ ฐานสันโดษ ผู้จัดการฝ่ายออกแบบบรรจุภัณฑ์ และแผนความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม บริษัท เนสท์เล่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เนสท์เล่กำหนด “วิสัยทัศน์ 2025” มีเป้าหมายว่าบรรจุภัณฑ์ของบริษัททั้ง 100% ต้องนำมารีไซเคิลได้ โดยในระยะแรกในปี 2020จะเก็บบรรจุภัณฑ์กลับมาให้ได้ 10% และมุ่งพัฒนานวัตกรรมแพ็กเก็จจิ้งที่สามารถนำมารีไซเคิลได้เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น ปรับใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษแทนลามิเนตฟอยล์ในเนสท์กาแฟโปรสลิมแล้ว

ธุรกิจตื่นลดขยะพลาสติก แห่ออกแพ็กเกจจิ้งรีไซเคิล

ห้างระดมแพ็กเกจลดถุง

กลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดตัวโครงการ THE MALL GROUP GO GREEN : GREEN EVERYDAY ที่เดอะมอลล์ทุกสาขา งดใช้ถุงรณรงค์ให้ลูกค้านำถุงผ้ามาช็อปปิ้ง ตั้งเป้าจะลดการใช้ถุงพลาสติกได้ 30-50% ภายในสิ้นปีนี้

ธุรกิจตื่นลดขยะพลาสติก แห่ออกแพ็กเกจจิ้งรีไซเคิล

ฟากกลุ่มเซ็นทรัลจัดแคมเปญ “Central Love the Earth ‘Say No to Plastic Bags'” รณรงค์ให้ลูกค้าปฏิเสธในการรับถุงพลาสติก และนำถุงผ้ามาเอง เพื่อรับคะแนนเดอะวัน สูงสุด 40 คะแนน เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมาตั้งเป้าว่าในปี 2562 จะลดได้มากกว่า 150 ล้านใบ ขณะที่เทสโก้ โลตัส ก็งดแจกถุงพลาสติกทุก ๆ วันที่ 4 ของทุกเดือนทั้ง 2,000 สาขาทั่วประเทศ โดยลูกค้าที่ไม่รับถุงพลาสติกจะได้รับแต้มคลับการ์ด 50 แต้มทุกครั้ง ส่วนเซเว่นอีเลฟเว่น ประกาศชัดว่าทุกสาขาจะไม่แจกถุงพลาสติกตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 63

https://www.prachachat.net/marketing/news-396233
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old November 30th, 2019, 10:43 PM   #382
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

Quote:
Originally Posted by napoleon View Post
CCE ทุ่มเกือบ​ 2​ พันล้านเปิดตัวโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของไทยใน​ จ.ชลบุรี​

เผยแพร่: 25 พ.ย. 2562 15:15 ปรับปรุง: 25 พ.ย. 2562 15:37 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

https://mgronline.com/local/detail/9620000112956


'สุเอซ' เผยแผนยุทธศาสตร์ เร่งพัฒนาขยะในประเทศไทย

29 พฤศจิกายน 2562

สุเอซ (SUEZ) ผู้นำด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมระดับโลก เผยแผนยุทธศาสตร์ “Shaping SUEZ 2030” เร่งพัฒนาขยะในประเทศไทย

เมื่อ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายอองตัวร์ ก๊อร์จ ประธานบริหารกลุ่มรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ บริษัท สุเอซ เอเชีย พร้อมด้วย นายเฌอโรม เลอ บอรก์เนีย ผู้อำนวยการพัฒนาโครงการกลุ่มรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ภาคพื้นตะวันออกเฉียงใต้ และ นายบุรินทร์ ตั้งศิลปโอฬาร ผู้จัดการงานพัฒนาโครงการ ได้ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามแผน 'Shaping SUEZ 2030' ซึ่งสุเอซได้เล็งเห็นโอกาสและความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำและขยะในทศวรรษหน้า ณ เดอะเฮ้าส์ ออนสาทร, กรุงเทพฯ

นายอองตัวร์ ก๊อร์จ ประธานบริหารกลุ่มรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ บริษัท สุเอซ เอเชีย เผยว่า ด้วยแผนยุทธศาสตร์ 'Shaping SUEZ 2030' สุเอซมุ่งหวังที่จะรักษาความเป็นผู้นำระดับโลกด้านการบริการและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ทำให้เราเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้น ที่ทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูและรักษาสิ่งแวดล้อม อาทิ น้ำ อากาศ และดิน

โดยบริษัทใช้ประโยชน์จากจุดแข็งหลักของกลุ่ม ซึ่งได้แก่ นวัตกรรม การเลือกใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ดีที่สุด มีทีมที่มีความเชี่ยวชาญสูง และชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับ เพื่อการขับเคลื่อน และเติบโต ในการทำงาน อีกทั้งการมีส่วนร่วมของทุกคนในการรักษาสิ่งแวดล้อม


ด้านนายเฌอโรม เลอ บอรก์เนีย กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุเอซ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า กลุ่มสุเอซยังประสบความสำเร็จในการจัดการขยะอย่างยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ โรงงานรีไซเคิลพลาสติกโพลีเมอร์ในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งจะเปิดดำเนินการในกลางปี 2563 ในฐานะโครงการรีไซเคิลพลาสติกอย่างครบวงจรในทวีปเอเชียเป็นแห่งแรกของสุเอซ จะแปลงขยะจำพวกพลาสติกฟิล์มในท้องถิ่นราว 30,000 ตัน ให้เป็นเม็ดพลาสติกเพื่อนำกลับมาใช้ผลิตใหม่ ทดแทนพลาสติกบริสุทธิ์ที่ผลิตจากฟอสซิล

ในประเทศไทยมีการเกิดขยะพลาสติกว่า 2 ล้านตัน/ต่อปี และมีการถูกรีไซเคิลเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น ในฐานะผู้นำด้านการรีไซเคิลพลาสติกในยุโรปและเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลไทยในปี 2030 คือการมุ่งเน้นการรีไซเคิลพลาสติก 100% ดังนั้น สุเอซ จึงมุ่งมั่นที่จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการลดขยะพลาสติกและยังเป็นการอนุรักษ์มหาสมุทร โดยโรงงานแห่งนี้จะปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซของสหภาพยุโรป และสนับสนุนแผนการของประเทศไทยในการช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกในทั่วโลก

ความสำเร็จของ SUEZ 2030 ก็เช่นเดียวกันกับการพัฒนาของเรานั้นจะขึ้นอยู่กับสรรพกำลังและความเชี่ยวชาญของบุคลากรทุกคนที่ร่วมในพันธกิจ ในการให้บริการลูกค้าและคู่ค้าของเราให้ดียิ่งขึ้น ในค่านิยมใหม่ของเรา คือ ความปรารถนาในด้านการรักษ์สิ่งแวดล้อม การคำนึงถึงลูกค้าเป็นสำคัญ การให้เกียรติ และจิตวิญญาณของทีม บวกกับวัฒนธรรมที่ได้รับการหล่อหลอมให้มีจิตวิญญาณแห่งผู้ชนะ เราทุกคนจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ภายใต้แผนกลยุทธ์ของเรา



ด้วยประสบการณ์กว่า 160 ปีสุเอซ คือผู้นำระดับโลกด้านการบริหารจัดการน้ำและของเสียอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน มีพนักงานมากถึง 90,000 คน ใน 5 ทวีปทั่วโลก และกว่า 60 ปีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับพนักงานอีก 420 คน ในด้านการบริการบำบัดน้ำเสีย ด้านสุขาภิบาล การรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ ในกลุ่มประเทศไทย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และพม่า สุเอซ ได้ดำเนินการสร้างระบบบำบัดน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียกว่า 200 แห่ง รวมไปถึงการสร้างศูนย์การวิจัยและพัฒนา (R&D) 2 แห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายอองตัวร์กล่าวทิ้งท้าย

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/856598
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 1st, 2019, 12:43 PM   #383
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

เปิดเบื้องหลัง “ขบวนการขายชาติ” ? ศิโรราบ “อเมริกันอันธพาล” “เลื่อน-เลิกแบน” 3 สารเคมีเกษตร

เผยแพร่: 30 พ.ย. 2562 06:01 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ผู้จัดการุสดสัปดาห์ - “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร”...

ยังคงเป็นคำพูดที่เป็นอมตะและไม่มีวันตายจริงๆ เพราะฉะนั้น จงอย่าแปลกใจกับการที่ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ซึ่งมี “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นั่งเป็นประธานมีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เลื่อนการแบน “พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส” ออกไปเป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ส่วน “ไกลโฟเซต” พลิกเป็นให้จำกัดการใช้ตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 หรือสรุปง่ายๆ คือเลิกแบนไกลโฟเซต “เรียบร้อยโรงเรียนสหรัฐอเมริกา”

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพียงแค่ 36 วัน “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” เพิ่งมติไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาให้สารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออกและมีไว้ในครอบครองในประเทศไทย และมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

ประเด็นที่น่าฉงนก็คือ ทำไมสถานการณ์ถึงได้แปรเปลี่ยนกลับกลายจาก “หน้ามือเป็นหลังมือ” เยี่ยงนี้

อเมริกันอันธพาลกดดันหนัก-ล็อบบี้วุ่น
จะว่าไป ดูๆ แล้วเรื่องนี้ดูเหมือนจะออกไปในทาง “ทฤษฎีสมคบคิด” พอสมควร เพราะในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม กระแสสังคมเห็นด้วยกับการแบนอย่างเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงไม่มีทางเลือกที่จะออกไปในแนวทางอื่น เพราะถ้าออกไปในทิศทางตรงกันข้าม จะไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่า ทำไมถึงไม่แบน

และการแบนในครั้งนั้น “อาจ” เป็นเพียงการสร้างคะแนนนิยมในทางการเมือง เพราะเป็นที่รับรู้ว่า “มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายมิใช่กฎหมาย” สามารถเปลี่ยนแปลงไปทุกเมื่อ และในการประชุมครั้งต่อไปก็สามารถ “กลับมติ” ได้ตลอดเวลา กระทั่งสังคมงุนงงว่า พวกเขา “เล่นเกม” อะไรกันอยู่

อย่างไรก็ดี ถามว่า “จุดเริ่มต้นที่ทรงอิทธิพล” และมีผลต่อการกล้าฝืนกระแสสังคมมีที่มาที่ไปอย่างไร ก็คงต้องตอบว่า เกิดขึ้นหลังจากที่ “นายเท็ด เอ.แมคคินนีย์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีเกษตรเพื่อการค้าและกิจการเกษตรต่างประเทศ กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา(USDA) ทำหนังสือถึงรัฐบาลไทยแสดงความกังวลและขอให้เลื่อนการแบนออกไป โดยพุ่งเป้าไปที่ “ไกลโฟเซต”ซึ่งเป็นสินค้าของสหรัฐอเมริกาและเกษตรกรอเมริกันใช้กันเกลื่อนประเทศเป็นหลัก

จากนั้นตามต่อด้วยการที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงดาบสั่งสอนด้วยการตัดสิทธิพิเศษทางการค้าหรือ GSP รวม 573 รายการ มูลค่าร่วม 40,000 ล้านบาท ซึ่งโลกมองว่า เป็นเรื่องเดียวกัน มิใช่มาจาก “กฎหมายแรงงาน” อย่างที่รัฐบาลพญาอินทรีกล่าวอ้าง

เพราะดูเหมือนว่า หลังจากนั้น “ผู้มีอำนาจในรัฐบาล” ก็จะมีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด

รายงานของเอเอฟพีระบุว่า กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯได้เขียนหนังสือหลายฉบับส่งถึงไทย ร้องขอให้เลื่อนการแบนสารพิษอันตราย โดยบอกว่ามันอาจกระทบต่อการส่งออกถั่วเหลืองและข้าวสาลีไปยังประเทศไทย พร้อมทั้งกล่าวหาไทยว่าไม่ยึดหลัฐานทางวิทยาศาสตร์ และดำเนินการขัดกับการเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO)

ความจริงต้องบอกว่า เรื่องนี้ไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย เพราะรัฐบาลมาเลเซียเคยแบนพาราควอตเมื่อปี 2548-2550 แต่หลังจากนั้นถูกบริษัทสารเคมีข้ามชาติผนึกกำลังกับบริษัทผลิตปาล์ม-ยางพารายักษ์ใหญ่ของประเทศล้มการแบนไปนานกว่าสิบปี แต่ปัจจุบันรัฐบาลมาเลเซียทวนกระแสค้านทั้งในประเทศและทั่วโลกไม่ไหวต้องประกาศเริ่มต้นแบนในวันที่ 1 มกราคม 2563 นี้

รัฐบาลศรีลังกาประกาศแบนไกลโฟเซตในการปลูกพืชทุกชนิดเมื่อปี 2015 แต่อิทธิพลของบริษัทสารพิษกดดันให้ลดระดับการแบนลง โดยอนุญาตให้มีการใช้ในสองพืชคือยางพารา และชา เมื่อกลางปี 2561

รัฐบาลโอบามาประกาศแบนคลอร์ไพริฟอสในปี2558 แต่เมื่อทรัมป์เข้ามารับตำแหน่ง เขาส่งสก็อต พรุตต์ (Scott Pruitt) ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทดาวเคมีคอลเข้ามาเป็นหัวหน้า EPA เพื่อเลื่อนการแบนสารพิษทำลายสมองเด็กนี้ออกไปโดยไม่มีกำหนด ประชาชนอเมริกันต้องฟ้องศาล สื่อขุดคุ้ยจนพรุตต์ต้องลาออกจากตำแหน่ง และศาลตัดสินให้ EPA ต้องแบนภายใน 60 วัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์

และประเทศไทยก็เดินไปในท่วงทำนองเดียวกัน

เปิดตัว “อีแอบ” ฝ่ายหนุนสารเคมี
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า จุดเริ่มถูกส่งผ่านมาจาก “กรมวิชาการเกษตร” ที่มี “นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์” เป็นอธิบดี ได้ชงเรื่องเลื่อนให้ “นายอนันต์ สุวรรณรัตน์” ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับทราบ และส่งต่อข้ามหัว “น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งกำกับดูแล ไปที่ “เสี่ยต่อ-นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยทั้ง 2 คนก็ออกอาการ“เห็นด้วย” ออกมาให้เห็น

โดยเฉพาะ “เสี่ยต่อ-เฉลิมชัย” ซึ่งเป็นที่รับรู้ของสังคมมาโดยตลอดว่ามีท่าที “ยึกยัก” และไม่สบอารมณ์กับ “นางสาวมนัญญา” ในเรื่องนี้

ทั้งนี้ “นายเฉลิมชัย” เองก็เห็นได้ชัดมาตั้งแต่แรกว่า เขามีจุดยืนเยี่ยงไร เนื่องเพราะพบหลักฐานในหนังสือที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 ว่า เขาได้เสนอแนะให้กระทรวงเกษตรฯ “ดำเนินการตามมติกรรมการวัตถุอันตรายในการให้จำกัดการใช้” แทนที่จะเสนอแบน 3 สารพิษ

และบทบาทของ “เสี่ยต่อ” ก็แจ่มชัดยิ่งขึ้น เมื่อคณะทำงานที่เขาแต่งตั้งซึ่งมี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ก็รับลูกต่อแบบ “ฟาสแทรกต์” ด้วยการรับข้อมูลจาก “กรมวิชาการเกษตร” ข้ามหัว “รัฐมนตรีมนัญญา” ซึ่งกำกับกรมนี้โดยตรง

ปลัดอนันต์ได้แจกแจงรายละเอียดภายหลังการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิก การใช้สารเคมีทางการเกษตรสามชนิด เมื่อเย็นวันที่ 22 พ.ย.ว่า กรมวิชาการเกษตรได้รายงานในที่ประชุมว่า จะยืดระยะเวลาการจัดการหรือการบังคับใช้การยกระดับ 3 สารเคมีเกษตรเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก ห้ามใช้ และห้ามมีไว้ครอบครอง ในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 ออกไป อีก 6 เดือน เนื่องจากจะต้องมีระยะเวลาสำหรับการบริหารจัดการสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ที่ขณะนี้ยังมีอยู่ในประเทศไทยกว่า 20,000 ตัน ตรงนี้ต้องรอให้กรมวิชาการเกษตรหารือในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า จะใช้วิธีเลื่อนการแบน หรือจะใช้กำหนดการแบนเดิมที่วันที่ 1 ธ.ค.2562 แต่ให้มีไว้ครอบครองได้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีก 6 เดือน โดยเชื่อว่าปริมาณ 3 สารที่มีอยู่ในไทยจะหมดไปได้

“ที่กรมวิชาการเกษตรมารายงานตรงนี้ เพราะในการประชุมครั้งก่อนผมสอบถามว่ายังมีปริมาณ 3 สารเคมีอยู่เท่าใด ตอนนั้นระบุว่ายังคงเหลือ 38,000 ตัน เลยเสนอแนวทางไปให้ปรับวิธีการจัดการ ตอนนั้นผมเสนอให้ย้อนศรกลับไปยังประเทศที่นำเข้ามา จากการหารือการย้อนศรออกไปก็ทำได้ ถ้าเป็นวัตถุอันตรายที่ยังเป็นสารขั้นต้น แต่ถ้านำมาทำเป็นสารขั้นปลายจะส่งออกไปไม่ได้ เพราะแต่ละประเทศใช้ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นในวันนี้กรมวิชาการเกษตรจึงเสนอมาว่า จะยืดระยะเวลาการจัดการหรือการบังคับแบนออกไปอีก 6 เดือน”

ม็อบเสื้อดำ-เกษตรกรที่สนับสนุนการใช้สารเคมีทางการเกษตร เดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการแบน 3 สารเคมี ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทบทวนมติการแบนสารเคมีดังกล่าว ซึ่งเห็นชัดเจนว่าชู “ไกลโฟเซต” เป็นประเด็นสำคัญ
ม็อบเสื้อดำ-เกษตรกรที่สนับสนุนการใช้สารเคมีทางการเกษตร เดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการแบน 3 สารเคมี ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทบทวนมติการแบนสารเคมีดังกล่าว ซึ่งเห็นชัดเจนว่าชู “ไกลโฟเซต” เป็นประเด็นสำคัญ

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบายว่า อย่างไรก็ตาม งานหลักของคณะกรรมการชุดนี้คือการรองรับผล กระทบต่อเกษตรกร อยู่ภายใต้สมมติฐานว่าถ้ามีการแบนในวันที่ 1 ธ.ค. จะมีผลกระทบอะไรบ้าง และจะเยียวยา ชดเชย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ประมาณเท่าไหร่ โดยให้แต่ละกลุ่มเสนอโครงการเข้ามาแต่ในที่ประชุมถกเถียงกันและให้กลับไปทำใหม่ แต่ข้อเสนอที่มีมาเบื้องต้นรัฐต้องใช้เงินชดเชยให้เกษตรกร 32,000 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชอุตสาหกรรมร่วม 600,000 ครัวเรือน

นอกจากนั้นสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มอกช.) แจ้งว่าขณะนี้ 5 ประเทศ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา สหรัฐอเมริกา ทำหนังสือมาให้ไทยแจ้งรายละเอียดของการแบน 3 สาร พร้อมทั้งให้นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันการตกค้างของสารเคมี ในผลผลิตด้านการเกษตรเพราะตามระเบียบขององค์การการค้าโลก หากจะมีการแบนสารเคมีใด ประเทศที่ดำเนินการแบนต้องส่งหนังสือแจ้งกับประเทศสมาชิกก่อน 60 วัน เงื่อนเวลาที่จะแบน 1 ธ.ค. ไม่ถึง 60 วัน หลายประเทศบอกว่าไทยทำผิดกติกาสากล นอกจากนี้ทั้ง 5 ประเทศ กังวลว่าจะไม่สามารถส่งออกสินค้าทางการเกษตร อาทิ ข้าวสาลี ถั่วเหลือง เป็นต้น มายังประเทศไทยได้ จะต้องนำเสนอกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

“ยอมรับว่า หากแบน 3 สารทันทีในวันที่ 1 ธ.ค.2562 นักวิชาการ เอกชนและเกษตรกรก็ช็อก เพราะเดิมคิดว่าอยู่ระหว่างการจำกัดปริมาณการใช้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายยอมรับว่าการประกาศยกระดับ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 และนำไปสู่การแบนในวันที่ 1 ธ.ค. สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปศุสัตว์เพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมน้ำมันพืช มาม่า ทุกยี่ห้อทำจากแป้งสาลี จะไม่สามารถนำเข้ามาผลิต หรือแม้แต่นำมาเพื่อจำหน่ายได้” นายอนันต์แจกแจงปัญหาและส่งสัญญาณให้เห็นชัดเจนว่า น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายอย่างแน่นอน

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้ากระทรวงเกษตรฯ รู้ว่า แบนแล้วจะมี “ปัญหา” ดังที่กล่าวอ้าง ก็สมควรที่จะออกมาชี้แจงแถลงไขตั้งแต่ต้น มิใช่ปล่อยผ่านไปแล้วค่อยมาบอกทีหลังว่า มีปัญหาในทางปฏิบัติและสมควรเลื่อนการแบนออกไป

และในวันเดียวกับที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ออกมาให้ข้อมูล “กลุ่มพันธมิตรสารเคมีเกษตร” โดย “6 สมาคม” ประกอบด้วย “สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทยสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและตัวแทนกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพดหวาน” รวมทั้ง สมาคมอารักขาพืชไทย สมาคมนวัตกรรมเกษตรไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ก็พร้อมใจกันออกมาแสดงพลังคัดค้านการแบน

เรียกว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่สอดรับกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย จากนั้นการจัดตั้ง “ม็อบเกษตรกรเสื้อดำ” เพื่อร้องเรียนปัญหาดังกล่าวก็เกิดขึ้นตามมาราวกับนัดหมายกันไว้อย่างไรอย่างนั้น

ความจริงไม่ใช่แค่ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” เท่านั้น หากแต่ “กระทรวงอุตสาหกรรม” ที่มี “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นรัฐมนตรีว่าการเอง ซึ่งนั่งเป็น “ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย” ก็ดูเหมือนจะ “กลัดกลุ้ม” ต่อการแบน 3 สารเคมีเกษตรอยู่ ไม่น้อย

ที่สำคัญคือ นายสุริยะให้สัมภาษณ์ “โหมโรง” ถึงเรื่องดังกล่าวเป็นรายแรกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 แล้วว่า จะขอให้มีการทบทวนการแบนไกลโฟเซต หลังจากกฎหมายวัตถุอันตรายมอบอำนาจให้เป็นประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายคนใหม่

จากนั้นนายสุริยะก็ขยายความต่อมาถึงความจำเป็นมาเป็นระลอกๆ โดยอ้างว่า กรมวิชาการเกษตรได้ส่งข้อมูลมาครบแล้วแต่ปัญหาคือ ในส่วนของข้อมูลการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งพบในกลุ่มตัวอย่าง 48,789 รายมีจำนวนถึง 75% ไม่เห็นด้วยให้แบนสาร ขณะที่ 25% เห็นด้วย ดังนั้น เรื่องนี้ต้องให้กรมวิชาการเกษตรผู้จัดทำประชาพิจารณ์มีแผนที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร

“ผมคงบอกไม่ได้ว่าที่เราจะแบนสารทัน 1 ธ.ค.นี้หรือไม่ ต้องรอฟังที่ประชุมก่อน เพราะคณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่ละส่วนจะมีแต่กรมที่เชี่ยวชาญดูแลในแต่ละเรื่องเนื่องจากเป็นที่ทราบกันกันดีว่ามีความเห็นต่างกันในเรื่องนี้ และหากมติที่ประชุมให้เลื่อนก็ต้องเลื่อนออกไป แต่หากจะแบนตามกำหนดก็ต้องมีมาตรการรองรับ”นายสุริยะกล่าวก่อนใกล้ถึงการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย รับมอบหนังสือจากนายอันวาร์ สาและ ประธานกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งหนุนการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย รับมอบหนังสือจากนายอันวาร์ สาและ ประธานกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งหนุนการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รัฐมนตรีมนัญญาถึงกับเอ่ยปากให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า ขณะนี้มีความสับสนในเรื่องการแบนสารว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรเนื่องจากกระทรวงเกษตรฯในส่วนหน่วยงานที่ตนดูแล กำลังเดินหน้าชี้แจงแนวปฏิบัติเพื่อให้มีการจัดเก็บสารเคมี ภายหลังวันที่1ธ.ค.เกษตรกรจะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย แต่ปรากฏว่านายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มาให้สัมภาษณ์ว่าอาจจะมีการทบทวนและในส่วนของกระทรวงเกษตรฯก็มีคณะทำงานฯที่รมว.เกษตรฯตั้งขึ้นโดยปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่าอาจมีการเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก 6 เดือน

เมื่อผลแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็น “เลื่อนแบน” พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสไปอีก 6 เดือนและยกเลิกการแบน “ไกลโฟเซต” นายสุริยะชี้แจงเหตุผลเอาไว้ ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นชัดว่า ให้ความสำคัญกับ “ไกลโฟเซต” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของสหรัฐอเมริกาเป็นพิเศษ

นายสุริยะบอกว่าเหตุที่ไม่แบนไกลโฟเซตและให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้เพราะสารตัวนี้ทั้งหมดในโลก 161 ประเทศยังคงใช้สารนี้ได้มีแบนเพียง 9 ประเทศเท่านั้น และพบว่าอุตสาหกรรมต่อเนื่องโดยเฉพาะอาหารสัตว์ถ้าห้ามใช้ตัวนี้จะไม่สามารถนำเอาถั่วเหลือง ข้าวสาลี มาจากสหรัฐ บราซิลและประเทศอื่นๆได้ก็จะกระทบต่อเนื่องกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหารสัตว์อีกด้วย

สวนทางกับ “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร” ที่ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า สารไกลโฟเซตนั้น สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติระบุว่าเป็นสารน่าจะก่อมะเร็งชั้น 2A และศาลสหรัฐตัดสินให้บริษัทมอนซานโต้-ไบเออร์ต้องเยียวยาและชดใช้แก่เกษตรกรที่เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และค่าปรับต่อรัฐเป็นจำนวนเงินมหาศาล

แถมนายสุริยะยังยืนยันว่า มติที่ออกมาเป็นเอกฉันท์ ซึ่งแย้งกับสิ่งที่ “รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์” นายกสภาเภสัชกรรม และหนึ่งในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งระบุเอาไว้ว่า

“1.ขอแย้งว่าไม่ได้มีการลงมติอย่างชัดเจน ว่าผู้ใดเห็นด้วยหรือไม่ในแต่ละประเด็น แต่เป็นภาวะจำยอมในการรับมติ จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น มติเอกฉันท์ เพราะหากพิจารณาในการอภิปรายจะพบว่า ดิฉันยืนยันชัดเจนมาโดยตลอดในการแบนสารทั้งสาม และยืนยันให้คงมติวันที่ 22 ต.ค.

“2.ขอแย้งการแถลงข่าวที่ว่า ไกลโฟเซตไม่เป็นอันตราย เพราะกรรมการรวมทั้งดิฉันได้อภิปรายถึงผลเสียต่อสุขภาพและไม่สามารถจะจัดการความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จนพบปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อม ผัก ผลไม้ และน้ำนมแม่”

และ รศ.ภญจิราพรก็ได้ประกาศลาออกจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ “เสี่ยต่อ-เฉลิมชัย” แก้ตัวว่า “ไม่ได้คุยเรื่องขยายเวลาแบนสารกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งการตัดสินใจอย่างไร ผมไม่ไปก้าวก่าย ทุกอย่างเป็นเรื่องคณะกรรมการวัตถุอันตราย ผมขอยืนยันอีกครั้ง ไม่มีการสั่งการ ไม่มีหนังสือใดๆทั้งสิ้น ถ้าใครมีให้เอาออกมา ผมชี้แจงไปแล้ว ก็ยังไม่มีก็ยังไม่จบ รวมทั้งทุกอย่างเป็นเรื่องคณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่ากันไป”

...สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแบน 3 สารเคมีเกษตร เพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ก้อนมหึมาและไปโยงกันกับ “องค์กรโลกบาล” อย่าง “องค์การการค้าโลก(WTO)” ซึ่งไทยเป็นสมาชิก รวมถึงประเทศมหาอำนาจอย่าง “สหรัฐอเมริกา” ที่ยืนเป็นเงาทะมึนอยู่ข้างหลัง

ถามว่า ข้ออ้างในเรื่อง WTO มี “เหตุผล” ที่ “พอรับฟังได้” หรือไม่?

ก็ต้องตอบว่า รับฟังได้



แต่สิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมวิชาการเกษตรหรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งกระทรวงต้องตอบคำถามก็คือ ทำไมถึงไม่รู้เรื่องที่เป็นข้อมูล “พื้นฐาน” เหล่านี้

ที่สำคัญคือ ทาง “มูลนิธิชีววิถี” ได้ยืนยันหลักฐานเอาไว้ชัดเจนว่า ในเรื่อง WTO นั้น ภายใต้ความตกลงนี้ (AGREEMENT ON THE APPLICATION OF SANITARY AND PHYTOSANITARY MEASURES) ได้เปิดช่องให้แต่ละประเทศสามารถดำเนินการตาม Annex B ข้อ 6 ได้ โดยไม่ต้องเดินตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น เมื่อมีปัญหาเร่งด่วนเพื่อปกป้องสุขภาพ (where urgent problems of health protection arise or threaten to arise for a Member)

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร
นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ โดยประเทศไทยต้องดำเนินการ

(a) ทำหนังสือแจ้งสมาชิกอื่นผ่านสำนักงานเลขาโดยชี้แจงวัตถุประสงค์ และเหตุผลของแบน

(b) จัดหาข้อมูลเกี่ยวกับการแบนสารเคมีเมื่อมีการร้องขอ

และ (c) อนุญาตให้สมาชิกอื่นใน WTO แสดงความเห็น แลกเปลี่ยน และนำความเห็นให้ไปพิจารณา

ดังนั้นการดำเนินการแจ้งของฝ่ายไทย ที่ดำเนินการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกอื่นๆใน WTO ให้ความเห็นภายใน 15 วัน โดยกำหนดให้มีผลการแบน 3 สารพิษภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 จึงไม่ขัดต่อความตกลง WTO แต่ประการใด

เช่นเดียวกับเรื่องการระยะเวลาในการบริหารจัดการสารเคมีทั้ง 3 ชนิดก่อนที่จะถึงกำหนดเส้นตาย ซึ่งตัวแทนของกระทรวงเกษตรฯ ก็สมควรมีข้อมูลอยู่ในมือทุกเรื่องว่า “ทำทัน” หรือไม่ และมี “ค่าใช้จ่าย” ในการดำเนินงานเท่าไหร่ ทำไปแล้วจะติดขัดปัญหาในขั้นตอนไหน

กระนั้นก็ดี แม้มติจะออกมาในลักษณะดังกล่าวและถือเป็นความพ่ายแพ้ของรัฐมนตรีจาก “พรรคภูมิใจไทย” โดยมีรัฐมนตรีจาก “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคพลังประชารัฐ” จับมือกัน แต่เมื่อดูทิศดูทางแล้วก็สามารถพยากรณ์ได้ว่า จะไม่กลายเป็นปัญหาถึงขั้นที่ทำให้ “เรือเหล็กลุงตู่” เกิดรอยร้าว เพราะ “เสี่ยหนู” ออกตัวแล้วว่า ไม่มีผลกับการร่วมรัฐบาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจับสัญญาณจาก “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ดูเหมือนไม่เป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องนี้ ซึ่งจะว่าไป “ลุงตู่” ก็มีท่าที “ลอยตัว” กับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายทุกครั้งไป

เที่ยวนี้ “ลุงตู่” แสดงความเห็นเอาไว้ว่า “ผมไม่ได้ขัดข้องในเรื่องเหล่านี้ เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น ไม่สามารถไปสั่งได้ ตรงนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่ทำงานมา และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการดำเนินการให้ได้ เพื่อลดความขัดแย้ง ลดปัญหาจากภาคเกษตรด้วย คงไม่ขัดแย้งนะเรื่องนี้”

ดังนั้น จงอย่าแปลกใจว่า นับจากนี้จนถึงเส้นตายคือวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ในการเลื่อนแบน “พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส” กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลักจะไม่ทำอะไร และก็จงอย่าแปลกใจเช่นกันว่า เมื่อถึงวันนั้น คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติใหม่ ซึ่งหวยอาจจะออกมาเป็น “เลื่อน” อีกครั้ง หรือเลวร้ายขั้นสุดถึงขั้นยกเลิกการแบนเหลือเพียงแค่จำกัดการใช้เหมือน “ไกลโฟเซต” ก็เป็นได้

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้...

“ข้อดี” เพียงประการเดียวของสิ่งนี้ก็คือ ทำให้คนไทยได้เห็นชัดแจ้งว่า “ใครเป็นใคร”

https://mgronline.com/daily/detail/9620000114372
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 2nd, 2019, 08:49 PM   #384
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

ผู้ค้าสารเคมีตีปีก โละ3หมื่นตัน เกษตรกรแห่ตุน

2 Dec 2019

เลื่อนแบน 2 สารเข้าทางผู้ค้าโละสต๊อก 3 หมื่นตันใน 6 เดือน จับตาเกษตรกรแห่ซื้อตุน ไบโอไทยชี้เลิกแบนไกลโฟเซต เพิ่มโอกาสยักษ์ “ไบเออร์-มอนซานโต้” บุกตลาดพืชจีเอ็มโอในไทย รง.อาหารสัตว์-อาหารคนโล่งอก ผลกระทบอุตฯ 1.7 ล้านล้านบาทคลี่คลาย

ผลประชุมคณะกรรม การวัตถุอันตรายชุดใหม่ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 มีมติให้แบนการใช้ 2 สารเคมีอันตราย ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 จากคณะกรรมการฯชุดก่อนหน้า มีมติให้แบนทั้ง 3 สาร(พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต)ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ส่วนไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ ซึ่งหมายถึงการยกเลิกแบนนั่นเอง มติครั้งนี้แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนการแบน แต่เบื้องหน้าอีก 6 เดือนนับจากนี้ ยังมีประเด็นต่างๆ ที่จะเกิดอีกมากมายจากภาคส่วนที่มีส่วนได้-เสีย

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนา และเกษตรกรไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มติครั้งนี้ผลประโยชน์จะตกกับใครบ้างนั้นไม่ขอวิจารณ์ แต่จากปริมาณทั้ง 3 สารคงเหลือทราบว่ามีประมาณ 3 หมื่นตัน คาดขายไม่ถึง 1 ปีก็หมด ในส่วนของ 2 สารที่จะถูกแบนในอีก 6 เดือนข้างหน้า เวลานี้รัฐบาลยังไม่สามารถหาสารทดแทนที่มีราคาถูกกว่า มีคุณภาพที่ดีกว่า หรือใกล้เคียงกันมาเป็นทางเลือก อาจมีส่วนทำให้เกษตรกรเร่งซื้อทั้ง 2 สารเพื่อตุนไว้ใช้ก่อนยกเลิก

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า การเลื่อนแบน 2 สารและยกเลิกแบน 1 สาร คนเสียประโยชน์คือเกษตรกร และผู้บริโภคที่ต้องรับความเสี่ยงด้านสุขภาพต่อไป ในเชิงธุรกิจ 6 เดือนนับจากนี้หากยังไม่มีสารชีวภัณฑ์ที่ปลอดภัยทดแทน จะเป็นโอกาสของบริษัทและผู้ค้า 3 สารในการระบายสต๊อกสินค้าจนหมด โดยไม่ต้องส่งออกไปประเทศต้นทางหรือประเทศที่ 3 เพราะถือเป็นปริมาณสต๊อกเพียง 1 ใน 3 จากที่นำเข้ารวมกันในแต่ละปีประมาณ 1 แสนตัน

“ที่น่าจับตาคือยอดขายสารไกลโฟเซต (ยาฆ่าหญ้า) ที่ไม่ถูกแบนอาจมียอดขายเพิ่มขึ้น รวมถึงกลูโฟซิเนตซึ่งเป็นหนึ่งในสารทดแทนอาจมียอดขายเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าตรวจสอบว่ามีกลุ่มทุนนักการเมืองบางพรรคได้ผลประโยชน์จากมติในครั้งนี้ตามที่เป็นข่าวจริงหรือไม่ ขณะมติครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อ ไบเออร์-มอนซานโต้ ที่ผูกขาดสิทธิบัตรพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอของโลก 80-90% เพราะการที่ไทยไม่แบนไกลโฟเซตจะเอื้อให้บริษัทได้ประโยชน์เพราะพืชจีเอ็มโอถูกออกแบบมาเพื่อต้านทานสารไกลโฟเซต หากประเทศไทยเปิดช่องก็จะเป็นโอกาสพืชจีเอ็มโอของบริษัทเข้ามาปลูกในไทยในอนาคต ซึ่งเขาจะได้ประโยชน์มหาศาลจากการขายพันธุ์พืชจีเอ็มโอ”

ขณะที่นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นพ้องกันว่า การยกเลิกการแบนไกลโฟเซต ทำให้ความกังวลการขาดแคลนวัตถุดิบจากการนำเข้าของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องคลี่คลายลงระดับหนึ่ง จากวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตและแปรรูปส่วนใหญ่

ทั้งถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ กากข้าวโพด และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่นำเข้ารวมกันประมาณปีละ 10 ล้านตัน ส่วนใหญ่มีการใช้สารไกลโฟเซตในการเพาะปลูกจากประเทศต้นทาง ทั้งบราซิล อาร์เจนตินา สหรัฐฯ ยูเครน แคนาดา และออสเตรเลียดังนั้น ผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบของโรงงานที่คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 1.7 ล้านล้านบาท

ก่อนหน้านี้ จะไม่สามารถจัดหาหรือนำเข้าจากแหล่งวัตถุดิบที่สารตกค้างเป็น 0 ได้เพียงพอ นับจากนี้ถือว่าเบาใจได้ระดับหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งผู้ประกอบการยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง หากมีการแบนพาราควอต (ยาฆ่าหญ้า) และคลอร์ไพริฟอส (ยาฆ่าแมลง) ในอีก 6 เดือนข้างหน้า และยังไม่มีสารทดแทนที่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า หรือใกล้เคียงผลผลิตของเกษตรกรอาจลดลง และกระทบวัตถุดิบป้อนโรงงานได้ เรื่องนี้ผู้ประกอบการคงต้องเข้าไปร่วมมือกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3527 วันที่ 1-4 ธันวาคม 2562

https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/415823

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 2nd, 2019, 08:51 PM   #385
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

ขยะอีอีซีวิกฤติหนัก เร่งตั้งโรงไฟฟ้าแทนฝังกลบ

30 Nov 2019

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ได้เห็นชอบแผนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พ.ศ. 2561-2564 โดยให้เริ่มดำเนินโครงการเร่งด่วน 14 โครงการใช้งบประมาณ 4,342 ล้านบาท และรัฐร่วมทุนเอกชน PPP อีก 4,273 ล้านบาท เป็นโครงการด้านการจัดขยะ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอย Cluster 2 (อ.บางละมุง และ อ.สัตหีบ) 3,000 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอย เกาะล้าน 200 ล้านบาท เพื่อเร่งจัดการมลพิษที่เป็นปัญหาสะสมในพื้นที่ ทั้งขยะและนํ้าเสียขยะสะสม 5.57 ล้านตัน


อย่างไรก็ตามทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เห็นว่า ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในอีอีซี กำลังเป็นปัญหาหนัก เพราะการจัดการขยะมูลฝอยอย่างไม่ถูกหลักวิชาการราว 40% หรือประมาณ 1,700 ตันต่อวัน ของขยะทั้งหมด 4,268 ตันต่อวัน ยังตกค้างในสถานที่กำจัดจำนวนมาก และมีปริมาณขยะสะสมรวม 3 จังหวัด กว่า 5,574,923 ตัน


มีการประมาณว่าปริมาณขยะมูลฝอยที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซี จะมีอัตราเพิ่มเฉลี่ย 2% ต่อปี หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ในทุกๆ 10 ปี จนถึงปี 2580 จะมีปริมาณขยะ 6,827 ตันต่อวัน และ ต้องเตรียมพื้นที่ฝังกลบเพิ่มประมาณ 2,000 ไร่ ใน 20 ปีข้างหน้า

พื้นที่ฝังกลบมีจำกัดทั้งนี้พบว่าขยะในฉะเชิงเทรากว่า 80% จะถูกกำจัดโดยวิธีฝังกลบ และ 1 ใน 3 ของปริมาณขยะทั้งหมดอยู่นอกเขตการให้บริการและมีการกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง

อีกทั้งด้วยสภาพพื้นที่บริเวณกว้าง มีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมากทำให้การบริหารจัดการขยะมีรูปแบบกระจายตัวต่างคนต่างทำขณะที่ชลบุรี มีปริมาณขยะกระจุกตัวในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว การกำจัดขยะมูลฝอยมากกว่า 70% ยังคงเป็นในรูปแบบการฝังกลบ และการจัดหาพื้นที่ฝังกลบมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นจากการไม่ยอมรับของชุมชนเพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ส่วนระยองมีการกำจัดมูลฝอยด้วยการฝังกลบมากกว่า 50%รวมถึงขยะบนเกาะสีชัง เกาะล้าน และเกาะเสม็ด ส่วนใหญ่ใช้วิธีเผาและฝังกลบ แม้จะพยายามรณรงค์คัดแยกขยะและก่อสร้างโรงคัดแยก และบีบอัดขยะใหม่ แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะรองรับปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งบนบกและในทะเลที่จะเพิ่มมากขึ้น และมีขยะสะสมประมาณเกาะละ 50,000-60,000 ตัน

ตั้งโรงไฟฟ้า6แห่งแก้ปัญหาทางออกของปัญหาในการจัดหาพื้นที่ฝังกลบและการกำจัดอย่างถูกวิธีนั้น ทางสกพอ.กำลังจะผลักดันให้การกำจัดขยะรูปแบบใหม่มาใช้ โดยจะนำโรงงานผลิตไฟฟ้า RDF ขนาด 10 เมกะวัตต์ กำจัดได้ 500 ตันต่อวัน (ศูนย์คัดแยกขยะมูลฝอยผลิตเป็น RDF โครงการ Biogas และโรงไฟฟ้า RDF) ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด มหาชน (GPSC) ในเครือบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จังหวัดระยอง ใช้งบลงทุนประมาณ 2,350 ล้านบาทที่อยู่ระหว่างดำเนินก่อสร้าง และจะเปิดใช้งานได้ในเดือนมีนาคม 2564 มาเป็นต้นแบบในการกำจัดขยะในพื้นที่อีอีซี 6 แห่ง

ซึ่งจะเสนอให้กพอ.เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 นี้ทั้งนี้ วิธีการกำจัดขยะดังกล่าว ทางสกพอ.เห็นว่า น่าจะเป็นต้นแบบนำไปขยายผลในแต่ละจังหวัดของพื้นที่อีอีซี เพราะเป็นวิธีกำจัดขยะที่ได้ประสิทธิภาพและสร้างความยั่งยืนในอนาคตได้ เพราะสามารถนำขยะกลับมาสร้างคุณค่าในรูปแบบของการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 480,000 หน่วยต่อวันหรือกว่า 14,400,000 หน่วยต่อเดือน สามารถจ่ายเข้าระบบไฟฟ้าเพื่อใช้งานได้กว่า 38,000 ครัวเรือน ได้อีกด้วยหากสามารถดำเนินการตั้งโรงกำจัดขยะและโรงไฟฟ้าทั้ง 6 แห่งได้จะช่วยกำจัดขยะรายวันได้ 3,774 ตันต่อวัน กำจัดขยะสะสม 2,250 ตันต่อวัน และผลิตไฟฟ้าได้ 120 เมกะวัตต์ ด้วยเงินลงทุนราว 2.52 หมื่นล้านบาท ในการแก้ปัญหาขยะที่ล้นพื้นที่อยู่ในเวลานี้ได้ โดยไม่ต้องใช้พื้นที่ฝังกลบแต่อย่างใด

หน้า 5 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,527 วันที่ 1-4 ธันวาคม 2562

https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/415770

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 3rd, 2019, 12:53 PM   #386
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

เครือข่ายฯ 686 องค์กร เดินหน้าแบน 3 สารเคมี - ฟ้อง 'สุริยะ' ฐานจัดประชุมมิชอบ

Dec 3, 2019( Last update Dec 3, 2019 08:55 )

เครือข่ายฯ 686 องค์กร และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ยืนยันยึดตามมติเดิมแบน 3 สารพิษร้ายแรง และเตรียมฟ้อง "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" ฐานจัดประชุมมิชอบเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา
คำแถลงเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ข้อเสนอการแบน 3 สารพิษร้ายแรง

ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 โดยอ้างว่าที่ประชุมมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้เลื่อนการแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสออกไปเป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2563 และยกเลิกการแบนไกลโฟเซตเป็นจำกัดการใช้แทน

เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการล้มมติเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ซึ่งมาจากข้ออ้างว่า ไกลโฟเซตไม่เป็นอันตรายเพราะยังมีการใช้อยู่ในหลายประเทศรวมทั้งสหรัฐอเมริกา จากการรับฟังความคิดเห็นมีผู้คัดค้านจำนวนมาก ยังไม่สามารถหาวิธีการทดแทนได้ ต่างประเทศคัดค้าน ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ และขัดต่อความตกลงใน WTO เป็นต้น

เครือข่ายฯ เห็นว่ามติที่ยกเลิกการแบนไกลโฟเซต เป็นมติที่ไม่ชอบด้วย ทั้งนี้เนื่องจาก

ประการแรก ข้ออ้างการทบทวนมติเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2652 ไม่มีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอ เพราะ

1) การอ้างว่าไกลโฟเซตไม่เป็นอันตรายเพราะสหรัฐและหลายประเทศยังอนุญาตให้ใช้อยู่ ขัดแย้งกับข้อวินิจฉัยของ IARC องค์การอนามัยโลก และคำตัดสินของศาลสหรัฐที่ให้บริษัทไบเออร์ต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าปรับจำนวนมหาศาลแก่ผู้ใช้และแก่รัฐ โดยจำนวนคดีที่มีการฟ้องศาลแล้วมีจำนวนมากกว่า 40,000 คดี

2) การอ้างว่าขัดต่อความตกลงในองค์กรการค้าโลกฟังไม่ขึ้น เนื่องจากในความตกลงสุขอนามัยและอนามัยพืช (SPS) มีบทยกเว้นใน Annex B –ข้อ 6 อนุญาตให้ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 60 วันในกรณีที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทบต่อสุขภาพ

3) การอ้างว่ามีผู้คัดค้านจำนวนมากจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นออนไลน์เป็นไปโดยมิชอบ เนื่องจากกรมวิชาการเกษตรได้นำรายชื่อผู้คัดค้านจากกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทสารพิษกำจัดศัตรูพืช 17,527 รายชื่อมารวมด้วย

4) การกล่าวอ้างเรื่องผลกระทบการนำเข้าสินค้าเกษตรโดยเฉพาะถั่วเหลืองและข้าวสาลีซึ่งประเทศไทยไม่สามารถผลิตได้หรือผลิตได้ไม่เพียงพอ จนส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นความจริง เนื่องจากสามารถปรับค่าสารตกค้างการนำเข้า (Import Tolerance) ให้มีค่าต่ำสุดที่ไม่กระทบต่อการนำเข้าได้

5) ส่วนกรณีข้ออ้างว่าไม่มีระยะเวลาเพียงพอและไม่มีวิธีการทดแทนนั้น กระทรวงเกษตรฯมีระยะเวลากว่า 2 ปี 7 เดือน สำหรับดำเนินการแต่กลับไม่เสนอทางเลือกที่เป็นรูปธรรม ทั้งๆที่ในทางปฏิบัติและการวิจัยของกรมวิชาการเกษตรเองพบว่าในพืชหลักหลายกลุ่ม วิธีการควบคุมวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมีเป็นแนวทางหลักของเกษตรส่วนใหญ่อยู่แล้ว


ประการที่สอง กระบวนการลงมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่อ้างว่ามีความเห็นเป็นเอกฉันท์ เป็นกระบวนการที่มิชอบ เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข แถลงยืนยันมติเดิมให้มีการแบน 3 สาร

ตามมาตรา 12 ของพ.ร.บ.วัตถุอันตรายกำหนดไว้ว่า ".. การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด.." โดยที่ผ่านมา การวินิจฉัยในกรณี 3 สาร ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกันของคณะกรรมการ ได้ใช้วิธีการลงคะแนนตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา

ข้อเสนอ

1. ยืนยันให้ทุกฝ่ายเคารพมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมต้องดำเนินการตามขั้นตอนในการออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้การแบนพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายโดยเร็ว

2. เครือข่ายฯ ขอประกาศจะดำเนินการฟ้องศาลปกครอง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ดำเนินการประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 โดยมิชอบ

3. เครือข่ายฯได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบการตกค้างของ 3 สารพิษ ในสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่ใส่ใจและมีนโยบายคุ้มครองสุขภาพของประชาชน

4. เครือข่ายฯจะดำเนินการฟ้องคดีแบบกลุ่มให้กับผู้ที่ได้รับอันตรายจาก 3 สารพิษนี้ ภายในเดือนนี้ โดยความร่วมมือกับทีมทนายความที่ต่อสู้คดีให้กับนายดเวนย์ ลี จอห์นสัน ที่ชนะคดีไกลโฟเซตในสหรัฐอเมริกา

5. เรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนเกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยดำเนินการตามมติและข้อเสนอของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์ 423 ต่อ 0

https://voicetv.co.th/read/cqbb66tdf
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 3rd, 2019, 08:19 PM   #387
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

“มนัญญา” ยันไม่มีการนำเข้า 3 สารเพิ่ม เดินหน้าส่งออกค้างสต๊อกกลับประเทศต้นทาง 1,700 ตัน

วันที่ 3 ธันวาคม 2562

“มนัญญา” ยันไม่มีการนำเข้า 3 สารเพิ่ม เดินหน้าส่งออกค้างสต๊อกกลับประเทศต้นทาง 1,700 ตัน
นางสาวมนัญ​ญา​ ไทย​เศรษฐ์​ รมช.เกษตร​และ​สหกรณ์​ กล่าวว่า ขอยืนยันแนวนโยบายตามมติเดิมว่าในขณะนี้ไม่มีการนำเข้าสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด คือ พารา​ควอต​ ไกล​โ​ฟ​เซต​ และ​คล​อร์​ไพริฟอส​ แล้ว แต่สำหรับบริษัทกว่า 70-80 บริษัท​ ที่มีใบอนุญาต​นำเข้าสารเคมีอย่างถูกต้อง​ตาม​กฎหมาย ยังสามารถนำเข้าสารอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด อาทิ สารกำจัดวัชพืช​และแมลง เป็นต้น โดยสารดังกล่าวมีการนำเข้ามาในประเทศแล้วกว่า 6,000 ตัน ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการชะลอตามมติบอร์ดวัตถุอันตราย แต่ยังยึดแนวทางและมาตรการผลักดันสารเคมีออกไปยังประเทศต้นทางและประเทศที่ 3 ซึ่งล่าสุด มี 60-70 บริษัท ได้แจ้งความจำนงจะขอส่งออกไปยังประเทศที่ 3 แล้วประมาณ 1,700-2,000 ตัน จากก่อนหน้านี้ที่ได้รวบรวมกว่า 700 ตัน

“ดิฉันยังคงยืนยัน ที่จะใช้แนวทางและมาตรการผลักดันสารเคมีออกไปยังประเทศต้นทางและประเทศที่ 3 ซึ่งล่าสุด มี 60-70 บริษัท ได้แจ้งความจำนงจะขอส่งออกไปยังประเทศที่ 3 แล้ว 1,700 ตัน โดยจะเร่งรัดส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์และเมียนมา เพื่อเคลียสต๊อกจะเหลือน้อยลงไปให้มากที่สุด นั่นคือทางออกเบื้องต้นที่ดีที่สุดที่ทำได้ในตอนนี้”


นางสาวมนัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่ประกาศราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกรมวิชาการเกษตร ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน​ 2562 เรื่องการแจ้งครอบครอง ภายใน 15วัน และอีก 15วันต้องส่งคืนวัตถุอันตราย นั้น หากยังไม่มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อแบน 3 สาร ดังกล่าว ทั้งหมดถือว่ายังไม่มีผลบังคับตามกฎหมา

https://www.prachachat.net/economy/news-397878
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 3rd, 2019, 08:47 PM   #388
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

1ม.ค.2563เลิกใช้ถุงพลาสติก ค้าปลีกตั้งธงลด9,000ล้านใบต่อปี

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562

นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ตลอดปี 2562 สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ผนึกกำลังกับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และภาคีเครือข่ายสมาคมผู้ค้าปลีกไทยกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ด้วยการลงนามข้อตกลงความร่วมมืองดให้บริการถุงพลาสติกทุกวันที่ 4 ของเดือน กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อร่วมกันลดปริมาณขยะถุงพลาสติกที่เป็นปัญหาสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนและสิ่งมีชีวิตทั่วโลก


จากการรณรงค์แคมเปญ “ลดให้ลดรับ” เบื้องต้นสมาคมผู้ค้าปลีกไทย พบว่าสามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วได้กว่า 2,000 ล้านใบ หรือประมาณ 4.6%เท่านั้นสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เห็นว่าหากนำแคมเปญ “งดให้ งดรับ” ถุงพลาสติกหูหิ้วทุกวันมาใช้ในปี 2563 อย่างจริงจังกับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าในเครือข่ายสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ทางสมาคม คาดว่าจะสามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วได้มากถึง 9,000 ล้านใบต่อปี หรือคิดเป็น 20% ของขยะถุงพลาสติกทั้งหมด


สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงได้เชิญห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าในภาคีเครือข่ายสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เข้าหารือ โดยมีฉันทามติอย่างเป็นเอกฉันท์สนับสนุนแคมเปญ “EverydaySay No to Plastic Bags” งดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป และได้ขยายความร่วมมือโดยประสานงานกับร้านค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ จากจำนวนร้านค้าภาคีในเครือข่ายสมาคม 42 ร้านค้า เพิ่มเป็น 75 ร้านค้า เพื่อให้เกิดพลังในการผลักดัน แคมเปญ “EverydaySay No to Plastic Bags” ให้สัมฤทธิผลตามที่คาดหมาย



พร้อมกันนี้สมาคมข้อเสนอแนะต่อภาครัฐคือ ภาครัฐต้องเร่งประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนรับทราบและร่วมด้วยช่วยกันงดรับถุงพลาสติกหูหิ้วอย่างทั่วถึง ภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและชัดเจน ในการทำโครงการรณรงค์ ลด ละ เลิก การใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว และกำหนดโลโก้ งดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วเป็นสากลและมาตรฐาน เพื่อที่ร้านค้าต่างๆ จะได้นำไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ภาครัฐควรจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการ ลดใช้งดใช้ถุงพลาสติกเป็นกาลเฉพาะ เพื่อให้ห้างร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ นำเงินที่ผู้บริโภคบริจาคจากการต้องใช้ถุงพลาสติกในกรณีจำเป็น

สมาคม มีความเห็นว่า การลดขยะถุงพลาสติกหูหิ้ว ไม่ควรเป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่ควรเป็นเรื่องการใช้กฎระเบียบบังคับ ภาครัฐต้องออกเป็นประกาศ กฎกระทรวง ออกมาให้มีผลบังคับใช้กับผู้บริโภคทุกคนทั่วทั้งประเทศ

https://www.naewna.com/business/457788
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 3rd, 2019, 09:28 PM   #389
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

ยื้อแบน 3 สารป่วน ราชกิจจาฯ กรมวิชาการเกษตร
โมฆะ


2 Dec 2019

งานเข้า! กรมวิชาการเกษตรหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายพลิกมติเลื่อนแบน 2 สารไปอีก 6 เดือนและจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ส่งผลร่างราชกิจจาฯ เดิมเป็นโมฆะทันทีต้องเขียนใหม่เพื่อรองรับ

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ มีมติเลื่อนการแบน 2 สารเคมีประกอบด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 6 เดือนจากเดิมที่มีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคม 2562 เป็นมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2563 พร้อมกันนี้ยังมีมติให้จำกัดการใช้สารไกลโฟเซตตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 นั้นรายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า จากมติดังกล่าวนี้ทำให้ราชกิจจานุเบกษาเดิม ( วันที่ 18 พ.ย.2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งกรมวิชาการเกษตร เรื่องการดำเนินการกับวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 ที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีรายละเอียดว่าอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 มาตรา 43 และมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 อธิบดีกรมวิชาการเกษตร) นั้นเป็นโมฆะ

ดังนั้นต้องเร่งทำราชกิจจานุเบกษาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีมติเลื่อนการแบน 2 สารออกไปอีก 6 เดือน ส่วนมติจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต ให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เรื่องดังกล่าวนั้นความจริงผิดขั้นตอน จะไปประกาศราชกิจจาฯ รองรับก่อนไม่ได้ จะต้องรอฟังมติก่อน แล้วค่อยประกาศฯ ยังไม่ทราบว่าเรื่องดังกล่าวนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบระหว่างคนปฎิบัติกับรัฐมนตรีผู้สั่งการ

แนบประกาศราชกิจจาฯวันที่ 18 พ.ย.2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งกรมวิชาการเกษตร เรื่องการดำเนินการกับวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 ที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีรายละเอียดว่าอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 มาตรา 43 และมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ออกคำสั่งกรมวิชาการเกษตร

https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/415931
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 4th, 2019, 12:13 PM   #390
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

เกษตรกรงง! มี 3สารเคมีครอบครองตอนนี้ผิดหรือยัง? “สุริยะ” จ่อประชุมรับรองมติเลื่อนแบนสารเคมี

วันที่ 4 ธันวาคม 2562

เกษตรกรงง! มี 3สารเคมีครอบครองตอนนี้ผิดหรือยัง? “สุริยะ” จ่อประชุมรับรองมติเลื่อนแบนสารเคมี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้สอบถามกับกลุ่มเกษตรบางกลุ่ม ทั้งฝ่ายสนับสนุนการแบนและคัดค้าน ส่วนใหญ่เกษตรกรยังคงไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าแท้จริงรัฐบาลกำลังปกป้องหรือทำลายเกษตรกร และงงกับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา

และยังไม่รู้ว่าสารเคมีที่ตนมีครอบครองอยู่ตอนนี้ถือว่าผิดกฎหมายหรือยัง ต้องทำอย่างไรต่อ และเห็นเพียงการออกมาแฉกันเองของรัฐบาล นักวิชาการ ที่ดูเหมือนจะเป็นเกมการเมือง เรียกคะแนนเสียงมากกว่าจะเข้าใจเกษตรกรจริงๆ เพราะสุดท้ายวันนี้มาตรการรองรับ เยียวยา สารทดแทนก็ยังไม่มี


นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่าจากกรณีที่ผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมาย ให้ความเห็นว่าการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ไม่มีการนับองค์ประชุมขณะลงมติการเลื่อนแบนของ 2 สารเคมีอันตราย คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ ไกลโฟเซต และไม่มีการให้กรรมการแต่ละคนออกเสียงในเรื่องที่ขอมติ ดังนั้น มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายจึงไม่ใช่มติที่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งคณะกรรมการยังคงยืนยันว่ามติคณะกรรมการฯ ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาคณะกรรมการฯ มีการลงมติในหลายรูปแบบ เช่น ขอมติที่ประชุม หากไม่มีผู้คัดค้าน ถือว่ามีมติเป็นเอกฉันท์ ถ้ามีผู้คัดค้านจะบันทึกความเห็นไว้ และถือเป็นมติเสียงข้างมาก หรือมีการลงคะแนนโดยการยกมือ หรือใช้บัตรลงคะแนนก็ได้

ดังนั้น ในเดือน ธ.ค. 2562 นี้ จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อรับรองมติของวันที่ 27 พ.ย. 2562 ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันประชุม เพราะต้องรอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะต้นเรื่อง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอเรื่องเข้ามาเพื่อรับรองมติของวันที่ 27 พ.ย.2562 ก่อน

“การรับรองมติได้ ต้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. … ให้เสร็จสมบูรณ์ ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายล่าสุด จากนั้นให้นำร่างประกาศกระทรวงฯ เข้าสู่การพิจารณากลั่นกรองของคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายลำดับรอง เพื่อตรวจพิจารณาร่างประกาศฯ เสียก่อน ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ส่วนจะมีการประชุมในเดือน ธ.ค. หรือไม่ต้องติดตามอีกครั้ง จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อลงราชกิจจาประกาศใช้ต่อไป”

https://www.prachachat.net/economy/news-397946
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 6th, 2019, 11:40 AM   #391
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

ดีเดย์ 1 ม.ค.ปีหน้า ห้าง-ร้านสะดวกซื้อ งดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วจริงจังทุกวัน

วันที่ 5 ธันวาคม 2562

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผนึกห้างสมาชิกและร้านค้าเครือข่ายกว่า 75 ราย รวม 24,500 สาขา งดให้ถุงจริงจังทุกวัน ดีเดย์ 1 ม.ค.ปีหน้า วอนรัฐช่วยเร่งประชาสัมพันธ์รับรู้ทั่วประเทศ-เข้มรณรงค์งดใช้ถุง
ดีเดย์1ม.ค.ปีหน้างดให้ถุงหูหิ้ว

นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าในภาคีเครือข่ายสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกันสนับสนุน แคมเปญ เอเวอรี่เดย์ เซย์ โน ทู พลาสติก แบ็ค (Everyday Say No to Plastic Bags) งดให้ถุงพลาสติกหูหิ้ว นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 เป็นต้นไป โดยประสานงานกับร้านค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ จากจำนวนร้านค้าภาคีในเครือข่ายสมาคม 75 ร้านค้า ที่มีช่องทางจำหน่ายกว่า 24,500 ช่องทาง ยืนยันที่จะงดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วอย่างจริงจัง

อย่าง ห้างสรรพสินค้าในกลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ บิ๊กซี เทสโก้โลตัส และกลุ่มซีพีออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น

พร้อมกันนี้อยากเสนอให้ภาครัฐเร่งประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนรับทราบและร่วมด้วยช่วยกันงดรับถุงพลาสติกหูหิ้วอย่างทั่วถึง จากข้อมูลการวิจัย ผู้บริโภคในกรุงเทพและปริมณฑล รับทราบถึงการประชาสัมพันธ์งดให้ถุงพลาสติกหูหิ้ว แต่ประชาชนในต่างจังหวัดมีสัดส่วนการรับทราบถึงการประชาสัมพันธ์ดังกล่าวน้อยมาก และควรจะต้องประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆตลอดช่วง 6 เดือนแรก ขณะเดียวกันภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและชัดเจน ในการทำโครงการรณรงค์ ลด ละ เลิก การใช้ถุงพลาสติก หูหิ้ว และกำหนดโลโก้ งดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วเป็นสากลและมาตรฐาน เพื่อที่ร้านค้าต่างๆ จะได้นำไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สร้างความตระหนักรู้กับผู้บริโภค เช่น ฉลากเบอร์ 5 ลดการใช้พลังงาน เป็นต้น


นอกจากนี้ภาครัฐควรจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการ ลดใช้ งดใช้ถุงพลาสติกเป็นกาลเฉพาะ เพื่อให้ห้างร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ นำเงินที่ผู้บริโภคบริจาคจากการต้องใช้ถุงพลาสติกในกรณีจำเป็น และสมาคมฯ มีความเห็นว่า การลดขยะถุงพลาสติกหูหิ้ว ไม่ควรเป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่ควรเป็นเรื่องการใช้กฎระเบียบบังคับ เพราะสมาชิกสมาคมฯ ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลามากกว่า 5 ปี โดยเป็นภาคสมัครใจและให้ผลประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบต่างๆ แต่ก็ยังได้ผลน้อยมาก รวมทั้งสมาคมฯ มีความเห็นว่า การจะแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกให้ได้ผล ภาครัฐต้องออกเป็นประกาศ กฎกระทรวง ออกมาให้มีผลบังคับใช้กับผู้บริโภคทุกคนทั่วทั้งประเทศ

“ปี 2562 ที่ผ่านมาสมาคมฯได้ผนึกกำลังกับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และภาคีเครือข่ายสมาคมผู้ค้าปลีกไทยกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ลงนามข้อตกลงความร่วมมืองดให้บริการถุงพลาสติกทุกวันที่ 4 ของเดือน กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย และจัดกิจกรรมมากมายและหลากหลายวิธี นับตั้งแต่ไม่รับถุงพลาสติกได้คะแนนสะสมมูลค่า 1-3 บาท หรือบริจาคเป็นเงินเข้าองค์กรการกุศลต่างๆ ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วไปเพียง 2,000 ล้านใบ หรือประมาณ 5,755 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท หรือ 4.6% ปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วในประเทศไทยมีมากถึง 45,000 ล้านใบต่อปี หากเรานำแคมเปญ งดให้ งดรับถุงพลาสติกหูหิ้วทุกวัน มาใช้ในปี 2563 อย่างจริงจัง คาดว่าจะสามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วได้มากถึง 9,000 ล้านใบต่อปี หรือคิดเป็น 20%ของขยะถุงพลาสติกทั้งหมด

https://www.khaosod.co.th/economics/news_3134138
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 10th, 2019, 10:15 PM   #392
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

เมื่อไทยกลายเป็นที่ตั้งโรงงานจัดการขยะไอที เสี่ยงก่อมลภาวะ-กระทบสุขภาพ

Tue, 2019-12-10

หลังจีนแผ่นดินใหญ่เลิกทำอุตสาหกรรมจัดการขยะไอที ธุรกิจที่ว่าก็เข้ามาบูมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนิวยอร์กไทม์ระบุว่าไทยกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจจัดการขยะไอทีดังกล่าว ขณะเดียวกันการรีไซเคิลขยะไอทีก็มีความเสี่ยง เพราะก่อให้เกิดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพชาวไทย ทั้งคนทำงานและผู้อยู่รอบโรงงาน แม้กระทั่งพระยังประกาศขายวัดหนีมลพิษเหล่านี้

ภาพที่เห็นในเว็บไซต์นิวยอร์กไทม์เป็นแรงงานหญิงที่นั่งคัดเลือกชิ้นส่วนไอทีที่ถูกทิ้งไม่ว่าจะเป็นแบตเตอร์รี แผงวงจรคอมพิวเตอร์ และสายไฟเป็นมัดๆ แรงานเหล่านี้ทำหน้าที่ถอดแยกชิ้นส่วนต่างๆ ของขยะไอที บางครั้งก็ด้วยค้อน บางครั้งก็ด้วยมือเปล่า ขณะเดียวกันแรงงานชายที่บางคนก็ใช้ผ้าขี้ริ้วโพกหน้าไว้เพื่อป้องกันฝุ่นควันทำหน้าที่ตักส่วนที่ไม่ใช้แล้วส่งเข้าเครื่องจักรเสียงดังแคร็งๆ ที่ทำการกู้โลหะที่ยังใช้ได้

ในขณะเดียวกันโรงงานแห่งนี้ก็ส่งควันลอยไปสู่ส่วนต่างๆ ของหมู่บ้านและไร่นา โดยที่ผู้อยู่อาศัยไม่รู้เลยว่าฝุ่นควันเหล่านี้มาจากขยะพลาสติก, โลหะ และอะไรอื่นๆ อีกหลายอย่าง พวกเขารู้อย่างเดียวว่าควันเหล่านี้มันเหม็นและทำให้พวกเขารู็สึกป่วย

โรงงานจัดการขยะที่ถูกพูดถึงนี้ชื่อ "นิวสกายเมทัล" เป็นแค่ส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมจัดการขยะไอทีที่กำลังเฟื่องฟูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานจำพวกนี้ผุดขึ้นเป็นผลมาจากการที่จีนเลิกรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ก่อมลพิษต่อผืนดินและผู้คน
ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

นิวยอร์กไทม์ระบุว่าประเทศไทยกลายเป็นประเทศศูนย์กลางรับจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้โดยเฉพาะ แม้ว่าจะมีนักกิจกรรมต่อต้านและรัฐบาลก็พยายามงัดข้อเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความปลอดภัยสาธารณะกับผลกำไรที่จะได้จากการค้าขยะนี้



พระอธิการชยพัทธ์ เจ้าอาวาส ติดป้ายประกาศขายวัดบุญญาราม ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โดยเจ้าอาวาสระบุว่าต้องการเรียกร้องให้หน่วยงานทั้งในระดับจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงมาดูแลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านและวัด ในเรื่องของมลพิษทางอากาศที่มาในรูปแบบของกลิ่นเหม็น ภาพข่าวเมื่อ 13 มกราคม 2561 (ที่มา: NewTV)


ผู้จับตามองด้านสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมเปิดเผยว่าถึงแม้ว่าไทยจะเคยสั่งแบนการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ยังคงมีโรงงานจำพวกนี้เปิดอยู่ทั่วประเทศและมีการจัดการกับขยะไอทีจำนวนมาก

จิม พัคเกตต์ ผู้อำนวยการบริหารของบาเซลแอ็กชันเน็ตเวิร์กซึ่งเป็นองค์กรต่อต้านการนำขยะมาถมทิ้งในประเทศยากจนกล่าวว่า "จีนแค่ย้ายฐานปฏิบัติการ (เกี่ยวกับขยะไอที) ทั้งหมดมาอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น" พักเกตต์กล่าวอีกว่ากลุ่มคนเหล่านี้ทำเงินด้วยการ "จัดการขยะทีละมากๆ โดยอาศัยแรงงานผิดกฎหมายราคาถูก และสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง"

การกดขี่แรงงานและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่หละหลวม
สหประชาชาติระบุว่ามีปริมาณการผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ราว 50 ล้านตันทั่วโลกในทุกๆ ปี จากการที่ผู้บริโภคคุ้นชินกับการทิ้งขว้างอุปกรณ์ไอทีรุ่นเก่าจากปีที่แล้วเพื่อหาซื้อรุ่นใหม่ และภาระเหล่านี้ก็ตกมาอยู่กับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้จีนเคยเป็นผู้จัดการขยะรายใหญ่แต่พวกเขาก็สั่งยกเลิกนำเข้าขยะในพื้นที่ประเทศตัวเองเมื่อปี 2561 ด้วยสภาพกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่หละหลวม และการกดขี่แรงงาน ทำให้มีการส่งขยะเหล่านี้เข้ามาจัดการในไทยแทน ซึ่งงานจัดการจำพวกโลหะอย่าง ทอง เงิน และทองแดง จากชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และโทรทัศน์ นั้นถือเป็นงานที่ต้องอยู่กับสารปนเปื้อนและอันตราย

กลุ่มสิ่งแวดล้อมระบุว่าในประเทศไทยมีแรงงานที่ไม่มีเอกสารประกอบจำนวนมากจากประเทศที่ยากจนกว่าอย่างพม่าและกัมพูชา พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกกดขี่และยิ่งมีการเพิ่มโรงงานจัดการขยะเหลานี้ก็ยิ่งทำให้ความต้องการแรงงานเหล่านี้มีมากขึ้น

นิวยอร์กไทม์รายงานว่านับตั้งแต่ที่จีนยกเลิกนำเข้าขยะก็มีการสร้างโรงงานจัดการขยะในไทยถึง 28 แห่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานจัดการขยะไอทีใในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราใกล้กับกรุงเทพฯ อีกแหล่งหนึ่งที่มักจะมีโรงงานขยะไปตั้งคือแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย แต่ก็น่ากังวลว่าอาจจะมีจังหวัดอื่นๆ นอกจากนี้ที่จะอนุญาตตั้งโรงงานเพิ่มขึ้น

ในปีนี้มีการให้ใบอนุญาตประกอบการโรงงานจัดการขยะไอที 14 แห่งในจังหวัดฉะเฺชิงเทรา มีอยู่ 6 แห่งตั้งบนเกาะขนุน และมีอยู่ 5 แห่งที่มีความเกี่ยวข้องกับนิวสกายเมทัลหรือภรรยาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโรงงานนี้ ในขณะที่ชาวไร่ชาวนาตัดพ้อว่าพวกเขาเลือกอากาศหายใจไม่ได้ การมีโรงงานเหล่านี้มาตั้งทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการตายผ่อนส่งเพราะมลพิษ ขณะที่แรงงานที่ได้ค่าแรงราว 300-350 บาทต่อวันจากการคัดแยกขยะบอกว่าเธอไม่รู้เลยว่างานนี้มีอันตรายด้วย

ผลกระทบต่อชีวิตผู้คนใกล้โรงงาน และความรุนแรงจากผู้มีอิทธิพล
ไม่เพียงแค่ชาวบ้านเกษตรกรเท่านั้น แม้แต่พระจากวัดก็อยู่ไม่ได้เพราะฝุ่นควันของโรงงานขยะ ถึงขั้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีการแปะป้าย "ขายวัดราคาถูก" ที่วัดในตำบลเขาหินซ้อน เพราะพระในวัดทนต่อการเผาขยะจากโรงงานไม่ไหว หนึ่งในโรงงานที่มาตั้งไกล้วัดดังกล่าวเรียกตัวเองว่า "ศูนย์จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ คิง ไอโบ" มีพนักงานในสำนักงานที่มักจะมาเยือนเป็นชาวจีนทั้ง 3 คน และในขณะเดียวกันก็มีการจ้างแรงงานพม่า 100 คนในการจัดการกับขยะจำนวนมหาศาลจากรถคอนเทนเนอร์

ทั้งนี้ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ทางการไทยจะพยายามจัดการกับปัญหานี้แต่การดำเนินการก็ยังไม่เข้มงวดพอ นอกจากนี้ในรายงานของนิวยอร์กไทม์ยังเผยให้เห็นว่ามีนักกิจกรรมที่พยายามรณรงค์เรื่องนี้ถูกพยายามฆ่าจากผู้มีอิทธิพลจากวงการขยะ เหตุดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา มีนักกิจกรรมที่ต่อต้านการนำขยะมาสร้างมลพิษในบ้านเกิดของเขาถูกคนขี่รถจักรยานยนต์มายิงที่ใกล้ๆ บ้านเขา รวมถึงมีการขว้างระเบิดปิงปองใส่บ้านเพื่อนเขา อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่บ้านเมื่อปี 2556 เขาถูกยิง 4 นัดหลังจากที่พูดเกี่ยวกับการข้ามถมทิ้งขยะมีมลพิษ ผู้จ้างวานก่อเหตุซึ่งเป็นข้าราชการภาคส่วนงานอุตสาหกรรมในท้องถิ่นก็ถูกตัดสินให้พ้นข้อกล่าวหา

อีกส่วนหนึ่งที่เผยให้เห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาขยะ คือเรื่องกฎหมาย ในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา มีการออกกฎหมายผ่อนปรนการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมทำให้โรงงานขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ผลประโยชน์จากการไม่ต้องถูกตรวจสอบไปด้วย และในขณะเดียวกันร่างกฎหมายที่เสนอให้มีการกำกับควบคุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ในไทยมากขึ้นก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากในสภา ทั้งนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตจากเจ้าหน้าที่ทางการว่ามีขยะไอทีบางส่วนที่ถูกนำลักลอบเข้ามาในไทยโดยแปะป้ายให้เป็นขยะอื่นๆ ด้วย

เรื่องนี้ส่งผลเลวร้ายทำให้เกิดมลภาวะ เพราะขยะอิเล็กทรอนิกส์บางส่วนถ้าหากไม่ได้รับการเผาด้วยอุณหภูมิที่มากพอก็จะทำให้เกิดสารไดอ็อกซิน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดมะเร็งและปัญหาด้านพัฒนาการได้และอาจจะปนเปื้อนเข้าไปในแหล่งอาหารของผู้คนด้วย ถ้าหากไม่มีความระมัดระวังอย่างเพียงพอมลพิษจากโลหะหนักก็อาจจะซึมเข้าสู่ชั้นดินและแหล่งน้ำใต้ดินได้

https://prachatai.com/journal/2019/12/85475





แฟ้มภาพพื้นที่จัดเก็บขยะแห่งหนึ่งที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ภาพถ่ายปี 2556
ที่มา: Myat T. Aung/Wikipedia
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 12th, 2019, 01:51 PM   #393
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

โป๊ะแตก! ทำไมใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแทนสารเคมี

12 Dec 2019

เปิดคลิป “มนัญญา” บุก บริษัทตรวจสต็อกสารเคมี ไล่ต้อนเอกชนจน “ฉกรรจ์” ที่ปรึกษาฯ หลุดว่าเป็นผู้นำเข้ารถแทรกเตอร์ วงการถึงบางอ้อ ทำไมใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแทนสารเคมีผ่านระบบสหกรณ์

แหล่งข่าวผู้ประกอบการ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีที่ที่นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะให้สหกรณ์ยกเลิก 3 สารเคมีแล้วจะจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและเครื่องมือต่างๆ ที่จะใช้สำหรับกำจัดวัชพืชและเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูกเช่น รถไถ เครื่องตัดหญ้า รถแทรคเตอร์ นำไปบริการแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปโดยจะขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นเงินอุดหนุน 90% และให้สหกรณ์สมทบอีก 10% เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ดังกล่าว
เบื้องต้น (วันที่ 25 พ.ย.62) ได้มีการสำรวจสหกรณ์ที่สนใจและมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ 169 สหกรณ์ สมาชิก 101,400 ราย เป็นสหกรณ์ที่ผลิตข้าวโพด 44 แห่ง อ้อย 5 แห่ง มันสำปะหลัง 11 แห่ง ไม้ผล 6 แห่ง ยางพารา 78 แห่ง และปาล์มน้ำมัน 19 แห่ง

แหล่งข่าวผู้ประกอบการ กล่าวว่าตอนแรกก็ไม่เข้าใจ คาดว่าคุณมนัญญาเป็นห่วงในมุมของผู้บริโภค แต่พอมาเจอคลิปนี้ถึงบางอ้อทันที ซึ่งวันนั้นทางคุณมนัญญา ลงสุ่มตรวจบริษัทที่ครอบครอง 3 สารเคมีเกษตร พร้อมกับนายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งช่วงจังหวะที่ตอบโต้กันนั้น ปรากฏว่านายฉกรรจ์ หลุดว่ามีบริษัทนำเข้ารถแทกเตอร์ซึ่งจะต้องเสียภาษีนำเข้า ต่างจากสารเคมีนั้นไม่ต้องเสียอะไรเลย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญใช่หรือไม่ที่ต้องการยกเลิก 3 สารเคมีมาใช้เครื่องจักรการเกษตรแทน

ด้านศาสตราจารย์รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืชและวิทยาศาสตร์เกษตร ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า นโยบายส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรกำจัดวัชพืชซึ่งจะนำร่องในสหกรณ์การเกษตรนั้นเชื่อว่า เมื่อถึงฤดูฝนจะประสบปัญหามาก นำรถไถ รถแทรกเตอร์เข้าร่องสวนและไร่ไม่ได้เนื่องจากหน้าดินอ่อน รวมทั้งหากมีน้ำหนักมาจะกระทบต่อระบบรากพืช ในช่วงฤดูฝนนั้น วัชพืชเติบโตเร็วมาก การใช้เครื่องจักรตัดเพียง 2-3 วันก็ต้องตัดใหม่ จะหมุนเวียนเครื่องจักรให้สมาชิกสหกรณ์ใช้ได้ทั่วถึงได้หรือไม่

หากกำจัดวัชพืชไม่ทัน ผลผลิตจะเสียหายทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ “ทราบว่า ในกลุ่มสหกรณ์ยางพาราและปาล์มน้ำมัน กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนผ่านตัดหญ้า แล้วรถไถซึ่งมีราคาแพง สหกรณ์ต้องจ่ายเองหรือให้หาควายมาลาก ส่วนเครื่องตัดหญ้าสะพายหลังที่ให้สหกรณ์ละ 1 เครื่องจะแบ่งกันใช้อย่างไร หากศึกษาประวัติศาสตร์การทำเกษตรอย่างถี่ถ้วนจะทราบว่า เครื่องจักรกลการเกษตรประดิษฐ์ขึ้นก่อนจะมีสารเคมี

ทั้งนี้เพราะเมื่อทำเกษตรในเนื้อที่มากๆ เครื่องจักรกลกำจัดวัชพืชไม่ทัน จึงเป็นสาเหตุให้มีผู้คิดค้นสารเคมีขึ้นมาซึ่งหากใช้ให้ถูกต้องจะไม่เป็นพิษทั้งต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่วนสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชยืนยันว่า ไม่มี” ศาสตราจารย์รังสิตกล่าว

https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/416659?
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 13th, 2019, 01:08 PM   #394
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

ฉลุย! บิ๊กป้อม ไฟเขียว มท. ก่อสร้างจัดการน้ำเสีย 464 แห่ง 4 หมื่นล้าน

วันที่ 13 ธันวาคม 2562

ฉลุย! บิ๊กป้อม ไฟเขียว มท. ก่อสร้างจัดการน้ำเสีย 464 แห่ง 4 หมื่นล้าน กปภ.ชง กนช. เคาะ 14 โครงการจ่ายน้ำประปา 1 หมื่นล้าน ในพื้นที่ EEC

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.62 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 6 ด้าน ครั้งที่ 1/2562 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมรับทราบแผนปฏิบัติการของหน่วยงานภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ประกอบด้วย แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำเสียชุมชน ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) โดยองค์การจัดการน้ำเสีย เสนอโดยกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการระหว่างปี 2564-2580 แบ่งกรอบการดำเนินงาน 3 ระยะ รวมระบบบำบัดน้ำเสียที่ต้องก่อสร้าง 464 แห่ง ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 780 แห่ง วงเงินมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 1.70 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน โดยจะบรรจุเข้าสู่แผนแม่บทและขับเคลื่อนในปี 64

สำหรับโครงการเพื่อการพัฒนา ปี 2562 และปี 2563 โดยการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายน้ำประปาในพื้นที่ที่ประสบปัญหา ให้สามารถบริหารน้ำประปาแก่ประชาชนได้เพิ่มขึ้นอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างพอเพียง ตอบสนองนโยบายรัฐบาลทั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) และรองรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำนวน 14 โครงการ วงเงินมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายระบบประปาเดิม


“เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จจะมีกำลังการผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้นอีก 513,960 ลบ.ม./วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 453,583 ราย (ประมาณ 729,542 คน) แต่เนื่องจากแผนปฏิบัติดังกล่าวมีเป้าหมายและรายละเอียดในระยะปี 62-63 เท่านั้น ที่ประชุมจึงมอบให้ กปภ.กลับไปจัดทำรายละเอียดของแผนปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายและครบทุกแผนงาน และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมแหล่งน้ำต้นทุนให้เพียงพอและชัดเจนยิ่งขึ้นว่าจะนำน้ำต้นทุนมาได้อย่างไร โดยในช่วงบ่ายจะหารือกับ กปภ. โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซีจะมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งจะเสนอรายละเอียดโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อีอีซีเพื่อเสนอกอช.ในวันที่ 20 ธ.ค.”

นอกจากนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้เสนอแผนบริหารจัดการการแก้ไขปัญหาน้ำในจังหวัดภูเก็ต พล.อ.ประวิตรได้มอบให้สนทช.พิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง

“พล.อ.ประวิตรได้สั่งการเรื่องน้ำบาดาลที่ได้อนุมัติงบประมาณราว 1 พันล้านบาทไปแล้วแต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ที่ผ่านมา เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์”

ขณะที่โครงการเพิ่มน้ำต้นทุนและระบบกระจายน้ำเพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนแล้งทิ้งช่วงและอุทกภัย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำพร้อมระบบกระจายน้ำเพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่โดยการสูบน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนประเภทน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ด้วยเครื่องสูบน้ำ ซึ่งมีระบบเชื่อมต่อกับแผงโซล่าเซลล์เพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำ เข้าไปสำรองเก็บในถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ พร้อมพัฒนาระบบกระจายน้ำและปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำให้กับกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรต่อไร่ให้เพิ่มสูงกว่าปัจจุบัน จำนวน 5,583 แปลง เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ 320,453 ราย ในพื้นที่ 5,520,422 ไร่ โดยให้จัดทำแผนเร่งด่วนเสนอให้กนช.พิจารณารวมทั้งจัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติการระยะ 20 ปี และเสนอให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำพิจารณาเห็นชอบต่อไป ในวันที่ 20 ธ.ค.เพื่อให้ทันต่อการของบประมาณรายจ่ายประจำปี 64 ซึ่งสำนักงบประมาณให้เวลาไว้ปลายเดือนม.ค.63 ต้องให้จบ

https://www.prachachat.net/economy/news-401153
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 18th, 2019, 07:23 PM   #395
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

"ซาเล้ง" เสี่ยงตกงานนับล้านคน จี้รัฐฯ หยุดนำเข้าขยะ

18 ธันวาคม 2562

จากการนำเข้าขยะรีไซเคิล ทำให้ราคาขยะในประเทศตกต่ำ กลุ่มซาเล้งต้องเปลี่ยนอาชีพ เพราะเก็บขยะไปขายไม่คุ้ม นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของซาเล้งเท่านั้น แต่อาจจะทำให้รอบตัวทุกคนมีปริมาณขยะมากขึ้น และอีก 6 เดือนข้างหน้า ถ้าประเทศไทยยังไม่แก้ไข อาจจะได้เห็นซาเล้งนับล้านคน

วันนี้ (18 ธ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่เคยขับรถซาเล้งเก็บขยะรีไซเคิลขายเลี้ยงครอบครัว รายได้วัน 500-800 บาท มานานไม่ต่ำกว่า 20 ปี วันนี้ อดีตซาเล้งกลุ่มนี้กำลังจะเดินทางไปทำงานก่อสร้าง แทนอาชีพซาเล้ง ที่กำลังจะหายไปจากสังคมหมุนเวียน ประเทศไทยมีซาเล้งไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน หลายคนตกงาน จากราคาขยะรีไซเคิลตกต่ำตั้งแต่ต้นปี เพราะไม่มีแรงจูงใจเก็บขยะ

ห่วง "ขยะล้นเมือง" หากไม่เร่งแก้ไขปัญหา

วงจรสังคมหมุนเวียนที่กำลังพังทลาย ไม่ต่างกับการล้มนโยบายของรัฐบาล คือภาพสะท้อนที่สภาผู้ประกอบการขยะรีไซเคิล เชื่อว่า "ภาวะขยะจะล้นเมือง" รอไทยอยู่ไม่ไกล หากไม่เร่งแก้ไขภายในระยะเวลา 3-6 เดือน จากนี้จะมีซาเล้งตกงานนับล้านคน และรัฐฯ ต้องสูญเสียงบประมาณสร้างเตาเผา นับแสนล้านบาท เพื่อมากำจัดขยะเหล่านี้แทนซาเล้ง


"วราวุธ" ยันไม่ยอมให้ไทยเป็นถังขยะโลกวราวุธ ศิลป

ปัญหาขยะตกต่ำเกี่ยวข้องกับ 3 กระทรวงใหญ่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยฯ ที่ดูเหมือนจะมีนโยบายชัดแบนขยะทุกชนิด ย้ำชัดปีหน้าจะไม่ยอมให้ไทยเป็นถังขยะโลก เพื่อช่วยซาเล้ง

ทั้งนี้ แม้รัฐจะยืนยันจะควบคุมการนำเข้าขยะ แต่ไม่ได้ทำให้กลุ่มซาเล้ง ธุรกิจรับซื้อขยะนับ 3,000 ราย สภาผู้ประกอบการขยะรีไซเคิลมั่นใจในเร็วๆ นี้ พวกเขาจะยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เพราะปีหน้าโลกต้องการสังคมหมุนเวียน แต่ไทยกลับล้มนโยบายจัดการขยะทั้งที่เป็นวาระแห่งชาติ

https://news.thaipbs.or.th/content/287188
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 18th, 2019, 07:59 PM   #396
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

งามไส้!! สต๊อก 3 สารเคมีอันตราย พบบวม บานทะโร่ หลังคกก.วัตถุอันตราย แทงกั๊กไม่แบน

สยามรัฐออนไลน์ 18 ธันวาคม 2562

งามไส้!! สต๊อก 3 สารเคมีอันตราย พบบวม บานทะโร่ หลังคกก.วัตถุอันตราย แทงกั๊กไม่แบน เตรียมตั้งกก.สอบสต๊อก ยกขึ้นบนดิน


วันที่ 18 ธ.ค. แหล่งข่าวในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ มีรายงานว่า น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กำลังหามาตรการที่จะแก้ไขปัญหาสารเคมีที่ไม่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ 3 สารเคมีอันตรายที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่ชัดเจนในเรื่องมติการแบน เพื่อควบคุมการผลิต การจำหน่าย เพื่อให้สารเคมีอันตรายได้รับการควบคุม ป้องกันสารเคมีไร้คุณภาพวางเกลื่อนประเทศ กระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยสาเหตุสำคัญมาจากการตรวจสอบสต๊อกสารเคมีของกรมวิชาการเกษตรที่รายงานต่อคณะกรรมการวัตถันตรายที่ผ่านมา 2 ครั้ง และการตรวจสอบสต๊อกล่าสุด ไม่นิ่งและพบว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น


นอกจากนั้นที่ผ่านมา เอกชนได้มีการขออนุญาตส่งออกประมาณ 2 พันตัน แต่ตัวเลขกลับไม่ลดลง ทำให้ขณะนี้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าการทำงานของกรมวิชาการเกษตรมีปัญหาในเรื่องการปฏิบัติการตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะการจำกัดการใช้สารและการควบคุมการจำหน่ายตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ พ.ค. 2562 ที่ให้มีการจำกัดการใช้ ต้องขึ้นทะเบียนร้านจำหน่ายและผู้ซื้อต้องมีใบขึ้นทะเบียนประสงค์ที่จะใช้สารเคมีกล่าว

“สต๊อกสารเคมี ดิ้นได้ ทำให้ทุกฝ่ายงงกันมาก เพราะตัวเลขสต๊อกเมื่อ 22 ต.ค. 62 และ 27 ต.ค. 62 ก็ระบุว่ามีสต๊อกประมาณ 23,000 ตันเท่านั้น จากสต๊อกจำนวนดังกล่าว คณะกรรมการวัตถุอันตรายคาดว่า จะใช้หมดประมาณ 6 เดือน แต่ตัวเลขล่าสุด ธ.ค. กลับมีรายงานว่ากรมวิชาการเกษตรระบุว่ามี 24,000 ตัน และก่อนหน้าก็มีการขอส่งออกไปเกือบ 2 พันตัน หากคิดง่ายๆ สต๊อกไม่ควรจะเหลือเกิน 21,000 ตัน ด้วยซ้ำไป ทำให้ผู้บริหารในกระทรวงเกษตรฯหลายคนเริ่มไม่สบายใจ เพราะตัวเลข 23,000 ตันเป็นตัวเลขที่รายงานต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ควบคุมและอนุญาตนำเข้าสารเคมีของประเทศ ทำให้กระทบต่อความเชื่อถือของกระทรวง และภาพลักษณ์ทางความน่าเชื่อที่ลดลง และสุ่มเสี่ยงที่จะโดนร้องเรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้อาจต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนการรายงานสต๊อกสาร 3 ตัว ”แหล่งข่าว กล่าว

ทั้งนี้ แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า ปริมาณการครอบครองวัตถุอันตราย พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เมื่อ 11ธ.ค. 62 กรมวิชาการรายงานว่ามีจำนวน 24,930 ตัน จากร้านค้าทั่วประเทศ 14,075 แห่ง แบ่งเป็น พาราควอต 11,439 ตัน ไกลโฟเซต 11,870 ตัน และคลอร์ไพริฟอส 1,620 ตัน

https://siamrath.co.th/n/121876
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 19th, 2019, 08:32 PM   #397
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

ไทยคือศูนย์กลางรับขยะคอมพิวเตอร์

https://www.facebook.com/living.outl...06860438185560

สรุปจาก New York Times พิมพ์เมื่อวาน (8 ธ.ค. 2019)...เรื่องนี้คนไทยควรรู้ก่อนจะตายผ่อนส่งกันยกโขยง

ไม่มีสำนักข่าวไหนขุดดีและลึกเท่าสำนักข่าวเมกา ครบทุกมุมมอง มีรูปประกอบด้วย ตัดออกบ้างเพื่อไม่ให้ยาวเกิน แต่แปลให้ใกล้ข้อเขียนเดิมมากที่สุดโดยไม่มีความเห็นส่วนตัวปะปน

โดยส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก ถ้ามีใครรู้จักใครที่ไหนที่อาจช่วยดูแลแก้ไขปัญหานี้ได้ ช่วยหน่อยครับ ลิงค์ต้นฉบับภาษาอังกฤษอยู่ในโพสต์ข้างบน

..

KOH KHANUN, ประเทศไทย - คนงานทำงานบนพื้นในโรงงานที่มีแสงไฟริบหรี่ คนงานหญิงเลือกขยะอีเลคทรอนิคส์ต่างๆ (ขอเรียกสั้นๆว่าขยะอี) ที่ถูกทิ้งแล้ว: แบตเตอรี่, แผงวงจร, สายไฟ

พวกเขาทำลายขยะอีด้วยค้อนและมือเปล่า ผู้ชายบางคนมีใบหน้าที่ห่อหุ้มด้วยผ้าที่ไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วเพื่อกันกลิ่นจากขยะ บางคนใช้พลั่วตักขยะใส่เครื่อง

ในขณะที่เค้าทำงาน ควันก็ออกจากปล่องโรงงานเลื้อยตัวไปตามหมู่บ้านและฟาร์มใกล้เคียง ผู้อยู่อาศัยไม่รู้ว่าควันมาจากอะไร รู้แต่ว่า มันเหม็นและรู้สึกไม่สบายเมื่อหายใจเข้าไป

..

นี่คือโรงงาน New Sky Metal เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมขยะอีที่เจริญรุ่งเรืองทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจของจีนที่จะหยุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ของโลกและประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมนี้

เมื่อปีที่แล้วประเทศไทยสั่งห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ แต่หลังจากนั้นก็ยังมีโรงงานขยะอีเปิดใหม่ทั่วประเทศและมีขยะอีจำนวนมากที่กำลังถูกย่อยสลาย

Jim Puckett ผู้ตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจาก Basel Action Network กล่าวว่า “ขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องไปที่ไหนซักแห่ง และบริษัทจีนกำลังย้ายการดำเนินงานขยะอีทั้งหมดไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางเดียวที่จะทำกำไรก็คือการใช้แรงงานราคาถูก และทำโดยไม่สนใจต่อมลพิษจากสภาพแวดล้อม”

..

จากข้อมูลของสหประชาชาติ ในแต่ละปีมีการผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ 50 ล้านตันทั่วโลก

การย่อยสลายขยะอีเป็นงานที่สกปรกและอันตราย คนทำอุตสารกรรมนี้ก็เพื่อที่จะสกัดโลหะมีค่าจำนวนเล็กน้อยเช่นทอง เงิน และทองแดงจากโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และโทรทัศน์

เป็นเวลาหลายปีที่ประเทศจีนรับเอาขยะอีจำนวนมากของโลก ปีที่แล้ว ปักกิ่งปิดพรมแดนเอาขยะอีจากต่างประเทศ ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นที่ลงของขยะอีเพราะการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่หละหลวม

ในขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้ปฏิเสธการจัดส่งขยะจากประเทศตะวันตกเป็นรายแรก ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ผลักดันให้มีการจัดระเบียบขยะอี

ในเดือนมิถุนายนของปีที่แล้วกระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศห้ามการเอาขยะอีจากต่างประเทศเข้าไทย ตำรวจทำการตรวจค้นอย่างละเอียดในโรงงานอย่างน้อย 10 แห่งรวมถึง New Sky Metal

“New Sky Metal” ถูกปิดโดยสมบูรณ์แล้ว” นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ หัวหน้าสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังกล่าวในเดือนกันยายน “ไม่มีการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย...ศูนย์”

แต่การเยี่ยมชมหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเกาะขนุนเมื่อเร็ว ๆ นี้แสดงให้เห็นว่าโรงงานNew Sky Metal และโรงงานขยะอีอื่นๆก็ยังคงเปิดดำเนินการอยู่จนทุกวันนี้ นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงระบบการควบคุมบังคับใช้กฏหมายที่อ่อนแอ และการคอร์รัปชั่นที่ทำให้ประเทศเสียหาย

..

นับตั้งแต่ไทยสั่งห้ามการนำขยะอีเข้าประเทศ จว.ฉะเชิงเทราจังหวัดเดียวมีโรงงานรีไซเคิลขยะอีเพิ่มขึ้นอีก 28 แห่งตามสถิติของจังหวัด ในปีนี้14บริษัทในจังหวัดนี้ได้รับใบอนุญาตที่จะดำเนินงานขยะอิเล็กทรอนิกส์

โรงงานใหม่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทยระหว่างกรุงเทพและแหลมฉบัง

เจ้าหน้าที่ไทยกล่าวว่าเตาเผาขยะอีบางแห่งอาจยังคงถูอใช้กับขยะอีเก่าก่อนจะสั่งห้ามเข้า และโรงงานใหม่ๆอาจถูกใช้กับขยะในประเทศมากกว่าที่จะเป็นขยะจากต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าว New York Times ไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายนี้ เพราะขยะอีเก่าที่นำเข้ามาน่าจะหมดไปนานแล้ว และปริมาณขยะอีภายในไทยไม่มีจำนวนมากพอสำหรับโรงงานใหม่ๆที่เพิ่งมาตั้ง

หน่วยราชการของไทยซัดกันไปมา นายบรรจง สุกรีธา (สะกด?) รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมกล่าวว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศอาจถูกลักลอบนำเข้ามาในประเทศในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง “ต้องถามศุลกากรดู อาจมีเกี่ยวกับคำแถลงเท็จ(ของผู้นำเข้า)” เขากล่าว “กฎเกณฑ์นั้นไม่เพียงพอหากคนที่บังคับกฏทำงานไม่ได้เรื่อง”

แต่นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ หัวหน้าสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังกล่าวว่า ทางสำนักงานศุลกากรตรวจทุกกล่องที่ลงจอดที่ท่าเรือ และตรวจสอบอย่างละเอียดด้วย

..

ในเดือนตุลาคมของปีนี้ สภานิติบัญญัติแห่งประเทศไทยได้ขยายเข็มขัดกฎระเบียบด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกโรงงาน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมขยะอี ภายใต้ข้อกำหนดนี้ บริษัทขนาดเล็กจะไม่ถูกตรวจสอบมลพิษอีกต่อไป

“ประเทศไทยกำลังต้อนรับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมด้วยกฎหมายของตนเอง” สมนึก จงมีสิน อาจารย์ประจำสาขาการจัดการสิ่งแวดล้อมวิทยาลัยนานาชาติมหาวิทยาลัยศิลปากรกล่าว “ช่องโหว่ของกฏหมายและวิธีหลีกเลี่ยงการลงโทษมีมากมาย”

..

คำถามก็คือ ผลที่ตามมาน่ากลัวอย่างไร

หากขยะอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทไม่ได้ถูกเผาที่อุณหภูมิสูงพอ สารไดออกซินซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งและปัญหาการพัฒนาการในเด็ก จะแทรกซึมเข้าสู่ลูกโซ่วงจรอาหาร โลหะหนักที่เป็นพิษจะซึมลงสู่ดินและน้ำใต้ดิน

พระชาพัฒน์ขันตาวีระ เจ้าอาวาสชาวพุทธกล่าวว่า ทีแรกพระในวัดเริ่มไอ จากนั้นพวกเขาก็อาเจียน ต่อมามีอาการปวดหัวแบบแทบแตก...วัดนี้อยู่ใกล้โรงงานแปรรูปขยะอีหลายแห่งรอบวัด โรงงานอีอีกสองแห่งกำลังก่อสร้าง ในที่สุดท่านก็ประกาศขายวัดหนี

..

King Aibo Electronics Scrap Treatment Center หนึ่งในโรงงานที่อยู่ใกล้กับวัด ใช้ภาษาจีนในตารางเวลาวันที่ขยะอีจะมาถึง คนงานสามคนในสำนักงานในวันที่ผู้สื่อข่าวมาเยี่ยมครั้งล่าสุดเป็นชาวจีนทั้งหมด

“เรารู้ว่าคนจีนตั้งโรงงานในประเทศไทย” นายบรรจงกล่าวถึงฝ่ายงานอุตสาหกรรม แต่เขาบอกว่านับตั้งแต่มีการสั่งห้ามขยะอิเล็กทรอนิกส์ก่อตั้งขึ้น “เราเข้มงวดมากขึ้น”
King Aibo เป็นหนึ่งในโรงงานที่เริ่มดำเนินการในปีนี้

โรงงานอื่นๆ ไม่เคยถูกปิดแม้จะมีการละเมิดซ้ำๆ

โรงงานอีแห่งหนึ่งชี่อ Set Metal ได้รับคำสั่งให้ปิดตัวในเดือนเมษายน 2018 เจ้าหน้าที่กล่าวว่าโรงงานแห่งนี้ไม่เคยมีใบอนุญาตนำเข้าขยะอีและชาวบ้านบ่นเรื่องกลิ่นเหม็น

แต่เมื่อเร็วๆ เจ้าหน้าที่บริษัทพูดผ่านล่ามภาษาไทย-จีนกับผู้สื่อข่าวว่า บริษัทยังเปิดให้บริการในธุรกิจขยะอีตามเดิม ข้างหลังบริษัทมีขยะอีกองล้นหลาม แรงงานพม่าประมาณ 100 คนอาศัยอยู่ในบริเวณโรงงาน

แม้ในกรณีที่มีการยอมรับผิดการบังคับกฏหมายก็สุดห่วย ในปีนี้เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าขยะอี ที่ถูกจับกุมเมื่อปีที่แล้วถึง 2,900 ตัน ได้อันตรธานหายไปทั้งหมด โดยตำรวจได้อนุญาติให้ผู้ต้องสงสัยครอบครองขยะอีที่ถูกยึดไว้ และผู้จัดการชาวจีนก็อันตรธานหายตัวไปด้วยเช่นกัน

..

ในเดือนกันยายน สุเมธ เรียนพงษ์งาม (สะกด?) รณรงค์ต่อต้านอุตสาหกรรมขยะอีซึ่งก่อมลพิษที่บ้านเกิดของเขาที่กบินทร์บุรี คืนเดียวกันมีคนขี่รถมอเตอร์ไซค์มายิงบ้านเขา
หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนขับรถปิคอัพมาขว้างระเบิดมือเล็ก ที่รู้จักกันในชื่อระเบิดปิงปอง ใส่บ้านเพื่อนของเขา โชคดีที่เพื่อนไม่ได้รับบาดเจ็บ

คนอื่นๆโชคไม่ดีเท่า

ในปี 2013 ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งพูดถึงการทิ้งขยะพิษอย่างผิดกฎหมาย เขาถูกยิงสี่ครั้งกลางวันแสกๆ ชายผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งฆ่าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รับการปล่อยตัวในเดือนกันยายน

..

Ei Thazin หญิงพม่าที่ทำงานในโรงงาน New Sky Metal กล่าวว่าเธอได้รับค่าจ้าง 200บาทต่อวันในการคัดแยกโลหะ “ฉันไม่รู้หรอกว่านี่เป็นงานที่อันตราย” เธอกล่าว

ในประเทศไทยคนงานต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฏหมายมีนับล้านคนจากประเทศที่ยากจนกว่าเช่นพม่าและกัมพูชา คนเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดแรงงาน ผู้สังเกตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวเพิ่มเติมว่าแรงงานผิดกฏหมายนี้จะเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

..

ใน 14 โรงงานที่ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจขยะอีในปีนี้ในจังหวัดฉะเชิงเทรา หกแห่งอยู่ที่เกาะขนุน ห้าแห่งเชื่อมโยงกับผู้ชายคนหนื่งที่เกี่ยวข้องกับ New Sky Metal หรือกับภรรยาของเขา

“เราไม่สามารถเลือกอากาศที่เราหายใจได้” นางเมตตา เกษตรกรไร่ชาวยูคาลิปตัสใกล้ๆ New Sky Metal กล่าว “ตอนนี้จะมีโรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ เราทุกคนกำลังจะตายอย่างช้าๆ”

8/12/2562 https://www.nytimes.com/2019/12/08/w...east-asia.html













napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 20th, 2019, 07:23 PM   #398
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

จ่อเซตซีโร่ 3 พันทะเบียน สารเคมีเกษตร

18 Dec 2019

3 พันทะเบียนสารเคมีเกษตรส่อโมฆะ หลังกฤษฎีกาตีความประกาศกระทรวงเกษตรฯ ปี 2551 มิชอบด้วยกฎหมาย “เสริมสุข” ใส่เกียร์ 5 ชงประกาศกระทรวงใหม่ให้มีผลย้อนหลัง ส่ง “เฉลิมชัย” ลงนามแต่รัฐมนตรีช่วยยังดองเรื่องชี้ความผิดสอยอธิบดีย้อนหลังกรมวิชาการเกษตรได้ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551 ลงนาม

โดยนายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(นายธีระ วงศ์สมุทรที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น)

อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2561 คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความประกาศกระทรวงฯ ดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการ เกษตรคนปัจจุบัน ได้เร่งออกร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ พ.ศ.... เพื่อให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรนั้น


แหล่งข่าวกรมวิชาการเกษตร เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในปี 2559 ที่มีนายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ เป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ทำหนังสือที่ กษ 0927/6054 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ตีความกฎหมายประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย การออกใบสำคัญ และการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ พ.ศ. 2551 ซึ่งต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2561 ว่ามิชอบด้วยกฎหมายในประเด็นสำคัญคือ

1. กรณีที่มีผู้ขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายชนิดเดียวกันจากแหล่งผลิตเดียวกันตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ร่วมกันทำการทดลองจนได้ผลการทดลองประสิทธิภาพและพิษตกค้างแล้ว ต่อมาผู้ขอยื่นขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายรายที่ 1 ได้ใช้ผลการทดลองประสิทธิภาพและพิษตกค้างร่วมไปทำการขอขึ้นทะเบียน หากปรากฏว่าต่อมาผู้ร่วมทดลองรายที่ 2 หรือรายที่ 3 ไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียนโดยใช้ผลการทดลองประสิทธิภาพและพิษตกค้างซึ่งได้ทำการทดลองร่วมกันดังกล่าวข้างต้นมาใช้ประกอบการขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย โดยจะถือว่าผลการทดลองดังกล่าวเป็นของผู้ร่วมทดลองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในผลการทดลองดังกล่าวได้หรือไม่ หรือจะถือว่าเมื่อมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนำผลการทดลองประสิทธิภาพและพิษตกค้างนั้นไปใช้แล้วบุคคลอื่นที่ร่วมกันทดลองนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าไม่สามารถนำมาใช้เพื่อประกอบการขอขึ้นทะเบียนได้อีก

2. การออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องกำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียนและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติมเสียก่อนโดยมาตรา 36 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 บัญญัติให้รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ซึ่งในกรณีนี้ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจโดยเฉพาะของรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการขึ้นทะเบียนไม่สามารถมอบอำนาจให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรออกประกาศในเรื่องของการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย การออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตรได้

แหล่งข่าวกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวนี้นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรคนปัจจุบัน ได้ออกร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญ
และการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ พ.ศ. ... เพื่อไปรับรองการจดทะเบียนย้อนหลังทั้งหมดตั้งแต่การขึ้นทะเบียน ต่ออายุ ที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ พ.ศ. 2551

ไม่เช่นนั้นสารเคมีที่ขึ้นทะเบียนอยู่ ณ ปัจจุบันกว่า 3,000 ทะเบียนจะเป็นโมฆะทันที ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 1,000 ทะเบียน เป็นพาราควอต และไกลโฟเซต จากเป็นสารกำจัดวัชพืชท็อปเทน รวมทั้งสารทดแทนต่างๆ ก็จะต้องเซตซีโร่ใหม่ทั้งหมด“ขณะนี้ร่างประกาศกระทรวง ฉบับใหม่ อยู่ในมือของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ยังไม่ส่งให้รัฐมนตรีว่าการ ลงนามเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ซึ่งหากเรื่องนี้ถูกเปิดโปงขึ้นมากลุ่มเอ็นจีโอหรือกลุ่มที่อยากให้แบนสารเคมีอาจนำไปขยายผลเพื่อเอาผิดอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรแต่ละยุคว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และตั้งคำถามว่าทำไมไม่ทำให้ถูกต้อง”

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,531 วันที่ 15-18 ธันวาคม 2562

https://www.thansettakij.com/content/business/416688
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 20th, 2019, 07:37 PM   #399
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

จ่อใช้งบกองทุนไฟฟ้า600ล.สร้างการรับรู้ประชาชนเกี่ยวกับพลังงานสะอาด

19 ธันวาคม พ.ศ. 2562


19 ธ.ค. 2562 - นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กองทุนพัฒนาไฟฟ้า ส่วนหนึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ คามตระหนัก และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า นอกเหนือจากการสนับสนุนการให้บริการไฟฟ้าไปยังท้องที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง กระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น และพัฒนาชุมชนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า โดยในปี 2563 กกพ. ได้เตรียมบประมาณในการดำเนินงานส่วนของการประชาสัมพันธ์ไว้ที่ 600 ล้านบาท ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อการสร้างการรับรู้ด้านพลังงานสะอาดได้เป็นอย่างดี โดยในปีหน้าจะเพิ่มพลังงานชีวมวลและพลังงานชีวภาพเข้าไปในโครงการเพื่อรองรับนโยบายของกระทรวงพลังงานในเรื่องของโรงไฟฟ้าชุมชนด้วย

ขณะที่ในปีงบประมาณ 2562 ที่ผ่านมาได้กำหนดกรอบวงเงินสำหรับการจัดสรร จำนวน 685 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้” โดยกำหนดประเด็นการสื่อสารเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และพลังงานไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งแบ่งรูปแบบการจัดสรร ได้แก่ 1. การเปิดรับข้อเสนอโครงการแบบทั่วไป(โอเพ่น แกรนท์) กรอบวงเงิน 200 ล้านบาท 2.การเปิดรับข้อเสนอโครงการเชิงยุทธศาสตร์ กรอบวงเงิน 485 ล้านบาท

ทั้งนี้ กกพ. ได้อนุมัติการจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนัก และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า ประจำปีงบประมาณ 2562 โดยมีผู้ได้รับการอนุมัติรวม 18 โครงการ งบประมาณรวมกว่า 463 ล้านบาท ซึ่งผู้ได้รับการจัดสรร ได้ลงนามในสัญญาหรือบันทึกข้อตกลง และได้เริ่มดำเนินโครงการแล้ว ตั้งแต่เดือนส.ค.ที่ผ่านมา โดยได้สร้างความตื่นตัว กระแสการรับรู้อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลให้ประชาชนได้รับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของคุณค่า และความสำคัญของพลังงานทดแทนที่เกิดจากแหล่งพลังงานสะอาดตามเป้าหมายตลอดระยะเวลา 120 วันที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี

https://www.thaipost.net/main/detail/52828
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 21st, 2019, 10:28 PM   #400
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 105,672
Likes (Received): 6379

เผยรายชื่อ 75 "ห้างดัง-ซูเปอร์มาร์เก็ต-สะดวกซื้อ" ร่วมงดให้ถุงพลาสติก 1 ม.ค 63

เผยแพร่: 21 ธ.ค. 2562 16:23 โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการงดให้ถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 ขณะที่สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้เชิญห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าในภาคีเครือข่ายเข้าหารือ โดยมีฉันทามติอย่างเป็นเอกฉันท์สนับสนุนแคมเปญ "Everyday Say No to Plastic Bags" งดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ได้ขยายความความร่วมมือโดยประสานงานกับร้านค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ จากจำนวนร้านค้าภาคีในเครือข่ายสมาคม 42 ร้านค้า เพิ่มเป็น 75 ร้านค้า

โดยบริษัทที่เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ “Everyday Say No To Plastic Bags” ในการเริ่มงดให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป จำนวน 75 บริษัท มีดังนี้

1บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (เซเว่น)2บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด 3 บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด4บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด 5บริษัท สยามแม็คโครจำกัด (มหาชน)6บริษัท เอก–ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (โลตัส) 7บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด8บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด 9บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด10บริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป จำกัด

11บริษัท บีทูเอส จำกัด12บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด 13บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน)14บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) 15บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด (ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค)16บริษัท บางจาก รีเทล จำกัด 17ห้างไชยแสง ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์18ห้างไชยแสง ซูเปอร์สโตร 19บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน)20บริษัท แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท จำกัด

21ชุมพรโอเชี่ยนกรุ๊ป จำกัด22บริษัท ซี. เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด 23บริษัท ซีพีเอฟ เทรดดิ้ง จำกัด24บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) 25บริษัท เซ็นทรัล วัตสัน จำกัด26บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด 27บริษัท เซ็นทรัลแอนด์มัตสึโมโตะคิโยชิ จำกัด28บริษัท ทีเอ็มเค กาญจนบุรี เทรดดิ้ง จำกัด 29บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน)30บริษัท บู๊ท รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด

31บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (Jiffy)32บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด 33บริษัท วรรณกิจเจริญ (2000) จำกัด34บริษัท วัชราวรรณ (2008) จำกัด 35บริษัท สห ลอว์สัน จํากัด (LAWSON 108)36บริษัท 108 SHOP 37บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน)38บริษัท เอกวรนันท์ จำกัด 39บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน)40บริษัท อิเซตัน (ประเทศไทย) จำกัด

41บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด (Maxvalu)42บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) 43บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)44บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจ พี จำกัด 45บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)46บริษัท อิมพีเรียล พลาซ่า จำกัด 47บริษัท อิมพีเรียลดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จำกัด48บริษัท สยาม สเปเชียลลิตี้ จำกัด 49บริษัท สยาม ทาคาชิมาย่า (ประเทศไทย) จำกัด50บริษัท ทวีกิจซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด

51บริษัท คลังพลาซ่า จอมสุรางค์ จำกัด52บริษัท กรุงเทพ-โตคิว สรรพสินค้า จำกัด 53บริษัท เอกภาพซุปเปอร์ซัพพลาย จำกัด54ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอกภาพอินเตอร์ อิเลคตริค 55บริษัท ยูเอฟเอ็ม ฟูจิ ซูเปอร์ จำกัด56บริษัท ดองกิ โฮเต้ จำกัด 57บริษัท ดูโฮม จำกัด 58บริษัท บิ๊กซ้ง ซุปเปอร์สโตร์ จํากัด 59บริษัท แสงไทยแพร่ (จำกัด) 60บริษัท ห้างสหไทยสรรพสินค้า จำกัด




61บริษัท สหแสงชัย มาร์เก็ตติ้ง จำกัด62บริษัท เอส.อาร์.ซุปเปอร์มาร์ท จำกัด 63บริษัท ตั้งงี่สุน ซุปเปอร์สโตร์64บริษัท เอกภาพโฮมมาร์ท จำกัด 65บริษัท อัมพรสรรพสินค้า จำกัด66ห้างหุ้นส่วนจำกัด กลางลาน 67บริษัท ตันตราภัณฑ์ซุปเปอร์มาร์เก็ต (1994) จำกัด68บริษัท หยกอินเตอร์เทรด (เชียงใหม่) จำกัด 69ห้างหุ้นส่วนจำกัด กระบี่เบญจมินทร์70บริษัท ส.ล. โฮลเซลล์ จำกัด

71บริษัท เซ็นโทซ่า จำกัด72บริษัท ซุปเปอร์ ชีป เทรดดิ้ง จำกัด 73บริษัท ร้อยเอ็ดไฮเปอร์มาร์ท จำกัด74บริษัท สิน 2000 ชัยภูมิ จำกัด 75บริษัท เกียรติสินโฮลเซล จำกัด

https://mgronline.com/qol/detail/9620000121659
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 03:40 PM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2020, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2020 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2020 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us