SkyscraperCity Forum banner
21 - 40 of 8164 Posts

·
Registered
Joined
·
5,620 Posts
วันนั้นในเมือง"ละโว้"... ชมเมืองเก่า แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์
วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11376 มติชนรายวัน
คอลัมน์ บันทึกเดินทาง โดย สุรเชต เพชรน้ำไหล






ตึกพระเจ้าเหา

เพิ่งอ่านหนังสือ "ศึกชิงบัลลังก์พระนารายณ์" จบ

เหมือน ฟ้าเป็นใจ บันดาลให้มีธุระต้องเดินทางไปเยือน จ.ลพบุรี หรือชื่อเดิม "ละโว้" ดินแดนที่รุ่งเรืองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2199-2231) มีการสร้างปราสาท พระราชวังมากมายเป็นประจักษ์ ในฐานะราชธานีแห่งที่ 2 (รองแต่อาณาจักรอโยธยา) ดังพิสูจน์ด้วยสายตาได้จากสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งนักท่องเที่ยวผู้ได้เดินทาง ไปเยือนลพบุรี

"มักไม่พลาดเยี่ยมชม คือ "พระนารายณ์ราชนิเวศน์" "

โตโยต้า อัลติส นำเรา-4 ชีวิตมุ่งไปบนทางหลวงหมายเลข 1

ด้วย ความต้องตื่นเช้า จึงทำให้บางเรายังรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนอยู่ หวังอยากได้กาแฟร้อนดื่มสักถ้วย เข้าเขต จ.ลพบุรีแล้ว คิดเอาไว้ว่าปั๊มน้ำมันสักแห่งน่าจะมีกาแฟสดยี่ห้อหนึ่งที่เราคุ้นเคย แต่ว่าที่สุดแล้วก็คว้าน้ำเหลว เข้าปั๊มโน้นก็ไม่มีกาแฟ (สด) ปั๊มนี้ก็ไม่มีกาแฟ (สด) จนบางคนถึงกับบ่นออกมาดังๆ ว่า "ทำไมแถวนี้หากาแฟดื่มยากจัง"

ในที่สุดก็ไม่มีใครได้ดื่มกาแฟ...

แต่ช่างเถอะ เพราะถ้าพูดถึงการ "ตื่น"

" เช้าวันนั้นเรา "ตื่น-เบิกตาโต" กันตั้งแต่เข้าเขต จ.ลพบุรีแล้ว อันเนื่องมาจากได้เห็นกำลังทหารมากมายเคลื่อนพล (ไม่รู้ว่าไปไหน) ทั้งรถถัง รถจี๊บ รถฮัมวี่ ฯลฯ วิ่งพล่านอยู่บนทางหลวง อดคิดไม่ได้ว่า "หรือจะมีการรัฐประหาร?" ด้วยช่วงนั้น สถานการณ์บ้านเมืองตึงเครียดเหลือเกิน กลุ่มคน "เสื้อแดง" กำลังรุกกดดันรัฐบาลอย่างหน่วงหนัก"

มาถึงเมืองละโว้ เสร็จธุระแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราทั้งสี่ชีวิตจะได้ออกท่องเที่ยว...

แห่ง แรกที่เราไปเยือน คือ "พระที่นั่งไกรสรสีหราช" หรือ "พระที่นั่งเย็น" ที่ประทับอีกแห่งหนึ่งของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดให้สร้างเพื่อทรงสำราญพระราชอิริยาบถ เนื่องจากตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำที่เรียกว่า "ทะเลชุบศร" มีบันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จคล้องช้าง ล่าเสือ จะเสด็จประทับ ณ พระที่นั่งองค์นี้

เสร็จสิ้นจากการเที่ยวชมพระที่นั่งเย็น ให้อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วส่วนไหนคือบริเวณที่เรียกว่า "ทะเลชุบศร"

" ภูธร ภูมะธน" นักวิชาการชาวใต้ ผู้คลั่งไคล้ประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนมาปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองละโว้ เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อน ที่ตรงนี้จะเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กินอาณาบริเวณกว้างมาก จนเรียกว่า "ทะเล" ซึ่งมีเรื่องเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งพระรามเคยนำศรมาชุบในทะเลแห่งนี้ จึงได้ชื่อว่า "ทะเลชุบศร"



พระที่นั่งจันทรพิศาล / สมเด็จพระนารายณ์มหาราช / โบราณวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

ใน สมัยพระนารายณ์มหาราชได้มีการสร้างคันดินกักน้ำทางด้านทิศตะวันตกของทะเลชุบ ศร บริเวณมุมคันดินทำเป็นช่องระบายน้ำ เรียกว่า "ปากจั่น" น้ำจะถูกบังคับให้ไหลออกทางประตูนี้ และจากนั้นจะถูกส่งด้วยท่อน้ำดินเผาเข้าไปใช้ในตัวเมือง

"นับว่าระบบประปาของประเทศไทยเกิดขึ้นครั้งแรก ณ ที่แห่งนี้นี่เอง"

แต่วันนี้ ทะเลชุบศรแทบไม่เหลือเค้ารอยเดิมให้เห็นแล้ว...

"อยากดูน้ำหยดสุดท้ายของทะเลชุบศรมั้ย?"

อาจารย์ ภูธร ถาม เมื่อเห็นว่าพวกเราผิดหวัง ไม่ได้พบ "น้ำ" ดังที่คาด เนื่องจากกาลเวลาได้ลบความเป็นแหล่งน้ำกว้างแต่ดั้งเดิมไปแล้ว ปัจจุบันกลายเป็นบ้านเรือนผู้คน เป็นสวนผลไม้ เป็นค่ายทหาร มิหนำซ้ำ ทางหลวงหมายเลข 1 ก็วิ่งตัดผ่านกลางทะเลแห่งนี้เสียด้วย (ผู้ใช้เส้นทางนี้สัญจรน้อยรายนักที่จะทราบ)

"อาจารย์ภูธรพาเราไปชม "น้ำหยดสุดท้ายแห่งทะเลชุบศร""

" จะว่าไป ก็เป็นแค่เพียงคำที่นักวิชาการอิสระผู้นี้ใช้ ทำให้เราอยากออกไปชม สร้างเรื่องราวให้น่าติดตาม เพราะน้ำหยดสุดท้ายนั้น ก็ใช่เป็นหยดเล็กๆ อย่างที่คิดไว้ แต่เป็นแหล่งเก็บน้ำที่อยู่ในค่ายทหาร ร.พัน 6 นั่นเอง ซึ่งแต่เดิม บริเวณแห่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งน้ำอันกว้างใหญ่"

ได้เห็นน้ำหยดสุดท้ายของทะเลชุบศรแล้ว เราก็มุ่งหน้าเข้าเมือง

โดย มีจุดหมายคือ "พระนารายณ์ราชนิเวศน์" พระราชวังซึ่ง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2209 เพื่อใช้เป็นที่ประทับ และเป็นราชธานีสำรอง ซึ่งหลังจากพระราชวังแห่งนี้สร้างเสร็จ พระองค์ได้ทรงมาประทับอยูที่เมืองละโว้แห่งนี้บ่อยครั้ง และอยู่นานเสียยิ่งกว่าพระราชวังในกรุงอยุธยาเสียอีก

ยังผลให้เมืองละโว้เจริญรุ่งเรือง กลายเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ศิลปวิทยาการ วัฒนธรรม และศาสนา ที่สำคัญอีกแห่ง



น้ำหยดสุดท้ายแห่งทะเลชุบศร/ ปากจั่น-ประตูน้ำ ระบบประปาแห่งแรกของไทย/ ตึกสิบสองท้องพระคลัง


บน เนื้อที่ 42 ไร่ ของพระนารายณ์ราชนิเวศน์ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก เขตพระราชฐานชั้นกลาง และเขตพระราชฐานชั้นใน

เมื่อ ซื้อตั๋วเข้าชม ผ่านเขตพระราชฐานชั้นนอก เราจะพบอาคารต่างๆ เช่น "ถังเก็บน้ำประปา" เป็นที่กักเก็บน้ำ ซึ่งตามพื้นจะมีท่อดินฝังอยู่สำหรับจ่ายน้ำไปทั่วเขตพระนารายณ์ราชนิเวศน์ นี้,

"ตึกสิบสองท้องพระคลัง" สำหรับใช้เก็บสินค้า ข้าวของต่างๆ ในราชการ,"ตึกเลี้ยงรับแขกเมือง" สำหรับพระราชทานอาหารเพื่อเลี้ยงต้อนรับแขกเมือง, "โรงช้างหลวง" ประมาณ 10 โรง, "ตึกพระเจ้าเหา" เป็นหอพระประจำพระราชวัง ซึ่งชื่อ "พระเจ้าเหา" สันนิษฐานว่าเป็นชื่อพระพุทธรูปสำคัญที่ประดิษฐาน ในปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเพทราชาได้ใช้ตึกแห่งนี้ในการประกาศยึดอำนาจ ชิงบัลลังก์พระนารายณ์

เดิน ต่อมา เข้าเขตพระราชฐานชั้นกลาง จะพบ "พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญมหาปราสาท" เป็นที่เสด็จออกเมื่อมีปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้า และ "พระที่นั่งจันทรพิศาล" สำหรับเป็นหอประชุมองคมนตรี ออกว่าราชการแผ่นดิน

โดย พระที่นั่งองค์นี้ ปัจจุบันอาจารย์ภูธรได้มีส่วนร่วมในการผลักดัน ให้เกิดเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งสำคัญ เป็นอีกสถานที่หนึ่ง สำหรับให้ความรู้เกี่ยวกับพระนารายณ์มหาราชและเรื่องราวต่างๆ ในแผ่นดินของพระองค์

สำหรับเขตพระราชฐานชั้นใน จะพบ "พระที่นั่งสุทธาสวรรย์" ซึ่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ได้เสด็จสวรรคตที่พระที่นั่งองค์นี้

นอกจากสิ่ง ก่อสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์แล้ว ยังมีส่วนที่สร้างเพิ่มเติมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) คือ ตึกพระประเทียบ, ทิมดาบ, หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ โดยชื่อ "พระนารายณ์ราชนิเวศน์" ก็ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 4 ครั้งเสด็จฯมาบูรณะพระราชวังแห่งนี้นั่งเอง และในปัจจุบัน หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎได้รับการปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำ จังหวัดลพบุรี

เราเดินชม "พระนารายณ์ราชนิเวศน์" ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจนจุใจ พอดีกับแดดร่มลมตกได้เวลากลับ

แต่ ก่อนจาก ได้ยินเสียงเล่าลือมาว่า "ผ้าไหม" ของ จ.ลพบุรี นั้นงดงามมาก ผู้ร่วมทาง 2 คนซึ่งเป็นสตรีเพศ จึงคิดอยากหาซื้อไว้เป็นที่ระลึกสักคนละผืน 2 ผืน

เราวนรถอยู่ในตลาดสักครู่ก็พบกับร้านค้าแห่งหนึ่งชื่อ "ดารณีไหมไทย"- ร้านที่มีคนแนะนำ

ระหว่าง ที่หญิงสาวทั้ง 2 คนไปเลือกซื้อผ้าไหม เพื่อเป็นการฆ่าเวลา ผมเดินไปชมสิ่งก่อสร้างแห่งหนึ่งในละแวกนั้น ด้วยมองดูแล้วรู้สึกคุ้นตา คลับคล้ายคลับคลาว่ารูปแบบการก่อสร้างเหมือน...เหมือน...

ใช่จริงๆ ด้วย!!! สิ่งที่ผมเห็นนั้นคือ "ปราสาทขอม"

ปราสาท ขอมแห่งนี้ มีชื่อเรียกว่า "เทวสถานปรางค์แขก" เป็นศาสนสถานในศาสนาพรามหมณ์-ฮินดู ประกอบด้วยปรางค์ก่ออิฐ 3 องค์ ตั้งเรียงกันในแนวเหนือใต้ ปรางองค์กลางขนาดใหญ่สุด ขนาบข้างด้วยปรางค์ขนาดเล็ก 2 องค์ โดยปรางค์ทั้ง 3 หลังนั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออกแบบศิลปะขอมทั่วๆ ไป มีประตูทางเข้าเพียงด้านเดียว ส่วนอีก 3 ด้านเป็นประตูหลอก

ด้วยลักษณะทางสถาปัตยกรรม ศิลปะขอมแบบพะโค ทำให้กำหนดอายุเทวสถานปรางค์แขกได้ว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 15

คาด ว่าปราสาทขอมแห่งนี้ คงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยได้มีการสร้างวิหารเล็กๆ ทางด้านหน้า และถังเก็บน้ำทางด้านทิศใต้ ด้วยสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติมมานี่เอง ทำให้เมื่อเห็นผาดแรก ผมไม่มั่นใจว่าเป็นปราสาทขอมในรูปแบบที่คุ้นตา จนต้องสาวเท้าเข้าไปดูใกล้ๆ เกือบถูกรถราที่วิ่งฉวัดเฉวียนไปมาแถวนั้นเฉี่ยวชน มิหนำซ้ำ ยังโดนสุนัขจรจัดตัวหนึ่งไล่ออกมาจากบริเวณปราสาทเสียอีก

หลังจาก ประสบการณ์เฉียดเจ็บตัว (แต่คุ้มกับการได้เก็บภาพและชื่นชมปราสาทขอมอีกแห่งหนึ่ง) ผมก็กลับมาสมทบกับชาวคณะที่รถ หญิงสาวทั้ง 2 คนรออยู่ครู่หนึ่งแล้ว ทั้งคู่ได้ของติดไม้ติดมือมาอวด และแนะนำให้ผมลองเลือกซื้อผ้าไหมกลับไปฝากคนทางบ้าน

แต่เมื่อพิจารณาจากหลายปัจจัย ช่วงนี้เงินทองต้องใช้อย่างระมัดระวัง อีกอย่าง ลพบุรีก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง ผมจึงคิดว่า...

วันหลังค่อยพาคนทางบ้าน มาชื่นชม "แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์"

"และเลือกซื้อ "ของ" ด้วยกันรอบหน้าจะดีกว่า"

หน้า 23
 

·
Banned
Joined
·
420 Posts
WOWWOW





เป็นวงเวียนแห่งหนึ่งในประเทศแห่งนี้ที่ดูดีมากมาย
ถ้าไอ้แท่นๆตรงกลาง นั้นสูงและใหญ่โตกว่านี้จะดูน่าเกรงขามและดูดีกว่า อนุสาวรีย์ปชต แน่นอน

:bash:
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
121,819 Posts
บัสเมืองละโว้รวมพลังเปิดศึกรถตู้ สุดทนวิ่งแย่งผู้โดยสาร-ขู่"อุ้มฆ่า" ขีดเส้นเด้งนายสถานีบ.ข.ส.ใน7วัน

วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11423 มติชนรายวัน


เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 18 มิถุนายน ผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางสายลพบุรี-ตาคลี, ลพบุรี-ลำนารายณ์, ลพบุรี-สิงห์บุรี, ลพบุรี-หล่มสัก, ลพบุรี-นครราชสีมา และลพบุรี-กรุงเทพฯ ทั้งรถปรับอากาศชั้น 1 ปรับอากาศชั้น 2 และรถพัดลม จำนวนกว่า 300 คน เดินทางมารวมตัวกันบริเวณข้างจวนผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เรียกร้องขอความเป็นธรรมจากนายจารุพงศ์ พลเดช ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กรณีถูกรถตู้บริษัท ขนส่งมวลชนลพบุรี จำกัด ซึ่งเป็นรถตู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากบริษัท ขนส่ง จำกัด แต่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับหลายประการ ทำให้ผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางได้รับความเดือดร้อน เพราะถูกแย่งผู้โดยสาร ที่สำคัญยังถูกข่มขู่ทำร้ายร่างกาย และจะถูกอุ้มฆ่าด้วย

ต่อมานายสถาพร ศิริภักดี ปลัดจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธวัฒชัย เกิดโภคทรัพย์ ผกก.สภ.เมืองลพบุรี นายจำเริญ สละชีพ นายกเทศมนตรีเมืองลพบุรี นางวรินดา โรจน์กัญญาพร ผู้ชำนาญการพิเศษ สำนักงานขนส่งจังหวัดลพบุรี เดินทางมาพบกับกลุ่มผู้ชุมนุม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางที่รวมตัวชุมนุมกันอยู่ ได้ตั้งตัวแทนกว่า 20 คน เข้าพูดคุยพร้อมยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ที่ห้องประชุมชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้ ประเด็นที่เรียกร้องคือ ขอให้รถตู้บริษัท ขนส่งมวลชนลพบุรี จำกัด ปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัท ขนส่ง จำกัด อย่างเคร่งครัด ออกรถจากสถานีต้นทาง ไม่รับผู้โดยสารกลางทาง ยกเว้นตามจุดที่บริษัท ขนส่ง จำกัด กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อที่ผู้ประกอบการรถโดยสารระยะสั้นจะได้อยู่ได้ และอย่ามาพูดข่มขู่ผู้ประกอบการรถโดยสารอีกต่อไป รวมทั้งขอให้ย้ายนายสถานีเดินรถบริษัท ขนส่ง จำกัด ออกไปจากพื้นที่ จ.ลพบุรี โดยกล่าวอ้างสาเหตุทำตัวไม่เป็นกลาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจารุพงศ์ได้รับหนังสือไว้ พร้อมรับปากจะดำเนินการให้ กลุ่มผู้ประกอบการรถโดยสารต่างพอใจ แต่ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับไปในเวลาประมาณ 12.00 น. แกนนำผู้ชุมนุมได้ประกาศก้องว่าหากในเวลา 7 วัน ยังไม่มีการดำเนินการใด จะรวมตัวมาปิดถนนหน้าจวนผู้ว่าฯ และจะไม่มีการเจรจาใดๆ อีก

หน้า 9
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
121,819 Posts
ตะลึงลิงลพบุรีป่วยเป็น"ไส้เลื่อน"เพียบ เหตุกระโดดข้ามตึก

วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 22:07:09 น. มติชนออนไลน์


เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม สัตวแพทย์หญิงจุฑามาศ สุพะนาม ได้นำทีมสัตวแพทย์อาสาของจังหวัดลพบุรีลงพื้นที่สำรวจลิงที่ศาลพระกาฬ กลางใจเมืองลพบุรี เพื่อตรวจสุขภาพให้กับบรรดาลิงศาลพระกาฬที่มีอยู่จำนวนมากหลายพันตัว หลังได้รับแจ้งว่าลิงเป็นโรคใส้เลื่อนจำนวนมาก


สัตวแพทย์หญิงจุฑามาศ เปิดเผยว่า จากการตรวจสุขภาพของลิงบริเวณตึกและลิงที่อาศัยอยู่ที่บริเวณตลาดสดเทศบาลเมืองลพบุรีที่มีอยู่จำนวนกว่า 1,700ตัว พบว่ามีลิงตัวผู้มีอาการป่วย70 ตัว จากลิงตัวผู้ 100ตัว ซึ่งคิดเป็น 70%ของลิงทั้งหมดที่บริเวณตลาดเทศบาล ทำให้ต้องมีเร่งรักษาด่วน เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้ลิงเหล่านี้ตายในอีกไม่นานนี้ หรือบางตัวก็จะทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดอย่างหนักจากไส้ที่ไหลออกมา ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ลิงเกิดเป็นโรคไส้เลื่อนมากที่สุด มีอยู่ 3 สาเหตุหลัก คือ 1.ลิงกลุ่มนี้ถูกกัด 2.อายุมาก 3.การที่ลิงกลุ่มนี้กระโดดไปมาในระหว่างตึก หรือกระโดดในที่สูงๆ ก็จะทำให้เกิดเป็นไส้เลื่อนขึ้นมาได้


"วันนี้ได้นำลูกอมผสมยาสลบมาล่อให้ลิงลงมากินพอลิงกินก็จะสลบ รวมทั้งใช้ลูกดอกผสมยาสลบฉีดให้ลิง เพื่อนำตัวมารักษา โดยวันนี้จับลิงที่มีอาการป่วยคัดแยกออกมารักษาได้แล้วกว่า10 ตัว ส่วนการรักษามีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นคือการผ่าตัด" สัตวแพทย์หญิงจุฑามาศกล่าวและว่า อย่างไรตามขณะนี้ทางทีมงานยังขาดแคลนอุปกรณ์จำนวนมากในการทำการรักษาทั้งยาสลบ ไหมเย็บแผล(ละลาย-ไม่ละลาย) ผ้าก็อต สำลี เบตาดีน แอลกอฮอล์ เดทตอล เดมอลซาราย ไฮโดรเจ่น ใบมีดผ่าตัด อาหารลิง ขนม(ซูกัส ปีโป้ มัสเมโล) และสิ่งของอื่นๆ สามารถบริจาคผ่านมามายังตน ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1570-6628
 

·
Banned
Joined
·
724 Posts
คาร์ฟูร์เท1.5พันล.ผุดสาขาใหม่ ควักอีก150ล.อัดโปรโมชัน


คาร์ฟูร์ทุ่มอีก 1,500 ล้านผุด 3 สาขาใหม่ หวังดันยอดสาขาครบ 39 แห่งในสิ้นปี พร้อมงัดหมัดเด็ดสู้ลอยัลตี โปรแกรมเมมเบอร์คาร์ดแข่งเดือด เทงบอีก 50 ล้านแจกส่วนลดสูงสุด 100 % ในแคมเปญเดือนคาร์ฟูร์ หวังชิงส่วนแบ่งตลาด เพิ่มสัดส่วนลูกค้าสมาชิก สวนกระแสเศรษฐกิจดันยอดขายทรงตัว

นางสาวประภาพรรณ พลอยแสงงาม ผู้อำนวยการฝ่ายคัดเลือกสินค้า บริษัท เซ็นคาร์ จำกัด ผู้บริหารห้างค้าปลีกคาร์ฟูร์ เปิดเผยว่า จนถึงสิ้นปีนี้บริษัทมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 3 แห่ง โดยจะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,500 ล้านบาท โดยสาขาล่าสุด คือ สาขาลพบุรี เป็นสาขาที่ 37 เปิดให้บริการในปลายเดือนกันยายนนี้ มีพื้นที่ขนาด 6,000 ตารางเมตร ส่วนอีก 2 สาขาจะเปิดที่ลำลูกกา ปทุมธานีในเดือนตุลาคม และจังหวัดชุมพร ในเดือนธันวาคม ส่งผลให้คาร์ฟูร์มีสาขารวม 39 แห่งในปลายปีนี้ โดยทั้งหมดมีพื้นที่เฉลี่ย 6,000 ตารางเมตร

อย่างไรก็ดีล่าสุดบริษัททุ่มงบ 140-150 ล้านบาท สำหรับการส่งเสริมการขายในไตรมาส

สุดท้ายของปีนี้ โดย 50 ล้านบาทเป็นการจัดแคมเปญ"เดือนคาร์ฟูร์" ระหว่างวันที่ 25 กันยายน - 29 ตุลาคมนี้ เพื่อนำสินค้ากว่า 1,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ อาทิ สินค้าราคาเดียว 50 บาท สินค้าซื้อ 1 แถม 1 และสินค้าลด 50% เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยเฉพาะลูกค้าสมาชิกไอวิช เมื่อซื้อครบทุก 600 บาท จะได้รับคูปองส่วนลด 1 ใบ เพื่อเป็นส่วนลดครั้งต่อไป ตั้งแต่ 3% ,10% ,20% ,50% และสูงสุด 100% สำหรับการซื้อสินค้าไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ปัจจุบันคาร์ฟูร์ ไอวิชมีฐานสมาชิกกว่า 1.6 ล้านรายและคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2 ล้านรายในสิ้นปีนี้

"ต่อไปการจัดส่งเสริมการขายสำหรับลูกค้าสมาชิกจะมีมากขึ้นเฉลี่ยทุก 2 สัปดาห์ จากเดิมที่มีรายการพิเศษสำหรับสมาชิกเดือนละ 1 ครั้ง เพิ่มสิทธิพิเศษอื่นๆ รองรับมือการแข่งขันที่ปัจจุบันค้าปลีกหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าสมาชิกมากขึ้น โดยโปรโมชันที่มีจะเน้นความหลากหลาย และตรงกับความต้องการของลูกค้าสมาชิก อาทิ จัดรายการชิงรางวัลแลกซื้อสินค้าราคาพิเศษ หรือมอบส่วนลดพิเศษเพิ่มเติม"นางสาวประภาพรรณกล่าวและว่า

เป้าหมายของการจัดแคมเปญนี้ คือ การกระตุ้นยอดการซื้อต่อครั้งให้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่า

แคมเปญดังกล่าวจะทำให้การซื้อต่อครั้งต่อไปของลูกค้าทั่วไปอยู่ที่ 630 บาท ส่วนลูกค้าสมาชิกจะอยู่ที่ 800 -900 บาท ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นการซื้อซ้ำให้กับกลุ่มสมาชิกราว 1.6 ล้านรายและมีการใช้จ่ายจริงเฉลี่ย 60% คาดจะช่วยกระตุ้นให้มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 70%

ด้านสินค้าเฮาส์แบรนด์ภายใต้แบรนด์คาร์ฟูร์นั้น หลังจากที่รีลอนช์แบรนด์ใหม่ในปีที่ผ่านมา ล่าสุดมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 12.4% จากยอดขายทั้งหมด มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 4% ซึ่งเกิดจากการที่ลูกค้ามีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพและแบรนด์มากขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังเพิ่มไลน์สินค้านำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาด้วย เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าประจำของคาร์ฟูร์ โดยปัจจุบันสินค้าเฮาส์แบรนด์คาร์ฟูร์ มีจำนวน 5,000 - 6,000 รายการ โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมได้แก่ ข้าวสารหอมมะลิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำตาล เกี๊ยวกุ้ง เป็นต้น

นางสาวประภาพรรณ กล่าวต่อไปว่า ผลประกอบการของคาร์ฟูร์ยังเป็นไปตามเป้า แม้การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกจะค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะการจัดทำลอยัลตี โปรแกรมผ่านบัตรสมาชิก รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยในปีนี้บริษัทคาดว่าผลประกอบการโดยรวมจะอยู่ในภาวะทรงตัว ไม่ลดลง


www.thannews.th.com
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
121,819 Posts
รง.ขยะสระบุรี เหลืออดฟ้องดะบิ๊กสาธารณสุข

Posttoday วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552


บริษัทกำจัดขยะสระบุรี ฟ้องแหลกบิ๊กสธ. รายงานข้อมูลเท็จต่อนายกรัฐมนตรี

นายสุวัฒน์ เหลืองวิริยะ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) เปิดเผยว่า ได้ยื่นฟ้องนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข 12 คน เนื่องจากใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จเสนอต่อนายกรัฐมนตรีว่า บริษัทได้สร้างผลกระทบด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนในโครงการบ่อกำจัดขยะ จ.สระบุรี

ทั้งนี้ ผลสรุปได้บิดเบือนข้อเท็จจริงทั้งที่กรมควบคุมมลพิษได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าบริษัทไม่ได้สร้างผลกระทบมลพิษทางอากาศ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ จ.สระบุรี ก็ได้ตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่ก็ไม่พบหลักฐานผู้ป่วยมีสารเคมีในร่างกายตามที่รายงานสรุป

อย่างไรก็ตาม หลายหน่วยงานได้สรุปตรงกันว่า บริษัทปฏิบัติตามเงื่อนไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด แต่รายงานที่นายวิทยาเสนอเป็นข้อมูลจากกรรมการคนเดียว ไม่ใช่ข้อสรุปของคณะกรรมการชุดใหญ่ที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งขึ้น แต่มีการนำไปแอบอ้าง ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายจึงต้องฟ้องเพื่อรักษาชื่อเสียง
 

·
Registered
Joined
·
2,018 Posts
เสียตังค์เข้าห้องน้ำ 20 บาท มีจริงหรือ?

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์





“เข้าห้องน้ำในปั๊มต้องเสียเงิน 20 บาทด้วยเหรอ?” เราอุทานขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ซึ่งเป็นปั๊มขนาดใหญ่อยู่ในเขต อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อแวะเข้าห้องน้ำระหว่างการเดินทางไปเที่ยวน้ำตก

แต่เมื่อเราทราบถึงเหตุผลเราก็ร้องอ๋ออออ....และยินดีจ่ายเงินอย่างเต็ม ใจที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่ห้องน้ำธรรมดาแต่เป็นห้องน้ำเพื่อการกุศลแห่งแรกของ ปตท. ซึ่งมีชื่อโครงการอย่างเก๋ไก๋ว่า “Restroom 20” หรือ “ห้องน้ำ 20 บาท เพื่อการกุศล”


สาเหตุที่บอกว่าเป็นห้องน้ำเพื่อการกุศลก็เพราะว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เก็บได้จากค่าบริการห้องน้ำ ทาง ปตท. จะนำไปบริจาคเป็นทุนการศึกษา ทุนอาหารกลางวัน และซื้ออุปกรณ์การเรียนรู้ให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน และโรงเรียนวัดหนองบัว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จ.สระบุรี

ในแว่บแรกที่เห็น ขอสารภาพว่าไม่นึกว่านี่คือห้องน้ำในปั๊มน้ำมัน เพราะว่ามันดูสะอาดสะอ้านมากๆ แต่เมื่อเราเหลือบไปเห็นสัญลักษณ์ห้องน้ำชาย-หญิง ขนาดเท่าคนจริง พร้อมคำว่า Restroom 20 สีฟ้าสดใส ตั้งโดดเด่นสะดุดตาอยู่ด้านหน้าอาคาร ก็ค่อยแน่ใจได้ว่านี่คือห้องน้ำไม่ผิดแน่ล่ะ

เมื่อเดินตรงเข้าไปประตูกระจกอัตโนมัติจะเลื่อนเปิด พาเราเข้าไปพบกับพนักงานต้อนรับ 2 คนคอยให้ข้อมูลและเก็บค่าใช้บริการ คนละ 20 บาท โดยเราได้รับคูปองขอบคุณของโครงการเป็นการยืนยันว่าเราได้ร่วมทำบุญกับ ปตท.

ด้านในติดแอร์เย็นฉ่ำ มีห้องน้ำหญิง 6 ห้อง ห้องน้ำชาย 3 ห้อง และห้องน้ำสำหรับคนพิการอีก 1 ห้อง ภายในห้องน้ำสะอาดมากๆ เพราะมีพนักงานดูแลทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลา ภายในห้องน้ำตกแต่งด้วยไม้และกระเบื้องสีขาว-น้ำตาล ดูเป็นสไตล์โมเดิร์นที่ดูน่าสบาย มีมุมให้นั่งพักอ่านหนังสือ ดูทีวีได้ ถึงแม้อากาศภายนอกจะร้อนมาก แต่ในห้องน้ำนี้เย็นสบายจนสามารถนั่งอ่านหนังสือเล่นได้เป็นชั่วโมง



เรารู้สึกแปลกใจระคนชื่นชมในโครงการห้องน้ำ 20 บาทเพื่อการกุศลแห่งนี้ ด้วยมันเป็นโครงการที่ดีมากๆ จึงแวะพูดคุยกับพนักงานต้อนรับก่อนกลับออกมา ซึ่งน้องๆ ก็น่ารักให้คำตอบกับเราว่า เพิ่งเปิดให้บริการวันแรกในวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา “มีคนเข้าวันละกว่า 50 คน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง และคาดว่าน่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ”

ใครที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางนั้น อย่าลืมแวะพักที่ปั๊ม ปตท. แห่งนี้ดูนะคะ มีร้านค้าและร้านอาหารอร่อยๆ หลายร้าน มีลานจอดรถกว้างขวางรองรับได้มากกว่า 50 คัน และอย่าลืมใช้บริการห้องน้ำ Restroom 20 ที่ปั๊ม ปตท. แห่งนี้นะคะ นอกจากจะได้ปลดทุกข์ให้ตัวเองแล้วยังได้ปลดทุกข์ให้เด็กๆ น้องๆ ที่ด้อยโอกาสอีกด้วยค่ะ เห็นแล้วก็แอบลุ้นให้ ปตท. ทำโครงการดีๆ แบบนี้ขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ อีก

นอกจากห้องน้ำ Restroom 20 ในปั๊มแห่งนี้ยังมีห้องน้ำสาธารณะอีก 2 อาคาร เพื่อรองรับนักเดินทางจำนวนมาก เพราะปั๊มนี้ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นเส้นทางมุ่งสู่อีสาน

 

·
Who can see me...
Joined
·
5,590 Posts
เมืองสระบุรี









 

·
Registered
Joined
·
2,018 Posts
ท่องแดนดึกดำบรรพ์ร่วมกันอนุรักษ์ป่าจำปีสิรินธร...แห่งเดียวในไทย​

วัดกับแหล่งทางโบราณคดี มักไปด้วยกันได้เสมอ.​

หาก ถามถึงสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆอย่างใน จ.ลพบุรี สิ่งแรกที่ส่วนใหญ่ ต้องนึกได้ก่อน แน่นอนชื่อของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ วังสมเด็จพระนารายณ์ รวมถึง วัดวาอารามเก่าแก่ต่างๆ ในตัวเมือง คงเป็นจุดเด่นดึงดูดคนกรุงที่อยากเที่ยวไม่ไกลบ้านได้เสมอ

ทั้งที่ลพบุรีจัดว่าเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าที่คิด

เพราะ นอกจากเป็นเมืองที่มีความสำคัญกับอดีตอาณาจักรอยุธยาแล้ว เมืองละโว้เดิมแห่งนี้ ถือว่าเป็น เมืองแห่งแหล่งโบราณคดี เพราะมีการขุดค้นพบข้าวของเครื่องใช้และโครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ อยู่หลายจุด ที่โด่งดังพอเรียกคนมาเยือนได้ก็คือ แหล่งโบราณคดีบ้านโป่งมะนาว ที่ตั้งอยู่ภายในวัดโป่งมะนาว อ.พัฒนานิคม ซึ่งตอนนี้ชาวชุมชนบ้านโป่งมะนาว เข้ามาบริหารจัดการพัฒนา พื้นที่ได้เอง มีการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดยุวมัคคุเทศก์คอยให้คำอธิบายแก่ผู้มาเยือนได้อย่างน่าประทับใจ


หลุมฝังศพในแหล่งโบราณคดีโป่งมะนาว ที่ขุดแต่งเรียบร้อยแล้ว.​

เจอแล้ว...ป้ายบอกทางเข้าสวนป่าจำปีสิรินธร.
จากวัดโป่งมะนาว ถามชาวบ้านละแวกนั้นถึงแหล่งโบราณคดีใกล้เคียงกัน ก็จะได้คำตอบว่าต้องไปที่ ซับจำปา โดยออกจากโป่งมะนาว ตรงมาจาก อ.ชัยบาดาล เจอแยกไฟแดงใหญ่ เลี้ยวมาทางด่านขุนทด ประมาณ 2 กม. ก็จะเจอป้ายบอกสถานะของสถานที่ว่า ป่าจำปีสิรินธร หนึ่งเดียวในโลก เลี้ยวขวาเข้าไป พบว่าสองข้างทางช่วงที่มานั้นยังเป็นแปลงปลูกข้าวโพดสลับปลูกมันสำปะหลัง ขับรถมาได้สัก 3 กม.ก็จะเจอป้ายบอกถึงแล้ว ป่าจำปีสิรินธร เลี้ยวซ้ายไปอีก 2 กม.หน่อยๆ ก็ถึงที่หมาย และถ้าอยากไปแล้วไปไม่ถูกจริง ก็ง่ายๆ สอบถามเส้นทางได้ที่ อบต.ซับจำปา โทร. 0-3646-2254

เพราะถัดจาก ป่าจำปีสิรินธร ไปทางเหนือ ก็คือ เมืองโบราณซับจำปา ที่มีการขุดพบข้าวของเครื่องใช้ ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 2,500 ปีก่อน จนถึงสมัยทวาราวดี (พ.ศ.1500) สันนิษฐานว่าชื่อเดิมคือ เมืองศุภคันฐะ เป็นเมืองโบราณที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ทั้งนี้ ข้าวของโบราณต่างๆ ถูกขนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ โรงเรียนท่าหลวงวิทยาคม ซึ่งอยู่ไม่ไกล มีการจัดตั้งเป็นศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณซับจำปา และป่าจำปีสิรินธร ให้ผู้สนใจเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตชุมชน


เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ที่สองฟากอุดมไปด้วยพันธุ์พืช.
คุ้มไม้มหัศจรรย์ ขยำยังไงใบก็ไม่แตก.​

เมื่อ ย้อนกลับมาที่ ป่าจำปี สิรินธร หรือ ป่าซับจำปา เดิม แต่ตอนนี้ท้องถิ่นมีการพัฒนาให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติ ทำทางเดินเข้าชมภายในผืนป่า แบ่งเป็น 8 จุด 5 ระยะ ด้วยสภาพที่เป็นป่าพรุน้ำจืด มีน้ำท่วมขังและมีน้ำซับตลอดทั้งปี ที่ยังคงสภาพความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการพบพันธุ์ไม้ชนิดใหม่เมื่อปี 2543 และถือเป็นพืชเด่น ที่ไหนก็ไม่มี คือ จำปีสิรินธร เฉพาะในผืนป่าแห่งนี้มีเหลือรอดอยู่เพียง 570 ต้นเท่านั้น และจะมีดอกให้เห็นช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม โดยบางต้นที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้บอกมามีอายุกว่า 80 ปี!

แปลกดีนะ ข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่ดูแลป่าก็คือ ต้นจำปีสิรินธร แม้เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ จัดเป็นพรรณไม้ที่มีความเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ที่สุดในหมู่ของไม้ดอกที่มีอยู่ใน ยุคปัจจุบัน แต่ก็มีวิวัฒนาการในการปรับตัวต่ำที่สุด จึงเป็นพรรณไม้ที่มีโอกาสสูญพันธุ์ ในสภาพธรรมชาติได้มากที่สุด ที่สำคัญ เป็นพืชหายากที่ปลูกยาก แต่ล้มง่าย อาจเป็นเพราะต้นที่ขึ้นในป่าพรุไม่มีรากแก้ว แต่เป็นแบบรากค้ำยันมากกว่า


ต้นจำปีสิรินธรต้นนี้อายุกว่า 50 ปี.
ภาพนี้เก็บมาฝากระหว่างทางกลับ กับวิวอีกด้านของเขื่อนป่าสักฯที่ไม่ต่างจากบึงขนาดใหญ่.​

และ แม้เจ้าหน้าที่ป่าไม้จะพยายามขยายพันธุ์ ทั้งการเพาะเนื้อเยื่อ และเพาะพันธุ์จากเมล็ด แต่ใช่ว่าจะอยู่รอดทั้งหมด อัตราก่อนตายก่อนโตยังมีสูง โดยเฉพาะในช่วงต้นสูงไม่เกิน 1 ฟุตไม้บรรทัด หากไม่มีการอนุบาลที่ดี โอกาสไม่รอดมีมากกว่า นอกจากนี้ เห็นต้นใหญ่ๆ ขนาดนี้ แต่กิ่งเปราะ และโค่นง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ โดยปีที่ผ่านมา ต้นจำปีสิรินธรล้มเพราะแรงลมไปหลายต้น ซึ่งทางหนึ่งที่ทำได้ก็คือ รณรงค์ให้คนที่มา ร่วมกันปลูกขยายพันธุ์จำปีสิรินธรด้วย

นอกจากนี้ ในผืนป่าที่กินพื้นที่กว่า 96 ไร่แห่งนี้ ยังมีพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์อีกมากมายที่ยังรอการสำรวจ พืชบางชนิดก็มีความมหัศจรรย์ในตัวเองอย่าง ต้นคุ้ม ที่ขึ้นง้าย ง่าย ดูผาดๆก็เหมือนใบไม้ทั่วไป และคนในพื้นที่นิยมนำไปห่อขนมแทนใบตอง ด้วยคุณสมบัติที่เหนียว ทนมือ ขยำยังไงรูปใบก็ไม่เปลี่ยนหรือแตก แต่ธรรมชาติก็มักจัดสมดุลได้เสมอ เพราะจะมีแมลงอยู่ชนิดหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่พาเดินชมป่าก็ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นแมลงอะไร ตัวเล็กนิดเดียว มาเกาะแล้วม้วนใบ อาศัยดูดน้ำเลี้ยงจนใบเฉาและเหี่ยวตายในที่สุด...ถือเป็นกฎธรรมชาติที่ดำรง อยู่คู่ป่าผืนนี้ มานานชั่วนาตาปีไง.


โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
31 ตุลาคม 2552, 05:30 น.
 

·
Registered
Joined
·
2,018 Posts
ลพบุรีเปิดเทศกาลทุ่งทานตะวัน คาดโกยเม็ดเงินเข้าจว.กว่า100ล.​

ลพบุรี:นายศุภนัย พวงมณี นายอำเภอพัฒนานิคม จ.ลพบุรี เป็นประธานในการเปิดตัวทุ่งทานตะวันบานในงาน ชมทุ่ง มุ่งเขื่อนป่าสัก เยือนถิ่นทานตะวัน ซึ่งในปีนี้ทุ่งทานตะวันได้บานเต็มที่รอรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความงาม ทางธรรมชาติ ในช่วงที่อากาศหนาวเย็น ซึ่งทุ่งของ อ.พัฒนานิคม ได้เริ่มบานสวยงามเป็นอย่างมาก และจะบานสลับสับเปลี่ยนกันไปยาวนานกว่า 3 เดือน โดยนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวชมความงามของดอกทานตะวันสามารถเดินทางมาชมได้ ที่ริมถนนสายลพบุรี-เขื่อนป่าสัก และที่บริเวณซอย 16 ห่างจากเขื่อนป่าสักเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

นายศุภนัย เปิดเผยว่า ในปีนี้ดอกทานตะวันของที่นี้ยังมีดอกที่ใหญ่และสวยงามกว่าทุกปี แต่ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาที่ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี คงจะเป็นดอกทานตะวันสายพันธุ์ใหม่ที่ทดลองปลูกเป็นปีแรกแซมทุ่งดอกสีเหลือง คือดอกทานตะวันแดง ซึ่งกำลังออกดอกแดงสพรั่งรอรับนักท่องเที่ยวที่จะมาชมความสวยงามของดอก ทานตะวันอยู่ โดยคาดว่าในช่วงเทศกาลทานตะวันบานปีนี้จะมีเงินสพัดใน จ.ลพบุรี ตลอด 3 เดือน ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

วันที่ 3/11/2009 แนวหน้า
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
121,819 Posts
ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติมวกเหล็กพร้อมเปิดใช้ ธ.ค.นี้

Thairath 5/11/2009


นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการ กกท. เผย ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติฯ มูลค่ากว่า 140 ล้านบาท เตรียมเปิดให้นักกีฬาทีมชาติไทยเก็บตัวฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่ เดือนธ.ค.นี้ คาดว่าจะเป็นศูนย์ฝึกที่สมบูรณ์แบบที่สุด

วันนี้ (5 พ.ย.) นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยมี นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21, ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการ กกท., พันเอกสมศักดิ์ เพิ่มสินธุ์ ผบ.หน่วยงานก่อสร้าง หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และคณะผู้บริหาร กกท. ร่วมตรวจเยี่ยมโครงการฯ

ผู้ว่าการ กกท. ได้บรรยายภาพรวมของโครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติฯ และนำคณะเยี่ยมชมความคืบหน้าของโครงการฯ ณ จุดต่างๆ ประกอบด้วย อาคารอเนกประสงค์ และที่จอดรถ, สำนักงานศูนย์ กกท. จังหวัดสระบุรี, อาคารอำนวยการ ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ, โรงฝึกอเนกประสงค์ แบบเปิด,อาคารที่พักนักกีฬา และพื้นที่บริเวณโดยรอบโครงการฯ

นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการ กกท. เปิดเผยว่า ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติฯ แห่งนี้ดำเนินการก่อสร้างบนพื้นที่กว่า 600 ไร่ ภายใต้งบประมาณประจำปี 2552 จำนวน 140 ล้านบาท ขณะนี้ก่อสร้างเกือบจะแล้วเสร็จ 100 เปอร์เซนต์ โดยเฉพาะอาคารอำนวยการศูนย์ฝึก, อาคารโรงฝึกกีฬาอเนกประสงค์แบบเปิด และงานผังบริเวณ (ระบบ) ที่อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 90% คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญาในเดือนธ.ค.นี้ และพร้อมที่จะใช้ในการเก็บตัวฝึกซ้อมของนักกีฬาทีมชาติไทยได้อย่างเต็มที่ และในปีงบประมาณ 2553 ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล มาก่อสร้างเพิ่มเติม ได้แก่ งบประมาณไทยเข้มแข็ง จำนวน 76 ล้านบาท ประกอบด้วย การก่อสร้างอาคารที่พักนักกีฬา 5 ชั้น, อาคารกีฬาในร่ม(กีฬามวย), อาคารกีฬาคนพิการ,สระว่ายน้ำ ขนาดมาตรฐาน 50 เมตร พร้อมหลังคาและสระกระโดด

ผู้ว่าการ กกท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติมวกเหล็ก จะมีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาประจำในศูนย์ฝึกด้วย เพื่อให้บริการนักกีฬาทีมชาติที่เข้ามาทำการเก็บตัวฝึกซ้อม รวมทั้งจะมีศูนย์ประชุมสัมมนาเกี่ยวกับกีฬาที่ครบวงจรภายในศูนย์ฝึกกีฬาแห่ง ชาติมวกเหล็กเพื่อให้บริการกับทุกสมาคมกีฬา คาดว่าจะเป็นศูนย์ฝึกที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยทุกสมาคมกีฬาสามารถหมุนเวียนมาใช้เก็บตัวนักกีฬาได้ทุกศูนย์ฝึกของ กกท.ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ สนามสมโภช 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่, สนามกีฬาบ้านพุรค้างคาว จังหวัดสงขลา, สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 จังหวัดนครราชสีมา, สนามกีฬาหัวหมาก กรุงเทพฯ และศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยทุกศูนย์จะมีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาประจำภายในศูนย์สำหรับให้บริการกับนักกีฬา
 

·
Registered
Joined
·
2,018 Posts

'ทุ่งท่าวุ้ง' กรณีศึกษา 'พื้นที่แก้มลิง'​



แก้ปัญหาน้ำ 'วิน-วิน'​

หนึ่งในแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเพื่อการ “แก้ปัญหาเรื่องน้ำ” ให้กับเหล่าพสกนิกรชาวไทย คือโครงการ “แก้มลิง” ซึ่งทางกรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาดำเนินการจัดทำโครงการแก้มลิงใน พื้นที่ต่าง ๆ ที่มีความ เหมาะสม
และที่ “ทุ่งท่าวุ้ง” จ.ลพบุรี ก็เป็นหนึ่งใน “กรณีศึกษา”

ทั้งนี้โครงการแก้มลิงนั้นมีอยู่ 2 ลักษณะคือ... แก้มลิงที่เกิดจากการดำเนินการปรับปรุงพัฒนา และแก้มลิงธรรมชาติ โดยอธิบดีกรมชลประทาน ชลิต ดำรงศักดิ์ ระบุว่า... พื้นที่แก้มลิงนั้นเป็นพื้นที่ช่วยจัดการปัญหาน้ำ เช่น ช่วยจัดการน้ำในฤดูฝนที่มีมาก ซึ่งแต่เดิมในบ้านเรามีพื้นที่ที่เป็น “แก้มลิงธรรมชาติ” ที่ถูกเรียกว่า “ทุ่งน้ำนอง” ฝนที่ตกจากทางเหนือจะไหลลงมาสู่พื้นที่ข้างล่าง น้ำส่วนหนึ่งก็จะไหลเข้าไปอยู่ในทุ่งน้ำนองธรรมชาติ ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องน้ำท่วม แต่เพราะพื้นที่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก พื้นที่ถูกใช้ทำการเกษตรมากขึ้น ทุ่งน้ำนองมีน้อยลง เมื่อมีฝนตกลงมาในปริมาณมาก ก็ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม

“ทางกรมจึงต้องมีแผนงานสร้างแก้มลิงธรรมชาติเพื่อรองรับน้ำเหนือ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออกใน จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรีอีก ซึ่งแก้มลิงธรรมชาติท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี”

โครงการแก้มลิงธรรมชาติท่าวุ้ง เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่รองรับน้ำในช่วงน้ำหลากด้วยเนื้อที่ 25,000 ไร่ โดยเป็นที่ดินของชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทำนา ที่ยินยอมให้ผันน้ำเข้าเก็บไว้ในช่วงน้ำหลาก เดือน ต.ค.-พ.ย. และสามารถปรับเปลี่ยนจากการทำนาปีช่วงน้ำหลาก ปีละ 1 ครั้ง เป็นการทำนาปรังปีละ 2 ครั้งหลังน้ำลด

กับแก้มลิงธรรมชาติที่ท่าวุ้งนี้ นพพร ชัยพิชิต ผอ.สำนักชลประทานที่ 10 เสริมข้อมูลว่า... รองรับน้ำที่ผันจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้ประมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งแต่เดิมการทำนาของเกษตรกรในพื้นที่จะทำกันได้ปีละ 1 ครั้ง และไม่มีระบบคันคูน้ำ ทำให้ชาวนาได้รับผลกระทบมากมาย จนหลังจากปี พ.ศ. 2539 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมได้ประชุมพูดคุยกับกลุ่มผู้ใช้น้ำใน พื้นที่ เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหา

และก็สรุปลงตัวที่โครงการ “แก้มลิงธรรมชาติ” โดยชาวนางดเว้นการทำนาปีในช่วงน้ำหลาก ปรับเปลี่ยนเป็นการทำนาปรัง ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งก็ช่วยให้ชาวนาที่ทุ่งท่าวุ้งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

คะนอง เอมถมยา กำนันตำบลบางคู้ และประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรท่าวุ้ง ร่วมให้ข้อมูลความเป็นมาของโครงการแก้มลิงธรรมชาติท่าวุ้งว่า... เดิมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี จะปลูกข้าวกันปีละ 1 ครั้ง ซึ่งเป็นข้าวนาปี โดยข้าวส่วนใหญ่ที่ปลูกจะเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง คือข้าวฟางลอย เป็นข้าวพันธุ์ที่ขึ้นน้ำ เนื่องจากช่วงเวลาปลูกข้าวจะเป็นช่วงที่มีน้ำมาก แต่ข้าวพันธุ์ดังกล่าวนี้เป็นพันธุ์ที่มีผลผลิตต่ำ เพียงประมาณ 30-40 ถัง ต่อไร่ และถ้าปีไหนฝนเยอะ ก็เกิดปัญหาน้ำท่วมสร้างความเสียหายให้กับข้าวที่ปลูกอีก

จากการที่เกษตรกรชาวนาที่นี่สามารถทำนาได้เพียงปีละ 1 ครั้ง และผลผลิตไม่สูง ซ้ำร้ายบางปีผลผลิตก็เสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่เกิดปัญหาเรื่องหนี้สินกันทั่วหน้า ต่อมาชาวบ้านจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ช่วยกันคิดหาวิธีต่อสู้กับปัญหา เริ่มมีการทำนาปรัง โดยมีการเข้าไปคุยกับทางกรมชลประทาน จนที่สุดก็ได้ข้อตกลงในการแก้ปัญหาการทำนา ที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งต่อชาวนา และต่อภารกิจของหน่วยงานรัฐ

ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรท่าวุ้ง ระบุต่อไปว่า... ทางกลุ่มชาวนาท่าวุ้งยินยอมที่จะให้มีการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้า พื้นที่นาเพื่อเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก หรือที่เรียกว่า “แก้มลิงธรรมชาติ” เพื่อเป็นการช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มภาคกลาง ป้องกันปัญหาเรื่องน้ำท่วม ซึ่งรวมถึงพื้นที่กรุงเทพฯ

การผันน้ำเข้าพื้นที่ทุ่งท่าวุ้งจะทำในช่วงที่เดิมนั้นชาวบ้านเคยทำนากัน แต่ก็ปรับเปลี่ยนเป็นยังไม่ทำ รอจนหลังจากพ้นช่วงน้ำหลากแล้วทางกรมชลประทานก็จะปล่อยน้ำออกจากที่นา แต่จะให้เหลือปริมาณน้ำที่เหมาะสมสำหรับการทำนา ซึ่งชาวนาที่นี่ก็สามารถทำนาปรังได้ปีละ 2 ครั้ง แทนการทำนาปีเพียงปีละ 1 ครั้ง และ สามารถเปลี่ยนจากการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง เป็นการปลูกพันธุ์ กข ซึ่งทำให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นมาก

จากที่เคยปลูกข้าวได้ประมาณ 30-40 ถังต่อไร่ ก็สามารถปลูกข้าวได้มากถึง 90-100 ถังต่อไร่ ที่สำคัญยังสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ทำให้ชาวนาเริ่มมีรายได้ดีขึ้น เฉลี่ยแล้วชาวนาในพื้นที่นี้มีรายได้ประมาณวันละ 250-300 บาท ซึ่งเทียบแล้วถือว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 80%

“ในช่วงที่มีการผันน้ำเข้ามาเก็บไว้ในที่นา ชาวบ้านก็ยังมีอาชีพเสริมโดยทำประมงจับปลาได้ด้วย และยังมีข้อดีอีกอย่างคือในช่วงที่ที่นามีน้ำท่วมขังนั้นจะช่วยย่อยสลายฟาง ข้าวที่อยู่ในนาเป็นปุ๋ย ทำให้ดินในที่นามีความอุดมสมบูรณ์ดีขึ้นอีกด้วย” ... ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่นี้กล่าว

“แก้มลิงธรรมชาติทุ่งท่าวุ้ง” เป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ

โครงการนี้เกิดขึ้นโดยประชาชนเองก็ยินยอมพร้อมใจ

บนหลักการ “วิน-วิน” ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย !!!.

เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 06 พฤศจิกายน 2552 เวลา 1:00 น
 

·
Registered
Joined
·
2,018 Posts
พ่อเมืองลพบุรีจัดใหญ่ งานเลี้ยงโต๊ะจีนลิงปี'52 ส่งเสริมการท่องเที่ยว​

ลพบุรี:นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วยนายยงยุทธ กิจวัฒนานุสนธิ์ ประธานกรรมการลพบุรีอินน์กรุ๊ป ร่วมกันแถลงข่าวงานเลี้ยงโต๊ะจีนลิงครั้งที่ 20 ประจำปี 2552 ขึ้นในวันที่ 29 พ.ย. 2552 ที่บริเวณพระปรางค์สามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี

โดยในปีนี้จะมีการจัดให้ยิ่งใหญ่ และแปลกกว่าทุกปี ให้สมกับที่ จ.ลพบุรี เป็นนครแห่งวานรมานานหลายร้อยปีมาแล้วตามตำนานที่ว่ามียักมาอาลวาดในลพบุรี พระนารายณ์เอวตาลได้มาเกิดเป็นพระรามและมีทหารเอกเป็นหนุมานสามารถปราบยัก ได้สำเร็จจึงยกลพบุรีให้หนุมานจึงเป็นนครแห่งวานรมาตั้งแต่นั้นมา

สำหรับงานเลี้ยงโต๊ะจีนลิงในปีนี้จะมีการเลี้ยงทั้งสิ้น 4 รอบ ทั้งที่บริเวณพระปรางค์สามยอด และลิงที่บริเวณตึกที่ทุกปีไม่มีการเลี้ยงในปีนี้ก็จะเลี้ยงทั้งหมด และที่แปลกกว่าทุกปีคือการให้นักกระโดร่มดึ่งพระสุฑานำอาหารทั้ง 9 อย่างลงมาเลี้ยงลิง โดยอาหารจะประกอบด้วย ออเดริฟเฮ่งเจีย สลัดธิดาวานร มณีเจ็ดสี เยลลี่เจ้าจ้อ หนุมานคลุกฝุ่น ชุมนุมขนมไทย พระรามเดินดง พระพรายแปลงกาย และผลไม้นานาชาติ ทางจังหวัดจึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวใน จ.ลพบุรี ในช่วงนี้ เพราะนอกจากจะมีงานเลี้ยงโต๊ะจีนลิงแล้ว ยังสามารถเดินทางเข้าเที่ยวชมทุ่งทานตะวันบานได้อีกด้วย

แนวหน้า วันที่ 9/11/2009
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
121,819 Posts
B9bn solar-cell farm for Lop Buri 73-MW facility will be largest in the world

Bangkokpost Published: 18/12/2009 at 12:00 AM


The Thai unit of Hong Kong-based China Light & Power (CLP) will join next year with Egco Group and Mitsubishi to invest in the world's largest photovoltaic solar-cell farm worth 9 billion baht, says managing director Woramol Khamkanist.

"Thailand is CLP's target as the government provides full support for renewable energy. We can enjoy a tax holiday, subsidies and soft loans that will make the project commercially viable. Compared to others in Southeast Asia, Thailand is better than anyone," Mr Woramol said.

CLP (Thailand) said the installation would be located in Lop Buri and have a total capacity of 73 megawatts.

As the project requires a massive investment, CLP decided to join with SET-listed Egco Group and Japan-based Mitsubishi. All three hold equal stakes in the new venture called Natural Energy Development Co (NED).

"The development of solar cells is part of our mission. The regional office is focusing on clean energy development and carbon cuts. We are aiming to see 20% of our capacity to be emission-free such as nuclear and hydro, with more than 5% of total capacity coming from renewable energy," said Mr Woramol.

The investors are now in the process of purchasing 1,160 rai in Lop Buri for the solar farm and are seeking investment privileges from the Board of Investment.

They are also waiting for its environmental impact assessment to be approved while selecting solar equipment, transformers and converter technology to match its requirements.

The company also hopes to sign a power purchase agreement with the Electricity Generating Authority of Thailand, the country's sole power buyer.

"The project will officially start construction in mid-January and once it begins operation by the end of 2011, our solar cell farm will be the world's largest, bigger than the current world leader at 60 MW in Spain," he said.

CLP group started to focus on non-emission power generation in 2004 by setting the goal of 10% of capacity this year from 1% in 2004. It aims to double this to 20% in 2020.

CLP also has set a target of cutting its power plants' carbon dioxide emissions by half to 0.45 kilogrammes per kilowatt/hour (unit) in 2035 from 0.8 kg per unit now.

CLP Thailand is also conducting a feasibility study for operating wind power in northeastern Thailand, in which it expects to join hands with Egco Group as its strategic partner.

"Our policy is quite clear, that we are moving towards the climate change issue. That is why our master investment plan for power development will focus on renewable energy, though the investment required huge money," said Mr Woramol.

The company is also testing the potential for building solar cells in India and for developing geothermal energy in Australia and offshore wind farms in the south of Hong Kong.
 

·
Registered
Joined
·
53 Posts
เมเจอร์เล็งปั้นโรงหนังชานเมือง

เมเจอร์ จ้องหาทำเลใหม่ สร้างโมเดลฮิพ โรงหนังชานเมือง เล็งหาพื้นที่ย่านวงแหวนรอบนอก หลังเทงบ 1,000 ล้าน เปิดเอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ งามวงศ์วาน-แคราย ส่งท้ายปี ส่วนแผนปีหน้า ประเดิมไตรมาสแรกอีก 3 สาขา สระบุรี มหาชัย และอีกหนึ่งโครงการร่วมกับสยามฟิวเจอร์ สิ้นปีฟันรายได้โต 6-7%

นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากปัจจุบันที่มีโมเดลโรงภาพยนตร์ 4-5 โมเดล ได้แก่ สแตนด์อะโลน โมเดลที่ไปกับดิสเคาต์สโตร์ อาทิ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส และโมเดลที่ไปสยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ และโมเดลที่ไปกับห้างสรรพสินค้า ซึ่งถือว่าค่อนข้างครอบคลุม สำหรับรูปแบบการลงทุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมองหาโมเดลใหม่ๆ สำหรับการขยายโรงภาพยนตร์ และโมเดลที่น่าสนใจ คือโมเดลของโรงภาพยนตร์ชานเมือง ที่มีขนาดอาคารประมาณ 2 ชั้น เช่นเดียวกับโรงภาพยนตร์ในญี่ปุ่น หรือในสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ดินในเมืองราคาค่อนข้างสูง และหาพื้นที่ลงทุนยาก

"โรงภาพยนตร์ของเขา จึงขยายไปอยู่ชานเมือง แต่ก็สามารถดึงดูดให้คนในเมืองสามารถขับรถออกไปชมภาพยนตร์ได้ ตรงนี้เป็นโมเดลที่น่าสนใจ ที่เรากำลังคิดอยู่ และกำลังมองหาทำเลในลักษณะนี้ ในย่านวงแหวนรอบนอก" นายวิชากล่าวและว่า ส่วนโมเดลใหม่นี้จะสร้างขึ้นมาเป็นแบรนด์ใหม่หรือไม่นั้น ยังไม่ได้คิด ตอนนี้ให้ความสำคัญกับการมองหาทำเลที่ดีก่อน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการขยายการลงทุนโรงภาพยนตร์สาขาใหม่ๆ ในปีนี้บริษัทได้ขยายสาขาไปแล้ว 2 สาขา เป็นสาขาในพื้นที่ดิสเคาต์สโตร์ 1 สาขา คือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ อมตะนคร ซึ่งเปิดให้บริการไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีโรงภาพยนตร์ 5 โรง 1,300 ที่นั่ง และเป็นสแตนด์อะโลน 1 สาขา ในแบรนด์เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ งามวงศ์วาน-แคราย ซึ่งใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท เป็นโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ขนาดใหญ่

สำหรับเอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ งามวงศ์วาน-แคราย ซึ่งเป็นสาขาล่าสุด หรือสาขาที่ 47 ของเมเจอร์ คาดว่ากลุ่มลูกค้าที่เข้าใช้บริการในย่านนั้น จะเป็นกลุ่มครอบครัว โดยตั้งเป้าจะมีผู้เข้าใช้บริการปีละ 2 ล้านใบ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับ เมเจอร์ รังสิต

นอกจากนี้ เมเจอร์ ยังลงทุนเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องฉายระบบดิจิตอล เพื่อรองรับภาพยนตร์ อย่างเรื่อง Avatar โดยมีการลงทุนเพิ่มเครื่องฉายอีก 8 เครื่อง มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท โดยที่เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ งามวงศ์วาน-แคราย จะมีโรงภาพยนตร์เฟสคลาส 2 โรง และโรงดิจิตอลอีก 4 โรง พร้อมทั้งสร้างโรงเอ็ม เธียเตอร์ ซึ่งมีจอภาพขนาดใหญ่ แบบ Ceilling to Floor, Wall to Wall แห่งแรก เป็นการเพิ่มอรรถรสในการชมภาพยนตร์ และได้รับการตอบรับที่ดี จะมีการลงทุนเพิ่ม สำหรับโรงในรูปแบบเอ็ม เธียเตอร์ในสาขาอื่นๆ

ส่วนแผนการลงทุนในปีหน้า ยังคงใช้งบประมาณ 800-1,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับทุกปี และจะเริ่มเปิดสาขาใหม่ในช่วงไตรมาสแรก อย่างน้อย 3 สาขา ได้แก่ สระบุรี มหาชัย และสาขาที่ไปกับ สยาม ฟิวเจอร์ฯ

นายวิชา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในอินเดีย จากที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมลงทุน ธุรกิจโบว์ลิ่ง โดยได้ตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาใหม่กับทางบริษัท พีวีอาร์ ซีนีม่าร์ จำกัด (มหาชน) มีเงินลงทุนประมาณ 90 ล้านรูปี หรือประมาณ 90-100 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนการถือหุ้นดังนี้ เมเจอร์ ลงทุน 49% คิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 38.6 ล้านบาท (ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 คือ 1 บาท เท่ากับ 0.8750 รูปี) ส่วนบริษัท พีวีอาร์ฯลงทุน 51% บริษัทร่วมทุน ใช้ในการดำเนินธุรกิจโบว์ลิ่งโดยนำแบรนด์บลูโอริธึ่มแอนด์โบว์ลไปเปิดบริการต่างประเทศเป็นครั้งแรก คาราโอเกะ ลานสเกตน้ำแข็งและเกมโซน ทั่วประเทศอินเดีย ยกเว้นธุรกิจโรงภาพยนตร์

ล่าสุด เมเจอร์ ได้เข้าร่วมทุนกับ บริษัท พีวีอาร์ ซีนีม่าร์ จำกัด มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้นไม่เกิน 450 ล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน15% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ PVR โดยการร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ นายวิชา มองว่า เป็นการลงทุนในตลาดที่มีอนาคต เนื่องจากอินเดียมีศักยภาพในการขยายตลาดเศรษฐกิจ และโรงภาพยนตร์ ไม่น้อยหน้าประเทศจีน

สำหรับสิ้นปีนี้ คาดว่ารายได้รวมของเมเจอร์ ทั้งกรุ๊ป จะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 6-7% ในขณะที่ธุรกิจภาพยนตร์ จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% เนื่องจากตลาดมีแนวโน้มที่ดี เศรษฐกิจเริ่มกลับมาดี บรรยากาศในการจับจ่ายของผู้บริโภคเริ่มกลับมาในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ภาพยนตร์หลายเรื่องทำรายได้ค่อนข้างสูง เช่น เรื่องทรานสฟอร์เมอร์ และ 2012 ทำรายได้เกิน 200 ล้านบาท ขณะที่ภาพยนตร์ไทย รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ทำรายได้เฉพาะเมเจอร์ไปประมาณ 145 ล้านบาท ส่วนเรื่องแหยม ยโสธร และเรื่อง New Moon ทำรายได้แตะ 100 ล้าน

ส่วนปีหน้ามองว่าหน้าหนังค่อนข้างดี จะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เข้าฉาย โดยเฉพาะภาพยนตร์ไทยจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 50:50 เมื่อเทียบกับภาพยนตร์ฮอลลีวูด โดยจะมีภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร เข้าฉายประมาณเดือนเมษายน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,488 17-19 ธันวาคม พ.ศ. 2552
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
121,819 Posts
Makro opens 47th branch in Lop Buri

By The Nation 9/06/2010


Siam Makro Plc opens the 47th Makro branch in Lop Buri to cover more restaurant, hotel, catering (HoReCa) and small retailers to offer comprehensive food products and equipment to serve the demands of professional operators in Lopburi and the neighbouring provinces.

With the Bt383 million investment, the new branch boasts the area of 31,184 sqm and 240 parking lots. It features 2,300 items of fresh and frozen food, 6,000 items of dry food and 2,800 items of consumer products to cover more HoReCa operators base. Makro currently has a HoReCa operators base 200,000 nationwide. HoReCa operators have increased sales growth every year.


"Lop Buri is the city with continuous growth of the development in industrial and agriculture. So Makro opens the 47th branch in Lopburi to serve Makro members, HoReCa operators and small retailers and who demand comprehensive consumer and food products with good quality at reasonable prices," said President Suchada Ithijarukul.


Throughout the 21 years of operations, Makro has enlisted over 2 million members including 500,000 small retailers and 1.5 million is hotels, restaurants and catering businesses (HoReCa), institutes and others.
 

·
Registered
Joined
·
57 Posts
10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2554 คณะกรรมการคัดเลือกเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้พิจารณาตัดสินเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์รอบสุดท้าย และได้ประกาศรายชื่อ 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ได้รับการตัดสิน เรียงตามลำดับอักษร ดังนี้

1. จังหวัดชัยนาท เมืองแหล่งเมล็ดพันธุ์ข้าว (นางลือ-ท่าชัย)

2. จังหวัดเชียงราย เมืองแห่งการพัฒนา (ดอยตุง)

3. จังหวัดเชียงใหม่ เมืองหัตถกรรมสร้างสรรค์

4. จังหวัดน่าน น่านเมืองเก่าที่มีชีวิต

5. จังหวัดเพชรบุรี เมืองเพชร เมืองตาลโตนด

6. จังหวัดมหาสารคาม เมืองแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาชุมชน

7. จังหวัดยะลา Bird City ศูนย์กลางเศรษฐกิจนก

8. จังหวัดลพบุรี เมืองนวัตกรรมแห่งพลังงานทดแทน

9. จังหวัดลำปาง ลำปางเมืองเซรามิก

10. จังหวัดอ่างทอง ชุมชนเอกราชหมู่บ้านทำกลอง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เครดิตด้านล่าง
credit :
http://www.oknation.net/blog/akom/2011/05/09/entry-1
 
21 - 40 of 8164 Posts
Top