Skyscraper City Forum banner
1 - 20 of 84 Posts

·
Registered
Joined
·
14,503 Posts
Discussion Starter · #1 · (Edited)
Bangkok: Most cosmopolitan city in Asia?

Many people from Myanmar, Laos, China live there as well as Indians, Malays, Filipinos, Vietnamese, Japanese, Africans and of course many Americans and Europeans.

Can't say the same about many other cities in Asia, Singapore and KL are pretty diverse but neither I think have the range of different nationalities living there compared to Bangkok. What do you think?
https://www.lonelyplanet.com/thornt...bangkok-most-cosmopolitan-city-in-asia?page=1

Old Farang (European) Quarter


https://static.groupon.sg/93/18/1361846881893.jpg
 

·
Registered
Joined
·
14,503 Posts
Discussion Starter · #5 ·
Norwegians celebrate National Day in Pattaya
From Issue Vol. XXII No. 22
By Jan Olav Aamlid






Pattaya’s Norwegian community celebrated the 200th anniversary of their country’s constitution at the Norwegian Church Abroad on Thappraya Soi 7.

About 400 people joined the celebration that started in the morning with a Norwegian breakfast for nearly 300. After breakfast Norwegian expats and tourists waved flags and shouted hurray for the constitution at the annual National Day parade.

The parade ended at the church where the Anne Tørisen from Cha Am told of her experiences as a Norwegian living abroad. Senior pastor Ragnvald Seierstad gave some background about the constitution, which was written on May 17, 1814 in Eidsvoll and signed the next day. Ragnvald also gave some of the background of the parade. The first May 17 parades were for adults, but later changed to a day for children. The national anthem was sung.

The traditional May 17 menu of hot dogs, cakes, ice cream, coffee and soft drinks were served and some children competed to see how many hot dogs and ice creams they could eat. Fortunately, any resulting stomach problems did not occur at the church.

Children also enjoyed games in the parking lot, including races with potatoes on spoons, sack races and darts.

- See more at: http://www.pattayamail.com/ourcommu...nal-day-in-pattaya-38040#sthash.Xs7OsxO3.dpuf
 

·
Registered
Joined
·
14,503 Posts
Discussion Starter · #6 ·
60,000 Russian residents live in Pattaya
From Issue Vol. XXII No. 23


All Saints is one of 7 Orthodox churches serving the Russian Community in Pattaya

According to Thai Immigration authorities, there are 100,000 Russian residents in Thailand, 60,000 of which live in Pattaya.

This was a statistic shared with the Pattaya City Expats Club by Victor Kriventsov, at the PCEC’s Sunday May 25, meeting. Victor, in addition to being Director of

Sales and Marketing at the Royal Cliff Beach Resort and Pattaya Exhibition and Convention Hall (PEACH) is also the Deputy Honorary Consul of the Russian Federation (for the provinces of Chonburi and Rayong).

- See more at: http://www.pattayamail.com/ourcommu...ts-live-in-pattaya-38281#sthash.uS8Kd0aK.dpuf
 

·
See you on a dark night
Joined
·
2,434 Posts
Hong Kong is definitely more cosmopolitan than Bangkok. The mix of east and west is extraordinary with the British colonial rule in the past showing many clear signs of British influence as well as being a melting pot of so many other different cultures. However, I'd say Bangkok is probably the second most cosmopolitan city in Asia.
 

·
Registered
Joined
·
14,503 Posts
Discussion Starter · #11 ·

·
Registered
Joined
·
14,503 Posts
Discussion Starter · #12 ·
Ko Kred - Bangkok's Hidden Gem







As you step off the ferry that has brought you across the river from Pakkred in a brief minute or two, you step back into a Thailand of 50 years ago.

This island is home to a community of Mon people who came here from their homeland in the river Kwai valley north of Kanchanaburi . The temples and Buddha shrines scattered around the island are visible evidence of this neo-Burmese heritage.
http://www.khaosanroad.com/index.ph...it-in-bangkok/256-ko-kred-bangkoks-hidden-gem
 

·
Registered
Joined
·
14,503 Posts
Discussion Starter · #19 · (Edited)
Cham Community - มัสยิดต้นสน ชุมชนอิสลามเก่าแก่ในบางกอก
ASTVผู้จัดการออนไลน์
หนุ่มลูกทุ่ง



มัสยิดต้นสน มัสยิดสำคัญในฝั่งธนบุรี

กรุงเทพฯ ถือเป็นมหานครอีกแห่งหนึ่งที่มีผู้คนหลากเชื้อชาติต่างศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน ลาว เขมร ฝรั่ง แขก ฯลฯ เพราะเรามีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งชาวต่างชาติเหล่านี้ก็ยังมีส่วนช่วยเหลือในการกอบกู้เอกราชของชาติ โดยมาร่วมเป็นกองอาสาต่างชาติช่วยในการศึกสงครามและบูรณะบ้านเมืองทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรีอีกด้วย

เมื่อชาวต่างชาติเหล่านี้มาอยู่ร่วมกันมากๆเข้า จึงได้มีการสร้างศาสนสถานตามศาสนาที่ตนเองนับถือขึ้น ดังนั้นในบางชุมชนเราจึงเห็นศาลเจ้าตั้งอยู่ใกล้กับโบสถ์คริสต์ โบสถ์คริสต์ตั้งอยู่ใกล้วัด วัดตั้งอยู่ใกล้มัสยิด ซึ่งความแตกต่างที่อยู่รวมกันได้อย่างสันตินี้เอง ที่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของกรุงเทพฯ

มีชุมชนต่างชาติแห่งหนึ่งในย่านบางกอกใหญ่ เป็นชุมชนเก่าแก่อยู่อาศัยกันมายาวนานตั้งแต่ “กรุงเทพฯ” ยังเป็นเพียง “บางกอก” อีกทั้งมีประวัติความเป็นมาน่าสนใจจนฉันอยากจะแนะนำให้รู้จัก นั่นก็คือชุมชนชาวอิสลามที่ “มัสยิดต้นสน” หรือ “กะดีใหญ่” มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และมีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วย

ชาวชุมชนมัสยิดต้นสนนี้ เชื่อว่าน่าจะมีการรวมตัวกันเป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายจามที่เข้ามาเป็นกองอาสาต่างชาติในสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราช (พ.ศ.2077-2111) ซึ่งเป็นช่วงของการเกณฑ์แรงงานอาสาต่างชาติเพื่อการศึกสงครามและบูรณะประเทศ โดยเฉพาะการขุดคลองลัดบางกอกในปี พ.ศ.2085 จึงทำให้มีชุมชนมุสลิมเกิดขึ้นในบริเวณท้ายป้อมเมืองบางกอกหรือป้อมวิชัยประสิทธิ์ในปัจจุบัน

อย่างที่ฉันบอกไปแล้วว่าเมื่อมีการรวมตัวกันเป็นชุมชนเป็นหลักเป็นฐานแล้ว ก็มักจะมีการสร้างศาสนสถานไว้เพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชนและเพื่อเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ดังนั้นจึงมีการสร้างมัสยิดขึ้น โดยในช่วงแรกนั้นตัวมัสยิดสร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย เป็นเรือนฝาไม้กระดานใต้ถุนสูง หลังคามุงกระเบื้องดินเผา แต่หลังจากนั้นก็มีการบูรณะอาคารมัสยิดอีกหลายครั้ง จนมาถึงการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.2497 ทำให้มัสยิดมีรูปทรงที่เห็นอย่างในปัจจุบัน

ที่มัสยิดต้นสนนี้ยังมีสิ่งสำคัญที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือ “กุโบร์” หรือสุสานของมัสยิด ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพบรรพชนชาวอิสลามซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองค์รักษ์ (หมุด) ผู้ร่วมกอบกู้แผ่นดินในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระยาราชวังสัน (ฉิม) แม่ทัพเรือในรัชกาลที่ 3 หลวงโกชาอิสหาก (นาโคดาลี) ผู้ปฏิสังขรณ์มัสยิดต้นสนสมัย พ.ศ.2370 รวมทั้งยังเป็นสุสานที่ฝังศพของจุฬาราชมนตรีทั้ง 9 ท่าน ตลอดสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 อีกทั้งเจ้าจอมองค์สำคัญที่เป็นชาวมุสลิมในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น เจ้าจอมหงส์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เจ้าจอมจีบในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เจ้าจอมละม้ายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็ถูกฝังอยู่ในกุโบร์แห่งนี้ด้วยเช่นกัน

ในขณะนี้ทางมัสยิดต้นสนกำลังทำการบูรณะอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการบูรณะใหญ่ในรอบเกือบ 60 ปี การบูรณะในครั้งนี้ก็จะทำให้มัสยิดต้นสนงามสง่า สมกับเป็นมัสยิดอันเก่าแก่และมีความสำคัญคู่กับกรุงเทพมหานครต่อไป
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000070828
 

·
Registered
Joined
·
14,503 Posts
Discussion Starter · #20 · (Edited)
สามศาสนา สี่ความเชื่อ สู่ความยั่งยืนของชุมชนกุฎีจีน
เรื่อง / ภาพ ธนกฤษ กาลเศรณี HonFBPS



กุฎีจีน หรือ กะดีจีน เป็นชุมชนเก่าแก่ของพ่อค้าชาวจีนฮกเกี้ยนที่ตั้งอยู่ริมคลองวัดกัลยาณ์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และกลุ่มคนหลายเชื้อชาติทั้งชาวไทย จีน ฝรั่ง ญวน มอญ ฯลฯ ที่อพยพจากกรุงเก่ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของคลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

ตามบันทึกประวัติศาลเจ้าเกียนอันเกง บันทึกว่ากุฎีจีนสร้างในสมัยกรุงธนบุรีโดยชาวจีนที่ตามเสด็จพระเจ้าตากสิน เดิมมี 2 ศาล คือ ศาลเจ้าโจวซือกง และศาลเจ้ากวนอู ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 ย้ายพระนครไปกรุงเทพ คนจีนเหล่านี้จึงอพยพไปรวมกับพวกที่ย่านตลาดน้อยและสำเพ็ง ศาลเจ้าจึงถูกทิ้งร้าง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงได้บูรณะรวมกันเป็นศาลเดียวกันแล้วอัญเชิญเจ้าแม่กวนกิมมาประดิษฐานให้ชื่อว่า ศาลเจ้าเกียนอันเกง ศาลเจ้านี้จึงเป็นร่องรอยของชุมชนในย่านกุฎีจีน

เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 ในครั้งนั้น ชาวคริสตังในกรุงศรีอยุธยาต่างหนีกระจัดกระจายไปในที่ต่าง ๆ จนกระทั่งพระยาตากสินกู้อิสรภาพจากพม่าได้สำเร็จ ในปี พ.ศ. 2311 และได้ทำพิธีราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้ากรุงธนบุรี (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) รวมทั้งได้ทำการก่อร่างสร้างเมืองขึ้นใหม่ที่กรุงธนบุรี หรือ บางกอก ซึ่งเป็นชื่อเรียกของชาวต่างชาติในสมัยนั้น

จนในปี พ.ศ. 2312 คุณพ่อกอรร์ (Corre) บาทหลวงชาวฝรั่งเศสซึ่งพาพวกเข้ารีตลี้ภัยไปที่เขมรได้เดินทางมายังบางกอกพร้อมชาวคริสตัง และชาวโปรตุเกสจำนวนหนึ่ง เพื่อหวังพึ่งพระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระเจ้าตากสิน และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์ ด้วยพระเมตตาที่ทรงมีต่อคุณพ่อกอร์และชาวบ้านทั้งปวง พระองค์ได้พระราชทานเงิน 20 เหรียญ (กษาปณ์) และเรือลำหนึ่ง รวมทั้งสัญญาว่าจะพระราชทานที่ดินสำหรับสร้างวัดคาทอลิกให้

ในปีเดียวกัน คุณพ่อกอรร์และชาวบ้านที่มีทั้งคนญวนและคนไทยที่อพยพมาด้วยกันจึงได้ชักชวนคริสตังที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในบางกอกได้จำนวนราว 400 คน และได้เข้าเฝ้าขอพระราชทานที่ดินจากสมเด็จพระเจ้าตากสินตามสัญญา ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งให้บริเวณริมน้ำเจ้าพระยา โดยตั้งชื่อที่ดินนี้ว่า "ค่ายซางตาครู้ส" จากนั้นคุณพ่อกอรร์และคริสตังได้ช่วยกันสร้างวัดขึ้น และเรียกว่า วัดซางตาครู้ส ซึ่งโบสถ์แห่งนี้นับเป็นโบสถ์คาทอลิก แห่งที่ 2 ในประเทศไทย

จากวันเวลาที่ผันผ่านทำให้วัดชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จึงต้องมีการบูรณะวัดขึ้นมาใหม่อีกถึง 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2456 บาทหลวงกูเลียล โมกิ๊น ดาครูส ได้สร้างโบสถ์ขึ้นเป็นสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนสมัยเรเนสซองส์ ที่เรียกว่า แบบนีโอคลาสสิก อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ส่วนมุสลิมเป็นกลุ่มชนที่มาตั้งรกรากในธนบุรีจำนวนมากรองจากชาวจีน ส่วนใหญ่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา ภายหลังสมเด็จพระเจ้าตากสิน สถาปนากรุงธนบุรีแล้ว มุสลิมบางส่วนอยู่ในธนบุรีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเพราะธนบุรีเป็นเมืองท่าจึงมีพ่อค้ามุสลิมจากหัวเมืองมลายูโดยเฉพาะหลังจากประเทศไทยเปิดการค้าเสรีภายใต้สนธิสัญญาเบาริ่ง ศูนย์กลางของมุสลิมในธนบุรีอยู่บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ โดยมีสุเหร่าต้นสน หรือกุฎีใหญ่เป็นศูนย์รวมจิตใจ

ย่านกุฎีจีนช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 2 – รัชกาลที่ 4 จากบริเวณวัดประยุรวงศาวาส ไปจนถึงวัดอรุณราชวราราม เคยเป็นที่พำนักของราชทูตตะวันตก และมิชชันนารีโปรเตสแตนท์กลุ่มแรกๆ บุคคลเหล่านี้นอกจากจะเข้ามาเผยแพร่ศาสนาแล้วยังมีคุณูปการต่อวงการแพทย์ การศึกษา และการพิมพ์ของไทย เช่น หมอบรัดเลย์ ที่นอกจากรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการแพทย์สมัยใหม่แล้ว ยังได้ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกขึ้นในประเทศไทย คณะมิชชันนารี และคณะเพรสไบทีเรียน ได้แก่ หมอแมททูนและภรรยา หมอบุชและภรรยา กับหมอเฮ้าส์ ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นบริเวณบ้านพัก ต่อมาเมื่อมีนักเรียนมากขึ้นจึงย้ายไปตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตำบลสำเหร่ ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน

จากความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนที่มีคนอยู่ร่วมกันถึงสามศาสนา คือ พุทธ คริสต์ และอิสลาม มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรี ทำให้เกิดกิจกรรมสืบสานมรดกวัฒนธรรมย่านกุฎีจีน "สามศาสนา สี่ความเชื่อ สู่ความยั่งยืน เพื่อชุมชน โดยชุมชน" อันเกิดจากความร่วมมือระหว่างกรรมาธิการอนุรักษ์ฯ สมาคมสถาปนิกสยามฯ นำโดย อาจารย์ ดร.นิรมล กุลตังสมบัติ พร้อมด้วยทีมงานทำการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพในพื้นที่ ย่านกุฎีจีน ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน สมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้ทำการต่อยอด สืบสานมรดกวัฒนธรรมย่านกุฎีจีน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

โครงการแผนที่มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นริมน้ำ มีเป้าหมายในการใช้ "แผนที่มรดกทางวัฒนธรรม" เป็นเครื่องมือในการสื่อสารถึงมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่ง "ย่านกุฎีจีน" ได้รับเลือกเป็นพื้นที่นำร่อง ด้วยเหตุที่เป็นชุมชนเก่าแก่ ที่ยังมีสิ่งก่อสร้างสวยงามหลงเหลืออยู่ไม่น้อย
โดยทีมงานซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์และนักศึกษา พากันลงเก็บข้อมูลทั้งด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี สภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดไปจนถึงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุนทรียภาพของชุมชน ไม่ใช่แค่การมองจากสายตาคนนอก แต่ยังดึงคนในชุมชนให้มาร่วมค้นหา "ของดี" ของชุมชนอีกด้วย

กิจกรรมประกวดภาพถ่าย ภายใต้แนวคิด "มรดกวัฒนธรรม สามศาสนา ย่านกุฎีจีน" จึงเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริม และสร้างความตระหนักในคุณค่าและการอยู่ร่วมกันอย่างหลายชนชาติ ศาสนา ของผู้คนดั้งเดิม และที่เข้ามาอยู่ใหม่ในชุมชนเก่าแก่ริมน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ให้ยั่งยืนสืบไป โดยสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ ได้รับเกียรติให้ส่งวิทยากรเข้าไปอบรมให้กับเยาวชนในพื้นที่ และเชิญชวนสมาชิกของสมาคมฯ เข้าไปถ่ายภาพเพื่อนำไปจัดนิทรรศการร่วมกับภาพการประกวดของเยาวชนให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ยลโฉม ชุมชนย่านกุฎีจีน มรดกวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของกรุงเทพมหานครที่ควรค่าแก่การหวงแหนอีกชุมชนหนึ่ง
http://www.bpsthai.org/BPS_Links/PhotoTechnic_L/PhotoTip_L/Sec06.html
 
1 - 20 of 84 Posts
Top