SkyscraperCity banner

1961 - 1974 of 1974 Posts

·
Registered
Joined
·
1 Posts
โปรตีน รวมทั้งแคลเซียม มีหน้าที่สำคัญต่อสถาพทางร่างกายอย่างยิ่ง เราต้องกินโปรตีนให้เพียงพอต่โคนความอยากได้ของร่างกาย และก็หากว่าประสงค์สูงและก็มีสุขภาพที่แข็งแรง ควรจะพร้อมไปกับการออกกำลังาย และก็พักผ่อนให้พอเพียง เพื่อบทสรุปที่ดี แล้วหลังจากนั้นก็สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย วิธีเพิ่มความสูง
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
เซ็นทรัล เตรียมเปิด เข้มจำกัดจำนวนคนเข้าห้าง 1 คนต่อ 5 ตารางเมตร

11 พ.ค. 2563

เซ็นทรัล วาง 26 มาตรการเข้ม เตรียมพร้อมเปิด 23 สาขาทั่วประเทศ จำกัดคนเข้าห้าง 1 คนต่อ 5 ตารางเมตร เน้น สะอาด ปลอดภัย อุ่นใจ เสมือนอยู่บ้าน

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งว่า ห้างเซ็นทรัล 23 สาขาทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมเปิดบริการอีกครั้ง ภายหลังรัฐบาล ประกาศมาตรการผ่อนปรนกิจการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 โดยชูคอนเซ็ปต์สร้างความเชื่อมั่น “ห้างเซ็นทรัล สะอาด ปลอดภัย อุ่นใจ เสมือนอยู่บ้าน”

นางณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล เปิดเผยว่า ในการเตรียมความพร้อมที่จะกลับมาเปิดให้บริการ ห้างเซ็นทรัล เราจึงได้วางคอนเซ็ปต์ “ห้างเซ็นทรัล สะอาด ปลอดภัย อุ่นใจ เสมือนอยู่บ้าน” โดยมีข้อกำหนดครอบคลุมใน 5 หัวข้อหลัก 26 มาตรการเข้มด้านสุขอนามัย ที่จะทำให้ทุกพื้นที่ของห้างฯ เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองที่มีความสะอาด ปลอดภัย ไร้ความกังวล ของทุกคน อันสอดคล้องกับมาตรการของภาครัฐ ดังนี้

หัวข้อหลักที่ 1 “ปลอดภัยสูงสุด” (Central is…Safe)

พนักงานต้องสวมหน้ากากอนามัย และเฟซชิลด์ (Face Shield) ตลอดเวลา ขณะปฏิบัติงาน และทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ทั้งก่อนและหลังบริการ ตรวจวัดอุณหภูมิพนักงานทุกคน ทุก 3 ชั่วโมง ควบคุมดูแลระบบระบายอากาศหมุนเวียน (Air Change) มากกว่า 10 เท่า เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งยังเพิ่มระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยแสง UVC ในระบบปรับอากาศตลอดเวลา มีระบบติดตาม (Tracking) ข้อมูลลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมถึงพนักงานที่เข้ามาปฏิบัติงานที่ห้างสรรพสินค้า

หัวข้อหลักที่ 2 “เคร่งครัด คัดกรอง” (Central is…Screening)

ให้บริการตรวจวัดอุณหภูมิ และบริการเจลแอลกอฮอล์ ก่อนเข้าห้างฯ ให้กับลูกค้า พนักงาน ทั้งหน้าร้านและสำนักงาน รวมถึงพนักงานร้านเช่า ตลอดจนผู้มาติดต่องาน หากพบว่ามีอุณหภูมิเกิน 37.5 องศาเซลเซียส จะไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่ และแนะนำให้ไปพบแพทย์ทันที

ลูกค้า พนักงานหน้าร้าน และสำนักงาน รวมถึงพนักงานร้านเช่า และผู้มาติดต่องาน ต้องสวมหน้ากากอนามัยก่อนเข้าห้างฯ หากไม่ได้เตรียมมา จะแนะนำให้ซื้อที่จุดคัดกรอง ซึ่งมีการตั้งโต๊ะจำหน่าย

คัดกรองความเสี่ยงของพนักงานทุกคนก่อนกลับเข้ามาปฏิบัติงาน โดยให้พนักงานทำแบบประเมินตนเอง (Self-Assessment) ผ่านลิงก์ หรือคิวอาร์โค้ดที่บริษัทฯ กำหนด หากพบความเสี่ยง พนักงานจะต้องปฏิบัติตามแนวทางการกักตัว (Self-Quarantine) มีการติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 14 วัน รวมทั้งหมั่นตรวจสอบอาการตนเองสม่ำเสมอ

หัวข้อหลักที่ 3 “สะอาด ปลอดภัย ไร้กังวล” (Central is…Clean)
สินค้าที่จำเป็นต้องสัมผัสกับลูกค้าโดยตรง อาทิ ชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ เสื้อผ้า รองเท้า หรือแผนกเครื่องครัว ต้องนำสินค้าที่ลองหรือสัมผัสแล้ว ไปฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งทำความสะอาดภายในห้องลองด้วยการฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งหลังใช้บริการ ปูผ้าหุ้มพรม บริเวณประตูทางเข้า-ออก ห้างฯ พร้อมพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และเปลี่ยนผ้าวันละ 2 รอบ หรือบ่อยครั้งตามความเหมาะสมของแต่ละสาขา ติดตั้งเครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วย UVC แบบอัตโนมัติที่ราวบันไดเลื่อน ห้างเซ็นทรัล (บางสาขา) จัดให้มีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์
อาทิ ทางเข้าห้างฯ จุดประชาสัมพันธ์ เคาน์เตอร์แคชเชียร์ และในลิฟต์ทุกตัว รวมทั้งตรวจจุดติดตั้งเครื่องเจลแอลกอฮอล์ ทุก 2 ชั่วโมง เพื่อเติมไม่ให้ขาด ทำความสะอาดห้องน้ำทุก 30 นาที และติดตั้งเครื่องจ่ายเจลแอลกอฮอล์สำหรับฆ่าเชื้อโรคบนฝาสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ ทำความสะอาดตามรอบความถี่ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด รวมทั้งทำความสะอาด Deep Cleaning ทั่วพื้นที่ขาย และห้องให้บริการต่างๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เครื่องอบโอโซน และเครื่อง UVC เคลื่อนที่ หลังปิดทำการในแต่ละวัน
ทำความสะอาดในจุดที่ลูกค้าสัมผัสมากด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อโรคทุกครึ่งชั่วโมง อาทิ ราวบันไดเลื่อน ที่จับประตู และปุ่มกดลิฟต์ ทำความสะอาดบัตรจอดรถและบัตรศูนย์อาหาร ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ก่อนและหลังการใช้งานทุกครั้ง

หัวข้อหลักที่ 4 คือ “เว้นห่าง อย่างห่วงใย” (Central is…Distancing)
จำกัดจำนวนคนเข้าห้างฯ ไม่เกิน 1 คน ต่อ 5 ตร.ม. โดยมีระบบในการนับที่เคร่งครัด กำหนดจุดเว้นระยะห่าง ทุกประตูทางเข้า-ออก และทุกจุดให้บริการ อาทิ เคาน์เตอร์แคชเชียร์ เคาน์เตอร์บริการลูกค้า จุดเข้าคิวห้องน้ำ จุดแลกซื้อ จุดรอลิฟต์ บันไดเลื่อน ร้านและศูนย์อาหาร มีการจัดที่นั่งเว้นระยะห่าง ณ พื้นที่ห้องบริการ และที่นั่งคอยในพื้นที่ขาย บริเวณเคาน์เตอร์ รวมถึงจุดบริการอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับภาชนะต่างๆ ในห้องเลาจน์
อาทิ แก้วน้ำ และช้อน เปลี่ยนเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง จัดให้มีพื้นที่ติดต่อของบุคคลภายนอก และพนักงานรับส่งอาหาร โดยจัดทำป้าย และสติ๊กเกอร์การเว้นระยะห่าง รวมทั้ง ทำความสะอาดตามรอบที่กำหนด มีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ เพื่อให้ลูกค้าเว้นระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างกัน ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข กำหนดทางเข้า-ออกของลูกค้า โดยใช้คนละข้างของประตู ทำฉากกั้นใส (Window Shield) ที่เคาน์เตอร์บริการลูกค้า และบนโต๊ะรับประทานอาหาร (Table Shield) ในร้านและศูนย์อาหาร ทำป้ายรณรงค์การป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 พร้อมข้อควรปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ อาทิ การใช้ห้องน้ำ การใช้ลิฟต์ และการใช้บันไดเลื่อนที่ปลอดภัย

หัวข้อหลักที่ 5 คือ “ลดเสี่ยงจากสัมผัส” (Central is…A Touchless Experience) อาทิ
ส่งเสริมการชำระเงินผ่านโมบายแบงกิ้ง หรืออีเพย์เมนต์ แทนการชำระเงินสด กรณีลูกค้าชำระเงินสด ทั้งธนบัตรและเหรียญที่ได้รับจะแยกไว้เพื่อนำไปฆ่าเชื้อโรคโดยการอบโอโซน และเงินที่ทอนให้ลูกค้าจะมีการใส่แผ่นรองเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง ติดตั้งแป้นเปิดประตูด้วยเท้าที่ประตูห้องน้ำ และห้องบริการต่างๆ เพื่อเลี่ยงการสัมผัสประตู
ทั้งนี้ จากผลการตอบรับที่ดีในช่วงที่ผ่านมา ห้างเซ็นทรัลยังคงให้มีบริการ ช้อปปิ้งสินค้าทุกประเภทของห้างฯ ผ่านทางช่องทางออนไลน์มาโดยตลอด


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
“เซ็นทรัล รีเทล” เดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนค้าปลีกรับ Now Normal

วันที่ 13 พฤษภาคม 2563

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีมผู้บริหารได้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวางแผนรับมือกับวิกฤตมาอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในนั้น คือ แผน “ยุทธศาสตร์ 5 พร้อม” ที่จะตอบโจทย์ความท้าทายในยุคนิวนอร์มอล (New Normal) ซึ่งได้พัฒนาไปสู่ความเป็น นาวนอร์มอล (NOW NORMAL) หรือ “โลกแห่งวิถีชีวิตปัจจุบัน”

พร้อม…พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย
ดึงแรงงานไทยกว่า 19 ล้านคน จากทั้งหมด 33 ล้านคน กลับเข้าสู่ “Central Retail & Service Platform” เพื่อเพิ่มอัตราการจ้างงาน และพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พร้อมจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าฟรีทั่วไทยในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ณ ศูนย์การค้าในเครือ อาทิ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์, ท็อปส์ พลาซ่า และไทวัสดุ รวมถึงช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ท็อปส์ ออนไลน์, เซ็นทรัล ออนไลน์ และโรบินสัน ออนไลน์ เพิ่มปริมาณการรับซื้อผลิตผลทางการเกษตร-สินค้าชุมชน โดยรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าแปรรูปจาก 1,170 ชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 9,000 รายการ พร้อมเปิดพื้นที่จำหน่ายที่ท็อปส์, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และจริงใจ มาร์เก็ตทุกสาขา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยมากกว่า 24,000 ครัวเรือนให้มีรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน คงราคาสินค้ากว่า 23,000 รายการ นาน 3 เดือน พร้อมร่วมกับกรมการค้าภายใน ลดราคาสินค้า 5-68% กว่า 3,000 รายการ ตลอดปี 2563 ที่ท็อปส์ และแฟมิลี่มาร์ททุกสาขา

พร้อม…ยกระดับและชูมาตรฐานความสะอาด

ด้วยการปฏิบัติตามนโยบายป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัด รวมทั้งนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อด้วยรังสียูวี-ซี และเครื่องช่วยวัดอุณหภูมิอัจฉริยะ มีใช้ฆ่าเชื้อบนธนบัตร และสินค้า พร้อมจำกัดจำนวนคนเข้าศูนย์ฯ 1 คน ต่อ 5 ตร.ม. และจัดระยะห่างบริเวณจุดต่างๆ เช่น จุดชำระเงิน ลิฟต์ บันไดเลื่อน และที่นั่งของ Delivery man จัดทำระบบ ‘Safety Tracking’ เพื่อติดตามข้อมูลสุขภาพของพนักงาน และลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งเริ่มใช้แล้วที่ท็อปส์ 10 สาขา และร้านอาหารในเครือเซ็นทรัลฯ

พร้อม…ใช้นวัตกรรมและสร้างประสบการณ์ใหม่
ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินแบบไม่ต้องสัมผัส ด้วยแอปพลิเคชั่น “Dolfin” ที่สามารถสแกนจ่ายเงินโดยไม่ต้องจับเงินสด หรือบัตรเครดิต พร้อมบริการเสริม อาทิ บริการ Order & Collec ซึ่งเริ่มใช้ในท็อปส์ 10 สาขานำร่อง และร้านอาหารในเครือเซ็นทรัลฯ เช่นเดียวกับ Omnichannel Personalization ผ่าน Digital Platform ให้ลูกค้าสะสม และใช้ Digital Voucher เมื่อจ่ายผ่านแอป Dolfin และรับ The 1 Point

พร้อม…ต้อนรับ และให้บริการลูกค้าทุกช่องทางในยุค NOW NORMAL
นอกจากนี้ยังมีบริการช้อปปิ้งรูปแบบต่างๆ เพื่อรองรับลูกค้าทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็น

กลุ่มชอบคลิก : บริการ application และ webstores

กลุ่มชอบแชต : Chat & Shop สั่งสินค้าผ่าน Line Official Account พร้อมพนักงานและแชทบอท พร้อมพัฒนาระบบดิลิเวอรี่ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

กลุ่มชอบโทร : บริการ Call & Shop สั่งสินค้าผ่าน Call Centerสามารถเลือกส่งสินค้าที่บ้าน หรือมารับที่สาขา

กลุ่มชอบความสะดวก : บริการ Drive Thru บริการพนักงานส่งสินค้าถึงรถ บริการ Click & Collect สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ และมารับได้ที่สาขา บริการ E-ordering กรณีสินค้าไม่มีจำหน่ายในร้าน พนักงานขายหน้าร้านสามารถใช้แท็บเล็ตเช็กสต๊อกสินค้าออนไลน์ และประสานให้ลูกค้ามารับสินค้าได้ภายหลัง เริ่มบริการนี้แล้วที่เพาเวอร์บาย และจะขยายต่อให้ครบทุกธุรกิจในเครือ

กลุ่มชอบจองก่อนใคร : บริการ Reserve & Collect กดจองสินค้าออนไลน์ แล้วมาชมสินค้าจริง หรือทดลองก่อนตัดสินใจซื้อ พร้อมชำระเงินได้ที่สาขา ภายในเวลา 24 ชั่วโมงหลังกดจองสินค้า และ บริการ 1-hour pickup ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ และมารับที่สาขาได้ภายใน 1 ชั่วโมง

พร้อม…เร่งเครื่องแพลตฟอร์ม Central Retail & Service อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องทั้งในและนอกประเทศ เช่น การขยายสาขาแบรนด์ต่างๆ ในไทย และเวียดนาม เช่น ไทวัสดุ, โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์, ท็อปส์ มาร์เก็ต และ GO! เวียดนาม

รวมถึงต่อยอดโมเดลออมนิแชลแนลในไทย ไปยังธุรกิจต่างประเทศ อาทิ บริการออนไลน์ และออมนิแชลแนล ที่จะเปิดตัวที่รีนาเชนเต ประเทศอิตาลี ในเดือนมิถุนายนนี้ รวมถึงเหงียนคิม ในประเทศเวียดนามที่เตรียมเปิดตัวบริการออมนิแชลแนลด้วยเช่นกัน

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
ปิดห้างทำรายได้ระบม ยอดขายวูบ 5 แสนล้าน

13 พ.ค. 2563

เดอะมอลล์-เซ็นทรัลดีใจได้เปิดห้าง หลังถูกปิดทำเงินหาย 5 แสนล้านบาท เดอะมอลล์เปิด 100 มาตรการคุมเข้ม จะเข้าห้างต้องเช็กอิน เผยพื้นที่ขายสินค้าจะลดลงครึ่งหนึ่งเพื่อเว้นระยะห่าง ด้านเซ็นทรัลเตรียมใช้ลิฟต์ไร้สัมผัส ไม่ต้องกดให้เสี่ยงติดไวรัส

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ทางเดอะมอลล์กรุ๊ปได้เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะมาตรการความปลอดภัยและสุขอนามัย ซึ่งประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก 34 มาตรการย่อยสำหรับลูกค้า และ 6 มาตรการเสริม 66 มาตรการย่อย สำหรับ 5 กลุ่มธุรกิจ รวมกว่า 100 มาตรการ โดยกลยุทธ์หลักคือการสร้าง TMG TOUCHLESS SOCIETY หรือสังคมไร้สัมผัส นับตั้งแต่ขับรถเข้าที่จอดรถ จนถึงขั้นตอนชำระเงิน

เริ่มต้นตั้งแต่การเข้าไปในศูนย์การค้า ลูกค้าทุกคนจะต้องเช็กอินเพื่อเข้าไปศูนย์ ซึ่งทำได้ 3 รูปแบบคือ 1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน MCARD ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 700,000 ราย ลูกค้าสามารถเช็กอินมาจากที่บ้านได้เลย ทันทีที่มาถึงแสดงแอปให้เจ้าหน้าที่และผ่านเข้าประตูได้เลยโดยไม่ต้องรอคิว 2.เช็กอินผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดและแอปพลิเคชันไลน์ 3.กรอกแบบฟอร์มหน้าศูนย์

นางสาววรลักษณ์ กล่าวว่า ช่วงแรกประเมินว่าลูกค้าจะลดลงกว่าปกติ 30-40% โดยพฤติกรรมการซื้อสินค้าหลังวิกฤติโควิดจะเปลี่ยนแปลงไป เน้นซื้อสินค้าจำเป็นมากกว่าซื้อตามอารมณ์ โดยสินค้าใช้ในครัวและใช้ในบ้าน ทำยอดขายขึ้นท็อป 5 จากปกติมีสัดส่วนการขายเพียง 5-10% เท่านั้น และพฤติกรรมช็อปปิ้งจะเร็วขึ้น ลูกค้ามีการวางแผนมาจากบ้านเป็นอย่างดี โดยตั้งแต่ปิดศูนย์การค้าไปเมื่อวันที่ 22 มี.ค.2563 ยอดขายรวมหายไปถึง 70-80% เพราะมีเพียงซุปเปอร์มาร์เกตและช็อปออนไลน์เท่านั้น

ด้านนายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มโพเรี่ยม กรุ๊ป และกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ตลาดค้าปลีกปีนี้ จะหดตัวราว 14% หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปราว 500,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดค้าปลีกปี 2562 ที่อยู่ราว 3.5 ล้านล้านบาท โดยมีผลกระทบจาก 3 ปัจจัยหลักๆ คือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวลง, กำลังซื้อที่ลดลง, สต๊อกสินค้าที่ขาดแคลน เช่น สินค้านำเข้าจากจีนและกำลังการผลิตที่หดตัวลง

โดยต่อไปทางเดอะมอลล์กรุ๊ป ได้วางแผนธุรกิจเดินหน้าก้าวสู่ดิจิทัลเต็มตัว แต่รูปแบบของศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้ายังเป็นหลักอยู่ เพราะแม้การช็อปปิ้งออนไลน์จะเติบโตสูงมาก แต่ยังถือว่าเป็นสัดส่วนเล็กน้อยทั้งในต่างประเทศหรือแม้กระทั่งในจีน “หลังการเปิดศูนย์การค้าเราจะเห็นภาพใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ศูนย์การค้าจะลดลงเหลือ 50% หรือหากบริหารดีๆ อาจเหลือ 70% เพราะต้องเข้มงวดตามมาตรการรักษาระยะห่างหรือ social distancing และมาตรการที่เข้มงวดที่นำมาใช้เพื่อความมั่นใจให้กับลูกค้าให้มากที่สุด”

ทางด้านนางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทางบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ล่าสุด ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ได้นำร่องนวัตกรรมต้นแบบลิฟต์ไร้การสัมผัส (Touchless Lift) ซึ่งกำลังทดสอบและพัฒนาต่อไป โดยมีวิธีการใช้ง่ายๆ เพียงลูกค้าใช้นิ้วผ่านเหนือปุ่มเซ็นเซอร์เพื่อไปยังชั้นที่ต้องการ ระบบก็จะทำงานทันทีโดยอัตโนมัติ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องสัมผัสปุ่มกดใดๆ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของวิถีใหม่

นอกจากนี้ในช่วงที่มีการปิดศูนย์การค้าบางส่วน เซ็นทรัลได้มีการบำรุงรักษาระบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ มีการเปิดระบบปรับอากาศบางส่วนทุกวัน ซึ่งทำให้มีการหมุนเวียนของอากาศในพื้นที่ และมีการบำรุงรักษาตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พร้อมกลับมาให้บริการ และเพื่อเป็นการช่วยผลักดัน ‘เศรษฐกิจชุมชน’ เซ็นทรัลพัฒนาจะเปิดพื้นที่ให้กับเกษตรกร หรือ ธุรกิจ SMEs นำสินค้ามาค้าขายได้ฟรี โดยมีพื้นที่ 30,000-40,000 ตร.ม. ในศูนย์การค้าทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ ในระยะเวลา 3-6 เดือน และช่วยเหลือในการโปรโมตจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ต่างๆด้วย.


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
โฉมใหม่เดอะมอลล์งามฯ ปักหมุด 350 แบรนด์มัดใจ

วันที่ 10 มิถุนายน 2563


“เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน” รวบ 350 แบรนด์ดัง ปักหมุดแผนก “แฟชั่นไลฟ์สไตล์ชาย” หลังรีโนเวตพื้นที่กว่า 1.8 หมื่น ตร.ม. รวบสินค้ากีฬา นาฬิกา เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย พร้อมปรับบรรยากาศเดินห้างแนว “มินิมอล-ธรรมชาติ” ตอบโจทย์นักช็อปรุ่นใหม่

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ทำการปรับโฉมศูนย์การค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วานใหม่ ในคอนเซ็ปต์ THE MALL LIFESTORE : A HAPPY PLACE TO LIVE LIFE และได้ทยอยเปิดพื้นที่หลังรีโนเวตเพื่อให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากชั้น 4, 5, 6 และ 7

และล่าสุดเปิดให้บริการพื้นที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นของสินค้าผู้ชาย ที่ตกแต่งภายใต้คอนเซ็ปต์ MEN’S & LIFESTYLE โดยรวบรวมสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับผู้ชาย และอุปกรณ์กีฬากว่า 350 แบรนด์ พร้อมทั้งจัดรูปแบบร้านค้าให้เป็น seamless shopping experience เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าที่ต้องการได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

โดยสินค้ามีให้เลือกอย่างครบครันจากแผนกต่าง ๆ อาทิ สปอร์ตมอลล์ ที่ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท ให้เป็นเดสติเนชั่นของสปอร์ตแฟชั่นและเพอร์ฟอร์แมนซ์ สำหรับคนกรุงเทพฯฝั่งเหนือ บนพื้นที่ 5,300 ตร.ม. เป็นศูนย์รวมจำหน่ายทุกสินค้าและอุปกรณ์กีฬาจากแบรนด์ดังทั่วโลกกว่า 300 แบรนด์ ครอบคลุมทั้งรองเท้า เสื้อผ้า แอ็กเซสซอรี่ อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์ออกกำลังกาย ทั้งสายสปอร์ตไลฟ์สไตล์ สายสตรีตลุก และสายแฟชั่น



พร้อมกับแบรนด์โกลบอลแฟลกชิปสโตร์ ที่แต่ละแบรนด์จะนำสโตร์แบบใหม่ล่าสุดของไทยเข้ามาเปิดในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น อาดิดาส, ไนกี้, เค-สวิส, เอสิกส์, มิซูโน, ลาคอสต์, นิว บาลานซ์, คอนเวิร์ส, พูม่า, แชมเปียนส์, ฟิลล่า, อันเดอร์ อาร์เมอร์, เดอะ นอร์ท เฟส, โคลัมเบีย, สเก็ตเชอร์, รีบอค ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีแผนกวอตช์แกลเลอเรียในคอนเซ็ปต์ใหม่ที่รวมนาฬิกาไว้มากกว่า 57 แบรนด์ โดยแบ่งเป็นหมวดไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาในกลุ่มพรีเมี่ยม อาทิ Rado, Mido, Frederique Constant, Emporio Armani นาฬิกาสมาร์ทวอตช์ อาทิ Garmin, Suunto, Fitbit, Amazfit, Huawei นาฬิกาแนวสปอร์ตอาทิ Oris, Tissot, Casio, Seiko, Citizen, Orient นาฬิกาแฟชั่น อาทิ Issey Miyake, Guess, Michael Kors, DKNY พร้อมด้วยโซนพ็อปอัพที่จะนำแบรนด์ต่าง ๆ มาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมานำเสนอ
คอลเล็กชั่นใหม่ ๆ หรือคอลเล็กชั่นพิเศษ ลิมิเต็ดเอดิชั่น แบรนด์ใหม่ ๆ หรือโปรโมชั่นพิเศษต่าง ๆ

รวมถึงแผนกแฟชั่นไลฟ์สไตล์บุรุษ บนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร รวมสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแฟชั่นเอาไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นแนวสตรีตแคชวล ธุรกิจ ยีนส์ รองเท้า กระเป๋า อาทิ จีคิว, แอร์โรว์, จี2000, แรงเลอร์, ลี, แม็คยีนส์, เอคโค่, ฟลิปฟลอป, แซมโซไนต์ เร้ด ไปจนถึงร้านตัดผมอย่าง เนเวอร์ เซย์ คัท สาขาแรกในห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ยังมีช็อปอินช็อปของแบรนด์ ซีเค ยีนส์, ทิมเบอร์แลนด์, ลาคอสต์และแด๊กซ์

ตลอดจนแฟลกชิปสโตร์จากร้านไอสตูดิโอ และโซนี่ไลฟ์สไตล์ รวมถึงร้านแว่นตา เบเทอร์ วิชชั่น, อินฟินิท อายแวร์ ร้านหนังสือซีเอ็ด ฯลฯ ภายใต้บรรยากาศการตกแต่งแบบมินิมอล และความเป็นธรรมชาติ ผ่านเส้นสายของโครงไม้และโครงเหล็กดำ สร้างแรงบันดาลใจที่ดูเรียบง่าย แต่เท่ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าผู้ชายมากยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเดอะมอลล์มีทิศทางในการพัฒนาห้างสรรพสินค้าให้เป็นมากกว่าดีพาร์ตเมนต์สโตร์ หรือเรียกว่า life store เพื่อสร้างความแตกต่าง สร้างประสบการณ์ที่ดี เพื่อดึงลูกค้าให้มาใช้บริการ ท่ามกลางการดิสรัปต์ของเทคโนโลยีที่ทำให้โลกของการค้าขายไม่มีพรมแดนอีกต่อไป

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
เดอะมอลล์ลุยต่อโปรเจ็กต์ยักษ์ ทุ่มรีแบรนด์-พลิกโฉมสาขาเขย่าค้าปลีก

วันที่ 11 มิถุนายน 2563

“เดอะมอลล์” ประกาศเดินหน้าลงทุนตามแผน “ทุกโปรเจ็กต์” จับมือยักษ์เอ็นเตอร์เทนเมนต์โลก AEG เหนียวแน่น มั่นใจศักยภาพประเทศไทยระยะยาว พร้อมนำบทเรียนจากวิกฤต เรียนรู้ new normal ปรับสูตรความว้าว ทั้งออฟไลน์-ออนไลน์ สร้างปรากฏการณ์เขย่าค้าปลีกต่อไม่หยุด ก่อนเผยสาเหตุเปลี่ยนโลโก้ใหม่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ทำธุรกิจมา

แม้ว่าโควิด-19 จะเป็นตัวเร่งให้การดิสรัปต์เร็วขึ้น และเข้ามาพลิกโฉมการทำธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอย่างห้างสรรพสินค้าที่ต้องเผชิญกับวิถีชีวิตใหม่ของคน (new normal) การเข้ามามีบทบาทของแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดจากภาครัฐที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้

ความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เปลี่ยนใจ “แม่ทัพเดอะมอลล์กรุ๊ป” ให้ล้มเลิกการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Bangkok Mall, The Emsphere และการพลิกโฉมครั้งใหญ่ของเดอะมอลล์ รามคำแหง พร้อมกับการเดินหน้าขับเคลื่อนแพลตฟอร์มอย่าง O2O (offline to online) รับมือกับดิจิทัลดิสรัปต์อย่างเต็มที่ ตลอดจนการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ผ่านโลโก้ใหม่ ครั้งแรกในรอบ 39 ปี พร้อม ๆ กับการอวดโฉมสาขาที่ทยอยเปิดพื้นที่หลังรีโนเวตเสร็จอย่าง “เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน” ที่จะเป็นเวิลด์คลาสช็อปปิ้งลำดับต่อไป

เดินหน้าสร้าง Phenomenon
นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การลงทุนของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้ง 3 โปรเจ็กต์ยังคงเดินหน้าต่อ ทั้งโครงการแบงค็อกมอลล์ (Bangkok Mall) เมกะโปรเจ็กต์บนทำเลยุทธศาสตร์เส้นบางนา-ตราด ที่อยู่บริเวณจุดตัดถนนบางนา-ตราดกับสุขุมวิท เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีอุดมสุข และบางนา

ตลอดจนโครงการดิ เอ็มสเฟียร์ (The Emsphere) บนทำเลใจกลางสุขุมวิท เพื่อสร้างย่าน “เอ็ม ดิสทริก” ขึ้นร่วมกับดิ เอ็มโพเรียม และดิ เอ็มควอเทียร์ และการพลิกโฉมครั้งใหญ่ของเดอะมอลล์ รามคำแหง ให้เป็น mixed use complex

“โปรเจ็กต์ที่มี goal แล้วก็ต้องทำต่อไป แต่ทำด้วยความระมัดระวัง เพราะมัน new normal แล้ว ก็ต้องดูว่าควรจะเป็นสเกลไหน ดู piority ในการใช้เงินด้วย เพราะสภาพเศรษฐกิจแบบนี้จะไปทำทีเดียวก็ไม่ได้ และต้องดูสถานะของผู้ประกอบการด้วยว่าเค้าพร้อมหรือไม่ ต้องประคับประคองกันไป”

AEG เชื่อมั่นระยะยาว
รวมถึงการจับมือกับ AEG กรุ๊ป ผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงและกีฬาอันดับหนึ่งของโลก ในการทำเวิลด์คลาส อารีน่า 2 แห่ง คือ “EM LIVE ที่ศูนย์การค้าดิ เอ็มสเฟียร์ และ “BANGKOK ARENA” ในโครงการแบงค็อกมอลล์

นางสาวศุภลักษณ์ระบุว่า แม้ AEG จะเจอวิกฤตจากทั่วโลก ทำให้โดนแคนเซิลงานไปกว่า 5,000 งาน แต่บริษัทยังคงมองว่าไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุนอยู่ บวกกับจังหวะที่โครงการจะเปิดตัวอีกราว 2-3 ปี ก็จะเป็นช่วงที่ทุกอย่างเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้แล้ว ทางบริษัทจึงเชื่อมั่นว่ายังคงมีโอกาส และจะไม่ใช่ความเสี่ยงในระยะยาว

“เราไม่มีเงินกู้เลย การผ่านวิกฤต IMF ทำให้เราเรียนรู้เลยว่า อย่าไปทำอะไรที่มันเกินตัว เพราะการกู้เงินเยอะ ๆ มันเสี่ยง แต่การระมัดระวังเกินไปก็อาจจะทำให้เราโตช้า แต่ก็ถือว่าอะไรเล็ก ๆ เราไม่ทำ มันไม่คุ้มเงิน ทำทีเดียว 3 โปรเจ็กต์แล้วให้มันแข็งแรง สร้าง phenomenon ให้เกิดขึ้น”

สาขาปัจจุบันต้องทำให้ดีที่สุด
สำหรับโจทย์ในการทำงานในขณะนี้มีแผนว่าจะต้องทำให้สาขาปัจจุบันที่มีอยู่ทำได้ดีที่สุด โดยเฉพาะโปรเจ็กต์ของการรีโนเวต เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2562 จึงทยอยเสร็จและเปิดตัวเป็นเฟส ๆ โดยในช่วงที่ผ่านมาได้เปิดให้บริการชั้น 4-7 ไปแล้ว ตั้งแต่โรงหนังของ SFX การปรับพื้นที่ของโซนร้านอาหาร มีการนำเอาแบรนด์ฟู้ดคอร์ตกรูเมต์ อีทส์ และร้านสตรีตฟู้ดชื่อดังกว่า 30 ร้านเข้ามาเติม พร้อมกับมีพื้นที่ในส่วนของโคเวิร์กกิ้งสเปซ ฯลฯ

ล่าสุดได้เปิดพื้นที่บริเวณชั้น 3 ใหม่อีกครั้ง ในส่วนของ men’s & lifestyle ที่รวมแบรนด์เอาไว้มากกว่า 350 แบรนด์ ในคอนเซ็ปต์การจัดรูปแบบร้านค้าให้เป็น seamless shopping experience ให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าที่ต้องการได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ตลอดจนอาคารเรือนกระจกด้านข้างที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโซนร้านอาหาร ในบรรยากาศแบบ glass house ก็จะทยอยเปิดตัวในเฟสต่อไป

โลโก้ใหม่ครั้งแรกในรอบ 39 ปี
การรีโนเวตเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน นอกจากจะทำให้บรรยากาศของการมาห้างสรรพสินค้ามีความสนุกขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Mall Lifestore, A Happy Place To Live Life ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตัว “โลโก้” ของแบรนด์ ซึ่งแม่ทัพเดอะมอลล์ กรุ๊ป ยอมรับว่าเป็นการเปลี่ยนครั้งแรกนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา

“เราอยาก simplify ให้มันไปได้กับยุคออนไลน์ ทั้ง digitalization และ globalization และเอาไปใช้กับอย่างอื่นที่มีได้ง่ายขึ้น เดิมเวลาเอาไปใช้กับอย่างอื่นมันค่อนข้างยาก อันนี้เป็นตัว M ที่เหมือนกับ M card กำลังปรับให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น และโลโก้ใหม่นี้ก็จะถูกนำไปใช้กับเดอะมอลล์ทุกสาขาด้วย”

โฉมใหม่ออนไลน์ปลายปี
ออนไลน์มีบทบาทมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจากสถานการณ์โควิด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าสัดส่วนของยอดขายที่มาจากออนไลน์ยังอยู่ที่ไม่เกิน 10% และผู้บริโภคยังคงต้องการบริการจากช่องทางอื่น ๆ ร่วมด้วย เดอะมอลล์จึงเพิ่มเติมบริการอย่าง call to order บริการ drive thru รวมถึง chat & shop เพื่อมาเติมเต็มทุกการช็อปปิ้ง

ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างการพัฒนาอีคอมเมิร์ซที่คาดว่าจะพร้อมเปิดได้ภายในช่วงปลายปีนี้

“new normal ได้เร่งให้คนมาใช้บริการต่าง ๆ เหล่านี้มากขึ้น O2O offline to online ต้องทำ เพราะมันมาที่แพลตฟอร์มนี้แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้อยู่ได้ ก็ต้องมี uniqueness และ outstanding”

Winning Formular วันนี้
หัวเรือใหญ่เดอะมอลล์กรุ๊ปยังกล่าวต่อไปอีกว่า สถานการณ์ในขณะนี้ ทั้งโควิด digitalization และเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้ทุกองค์กรต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่ฉลาดหลักแหลม ระมัดระวัง รู้กำลังตัวเอง และประเมินให้ได้

“ครั้งนี้เป็นศึกที่หนักมาก เพราะถนนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแล้ว It’s uncertainty everywhere ต้องเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ทุกอย่าง ‘winning’ สำหรับเราคือ ‘unity’ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มาจาก 3 เอ็นเนอร์จี้อย่าง love ความรักในองค์กร faith ความศรัทธาว่าเราต้องชนะให้ได้ และ togetherness ความร่วมแรงร่วมใจของทุกคนในองค์กร”

“No surrender?only one way victory แพ้ไม่ได้…ต้องชนะ” นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช กล่าวในที่สุด


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
“เซ็นทรัล-โรบินสัน” แท็กทีม ชิงค้าปลีกกรุงเทพฯ ตะวันออก

วันที่ 22 มิถุนายน 2563

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญ หลังจากการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ของ “เซ็นทรัลรีเทล” เพื่อเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็คือการควบรวมห้าง ทั้ง “โรบินสัน” และ “เซ็นทรัล” ให้โอเปอเรตภายใต้บริษัท เซ็นทรัลรีเทล จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ในฐานะบริษัทแม่

นอกจากจะทำให้พอร์ตโฟลิโอของกลุ่มห้างสรรพสินค้าของ “ซีอาร์ซี” รวมกันแล้วมีถึง 74 สาขา (ห้างเซ็นทรัล 23 สาขา และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน 51 สาขา) ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ภายใต้พื้นที่การขายกว่า 5.8 แสน ตร.ม.แล้ว ยังทำให้ซีอาร์ซีมีความยืดหยุ่นในการบริหารแบรนด์พอร์ตโฟลิโอ สามารถเลือกโมเดลที่เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

เช่น ในกรณีล่าสุดที่ “ซีอาร์ซี” เลือกที่จะเปลี่ยนโมเดลของ “ห้างโรบินสัน เมกาบางนา” ให้เป็น “ห้างเซ็นทรัล เมกาบางนา” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า และรองรับกำลังซื้อที่มีศักยภาพของย่านบางนา-ตราดได้มากขึ้น

“ณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล ฉายภาพว่า นโยบายของซีอาร์ซีหลังจากการควบรวมของทั้ง 2 ห้าง คือ การมองลูกค้าเป็นตัวตั้ง และพัฒนาสินค้าหรือบริการให้สามารถตอบสนองความต้องการที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุด

ดังนั้น จึงมีการปรับโมเดลธุรกิจใหม่ (new business model) ซึ่งจะมีทั้งการเปลี่ยนโรบินสันเป็นเซ็นทรัล และเซ็นทรัลเป็นโรบินสัน ให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยเฟสแรกจะเห็นการปรับเปลี่ยนทั้งหมด 3 สาขา นำร่องโดยโรบินสัน เมกาบางนา เป็นที่แรก ส่วนอีก 2 สาขา มีความชัดเจนในเร็ว ๆ นี้

เนื่องจากทำเลของสาขาดังกล่าวมีการขยายตัวค่อนข้างสูง ถือเป็นทำเลทองของย่านบางนา-ตราด เป็นย่านเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ และยังเป็นประตูสู่ภาคตะวันออก เชื่อมต่อหลายจังหวัด อาทิ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และเป็นหน้าด่านก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ

และในอนาคตอันใกล้ ยังมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และรถไฟฟ้ารางคู่บางนา-สุวรรณภูมิ ที่จะเป็นแรงเสริมการเติบโตของพื้นที่ และยังมีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จำนวนมาก มีโครงการบ้านจัดสรรมากถึง 18 โครงการ กว่า 7 หมื่นหลังคาเรือน

โดย “ห้างเซ็นทรัล เมกาบางนา” จะเปิดให้บริการในวันที่ 2 ก.ค. 63 บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 1.3 หมื่น ตร.ม. จำนวน 3 ชั้น พร้อมกับการทยอยปรับพื้นที่ในเฟสแรก (minor renovation) ภายใต้งบประมาณกว่า 50 ล้านบาท ก่อนที่จะทำการปรับโฉมใหญ่ (major renovation) อีกครั้ง ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีหน้า


การเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ที่จะเกิดขึ้นก็คือ “product assortment” การจัดหาสินค้าที่หลากหลาย และตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งทาร์เก็ตหลักของเมกาบางนา มีทั้งกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น วัยทำงาน ฯลฯ จึงจะเห็นแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาเติมเต็มในทุกแผนกกว่า 400 แบรนด์ รวมเป็น 1,000 แบรนด์

เช่น แผนกบิวตี้ ได้นำแบรนด์ชาแนล นาร์ส ซิซเลย์ ออริจิ้น ฯลฯ เข้ามาเพิ่ม แผนกแฟชั่นผู้หญิง เช่น โดโรธี เพอร์กินส์, มิส เซลฟริดจ์ ฯลฯ แผนกผู้ชาย เน้นกลุ่มสปอร์ตแฟชั่นอย่าง ฟิลลา, ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์, เอ็มแอลบี เป็นต้น

“การปรับโฉมในครั้งนี้จะสานต่อการเติบโตของโรบินสัน ทำให้เซ็นทรัล เมกาบางนา มียอดขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 20% ภายในปี 2564 และแม้ว่าจะมีห้างเซ็นทรัลบางนาเปิดในละแวกเดียวกัน แต่มองว่าเป็นการจับฐานลูกค้าคนละกลุ่ม ซึ่งเซ็นทรัลบางนาก็จะเน้นกลุ่มครอบครัวใหญ่ที่มีหลายเจเนอเรชั่นมากกว่า”

ส่วนด้านของการเติบโตในภาพรวม “ณัฐธีรา” มองว่า ปีนี้คงไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าที่วางเอาไว้ เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ต้องปิดห้างทั้งหมดเป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือน โดยเฉพาะสาขาในเมืองท่องเที่ยว อาทิ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ ก็ต้องปรับการทำตลาดมาเน้นลูกค้าคนไทยมากขึ้น เน้นการทำซีอาร์เอ็ม และออมนิแชนเนล เพื่อเพิ่มยอดซื้อต่อบิล

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ห้างได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งพบว่า ผลตอบรับดีกว่าที่คาดเอาไว้ บางแคทิกอรี่กลับมาเติบโตได้ค่อนข้างสูง เช่น บิวตี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ บวกกับหลาย ๆ มาตรการของภาครัฐที่มีแผนออกมากระตุ้นศรษฐกิจก็เป็นสัญญาณที่ดีให้กับภาคธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการดำเนินการด้วย เพราะวันนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือกำลังซื้อของผู้บริโภค ถ้ามาตรการทำได้เร็ว ธุรกิจก็จะกลับมาได้เร็ว

สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “Onmi Chanel” ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้เซ็นทรัลสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม โดยบริษัทได้ปรับมาเน้นออมนิแชนเนลมากขึ้นตั้งแต่ก่อนมีโควิด-19 แล้ว และมองว่าการเกิดวิกฤตทำให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ เช่น ช่องทางการขาย ที่เพิ่มขึ้นมาอย่าง Chat & Shop หรือ Call & Shop

ทำให้เซ็นทรัลมีแพลตฟอร์มการขายรวม 4 ช่องทาง สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างหลากหลาย และครอบคลุม อาทิ ผ่านเว็บไซต์ www.central.co.th ผ่าน Facebook Live ที่เพจเฟซบุ๊กห้างเซ็นทรัล บริการ Central Chat & Shop ช็อปผ่านแอปพลิเคชั่น Line ที่ @CENTRALOFFICIAL และบริการ Central Call & Shop

และนอกจากการปรับโครงสร้าง การรีโนเวต การปรับรูปแบบการขายใหม่แล้ว “ณัฐธีรา” ยังระบุอีกด้วยว่า ห้างเซ็นทรัลยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 1 สาขาต่อปี ขณะที่โรบินสันจะขยายเฉลี่ย 2-3 สาขาต่อปี

“วุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัลรีเทล กล่าวเสริมว่า สำหรับโพซิชั่นของโรบินสัน และเซ็นทรัล มองว่าใกล้เคียงกัน โดยทั้งคู่เน้นเจาะไปที่กลุ่มกลาง-บน แต่สัดส่วนของลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์จะแตกต่างกัน เช่น หากเป็นในกรุงเทพฯ โรบินสันจะมีสัดส่วนที่กลุ่มกลางมากกว่าบน ส่วนในต่างจังหวัดก็จะเป็นทั้งกลาง-บน

ส่วนการใช้จ่ายต่อบิลของโรบินสัน ก็จะต่ำกว่าเซ็นทรัลอยู่ที่ราว 20-30% ต่อบิลต่อคน เป็นไปตามความหลากหลายของสินค้าที่วางขาย และขนาดของพื้นที่ของห้าง

สำหรับโรบินสัน เมกาบางนา เปิดตัวในปี 2555 เป็นสาขาที่มียอดขายเติบโตแบบดับเบิลดิจิตติดต่อกันหลายปี คิดเป็น top 8 ของสาขาที่มียอดขายสูงที่สุด และเนื่องจากศักยภาพที่สูงของสาขานี้ จึงมองว่ามีความเหมาะสมที่จะปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้เป็นเซ็นทรัล เมกาบางนา

ความร้อนแรงของค้าปลีกโซนกรุงเทพฯตะวันออกนับวันจะดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
ห้างเซ็นทรัลหาดใหญ่ ถ.เสน่หานุสรณ์ ปิดบริการ 31 ก.ค.นี้

6 กรกฎาคม 2563

ห้างเซ็นทรัลหาดใหญ่ ถ.เสน่หานุสรณ์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นห้างเซ็นทรัลสาขาแรกในภาคใต้มาตลอดระยะเวลา 26 ปี (พ.ศ.2537-2563) จะปิดบริการตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจใหม่ โอกาสนี้ ทางสาขาจะจัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมการขายขึ้นเป็นพิเศษ ด้วยโปรโมชั่น Goodbye Sale ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2563

และเมื่อสาขานี้ปิดบริการแล้ว สามารถชอปปิงได้ที่ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ ถ.กาญจนวณิช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งยังคงเปิดให้บริการตามปกติ หรือช้อปผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ www.central.co.th ซึ่งยังคงมีให้บริการต่อไปอย่างต่อเนื่อง


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
เบื้องหลังปิด “เซ็นทรัลหาดใหญ่” 26 ปีห้างในตำนาน “จิราธิวัฒน์”

วันที่ 7 กรกฎาคม 2563


การออกมาประกาศปิดบริการ”ห้างเซ็นทรัลหาดใหญ่”ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ถ.เสน่หานุสรณ์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2563 ถือเป็นการปรับตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่น่าติดตามอย่างยิ่งว่าจะเป็นการปรับโฉมรูปแบบธุรกิจใหม่ไปในทิศทางใด

ย้อนรอยเซ็นทรัลสาขาแรกในภาคใต้


“ห้างเซ็นทรัล สาขาสุคนธา หาดใหญ่”ตั้งอยู่บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ ถือเป็นย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่ ถือเป็นสาขาแรกของห้างเซ็นทรัลในภาคใต้ เปิดบริการมาตั้งแต่ 2537

โดยด้านบนอาคารเปิดเป็น”โรงแรมเซ็นทารา หาดใหญ่” ซึ่งเปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2538

ทั้งนี้มีข้อมูลจากเวบCentaraHotelHatyai
ระบุว่า โรงแรมดังกล่าว “ตระกูลจิราธิวัฒน์”ได้ซื้อกิจการมาจาก”โรงแรมสุคนธา” ซึ่งเปิดบริการมาตั้งปี 2515 และได้ปรับปรุงอาคารใหม่ และเปิดให้บริการภายใต้ชื่อใหม่ “โรงแรม เซ็นทรัล สุคนธา” หนึ่งในโรงแรมเครือของเซ็นทรัล เริ่มเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2538 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 มีห้องพักไว้คอยบริการ จำนวน 238 ห้อง

และได้เปลี่ยนชื่อเพื่อส่งเสริมการตลาดให้แข็งแกร่งขึ้นโดยใช้ชื่อว่า”โรงแรม โนโวเทล เซ็นทรัล สุคนธา” โดยการผสมผสานการบริหารจัดการระดับสากลของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งแวดวงการโรงแรม กลุ่มโรงแรม ACCOR ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการอันเป็นเอกลักษณ์ไทยจากกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทรัล

หลังจากนั้นปี 2548 ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งภายใต้ชื่อใหม่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มบริษัท “ โรงแรมโนโวเทล เซ็นทารา หาดใหญ่” และได้มีการพัฒนาปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นโรงแรมชั้นนำที่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้า

และวันที่ 1 มกราคม 2555 ได้มีการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยใช้ชื่อว่า “โรงแรมเซ็นทารา หาดใหญ่” จวบจนปัจจุบัน

เปิดสาขา 2 เซ็นทรัลเฟสติวัลรับศก.โต



หลังจากนั้น ในวันที่ 14 ธันวาคม 2556 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้เติบโต กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาได้มาเปิด”ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่”ตั้งอยู่ถนนกาญจนวณิช เป็นสาขาที่ 2 ในอ.หาดใหญ่ โดยใช้งบลงทุนทั้งโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 250,000 ตร.ม.

ถือเป็นศูนย์การค้าช้อปปิ้งคอมเพล็กซ์ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในจังหวัดสงขลา ตั้งอยู่กลางแหล่งท่องเที่ยวเมืองหาดใหญ่ ห่างจากห้างเซ็นทรัล หาดใหญ่ สาขาแรก ประมาณ 2 กิโลเมตร

ภายในและภายนอกศูนย์การค้า เซ็นทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ พัฒนาเป็นห้างสรรพสินค้า สูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยทั้งหมดกว่า 250,000 ตารางเมตร บนพื้นที่ 50 ไร่ ประกอบด้วยร้านค้าปลีกภายในศูนย์การค้าฯ ชั้นนำกว่า 250 ร้านค้า

อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล / เพาเวอร์บาย / เซ็นทรัลฟู๊ดฮอลล์ / ซูเปอร์สปอร์ต / บีทูเอส / ออฟฟิศเมท / โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ 8 โรง โรงภาพยนตร์เอไอเอส โฟร์ดีเอ็กซ์ 1 โรง และโรงภาพยนตร์กรุงศรีไอแม็กซ์ ดิจิตอล 1 โรง / บลูโอ ริทึ่ม แอนด์ โบวล์ / ซับซีโร่ ไอซ์สเก็ต แห่งแรกนอกเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล / ศูนย์อาหาร

ปิดเซ็นทรัลหาดใหญ่ปรับโฉมธุรกิจ

“เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ “ถือว่ามีขนาดใหญ่ และทันสมัยกว่า”ห้างเซ็นทรัล สาขาสุคนธา แห่งแรกในหาดใหญ่มาก และมีข้อจำกัดเรื่องที่จอดรถ เพราะเป็นอาคารเก่า ไม่มีการสร้างที่จอดรถไว้รองรับลูกค้าเหมือนอาคารสมัยปัจจุบัน ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมาก่อนเกิดโควิด-19 มีลูกค้าไปใช้บริการน้อยลงเรื่อยๆ อยู่แล้ว โดยลูกค้าส่วนใหญ่เลือกไปใช้บริการที่เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ ซึ่งมีที่จอดรถ สิ่งอำนวยความสะดวก และความทันสมัยมากกว่า

ที่สำคัญที่เป็นปัจจัยหลักในการเปลี่ยนแปลงของดลุ่มเซ็นทรัลน่าจะมาจากภาวะเศรษฐกิจของหาดใหญ่ที่ซบเซาต่อเนื่องมาหลายปี และยังมาเจอสถานการณ์โควิด-19 เป็นเด้งที่สอง

ก่อนหน้านี้”ประชาชาติธุรกิจ”เคยสัมภาษณ์”ประยูร วงศ์ปรีชากร ประธานก่อตั้งหอการค้าจังหวัดสงขลา ภายหลังการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมต่อเนื่องว่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่เมื่อมาเลเซีย สิงคโปร์ยังปิดประเทศ เพื่อป้องกันโควิด-19 คาดว่าต้องรอถึงต้นปีหน้า 2564 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถึงจะฟื้นกลับมาคึกคัก

ตอกย้ำด้วยคำสัมภาษณ์ของ”ทรงชัย มุ่งประสิทธิชัย”เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด นิวเอเชียทัวร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่เคยคุยกับ”ประชาชาติธุรกิจ”ในฐานะนายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลาว่า จากการหารือกับผู้ประกอบการต่างได้ข้อสรุปว่า เมื่อประเทศมาเลเซียยังปิดประเทศ ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร แหล่งบันเทิงในหาดใหญ่ สงขลา ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ เพราะต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียถึง 90% คาดว่าเมื่อมาเลเซียเปิดประเทศจะมีทิศทางขับเคลื่อนธุรกิจได้ ประมาณเดือนตุลาคม 2563 ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเตรียมแผนการตลาด โปรโมชั่นไว้รองรับชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ที่จะมาท่องเที่ยว

“สถานการณ์ในหาดใหญ่ตอนนี้ยังคงไม่เคลื่อนไหว ยังนิ่งอยู่ ต่างกับที่ภูเก็ตและสมุย ที่ผู้ประกอบการได้เคลื่อนไหวหารือกับคู่ค้า เอเย่นต์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว”

แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจในหาดใหญ่ เปิดเผยว่า อ.หาดใหญ่ อ.สะเดา มีแนวโน้มว่าจะมีผู้ประกอบการปิดตัวยาวอีกจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะโรงแรมหลายแห่งอยู่ในสภาพประกอบการขาดทุนมาก่อนนั้นแล้ว และสำหรับบางกลุ่มได้ประกาศขายโรงแรมด้วย แต่ยังไม่มีการตกลงซื้อขายจริง

ดังนั้นการดำเนินธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาในอนาคตจึงต้องวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ภายใต้”ชีวิตวิถีใหม่(New Normal)และพฤติกรรมของคนนิยมจับจ่ายผ่านการค้าออนไลน์มากขึ้น ย่านค้าปลีกย่านดาวน์ทาวน์กลางเมืองหาดใหญ่ โดยเฉพาะตลาดของฝากชื่อดัง “กิมหยง-สันติสุข” ยังยอดร่วง-ขึ้นป้ายเซ้งกิจการเพียบ

ดังนั้น จึงต้องลุ้นกันว่า ตระกูลจิราธิวัฒน์จะเดินหน้าปรับโฉมธุรกิจบริเวณย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเป็นทำเลทองไปในทิศทางใดต่อไป

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
เซ็นทรัลเดินหน้าลงทุนเวียดนาม ผุดห้างเพิ่ม 6 สาขาปีนี้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2563

ฟิลิป ฌ็อง บราเอ็นนิโก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม กล่าวว่า ในปี 2563 นี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายสาขา-รีแบรนด์ธุรกิจในเวียดนามต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเปิดศูนย์การค้า GO! เพิ่มทั้งหมด 6 สาขา ได้แก่ สาขาจ่าวิญ (Tra Vinh), กว๋างหงาย (Quang Ngai), บวนมาถวด (Buon Ma Thuot), เบ๊นแจ (Ben Tre), บ่าเหรี่ยะ (Ba Ria) และท้ายเหงียน (Thai Nguyen) รวมถึงรีแบรนด์บิ๊กซีเป็น GO! เพิ่ม 4 สาขา
ตามเป้าหมายขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทุกจังหวัดของเวียดนามภายใน 5 ปี

พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี และช่องทางออมนิแชแนล เน้นการผนึกกำลังกับพันธมิตร อาทิ แกร็บ บนฟีเจอร์ GrabMart เพื่ออำนวยความสะดวก และความรวดเร็ว ตามแผนเป็นธุรกิจ Multi-Format เต็มรูปแบบ

โดยผู้บริหารเชนค้าปลีกใหญ่กล่าวเสริมว่า ตลาดเวียดนามมีศักยภาพสูง ด้วยปัจจัยบวกหลายด้าน เช่น ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสะท้อนจากไตรมาสแรกของปี 2563 มีการเติบโตถึง 3.82% แม้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่มีประชากรวัยทำงานกว่า 50 ล้านคน จากทั้งหมดกว่า 95 ล้านคน และภาครัฐมีนโยบายสนับสนุน-ส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยล่าสุดกับการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปอีกด้วย

ทั้งนี้เซ็นทรัลเข้าไปทำธุรกิจในเวียดนามตั้งแต่ปี 2555 เริ่มจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์สินค้าแฟชั่น ก่อนเข้าร่วมทุนกับเหงียนคิม และลานชี มาร์ทในปี 2558 ทำให้มีร้านค้ารวม 85 แห่ง ใน 15 จังหวัด และมีพื้นที่ขายสุทธิอยู่ที่ 170,000 ตรม.

จนปัจจุบัน (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน ปี 2563) เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม มีจำนวนศูนย์การค้าทั้งสิ้น 35 แห่ง ร้านค้ามากกว่า 230 แห่ง ครอบคลุม 39 จังหวัด จาก 63 จังหวัดทั่วประเทศ บนพื้นที่กว่า 1,080,000 ตรม.



 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
CPN รีวิวแผนลงทุน กอดเงินสด-เฟ้น 10 โปรเจ็กต์ รอเศรษฐกิจฟื้น

วันที่ 16 กรกฎาคม 2563

“ซีพีเอ็น” ทบทวนแผนลงทุนใหม่ รับโควิดยืดเยื้อ เน้นรักษากระแสเงินสด-สภาพคล่อง ก่อนเตรียมออกหุ้นกู้ 4 หมื่นล้าน พร้อมเดินหน้าพัฒนา-ศึกษาโครงการใหม่อีกไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง รับการเติบโตระยะยาว หลังฟื้นจากวิกฤต ชูคอนเซ็ปต์ “มิกซ์ยูส” เป็นมากกว่าศูนย์การค้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ พร้อมเปิดกว้างลงทุน ต่อยอดธุรกิจหลัก หวังสร้างการเติบโต-กระจายรายได้บาลานซ์เสี่ยง

แม้ว่าสถานการณ์ “โควิด-19” จะเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่หลายฝ่ายก็ยังกังวลกับการระบาดรอบ 2 รวมถึงการใช้ชีวิตแบบการ์ดไม่ตก ที่ยังต้องรักษาระยะห่างทางสังคม มาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างเต็มที่ จนกว่าจะมีวัคซีนป้องกันโรคนี้สำเร็จ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจกำลังซื้อ ทำให้การลงทุนของหลายภาคส่วนในช่วงต่อจากนี้ไป จะต้องทำอย่างระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด รวมถึงต้องปรับรูปแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปให้ทันด้วย

รักษาสภาพคล่อง
นายปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่และเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นความท้าทายในการทำธุรกิจของบริษัท โดยซีพีเอ็นตั้งแต่พบว่ามีการระบาดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้มีการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้เช่า พนักงานบริษัท และผู้ถือหุ้น

ทั้งเรื่องของบริการที่ปลอดภัย สร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงกับการเปิดศูนย์แบบปกติ โดยการเพิ่มบริการใหม่เข้ามา เช่น แชตแอนด์ช็อป ไดรฟ์ทรู ฯลฯ การช่วยเหลือในด้านค่าใช้จ่าย ยกเว้นค่าเช่าร้านที่ไม่สามารถเปิดได้ รวมถึงการให้ส่วนลดค่าเช่าตั้งแต่ 10-50% ตามผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนการทำประกันสุขภาพให้พนักงาน ไม่เลิกจ้าง แต่ใช้กำลังคนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

และที่สำคัญได้ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อลดต้นทุน ทั้งด้านสาธารณูปโภค การตลาด การประชาสัมพันธ์ การบริหาร ฯลฯ ให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง พร้อมกับทบทวนแผนลงทุนใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อฐานะทางการเงินและกระแสเงินสด เพื่อเตรียมสภาพคล่องของบริษัทให้เพียงพอ ต่อสถานการณ์ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนอยู่ในขณะนี้

ล่าสุด ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ได้อนุมัติให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้จำนวนไม่เกิน 40,000 ล้านบาท รวมถึงการออกและเสนอขายตั๋วเงินระยะสั้น และ/หรือ หุ้นกู้ระยะสั้นจำนวนไม่เกิน 15,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแผนการลงทุน ในการพัฒนาโครงการใหม่และการขยายธุรกิจในอนาคตของบริษัท ตลอดจนเพิ่มความคล่องตัวในการหมุนเวียนเงินทุนในการดำเนินโครงการต่าง ๆ


อยู่ระหว่างศึกษา 10 โครงการ
นายปรีชาระบุต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวบริษัทยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของไทยยังสามารถพัฒนาและเติบโตต่อไปได้ จากแผนการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐด้านคมนาคม ที่จะเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก เช่น รถไฟความเร็วสูง, รถไฟฟ้า ฯลฯ ตลอดจนโครงการในพื้นที่อีอีซี

หากผ่านช่วงวิกฤตครั้งนี้ไปแล้ว เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นกลับมาอีกครั้ง และการพัฒนาของเมืองจะเปลี่ยนไป เป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปลงทุนเพื่อสร้างศูนย์การค้า โดยเฉพาะโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งจะเป็นโมเดลที่ใช้ในการเข้าไปตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์การค้า สำนักงานออฟฟิศ ที่อยู่อาศัย และโรงแรม โดยขณะนี้ได้ศึกษาพื้นที่ที่มีศัยภาพสูงไม่ต่ำกว่า 10 โครงการ

สำหรับโครงการที่เปิดตัวไปแล้ว และกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” โครงการมิกซ์ยูสที่บริษัท ร่วมทุนกับกลุ่มดุสิตธานี พัฒนาพื้นที่ 23 ไร่ บริเวณหัวมุมถนนสีลม ทำเลยุทธศาสตร์ในศูนย์กลางเศรษฐกิจ ที่เชื่อมต่อทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส และเอ็มอาร์ที โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566-2567

และศูนย์การค้าที่เป็นมิกซ์ยูส 3 แห่ง อาทิ เซ็นทรัลพลาซา อยุธยา ประกอบไปด้วยศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม พื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชน โครงการที่พักอาศัย และโรงแรม คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2564, เซ็นทรัล ศรีราชา ที่เป็นศูนย์การค้าแบบเซมิเอาต์ดอร์ ไลฟ์สไตล์ มีศูนย์การประชุม โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ อาคารสำนักงาน และศูนย์เรียนรู้สำหรับเด็ก คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2564 และเซ็นทรัล จันทบุรี ซึ่งจะมีทั้งศูนย์การค้า ที่พักอาศัย ฯลฯ คาดว่าจะเปิดในปี 2565

กระจายแหล่งรายได้
นอกจากการพัฒนาศูนย์การค้า และโครงการมิกซ์ยูสแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาซีพีเอ็นยังได้เข้าไปพัฒนาโครงการที่พักอาศัย เน้นทำเลใกล้ศูนย์ของบริษัท ตลอดจนทำเลที่มีศักยภาพอื่น ๆ เพื่อไดเวอร์ซิฟายไปยังธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันมีโครงการที่พัฒนาแล้ว อาทิ เอสเซ็นท์ วิลล์ เชียงใหม่, เอสเซ็นท์ วิลล์ เชียงราย, เอสเซ็นท์ นครราชสีมา, ฟิล พหล 34 และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง อาทิ เอสเซ็นท์ อุบลราชธานี, เอสเซ็นท์ พาร์ควิลล์ เชียงใหม่, นิยาม บรมราชชนนี เป็นต้น

พร้อมกับพยายามหาโอกาสในการลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโต เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างรายได้ ให้มีความหลากหลาย สนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตที่ยั่งยืน เช่น การเปิด coworking space ภายใต้แบรนด์ “คอมมอนกราวนด์” ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัท คอมมอนกราวด์ กรุ๊ป จากประเทศมาเลเซีย เพื่อต่อยอดเน็ตเวิร์กของซีพีเอ็น และกลุ่มเซ็นทรัลที่มีอยู่ ให้สามารถตอบรับกับการทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะเทรนด์ของโคเวิร์กกิ้งสเปซ และแชริ่งอีโคโนมี ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

การเข้าไปลงทุนในแกร็บ เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายของร้านค้าในศูนย์ อันเป็นการสนับสนุนธุรกิจหลัก และในอนาคตจะนำข้อมูลการสั่งซื้อมาช่วยในการพัฒนาการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป นอกจากนี้ยังมีการเข้าไปลงทุนในบริษัท เบย์วอเตอร์ จำกัด เพื่อต่อยอดพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในอนาคต เนื่องจากเบย์วอเตอร์มีกรรมสิทธิ์ที่ดินในย่านพหลโยธินซึ่งมีศักยภาพค่อนข้างสูงอยู่จำนวนมาก

ทราฟฟิกปรับตัวดีขึ้น
ผู้บริหารซีพีเอ็นกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิด หากแบ่งเป็นช่วงแรก มกราคม-กุมภาพันธ์ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดในต่างประเทศ มีผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยสาขาที่ได้รับผลกระทบได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, พัทยา, เชียงใหม่, ภูเก็ต, สมุย มีทราฟฟิกลดลง 10-15% แต่ศูนย์อื่นยังมีผู้มาใช้บริการตามปกติ

จนกระทั่งเข้าเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งมีการระบาดเป็นวงกว้างในไทย จนภาครัฐมีการประกาศให้ศูนย์การค้าปิดเป็นการชั่วคราว ทำให้ศูนย์ของซีพีเอ็นทั้ง 33 แห่ง ต้องปิดทำการ รวมระยะเวลา 45-56 วัน แต่ยังมีกิจการบางอย่างที่อนุญาตให้เปิดได้ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร แบบเทกอะเวย์ หรือดีลิเวอรี่ ทำให้มีผู้มาใช้บริการอยู่ที่ 20-30% จากช่วงปกติ

ต่อมาช่วงปลดล็อกเฟส 2 ตั้งแต่ 17-31 พฤษภาคม ศูนย์ทุกแห่งกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง ด้วยมาตรการความปลอดภัยและสุขอนามัยขั้นสูงสุด จำนวนผู้ใช้บริการจึงปรับขึ้นมาอยู่ที่ 40-60% จากช่วงปกติ และตั้งแต่ช่วงปลดล็อกเฟส 3-5 ตั้งแต่ 1 มิถุนายน เป็นต้นมา สถานการณ์เริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น รัฐบาลมีการผ่อนคลายเพิ่มเติม ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นต่อเนื่อง จึงมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็น 60-80% จากช่วงปกติ

โดยภาพรวมธุรกิจในปัจจุบัน บริษัทมีศูนย์การค้าทั้งหมด 34 โครงการ แบ่งเป็นในประเทศ 33 โครงการ รวมพื้นที่ให้เช่า 1,809,020 ตร.ม. และต่างประเทศอีก 1 โครงการ (เซ็นทรัล ไอ-ซิตี้) ประเทศมาเลเซีย คิดเป็นพื้นที่โครงการอีก 278,000 ตร.ม. อาคารสำนักงาน 7 แห่ง โรงแรม 2 แห่ง โครงการที่พักอาศัยเพื่อเช่า 1 แห่ง โครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย 10 แห่ง

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 11,423 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,592 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมรายได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ จะมีรายได้รวมและกำไรลดลง 0.5% และ 8.7% ตามลำดับ เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้น


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
ค้าปลีกอ่วม ดิ้นหนีตาย ปรับองค์กร-เลิกจ้างพุ่ง


หวั่นระบาดรอบ 2 เขย่าขวัญเศรษฐกิจ ห้างค้าปลีกเลย์ออฟยันผู้บริหาร ดาวน์ไซส์กำลังคน เชนโรงแรมดังโดนถ้วนหน้า หวั่นเลิกจ้างพุ่งหลังจบมาตรการเยียวยา 3 เดือน ขณะที่เดือนเม.ย.ปิดแล้ว 2,456 แห่ง ลูกจ้างถูกลอยแพเฉียดครึ่งล้าน


พิษโควิด-19 ยังลามไม่เลิก การระบาดทั่วโลกยังมีอัตราเพิ่ม ขณะไทยเผชิญการทดสอบสำคัญกับการเสี่ยงระบาดรอบ 2 กรณีผู้เดินทางต่างชาติเข้าเมืองติดเชื้อหลุดรอดระบบกักกัน ฉุดความเชื่อมั่นการเริ่มเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดอีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนกระตุ้นไทยเที่ยวไทยที่กำลังจะเริ่ม เร่งธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและท่องเที่ยว ตัดสินใจปิดกิจการ-เลิกจ้าง หรือลดต้นทุนเข้มข้นขึ้นอีก ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 4 นี้ จะมีคนตกงานมากกว่า 3 ล้านคน บวกกับนักศึกษาจบใหม่อีก 4.5 แสนคน กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้เกม

เดอะ มอลล์ปลดขุนพล

ล่าสุดพบว่า “เดอะ มอลล์ กรุ๊ป” ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ ประกาศดาวน์ไซส์องค์กร โดยเปิดให้ผู้บริหารระดับสูง สมัครใจลาออกและบางคนถูกให้ออก โดยพบว่ามีผู้บริหารระดับสูงลาออกและถูกเลิกจ้างกว่า 10 คน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคมที่ผ่านมา อาทิ นายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด คีย์แมนคนสำคัญ ที่ยืนเคียงข้างและนำเดอะ มอลล์ กรุ๊ป เติบโตมาตลอดระยะเวลา 37 ปี คู่กับ “ศุภลักษณ์ อัมพุช” ซึ่ง “ไพบูลย์” เกษียณอายุงานไปเมื่อ 2 ปีก่อน และกลับมาเริ่มงานอีกครั้งเมื่อปี 2561 ตามคำชวนของศุภลักษณ์นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมี นางมาลินี ทรัพย์บริบูรณ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ดูแลกลุ่มแฟชั่น บิวตี้ ลีฟวิ่ง ฯลฯ และ นายชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ดูแลกลุ่มธุรกิจอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต กูร์เม่ต์ มาร์เก็ต หนึ่งในแผนกสำคัญที่ทำรายได้หลักให้กับเดอะ มอลล์ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่เปิดให้บริการต่อเนื่องตลอดเวลา เป็นต้น

เขย่าโครงสร้างใหม่

ขณะเดียวกันยังมีการปรับโครงสร้างการบริหารภายในใหม่ อาทิ “เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ” จะก้าวขึ้นมานั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เดอะ มอลล์ กรุ๊ป แทนที่นายไพบูลย์ จากเดิมที่ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มโพเรียม กรุ๊ป และกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ มอลล์ กรุ๊ป จำกัด โดยจะมีการประกาศโครงสร้างใหม่ ในต้นปี 2564

“เดอะ มอลล์ ประสบปัญหามากมาย โดยเฉพาะในเรื่องต้นทุนการบริหารจัดการ ทำให้เริ่มปรับลดเงินเดือนพนักงานในทุกแผนก ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการปิดห้างในช่วงโควิด ทำให้ไม่มีรายได้ทั้งค่าเช่า ค่าบริการ ค่าขายสินค้า ฯลฯ ผนวกกับบริษัทต้องการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ภายใต้โครงการ เอ็ม ทรานส์ฟอร์เมชั่น ที่เน้นคนและเทคโนโลยี มากขึ้น จึงส่งผลให้เกิดการดาวน์ไซส์องค์กรในครั้งนี้” แหล่งข่าวกล่าว

Q 3 เลิกจ้างงานพุ่ง

อย่างไรก็ดี มีกระแสข่าวว่า ในธุรกิจค้าปลีก ทั้งห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต และคอมมูนิตี้ มอลล์ จะมีการปลดพนักงานในทุกระดับอีกระลอก เหตุเพราะยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้กลับคืนมา และไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ ซึ่งขณะนี้มีพนักงานในภาคธุรกิจนี้ตกงานแล้วราว 3,000-4,000 คน

นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ที่ปรึกษา สมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานในธุรกิจค้าปลีกที่ตกงานว่า เชื่อว่าในไตรมาส 3 จะเห็นตัวเลขคนตกงานที่ชัดเจนกว่านี้ เพราะในไตรมาส 2 มีเงินเยียวยาจากภาครัฐเข้ามาช่วยพยุง และยืดเวลาไว้ ซึ่งจะครบ 3 เดือนในเดือนมิถุนายน

“ไตรมาส 3 จะเห็นตัวเลขคนตกงานมากขึ้นทั้งในภาคท่องเที่ยว การผลิต และค้าปลีก และครั้งนี้จะเห็นในระดับล่าง ระดับปฏิบัติงานมากขึ้น”

สำหรับแนวทางการที่ภาครัฐจะช่วยพยุงให้เศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้คือ 1. รัฐบาลต้องเดินหน้าโครงการ EEC ต่อเนื่อง ห้ามล้ม และ 2. รัฐบาลต้องเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนให้มาก เพราะเมื่อเกิดการลงทุน จะทำให้เกิดการจ้างงาน และส่งต่อให้เกิดการบริโภค วงจรทุกภาคส่วนจะกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง ซึ่งจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในครึ่งหลังของปี 2564

ท่องเที่ยวตกงานเพียบ

จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) เผยว่า ในช่วงไตรมาส 2 พบว่าภาพรวมของสถานประกอบการท่องเที่ยวที่มีการปิดการชั่วคราว 65% คาดว่าจะมีแรงงานตกงานชั่วคราว 2.6 ล้านคน

อย่างไรก็ตามแม้ปัจจุบันภาครัฐจะเริ่มปลดล็อกและสนับสนุนให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น แต่สถานประกอบการ อย่างโรงแรมก็ยังไม่สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ครบ 100% เหมือนเดิม โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และเมืองท่องเที่ยวในภาคใต้มีโรงแรมกลับมาเปิดให้บริการเพียง 30-50% เนื่องจากตลาดหลักคือนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้พนักงานที่ตกงานก่อนหน้านี้ จากการถูกเลิกจ้าง จะยังคงต้องเผชิญกับการตกงานต่อไป เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ที่ผ่านมามีกลุ่มธุรกิจโรงแรมรายใหญ่ทยอยปลดพนักงานต่อเนื่องหลายร้อยคน ไม่ว่าจะเป็นเครือดุสิตธานี,เครือไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โดยให้ออกแล้วจ่ายชดเชยตามกฎหมายแรงงาน หรือแม้แต่การเปิดโครงการสมัครใจให้ลาออก ของบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

จับตา“เลย์ออฟ”

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รายงานตัวเลขสถานประกอบการใช้ม.75 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แจ้งขอหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราว จากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งภาครัฐออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มข้น รวมทั้งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ปิดสถานที่ ทำให้มีผู้ยื่นขอปิดกิจการถึง 2,456 แห่ง ลูกจ้างตกงาน 472,855 คน

ถัดมาในช่วงตั้งแต่ 1-21 มิถุนายน 2563 แจ้งปิดกิจการทั้งหมด 1,310 แห่ง จำนวนแรงงานถูกเลิกจ้างกว่า 319,824 คน เทียบกับข้อมูลการยื่นปิดกิจการเมื่อต.ค. 2562 ก่อนการระบาดเชื้อโควิด-19 มีเพียง 114 แห่ง สรุปยอดการปิดกิจการช่วง 3 ไตรมาสปีงบประมาณ 2563 (ต.ค.2562-มิ.ย.2563) มีทั้งสิ้น 4,254 แห่ง ลูกจ้างตกงานรวม 853,696 คน

17/7/2563 ค้าปลีกอ่วม ดิ้นหนีตาย ปรับองค์กร-เลิกจ้างพุ่ง
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,193 Posts
เซ็นทรัลเวียดนามทุ่มปั้น”GO!” สลัดภาพ”บิ๊กซี”เจาะค้าปลีกทุกเซ็กเมนต์

วันที่ 18 กรกฎาคม 2563


“เซ็นทรัล รีเทล” จัดทัพรุกค้าปลีกเวียดนาม สลัดภาพ “บิ๊กซี” ทิ้ง ปั้นแบรนด์ “GO!” เสียบแทน วางคอนเซ็ปต์ศูนย์การค้า ยึดโมเดล “โรบินสัน” หวังบุกตลาดเต็มสูบ พร้อมลงทุนขยายเพิ่มอีก 6 สาขา ตั้งเป้า 5 ปี มีสาขาคลุม 55 จังหวัดทั่วประเทศ-ลุยออมนิแชนเนล ดันรายได้ 3.7 หมื่นล้าน โตต่อเนื่อง ไม่สนโควิด


นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากเซ็นทรัล รีเทลเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามเมื่อปี 2555 จากการเป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์แฟชั่น จนกระทั่งร่วมทุนกับเหงียนคิม และลานซีมาร์ทในปี 2558 และเข้าซื้อกิจการบิ๊กซีเวียดนามในปี 2559 เพื่อรองรับศักยภาพการเติบโตจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และประชากรวัยทำงานกว่า 50 ล้านคน จากทั้งหมด 95 ล้านคน โดยในปี 2562 จีดีพี เวียดนามเติบโตถึง 7% และท่ามกลางภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจากวิกฤตโควิด จีดีพีของเวียดนามก็ยังเติบโตที่ 3.82%



แผนการลงทุนของบริษัทในปีนี้ จึงยังเดินหน้าสร้างการเติบโตในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าที่จะรีแบรนด์ บิ๊กซี เป็น GO! ซึ่งต่อยอดมาจากโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ เพิ่มอีก 4 สาขา และเปิดศูนย์การค้า GO! ใหม่อีก 6 สาขา พร้อมกับพัฒนาเทคโนโลยี และช่องทางออมนิแชนเนล เพื่อซินเนอร์ยีกับพันธมิตรต่าง ๆ อาทิ แกร็บ ผ่านแกร็บมาร์ท เพื่อเข้าถึงลูกค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์การเป็นธุรกิจแบบมัลติฟอร์แมตตามวิสัยทัศน์ที่วางเอาไว้

และภายใน 5 ปีจากนี้ ได้วางแผนที่จะขยายธุรกิจครอบคลุม 55 จังหวัด จากปัจจุบันเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม มีธุรกิจครอบคลุม 39 จังหวัด บนพื้นที่กว่า 1.08 ล้าน ตร.ม. จาก 63 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบไปด้วย ไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hy-per GO!) 32 แห่ง ครอบคลุมทุกเมืองสำคัญของเวียดนาม, ซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองหลัก (Super GO!) 7 แห่ง ใน 2 เมือง คือ กรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ และซูเปอร์มาร์เก็ตในพื้นที่ต่างจังหวัด (ลานชี มาร์ท) 25 แห่ง

อีกทั้งยังมีธุรกิจ nonfood มากกว่า 170 แห่ง ที่เป็นร้านค้าเฉพาะทางต่าง ๆ อาทิ เหงียนคิม ผู้นำร้านจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงธุรกิจ property ที่บริหารศูนย์การค้าโก! (GO!) อีก 35 แห่ง ซึ่งรีแบรนด์มาจากบิ๊กซี

โดยในปี 2562 ธุรกิจในเวียดนามมีรายได้กว่า 3.7 หมื่นล้านบาท ตลอดจนในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด บริษัทยังมียอดขายเติบโตต่อเนื่อง จากความพร้อมของช่องทางออมนิแชนเนล และศักยภาพของเศรษฐกิจเวียดนาม

 
1961 - 1974 of 1974 Posts
Top