Phrae+Nan+Phayao = The Eastern Lanna - Page 4 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Regional Thailand

Regional Thailand Anything about Southern, Northern, Eastern and North eastern of Thailand


Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old September 17th, 2009, 12:35 PM   #61
warmup
Registered User
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 2,601
Likes (Received): 2

น่าน



photo by babyfresh ห้องรัชดา pantip.com
warmup no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old September 20th, 2009, 01:02 PM   #62
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 107,143
Likes (Received): 6481

หอฯเหนือดันถนนน่าน

Posttoday วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552


เชื่อมสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์ — คณะกรรมการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ร่วมหอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ ผลักดันเส้นทางน่าน

เพื่อเชื่อมไปลาวเวียดนามจีนตอนใต้ หนุนยุทธศาสตร์การค้า ขนส่ง และท่องเที่ยวในอนาคต

นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ เปิดเผยหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเตรียมผลักดันสะพานข้ามระหว่าง จ.น่าน ไปยัง จ.อุตรดิตถ์ ที่บริเวณปากนาย ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 800 ล้านบาท โดยเป็นการเชื่อมยุทธศาสตร์ด้านการค้า ขนส่ง และในอนาคตจะเชื่อมต่อไปยังสาธารณรัฐประชาชนลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ซึ่งหากโครงการนี้สามารถทำได้ 15 จังหวัดทางภาคเหนือจะได้ประโยชน์ทางการค้าการลงทุนอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมผลักดันการปรับปรุงเส้นทางไปด่านชายแดนห้วนโก๋น และถนนน่านบ้านหลวงไป จ.พะเยา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคม ที่หลายฝ่ายมองเห็นว่าถนนสายดังกล่าวมีความลาดชันมาก หากมีการปรับปรุงลดความลาดชันเพื่อให้สะดวกปลอดภัยกว่าเดิม จะเป็นประโยชน์อย่างมากด้านขนส่ง และขนถ่ายผู้โดยสาร การท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ยังได้มีมติให้ติดตามผลักดันต่อยอดถนน 4 เลน จากร้องกวาง จ.แพร่ สู่ จ.น่าน ให้อยู่ในงบประมาณปี 2554 เพื่อเชื่อมต่อโครงการถนน 4 เลนจาก อ.เมือง สู่ อ.เวียงสา ที่ได้งบไปปีนี้

นายพัฒนากล่าวว่าโครงการทั้งหมดที่กลุ่มหอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมกันผลักดัน เชื่อว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์กับชาวจังหวัดน่าน และทุกจังหวัดในภาคเหนือตอนบนเป็นอย่างมาก นายวีรวิทย์ วิวัฒนวานิช ผวจ.น่าน กล่าวว่า ได้หารือแนวทางในการผลักดันโครงการพัฒนาความร่วมมือในอนุภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน หรือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ทุกจังหวัดในภาคเหนือตอนบน
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2009, 01:12 PM   #63
kenos
Registered User
 
Join Date: Mar 2009
Location: Chiang Mai
Posts: 8,217
Likes (Received): 1199



ผมอยากให้ จ.น่าน เป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ครับแต่ขอให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เจริญแบบถล่มทลายไปเลยครับเหมือนอารมณ์ผมในตอนนี้ ถ้าเอาโครงสร้างพื้นฐานของเชียงใหม่กับบรรยากาศของเชียงรายมารวมกันได้จะเป็นอะไรที่สุดยอดและเกินคำบรรยายจริงๆครับ
kenos no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old September 20th, 2009, 06:10 PM   #64
เหนือสยาม
Registered User
 
Join Date: Jul 2009
Posts: 1,048
Likes (Received): 0

น่าน ทรัพยากรยังคงสมบูรณ์ เส้นทางถนนจึงได้รับการพัฒนา หากตามข่าวแล้วยังแอบปลื้มที่จะวิ่งถนน 4 เลน เกือบตลอดเส้นทางถึงกรุงเทพฯ เลย ยิ่งช่วงอุตรดิตถ์-เด่นชัย ถ้าทำเสร็จก็คงวิ่งฉลุย แต่ตอนนี้โครงการระยะแรกถึงแค่ช่วงก่อนถึงเขาพลึงบ้านด่านเองครับ

เอ่ยถึง "เมืองน่าน" จะชอบคิดถึง "ท่าวังผา" อากาศคงหนาวจับใจสุดๆ เลย
เหนือสยาม no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2009, 06:56 PM   #65
alpashino
LoVe UdOn ThAnI
 
alpashino's Avatar
 
Join Date: Apr 2009
Location: Udon Thani City
Posts: 1,079
Likes (Received): 5

เมืองน่านน่าอยู่มากครับ

ถึงแม้ว่าจะเคยไปครั้งเดียว แต่ประทับใจมาก

จำได้ว่า เป็น "ข่วงเมืองน่าน" รึป่าวว

ตอนนั้นไปพอดีมีงานอะไรก็ไม่รู้ ช่วงเดือนมีนาคม เป็นวันสุดท้ายพอดี

ชอบที่นั่งกินอาหารแบบขันโตก แบบได้อารมสุดๆ

คิดถึงเมืองน่านจัง ผมจะต้องไปอีกแน่นอนครับ

alpashino no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2009, 08:52 PM   #66
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 3,491
Likes (Received): 568

Quote:
Originally Posted by เหนือสยาม View Post
น่าน ทรัพยากรยังคงสมบูรณ์ เส้นทางถนนจึงได้รับการพัฒนา หากตามข่าวแล้วยังแอบปลื้มที่จะวิ่งถนน 4 เลน เกือบตลอดเส้นทางถึงกรุงเทพฯ เลย ยิ่งช่วงอุตรดิตถ์-เด่นชัย ถ้าทำเสร็จก็คงวิ่งฉลุย แต่ตอนนี้โครงการระยะแรกถึงแค่ช่วงก่อนถึงเขาพลึงบ้านด่านเองครับ

เอ่ยถึง "เมืองน่าน" จะชอบคิดถึง "ท่าวังผา" อากาศคงหนาวจับใจสุดๆ เลย
ปัญหาเยอะครับ มันเลยไม่เสร็จสักที
__________________
Skyscrapercity..ที่นี่ไม่ใช่ MSN Facebook ไม่ต้องทักทายสวัสดีกันไปมา บางห้องอ่านผ่านไป 1 หน้ามีข่าวเดียวกับรูปชุดเดียว ที่ reply กันไปมา มันเสียเวลาคนอ่านนะครับ
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2009, 08:54 PM   #67
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 3,491
Likes (Received): 568

Quote:
Originally Posted by napoleon View Post
หอฯเหนือดันถนนน่าน

Posttoday วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552


เชื่อมสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์ — คณะกรรมการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ร่วมหอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ ผลักดันเส้นทางน่าน

เพื่อเชื่อมไปลาวเวียดนามจีนตอนใต้ หนุนยุทธศาสตร์การค้า ขนส่ง และท่องเที่ยวในอนาคต

นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ เปิดเผยหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเตรียมผลักดันสะพานข้ามระหว่าง จ.น่าน ไปยัง จ.อุตรดิตถ์ ที่บริเวณปากนาย ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 800 ล้านบาท โดยเป็นการเชื่อมยุทธศาสตร์ด้านการค้า ขนส่ง และในอนาคตจะเชื่อมต่อไปยังสาธารณรัฐประชาชนลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ซึ่งหากโครงการนี้สามารถทำได้ 15 จังหวัดทางภาคเหนือจะได้ประโยชน์ทางการค้าการลงทุนอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมผลักดันการปรับปรุงเส้นทางไปด่านชายแดนห้วนโก๋น และถนนน่านบ้านหลวงไป จ.พะเยา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคม ที่หลายฝ่ายมองเห็นว่าถนนสายดังกล่าวมีความลาดชันมาก หากมีการปรับปรุงลดความลาดชันเพื่อให้สะดวกปลอดภัยกว่าเดิม จะเป็นประโยชน์อย่างมากด้านขนส่ง และขนถ่ายผู้โดยสาร การท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ยังได้มีมติให้ติดตามผลักดันต่อยอดถนน 4 เลน จากร้องกวาง จ.แพร่ สู่ จ.น่าน ให้อยู่ในงบประมาณปี 2554 เพื่อเชื่อมต่อโครงการถนน 4 เลนจาก อ.เมือง สู่ อ.เวียงสา ที่ได้งบไปปีนี้

นายพัฒนากล่าวว่าโครงการทั้งหมดที่กลุ่มหอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมกันผลักดัน เชื่อว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์กับชาวจังหวัดน่าน และทุกจังหวัดในภาคเหนือตอนบนเป็นอย่างมาก นายวีรวิทย์ วิวัฒนวานิช ผวจ.น่าน กล่าวว่า ได้หารือแนวทางในการผลักดันโครงการพัฒนาความร่วมมือในอนุภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน หรือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ทุกจังหวัดในภาคเหนือตอนบน
สะพานน่านอุตรดิตถ์ ผมเชียรมานานแล้ว ผมลองวางแนวสะพานเองแล้วด้วย อยู่หน้าก่อนนี้ ไม่คิดเลบว่า สะพานแค่นั้นเกือบพันล้าน เกือบเท่าสะพานข้ามโขงเลย ไม่รู้มันรวมถนนด้วยเปลา
__________________
Skyscrapercity..ที่นี่ไม่ใช่ MSN Facebook ไม่ต้องทักทายสวัสดีกันไปมา บางห้องอ่านผ่านไป 1 หน้ามีข่าวเดียวกับรูปชุดเดียว ที่ reply กันไปมา มันเสียเวลาคนอ่านนะครับ
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old September 28th, 2009, 03:34 PM   #69
warmup
Registered User
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 2,601
Likes (Received): 2

อ.ร้องกวาง



ภาพโดย ร่มบินแพร่
warmup no está en línea   Reply With Quote
Old September 29th, 2009, 06:58 AM   #70
Pastel
Casual User
 
Pastel's Avatar
 
Join Date: Sep 2008
Location: ChiangMai || Bangkok
Posts: 763
Likes (Received): 1

สานฝันคนแพร่เปิดเส้นทางบิน
เชียงใหม่นิวส์ - 29/9/2552


สานฝันคนแพร่เปิดเส้นทางบิน รัฐ-เอกชนแพร่ชงเปิดเส้นทางบิน สานฝันชาวแพร่ เบื้องต้นร่อนหนังสือเชิญชวนไปยังสายการบินพีบีแอร์ และยื่นหนังสือถึงพ่อเมือง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจบูมการท่องเที่ยว

นายเอกชัย วงศ์วรกุล ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ กล่าวว่า ทาง จ.แพร่ โดยภาคราชการ และภาคเอกชน ได้ร่วมกันพิจารณาเกี่ยวกับการผลักดันให้สายการบินเปิดเส้นทางการบิน ให้บริการผู้โดยสารที่ จ.แพร่ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีหนังสือเชิญชวนไปยังสายการบินพีบีแอร์ และยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เพื่อพิจารณาหาแนวทางและช่วยเหลือเพื่อให้สายการบินในประเทศที่มีความพร้อม มาทำการบินให้บริการผู้โดยสารที่ จ.แพร่ โดยขณะนี้ทางจังหวัดได้ประสานงานกับอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศไปแล้ว นอกจากนี้ยังพิจารณาลดค่าธรรมเนียมของสนามบิน และรณรงค์ให้ข้าราชการที่เบิกค่าโดยสารได้ช่วยกันใช้บริการเครื่องบิน เพื่อให้สายการบินคุ้มต่อการลงทุนทั้งนี้เนื่องจาก จ.แพร่ เป็นอีกจังหวัดหนึ่งในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และวัฒนธรรมในกลุ่มล้านนาตะวันออก อีกทั้งทางจังหวัดได้จัดทำแผนพัฒนาปี 2553 – 2556 โดยกำหนดวิสัยทัศน์ว่า “ เมืองแพร่น่าอยู่ ประตูสู่ล้านนา เศรษฐกิจก้าวหน้า ประชาเป็นสุข ” ซึ่งมียุทธศาสตร์ส่งเสริมธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นภารกิจหลักด้วย

สำหรับท่าอากาศยาน จ.แพร่ ถือว่ามีความพร้อมอย่างมากในการเปิดสายการบิน แต่ไม่มีสายการบินทำการรับ–ส่งผู้โดยสาร ตั้งแต่ปี 2547 ทำให้ประชาชน นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวไม่ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ใช้เครื่องบินเป็นพาหนะ
Pastel no está en línea   Reply With Quote
Old September 29th, 2009, 05:03 PM   #71
Pastel
Casual User
 
Pastel's Avatar
 
Join Date: Sep 2008
Location: ChiangMai || Bangkok
Posts: 763
Likes (Received): 1

ทม.น่านเร่งดึงสายไฟลงใต้ดิน - ปรับภูมิทัศน์รองรับการท่องเที่ยว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กันยายน 2552 15:27 น.






น่าน - เทศบาลเมืองน่านทุ่มงบ 35 ล้านบาท ดึงสายไฟฟ้า และสายโทรศัพท์ที่ห้อยระโยงระยางบดบังทัศนียภาพสถานที่ท่องเที่ยวเขตเมือง เก่าลงใต้ดิน ตามโครงการปรับภูมิทัศน์ของเทศบาลเมืองน่าน

นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองน่าน เปิดเผยว่า เทศบาลเมืองน่านได้จัดทำโครงการดึงสายไฟและโทรศัพท์ลงใต้ดินเพื่อปรับ ทัศนียภาพเขตเมืองเก่าเพื่อการท่องเที่ยว ไว้ตั้งแต่ปี 2545 เป็นเงิน 35 ล้านบาท และได้รับงบสนับสนุนจากบริษัททีโอที จำกัดมหาชนเป็นเงิน 5 ล้านบาท และความร่วมมือจากการไฟฟ้าเขตพิษณุโลก และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดน่าน

จนถึงขณะนี้สามารถดึงสายไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ลงดิน พร้อมนำเสาไฟฟ้าออกจากถนนโดยรอบเขตเมืองเก่า ตั้งแต่ถนนสายพลศึก-ผากอง-จุมปีวนิดาภรณ์ ไปจนถึงหน้าศาลากลางจังหวัดน่าน ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และมีสถาปัตยกรรมอันสวยงาม เช่น วัดภูมินทร์, พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน, วัดช้างค้ำ และคุ้มเจ้าราชบุตร เพื่อให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม มีทางเท้าที่น่าเดิน เป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยว

โดยคาดว่าจะ แล้วเสร็จในเดือนกันยายนนี้ ทันช่วงเทศกาลแข่งเรือ และฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมกับผลักดันเขตเทศบาลเมืองน่านให้เป็นห้องรับแขกของ จ.น่าน เพื่ออำนวยความสะดวก จัดบริการให้ข้อมูลข่าวสารแนะนำนักท่องเที่ยว ประสานงานกับหน่วยต่างๆ เพื่อร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี ยกระดับด้านการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจรายได้เข้ามาหมุนเวียนในพื้นที่ จ.น่าน อย่างยั่งยืน
Pastel no está en línea   Reply With Quote
Old October 3rd, 2009, 10:54 AM   #72
warmup
Registered User
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 2,601
Likes (Received): 2

เมืองแพร่



ภาพโดย คุณ kong ร่มบินเชียงใหม่
warmup no está en línea   Reply With Quote
Old October 3rd, 2009, 11:46 AM   #74
kenzo007
BANNED
 
Join Date: Jun 2009
Location: kk ud cm
Posts: 290
Likes (Received): 0

เพิ่งรู้ว่า แพร่มีสนามบินด้วย อยากไปเที่ยวครับ
kenzo007 no está en línea   Reply With Quote
Old October 10th, 2009, 10:51 AM   #75
warmup
Registered User
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 2,601
Likes (Received): 2

อ.เด่นชัย



สถานีรถไฟ เด่นชัย



ถนน เด่นชัย-อุตรดิตถ์



ภาพโดยร่มบินเชียงใหม่
warmup no está en línea   Reply With Quote
Old October 10th, 2009, 10:55 AM   #76
warmup
Registered User
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 2,601
Likes (Received): 2

ต้นสัก ริมถนนเด่นชัย-แพร่



โรงบ่มยาสูบ



เมืองแพร่



ภาพโดยร่มบินเชียงใหม่
warmup no está en línea   Reply With Quote
Old October 10th, 2009, 02:34 PM   #77
sansano
Registered User
 
sansano's Avatar
 
Join Date: Jul 2009
Location: Ayutthaya & Chiangmai
Posts: 2,028
Likes (Received): 3

เที่ยว2คุ้มให้สุดคุ้ม ฟื้นตำนานเมืองแพร่
สุจิต เมืองสุข
วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6890 ข่าวสดรายวัน




ลายสวยงามรอบตัวบ้าน

ฤดู ฝนที่ทำเอาหลายคนเข็ดขยาดกับการย่ำเท้าแบกเป้ขึ้นหลังเที่ยวทะเล หรือตะลุยดงป่า เพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย และอาจบั่นทอนความตั้งใจในการเดินทางท่องเที่ยว ลองหักเหความคิดไปในเชิงของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าดูบ้าง แนวนี้อาจทำให้การท่องเที่ยวในฤดูน้ำ หลากครึกครื้นขึ้นได้

แพร่เป็น จังหวัดภาคเหนือ ที่อดีตขึ้นชื่อเรื่องไม้สักที่มีมาก มายเหลือเฟือ บ้านเรือนแทบทุกหลังตั้งแต่คนระดับพ่อเลี้ยง มาจนถึงชาวบ้านตาสีตาสาทำด้วยไม้สักทั้งนั้น แม้ว่าปัจจุบัน จะพบเห็นน้อยลงตามกาลเวลา แต่ที่เหลือก็ยังงามสมความเป็น "เฮือนเมืองแป้" อย่างแท้จริง

คุ้มที่ขึ้นชื่อด้านความประณีตในการก่อ สร้าง ความสวยงามและความเป็นมาที่น่าจด จำ ยังเปิดกว้างจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปเข้าชม มีเพียง 2 แห่งคือ "คุ้มเจ้าหลวง" และ "บ้านวงศ์บุรี"

ทั้งสองแห่งอยู่ในตัวเมืองแพร่ ตั้งอยู่ไม่ห่างกัน หากเริ่มจากบ้านวงศ์บุรีที่ดูจะทันสมัยมีชีวิตชีวามากกว่าคุ้มเจ้าหลวง เพราะเจ้าของยังอาศัยอยู่และใช้ชีวิตเสมือนปกติ เพียงแต่จัดสัดส่วนของที่อยู่อาศัยกับพิพิธภัณฑ์แยกกัน ทำให้รูปแบบการจัดแสดงลงตัว

พื้นที่ 4 ไร่เป็นที่ตั้งของตัวบ้าน และบริเวณบ้านโดยรอบของบ้านวงศ์บุรี ที่สร้างขึ้นในพ.ศ.2440 หรือในช่วงรัชกาลที่ 5 โดย เจ้าพรหม (หลวงพงษ์พิบูลย์) และ เจ้าสุนันทา วงศ์บุรี ลักษณะเป็นเรือนแบบยุโรปประยุกต์ (ทรงขนมปังขิง) สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง



1.คุ้มเจ้าหลวง2.ในห้องโถงคุ้มเจ้าหลวง3.บรรยากาศเย็นๆที่บ้านวงศ์บุรี4.ใบซื้อขายทาสที่บ้านวงศ์5.ห้องโถงบ้านวงศ์บุรี6.อีกหนึ่งบรรยากาศ7.มุมสวยโชว์ลวดลายฉลุ8.ห้องรับแขกที่คุ้มเจ้าหลวง

ความโดดเด่นของเรือนหลังนี้คือ การออกแบบตัวบ้านให้เป็นเรือนหลังคาสูงแบบปั้นหยา เน้นความโล่งโปร่งสบาย มีช่องระบายลมรอบตัวบ้าน ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก สอดคล้องกับภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของแพร่

ความพิเศษที่ควรพินิจให้ ละเอียด ไม่ได้อยู่ที่เครื่องประดับ ภายในตัวบ้าน แต่อยู่ที่หลังคาเรือนที่ทำด้วยไม้สักซึ่งเป็นบาน เกล็ดไม้ อันเป็นไม้ที่มีลักษณะพิเศษคือ มีความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ น้ำหนักเบา ทั้งยังช่วยให้ตัวบ้านไม่ร้อน แต่ถึงกระนั้นปัจจุบันไม่เหลือให้พินิจแล้ว เนื่องจากกาลเวลาที่ผันผ่าน ทำให้เปราะบางลงจนถูกเปลี่ยนเป็นกระเบื้องว่าวเมื่อราวปี 2518 แต่ก็ยังคงเก็บรายละเอียดความทรงจำนี้ ผ่าน สิ่งที่พบเห็นภายในตัวบ้านแทน

บ้านวงศ์บุรีแห่งนี้ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี 2536

ด้วย จำนวนห้องราว 20 ห้อง หากเปรียบกับยุคสมัยที่ก่อสร้างขึ้นถือว่ากำลังดี ยิ่งหากมีเวลามากพอ ควรอ่านกรอบ กระจกที่ติดอยู่กับผนังบ้านบริเวณโถงกลาง ภายในกรอบกระจกที่เห็นเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายทาส ที่หาดูได้ยาก

ความ งดงามอ่อนช้อยที่ดูไม่เหมือนใคร อยู่ที่ลวดลายไม้สักแกะสลักบริเวณหน้าจั่ว ชายคา ระเบียง ช่องลม ชายน้ำ หน้าต่าง และประตู ฝีมือการแกะสลักทั้งหมดเป็นฝีมือของ "สล่า" ชาวเหนือ ความละเอียดอ่อนและงดงามสอดรับกับสีชมพูกุหลาบ ซึ่งเป็นสีโปรดของเจ้าสุนันทา และยังคงไว้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน


1.ห้องขังทาสที่คุ้มเจ้าหลวง2.โซ่ล่ามทาส


สิ่ง ที่ตรึงใจให้ผู้พบเห็นคือ เครื่องใช้ทุกชิ้นในบ้านเป็นเครื่องมือเครื่องใช้จริงในอดีต และยังคงเก็บรักษาไว้ในสภาพดี รวมถึงการตั้งวางที่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย แต่ความเก่าที่ทรงคุณค่าเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ตัวเรือนเก่าไปด้วย เพราะการดูแลจากทายาทรุ่นที่ 5 ที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐ ทำให้ต้องเก็บค่าเข้าชมคนละ 30 บาท เด็ก 10 บาท สำหรับการดูแลรักษาสภาพเรือนแห่งนี้

หากเข้าชมเป็นหมู่คณะจะ ติดต่อมาเป็นการล่วงหน้าก่อนจะเป็นการดีไม่น้อย เพราะ เจ้าบ้านโดย นายสหยศ วงศ์บุรี ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ทายาทรุ่นที่ 5 ผู้ดูแลหลักของบ้าน จะให้การต้อนรับด้วยตัวเอง

หรือหากต้องการ บรรยากาศดีๆ ในช่วงเย็นที่แสงอาทิตย์สาดส่องทะลุบานเกล็ดไม้และช่องระบายลม สำหรับรับประทานอาหารกับเพื่อนพ้องน้องพี่ ก็ติดต่อมาล่วงหน้าที่โทร.0-5462-0153 หรือ 08-1883-0585 ระหว่างเวลา 09.00-17.00 น. เจ้าของบ้านพร้อม จัดเลี้ยงแบบขันโตก พร้อมการแสดงย้อนอดีตให้ชมได้เต็มรูปแบบได้ตลอด

ต่อจากบ้านวงศ์บุรี เดินเลี้ยวไปตามทางไม่เกิน 2 ทางแยก บนถนนคุ้มเดิม ย่านใจกลางเมืองเก่า เดิมเป็นที่พักของเจ้าหลวงเมืองแพร่ สร้างขึ้นโดย เจ้าหลวงพิริยะชัยเทพวงศ์ ในปี 2435

ตัวเรือนอาคารไม่ใคร่โดดเด่นสัก เท่าใดนัก แต่จัดเป็นอาคารแบบยุโรปประยุกต์ก่ออิฐถือปูน ตัวเรือนโปร่งสบาย ประกอบด้วยไม้สักเป็นหลัก มีหน้าต่างรอบเรือนมากถึง 72 บาน ไม่มีการฝังเสาเข็ม แต่ใช้ไม้ซุงท่อนเป็นไม้เนื้อแข็งรองรับฐานเสาทั้งหลัง

ที่ สำคัญคุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้ เคยเป็นที่ประ ทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรใน จ.แพร่ เมื่อปี 2501 ทั้งยังได้รับพระราช ทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เป็นอาคารสถาปัตย กรรมดีเด่น ประเภทอาคารสถาบันและ สาธารณะ ปี 2540

และคุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้เป็นที่คุมขังทาสบริวารที่ทำ ผิด โดยทาสดังกล่าวจะถูกขังอยู่ใต้ตัวเรือน ซึ่งยกสูงราว 2 เมตร แบ่งห้องขังเป็น 3 ส่วน คือปีกซ้ายและปีกขวา มีแสงส่องสว่างจากด้านนอกเพียงเล็กน้อย ใช้สำหรับ คุมขังนักโทษที่มีความผิดในขั้นลหุโทษ ส่วนห้องกลางถือเป็นห้องมืดที่ใช้คุมขังนักโทษที่กระทำผิดร้ายแรง

ปัจจุบัน ห้องคุมขังเปิดให้ชมพร้อมกับตัวเรือนคุ้มเจ้าหลวง มีเคล็ดให้ผู้ชมเดินถอยหลังเข้าที่คุมขัง เพื่อเป็นเคล็ดหนึ่งไม่ให้ถูกคุมขังจริง และจัดแสดงเครื่องมือต่างๆ ในอดีตที่ใช้ลงโทษนักโทษภายในห้องคุมขัง รวมถึงภาพประกอบแสดงการลงโทษในอิริยาบถต่างๆ ด้วย

ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ดัดแปลงคุ้มเจ้าหลวงเป็น "พิพิธภัณฑ์คุ้มเจ้าหลวง" เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้กับคนรุ่นหลัง
sansano no está en línea   Reply With Quote
Old October 16th, 2009, 11:14 AM   #78
warmup
Registered User
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 2,601
Likes (Received): 2

น่านนิรันดร์...เมื่อภาพแทนคำนับพัน


รายงานโดย :ร้อยตะวันพันดาว: วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

[img]http://******************/i1/23009.jpg[/img]

แม้น่านเป็นเมืองปิดกลางกำแพง ขุนเขาในแผนที่ท่องเที่ยว

แต่ทุกสายตานักเดินทางยังจับจ้องไปที่น่านในฐานะปลายทางแห่งความฝันที่ต้องเดินทางไปสัมผัสสักครั้งให้ได้ในชีวิต ฉันเดินทางมาน่านอีกครั้งหลังห่างหายจากน่านไปนานหลายปี ประตูเมืองน่านเปิดต้อนรับพวกเราอย่างอบอวลด้วยตัวตน"คงเดิม"ซึ่งคงยังเป็นเอกลักษณ์ของเมืองน่านที่ยังกระทัดรัด งดงาม น่ารักอยู่เสมอ
การเดินทางมาน่านครั้งนี้เพราะได้รับเชิญจาก “กลุ่มสหภาพ” นำโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ เกรียงไกร ไวยกิจ ช่างภาพแนวหน้าของเมืองไทย และ ธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีที่ไม่มีใครไม่รู้จัก พรั่งพร้อมด้วยสหายทั้งช่างภาพฝีมือและสมัครเล่น ตั้งกลุ่ม “สห+ภาพ” ขึ้นมาและจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายเสียงชัตเตอร์ของพวกเขาเป็นครั้งแรกที่ตลาดสามชุกในชุด “ตลาดยังไม่วาย”ความสำเร็จของนิทรรศการ “ตลาด ยังไม่วาย” เสมือนเป็นการเปิดตัวกลุ่ม สห+ภาพครั้งแรก ได้ส่งอานิสงส์มาสู่ จ.น่าน ด้วยเช่นกัน เพราะมองเห็นในศักยภาพของน่านที่แม้ว่าจะมีสภาพ ภูมิประเทศเป็นเมืองในโอบล้อมของขุนเขา เป็นเมืองปิด “แต่น่านก็มีต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มั่งคั่ง ชาวเมืองน่านมีวิถีชีวิตเป็นเอกลักษณ์ สืบทอด มายาวนานตั้งแต่ครั้งเคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรล้านนาตะวันออก ในนาม “นันทบุรีศรีนครน่าน” เมื่อกว่า 700 ปีก่อน ข้อจำกัดของการเป็นเมืองปิด จึงกลับกลายเป็นข้อดีในการปกปักรักษาอัตลักษณ์ความเป็น “น่าน” ที่ไม่มีใครเหมือนไว้

จนมีคำกล่าวว่า น่านอาจเสียโอกาสพัฒนาเมืองให้ทันสมัย แต่สิ่งที่น่านมี ขณะที่หลายจังหวัดกำลังสูญเสีย คือความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่สำคัญคือดุลยภาพระหว่างคนกับธรรมชาติ และวิถีชีวิตที่งดงาม สุขสงบ เรียบง่ายตามอัตภาพ ภายใต้เงาสะท้อนของศิลปะและสถาปัตยกรรมสกุลช่างน่านอันตระการตา” คือแรงผลักสำคัญของกลุ่มสหภาพ ที่ช่วยกันรังสรรค์ความฝันสู่ความจริงผ่านภาพถ่ายในนิทรรศการชุดนี้ และได้รวบรวม 50 ช่างภาพทั่วไทยบันทึกภาพทั่ว จ.น่าน จัดกลุ่มแบ่งสายกระจายไปทั่วจังหวัด เก็บภาพความงดงามของน่านจากหลายมุมมองมาบอกเล่า บทตอนอันมหัศจรรย์นั้นผ่านภาพสวยๆ ถึง 100 ภาพ และตอนนี้ภาพดังกล่าวก็ได้จัดแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน


แต่ละภาพล้วนเป็นผลงานที่เกิดขึ้นสดๆ ณ ช่วงเวลานั้น ถ่ายทอดน่านได้ งดงามติดตรึงใจ ขยายสรีระความงามของ จ.น่าน ให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งสำหรับคนน่านเองและนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่เดินทางมาเยือนน่านในห้วงเวลานั้น


วันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา จึงเป็นวาระสำคัญอีกครั้งที่น่านกลายเป็นเมืองเล็กๆ มีชีวิตชีวา คึกคักด้วยผู้คนที่พากันเกี่ยวก้อยมาชมงานบริเวณข่วงเมืองเบื้องหน้าวัด ภูมินทร์ในช่วงเย็นย่ำไปจนถึงค่ำคืน เพราะเป็นวันเปิดนิทรรศการภาพถ่าย “น่านนิรันดร์ : 100 ภาพฝันบันทึกแผ่นดิน” เป็นครั้งแรก

ในงานนอกจากจะมีร้อยภาพบอกเล่าเรื่องน่านดังที่ได้กล่าวมาแล้ว สื่อมวลชนยังมีโอกาสได้นั่งสามล้อปั่นชมเมืองน่าน ในยามค่ำที่อลังการด้วยวัดวาอารามอะร้าอร่ามกลางแสงไฟ และยังได้เดินชมการ จัดแสดงของดีเมืองน่าน อาทิ เครื่องเงิน ผ้าทอ ซึ่งยกขบวนกันมาสาธิตให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้ชมเป็นขวัญตาอีกด้วย

[img]http://******************/i9/23010.jpg[/img]

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหน่วยราชการของ จ.น่าน และภาคเอกชนที่ร่วมมือกันแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลเมืองน่าน สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดน่าน สำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดน่าน หอศิลป์ริมน่าน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวน่าน และอีกหลายๆ หน่วยงาน รวมทั้งสายการบินพีบีแอร์ที่เป็นสายการบินเดียวที่บริการเที่ยวบินกรุงเทพฯ–น่าน และได้พาสื่อมวลชนหลายคนร่วมเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ที่น่าประทับใจในครั้งนี้


นิทรรศการ “น่านนิรันดร์ : 100 ภาพฝัน บันทึกแผ่นดิน” จัดแสดงไปจนถึงวันที่ 28 ต.ค. 2552 ขณะเดียวกันกลุ่มสห+ภาพยังได้มอบภาพสวยๆ ของเมืองน่านอีก 500 ภาพให้กับทางจังหวัด เพื่อใช้สำหรับทำประชาสัมพันธ์น่านและพัฒนาโครงการอื่นๆ ของ จ.น่าน ต่อไปในอนาคต


แม้ทุกคนจะเหน็ดเหนื่อยและหมดเรี่ยวแรงไปกับการเดินทาง บันทึกภาพของน่าน แต่พองานทุกอย่างสำเร็จลุล่วง ภาพที่ปรากฏก็ทำให้ทุกคนหายเหนื่อยเป็น ปลิดทิ้ง ผู้คนเมืองน่านต่างให้ความสนใจนิทรรศการกันอย่างคับคั่ง จนทำให้บริเวณข่วงเมืองหน้าวัดภูมินทร์แน่นขนัด หลายคนรู้สึกทึ่งกับมุมอันสวยงามของถิ่นที่ตัวเองอาศัยเพราะไม่เคยพบเจอภาพของน่านในมุมนี้มาก่อน


ความมหัศจรรย์ของ “ตา” กล้องที่ เก็บภาพน่านไว้ในกรอบสี่เหลี่ยมกลายเป็นความทรงจำอีกชิ้นที่ถูกบันทึกไว้ด้วยสองตาและหัวใจของผู้คนที่มาร่วมงาน เมื่อภาพได้ถูกแทนด้วยคำนับพันที่ทำให้น่านยังคงเป็นปลายทางแห่งฝันสำหรับวันนี้และอนาคต

โพสต์ทูเดย์
warmup no está en línea   Reply With Quote
Old October 17th, 2009, 07:56 AM   #79
knrOctober
Since 2552
 
knrOctober's Avatar
 
Join Date: Apr 2009
Location: 55000
Posts: 1,788
Likes (Received): 1338

ครั้งแรกของจุฬาฯ... ปั้นบัณฑิตเกษตรรุ่นใหม่ มุ่ง"เถ้าแก่"ด้านอาหาร
(จุฬาฯตั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร ณ. ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ จ.น่าน


หมายเหตุ - "มติชน" สัมภาษณ์พิเศษ ศ.น.สพ.ดร.อรรณพ คุณาวงษ์กฤต ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการผลิตบัณฑิตด้านการเกษตร ซึ่งเป็นครั้งแรกของจุฬาฯ

ที่มาของการตั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร

สืบเนื่องจากวันที่ 25 สิงหาคม 2551 สภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติโครงการจัดตั้งวิทยาลัยการอาหารและการเกษตร โดยมีผมเป็นประธานโครงการ เพื่อศึกษาและรับฟังความคิดเห็น โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ได้รับฟังความคิดเห็นจากบุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคราชการและภาคเอกชน ปราชญ์ชาวบ้าน และบุคลากรในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สุดตกผลึกและเสนอสภามหาวิทยาลัยไปเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา และได้รับความเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตรและจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร เป็นหน่วยงานในกำกับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผมเป็นผู้อำนวยการสำนักงาน ส่วนคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผศ.ดร.ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ดร.อรรณพ ตันละมัย รศ.ดร.อมร เพชรสม และผมเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยมี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย และ น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นที่ปรึกษา และมีอธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานคณะกรรมการ

สำนักงานนี้มีศักดิ์เทียบเท่าคณะ โดยมีข้อบังคับเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการบริหารจัดการ ตลอดจนการประสานเชื่อมโยงกับอีก 8 คณะวิชาที่ต้องเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนในวิชาพื้นฐาน โดยสภามหาวิทยาลัยกำหนดให้มีการประเมินสำนักงานในปีที่ 3, 5 และ 7 ก่อนจะพิจารณายกสถานะเป็นวิทยาลัย สถาบัน หรือคณะต่อไป

สำหรับที่มาของการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร เกิดจากปัญหาวิกฤตของประเทศทางด้านอาหาร ด้านพลังงาน น้ำ ดินและที่ดิน และด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ คาดการณ์กันว่า ในปี ค.ศ.2050 การขยายตัวของประชากรในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 100 ล้านคน ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาอาหารไม่เพียงพอต่อการบริโภค ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น จึงต้องสรรหาพลังที่ถูกกว่าและไม่มีวันหมด อย่างพลังงานชีวภาพ นอกจากนี้ มีการปลูกพืชพลังงาน เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม ในพื้นที่ที่เดิมเคยปลูกพืชอาหาร จะนำมาสู่ปัญหาการขาดแคลนอาหารเพิ่มมากขึ้นเป็นลูกโซ่ ขณะเดียวกันความปลอดภัยทางอาหารก็ไม่มี การรู้จักจัดการห่วงโซ่อาหาร ทั้งในเรื่องการผลิต การแปรรูป การขนส่ง กระจายสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การค้าและการพาณิชย์ ตลอดจนความเข้าใจในการจัดการที่ดิน น้ำ สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีความจำเป็น ด้วยเหตุนี้จึงเกิดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตรขึ้น ซึ่งจะผนวกทั้งการเกษตรและการพาณิชย์เข้าด้วยกัน

0บทบาทหน้าที่ของสำนักงาน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร จะทำหน้าที่ในการผลิตบัณฑิตที่คิดเป็น ทำเป็น ปฏิบัติจริง มีการเรียนรู้และวิจัยตลอดชีวิต โดยผลิตในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารจัดการทรัพยากรการกษตร นอกจากนี้ จะทำหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ และทำหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาจากงานค้นคว้าวิจัยรวบรวมสู่ภาคราชการ เอกชน และรากหญ้า รวมถึงเป็นศูนย์บ่มเพาะและพี่เลี้ยงให้แก่บัณฑิตที่จบออกไป โดยในการจัดการศึกษาเราเน้นมองการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์อาหารและพลังงาน ผ่านห่วงโซ่คุณค่าอาหารและพลังงานชีวภาพ นั่นคือ ในห่วงโซ่คุณค่าอาหาร เกษตรกรไม่ใช่แค่ผู้ผลิต แต่จะเป็นผู้บริหารฟาร์ม เรือกสวนไร่นา หรือเจ้าของกิจการผลผลิตการเกษตร ดังนั้น การจะยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของอาหารทั้งระบบ จะต้องแก้ไขจุดที่อ่อนแอที่สุดก่อน คือ เกษตรกร ซึ่งเป้าหมายของหลักสูตรนี้จึงต้องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์ความรู้ถึงชุมชน ไม่ใช่มุ่งสร้างคนสายเทคโนโลยีเฉพาะทาง ซึ่งมีอยู่แล้วในจุฬาฯ และเราไม่ได้ต้องการยกระดับเกษตรกร แต่ต้องการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยมีในสังคมไทย ที่มองห่วงโซ่คุณค่าอาหารและพลังงานอย่างครบวงจร กล่าวได้ว่า บัณฑิตที่จะจบจากหลักสูตรเรา จะมีคุณลักษณะเฉพาะที่พร้อมสำหรับเป็นผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ ใน 2 กรณี คือ 1.เป็นเจ้าของกิจการด้านอาหารและการเกษตรรุ่นใหม่ และ 2.เป็นผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่เพื่อการปฏิรูประบบการผลิตการเกษตรและการอาหารในระดับชุมชน ฉะนั้น จะมีการจัดหลักสูตรสหสาขาวิชาตามความจำเป็นที่ต้องให้เกิดการบูรณาการความรู้ เพื่อเกิดผลในทางปฏิบัติได้จริงครบทุกขั้นตอน เช่น หลักสูตรสหสาขาวิชาเพื่อวิกฤตการณ์ด้านอาหาร เป็นต้น

มีปรัชญาในการผลิตบัณฑิตอย่างไร

จะเป็นการผลิตบัณฑิตในงานด้านอาหาร พลังงานชีวภาพ และการเกษตรครบวงจร คาดหวังว่าเมื่อนักศึกษาจบออกไปพวกเขาจะเป็นผู้จัดการชุมชนด้านการอาหาร และการเกษตร ทั้งจะเป็นต้นแบบของการผลิตบัณฑิตที่ใช้หลักการเรียนรู้และวิจัยตลอดชีวิตให้แก่มหาวิทยาลัยเครือข่ายที่สนใจการผลิตบัณฑิตแนวใหม่นี้ เพราะลำพังจุฬาฯจะผลิตบัณฑิตหลักสูตรนี้เพียงแค่ปีละ 70 คน เพื่อให้ครบทั้ง 70,000 หมู่บ้าน จะต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี แต่ถ้าอาศัยมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีก 100 แห่ง มาร่วมเป็นเครือข่าย ก็จะทำให้ผลิตว่าที่เกษตรกรเจ้าของกิจการกลับคืนสู่หมู่บ้านได้ครบทุกหมู่บ้านภายในเวลาแค่ 10 ปี โดยถ้ามหาวิทยาลัยเครือข่ายเหล่านั้นขาดองค์ความรู้ในสาขาใดก็สามารถเข้ามาช็อปสาขาวิชานั้นๆ จากเว็บไซต์ของจุฬาฯได้ เพราะการจัดการเรียนการสอนของเราจะเน้นการสอนด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารทางไกลและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

สำหรับนิสิตหลักสูตรปริญญาตรีปีที่ 1 จะเรียนที่จุฬาฯ จากนั้นจะย้ายไปเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการเครือข่ายจุฬาฯจังหวัดน่าน พร้อมฝึกปฏิบัติ ณ สถานีปฏิบัติงานผาสิงห์ และสถานีปฏิบัติงานเวียงสา และจะมีการออกฝึกปฏิบัติร่วมกับนิสิตหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ที่ฝึกทักษะวิชาชีพที่จังหวัดน่าน ในภาคฤดูร้อนทุกปีการศึกษาด้วย ซึ่งขณะนี้จุฬาฯได้จัดสรรงบประมาณ 30 ล้านบาท สำหรับสร้างหอพักที่ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ จ.น่าน แล้ว และบัณฑิตที่จะส่งต่อสู่สังคมรากหญ้าใน 2 รุ่นแรกจะถือเป็นของขวัญมอบให้แผ่นดินเมื่อจุฬาฯครบรอบ 100 ปี ซึ่งปีนี้จุฬาฯครบรอบสถาปนาการก่อตั้งมา 92 ปีแล้ว
จะเริ่มเปิดรับนิสิตเมื่อไหร่

จะเริ่มจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนี้ในปีการศึกษาหน้า โดยปีการศึกษา 2553-2554 จะรับปีละ 50 คน ปี 2555-2557 รับปีละ 70 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับประจำปีการศึกษา 2553 ตั้งแต่วันที่ 15-31 ตุลาคมนี้ สำหรับรูปแบบการรับนิสิตนั้น จะรับโดยวิธีรับตรงแบบพิเศษ จำนวน 50 คน จำแนกเป็นพื้นที่ปกติ 26 คน รับจากนักเรียนชั้น ม.6 ทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่าจะส่งนักเรียนในพระอุปถัมภ์ จำนวน 5 คน เข้ามาเรียนด้วย และรับพื้นที่พิเศษอีก 24 คน โดยรับจากพื้นที่ จ.น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ และพะเยา ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องรอบพื้นที่เป้าหมายการพัฒนาทรัพยากรการเกษตรของจุฬาฯ โดยทั้ง 24 คนนี้จะได้รับทุนการศึกษาจุฬาฯ-พัฒนาเกษตรไทยคนละ 80,000 บาทต่อปี จนสำเร็จการศึกษา โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องกลับไปทำงานในภูมิลำเนาของตัวเอง

ส่วนเกณฑ์ในการพิจารณารับนักเรียนนั้น จะพิจารณาจากคะแนนผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรชั้น ม.ปลาย (GPAX) 20% คะแนนแบบทดสอบการวัดความถนัดทั่วไป (GAT) 20% ความถนัดทางคณิตศาสตร์ (PAT1) 15% ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ (PAT2) 15% และสอบสัมภาษณ์ 30% ผู้สนใจดาวโหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ www.ocare.chula.ac.th ตั้งแต่บัดนี้ และจะมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์ วันที่ 18 พฤศจิกายน และประกาศผลผู้มีสิทธิเข้าศึกษา ในวันที่ 8 ธันวาคม

ข้อมูล http://www.matichon.co.th/matichon/v...day=2009-10-17
knrOctober no está en línea   Reply With Quote
Old October 17th, 2009, 08:20 AM   #80
hackmanjkk
Registered User
 
hackmanjkk's Avatar
 
Join Date: Jul 2009
Location: BANGKOK
Posts: 1,892
Likes (Received): 817

ดีครับ มาช่วยกันพัฒนาภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคหลักของประเทศ
hackmanjkk no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 07:38 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2020, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2020 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2020 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us