SkyscraperCity Forum banner
1 - 6 of 6 Posts

Premium Member
40,406 Posts
Discussion Starter · #1 ·
[email protected] expands to Pattaya

June 25, 2012 by Don Ross

[email protected] will expand its hotel portfolio to include a second fully owned property in Pattaya due to open in February 2013 at an estimated build cost of Bt1 billion.

The group already owns the 203-room [email protected] Design Hotel and Spa in Bangkok, while it manages the 83-room Crown Lanta on Lanta Island in Krabi province. The group also manages a second hotel in Bangkok, the 200-room Mode Sathorn due to open this September.

In Pattaya, the 25-floor hotel located of Pattaya Sai 2 Road near Central Festival will have 268 rooms of around 34 sq m each. Its signature feature will be a roof-top infinity swimming pool offering views of Pattaya bay.

Commenting on the group’s expansion plans managing director, Kla Kitchakarn, said there were compelling reasons to open a property at the eastern seaboard resort.

“Most of the properties in Pattaya are competing for price in the two and three-star category,” he said. “There is room for four-star hotels due to the resort’s location close to Bangkok and the costs are not that high. Pattaya has reinvented itself with a much wider market base.”

He estimates the hotel will break even if it achieves 70% occupancy and its downtown location should appeal to Russian and Asian travellers. The market mix will even out at a 50-50 ratio between domestic and international bookings.

[email protected] Pattaya will have the same pop art design adopted by the Bangkok property.

In addition to owning a hotel in Bangkok and Pattaya, the group manages two other properties Crown Lanta and Mode Sathorn. Expansion to other resorts in Thailand such as Khao Lak, Hua Hin, Samui and Phuket are identified in the company’s 10-year business plan that targets at least three new properties under its management with an estimated 600 rooms.

Khao Lak is the most likely prospect for expansion, although in the group’s earlier press statements identified Phuket.

“It is the most difficult market today due to very high investment costs to acquire land on Phuket,” Mr Kla explained.

“We are also interested in managing hotels in neighbouring countries,” he added during a press briefing over the weekend at Crown Lanta.

“Mekong region countries are interesting and possibly Myanmar and Vietnam stand out as the most likely targets for long-term expansion.”

[email protected] in Bangkok is the group’s revenue leader with earnings of around Bt315 million a year, a performance that was down on earlier forecasts due to politically-related violence in the Thai capital between 2008 and 2010. Its average room rate, however, has improved from Bt2,790 in 2010 to Bt3,000 and occupancy improved from 69% to around 80% over the first quarter of this year.

The 83-room Crown Lanta, in Krabi province, closed 2011 with an average occupancy of 45% and earnings of Bt53 million. Revenue should reach Bt70 million this year. Average room rate is Bt3,000.

“We are not the price leader on Lanta island, we follow the five-star Pimalai Resort, which sets the benchmark,” said Mr Kla who insisted hotels on the island would not engage in a price war even in the low-season when occupancy drops substantially.

“Room demand and supply are not quite in balance, but most of the price competition is at the low-end of the market.”

Usually packed out during the months of November through to March with European guests, tourism to Lanta Islands drops off dramatically by late April and remains that way until the end of the rainy season in October. All told the island has 2,300 rooms mainly in small hotels and guest houses.

Crown Lanta’s current emphasis is on selling combination holidays that offer two nights in Bangkok with two or three nights on Lanta Island.

Scandinavian tourists remain the top visitors even during the rainy season, driven by long-stay bookings from families.

The resort’s sales team is concentrating on three niche markets offering low-season packages for honeymooners from Asia with an emphasis on the South Korean market, training and seminar business from Malaysia and Singapore and family travel.

Premium Member
40,406 Posts
Discussion Starter · #2 ·

Premium Member
40,406 Posts
Discussion Starter · #6 ·
สยาม แอท สยามบุกพัทยา

"พรพินิจ พรประภา" ทุ่มพันล้านยึดทำเลพัทยาเหนือ ผุดโรงแรมใหม่ขยายแบรนด์สยาม แอท สยาม ดีเดย์เปิดให้บริการพฤศจิกายนนี้ ชูจุดเด่นดีไซน์ธีมแกลเลอรีและชีวิตทางทะเล โฟกัสทัวริสต์รัสเซีย อินเดีย และจีน พร้อมตั้งเป้าขยายธุรกิจทุกๆ 2 ปี ลงทุนเอง 1 แห่ง และรับบริหารโรงแรมใหม่ทุกปี เล็ง ภูเก็ต สมุย พัทยา หัวหิน เกาะช้าง และเมียนมาร์รับเออีซี

นายกล้า กิจการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม แอท สยาม จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สยามแอ็ทสยาม (ซึ่งมีนายพรพินิจ พรประภา เป็นเจ้าของธุรกิจ) เตรียมเปิดตัวโรงแรมใหม่ "สยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเท็ล พัทยา" มูลค่าการลงทุนราว 1 พันล้านบาท จำนวน 268 ห้อง ตั้งอยู่ในโลเกชันที่ดีระหว่างถนนสาย 1 และสาย 2 สามารถเดินไปชายหาดได้โดยใช้เวลาราว 5 นาที ซึ่งขณะนี้ก่อสร้างคืบหน้าไปกว่า 60% และวางแผนเปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายนนี้
สำหรับจุดเด่นของโรงแรมแห่งนี้จะเป็นดีไซน์ โฮเต็ล ภายใต้ธีมแกลเลอรีและนอติคัลหรือชีวิตทางทะเล เป็นโรงแรมสูง 25 ชั้น นับว่าเป็นโรงแรมเดียวในพัทยาที่มีสระว่ายน้ำ 2 สระที่อยู่บนชั้นดาดฟ้า และสามารถชมวิวได้ 360 องศา รวมถึงความโดดเด่นของห้องอาหาร "Big Fish" หรือปลาใหญ่ โดยจะเป็นอาหารที่เน้นในเรื่องของปลา ส่วนชั้น 23 จะจัดเป็นโซนธุรกิจ มีห้องประชุมรองรับได้ราว 160 คน เพราะเป็นอีกตลาดหนึ่งของพัทยา
ขณะที่กลุ่มเป้าหมายจะเน้นตลาดรัสเซียเป็นตลาดหลัก ส่วนตลาดจีนและอินเดีย ก็ถือเป็นตลาดที่สยาม แอท สยามให้ความสนใจ ขณะเดียวกันสยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเท็ล แอนด์ สปา กรุงเทพฯ คือกลุ่มยุโรปและออสเตรเลีย ดังนั้นโรงแรมจึงมีแผนจะโปรโมตลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาพักที่โรงแรมแห่งใหม่ในพัทยา โดยจะโปรโมตเป็นซิตี รีสอร์ต รวมถึงจะพยายามทำตลาดกับกลุ่มคนไทยให้ประสบความสำเร็จด้วย โดยคาดว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวพักผ่อนหรือเลเชอร์ราว 90% และกลุ่มประชุมสัมมนาหรือไมซ์ราว 10%
"ขณะนี้ได้เริ่มทำการตลาดแล้ว ได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าประจำว่ามีความสนใจ อีกทั้งในอนาคตพัทยาจะมีการเติบโตแน่นอน เนื่องจากมีการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟความเร็วสูงเข้าสู่พัทยา และมีความเชื่อมั่นในผู้บริหารเมืองพัทยาที่เอื้อให้มีการลงทุนธุรกิจ และตัดขั้นตอนที่ยุ่งยากออกไปทั้งการลงทุนในพัทยาเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี รวมถึงตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มีสนามบินอู่ตะเภารองรับ และมีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เข้าถึง โดยในช่วงปีแรกที่เปิดโรงแรมจนถึงปี 2557 คาดว่าจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยราว 65% และจะค่อยๆ ขยับเป็น 77-78%"
นายกล้า ยังกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ทางสยาม แอท สยาม ยังได้รับบริหาร "โรงแรมโหมด สาทร กรุงเทพฯ" จำนวน 200 ห้อง คาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งโรงแรมมีจุดเด่นของความเป็นแฟชั่นโฮเต็ล ตั้งอยู่ในโลเกชันที่ดี และมีคาแรกเตอร์เป็นผู้หญิง ในขณะที่สยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเท็ล แอนด์ สปา กรุงเทพฯ จะมีคาแรกเตอร์เป็นผู้ชาย ดังนั้น สยาม แอท สยามจึงจะใช้รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างผู้หญิงและผู้ชายระหว่างกัน โดยจะมุ่งสร้างให้เป็นกลยุทธ์ที่แปลกใหม่เสมอ
"การออกแบบตกแต่งของโรงแรมที่สาทร ยังจะมีความแปลกใหม่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป เช่นการเน้นในเรื่องอาหารและสปา ซึ่งมีการสร้างสรรค์ห้องอาหาร "ไรซ์ แอนด์ ซิลลี่" ที่เสิร์ฟอาหารไทยในรูปแบบซิกเนเจอร์ดิช เช่น เมนูข้าวผัดจะมีความเป็นฝรั่งและไทยผสมกัน ซึ่งต่อไปสยาม แอท สยาม ก็มีแผนจะนำแบรนด์ร้านอาหารไรซ์ แอนด์ ซิลลี่ ขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศด้วย"
นายกล้า กล่าวต่อว่า สยาม แอท สยามยังมองการขยายธุรกิจไปยังจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอื่นๆ โดยตั้งเป้าแผนธุรกิจไว้ว่าจะขยายธุรกิจทุกๆ 2 ปี มีการลงทุนเอง 1 แห่ง และรับบริหารโรงแรมใหม่ทุกปี ซึ่งกลยุทธ์ในปีหน้าจะมุ่งเน้นการขยายรับบริหารโรงแรมไปที่ภูเก็ต สมุย พัทยา หัวหิน และเกาะช้าง ภายใต้เอกลักษณ์ของสยาท แอท สยาม ที่มีจุดเด่นในการเป็นดีไซน์โฮเต็ล
"ภูเก็ตและสมุยเป็นจุดหมายที่มีความสำคัญอันดับแรกที่ต้องการขยายธุรกิจ ซึ่งภูเก็ตเข้าไปลงทุนโรงแรมยากมาก เนื่องจากที่ดินมีราคาสูง รวมถึงโลเกชันดีๆ ไม่เหลือแล้ว ดังนั้น สยาม แอท สยามจึงจะมุ่งเน้นการเสนอตัวรับบริหารโรงแรมให้ ทั้งที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับรีสอร์ตที่เกาะยาวน้อย ซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ กับซิกเซ้นท์ เกาะยาวน้อย ที่ต้องการให้สยาม แอท สยามเข้าไปบริหารโรงแรมให้ และเราก็มีความสนใจ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป"
รวมถึงบริษัทยังมองการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเตรียมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาซึ่งมีนักลงทุนต่างชาติต้องการให้สยาม แอท สยามเข้าไปบริหารโรงแรมให้โดยมีความสนใจในการลงทุนที่ประเทศเมียนมาร์เป็นหลัก เนื่องจากเพิ่งเปิดประเทศ มีทรัพยากรจำนวนมาก และมีศักยภาพสูง ทั้งสยาม แอท สยามก็มีแผนไปลงทุนโรงแรมที่เมียนมาร์เองด้วย ซึ่งบริษัทมองว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในเมียนมาร์จำนวนมากเทียบเท่ากับประเทศไทย
"การลงทุนของคนกลุ่มใหญ่ก็สนใจในเมียนมาร์เป็นหลักอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนจากญี่ปุ่นที่สนใจเข้าไปลงทุนโรงแรมในเมียนมาร์และต้องการให้สยาม แอท สยามบริหารให้ แม้ข้อจำกัดในการไปลงทุนจะไม่ง่าย แต่คนไทยก็ไปลงทุนที่เมียนมาร์จำนวนมาก ซึ่งกลุ่มที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศนี้จะมีทั้งกลุ่มธุรกิจและเลเชอร์"
สำหรับการเปิดเออีซีที่นักลงทุนในอาเซียนสามารถเข้ามาลงทุนโรงแรมโดยสามารถถือหุ้นได้ 70% นับว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะได้มีเงื่อนไขกำหนดให้ลงทุนโรงแรมขนาดใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งโรงแรมเหล่านี้ก็มีเชนบริหารโรงแรมระดับอินเตอร์เนชั่นแนลที่ดำเนินการตรงนี้ เช่นอินโดนีเซียจะเข้ามาลงทุนโรงแรมในไทยก็ต้องมาด้วยแบรนด์ของตัวเอง เพราะแบรนด์ในระดับสากลก็มีอินเตอร์ชันแนลเชนบริหารอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงของคนไทยคือการเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติ เพราะคนไทยจะเสียเปรียบในด้านภาษา เนื่องจากประเทศอื่นมีความแข็งแกร่งในเรื่องภาษาดีกว่าไทย ดังนั้น บุคลากรไทยจะต้องเร่งพัฒนาด้านภาษาเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ นายกล้า กล่าวในที่สุด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,848
วันที่ 30 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556
1 - 6 of 6 Posts
This is an older thread, you may not receive a response, and could be reviving an old thread. Please consider creating a new thread.