Skyscraper City Forum banner
1 - 20 of 299 Posts

·
Registered
Joined
·
845 Posts
Discussion Starter · #2 ·
"เซ็นทรัลฯ" ผนึก "ดุสิตธานี" ร่วมทุนบิ๊กโปรเจค หัวมุมถนนสีลม

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2560 มีมติอนุมัติการทำรายการได้มาและจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์การร่วมทุนระหว่าง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN กับบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC เพื่อลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมผสาน ประกอบด้วย โรงแรม เรสซิเดนซ์ ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน บนที่ดินหัวมุมถนนสีลม และถนนพระราม 4 กรุงเทพมหานคร ภายในวงเงินลงทุนของ CPN ไม่เกิน 17,393 ล้านบาท (มูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าที่ดินและมูลค่าก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ) ซึ่งคาดว่าบริษัทจะใช้เงินลงทุนช่วงปี 2560-2561 เป็นเงินประมาณ 2,408 ล้านบาท โดยส่วนที่เหลือจะทยอยลงทุนพัฒนาโครงการไปจนถึงปี 2567

ขณะที่บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ ถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 28 ก.พ.นี้ มีมติอนุมัติและเห็นชอบให้นำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ให้บริษัทฯและ/หรือบริษัทย่อย เข้าร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมผสาน ประกอบด้วย โรงแรม ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน บนที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลมและถนนพระราม 4 โดยมีมูลค่าโครงการรวมไม่เกิน 36,700 ล้านบาท

ทั้งนี้โรงแรมดุสิตธานี ถือเป็นโรงแรมเก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศไทย ก่อตั้งโดยท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เมื่อปี พ.ศ. 2511 (ปัจจุบันโรงแรมมีอายุ 48 ปี) มีความสูง 23 ชั้น เป็นอาคารที่สูงที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย สถานที่ตั้งโรงแรมเดิมเป็นบ้านศาลาแดงของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/742893
 

·
Registered
Joined
·
845 Posts
Discussion Starter · #3 ·
CPN ร่วมทุน DTC พัฒนาโครงการ Mixed-Use มูลค่า 3.67 หมื่นล้านบาท

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN แจ้งมติประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท.ว่า อนุมัติให้ร่วมลงทุนกับ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม (Mixed-Use Development) ประกอบด้วย โรงแรม เรสซิเดนซ์, ศูนย์การค้า, และอาคารสำนักงาน บนที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลม และถนนพระราม 4 กรุงเทพมหานคร มูลค่าโครงการรวมไม่เกิน 36,700 ล้านบาท โดยจะเป็นเงินลงทุนในส่วนของ CPN ไม่เกิน 17,393 ล้านบาท(มูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าที่ดิน และมูลค่าค่าก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ)

ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทจะใช้เงินลงทุนช่วงปี 2560 ถึง 2561 เป็นเงินประมาณ 2,408 ล้านบาท โดยส่วนที่เหลือจะมีการทยอยลงทุนในการพัฒนาโครงการต่อไปจนถึงปี 2567

สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม บนที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลม และถนนพระราม 4 กรุงเทพมหานคร มีขนาดที่ดินประมาณ 23 ไร่ 2 งาน 2.72 ตารางวา โดยคาดว่าจะดำเนินการภายในเดือนกรกฎาคม 2560 และมีระยะเวลาการเช่า 30 ปี และสิทธิในการต่ออายุสัญญาเช่าอีก 30 ปี รวมระยะเวลา 60 ปี โดยมีระยะเวลาปลอดค่าเช่า (Grace Period) ระหว่างก่อสร้าง 7 ปี

โดยจะมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง CPN และ DTC ในบริษัทร่วมทุน 3 บริษัท และจัดตั้ง 1 บริษัทย่อย ซึ่งถือหุ้นทั้งหมดโดย CPN เพื่อให้การดำเนินการโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบดัวย

1.บริษัท วิมานสุริยา จำกัด (HRRJV) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนโครงการโรงแรม เรสซิเดนซ์ และโครงสร้างอาคารศูนย์การค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อเช่าช่วงที่ดินจาก DTC เพื่อพัฒนา และประกอบธุรกิจโรงแรม และเรสซิเดนซ์ รวมทั้งก่อสร้างโครงสร้างอาคาร (Bare Shell) ของศูนย์การค้า (DTC เป็นผู้เช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (CPB) ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของโครงการ) โดย CPN และ DTC จะถือหุ้นในสัดส่วน 40:60

2.บริษัท สวนลุม พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (REJV) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนโครงการศูนย์การค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อเช่าโครงสร้างอาคารศูนย์การค้าจากบริษัท วิมานสุริยา จำกัด ดำเนินการตกแต่ง และประกอบธุรกิจศูนย์การค้า โดย CPN และ DTC จะถือหุ้นในสัดส่วน 85:15

3.บริษัท พระราม 4 เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด (OJV) มีวัตถุประสงค์สำหรับเช่าที่ดินตามสัญญาเช่าหลักกับ CPB ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของโครงการ โดย CPN และ DTC จะถือหุ้นในสัดส่วน 90:10

และ 4.บริษัท ศาลาแดง พร๊อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด (Office Co.) มีวัตถุประสงค์เพื่อเช่าช่วงที่ดินจาก บริษัท พระราม 4 เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด ดำเนินการพัฒนาก่อสร้าง และประกอบธุรกิจสำนักงาน โดย CPN จะถือหุ้นทั้งหมด

สำหรับผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ จะเป็นการขยายธุรกิจศูนย์การค้าตามแผนธุรกิจในระยะยาวของ CPN, การลงทุนในโครงการ Mixed-Use Development แต่ละประเภทจะช่วยส่งเสริมให้โครงการร่วมทุนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี, เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มฐานรายได้ในการเติบโตทางธุรกิจ โดยแหล่งที่มาของเงินลงทุนจะมาจากการกู้ยืม และเงินทุนภายในบริษัทเพื่อชำระส่วนของทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นเกี่ยวกับการเข้าทำรายการดังกล่าวว่า มีความสมเหตุสมผล มีหลักการกำหนดราคาที่ยอมรับได้ และผลตอบแทนต่อการลงทุนในโครงการนี้อยู่ในเกณฑ์ดีสอดคล้องกับแผนธุรกิจในระยะยาวของ CPN ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ของบริษัทให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง ขณะที่เงื่อนไขในการร่วมทุนดังกล่าวข้างต้นมีความเหมาะสม คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติอนุมัติการร่วมทุนดังกล่าว

ด้าน DTC แจ้งว่า โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Mixed-Use Development ประกอบด้วย การได้มาซึ่งสิทธิการเช่าที่ดินการก่อสร้าง และพัฒนาโรงแรม อาคารที่พักอาศัย และโครงสร้างอาคารศูนย์การค้า (โครงการ HRR) ผ่านบริษัท HRRJV โดยสิทธิการเช่าที่ดิน และโครงการ HRR มีมูลค่าโครงการทั้งหมดไม่เกิน 21,900 ล้านบาท คิดเป็นส่วนของบริษัทไม่เกิน 14,200 ล้านบาท

การเข้าร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาอาคารศูนย์การค้า (โครงการ Retail) ผ่าน REJV ซึ่งโครงการ Retail มีมูลค่าโครงการไม่เกิน 8,900 ล้านบาท คิดเป็นส่วนของบริษัทไม่เกิน 1,340 ล้านบาท

การเข้าร่วมลงทุนในโครงการอาคารสำนักงาน (โครงการ Office) ผ่านบริษัท OJV ซึ่งบริษัทจะจำหน่ายสิทธิการเช่าที่ดินให้กับ OJV และจำหน่ายหุ้น 90% ของ OJV ให้แก่ CPN คิดเป็นมูลค่าจำหน่ายไปรวมไม่เกิน 2,700.9 ล้านบาท

http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9600000021029
 

·
Registered
Joined
·
845 Posts
Discussion Starter · #4 ·
Dusit Thani Hotel Bangkok about to be elevated to a landmark development

A prime location in Bangkok for visitors and locals on famous Silom road.

The Dusit Thani Public Company Limited, one of Thailand’s foremost hotel and property development companies, today announced it has signed an agreement with the Crown Property Bureau to continue leasing the plot of land at the intersection of Silom Road and Rama 4, and on which the Dusit Thani Bangkok is built.

The lease will be extended by 30 years with the right to extend for another 30 years. Dusit Thani Public Company Limited, together with its partner, Central Pattana Public Company Limited (CPN), will further elevate Dusit Thani Bangkok’s standing as one of the world’s renowned hotels, as well as build a landmark mixed-use real estate development that features a hotel, residences, retail areas and office spaces, with a large green space.

A prime location in Bangkok for visitors and locals on famous Silom road.

The Dusit Thani Public Company Limited, one of Thailand’s foremost hotel and property development companies, today announced it has signed an agreement with the Crown Property Bureau to continue leasing the plot of land at the intersection of Silom Road and Rama 4, and on which the Dusit Thani Bangkok is built.

The lease will be extended by 30 years with the right to extend for another 30 years. Dusit Thani Public Company Limited, together with its partner, Central Pattana Public Company Limited (CPN), will further elevate Dusit Thani Bangkok’s standing as one of the world’s renowned hotels, as well as build a landmark mixed-use real estate development that features a hotel, residences, retail areas and office spaces, with a large green space.

Mr Chanin Donavanik, Vice Chairman & Chairman of the Executive Committee, Dusit Public Company Limited, said, “Built in 1970, Dusit Thani Bangkok was the very first iconic landmark of modern Bangkok. It has been a prominent feature of Bangkok’s skyline for almost half a century and symbolised the beginning of the city’s transformation into one of the world’s greatest metropolises in the era of globalization. As a leading hotel in Thailand for almost 48 years, today Dusit Thani dedicates itself to bringing to life a world-class development which will strengthen its image as a renowned Thai brand that has been internationally recognised for more than 65 years.”

Mrs. Suphajee Suthumpun, Group Chief Executive Officer, Dusit Thani Public Company Limited, said “Dusit Thani has been granted the rights to extend the lease agreement with an additional plot of almost 24 rai. We plan to elevate the Dusit Thani Bangkok and, in partnership with Central Pattana PCL, create a mixed-use real estate development of international standard with an estimated project value of around Bht 36,700 million (approximately USD1.05 billion).

“This project will build on our unique Thai heritage, which has long been synonymous with Dusit Thani, combined with international standards, while utilising space in the area to its full potential. It will be a new icon of Bangkok’s new era the same way the iconic Dusit Thani Bangkok made history 47 years ago.

“Our goal is to develop a project that benefits both tourists and the general public. This land lies right at the epicentre of the metropolis in the heart of the business and retail district, as well as at the intersection of multiple mass transit systems such as the BTS and the MRT. The area also houses a number of high-end residences. It is also adjacent to Lumpini Park, one of Bangkok’s most significant and popular public parks.

“This is a rare opportunity. Thanks to combined reputations and capabilities of our partnership with Central Pattana, we are determined to create an icon that embodies gracious Thai heritage with international standards at the epicentre of Bangkok. We hope that this project will exemplify the talents of Thai people and the strength of Thailand’s hospitality business, as well as real estate development and retail industries, and ultimately make Bangkok a hub of high-end tourism and shopping, therefore enhancing Thailand’s reputation to the world,” she said.

Planning for the project is currently being undertaken and details of the development will be announced as soon as they are finalised before the middle of the year.

http://etn.travel/dusit-thani-hotel-bangkok-elevated-landmark-development-14394/
 

·
I'm looking you
Joined
·
457 Posts
ดุสิตธานีต่อสัญญาที่ดินสีลมจับมือ‘ซีพีเอ็น’ผุดมิกซ์ยูส

‘ดุสิตธานี’ขยายสัญญาเช่าที่ดินสีลม30 ปี+30ปี จับมือ“ซีพีเอ็น”ยกระดับโรงแรมดุสิตธานี พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ปักหมุดสัญลักษณ์แห่งใหม่ใจกลางเมือง
วันนี้ (1มี.ค.) บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาและบริหารโรงแรมและโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกๆ ของประเทศไทย ประกาศลงนามในสัญญา กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อต่อสัญญาเช่าที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลมและพระราม 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพต่อไปอีก 30 ปี และได้รับสิทธิในการเช่าที่ดินต่อเนื่องอีก 30 ปี

โดยมีแผนพัฒนาและยกระดับโรงแรม ดุสิตธานี กรุงเทพ ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรงแรมที่เป็นที่นิยมระดับโลก พร้อมจับมือกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบผสมขนาดใหญ่ (Mixed-use) ซึ่งจะประกอบไปด้วย โรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และมุ่งเน้นในเรื่องการมอบพื้นที่ สีเขียวให้กับโครงการ

นายชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสีลมแห่งนี้ ถือเป็น ‘สัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในยุคสมัยใหม่แห่งแรก’ ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2513 ตั้งตระหง่านเป็นอาคารที่สูงโดดเด่นใจกลางกรุงเทพฯ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ให้ก้าวสู่การเป็นมหานครที่มีความทันสมัยแห่งหนึ่งในยุคโลกาภิวัฒน์ และยืนหยัดเป็นโรงแรมชั้นนำจนก้าวเข้าสู่ปีที่ 48 โดยในวันนี้ ดุสิตธานีมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะพัฒนาโครงการบนที่ดิน ผืนนี้ให้เป็นโครงการระดับโลก เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของดุสิตธานี ซึ่งเป็นบริษัทไทยที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลกมาอย่างยาวนานกว่า 65 ปี ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ดุสิตธานีได้รับสิทธิเช่าที่ดินเพิ่มขึ้นอีกรวมเป็นที่ดินขนาดเกือบ 24 ไร่ และได้มีแผนยกระดับโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมมูลค่าประมาณ 36,700 ล้านบาท ที่เราร่วมมือกับเซ็นทรัลพัฒนา โดยโครงการใหม่นี้จะมีจุดเด่นที่การดำรงรักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดุสิตมาช้านาน ผสานเข้ากับมาตรฐานสากลและให้เป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ ปักหมุดเป็นสัญลักษณ์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เหมือนที่โรงแรมดุสิตธานีได้สร้างประวัติศาสตร์เอาไว้เมื่อ 47 ปีที่ผ่านมา

โครงการใหม่นี้ เป็นโครงการที่สามารถเอื้อประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้เป็นจุดศูนย์กลางของเมืองอย่างแท้จริง โดยเป็นทั้งจุดศูนย์กลางทางธุรกิจ จุดศูนย์กลางค้าปลีก และจุดศูนย์กลางที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ ทั้งรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT ตลอดจนเป็นย่านที่ตั้งของโครงการที่พักอาศัยระดับบนมากมาย อีกทั้งยังตั้งอยู่ติดกับสวนลุมพินี พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ และเป็นสวนสาธารณะที่เป็นที่นิยมที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

“นี่คือโอกาสสำคัญที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ด้วยภาพลักษณ์และศักยภาพอันแข็งแกร่งของการเป็นพันธมิตรของดุสิตธานีกับซีพีเอ็น เราตั้งใจจะสร้างสัญลักษณ์ที่เชิดชูความเป็นไทยบนมาตรฐานสากลตรงพื้นที่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯได้อย่างแท้จริง โดยเราหวังว่า โครงการนี้ จะเป็นตัวอย่างของการให้นำเสนอศักยภาพของคนไทย ความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจค้าปลีกของไทย เพื่อส่งเสริมให้กรุงเทพเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวพักผ่อนระดับบน แหล่งช้อปปิ้งที่มีคุณภาพ และสร้างชื่อเสียงอันดีงามของประเทศไทยออกไปสู่สายตาชาวโลก” นางศุภจี สรุป

ทั้งนี้ ดุสิตธานีอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาแผนพัฒนาโครงการ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดที่สำคัญของโครงการ และพร้อมประกาศให้ทราบภายในช่วงกลางปีนี้

Cr. http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/742927
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
121,819 Posts
“เซ็นทรัล”ปัดแจงรายละเอียดโครงการมิกซ์ยูสหัวมุมถนนสีลมรอตั้งโต๊ะแถลงร่วมดุสิตธานี

วันที่: 8 มี.ค. 60 เวลา: 17:27 น.

น.ส.นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บัญชี และบริหารความเสี่ยง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 6-8% จากปี 2559 ที่มีรายได้29,234 ล้านบาทเติบโตจากปี 2558 14% สาเหตุที่เป้าหมายรายได้ปี 2559 เติบโตในระดับไม่สูงเท่าปีก่อน เนื่องจาก ปี 2559 เปิดศูนย์การค้าใหม่เพียง 1 แห่ง คือ เซ็นทรัลพลาซานครศรีธรรมราชที่เปิดดำเนินการในเดือนกรกฎาคม 2559 สำหรับอัตราการเช่าพื้นที่ปี 2560 ตั้งเป้าจะรักษาอัตราการเช่าที่ 94% ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แม้ว่าบริษัทจะอยู่ในระหว่างปรับปรุงเซ็นทรัลเวิลด์โดยแบ่งการปรับปรุงเป็นเฟส ซึ่งจะปรับปรุงให้แต่ละชั้นของเซ็นทรัลเวิร์ดให้แตกต่างกันและเดินทางสู่ชั้นบนได้ง่ายขึ้นโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนบันไดเลื่อนบ่อยครั้ง

ทั้งนี้ บริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไรกับโครงการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม (มิกซ์ยูส) บริเวณหัวมุมถนนสีลมและถนนพระราม 4 ที่ได้ร่วมทุนกับบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) (โรงแรมดุสิตธานี) เนื่องจาก ต้องรอให้ทางบริษัท ดุสิตธานีประชุมผู้ถือหุ้นให้แล้วเสร็จ จากนั้นทั้งสองบริษัทจะแถลงรายละเอียดโครงการร่วมกันอีกครั้งว่าแต่ละโครงการทั้งศูนย์การค้าและโรงแรมเรสซิเดนซ์จะมีกี่ยูนิต หรือมีพื้นที่เช่าเท่าใดและยังไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าจะทุบตึกที่มีอยู่เดิมหรือไม่

น.ส.นภารัตน์ กล่าวว่าในปี 2560 บริษัทจะเปิดศูนย์การค้าใหม่ที่จะเปิดดำเนินการ 3 แห่ง คือ เซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมามีกำหนดเปิดไตรมาสที่ 3/2560 เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย กำหนดเปิดพฤศจิกายน 2560 และเซ็นทรัลภูเก็ต กำหนดเปิดไตรมาสที่ 4 ปรับปรุงใหญ่โครงการเดิม 2 โครงการ คือ เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลพลาซาประราม 3 ปรับปรุงย่อยโครงการเดิม 3 โครงการได้แก่ เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 เซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ตส่วนโครงการเซ็นทรัล ไอ-ซิตี้ ในประเทศมาเลเซียนั้นคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2561

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้าหมายทางธุรกิจ 5 ปี คือปี 2560-2564 ที่จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของรายได้ที่ 14-15% ต่อปี ตั้งเป้าเปิดศูนย์การค้าใหม่ปีละ 2-3 แห่งต่อปี ปรับปรุงสินทรัพย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพิ่มเพิ่มมูลค่า 3-4 โครงการต่อปี จากปัจจุบันบริษัทมีศูนย์การค้าภายใต้การบริหารรวม 30 สาขา ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล 13 โครงการ และต่างจังหวัด 17 โครงการ ศูนย์อาหาร 26 แห่ง อาคารสำนักงานให้เช่า 7 อาคาร โรงแรม 2 แห่ง และอาคารที่พักอาศัย 1 โครงการ ซึ่งนับรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ได้โอนไปยังกองทุน CPNRF และกองทุน CPNCG แต่ยังอยู่ภายใต้การบริหารของบริษํทในฐานะผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ของกองทุน

น.ส.นภารัตน์ กล่าวอีกว่า ตามแผน 5 ปีของบริษัท ได้ตั้งงบลงทุนปีละ 1.5-1.7 หมื่นล้านบาทส่วนนี้รวมเรื่องการลงทุนโครงการมิกซ์ยูสที่ร่วมทุนกับบริษัท ดุสิตธานีแล้ว ปรับขึ้นค่าเช่าตามปกติของศูนย์การค้าปัจจุบัน พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการต่อปี รวมทั้งศึกษาโอกาสธุรกิจในตลาดต่างประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพัฒนาธุรกิจในรูปแบบอื่นต่อเนื่อง

http://www.matichon.co.th/news/488915
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
121,819 Posts
เปิดดีลมิกซ์ยูสดุสิต 3.6 หมื่นล. ปลุกมูลค่าที่ดินสีลมให้กลับมาคึก

โดย ฐานเศรษฐกิจ - 11 March 256074

เปิดเบื้องลึกดีล ดุสิตธานีผนึกซีพีเอ็น ผุดโครงการมิกซ์ยูสมูลค่า 3.67 หมื่นล้านบาท ยันต้องพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ปลุกมูลค่าที่ดินสีลมให้กลับมาคึกคักเหมือนอดีต ยันไม่ปลดคนและโรงแรมยังเปิดบริการถึงกลางปีหน้า

การลงนามสัญญาความร่วมมือระหว่างบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) ถึงโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานขนาดใหญ่ (มิกซ์ยูส) มูลค่าการลงทุนกว่า 3.67 หมื่นล้านบาท บนพื้นที่เช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นระยะเวลา 60 ปี ซึ่งตามแผนต้องทุบโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อสร้างใหม่

อย่างไรก็ดีดีลนี้เกิดจากฝ่ายบริหาร โรงแรมดุสิตฯ ได้รับข้อเสนอเป็นรายแรกจากสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อให้นำเสนอแผนการพัฒนาโครงการในพื้นที่หัวมุมถนนสีลมและพระราม 4 หลัง สิ้นสุดสัญญาเช่าพื้นที่ของโรงแรมที่จะหมดสัญญาในเดือนมิถุนายน 2561 แผนการลงทุนใหม่จึงมีมูลค่าที่สูงมากและปลุกมูลค่าที่ดินในย่านดังกล่าวให้กลับมาคึกคักเหมือนในอดีตและสร้างประโยชน์ให้ชุมชนจนได้รับการต่อสัญญาดังกล่าว

นางสุกัญญา จันทร์ชู ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าปีนี้โรงแรมดุสิตธานี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 48 ที่ผ่านมาเคยได้ต่อสัญญากับทางสำนักงานทรัพย์สินฯไปแล้วครั้งหนึ่ง มีอายุสัญญา 15 ปีบนพื้นที่โรงแรม 19 ไร่ ตอนนั้นบริษัทลงทุนไปกว่า 1,000 ล้านบาทในการปรับปรุงโรงแรมใหม่ และจะสิ้นสุดสัญญาในเดือนมิถุนายนปี 2561 ซึ่งการต่อสัญญาครั้งนี้ ดุสิตธานี ได้รับข้อเสนอเป็นรายแรกจากสำนักงานทรัพย์สินฯ ในการให้ยื่นข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่เช่าในครั้งนี้

“เราต้องมองโครงการที่ใหญ่กว่าเดิมในการมูลค่าเพิ่ม เป็นประโยชน์ต่อสังคม และทำให้ย่านนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าหลายคนก็อยากจะเช่าพื้นที่นี้เช่นกัน ประกอบกับอาคารโรงแรมเปิดมานานจึงมองถึงการสร้างโครงการขึ้นมาใหม่ เพื่อยกระดับโรงแรมดุสิตธานี ให้ทันสมัยได้มาตรฐานสากล แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ดุสิตธานี และได้ร่วมมือกับพันธมิตรเซ็นทรัลพัฒนา (ซีพีเอ็น) ในการลงทุนร่วมกัน”

ตามแผนที่โครงการมิกซ์ยูสที่เกิดขึ้นดังกล่าวจะทำให้พื้นที่นี้เป็นแลนด์มาร์กใหม่บนพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง นี่เองทำให้ดุสิตธานีสามารถต่อสัญญาเช่าที่ดินได้เพิ่มขึ้นรวมเป็น 24 ไร่ ตั้งแต่อาคารโอลิมเปียไปจนถึงพื้นที่ตัวอาคารโรงแรมดุสิตธานีปัจจุบัน ภายใต้สัญญา 60 ปี เป็นการลงทุนโดยดุสิตธานี 60% ซีพีเอ็นลงทุน 40%

อย่างไรก็ดี นางสุกัญญา ยืนยันว่าโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ จะเปิดให้บริการตามปกติไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนปี2561 จากนั้นในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน จะเริ่มพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ใช้เวลาก่อสร้างราว 7 ปี และยืนยันว่าบริษัทฯไม่มีนโยบายปลดพนักงานออกแม้แต่คนเดียว และได้แจ้งให้พนักงานรับทราบข้อมูลเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว และได้เตรียมแผนและโครงการต่าง ๆ ให้พนักงานกว่า 600 คน เลือกว่าในช่วงระหว่างการก่อสร้างโรงแรมใหม่ จะไปทำงานโรงแรมในเครือที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศกว่า 29 แห่ง หรือจะไปทำงานในโปรเจ็กต์ใหม่ของเครือดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 – 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

http://www.thansettakij.com/2017/03/11/133865
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
121,819 Posts
แนวรบใหม่ "ดุสิตธานี" "มิกซ์ยูส-ศูนย์การค้าใต้ดิน" เชื่อม MRT

updated: 24 มี.ค. 2560 เวลา 09:31:17 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"ศุภจี สุธรรมพันธุ์" สร้างตำนานใหม่ "ดุสิตธานี" เปิดเบื้องลึกลงทุนโปรเจ็กต์ใหญ่หัวถนนสีลม-พระราม 4 เผยคว้าสัญญาเช่าที่ดินเพิ่มอีก 4 ไร่ รวมพื้นที่ในมือ 23 ไร่ เตรียมตอกเสาเข็มปีนี้ ผนึกพันธมิตร CPN ผุดมิกซ์ยูส "โรงแรม-คอนโดฯ-ออฟฟิศบิลดิ้ง-ศูนย์การค้าใต้ดิน" สร้างแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ พร้อมแผนลงทุนธุรกิจใหม่ "เวลเนส ลิฟวิ่ง" รับผู้สูงวัยจากทั่วโลก
ลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของกลุ่มดุสิตฯ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากที่คณะกรรมการบริษัทได้เห็นชอบการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน (มิกซ์ยูส) ประกอบด้วย โรงแรม, ศูนย์การค้า, เรสซิเดนซ์ และอาคารสำนักงาน ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น มูลค่ารวม 3.67 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะเพิ่มความคึกคักให้โซนถนนสีลมและพระราม 4 เหมือนโครงการต่าง ๆ ที่เข้าไปสร้างความคึกคักให้กับย่านทองหล่อ ราชประสงค์ และปทุมวัน

ขณะเดียวกันก็ถือเป็นก้าวใหม่ของดุสิตธานี ที่ไม่จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะในธุรกิจโรงแรมเหมือนเดิม โดยบริษัทได้ต่อสัญญากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เช่าที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลมและพระราม 4 ต่อไปอีก 30 ปี+30 ปี ขนาดพื้นที่รวมกว่า 23 ไร่ 2 งานเศษ ถือเป็นพื้นที่ใหญ่พอสมควรสำหรับใจกลางเมือง และมีหน้ากว้างบนถนนพระราม 4 ประมาณ 400 เมตร โดยเป็นที่ดินแปลงเดิมของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ประมาณ 19 ไร่ ซึ่งบริษัทได้เจรจาเช่าที่ดินด้านข้างเพิ่มจากทรัพย์สินฯอีกกว่า 4 ไร่ ตั้งแต่ตึกโอลิมเปีย ตึกไทยประกันชีวิตเก่า ตึกแถวอีก 9 ห้อง จนมาถึงโรงเรียนสอนทำอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ

"จริง ๆ แล้วสัญญาเช่าที่ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ จะหมดในเดือนมีนาคม 2561 และมีสิทธิจะอยู่ต่ออีก 15 ปี จึงได้เข้าไปเจรจาหารือกับสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อทำสัญญาเช่าใหม่ เนื่องจากต้องการพัฒนาที่ดินนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งกับทางสำนักงานทรัพย์สินฯ กลุ่มดุสิตธานี รวมทั้งชุมชน กระทั่งได้ข้อสรุปว่าจะพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส ไม่ใช่เฉพาะโรงแรม 5 ดาวอย่างเดียว เพื่อที่จะสามารถให้ผลตอบแทนเรื่องค่าเช่าได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในระยะเวลาคืนทุนที่เหมาะสม เนื่องจากโครงการนี้เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่กลุ่มดุสิตธานีเคยทำมา จึงได้สัญญาเช่ารวม 60 ปี ไม่รวมระยะเวลาก่อสร้างอีก 7 ปี รวมเป็น 67 ปี"

บทใหม่ตำนานโรงแรมไทย

นางศุภจีกล่าวว่า โรงแรมดุสิตธานีเปิดให้บริการมานานกว่า 48 ปี ในอดีตโรงแรมนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทำให้ดุสิตธานีก็ต้องตัดสินใจว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร ที่เห็นชัดคือเรื่องสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน แต่เนื่องจากโรงแรมถูกสร้างขึ้นมาก่อนแนวคิดเหล่านี้ ประกอบกับโครงสร้างโรงแรมเก่าไปตามสภาพ ขนาดห้องพักและเพดานไม่ได้ตามคุณลักษณะในปัจจุบัน รวมถึงโครงสร้างใต้ดิน จากที่บริเวณรอบ ๆ โรงแรมมีการก่อสร้างมากมาย โดยเฉพาะสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน รวมทั้งสภาพการแข่งขันทางธุรกิจ จึงตัดสินใจรื้อและสร้างขึ้นใหม่เพื่อให้รองรับกับสภาพพื้นดินที่เปลี่ยนแปลงไป แม้หลายคนอยากเก็บตึกนี้ไว้เป็นตำนาน

ทั้งนี้ บริษัทจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 27 เมษายนนี้ หากผู้ถือหุ้นเห็นชอบโครงการ บริษัทก็จะเริ่มทุบอาคารเก่าโอลิมเปีย ไทยประกัน และตึกแถวส่วนที่เป็นที่ดินที่ได้ทำสัญญาเช่าเพิ่ม เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างโรงแรมใหม่ให้เร็วที่สุด โดยโรงแรมใหม่จะมีห้องพักประมาณ 300 ห้องพัก จากโรงแรมดุสิตธานีปัจจุบันที่มีห้องพักอยู่กว่า 500 ห้อง ขณะที่โรงแรมเดิมจะยังให้บริการต่อไปอีก 1 ปีกว่า ๆ ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2561 แล้วค่อยเริ่มรื้อถอนในเดือนกรกฎาคม ทำให้สุดท้ายในส่วนของโรงแรมจะหยุดบริการไปประมาณ 3 ปี

"ส่วนของตัวโรงแรมจะเริ่มก่อสร้างก่อนศูนย์การค้า เรสซิเดนซ์ และอาคารสำนักงาน พร้อมยืนยันว่าช่วงที่รอโรงแรมใหม่ขึ้น จะไม่มีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท เพราะได้จัดโครงสร้างทางการเงินอย่างระมัดระวังและรอบคอบ"

ผนึกซีพีเอ็นปั้นแลนด์มาร์กใหม่

ซีอีโอกรุ๊ปของดุสิตธานีกล่าวถึงการเลือกบมจ.เซ็นทรัลพัฒนาเป็นพันธมิตรในการทำโครงการมิกซ์ยูสว่าบริษัทใช้เวลาในการเจรจาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กว่าจะลงตัวที่ซีพีเอ็น ซึ่งดุสิตธานีกับซีพีเอ็นมีความตั้งใจเดียวกันว่า ต้องการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่มีอัตลักษณ์ และสร้างประโยชน์ในหลาย ๆ มิติ เช่น มีพื้นที่สีเขียวภายใต้แนวคิดนาขั้นบันได ให้สอดรับกับสวนสาธารณะลุมพินีฝั่งตรงข้าม และสร้างความเป็นตำนาน ผลักดันแบรนด์ไทยทั้งของดุสิตฯและซีพีเอ็นให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยในส่วนของโรงแรมการออกแบบที่หารือกันก็จะคงยอดแหลมของอาคารที่เป็นสัญลักษณ์ของดุสิตธานีไว้

"ส่วนพื้นที่ศูนย์การค้าจะเป็นลักษณะของไลฟ์สไตล์มอลล์แบบโลว์ไรส์2-3ชั้นและเป็นส่วนที่ลงไปชั้นใต้ดิน 2 ชั้น และชั้นจอดรถใต้ดินอีก 2 ชั้น โดยเรามีความตั้งใจอยากเชื่อมต่อส่วนของศูนย์การค้าใต้ดินเข้ากับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นสิ่งที่เราได้หารือกัน หากทางบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการ MRT เห็นชอบ ก็อาจจะมีการเชื่อมต่อให้คนเดินทางได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ต่อเนื่องไปถึงสีลมคอมเพล็กซ์ เป็นการซินเนอร์ยี่กับพื้นที่ตรงนี้ทั้งหมด เหมือนในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐ ญี่ปุ่น และฮ่องกง ที่ศูนย์การค้ามีการเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า นี่คือความฝันที่เราอยากเห็น"

นางศุภจีกล่าวว่า ที่ตั้งโครงการถือเป็นจุดเด่นที่มีรูปแบบการเดินทางที่มีการต่อเชื่อมทั้งบนดิน รถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดิน และยังมีสวนสาธารณะอยู่ฝั่งตรงข้าม นอกจากนี้ ทางดุสิตธานียังมีความตั้งใจจะสร้างถนนรอบโครงการเพื่อช่วยให้บริเวณดังกล่าวมีระบบจราจรไหลลื่นได้มากขึ้นเพราะโครงการนี้ติดทั้งด้านถนนพระราม4ไปออกด้านถนนสีลมรวมทั้งบริษัทยังได้ที่ดินเพิ่มที่สามารถตัดออกถนนศาลาแดงได้

"สมัยก่อนถนนสีลมเจริญรุ่งเรืองมากและเต็มไปด้วยสีสันแต่ปัจจุบันอาจซบเซาไปเราเลยคิดอยากทำโครงการนี้ให้มีส่วนผสมของศูนย์การค้าดีๆเป็นระดับไฮเอนด์ที่จับต้องได้ เน้นไลฟ์สไตล์เป็นสำคัญ เพื่อดึงคนเข้ามาช็อปปิ้ง เพราะแถวนี้มีอาคารสำนักงานจำนวนมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ"

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม เนื่องจากที่ตั้งอยู่ในไพรมโลเกชั่น น่าจะเป็นจุดที่ผู้อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์สนใจเข้าพัก ด้านอาคารสำนักงานก็ตั้งใจพัฒนาให้เป็นระดับเกรด A ที่มีการออกแบบรองรับการเจริญเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี

แผนการดูแลพนักงาน

นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับการดูแลพนักงานของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ซึ่งมีอยู่ 588 คน ได้ประกาศกับพนักงานเมื่อ 1 มีนาคมที่ผ่านมาว่า บริษัทมีความตั้งใจทำให้โรงแรมกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีต จึงจำเป็นต้องปิดทำการชั่วคราว ไม่ได้ต้องการให้ใครต้องออกจากงานทุกคนจะยังมีงานทำเช่นเดิม เพียงแต่ในช่วงเวลานี้อาจต้องกระจายให้ไปทำในสถานที่ต่าง ๆ เช่น พนักงานห้องอาหารในโรงแรม ย้ายไปปฏิบัติงานในที่ตั้งใหม่ชั่วคราว, พนักงานทีมจัดเลี้ยงอาหาร ก็จะปรับแผนธุรกิจจัดเลี้ยงนอกสถานที่มากขึ้น โดยใช้ครัวสนับสนุนที่วิทยาลัยดุสิตธานี โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส ส่วนทีมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและดูแลห้องพัก ก็ต้องกระจายไปอยู่ทีมพรีโอเพนนิ่ง ของโรงแรมใหม่ที่ดุสิตฯเข้าไปรับจ้างบริหารทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างรอโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าทีมงานก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อรับกับการปรับเปลี่ยนของบริษัท

"เราได้ประกาศ New Chapter หรือโฉมใหม่ของดุสิตธานี ให้พนักงานรับทราบ ทั้งวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมใหม่ขององค์กร ในการขับเคลื่อนดุสิตธานีไปข้างหน้า ไม่ใช่เฉพาะแค่ในเมืองไทย แต่หมายถึงผลักดันแบรนด์โรงแรมไทยออกไปต่างประเทศด้วย โดยโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ จะเป็นแฟลกชิปใหม่ ดูดี ทันสมัย และยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยในแบบฉบับของดุสิตฯ เพื่อดึงดูดนักลงทุน สู่เป้าหมายขยายรับจ้างบริหารโรงแรม 5 ดาวในต่างประเทศของบริษัท"

ขยายฐานธุรกิจใหม่

นางศุภจีอธิบายว่า โครงการมิกซ์ยูสที่เกิดขึ้นก็จะเป็นต้นแบบในการขยายธุรกิจของดุสิตธานีในอนาคต และทิศทางการเดินไปข้างหน้าของกลุ่มดุสิตฯนับจากนี้ ไม่จำเป็นต้องทำโรงแรมอย่างเดียว แต่มีอสังหาริมทรัพย์รูปแบบอื่นด้วย เช่น ปัจจุบันบริษัทมีที่ดินบนเกาะสมุยกว่า 80 ไร่, ที่ดินที่หัวหิน ติดกับโรงแรมดุสิตฯ ที่มีเกือบ 20 ไร่ และที่ดินที่โคราช บริษัทก็จะเน้นการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์เพื่อทำโครงการแบบมิกซ์ยูส โดยบริษัทไม่ต้องลงทุนเยอะเพราะมีที่ดินเป็นทุนอยู่แล้ว

"การร่วมมือกับพันธมิตรจะช่วยให้เราก้าวกระโดดได้เร็วขึ้นอีกโครงการหนึ่งที่ตั้งใจจะทำเช่นกันคือเวลเนสลิฟวิ่ง (Wellness Living) ที่มองตลาดเป้าหมายกลุ่มผู้สูงอายุ มาพำนักระยะยาว (ลองสเตย์) เพราะส่วนมากโครงการในประเทศที่เกิดขึ้นจะเป็นลักษณะขายที่พัก แต่เรามองว่าโอกาสโดยใช้เรื่องบริการเป็นตัวชู ซึ่งดุสิตฯมีความถนัดด้านนี้อยู่แล้ว ซึ่งอาจจะร่วมมือกับพันธมิตรจากญี่ปุ่น หรือยุโรป ที่น่าจะมีศักยภาพดึงลูกค้าผู้สูงอายุจากประเทศเหล่านั้นเข้ามาพักกับเรา" นางศุภจีกล่าว และว่า

สิ่งที่กลุ่มดุสิตฯจะทำคือการหาธุรกิจใหม่ ๆ มาเสริมทัพ และยึดติดรายได้จากโรงแรมน้อยลง เพราะตอนนี้บริษัทมีรายได้จากโรงแรมสูงมาก พอมีเหตุการณ์อะไรที่เกี่ยวข้องกับสายโรงแรมโดยที่ไม่มีตัวอื่นมาพยุงก็จะทำให้ได้รับผลกระทบง่าย บริษัทจึงต้องมองหาธุรกิจใหม่มาช่วยสร้างสมดุลรายได้บริษัทมากขึ้น

ลุยร่วมทุนโรงแรมที่ญี่ปุ่น

นอกจากนี้บริษัทยังมีนโยบายที่จะบาลานซ์พอร์ตรายได้ที่มาจากในประเทศและต่างประเทศให้อยู่ในสัดส่วนเท่าๆกันจากปัจจุบันรายได้ของบริษัทมาจากในประเทศประมาณ 70% และต่างประเทศ 30% ซึ่งเวลาเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภาคโรงแรม ส่งผลกระทบต่อเราพอสมควรในการบริหารพอร์ต

นางศุภจีกล่าวว่า ปัจจุบันเปิดให้บริการรวม 29 แห่ง แบ่งเป็นลงทุนเอง 10 แห่ง และรับจ้างบริหาร 19 แห่ง และที่ผ่านมาได้มีการเซ็นสัญญารับบริหารโรงแรมเพิ่มอีก 46 แห่ง ครอบคลุม 21 ประเทศทั่วโลก หลังจากนี้ก็จะทยอยเปิดให้บริการ

"วันที่ 28 มีนาคมนี้ เตรียมบินไปเซ็นสัญญาร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่ประเทศญี่ปุ่น โดยกลุ่มดุสิตฯถือหุ้น 49% ส่วนบริษัท คัลเลอร์ อินเตอร์เนชันแนล ถือหุ้น 51% เพื่อลงทุนทำโรงแรมที่เกียวโต ถือเป็นโรงแรมที่เราคาดหวังสูงมาก ตั้งใจเปิดให้ทันมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2020"

สำหรับแผนการพัฒนาแบรนด์โรงแรม 3 ดาว ระดับพรีเมี่ยมของเครือดุสิตฯ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งขณะนี้มีโลเกชั่นแล้ว โดยจะเปิดแห่งแรกในกรุงเทพฯ น่าจะสามารถเปิดตัวแบรนด์และรายละเอียดได้ในปีนี้ นอกจากนี้ เครือดุสิตฯเพิ่งประกาศลงทุนใน favstay (เฟฟสเตย์) บริษัทสตาร์ตอัพไทยที่เกี่ยวกับที่พัก ในสัดส่วน 9% โดยปัจจุบันเฟฟสเตย์มีจำนวนห้องพักในลิสตกว่า 1 หมื่นห้อง หวังเข้าไปเรียนรู้การทำธุรกิจแบบแบ่งปัน (แชริ่งอีโคโนมี) เหมือนของ Airbnb (แอร์บีแอนด์บี) โดยจะเน้นว่าต้องทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490169980
 

·
Banned
Joined
·
36,989 Posts
ผู้ถือหุ้น ‘ดุสิตธานี’ อนุมัติลงทุนโครงการมิกซ์-ยูส
28 เม.ย. 60, 16.40 น.

ผู้ถือหุ้น ดุสิตธานี อนุมัติโครงการลงทุนอสังหาริมทรัพย์แบบผสมมูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท มั่นใจจะกลับมาเป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ เตรียมใช้นโยบายเชิงรุกควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพในการนำบริษัทไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

วันนี้ (28 เม.ย. 60) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติการลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม หรือมิกซ์-ยูส (Mixed-Use Development) มูลค่ารวม 36,700 ล้านบาท โดยร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN พัฒนาที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลมและถนนพระราม 4 หรือบริเวณโรงแรมดุสิตธานี โดยมีแผนพัฒนาให้เป็นโรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโครงการอาคารศูนย์การค้า บนที่ดินขนาด 23 ไร่ 2 งาน 27.2 ตารางวา คาดว่าจะเริ่มดำเนินการพัฒนาพื้นที่บางส่วนได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มพัฒนาที่ดินเพิ่มเติมที่ได้รับมาใหม่ตรงบริเวณอาคารร้างบนถนนพระรามที่ 4 (ที่อยู่ติดกับพื้นที่เดิมของโรงแรม) เพื่อเร่งดำเนินการสร้างโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพ แห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการเปิดให้บริการโรงแรมเดิม ซึ่งจะให้บริการต่อไปจนถึงกลางปี 2561 เพื่อให้ช่วงเวลาที่ต้องหยุดให้บริการเกิดขึ้นน้อยที่สุด เบื้องต้นคาดว่าโรงแรมใหม่จะสร้างแล้วเสร็จในปี 2564 ในขณะที่โครงการส่วนอื่นทั้งหมดจะแล้วเสร็จประมาณปี 2567

การเข้าทำรายการครั้งนี้ จะทำให้รายได้จากโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16.67% ของรายได้ทั้งหมด) ขาดหายไปช่วงหนึ่ง แต่ คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนบางส่วนจากการเข้าลงทุนในโครงการรูปแบบผสมนี้ และจะมีรายได้จากโครงการใหม่ๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่เข้ามาชดเชย ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวมของบริษัทฯ ในช่วงก่อสร้างโครงการ

บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า โครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นสัญลักษณ์แห่งใหม่ใจกลางเมือง ที่ยังคงจุดเด่นในการดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย ด้วยสภาพแวดล้อมที่ถูกจัดให้สอดคล้องกับความเป็นย่านธุรกิจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเอื้อประโยชน์ต่อการจราจรในทุกระนาบ โดยยังคงความเป็น ‘ดุสิตธานี’ ไว้ได้อย่างเข้มแข็งเหมือนกับตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้โรงแรมดุสิตธานี ยังคงเป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ โดยบางส่วนที่เป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานีจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีในช่วงของการปรับปรุง ก่อนที่จะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมเมื่อเปิดดำเนินการอีกครั้ง ซึ่งในที่สุดแล้ว จะเป็นการช่วยยกระดับหรือชูแบรนด์ดุสิตธานีให้กลับมาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับเป้าหมายของกลุ่มดุสิตธานีนับจากนี้ จะใช้นโยบายเชิงรุกควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพในการนำบริษัทไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน โดยวางกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. การสร้างสมดุลด้านสัดส่วนของรายได้ในประเทศและต่างประเทศ 2. สร้างการเติบโตโดยตั้งเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนห้องพักกว่าเท่าตัว และ 3. กระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ด้วยการไปลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานีมีโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้วทั่วโลกจำนวน 29 แห่งใน 8 ประเทศ โดยเป็นโรงแรมที่อยู่ในประเทศไทยจำนวน10แห่ง และคาดว่า ภายในปี 2563 จะเปิดโรงแรมเพิ่มกว่า70 แห่งใน 21 ประเทศ


http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=136346&t=news
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
121,819 Posts
ปิดดีล! ผู้ถือหุ้นโรงแรมดุสิตธานีไฟเขียวใช้พื้นที่มุมถนนพระราม 4 เป็นมิกซ์ยูส-เตรียมปิดให้บริการกว่า 2 ปี

วันที่: 28 เม.ย. 60 เวลา: 12:20 น.

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญ ผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 27 เมษายนมีมติอนุมัติการลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม หรือมิกซ์-ยูส มูลค่ารวม 36,700 ล้านบาท โดยร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาที่ดินบริเวณหัวมุมถนนสีลมและถนนพระราม 4 หรือบริเวณโรงแรมดุสิตธานี โดยมีแผนพัฒนาให้เป็นโรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโครงการอาคารศูนย์การค้า บนที่ดินขนาด 23 ไร่ 2 งาน 27.2 ตารางวา

ทั้งนี้ หลังจากได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้วคาดว่าจะเริ่มดำเนินการพัฒนาพื้นที่บางส่วนได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มพัฒนาที่ดินเพิ่มเติมที่ได้รับมาใหม่ตรงบริเวณอาคารร้างบนถนนพระรามที่ 4 ที่อยู่ติดกับพื้นที่เดิมของโรงแรมเพื่อเร่งดำเนินการสร้างโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพ แห่งใหม่คู่ไปกับการเปิดให้บริการโรงแรมเดิม ซึ่งจะให้บริการต่อไปจนถึงกลางปี 2561 เพื่อให้ช่วงเวลาที่ต้องหยุดให้บริการเกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยในเบื้องต้นคาดว่าโรงแรมใหม่จะสร้างแล้วเสร็จในปี 2564 ในขณะที่โครงการส่วนอื่นทั้งหมดจะแล้วเสร็จประมาณปี 2567 โครงการนี้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งใหม่ใจกลางเมืองที่ยังคงจุดเด่นในเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย และคงความเป็น ‘ดุสิตธานี’ ที่เป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ โดยบางส่วนที่เป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานีจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีในช่วงของการปรับปรุง

นางศุภจี กล่าวว่า แม้ว่าการเข้าทำรายการครั้งนี้ จะทำให้รายได้จากโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปีคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16.67% ของรายได้ทั้งหมดขาดหายไปช่วงหนึ่ง แต่บริษัทฯ คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนบางส่วนจากการเข้าลงทุนในโครงการรูปแบบผสมนี้ และจะมีรายได้จากโครงการใหม่ๆ ที่ทางบริษัทฯ กำลังดำเนินการอยู่เข้ามาชดเชย ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวมของบริษัทฯ ในช่วงก่อสร้างโครงการ

สำหรับเป้าหมายของกลุ่มดุสิตธานีต่อจากนี้ จะใช้นโยบายเชิงรุกควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพในการนำบริษัทไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน โดยวางกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. การสร้างสมดุลด้านสัดส่วนของรายได้ในประเทศและต่างประเทศ 2. สร้างการเติบโตโดยตั้งเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนห้องพักกว่าเท่าตัว และ 3. กระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ด้วยการไปลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานีมีโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้วทั่วโลกจำนวน 29 แห่งใน 8 ประเทศ โดยเป็นโรงแรมที่อยู่ในประเทศไทยจำนวน 10 แห่ง และคาดว่า ภายในปี 2563 จะเปิดโรงแรมเพิ่มกว่า 70 แห่งใน 21 ประเทศ

http://www.matichon.co.th/news/543534
 

·
Registered
Joined
·
175 Posts


ภาพการออกแบบเบื้องต้นที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ Marketeer เป็นสื่อแรก สวยงามยิ่งใหญ่กว่าเดิมมาก
รูปแบบโรงแรมเดิมที่มียอดแหลมสูงสะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาเช่นจากความสูง23 ชั้นเป็น 30 กว่าชั้น จำนวนห้องลดลงจาก 500 กว่าห้อง เหลือเพียง 300 กว่าห้อง
เพื่อสร้างความโอ่อ่ากว้างขวาง ตามมาตรฐานโรงแรม 5 ดาวในยุคนี้ รวมทั้งในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ที่สำคัญจะมีโครงการคอนโดมิเนียม ออฟฟิศบิวดิ้ง และศูนย์การค้ารวมอยู่ด้วย


จากเดิมโรงแรมดุสิตธานี เช่าพื้นที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ประมาณ 18 ไร่ สัญญาเช่าจะหมดในเดือนมีนาคมปี 2561 โดยสัญญาเช่าใหม่ที่จะเริ่มในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ได้เช่าที่ดินเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5 ไร่
(บริเวณ ตึกไทยประกันชีวิต และตึกแถวอีก 9 ห้อง) เป็น 23 ไร่เพื่อรองรับสิ่งก่อสร้างใหม่ และเชื่อมต่อการจราจรในบริเวณนั้นให้สะดวกขึ้น และได้มีการขยายเวลาเช่าเพิ่มเป็น 60 ปี (30+30) รวมทั้งเวลาในการพัฒนาพื้นที่ 7 ปี รวมทั้งหมดเป็น 67 ปี

ดังนั้น กรกฎาคม ปีนี้ก็จะเริ่มไปทยอยรื้อถอนอาคารในพื้นที่ๆ ขยายออกไป เพื่อเตรียม ก่อสร้างเป็นโรงแรมใหม่ในปีหน้า โดยพื้นที่โรงแรมเดิมจะกลายเป็นอาคารสูงเพื่อทำที่อยู่อาศัย ส่วนออฟฟิศบิวดิ้งจะอยู่ด้านนอกสุดติดกับถนนสีลม

พื้นที่ตรงกลางด้านล่างข้างหน้าจะเป็นรีเทล ที่ลงลึกไปในใต้ดินด้วยเพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสีลม ส่วนเหนือดินจะมีส่วนเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีศาลาแดง
ในส่วนศูนย์การค้านี้จะมีทั้ง indoor และ outdoor ที่ตั้งใจจะโชว์ความเขียวของพื้นที่ เช่น การทำนาขั้นบันได เพื่อให้ล้อไปกับสวนลุมพินีปอดใหญ่ของคนกรุงเทพฯ ฝั่งตรงข้าม


CR:Marketeer
 
1 - 20 of 299 Posts
Top