SkyscraperCity banner

4121 - 4128 of 4128 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
นักวิจัยเผยผลการศึกษา กลุ่มประเทศอาเซียนยังน่าห่วง ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสองเท่าใน 1 สัปดาห์ ฟิลิปปินส์ยอดพุ่งสูง

วันที่ 5 เมษายน 2563

นักวิจัยเผยผลการศึกษา กลุ่มประเทศอาเซียนยังน่าห่วง ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสองเท่าใน 1 สัปดาห์ ฟิลิปปินส์ยอดพุ่งสูง ทุกประเทศยกระดับมาตรการคุมเข้ม

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยผลการศึกษาว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ในอาเซียนได้เพิ่มขึ้นสองเท่า จาก 6,275 ราย เป็น 12,369 ราย และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 140% จาก 175 ราย เป็น 420 ราย โดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินส์ในเวลาเพียง 7 วันมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 90 คน ส่วนในประเทศอินโดนีเซีย มีจำนวนผู้เสียชีวิตรวมแล้วถึง 191 คน คิดเป็น 9% ของผู้ติดเชื้อที่รายงาน ซึ่งอัตราการตายที่สูงมากนี้ อาจจะเกิดจากข้อจำกัดในการดูแลรักษาผู้ป่วยหนักหรือเกิดจากจำนวนของผู้ติดเชื้อที่รายงานยังต่ำกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด เกือบทุกประเทศในอาเซียน ได้ยกระดับมาตรการในการควบคุมโรคโควิดอย่างเข้มงวดขึ้นมาก เช่น ประเทศไทยได้ประกาศเคอร์ฟิวในช่วงกลางคืน และสิงคโปร์ได้ประกาศปิดโรงเรียนและบริษัทเป็นส่วนใหญ่


การระบาดของโรคโควิดยังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมากในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ติดเชื้อรวมทั่วโลกแล้วเกิน 1,000,000 คน จุดหลักของการระบาดกำลังอยู่ที่ทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป ซึ่งแซงหน้าทวีปเอเชียในประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดยี่สิบอันดับแรก มีเพียง 3 ประเทศที่อยู่ในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อโรคโควิด-19 ในอาเซียน ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 7 วันที่ผ่านมานี้ทุกประเทศพบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่แซงไทยขึ้นเป็นอันดับที่ 2 และ 3 แล้ว

อันดับที่ 1 คือ มาเลเซีย มีผู้ติดเชื้อเพิ่มจาก 2,161 ราย เป็น 3,483 ราย หรือเพิ่มขึ้น 61% โดยผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 26 ราย เป็น 57 ราย (เพิ่มขึ้น 119%) ในวันที่ 4 เมษายน 2563 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 367 ราย และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 7 ราย

อันดับที่ 2 คือ ฟิลิปปินส์ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มจาก 803 ราย เป็น 3,094 ราย หรือเพิ่มขึ้น 285% โดยผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 54 ราย เป็น 144 ราย (เพิ่มขึ้น 167%) ในวันที่ 4 เมษายน 2563 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 461 ราย และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 37 ราย

อันดับที่ 3 คือ อินโดนีเซีย มีผู้ติดเชื้อเพิ่มจาก 1,046 ราย เป็น 2,092 ราย หรือเพิ่มขึ้น 100% โดยผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 87 ราย เป็น 191 ราย (เพิ่มขึ้น 119%) ในวันที่ 4 เมษายน 2563 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 302 ราย และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 21 ราย

อันดับที่ 4 คือ ไทย มีผู้ติดเชื้อเพิ่มจาก 1,136 ราย เป็น 2,067 ราย หรือเพิ่มขึ้น 82% โดยผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 5 ราย เป็น 20 ราย (เพิ่มขึ้น 300%) ในวันที่ 4 เมษายน 2563 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 89 ราย และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1 ราย.

อันดับที่ 5 คือ สิงคโปร์ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มจาก 732 ราย เป็น 1,114 ราย หรือเพิ่มขึ้น 52% โดยผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 2 ราย เป็น 6 ราย (เพิ่มขึ้น 200%) ในวันที่ 4 เมษายน 2563 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 65 ราย และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2 ราย

อันดับที่ 6 คือ เวียดนาม มีผู้ติดเชื้อเพิ่มจาก 169 ราย เป็น 240 ราย หรือเพิ่มขึ้น 42% โดยยังไม่มีผู้เสียชีวิต ในวันที่ 4 เมษายน 2563 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 7 ราย

ส่วนประเทศบรูไน กัมพูชา พม่าและลาว ยังมีรายงานผู้ติดเชื้อไม่มากนัก

ทั้งนี้อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อในฟิลิปปินส์รวดเร็วมากคล้ายกับที่พบในทวีปยุโรป ทั้งจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบจำนวนผู้ติดเชื้อหลังจากเมื่อครบ 100 คนแรกและ 1,000 คนแรกแล้ว มีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กราฟมีความชันสูง ประเทศอินโดนีเซียก็มีความชันของกราฟสูงและจำนวนผู้ติดเชื้อของอินโดนีเซียเพิ่งแซงหน้าประเทศไทยในวันที่ 4 เมษายน 2563 สำหรับไทยและมาเลเซียมีความชันของกราฟใกล้เคียงกัน แต่ใน 2 วันมานี้จำนวนผู้ติดเชื้อในมาเลเซียเริ่มสูงขึ้นอีก จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในวันที่ 4 เมษายน เรียงตามลำดับ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (เพิ่ม 461 ราย) มาเลเซีย (เพิ่ม 367 ราย) อินโดนีเซีย (เพิ่ม 302 ราย) ไทย (เพิ่ม 89 ราย) และสิงคโปร์ (เพิ่ม 65 ราย)

สถานการณ์การเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ในแต่ละประเทศ ทำให้ต้องมีการเฝ้าระวังมากขึ้นอย่างมาก ยกระดับมาตรการสำคัญ เพิ่มการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลและงดกิจกรรมทางสังคมโดยในประเทศไทยได้ประกาศเคอร์ฟิวในช่วงกลางคืนและลดการเดินทางระหว่างประเทศ ฟิลิปปินส์ได้ใช้มาตรการเข้มเช่นกัน โดยได้ประกาศคำสั่งห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้าในประเทศ

ส่วนประเทศสิงคโปร์ซึ่งก่อนหน้านี้สามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อได้ดี แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในผู้ที่ไม่มีประวัติสัมผัสกับผู้ติดเชื้อมาก่อน ซึ่งแสดงว่าเริ่มมีการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างบุคคลในชุมชนแล้ว รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้ยกระดับมาตรการเข้มงวดขึ้นอีก โดยการปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย และปิดการทำงานของภาคธุรกิจเว้นแต่ธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศเท่านั้นเป็นเวลา 1 เดือน รวมทั้งได้เปลี่ยนนโยบายเรื่องการใส่หน้ากากซึ่งแต่เดิมแนะนำให้ใช้เฉพาะผู้มีอาการป่วยเท่านั้น แต่เปลี่ยนเป็นให้คนทั่วไปใช้หน้ากากผ้าแบบซักทำความสะอาดได้


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
“ประยุทธ์” ชู เศรษฐกิจพอเพียงกู้วิกฤตโควิด ชงตั้งกองทุน 13.3 ล้านเหรียญ

วันที่ 14 เมษายน 2563

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสุดยอดอาเซียน สมัยพิเศษ ว่าด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลง ว่า ท่านประธาน ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และ ฯพณฯ ทั้งหลาย ก่อนอื่น ผมขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี เหวียน ซวน ฟุก ที่จัดการประชุมผ่านระบบทางไกลในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และขอแสดงความชื่นชมเวียดนาม ในฐานะประธานอาเซียนปี 2563 ที่มีบทบาทนำในการเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนในการตอบสนองต่อโควิด-19 อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ขอต้อนรับตัน ซรี ดาโตะ ฮาจี มุฮ์ยิดดิน บิน ฮาจี โมฮัมมัด ยัซซิน ท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเข้าสู่ครอบครัวอาเซียน

จีดีพีโลกติดลบ 1.5 – 4.7 % – ปท.กำลังพัฒนาสูญรายได้ 2 แสนล้านยูเอ
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยมี ผู้ติดเชื้อเกือบ 2 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 1 แสนคน วิกฤตที่พวกเราเผชิญอยู่นี้ นอกจากจะคร่าชีวิตและบั่นทอนสุขภาพของประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย โดยสถาบันวิจัยเอกชนชั้นนำอย่างแม็กคินซี่ได้คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของจีดีพีโลกในปีนี้อาจจะติดลบถึงร้อยละ 1.5 และถ้าวิกฤตโควิด-19 ยืดเยื้อต่อไป ก็อาจจะติดลบไปถึงร้อยละ 4.7 ในขณะเดียวกัน ยูเอ็นดีพี ได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยอาจสูญเสียรายได้กว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

“ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาสำคัญที่เราจะต้องร่วมมือกันควบคุมการแพร่ระบาดและดึงเส้นกราฟจำนวนผู้ติดเชื้อลงมาไม่ให้เกินขีดความสามารถด้านสาธารณสุขของพวกเราที่จะรองรับ เพื่อป้องกันไม่ให้อาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโรคอีกแห่งหนึ่ง รวมทั้งจะต้องร่วมมือกันหาแนวทางในการบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างรอบด้าน”

ในส่วนของสถานการณ์ในประเทศไทย เราพบผู้ป่วยยืนยันจำนวน 2,579 คน มีผู้เสียชีวิต 40 คน และรักษาหายแล้ว 1,288 คน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติการเดินทางมาจากต่างประเทศ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่มีการรวมตัว และชุมนุมเป็นจำนวนมาก

แจงมาตรการควบคุมโควิด ต้นทาง-กลางทาง-ปลายทาง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลไทยจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 30 เมษายน 2563 และจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 โดยมีผมเป็นผู้บัญชาการในทุกมิติอย่างเต็มตัว/ มาตรการของประเทศไทยเป็นไปตามหลักของกฎอนามัยระหว่างประเทศ ค.ศ.2005 โดยจะให้ความสำคัญกับการรับมือและแก้ไขปัญหาทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง
ตั้งแต่ต้นทาง ไทยเน้นควบคุมการเดินทางและการคัดกรองผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศจากนอกประเทศถึงสนามบิน ทางบก ทางน้ำ ช่องทางธรรมชาติ บนพื้นฐานของหลักการป้องกันล่วงหน้าโดยไม่ประมาท


สำหรับกลางทาง รัฐบาลไทยได้รณรงค์มาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เน้น social distancing เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาด การจัดพื้นที่ควบคุมสังเกตอาการ 14 วัน ทั้งของรัฐบาล ชุมชน ท้องถิ่น การใช้ application ติดตามตรวจสอบ การปิดสถานที่เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด การให้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างโปร่งใส ต่อต้านการเผยแพร่ข่าวเท็จอย่างทันเวลา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ผ่านการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านกว่า1 ล้านคนทั่วประเทศ ให้เป็นมดงานหยิบยื่นสุขภาพที่ดีไปถึงหน้าประตูบ้านทุกครัวเรือน ปีนี้ เรางดประเพณีสงกรานต์และการชุมนุมทางศาสนา

และในส่วนของปลายทาง สิ่งที่สำคัญคือการรักษาผู้ป่วย ตลอดจนเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณเพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนมูลค่ากว่า 1.9 ล้านล้านบาท (ประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือร้อยละ 10 ของ GDP ของประเทศ เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เช่น การให้เงินช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ต้องหยุดงาน การลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค รวมทั้งการใช้มาตรการทางด้านภาษีและการเงิน เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ MSME นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้สนับสนุนการวิจัยเชิงรุกเพื่อพัฒนาและจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ การพัฒนาวัคซีนสำหรับโควิด-19 และการพัฒนาระบบสนับสนุนโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้

ชง กองทุนอาเซียนโควิด 13.3 ล้านเหรียญยูเอส
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และ ฯพณฯ ทั้งหลาย วิกฤตโควิด-19 แสดงให้เห็นชัดว่า ไม่มีประเทศใดสามารถต่อสู้กับภัยคุกคามนี้ได้โดยลำพัง ดังนั้น อาเซียนจึงต้องผนึกกำลังกันและส่งเสริมความร่วมมือกับภาคีภายนอกในด้านต่าง ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น/ ในการนี้ ผมขอเสนอ ดังนี้

ประการแรก อาเซียนต้องระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม ทั้งในการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ และ แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการป้องกัน การติดตามผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อ การรักษาโรค การรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือ คนชาติอาเซียนในประเทศสมาชิกอาเซียนและในประเทศที่สาม

“นอกจากนี้ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านสาธารณสุขถือเป็นทัพหน้าของเราในสงครามสู้กับโควิด-19 ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ผมจึงขอเสนอให้อาเซียนและประเทศบวกสามร่วมกันสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนอาเซียนเพื่อรับมือกับโควิด-19 โดยจัดสรรเงินที่มีอยู่แล้วจากกองทุนเพื่อการพัฒนาอาเซียน กองทุนความร่วมมือกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียนบวกสาม ในอัตราร้อยละ 10 (ซึ่งจะมีมูลค่ารวมประมาณ 13.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือเท่าที่สามารถตกลงกันได้ เพื่อมาใช้ในการรับมือกับโควิด-19 ซึ่งรวมถึงการจัดหาชุดตรวจ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนการศึกษาวิจัยเพื่อคิดค้นยาและวัคซีน เพื่อให้อาเซียนสามารถพึ่งพาตนเองได้”

มอบชุด RT-PCR ปท.อาเซียน 1 แสนชุด
เพื่อเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมของอาเซียนในการต่อสู้กับโควิด-19 และเป็นสัญลักษณ์ของการพึ่งพาตนเองของอาเซียนจากการวิจัยและพัฒนาของแต่ละประเทศและที่เราจะร่วมมือกันต่อไปในอนาคต
“ประเทศไทย มีความยินดีขอมอบชุดตรวจชนิด RT-PCR ที่ผลิตเองได้สำเร็จในประเทศจากความร่วมมือของรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย และผ่านการทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพในระดับมาตรฐานโลกให้กับทุกประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศละ 10,000 ชุด”

ประการที่สอง อาเซียนควรจะต้องมีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และร่วมมือกันในการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ การผ่านพิธีการศุลกากร และการค้าชายแดนระหว่างกัน เพื่อให้ผู้บริโภคของเราได้เข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา และสินค้าที่จำเป็นในช่วงวิกฤติอย่างเพียงพอและทันท่วงที

ประการที่สาม วิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เรากำลังเผชิญอยู่จะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนมุมมองในการดำเนินชีวิตของคน และเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางธุรกิจ อีกทั้งยังเปิดมิติใหม่ในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาซึ่งควรได้รับการต่อยอด เราจึงควรสนับสนุนการใช้เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีใหม่ ๆ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคให้มากขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนภาคธุรกิจ MSME ซึ่งเป็นภาคการผลิตที่มีการจ้างงานจำนวนมาก ให้สามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มออนไลน์

โดยปัจจุบันรัฐบาลไทยได้ให้คำแนะนำและ ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในด้านการผลิตและการค้าผ่านระบบออนไลน์ มีการจัดการเจรจาการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้า ในต่างประเทศผ่านระบบเทเลคอนเฟอร์เรนซ์ และการจัดงานแสดงสินค้าเสมือนจริง ตลอดจนสนับสนุนระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ผมจึงขอเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งรัดการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้มาตรฐานรหัสคิวอาร์ที่เชื่อมโยงกันได้ เพื่อช่วยให้การค้าภายในภูมิภาคของเรามีความคล่องตัวมากขึ้น

ชู ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แก้วิกฤต
ประการที่สี่ ผมขอเสนอให้อาเซียนถอดบทเรียนและประสบการณ์จากการต่อสู้กับโควิด-19 เพื่อหาแนวทางที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุข หรือวิกฤตการณ์ ด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ในระยะยาวต่อไป ทั้งนี้ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ประเทศไทยได้ใช้มาและแสดงให้เห็นว่า สามารถส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน เสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน และมีการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ซึ่งอาเซียนอาจนำมาพิจารณาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่อาจคุกคามต่อประเทศและประชาชนในอนาคต

ประการที่ห้า เราควรเสริมสร้างบทบาทของท่านเลขาธิการอาเซียนในการเป็นผู้ประสานงานการให้ความช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึงสถานการณ์วิกฤตอื่น ๆ เช่น โรคระบาดด้วย/ เพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ในอนาคตได้อย่างมีระบบ รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ และเป็นองค์รวม เราควรร่วมกันพิจารณาด้วยว่า ศูนย์ต่าง ๆ ของอาเซียนที่มีอยู่ เช่น ศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน และอาฮาร์เซ็นเตอร์ รวมทั้งภาคส่วนอื่น ๆ ทั้งภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาสังคม จะสามารถมีบทบาทร่วมแรง ร่วมใจกันเพื่อเสริมสร้าง “พลังประชารัฐอาเซียน” ในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในอนาคตได้อย่างไร

“ผมขอย้ำว่า วิกฤตการณ์โควิด-19 ไม่ควรนำไปสู่ความถดถอยของโลกาภิวัฒน์หรือบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค แต่อาเซียนควรใช้โอกาสนี้มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคนิยมและพหุภาคีนิยม โดยเน้นความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภายในอาเซียนและกับภาคีภายนอกในการแก้ไขปัญหาระดับโลก ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของ ‘ทีมอาเซียน’ วันนี้เราต้องรอด วันหน้าเราต้องเข้มแข็ง”

ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านเลขาธิการอาเซียนที่ได้ช่วยจัดการหารือระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียนที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน ผมหวังว่า อาเซียนจะให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือในเรื่องนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างแท้จริงร่วมกัน
ขอบคุณครับ

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
“ประยุทธ์” ประชุมผู้นำอาเซียนสมัยพิเศษ ตั้งกองทุนอาเซียนสู้โควิด

วันที่ 14 เมษายน 2563


วันที่ 14 เมษายน 2563 เวลา 08.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประชุมสมัยพิเศษของผู้นำอาเซียนเพื่อหารือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ผ่านระบบ Video Conference ณ ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

อาเซียนร่วมรับมือ ตั้งกองทุนอาเซียนเพื่อรับมือกับโควิด-19 พร้อมถอดบทเรียนรับความท้าทาย ใหม่ในอนาคต

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ส่งผล กระทบต่อทั้งชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงต่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย โดยสถาบันวิจัย เอกชนชั้นนำอย่างแม็กคินซี่ได้คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของจีดีพีโลกในปีนี้อาจจะติดลบถึง ร้อยละ 1.5 และหากวิกฤตโควิด-19 ยืดเยื้อต่อไป ก็อาจจะติดลบไปถึงร้อยละ 4.7 ซึ่ง UNDP ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยอาจสูญเสียรายได้กว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


ประเทศไทยเห็นว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ตลอดจนหาแนวทางร่วมกันในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรอบด้าน โดยเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ภายในประเทศไทย จึงได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 30 เมษายน 2563 และจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ให้ความสำคัญกับการรับมือและแก้ไขปัญหา ทั้งต้นทาง ที่เน้นควบคุมการเดินทางและคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศ กลางทาง โดยการรณรงค์มาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” และปลายทาง ให้ความสำคัญกับการรักษาผู้ป่วย และเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้สนับสนุนการวิจัยเชิงรุกเพื่อพัฒนาและจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ การพัฒนาวัคซีนสำหรับโควิด-19 และการพัฒนาระบบสนับสนุนโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไม่มีประเทศใดสามารถต่อสู้กับภัยคุกคามนี้ได้โดยลำพัง พร้อมได้กล่าว เสนอแนวทางที่สำคัญ 5 ประการ ดังนี้

1. อาเซียนต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม พร้อมเสนอให้อาเซียน และประเทศบวกสามร่วมกันจัดตั้ง “กองทุนอาเซียนเพื่อรับมือกับโควิด-19” โดยจัดสรรเงิน ที่มีอยู่แล้วเท่าที่สามารถตกลงกันได้ มาใช้ในการรับมือกับโควิด-19 ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อชุดตรวจ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนเพื่อการศึกษาวิจัยคิดค้นยาและวัคซีน ให้อาเซียนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

2. อาเซียนควรต้องร่วมกันในการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ การผ่านพิธีการศุลกากร และการค้าชายแดนระหว่างกัน เพื่อให้ผู้บริโภคของเราได้เข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ และสินค้าที่จำเป็นในช่วงวิกฤติอย่างเพียงพอและทันท่วงที

3. เราควรสนับสนุนให้อาเซียนใช้เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีใหม่ๆ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคให้มากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้เร่งรัดการเชื่อมโยงการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการใช้มาตรฐานรหัสคิวอาร์ที่เชื่อมโยงกันได้ ให้การค้าภายในภูมิภาคของเรามีความ คล่องตัวมากขึ้น

4. ขอเสนอให้อาเซียนถอดบทเรียนและประสบการณ์จากการต่อสู้กับโควิด-19 เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับ ความท้าทายต่างๆ ที่อาจคุกคามชีวิตของประชาชนในอนาคต โดยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายในและการพึ่งพาตนเองของภูมิภาคในระยะยาวให้มากขึ้น

5. เราควรเสริมสร้างบทบาทของท่านเลขาธิการอาเซียนในการเป็นผู้ประสานงานการให้ความช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึงสถานการณ์วิกฤตอื่นๆ ให้เป็นไปอย่างมีระบบ และทันเหตุการณ์

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้กล่าวขอบคุณเลขาธิการอาเซียนที่ได้ช่วยจัดการหารือ ระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและ หมอกควัน ข้ามแดน พร้อมย้ำว่า อาเซียนควรใช้โอกาสนี้มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคนิยมและ พหุภาคีนิยม โดยเน้นความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภายในอาเซียน และกับภาคีภายนอกใน วันนี้เราต้องรอด วันหน้าเราต้องเข้มแข็ง

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมเวียดนาม ในฐานะประธานอาเซียนที่มีบทบาทในการเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนในการตอบสนองต่อโควิด-19 อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเข้าสู่ครอบครัวอาเซียนอีกด้วย

ทั้งนี้ ในเวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรี ประชุมสมัยพิเศษของผู้นำอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) เพื่อหารือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ผ่านระบบ Video Conference ณ ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับวาระงานของพล.อ.ประยุทธ์ เวลา 11.30 น. คณะผู้บริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และคณะผู้บริหารสมาคมธนาคารไทย เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อบริจาคสิ่งของจำเป็นและอุปกรณ์การแพทย์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
กรมเจรจาฯ เปิดคลังอาเซียน-ระบบคำปรึกษาออนไลน์ 24 ชั่วโมง

วันที่ 3 กรกฎาคม 2563


กรมเจรจาฯ ชวนเอกชนใช้ข้อมูลการค้าของอาเซียน (NTR) และระบบ ASSIT ให้คำปรึกษาทางออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน พร้อมแนะใช้ FTA สร้างแต้มต่อทางการค้า

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า อาเซียนมีเครื่องมือสำคัญที่สมาชิกอาเซียนได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความได้เปรียบทางการค้าแก่ผู้ประกอบการ ได้แก่ (1) ระบบคลังข้อมูลการค้าของอาเซียน (National Trade Repository: NTR) ซึ่งสามารถสืบค้นตรวจสอบข้อมูลการค้าสำคัญของสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ผ่านทางเว็บไซต์คลังข้อมูลการค้าไทย
www.thailandntr.comทั้งเรื่องการค้าสินค้า การค้าบริการ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ (2) Online Helpdesk ของอาเซียน หรือการให้ความช่วยเหลือตอบข้อสงสัยและข้อร้องเรียนผ่านทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่พบปัญหาการค้าในภูมิภาคอาเซียน สามารถสอบถามและได้รับคำตอบจากผู้รับผิดชอบโดยตรง เช่น การขอความชัดเจนของมาตรการนำเข้าสินค้าของประเทศผู้นำเข้า และการร้องเรียนปัญหาการค้าที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศของอาเซียน เป็นต้น


สำหรับการให้คำปรึกษาทางออนไลน์ จะดำเนินการผ่านระบบ ASEAN Solutions for Investments, Services and Trade หรือ ASSIST ทางเว็บไซต์ assist.asean.org ซึ่งเป็นช่องทางกลางของอาเซียน ปัจจุบันเว็บไซต์ ASSIT จะให้บริการรับคำถามและข้อร้องเรียนทั้งเรื่องการค้าสินค้า และการค้าบริการ พร้อมเตรียมเปิดให้บริการข้อร้องเรียนเรื่องการลงทุน จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการและผู้สนใจเข้ามาใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อเพิ่มศักยภาพและเสริมแกร่งให้กับธุรกิจ ให้สามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งสองเว็บไซต์สามารถสืบค้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นอกจากการใช้ประโยชน์จากข้อมูลการค้าของเว็บไซต์ข้างต้น ผู้ประกอบการควรใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแต้มต่อขยายตลาดส่งออก โดยปัจจุบันไทยมีเอฟทีเออยู่ 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี และฮ่องกง ซึ่งประเทศคู่ค้าเหล่านี้ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าส่วนใหญ่จากไทยแล้ว และส่งผลให้ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขึ้นแท่นเป็นผู้ส่งออกสินค้าสำคัญ ติดอันดับ 10 ของโลก เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ทุเรียนสด ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยวจากแป้งข้าว เป็นต้น

ทั้งนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม-พฤษภาคม) ไทยมีมูลค่าการค้ากับอาเซียน 41,218 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น



 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
ยูเอ็นเตือนอาเซียนใกล้เข้าสู่วิกฤติสังคม-เศรษฐกิจ


องค์การสหประชาชาติออกแถลงการณ์เตือน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังจะเข้าสู่ “วิกฤติสังคม-เศรษฐกิจ”จากผลพวงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะทำให้แผนดำเนินงานลดความยากจน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พลิกกลับ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ว่า เอกสารแจกจ่ายสื่อมวลชน ขององค์กาสหประชาชาติ (รยูเอ็น) เมื่อวันพฤหัสบดี กล่าวว่า วิกฤติทางสังคมและเศรษฐกิจ เป็นภัยคุกคามทำลายการดำรงชีวิตของแรงงานนอกระบบ 218 ล้านในในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากไม่มีรายได้ทางอื่น รวมทั้งระบบคุ้มครองทางสังคมอย่างเป็นทางการ หรือเงินเก็บออม เพื่อรองรับผลกระทบ คนทำงานและครอบครัวจะถูกผลักเข้าสู่ความยากจน และโครงการลดความยากจนหลายสิบปีที่ผ่านมา ต้องย้อนกลับไปใหม่อีก

ยูเอ็นทำนายว่า เศรษฐกิจทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะหดตัว 0.4 % ในปี พ.ศ. 2563 ขณะที่จำนวนเงินส่งกลับบ้านของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ทำงานอยู่ต่างแดน คาดว่าจะลดลงประมาณ 13 % เหลือ 10,0000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (313,562 ล้านบาท)
เอกสารเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค แก้ไข ปลวกทางการเงิน (fiscal termites ) ปัญหาต่างๆ ที่บั่นทอนงบประมาณ เช่น การหลีกเลี่ยงภาษี การกำหนดราคาโอน และการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อให้สามารถออกงบกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเหลือประชากรที่เปราะบาง และกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

จากภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำในปัจจุบัน ถือเป็นโอกาสดีที่จะกลับการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล อินโดนีเซีย ประเทศประชากรมากที่สุดในภูมิภาค จำนวนเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลในปี 2563 จะมากกว่าเงินช่วยเหลือเหยื่อโควิด-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อาร์มิดา ซัลซิยาห์ อาลิสจาห์บานา ประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า นอกเหนือจากเพิ่มการจ่ายเงินประกันสังคม กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควรเน้นให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขด้วย

6 ใน 11 ประเทศของภูมิภาค รวมถึง 2 ประเทศขนาดใหญ่สุดคือ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อยู่ในชั้นต่ำสุดของการจัดอันดับ การใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ในดัชนีการพัฒนามนุษย์ 5 ชั้น ของยูเอ็น โดยอีก 3 ประเทศอยู่ในชั้น 2 จากต่ำสุด ที่เหลืออีก 2 ประเทศอยู่ในชั้นกลาง

รายงานของยูเอ็นครอบคลุมทั้ง 10 ประเทศของกลุ่มอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย บรูไน มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และติมอร์-เลสเต เป็นประเทศที่ 11

31/7/2563 ยูเอ็นเตือนอาเซียนใกล้เข้าสู่วิกฤติสังคม-เศรษฐกิจ
 
4121 - 4128 of 4128 Posts
Top