SkyscraperCity banner

3921 - 3940 of 3972 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,514 Posts
Discussion Starter #3,921
ทอท.พร้อมร่วมทุน 3 ธุรกิจ 'การบินไทย'


9 กรกฎาคม 2563

ทอท.อ้าแขนพร้อมร่วมทุน 3 หน่วยธุรกิจการบินไทย ทั้งบริการภาคพื้น ศูนย์ซ่อมอากาศยาน คลังสินค้า หวังช่วยให้ธุรกิจในสนามบินสุวรรณภูมิเดินหน้าต่อได้ พร้อมยินดีขายหุ้นคืนหากธุรกิจไปได้ดี

การเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) มีแผนที่หาพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมทุน รวมถึงการเพิ่มความคล่องตัวด้วยการตั้งบริษัทย่อย ซึ่งบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ได้ออกมาแสดงความสนใจที่จะร่วมธุรกิจกับการบินไทยที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของสนามบินสุวรรณภูมิ

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการ ทอท.แต่งตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด คือ คณะกรรมการกำหนดนโยบาย ทอท.ในแผนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทย เพื่อศึกษาปัญหาและผลกระทบที่อาจมีต่อการดำเนินงานของสนามบินสุวรรณภูมิ

รวมทั้งนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาจาการที่ธุรกิจของการบินไทยดำเนินการได้ไม่เต็มรูปแบบ เพราะเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ และการหยุดการทำการบินชั่วคราว ซึ่งเดือน มิ.ย.2563 คณะกรรมการกำหนดนโยบาย ทอท.ได้นำเสนอผลการศึกษาให้คณะกรรมการ ทอท.รับทราบแล้ว

ทั้งนี้ ทอท.กังวลเกี่ยวกับธุรกิจของการบินไทย คือ กรณีที่การบินไทยฟื้นฟูกิจการและธุรกิจมีปัญหาติดขัดอาจกระทบวงกว้างต่อสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะ 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่การบินไทยดำเนินกิจการ และเป็นธุรกิจหลักของสนามบินสุวรรณภูมิที่สนใจเข้าไปร่วมทุน ได้แก่ 1.บริการภาคพื้น 2.ศูนย์ซ่อมอากาศยาน 3.ศูนย์ขนส่งสินค้า

พร้อมขายหุ้นคืนในอนาคต

นายนิตินัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการ ทอท.ได้หารือความพร้อมเข้าไปร่วมทุนกับการบินไทยเพื่อให้หน่วยธุรกิจเหล่านี้เดินหน้าต่อและไม่กระทบสนามบินสุวรรณภูมิอีกทั้งในอนาคตหากการบินไทยกลับมาฟื้นธุรกิจได้ ทอท.ยินดีที่จะให้การบินไทยเข้ามาซื้อหุ้นคืนทั้ง 3 ธุรกิจ

สำหรับแนวคิดการร่วมทุน 3 หน่วยธุรกิจ อยู่ในขั้นการเตรียมความพร้อมภายในของ ทอท. โดยยังไม่ได้นำข้อเสนอให้การบินไทยพิจารณา อีกทั้งต้องดูผลการนัดไต่สวนนัดแรกของศาลล้มละลายกลางวันที่ 17 ส.ค.นี้ หากแผนฟื้นฟูกิจการของการบินไทยผ่านไปได้ โดยไม่มีเจ้าหนี้คัดค้าน ทอท.อาจเริ่มเจรจากับการบินไทย


ส่วนธุรกิจครัวการบินของการบินไทย เป็นอีกกิจกรรมที่เข้มแข็งและสร้างรายได้ให้การบินไทยมาก รวมทั้งอยู่นอกพื้นที่การดำเนินการของสนามบิน ดังนั้น ทอท.จึงไม่กังวลนักถึงการดำเนินงานที่ควรจะต่อเนื่อง แต่หากการบินไทยต้องการให้ ทอท.เข้าร่วมทุนธุรกิจครัวการบินก็พร้อมสนับสนุน

“เรามองว่า 3 หน่วยธุรกิจนี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะประสบปัญหาหยุดชะงัก แต่เป็นธุรกิจที่จำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป เพราะถ้าไปไม่ได้จะผลกะทบการดำเนินการของสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากธุรกิจศูนย์ซ่อมเครื่องบิน ธุรกิจคลังสินค้า และธุรกิจบริการภาคพื้น เป็นกิจกรรมหลักของสนามบิน”

เตรียมเจรจาหนี้3พันล้านบาท

นายนิตินัย ยังกล่าวด้วยว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบาย ทอท.ในแผนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทย ได้รวบรวมภาระหนี้สินของการบินไทยมีกับ ทอท.ที่ต้องเจรจาประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ค่าเช่าพื้นที่ของฝ่ายช่างท่าอากาศยานดอนเมือง 2,000 ล้านบาท ที่พิพาทกันมานาน แต่ ทอท.ไม่กังวลหนี้สินมากนักเพราะวงเงินไม่สูง แต่กังวลความต้องเนื่องของธุรกิจในสนามบินมากกว่า

รายงานข่าวจากการบินไทย ระบุว่า แผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยระบุถึงกลยุทธ์การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร โดยพิจารณาความเป็นไปได้ในการแยกหน่วยธุรกิจให้สอดคล้องกับรายได้ คือ ฝ่ายครัวการบิน ฝ่ายการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ ฝ่ายช่าง โดยจะนำ 3 หน่วยธุรกิจดังกล่าวมาแยกตัวและเปิดให้เอกชนร่วมทุน

ทั้งนี้ ปัจจุบันนอกจากธุรกิจสายการบินซึ่งเป็นธุรกิจหลักของการบินไทยแล้วยังดำเนินกิจการที่เกี่ยวเนื่องและสนับสนุนการขนส่งทางอากาศ ทั้งลักษณะเป็นหน่วยธุรกิจและกิจการร่วมทุน ประกอบด้วย

1.การให้บริการผู้โดยสาร สินค้า และเตรียมพร้อมอากาศยานทั้งก่อนและหลังเดินทาง

2.การให้บริการอาหารเครื่องดื่มระหว่างการเดินทาง

3.การให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน

4.การให้บริการด้านการอำนวยการบิน

5.การจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีบนเครื่องบิน และการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก

6.การให้บริการด้านการท่องเที่ยว และสนับสนุนการท่องเที่ยว

7.การให้บริการด้านการฝึกอบรมบุคลากรด้านการให้บริการการบิน (ร่วมทุน)

8.การให้บริการด้านการจัดหาแรงงาน (ร่วมทุน)

9.การให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยาน (ร่วมทุน)

10.การให้บริการระบบจำหน่ายและสำรองที่นั่ง (ร่วมทุน)

โดยรายได้หลักของกิจการได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าสัดส่วนไม่น้อยกว่า 95% ส่วนรายได้อื่น 5% มาจากกิจการสนับสนุน

 

·
Registered
Joined
·
32,335 Posts
'ชาญศิลป์' พบพนักงานการบินไทยครั้งแรก รับปากดูแลสวัสดิการ
10 กรกฎาคม 2563

“ชาญศิลป์” เปิดเวทีแจงพนักงาน ความคืบหน้าฟื้นฟูกิจการ รับปากเร่งแก้ทุกปัญหาหลังศาลนัดไต่สวน 17 ส.ค.นี้ เซ็นคำสั่งรื้อผู้บริหารระดับสูง ตั้งคณะทำงาน Survival Team ทำแผนธุรกิจระยะเร่งด่วน 4 เดือน พนักงานมั่นใจฝีมือรักษาการดีดี
บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดประชุม Staff Meeting โดยมีนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย เป็นประธานการประชุมวานนี้ (9 ก.ค.2563) ที่การบินไทยสำนักงานใหญ่ เพื่อชี้แจงพนักงานครั้งแรก เกี่ยวกับความคืบหน้าการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการของการบินไทย

นายชาญศิลป์ กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือระหว่างฝ่ายบริหารและพนักงานการบินไทย เพื่อให้ข้อมูลแก่พนักงานเกี่ยวกับความคืบหน้าการเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการ ซึ่งบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น พนักงานทุกส่วนให้ความร่วมมืออย่างดี

“ผมเป็นผู้บริหารที่มาจากพนักงานระดับล่าง ดังนั้นบอกเลยว่าผมเข้าใจพนักงานทุกส่วน แต่ทุกคนต้องให้ความร่วมมือกับการเดินหน้าองค์กร ซึ่งในการหารือกันวันนี้ พนักงานยังมีความกังวลอยู่บ้าง เช่น เรื่องสวัสดิการ ผมขอรับปากเลยว่าจะทำให้ทุกเรื่อง แต่ต้องรอให้ศาลล้มละลายพิจารณาแผนฟื้นฟูก่อน” นายชาญศิลป์ กล่าว

ทั้งนี้ แผนฟื้นฟูกิจการถือว่ามีความคืบหน้าต่อเนื่อง โดยประเมินว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2–3 สัปดาห์หลังจากนี้ แต่ยังไม่สามารถชี้แจงข้อมูลให้ทราบได้ เพราะต้องรอเข้าสู่กระบวนการทางศาลล้มละลายก่อน ดังนั้นการเปิดเผยรายละเอียดของแผนฟื้นฟูกิจการ จะมีการแถลงต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง หลังศาลล้มละลายกลางนัดไต่สวนวันที่ 17 ส.ค.นี้

สำหรับกรณีการบินไทยเปิดให้สำรองที่นั่งในเที่ยวบินระหว่างประเทศในเส้นทางบินต่างๆ เพื่อเตรียมกลับมาเปิดทำการบินในเดือน ส.ค.นี้ ขอยืนยันว่าผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางกับการบินไทย ขอให้รอคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากการบินไทย ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเหมาะสมในการกลับมาทำการบิน โดยจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินเข้ามาช่วยวิเคราะห์ ไม่ใช่เพียงการคาดเดาว่าจะกลับมาบินเมื่อไหร่

พนักงานมั่นใจฝีมือ“ชาญศิลป์”

นายนเรศ ผึ้งแย้ม อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย เผยว่า การหารือร่วมระหว่างฝ่ายบริหารและพนักงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกหลังนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร เข้ามารับตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย ตัวแทนพนักงานที่เข้าร่วมได้รับฟังมุมมอง วิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กรแล้วมีความพึงพอใจอย่างมาก เชื่อว่าจะช่วยให้นำพาองค์กรเดินหน้าไปได้ตามเป้าหมาย

โดยเฉพาะมีการจัดตั้งคณะทำงาน Survival Team ซึ่งดึงตัวแทนจากทุกหน่วยธุรกิจเข้ามา มีเป้าหมายการทำงานเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นของพนักงานทุกส่วน และนำไปผนวกกับแผนฟื้นฟูองค์กร ทำให้การทำงานของฝ่ายบริหารและพนักงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถือเป็นหลักคิดการทำงานจากดีดีการบินไทยที่เห็นเป็นรูปแบบ


ตั้งทีมทำแผนธุรกิจ 4 เดือน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ได้ลงนามคำสั่งการบินไทยที่ 078/2563 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงาน Survival Team เพื่อจัดทำแผนธุรกิจ โดยในคำสั่งระบุว่าตามที่การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการโดยศาลล้มละลายกลาง

และจะต้องจัดทำแผนธุรกิจ (Business Plan) ในระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูกิจการ ดังนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการบินไทยจึงแต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะทำงาน Survival Team เพื่อจัดทำแผนธุรกิจ ดังนั้น

ที่ปรึกษาคณะทำงาน Survival Team มีจำนวน 4 ตำแหน่ง ได้แก่

1.รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายพาณิชย์ (DN)

2.รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน (DY)

3.รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ (DO)

4.รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายช่าง (DT)

นอกจากนี้ ภายใต้คณะทำงาน Survival Team ยังมีการแต่งตั้งนายชาย เอี่ยมศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจปิโตรเลียม ประกันภัยและสิ่งแวดล้อมการบิน เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมทั้งมีตัวแทนจากทุกหน่วยธุรกิจของการบินไทย เป็นคณะทำงานรวมทั้งสิ้น 21 คน โดยคณะทำงาน Survival Team จะต้องจัดทำแผนธุรกิจระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ระหว่างวันที่ 9 ก.ค.2563–31 ต.ค.2563 โดยคณะทำงานจะต้องปฏิบัติหน้าที่ ประกอบไปด้วย

1.จัดทำแผนธุรกิจระยะเร่งด่วนและระยะสั้น รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน และปฏิบัติให้เกิดผล และรายงานต่อกรรมการผู้อำนวยการใหญ่

2.สามารถเรียกบุคคลต่างๆ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา

3.แต่งตั้ง หรือจัดหา คณะทำงานชุดย่อยได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อให้สามารถลงมือทำตามแผนที่กำหนดที่สำคัญและ Quick Win

4.ปฏิบติงานอื่นตามที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่มอบหมาย

รื้อตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง

รายงานข่าวจากการบินไทยระบุว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ลงนามคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานระดับบริหาร จำนวน 2 ตำแหน่ง โดยได้ออกคำสั่งการบินไทยที่ 077/2563 เรื่อง การแต่งตั้งพนักงานระดับบริหาร โดยมีข้อความว่าคณะกรรมการการบินไทยได้ประชุมครั้งพิเศษที่ 13/2563 เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2563 มีมติอนุมัติการแต่งตั้งพนักงานระดับบริหาร ดังนี้

1.นาวาอากาศตรีสรเดช นามเรืองศรี รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ (DO) และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนการถวายบิน 904 เฉพาะกิจ การบินไทย (DD-O) และรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน (รักษาการ DY) พ้นจากรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน (รักษาการ DY)

โดยดำรงดำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ (DO) และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนการถวายบิน 904 เฉพาะกิจ การบินไทย (DD-O)

2.นายนนท์ กลินทะ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริหารพันธมิตรการบินและกลยุทธ์การพาณิชย์ (S8) สายการพาณิชย์ (DN) ดำรงตำแหน่ง รักษาการ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน (รักษาการ DY) อีกคำแหน่งหนึ่ง โดยมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามตำแหน่งที่รักษาการ ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.2563 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันการบินไทยมีตำแหน่งผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ 8 ตำแหน่ง มีผู้ดำรงตำแหน่ง 5 คน และที่เหลือใช้วิธีรักษาการ จนกระทั่งล่าสุดแต่งตั้งนายนนท์ ขึ้นมาเป็นรักษาการกรรมการรองผู้อำนวยการใหญ่เพิ่ม

 

·
Registered
Joined
·
32,335 Posts
การบินไทย เตรียมกลับมาเปิดบินระหว่างประเทศ ประเดิมญี่ปุ่น-ฮ่องกง ส.ค.นี้
ข่าวหุ้น16 มิ.ย. 63 17:55
แหล่งข่าวจากบมจ.การบินไทย (THAI) กล่าวว่า ขณะนี้การบินไทยเตรียมความพร้อมกลับมาทำการบินเส้นทางระหว่างประเทศเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.63 เป็นต้นไป ซึ่งเบื้องต้นได้หารือกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เกี่ยวข้อกำหนดในการทำการบิน ซึ่งมองว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่จะสนับสนุนธุรกิจและผู้โดยสารให้ปรับตัวในการเดินทาง เช่น การยกเลิกเว้นระยะห่าง และการเสิร์ฟอาหารในภาชนะที่มิดชิด
“มาตรการที่ กพท.กำหนด ก็คงต้องรอให้สาธารณสุขประกาศอย่างเป็นทางการด้วยว่าจะจับกลุ่มประเทศใดในการเปิดการเดินทางบ้าง ในส่วนของการบินไทยมองว่าเฟสแรกที่มีดีมานด์น่าจะกลับไปทำการบิน อาทิ เส้นทางไปญี่ปุ่น สนามบินฮาเนดะ โตเกียว และฮ่องกง” แหล่งข่าว กล่าว
อย่างไรก็ดี แม้จะมีการระบาดไวรัสโควิด-19 ในระลอก 2 ในหลายประเทศ แต่การบินไทยกลับมองว่าขณะนี้แต่ละประเทศเริ่มปรับตัวและมีมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวดแล้ว ทั้งเส้นทางที่คนไทยนิยมอย่างญี่ปุ่นและเกาหลี เชื่อว่าหากการบินไทยกลับมาเปิดทำการบินจะมีปริมาณการเดินทางสูง เพราะมาตรการด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศยังสามารถรับมือกับโควิด -19 ได้ อีกทั้งยังเป็นการระบาดในบางพื้นที่เท่านั้น





 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,514 Posts
Discussion Starter #3,925
การบินไทย ซุ่มถก 21 เจ้าหนี้ใหญ่ ดึง “แมคคินเซย์” ทำแผนธุรกิจ

วันที่ 11 กรกฎาคม 2563


“ชาญศิลป์” เร่งทำแผนฟื้นฟูบินไทย จ้าง “แมคคินเซย์” ที่ปรึกษายกเครื่องแผนธุรกิจ-รื้อเส้นทางบิน กำหนดกลยุทธ์ถกเจ้าหนี้เช่าเครื่องบิน เผยล่าสุดเจรจาเจ้าหนี้รายใหญ่ 21 รายสนับสนุนการเข้าฟื้นฟูในศาล เดินหน้าถกกลุ่มแบงก์รัฐขอกู้เงินเสริมสภาพคล่องระยะสั้น คาดอยู่ได้ถึงแค่ ส.ค.นี้

เจรจาเจ้าหนี้ขอใช้เครื่องบิน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลายของ บมจ.การบินไทยว่า หลังจากที่ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไปเมื่อ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างเจรจากับเจ้าหนี้ โดยในส่วนของกลุ่มเจ้าหนี้ต่างประเทศรายใหญ่และเจ้าหนี้ให้เช่าเครื่องบิน ทีมที่ปรึกษากฎหมายของการบินไทยได้เจรจาไปแล้ว 21 ราย ขั้นตอนต่อไปการบินไทยจะต้องเสนอแผนการทยอยชำระหนี้ให้เจ้าหนี้พิจารณาและหนังสือยินยอมให้การบินไทยใช้เครื่องบินต่อไป นอกจากนี้ได้เริ่มดำเนินการนัดเจรจาเจ้าหนี้สถาบันการเงินในประเทศ 16 ราย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในส่วนการยื่นขอรับรองการฟื้นฟูกิจการกับศาลต่างประเทศ เพื่อให้ทรัพย์สินหรือเครื่องบินของการบินไทยไม่ถูกยึดขณะให้บริการในต่างประเทศ ขณะนี้ได้ยื่นไปแล้วทั้งสิ้น 5 ประเทศ คือ เยอรมนี, สวิตเซอร์แลนด์, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย โดยปัจจุบันศาลประเทศเยอรมนีได้ให้การรับรองแล้ว นอกจากนี้ทีมกฎหมายอยู่ระหว่างพิจารณายื่นศาลนิวซีแลนด์และเบลเยียมเพิ่มเติม

ดึงต่างชาติยกเครื่องแผนธุรกิจ

แหล่งข่าวกล่าวว่า หนึ่งในกระบวนการสำคัญในขณะนี้คือ ต้องเร่งดำเนินการจัดทำแผนธุรกิจใหม่ (new business plan) โดยขณะนี้การบินไทยได้ว่าจ้างบริษัท แมคคินเซย์ แอนด์ คอมพานี (McKinsey & Company) มาเป็นที่ปรึกษาด้านการบิน (airline experts) เพื่อเข้ามาร่วมทำแผนธุรกิจใหม่ รวมถึงแผนปรับปรุงเส้นทางบินของการบินไทยว่าจะคงเหลือเส้นทางบินไหนบ้างที่จะสอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมการบินในอนาคต เพื่อนำไปสู่การกำหนดประเทศปลายทางและประเภทเครื่องบินที่จะใช้ และนำไปวางกลยุทธ์ในการเจรจากับเจ้าหนี้ให้เช่าเครื่องบินและเจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ รวมถึงประมาณการทางการเงิน

“การบินไทยจำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษาจากต่างประเทศเข้ามาร่วมทำแผนธุรกิจใหม่ เพราะอุตสาหกรรมการบินโลกหลังการระบาดของโควิด-19 จะมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อแผนการฟื้นฟูกิจการให้กับทางเจ้าหนี้ด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

โดยผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศจะมาทำงานร่วมกับคณะทำงาน Survival Term เพื่อจัดทำ “แผนธุรกิจ” ในระยะเร่งด่วนในการฟื้นฟูกิจการที่นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทยได้แต่งตั้งเมื่อ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยแผนธุรกิจใหม่ของการบินไทยจะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ภายใต้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมการบินที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งจากที่การบินไทยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ

เตรียมแผนลดพนักงาน

สำหรับเรื่องการปรับลดจำนวนพนักงาน คณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา บมจ.การบินไทย (ชุดของรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม) รายงานว่า ยังไม่ได้ดำเนินการปรับลดพนักงานในขณะนี้ อย่างไรก็ตามการบินไทยจะเริ่มดำเนินการจากความสมัครใจของพนักงานเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงจะใช้มาตรการประเมินประสิทธิภาพของพนักงานเป็นลำดับถัดไป ส่วนเรื่องการจัดตั้งสหภาพแรงงานใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ปัจจุบันยังไม่ได้มีการขอจดทะเบียนจัดตั้งกับกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ที่ผ่านมาการบินไทยได้พยายามบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้จำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตามหากกระบวนการรับคำร้องของศาลล้มละลายกลางล่าช้าออกไปอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของการบินไทยได้ แนวทางรองรับก็คือการขออนุญาตศาลเพื่อกู้เงินจากสถาบันการเงินโดยใช้ทรัพย์สินของการบินไทยค้ำประกัน

ถกแบงก์รัฐขอสภาพคล่อง

ด้านนายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้บริหารการบินไทยอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้งหมด เพื่อหาแหล่งเงินทุนมาเติมสภาพคล่องระยะสั้นให้การบินไทยสามารถดำเนินกิจการในช่วงนี้ต่อไปได้ เชื่อว่าจะได้ข้อยุติก่อนสภาพคล่องของการบินไทยจะหมด ตามที่ได้รับรายงานคืออยู่ได้ถึงเดือน ส.ค. 63 โดยการบินไทยมีสัญญาการกู้เงินบางส่วนกับธนาคารที่ยังคงมีกรอบวงเงินเหลืออยู่

ส่วนการเปิดสรรหาที่ปรึกษาทางธุรกิจของการบินไทย ยังไม่ได้รับรายงานจากการบินไทยว่า บริษัทอะไรบ้าง อย่างไรก็ดี ในการประชุมคณะกรรมการครั้งต่อไปซึ่งคาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า การบินไทยจะต้องรายงานในเรื่องดังกล่าว ซึ่งการสรรหาที่ปรึกษาทางธุรกิจจำเป็นที่จะต้องสรรหาให้ได้เร็วที่สุด เนื่องจากจะต้องเข้ามาบริหารแผนเรื่องการบิน โดยได้รับรายงานว่า การบินไทยจะกลับมาบินอีกครั้งอย่างเร็วที่สุดคือเดือน ส.ค. และช้าที่สุดคือเดือน ก.ย. ฉะนั้นจะต้องมีที่ปรึกษาทางธุรกิจเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้

“ชาญศิลป์” ทำแผนเร่งด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ค. นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน Survival Term เพื่อจัดทำ “แผนธุรกิจ” (business plan) ในระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (9 ก.ค. 63-31 ต.ค. 63) ในการฟื้นฟูกิจการ ตามที่บริษัทได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการโดยศาลล้มละลายกลาง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บริษัท โดยมีนายชาย เอี่ยมศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจปิโตรเลียมประกันภัย และสิ่งแวดล้อมการบิน (D3) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และผู้บริหารสายงานต่าง ๆ เป็นคณะทำงานรวม 21 คน โดยมีรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์, สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน, สายปฏิบัติการ, ฝ่ายช่าง เป็นที่ปรึกษา

นอกจากนี้ เมื่อ 8 ก.ค. 2563 นายชาญศิลป์ได้ลงนามแต่งตั้งพนักงานระดับบริหาร 2 ตำแหน่ง ได้แก่ 1.นาวาอากาศตรี สรเดช นามเรืองศรี รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ (DO) และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนการถวายบิน 904 เฉพาะกิจ การบินไทย (DD-O) และรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน (รักษาการ DY) พ้นจากรักษาการ DY โดยดำรงดำแหน่ง DO และ DD-O

2.นายนนท์ กลินทะ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริหารพันธมิตรการบินและกลยุทธ์การพาณิชย์ (S8) สายการพาณิชย์ (DN) ดำรงตำแหน่งรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน (รักษาการ DY) อีกตำแหน่ง โดยให้มีผลตั้งแต่ 8 ก.ค. 2563 เป็นต้นไป

 

·
Registered
Joined
·
32,335 Posts
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,514 Posts
Discussion Starter #3,927
กินโต๊ะ "การบินไทย" ที่ปรึกษาบ้าเลือด เสียค่าโง่จ้างอีวายทำแผนฟื้นฟู

13 Jul 2020


แผนฟื้นฟูการบินไทยวงแตก จ้าง “อีวาย”20 ล้านบาท แต่ทำไม่ได้จนบัดนี้ร่างแผนฟื้นฟูกิจการยังไม่คลอด ทั้งๆที่ศาลนัดไต่สวน 17 ส.ค.นี้ บอร์ดเข้าใจผิดนึกว่าจ้างอีวาย ตปท. พิลึกเสนอจ้างที่ปรึกษาเพิ่ม 80 ล้านบาท บอร์ดฟื้นฟูทนไม่ไหว ดึง “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีร่วมทำแผนนอกรอบ


การจัดทำแผนฟื้นฟูการบินไทย ซึ่งมีภาระหนี้สิน352,484 ล้านบาท มีทรัพย์สินอยู่ที่ 256,665 ล้านบาทกำลังเผชิญกับปัญหาอย่างหนักในเรื่องของการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาชุดต่างๆเข้ามาทำแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อนำพาองค์กรให้รอด โดยคณะกรรมการบริหารการบินไทย ได้ ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาหลายชุด หลายบริษัทเข้ามาทำแผนไม่ว่าจะเป็นการจ้าง บริษัทเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด เข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้านกฏหมาย ซึ่งจะหมดภารกิจ เมื่อศาลล้มละลายกลาง ไต่สวนให้ การบินไทยเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟู ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้การบินไทยก็ได้ว่าจ้างบริษัทสำนักงานกฏหมายสากล สยามพรีเมียร์ จำกัด ของ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย เข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้านกฏหมาย



รวมถึงว่าจ้าง บริษัทฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และว่าจ้าง บริษัทสำนักงาน อีวาย จำกัด เข้ามาเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูร่วมกับกรรมการ 6 คนของการบินไทย แต่นับจากศาลล้มละลายกลาง ได้รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ของ การบินไทย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 พ.ค.63 จนถึงปัจจุบันกับพบว่าการจัดทำร่างแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อใช้ประกอบการไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งศาลล้มละลายกลาง ได้กำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องในวันดังกล่าวให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 17 ส.ค.2563 จนถึงวันนี้แผนดังกล่าวก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างแต่อย่างใด


เข้าใจผิดจ้างอีวาย

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการจ้างอีวาย ประเทศไทย ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย ทำให้อีวาย ไม่สามารถทำร่างแผนฟื้นฟูได้ และมีการผลักดันให้อีวาย ต่างประเทศ ที่มีประสบ การณ์ในการฟื้นฟูสายการบิน เข้ามาร่วมทำแผน แต่จะขอเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่ม ดังนั้น 4 อรหันต์บอร์ดการบินไทยที่เข้ามาร่วมทีมทำแผนฟื้นฟู ซึ่งนำทีมโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, นายบุญทักษ์ หวังเจริญ,นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร จึงมองว่าถ้าจะจ้างที่ปรึกษาเพิ่มก็ควรไปนำจากต่างประเทศที่มีประสบการณ์จริงเข้ามา

ทำให้มีการผลักดันให้บริษัท Seabury ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัท ACCENTUR เข้ามารับงานการบินไทย โดยมีการเสนอให้บอร์ดอนุมัติจ้างเพิ่ม 80 ล้านบาท แต่ท้ายสุดบอร์ดได้ดึงบริษัทแมคคินซีย์ แอนด์ โค (ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินระดับโลก) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการทำแผนฟื้นฟูการบินไทย



แหล่งข่าวระดับสูงจากคณะผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า เรื่องการจ้างอีวาย ในไทย ความมาแตกตรง ที่เมื่อมีการประชุมร่วมกันระหว่างอีวาย มีการตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีการจ้างอีวาย เข้ามาทำแผน ซึ้งก็ได้รับการชี้แจงโดยอ้างว่าที่จ้างอีวาย เพราะ 1.อีวาย มีไลเซ้นท์ และ 2.อ้างว่าอีวาย มีประสบการณ์ในการฟื้นฟูกิจการการบินของโลกมาแล้ว ซึ่งนับจากประชุมร่วมกันครั้งแรก ที่ประชุมก็ได้มอบหมายให้อีวายไปจัดทำเค้าโครงมาว่าจะทำแผนฟื้นฟูกิจการแบบไหนอย่างไร ทางอีวายขอเวลา 1 สัปดาห์ พอมีการประชุมครั้งที่ 2 แผนก็ยังไม่มีมาให้

จนประชุมครั้งที่ 3 อีวาย ยอมรับไม่เคยทำเรื่องการฟื้นฟูกิจการการบิน แต่คนที่เคยทำคืออีวาย ต่างประเทศ ซึ่งบอร์ดบางคนเข้าใจผิดนึกว่าจ้างอีวายต่างประเทศ จากนั้นที่ประชุม จึงบอกว่าถ้าเป็นเครือเดียวกัน ให้ไปเอาอีวาย ที่ประสบการณ์ด้านฟื้นฟูการบินมาพรีเซ้นท์ สัปดาห์แรกก็ยังไม่มา พอมีการจี้ไป จึงไปเอามาพรีเซ้นท์ ซึ่งแผนที่อีวาย ต่างประเทศ นำมาพรีเซ้นท์ แสดงให้เห็นว่าสามารถทำแผนได้จริง แต่ปัญหาคือ การบินไทย ไม่ได้จ้างอีวาย ต่างประเทศ แต่คนที่รับจ้างการบินไทย คืออีวาย ประเทศไทย

จ้างเพิ่มแมคคินซีย์

ทางออกในเรื่องนี้ จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการจ้างที่ปรึกษาเพิ่มอีกหนึ่งราย เพราะคนที่เป็นคู่สัญญากับการบินไทย ทำไม่ได้ ทั้งๆที่การบินไทย จ่ายค่าจ้างให้ไปร่วม 20 ล้านบาท และก็ไปเอาผิดอีวาย ประเทศไทย ก็ไม่ได้ เพราะอีวาย ยืนยันว่าทำงานตามกรอบการจ้างที่ระบุไว้ในสัญญา และอีวาย จะเริ่มทำงานในวันที่ 17 ส.ค.ในวันที่หากศาลสั่งให้การบินไทยเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟู แต่ในทางปฏิบัติถ้าอีวาย จนถึงวันนี้ยังไม่เริ่มทำเค้าโครงแผนฟื้นฟูทางคณะผู้ทำแผนฟื้นฟูจะนำแผนที่ไหนไปเสนอแก่ศาล

ดังนั้นทางออกในเรื่องนี้ในวันนี้ จึงมี 2 ทาง ทางที่ 1 คือ ต้องจ้างเพิ่ม ทางฟินันซ่า ก็ผลักดันเสนอให้บอร์ดอนุมัติงบอีก 100 ล้านบาท เพื่อไปจ้างบริษัท Seabury ให้มาเป็นที่ปรึกษาเพิ่มในการทำแผนฟื้นฟู แทนอีวาย ที่ไม่ได้ทำอะไร ซึ่งในที่ประชุม โดยเฉพาะนายพีระพันธุ์ มองว่าราคาแพงเกินไป โดยเฉพาะมีค่าคิดบริการเพิ่มอีก 5 % ทำแผน 7 ปี บริษัทนี้จะได้เงินไปกว่า 5-6 พันล้านบาท และจะไปอธิบายต่อสังคมได้อย่างไรว่าระหว่าง Seabury กับอีวาย ที่การบินไทย ประกาศออกไปแล้วว่าอีวาย เป็นทีมทำแผนฟื้นฟูการบินไทย และนอกจาก Seabury ก็ยังมี บริษัทแมคคินซีย์ แอนด์ โค (ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินระดับโลก) สนใจเสนอราคามา 35 ล้านบาท

แต่ด้วยเวลาที่กระชั้นชิด เพราะเป็นเดือนมิ.ย.แล้ว ที่ประชุมจึงให้มีการไปเสนอราคามาใหม่ โดยหลังจากการทบทวนราคา Seabury เสนอราคาลดเหลือ 80 ล้านบาท ส่วนแมคคินซีย์ เสนอราคามา 17.5 ล้านบาท ซึ่งด้วยราคาที่แม็คเค็นซี่ เสนอมาถูกกว่าห่างกันร่วม 62 ล้านบาท ประกอบกับแมคคินซีย์ เคยทำแผนฟื้นฟูให้อเมริกัน แอร์ไลน์ และไออาร์พีซี รวมถึงการเขียนแผนมาดี อาทิ ปัญหาการบินไทยคืออะไร ฝูงบินการบินไทยเป็นอย่างไร ต้องทำอย่างไร เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมก็เลยเลือกแมคคินซีย์




ตั้งทีมทำแผนธุรกิจ

ส่วนแนวทางที่ 2 คือ มีการไปทำแผนกันนอกรอบ ซึ่งมีแกนหลัก คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และชาญศิลป์ ตรีนุชกร ที่เพิ่งเข้าไปนั่งเป็นรักษาการดีดีการบินไทย โดยได้ดึง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยทำแผนให้ ซึ่งเป็นการทำให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพื่อเดินคู่ขนานกันไป เพื่อให้ทางคณะผู้ทำแผนดำเนินการจัดทำร่างแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ศาลนัดไต่สวน

ขณะเดียวกันล่าสุดรักษาการดีดี ยังได้ตั้งทำงานSurvival Team เพื่อเข้ามาร่วมจัดทำแผนธุรกิจในระยะเร่งด่วน ของการบินไทย ในช่วง 4 เดือนนี้ (9ก.ค.-31ต.ค.63) โดยให้EVP ฝ่ายการพาณิชย์,ฝ่ายกลยุทธองค์กร,ฝ่ายปฏิบัติการ,ฝ่ายช่าง มาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งคณะทำงานชุดนี้มีพนักงานการบินไทยทั้งหมด 21 คนร่วมทำงาน โดยมีนายชาญ เอี่ยมศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจปิโตรเลียมประกันภัย และสิ่งแวดล้อมการบิน (D3) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,591 วันที่ 12 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,514 Posts
Discussion Starter #3,928
กักตัวพนักงาน “การบินไทย” 7 คน หลังให้บริการภาคพื้นดินทหารอียิปต์ป่วยโควิด

วันที่ 14 กรกฎาคม 2563

ด่วน!! สั่งกักตัวพนักงานบินไทย 7 คน 14 วัน หลังให้บริการภาคพื้นเที่ยวบินทหารอียิปต์ป่วยโควิด ซึ่งได้บินมาทำภารกิจที่ จ.ระยอง

ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) ได้สั่งดำเนินการกักตัวเจ้าหน้าที่ให้บริการภาคพื้น ที่สนามบินอู่ตะเภา จำนวน 7 คน เป็นระยะเวลา 14 วัน ตามมาตรการสุขอนามัยของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากเจ้าหน้ากลุ่มดังกล่าวที่มีการให้บริการภาคพื้นในเที่ยวบินทหารอียิตป์ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อโรคโควิด-19 โดยหลังจากกักตัวครบ14 วันแล้ว บริษัทจะส่งตัวเจ้าหน้าที่ทั้งหมดไปตรวจหาเชื้อโควิดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างวันที่ 8-11 ก.ค.ที่ผ่านมา สนามบินอู่ตะเภาได้ให้บริการสายการบิน EGYPTIAN AIR FORCE ใช้เครื่องบินแบบC-130 จำนวน 2 เที่ยวบิน คือ EYG1215 จำนวนลูกเรือ 16 คน และ EYG1216 จำนวนลูกเรือ 15 คน บินในเส้นทางจาก จากสนามบินอิสลามาบัด ปากีสถาน -สนามบินอู่ตะเภา ประเทศไทย- สนามบินนานาชาติซวงหลิว เฉิงตู ประเทศจีน –สนามบินอู่ตะเภาประเทศไทย –สนามบินอิสลามาบัด ประเทศ ปากีสถาน

ทั้งนี้ ลูกเรือทั้ง 31 คนได้เข้าพักที่โรงแรม Dvaree Rayong เจ้าหน้าที่ระยองได้ทำการตรวจโควิด-19 กับลูกเรือทั้งหมดที่โรงแรมดังกล่าวในวันที่ 10 ก.ค.63 และได้รับแจ้งจากนายด่านควบคุมโรคอู่ตะเภาว่ามีลูกเรือติดเชื้อ 1 คน ในเที่ยวบิน EYG1215 ในวันที่ 12 ก.ค.

 

·
Registered
Joined
·
32,335 Posts
การบินไทยยันจ้าง 4 บริษัทที่ปรึกษาทำแผนฟื้นฟู ตามระเบียบราคาเหมาะสม
เผยแพร่: 16 ก.ค. 2563 11:44 ปรับปรุง: 16 ก.ค. 2563 12:18 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
การบินไทย แจงจ้างบริษัทที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูโปร่งใส ย้ำผ่านความเห็นชอบจาก คกก.บริษัทฯ ตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างฯ ถูกต้องและโปร่งใสในการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในอัตราที่เหมาะสม


เมื่อวันที่ 16 ก.ค.63 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้บริษัทฯ ต้องหยุดทำการบินชั่วคราว ส่งผลกระทบให้บริษัทฯ ขาดสภาพคล่อง และบริษัท การบินไทยฯ ต้องยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ซึ่งศาลล้มละลายกลางได้กำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2563

ทั้งนี้ บริษัท ตระหนักดีว่าหากบริษัทฯ ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ จะส่งผลให้บริษัทฯไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อบริษัทฯ เจ้าหนี้ พนักงานของบริษัทฯ ผู้ลงทุน ประชาชน และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นรายได้หลักที่สำคัญของประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องเป็นวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ต้องได้รับการยอมรับและความเชื่อถือจากทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ พันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ รวมถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นต้องว่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านต่างๆ ในระดับโลก เพื่อมาช่วยดำเนินการให้บริษัทฯ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการและจัดทำแผนฟื้นฟูฯ ให้แล้วเสร็จได้อย่างราบรื่น ซึ่งคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบให้บริษัทฯ ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา โดยให้ดำเนินการตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างฯ อย่างถูกต้องและโปร่งใสในการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในอัตราที่เหมาะสม และเป็นไปตามขอบเขตของงาน (Term of Reference) ในการว่าจ้างทุกราย ได้แก่
  • บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายและสัญญา
  • บริษัท ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาด้านโครงสร้างทางการเงิน
  • บริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจการบิน (Airline Expert) เป็นที่ปรึกษาด้านการวางแผนธุรกิจในอนาคต (Airline Business) ที่อยู่ภายใต้แผนฟื้นฟู
  • บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นผู้ทำแผนร่วม โดยบริษัท อีวายฯ เป็นบริษัทที่มีใบอนุญาต (License) เป็นผู้ทำแผนตามข้อกำหนดของกรมบังคับคดี และเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในการเป็นผู้ทำแผนมาเป็นระยะเวลายาวนานในประเทศไทย
ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอความกรุณาให้ลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทฯ ทุกภาคส่วน มีความมั่นใจว่าบริษัทฯ มีความจริงใจและตั้งใจที่ดำเนินการด้านต่างๆ ด้วยความโปร่งใส และบริษัทฯ ขอความกรุณาให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมทั้งสื่อมวลชนได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพื่อนำพาการบินไทยกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติของคนไทยที่สร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้ประเทศไทยต่อไป.






การบินไทยยันจ้าง 4 บริษัทที่ปรึกษาทำแผนฟื้นฟู ตามระเบียบราคาเหมาะสม
เผยแพร่: 16 ก.ค. 2563 11:44 ปรับปรุง: 16 ก.ค. 2563 12:18 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
การบินไทยยันจำเป็นจ้าง 4 บริษัทที่ปรึกษาเป็นไปตามระเบียบ ถูกต้อง โปร่งใส ราคาเหมาะสม มีประสบการณ์ในการทำแผนฟื้นฟู

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้บริษัทฯ ต้องหยุดทำการบินชั่วคราว ส่งผลกระทบให้บริษัทฯ ขาดสภาพคล่อง และบริษัท การบินไทยฯ ต้องยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ซึ่งศาลล้มละลายกลางได้กำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2563 นั้น

บริษัทฯ ตระหนักดีว่าหากบริษัทฯ ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ จะส่งผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อบริษัทฯ เจ้าหนี้ พนักงานของบริษัทฯ ผู้ลงทุน ประชาชน และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นรายได้หลักที่สำคัญของประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องเป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ต้องได้รับการยอมรับและความเชื่อถือจากทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ พันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ รวมถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นต้องว่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านต่างๆ ในระดับโลก เพื่อมาช่วยดำเนินการให้บริษัทฯ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการและจัดทำแผนฟื้นฟูฯ ให้แล้วเสร็จได้อย่างราบรื่น

คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบให้บริษัทฯ ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา โดยให้ดำเนินการตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างฯ อย่างถูกต้องและโปร่งใสในการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในอัตราที่เหมาะสม และเป็นไปตามขอบเขตของงาน (Term of Reference) ในการว่าจ้างทุกราย ได้แก่

- บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายและสัญญา

- บริษัท ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาด้านโครงสร้างทางการเงิน



- บริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจการบิน (Airline Expert) เป็นที่ปรึกษาด้านการวางแผนธุรกิจในอนาคต (Airline Business) ที่อยู่ภายใต้แผนฟื้นฟู

- บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นผู้ทำแผนร่วม โดยบริษัท อีวายฯ เป็นบริษัทที่มีใบอนุญาต (License) เป็นผู้ทำแผนตามข้อกำหนดของกรมบังคับคดี และเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในการเป็นผู้ทำแผนมาเป็นระยะเวลายาวนานในประเทศไทย

บริษัทฯ ขอความกรุณาให้ลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทฯ ทุกภาคส่วน มีความมั่นใจว่าบริษัทฯ มีความจริงใจและตั้งใจที่ดำเนินการด้านต่างๆ ด้วยความโปร่งใส และบริษัทฯ ขอความกรุณาให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมทั้งสื่อมวลชนได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพื่อนำพาการบินไทยกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติของคนไทยที่สร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้ประเทศไทยต่อไป

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,514 Posts
Discussion Starter #3,930
พนักงานการบินไทย1,600คนระส่ำ บำเหน็จ 3,600 ล้าน เอาออกมาจ่ายไม่ได้



พนง.บินไทย 1,600 คน ระส่ำ หวั่นชวดเงินบำเหน็จ 3,600ล้าน หลังเกษียณ จี้ดีดีชี้แจงฐานะเงินกองทุน ฮึ่มฟ้องศาลแรงงานหากโดนเบี้ยวเงิน


รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ขณะนี้พนักงานการบินไทย ราว 1,600 คน ที่อยู่ในระบบกองทุนบำเหน็จพนักงาน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยเฉพาะพนักงานที่กำลังจะเกษียณในเดือน ก.ย. ปีนี้ ได้แสดงความกังวลว่าจะไม่ได้รับเงินกองทุนบำเหน็จ เนื่องจากบริษัทอยู่ในขั้นตอนการเข้าฟื้นฟูกิจการผ่านศาลล้มละลายกลาง

เกรงว่าเงินกองทุนบำเหน็จของพนักงานที่ฝากไว้กับธนาคาร ณ วันที่ 31 ธ.ค. 62 ซึ่งมีจำนวนกว่า 3,673 ล้านบาท จะไม่สามารถนำออกมาใช้จ่ายให้พนักงานที่กำลังจะเกษียณได้ ซึ่งพนักงานกลุ่มดังกล่าวมองว่าไม่เป็นธรรมหากคนที่เกษียณอายุในปีนี้จะไม่ได้เงินบำเน็จ เนื่องจากเป็นเงินฝากของพนักงานที่สะสมมาทั้งชีวิตเพื่อเอาไว้ใช้ในยามชราซึ่งไม่มีอาชีพแล้วรวมทั้งยังเป็นสิทธิ์ตามกฎหมายด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพนักงานในระบบกองทุนบำเน็จได้รวมตัวกันทำหนังสือสอบถามความชัดเจนไปยังรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่(ดีดี) ทั้งคนเก่าและคนใหม่ รวมทั้งสิ้น 5 ฉบับแล้ว เพื่อถามหาความชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิ์ในกองทุนบำเน็จของพนักงานที่กำลังจะเกษียน ซึ่งปัจจุบันในภาพรวมบริษัทมีจำนวนพนักงานที่เกษียณอายุปีละกว่าร้อยคน โดยได้สอบถามว่าว่าบริษัทจะจ่ายเงินบำเน็จให้หรือไม่หลังเกษียณอายุในเดือน ก.ย.ปีนี้ ซึ่งตามกฎหมายบริษัทต้องคืนเงินให้ทั้งก้อนให้พนักงานตามสิทธ์ของสภาพการจ้างเดิม แม้ว่าปัจจุบันบริษัทจะเปลี่ยนมาเป็นบริษัทจำกัด


นอกจากนี้ ยังได้สอบถามด้วยว่าปัจจุบันกองทุนบำเหน็จพนักงานที่มีเงินสะสม รวมทั้งสิ้น 3,673 ล้านบาท นั้น ปัจจุบันเงินยังมีอยู่หรือไม่ และหากมีฝากอยู่ที่ธนาคารใดบ้างอย่างไร เพราะมีบางกระแสข่าวระบุว่าขณะนี้บริษัทนำเงินบำเหน็จออกไปใช้หนี้ หรือใช้จ่ายหมดแล้ว แต่ล่าสุดก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากฝ่ายบริหารแต่อย่างใด

“เรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จนั้น มีบางกระแสระบุว่าที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทในปัจจุบันออกมาระบุว่าจะจ่ายให้ตามกฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาแล้วกองทุนบำเหน็จของพนักงานการบินไทยแล้วเห็นว่าไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นเพียงเงื่อนไขตามระเบียบของบริษัท ซึ่งเป็นรูปแบบการเอื้ออาทรกันเท่านั้น จึงทำให้พนักงานกลุ่มกองทุนบำเน็จกังวลและเครียดมากว่าอาจจะไม่ได้รับเงินจากกองทุนบำเน็จ

ส่วนกรณีที่ระบุว่าบริษัทอาจจะไม่สามารถนำเงินกองทุนบำเน็จมาจ่ายคืนพนักงานที่เกษียณ เพราะถูกระงับการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายจากการเข้าสู่แผนฟื้นฟูในศาลล้มละลายนั้น เป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจากคนที่กำลังจะเกษียณไม่ใช่เจ้าหนี้ของบริษัท แต่เป็นพนักงานของบริษัท จึงมีสิทธิ์รับเงินกองทุนบำเน็จจากบริษัท ทั้งนี้หากบริษัท บิดพริ้วไม่จ่ายเงินบำเน็จกับผู้ที่กำลังจะเกษียณ พนักงานอาจจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแรงงานต่อไป”

17/7/2563 พนักงานการบินไทย1,600คนระส่ำ บำเหน็จ 3,600 ล้าน เอาออกมาจ่ายไม่ได้
 

·
Registered
Joined
·
32,335 Posts
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,514 Posts
Discussion Starter #3,932
ราชกิจจาฯแพร่ประกาศ‘สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย’สิ้นสภาพ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563


17 กรกฎาคม 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศนายทะเบียนที่ 1/2563 เรื่องสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยสิ้นสภาพ ระบุว่า ตามที่นายทะเบียนได้รับจดทะเบียนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย เลขทะเบียนที่ สรร. 35 โดยมีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 89 ถนนวิภาวดีรังสิตแขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครนั้น

เนื่องจากกระทรวงการคลังได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทการบินไทยจำกัด(มหาชน) ทำให้มีทุนลดลงไม่เกินร้อยละ50 จึงมีผลให้บริษัทการบินไทยจำกัด(มหาชน) พ้นสภาพจากการเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พ.ศ.2543 และเปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทเอกชนตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 ทำให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยสิ้นสภาพความเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจในวันเดียวกันด้วย


นายทะเบียนจึงขอประกาศว่าสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยได้สิ้นสภาพตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2563

นายอนันต์บวร เนาวรักษ์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

นายทะเบียน


 

·
Registered
Joined
·
32,335 Posts
THAI ออกโรงแจง ยันไม่มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการทำแผนฟื้นฟูกิจการฯ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) 19 ก.ค. 63 11:04
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. การบินไทย (THAI) เปิดเผยว่า ตามที่มีสื่อมวลชนนำเสนอข่าวถึงกรณีกรรมการทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ มีความเห็นไม่ตรงกัน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการทำแผนฟื้นฟูฯ นั้น ขอชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง

การที่คณะกรรมการบริษัทฯ ฝ่ายบริหาร และพนักงาน มีความเห็นที่แตกต่างกันบ้างถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะแต่ละคนมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ และต่างมีความรู้ความสามารถ ก็อาจมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ไม่แตกแยก และทุกคนล้วนรัก มีความปรารถนาดีต่อการบินไทยทั้งสิ้น

ซึ่งกรรมการบริษัทฯ ผู้บริหาร และพนักงาน มีความรักสามัคคี ร่วมมือประสานการทำงานกันเป็นอย่างดี รวมทั้งรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการของการบินไทยประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

"ขอยืนยันว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด" นายชาญศิลป์ระบุ
 

·
Registered
Joined
·
32,335 Posts
'การบินไทย' ลุยแผนฟื้นฟูกิจการ รื้อโครงสร้างผู้บริหาร รีไฟแนนซ์หนี้ 3.5 แสนล้าน
20 กรกฎาคม 2563

“ชาญศิลป์” เร่งทำแผนฟื้นฟูเสนอศาล 17 ส.ค.นี้ เผยเตรียมปรับโครงสร้างหนี้ 3.5 แสนล้าน โยก 2 ผู้บริหารระดับสูงเปิดทางลุยแผนฟื้นฟู วาง 4 กลยุทธ์ จัดโครงสร้างใหม่เขย่าเส้นทางบิน แยกหน่วยธุรกิจ ลดไซส์องค์กร
ศาลล้มละลายกลางมีกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งแรกในวันที่ 17 ส.ค.2563 โดยศาลล้มละลายกลางได้เปิดให้เจ้าหนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียรับทราบและหากประสงค์คัดค้านคำร้องขอฟื้นฟูกิจการให้ยื่นคำคัดค้านต่อศาลภายในวันที่ 13 ส.ค.2563

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการการบินไทย ในฐานะรักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย เปิดเผยว่า ความคืบหน้าของแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยนั้น ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของการบินไทย เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2563 ซึ่งศาลล้มละลายกลางกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของการบินไทยแล้ว ซึ่งการบินไทยกำลังจัดทำร่างแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อยื่นศาลล้มละลายกลาง

ทั้งนี้ หากไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะส่งผลให้การบินไทยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ รวมทั้งจะก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อการบินไทย เจ้าหนี้ พนักงานการบินไทย ผู้ลงทุน ประชาชน และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่นเป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยต้องได้รับการยอมรับและความเชื่อถือจากทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ พันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ รวมถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร ซึ่งทำให้บริษัทจำเป็นต้องว่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านต่างๆ ในระดับโลก เพื่อมาช่วยดำเนินการให้การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการและจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการให้เรียบร้อย




รายงานข่าวจากการบินไทย ระบุว่า ที่ผ่านมาการบินไทยยังไม่ได้รายงานความคืบหน้าแผนฟื้นฟูกิจการให้กับคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหา การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้คำสั่งศาล ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพราะร่างแผนฟื้นฟูกิจการยังไม่ได้ข้อสรุป และคาดว่าจะรายงานต่อคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ต้นเดือน ส.ค.นี้ ก่อนศาลล้มละลายกลางนัดไต่สวนครั้งแรก

ในขณะที่การเจรจากับเจ้าหนี้ถือว่ามีความคืบหน้าที่ได้เจรจาทั้งเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าเครื่องบิน สถาบันการเงินและเจ้าหนี้น้ำมัน ซึ่งการบินไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจาเจ้าหนี้ เพราะเป็นทิศทางการทำงานกรณีแผนฟื้นฟูกิจการได้รับความเห็นชอบ รวมทั้งจะเห็นทิศทางของเจ้าหนี้ต่อแผนฟื้นฟูกิจการ โดยถ้าเจ้าหนี้มีท่าทีที่ดีในการเจรจาก็มีแนวโน้มที่เจ้าหนี้จะเห็นด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการ

โยกผู้บริหารระดับสูง2ราย


ในขณะที่คณะผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ 6 คน ที่เป็นกรรมการการบินไทยด้วย จะมีบทบาทสำคัญในการทำแผนฟื้นฟูกิจการ โดยในแผนฟื้นฟูกิจการจะมีการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งที่ผ่านมาคณะผู้ทำแผนฟื้นฟูได้เสนอคณะกรรมการการบินไทยทยอยปรับตำแหน่งผู้บริหารการบินไทยไปแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูกิจการ

ล่าสุดคณะกรรมการการบินไทยเมื่อวันที่ 17 ก.ค.2563 มีมติแต่งตั้งผู้บริหารดังนี้

1.นายณัฐพงศ์ สมิตอำไพศาล พ้นจากกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและบัญชี ไปดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เพื่อการฟื้นฟูกิจการ (การแยกบัญชีการเงินของหน่วยธุรกิจ)



2.แต่งตั้งนายชาย เอี่ยมศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายปิโตรเลียม ประกันภัยและสิ่งแวดล้อมการบิน เป็นรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและบัญชี อีกหนึ่งตำแหน่ง

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.2563


เร่งเจรจาลดเงินต้น-ดอกเบี้ย

ทั้งนี้ แผนฟื้นฟูกิจการของการบินไทยจะต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมเจ้าหนี้และศาล โดยสำหรับช่องทางฟื้นฟูกิจการที่การบินไทยได้ยื่นต่อศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2563 ได้ชี้แจงถึงปัญหาทางการเงินล้นพ้นตัว ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจ แต่เกิดจากสภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบินที่รุนแรง ประกอบกับข้อจำกัดและความไม่คล่องตัวในการบริการจัดการเนื่องจากเคยเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นเหตุให้กำไรต่อหน่วยของการบินไทยลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ธุรกิจของการบินไทยมีพื้นฐานที่แข็งแรง และมีศักยภาพที่ดีทุกด้าน พร้อมต่อยอดและสร้างรายได้ให้องค์กรเพื่อนำไปชำระหนี้สิน หากการบินไทยได้รับการฟื้นฟูกิจการ และได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระโดยการปรับโครงสร้างหนี้ โครงสร้างทุน โครงสร้างองค์กรด้วยวิธีที่เหมาะสม ทั้งนี้การบินไทยได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการในเบื้องต้น 2 ส่วน คือ

1.การบินไทยจะต้องปรับโครงสร้างหนี้ โดยอาจเจรจากับเจ้าหนี้รายต่างๆ เพื่อขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป ปรับลดเงินต้นและดอกเบี้ยลงทั้งหมดหรือบางส่วน หรือพักการชำระหนี้เงินต้น และดอกเบี้ย ขอรีไฟแนนซ์ หรือปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างทุนในรูปแบบอื่นตามความเหมาะสม ตลอดจนอาจกำหนดให้ผู้บริหารแผนมีอำนาจหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม โดยอาจขอสินเชื่อหรือเงินทุนสนับสนุนจากสถาบันการรเงิน นักลงทุน หรือพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อนำมาปรับปรุงกิจการหรือต่อยอดธุรกิจ

รวมทั้งแผนฟื้นฟูกิจการอาจกำหนดให้ผู้บริหารแผนทำนิติกรรมสัญญาเพื่อจัดการทรัพย์สินและกิจการเพื่อให้การบินไทยดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เจ้าหนี้ทั้งหมายจะได้รับชำระหนี้มากกว่าการปล่อยให้การบินไทยล้มละลายแน่นอน

ทั้งนี้ มูลหนี้ที่การบินไทยระบุในคำขอฟื้นฟูกิจการอยู่ที่ 352,494 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน 104,669 ล้านบาท และหนี้สินไม่หมุนเวียน 247,824 ล้านบาท

2.การบริหารจัดการกิจการของการบินไทย เนื่องจากการดำเนินธุรกิจมีต้นทุนสูงไม่เพียงพอต่อรายได้ การบินไทยจึงมีความจำเป็นจ้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการองค์กร ตลอดจนหน่วยธุรกิจต่างๆ เพื่อความคล่องตัวและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น

ยกเลิกเส้นทางบินกำไรต่ำ

ทั้งนี้ การบินไทยสรุปแนวทางบริหารจัดการกิจการให้ศาลพิจารณาในคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ดังนี้

1.การปรับปรุงเครือข่ายเส้นทางบินและปรับปรุงฝูงบิน
โดยอาจพิจารณาบริหารจัดการหรือยกเลิกเว้นทางที่กำไรต่ำหรือไม่สามารถปรับปรุงให้ทำกำไรให้แก่การบินไทยได้ในอนาคต เพื่อลดกำลังการผลิต ลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาจปรับปรุงการบริหารจัดการเส้นทางบินให้เหมาะสมและเพื่อรักษาระดับความสามารถในการแข่งขัน และอาจปรับปรุงการบริหารจัดการหรือปรับลดประเภทเครื่องบินในฝูงบิน

2.การปรับปรุงองค์กรและหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบิน เพื่อให้ลูกหนี้มีความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมและเติบโตต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคงและยั่งยืน โดยอาจปรับเปลี่ยนโครงสร้างในหน่วยธุรกิจที่มีความสามารถในการทำกำไร เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เช่น จัดตั้งบริษัทย่อย การจัดหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อร่วมทุน หาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และเพิ่มศักยภาพหน่วยธุรกิจให้พึ่งพาตนเองได้

3.การปรับปรุงกลยุทธ์ด้านการพาณิชย์และความสามารถในการหารายได้ โดยอาจปรับปรุงช่องทางขายบัตรโดยสาร เพิ่มช่องทางอินเตอร์เน็ต ปรับโครงสร้างค่าตอบแทน เงื่อนไขและการประเมินผลงานตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสาร นอกจากนี้ ยังปรับปรุง พัฒนาและเพิ่มการหารายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบิน เช่น บริการลูกค้าภาคพื้นแบบครบวงจร ซ่อมและบำรุงอากาศยานและเครื่องยนต์ ธุรกิจครัวการบิน

4.การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้กระชับ ลดกระบวนการซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น โดยอาจปรับจำนวนพนักงานให้สอดคล้องกับจำนวนฝูงบินและกำลังการผลิต เพื่อให้กำลังคนสอดคล้องกับความสามารถในการบริหารต้นทุน ค่าใช้จ่ายและกำลังการผลิต ตลอดจนปรับสิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนของพนักงานให้เหมาะสมตามมาตรฐานอุตสาหกรรมการบิน

ทั้งนี้ แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และการปรับปรุงการบริหารจัดการกิจการที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงแนวทางในเบื้องต้นเท่านั้น ในการจัดทำแผนฟื้นฟูและปรับปรุงบริหารจัดการ โดยการบินไทยจำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายประการ ทั้งปัจจัยภายในองค์กร ตลอดจนปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจ แนวโน้มอุตสาหกรรม นโยบายรัฐ จำนวนหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้ ตลอดจนสาระสำคัญของหนี้แต่ละรายที่มีการยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่จะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี ผู้ทำแผนจะต้องตรวจสอบรายละเอียดและความเป็นได้จากการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการบนหลักการที่ว่าแผนฟื้นฟูของการบินไทย จะต้องก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย และจะต้องได้รับชำระหนี้ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการมากกว่ากรณีที่การบินไทยล้มละลายอย่างแน่นอน


 

·
Registered
Joined
·
32,335 Posts
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,514 Posts
Discussion Starter #3,936
การบินไทย ล้างบางบิ๊กบริหาร นั่งควบหลายตำแหน่ง ได้เงินเดือนเยอะ

การบินไทย ล้างบางบิ๊กบริหาร นั่งควบหลายตำแหน่ง ได้เงินเดือนเยอะ รักษาการดีดีบินไทย คุมงาน บุคลากร-กฎหมายเอง

วันที่ 20 ก.ค. นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ลงนาม คำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) ที่ 08/2563 เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานระดับบริหาร ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา

โดยมีคำสั่งให้นางสุวิมล บัวเลิศ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายทรัพยากรบุคคล (DB) และรักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล และรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการสายบริหารงานกฎหมายทั่วไป ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เพื่อการฟื้นฟูกิจการ (สายทรัพยากรบุคคล) สังกัดสำนักงานกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เพียงตำแหน่งเดียว โดยได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์คงเดิม

นอกจากนี้บอร์ดยังมีมติแต่งตั้งให้นายชาญศิลป์ ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายทรัพยากรบุคคล และรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายบริหารงานกฎหมายและบริหารทั่วไป ด้วยโดยมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามตำแหน่งที่รักษาการ


นายณัฐพงศ์ สมิตอำไพพิศาล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เพื่อฟื้นฟูกิจการ (การแยกบัญชีการเงินของหน่วยธุรกิจ) สังกัดสำนักงานกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ โดยได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์เดิม

นายชาย เอี่ยมศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายธุรกิจปิโตรเลียม ประกันภัยและสิ่งแวดล้อมการบิน ดำรงตำแหน่งรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญาสายการบินและการบัญชีอีกตำแหน่ง โดยมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามตำแหน่งที่รักษาการ

ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยบางตำแหน่ง ถูกจับตามองจากพนักงานภายในการบินไทยว่า การนั่งควบหลายตำแหน่งจนได้รับรายได้มากกว่าพนักงานปกติหลายสิบเท่า ขณะที่พนักงานระดับล่างมีอัตราเงินเดือนที่ไม่สูง และยังถูกปรับลดเงินเดือนจากกรณีการบินไทยต้องหยุดบินและเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการภายใต้ศาลล้มละลายกลางอีกด้วย

ที่ผ่านมาบอร์ดการบินไทยชุดใหม่ จับตามองเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดบอร์ดมีมติผู้บริหารบางคน นั่งบริหารเพียงตำแหน่งเดียว


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,514 Posts
Discussion Starter #3,937
'การบินไทย' ยื่นรัฐขอคงสิทธิพิเศษ หลังเข้าแผนฟื้นฟู


22 กรกฎาคม 2563

“การบินไทย” ยื่นข้อเสนอคมนาคมหนุนสิทธิพิเศษอุ้มธุรกิจ ขอยืนกรอบอายุสัญญาร่วมทุกหน่วยงานตามกำหนดเดิม พร้อมชง ทอท.พิจารณาขยายมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านค่าเช่าสำนักงาน และลานจอดอากาศยาน


นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนการฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยระบุว่า ขณะนี้คณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาการบินไทย ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ติดตามงานเป็นระยะ โดยในส่วนของกระทรวงคมนาคมที่ตนได้รับมอบหมายนั้น เป็นการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาที่การบินไทยมีระหว่างหน่วยงานด้านการบินในสังกัดกระทรวงคมนาคม

สำหรับความคืบหน้าในขณะนี้ ตนได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้สรุปข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาที่มีระหว่างการบินไทย พร้อมทั้งพิจารณาข้อเสนอที่การบินไทยยื่นขอมา ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่

“ตอนนี้เห็นว่าการบินไทยยื่นข้อเสนอ ขอให้สัญญาที่ปัจจุบันมีกับทุกหน่วยงานยังคงมีกำหนดหมดอายุตามสัญญาเดิม ขอให้ไม่มีการยกเลิกสัญญาก่อน ซึ่งตอนนี้ก็ทราบว่าทุกหน่วยงานกำลังตีความทางกฎหมายว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ ส่วนสัญญาไหนที่หมดอายุก็จะนำไปพิจารณาว่าเข้าข่ายต้องทำพีพีพีอย่างไร ก็ต้องปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)”


นอกจากนี้ การบินไทยยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการขอสิทธิต่างๆ เพื่อช่วยเหลือกิจการ อาทิ ขอให้ ทอท.พิจารณาขยายสิทธิพิเศษช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบิน ในเรื่องของค่าเช่าอาคารสำนักงาน และค่าจอดอากาศยาน ตามเงื่อนไขที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการจากผลกระทบโควิด -19 โดยเมื่อครบกำหนดของมาตรการดังกล่าวแล้ว ขอให้ ทอท.พิจารณาขยายสิทธิพิเศษไปอีก 3 ปี เป็นต้น

นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า สิทธิพิเศษของการบินไทย ที่กระทรวงฯ มีการพิจารณาแล้วเสร็จในขณะนี้ คือ ประเด็นของสิทธิการบิน ที่ก่อนหน้านี้การบินไทยจะอยู่ในฐานะที่ปรึกษาในการเจรจาสิทธิการบินระหว่างประเทศ แต่หลังจากการบินไทยสิ้นสภาพการเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแล้ว กระทรวงฯ ก็ไม่สามารถมอบสิทธิพิเศษดังกล่าวให้การบินไทยได้ แต่จะปรับให้การบินไทยเป็นผู้สังเกตการณ์ในการเจรจาสิทธิการบิน และกระทรวงฯ จะสอบถามความต้องการของการบินไทยทุกครั้งก่อนเจรจาสิทธิการบิน ในฐานะสายการบินแห่งชาติ


“ผมมั่นใจว่าการบินไทยจะฟื้นได้ เพราะที่ผ่านมาเขาก็ทำงานอย่างคล่องตัว มีการบริหารจัดการธุรกิจได้ เพียงแต่องค์กรใหญ่เกินไป ทำให้อุ้ยอ้าย วันนี้ถึงเวลาที่เขาต้องปรับตัว และเดินหน้าให้ได้ ซึ่งวันนี้รัฐบาลก็ยังพร้อมสนับสนุนการบินไทย และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ก็มีอีกขาที่จะคอยช่วยเหลือสายการบินแห่งชาติ นอกเหนือจากบทบาทของการเป็นเจ้าหนี้”

นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า เรื่องสิทธิ หรือข้อเสนอต่างๆ ที่การบินไทยเสนอขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานคมนาคมมานั้น ตนได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานไปพิจารณา พร้อมทั้งมอบนโยบายไปด้วยว่า ทุกหน่วยงานจะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม เท่าเทียม กับทุกสายการบิน และต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

 

·
Registered
Joined
·
32,335 Posts
รื้อใหญ่‘การบินไทย’ ‘ชาญศิลป์’ปรับองค์กร กล่อมพนักงานร่วมใจฝ่าวิกฤติ
23 Jul 2020 11:00 น.

หลังจาก “ชาญศิลป์” ได้เข้ามานั่งเก้าอี้รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) การบินไทย เห็นชัดเจนว่าที่ผ่านมาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรหลายด้าน และการปลุกให้พนักงานร่วมกันเปลี่ยนแปลงเพื่อขับเคลื่อนให้องค์กรอยู่รอด


หลังจาก “ชาญศิลป์ ตรีนุชกร” ได้เข้ามานั่งเก้าอี้รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2563 นอกจากภารกิจทำแผนฟื้นฟูกิจการ รวมถึงทำความเข้าใจกับเจ้าหนี้ ให้สนับสนุนการบินไทย เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟู ซึ่งศาลจะนัดไต่สวนในวันที่ 17 ส.ค.นี้แล้ว เห็นชัดเจนว่าที่ผ่านมาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรหลายด้าน และการปลุกให้พนักงานร่วมกันเปลี่ยนแปลงเพื่อขับเคลื่อนให้องค์กรอยู่รอด



สร้างเอกภาพในองค์กร
สิ่งแรกที่ “ชาญศิลป์” ทำหลังจากนั่งเก้าอี้รักษาการดีดี คือ ความพยายามเปลี่ยนแปลงทัศนคติของพนักงาน โดยให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับพนักงานเป็นสำคัญ เพื่อให้ร่วมกันฝ่าวิกฤต โดยย้ำให้พนักงานเห็นว่า ใน 17 ส.ค.นี้ การบินไทย จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากเจ้าหนี้ พนักงานการบินไทย ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้บริษัทฯฟื้นฟูกิจการ และตั้งผู้ทำแผนตามที่บริษัทฯเสนอ เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยดำเนินไปได้โดยเร็ว
เนื่องจากมีเจ้าหนี้ยื่นคัดค้าน ขอเป็นผู้ทำแผนหรือตั้งผู้ทำแผน ปัญหาของการบินไทยก็จะยืดเยื้อ เดินต่อไม่ได้ ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
นี่เองจึงทำให้ “ชาญศิลป์” ต้องการสร้างเอกภาพในองค์กร เลิกทะเลาะกัน แบ่งพรรค แบ่งพวก และอุดจุดรั่วไหล เพื่อให้เจ้าหนี้เห็นถึงความตั้งใจและร่วมมือของพนักงานในการร่วมฟื้นฟูการบินไทย และเรียกแรงสนุนให้มีการปล่อยเงินกู้ใหม่เข้ามาในองค์กร


“ความร่วมมือของพนักงานในการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้าง สรรค์สิ่งดีๆ ให้องค์กร ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และสามัคคี” เป็นสิ่งที่รักษาการดีดี เรียกร้องจากพนักงาน

พร้อมตั้ง “Survival Team” ซึ่งมีผู้แทนของการบินไทยจากทุกหน่วยธุรกิจรวม 21 มาเป็นคณะทำงาน เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นของพนักงานทุกส่วน และนำไปผนวกกับแผนฟื้นฟูองค์กร เพื่อให้การทำงานของฝ่ายบริหารและพนักงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยคณะทำงานชุดนี้ จะต้องจัดทำแผนธุรกิจระยะเร่งด่วนและระยะสั้น 4 เดือน (9 ก.ค.-31 ธ.ค.63)

พร้อมย้ำกับพนักงานว่า “ตัวเองไม่ใช่ซุปเปอร์แมน และไม่มีความสามารถด้านการบิน แต่ตัวเขาเองจะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องของน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการบินไทย แต่พนักงานการบินไทยทุกคนมีความสามารถ และแม้ปัจจุบันการบินไทย อยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ บริษัทฯก็ยังมีจุดแข็งในสายตาของประชาชนทั่วไป คือ มีแบรนด์ที่ดี มีความเป็นมืออาชีพในด้านธุรกิจการบิน มีวัฒนธรรมและความเป็นไทย มีเส้นทางบินที่เป็น Non-stop Network ซึ่งการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการนี้ จะช่วยให้การบินไทยกลับมาดำเนินกิจการได้อย่าง
ต่อเนื่อง และมีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาเป็นองค์กรที่ทำกำไรได้



3 ทางรอดสู่ “THE BEST”

บริษัทฯผ่านวิกฤติครั้งนี้ พนักงานทุกระดับต้องช่วยบริษัทให้ก้าวข้ามวิกฤติเพื่ออยู่รอด และทำให้องค์กรกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง รักษาการดีดี กล่าวชัดเจนว่า ขอให้พนักงานทิ้งความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา และเดินไปข้างหน้ามุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็น “THE BEST”

องค์กรที่เป็น “THE BEST” ต้องรักษาคนดีคนเก่งไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ดึงดูดคนดีและคนเก่งเข้ามาเพิ่ม, ต้องมีแผนกลยุทธ์และแผนงาน ที่ปรับให้เหมาะสม, ลงมือทำตามแผนงานได้ตามกลยุทธ์, มีชุดความคิด (Culture) ที่เป็นมืออาชีพ,มีอินโนเวชั่นและโซลูชันในการทำงาน, สามารถทำธุรกิจผ่านวิกฤติต่างได้,มีการเงินที่แข็งแรง และการบัญชี ที่โปร่งใส, มีการดูแลลูกค้าพนักงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเหมาะสมเป็นธรรม, มีโครงสร้างกรรมการและโครงสร้างบุคลากร รวมถึงวัดผลที่มุ่งผลสำเร็จของงานด้วยการกำกับดูแลกิจการอย่างมีธรรมาภิบาล

ดังนั้นหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในการบินไทยในขณะนี้ จึงเกิดการรื้อใหญ่ในหลายเรื่อง เพื่อปรับองค์กรใหม่ เพื่อนำไปสู่องค์กรที่เป็น “THE BEST” รวมถึงล่าสุดที่มีการแต่งตั้งโยกย้าย 2 ผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (EVP) คือ “ณัฐพงศ์ สมิตอำไพพิศาล” อดีตซีเอฟโอ รวมถึง “สุวิมล บัวเลิศ” ที่คุมงานด้านบุคลากรและบริหารทั่วไป เข้าสังกัดกรรมการผู้อำนวยการใหญ่

ทั้ง “ชาญศิลป์” ยังนั่งคุมงานด้านทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไปโดยตรง และได้มอบหมายให้รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธองค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน (DY)ไปพิจารณานำสินทรัพย์ต่างๆมาใช้ประโยชน์และก่อให้เกิดรายได้

อีกทั้ง “ชาญศิลป์” ก็ขอให้พนักงานทุกระดับต้องช่วยกันเพื่อให้บริษัทฯ ผ่านวิกฤติครั้งนี้ ใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การเสนอแนวทางลดค่าใช้จ่าย/การลงทุนที่ไม่จำเป็น 2.การหารายได้และกำไรจากความรู้ ความสามารถและทรัพยากร จากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยร่วมมือกับมืออาชีพ 3.การทำทุกอย่างเพื่อให้องค์กรอยู่รอดได้ เช่น การร่วมกันสร้างรายได้ที่นอกเหนือจากการบิน (Non-flight Income)

ทั้งนี้ 3 ทางรอดนี้ จะเกิดขึ้นเป็นทางรุ่งได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของพนักงานทุกคน ที่จะร่วมคิดแนว ทาง และร่วมทำให้เกิดผลสำเร็จ โดยพนักงานทุกคนสามารถแจ้งข้อเสนอแนะในการเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และหากพบว่ามีการทุจริต ก็ขอให้แจ้งเบาะแสมายัง คณะทำงาน Survival Team โดย ชาญศิลป์ ย้ำกับพนักงานว่า “ความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นสิ่งสำคัญขององค์กรที่เป็น THE BEST”

7 สเต็ปที่ต้องเปลี่ยน

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงที่จะนำ การบินไทย ไปสู่ “THE BEST” จะต้องมีเกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรใน 7 ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่ 1.อะไรต้องปรับต้องเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ 2.Stakeholder ที่จะสนับสนุนให้มีการเปลี่ยน 3.แผนที่มีส่วนร่วมมีการระดมสมอง ให้รอดให้รุ่งในทุกๆฝ่าย 4.สื่อสาร ให้ทุกๆฝ่ายเข้าใจและร่วมกันคิด 5.ร่วมกันลงมือทำ ตามแผนนั้นจากง่ายเร็ว (Quick win) ไปสู่ Big change

6. ประเมินผล ปรับวิธีการบ้าง ปรับเป้าบ้าง ถ้าจำเป็นแต่ทิศทางไม่ปรับบ่อย 7.ลงมือทำต่อไป แล้วฉลองความสำเร็จร่วมกัน

การนำพาองค์กรให้บรรลุทั้ง 7 ขั้นตอนนี้ได้หรือไม่ ไม่เพียงความร่วมมือของพนักงานในการสู้เฮือกสุดท้าย แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ฝีมือชาญศิลป์ ด้วยว่าจะนำพาการบินไทย พ้นวิกฤติได้เหมือนไออาร์พีซี ได้หรือไม่



หน้า 21-22 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,594 วันที่ 23 - 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2563


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
114,514 Posts
Discussion Starter #3,939
“การบินไทย” แจ้งมูลค่าผิดนัดชำระหนี้ 8.5 หมื่นล้านบาท

วันที่ 23 กรกฎาคม 2563


“การบินไทย” แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีผิดนัดชำระหนี้มูลค่า 8.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการและรักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือ แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพิ่มเติมกรณีการผิดนัดชำระหนี้ตามนิติกรรมเกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือทางการเงิน และการออกตราสารหนี้ ของ THAI


แบ่งเป็น กรณีการผิดนัดชำระหนี้เกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือทางการเงิน และการผิดนัดชำระหนี้เกี่ยวกับการออกตราสารหนี้ (หุ้นกู้) โดยขนาดของการผิดนัดชำระหนี้เกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือทางการเงินและหุ้นกู้ข้างต้นมีมูลค่ารวม 85,068.82 ล้านบาท คิดเป็น 33.14% ของสินทรัพย์รวมของบริษัทตามงบการเงินล่าสุด (งบการเงินรวม ณ 31 ธ.ค.2562) ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 256,665.14 ล้านบาท และคิดเป็น 34.74% ของหนี้สินรวมของบริษัทตามงบการเงินล่าสุด (งบการเงินรวม ณ 31 ก.ค.2562) ซึ่งมีหนี้สินรวม 244,899.44 ล้านบาท


 

·
Registered
Joined
·
32,335 Posts
"การบินไทย" จ่อรื้อใหญ่ สายพาณิชย์
23 Jul 2020 09:50 น.
“การบินไทย” จ่อรื้อใหญ่ สายการพาณิชย์ ด้าน “พีระพันธ์” ยํ้าหลังเข้าสู่การบริหารแผนฟื้นฟู จะเดินหน้าผ่าตัดองค์กร ปรับโครงสร้างผู้บริหารอีกรอบ ล่าสุดมั่นใจทำเค้าโครงการแผนเสร็จทันเสนอศาลนัดไต่สวน 17 ส.ค.นี้


ล่าสุดหลังจากการบินไทยได้การแต่งตั้งโยกย้าย 2 ผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (EVP) คือ “ณัฐพงศ์ สมิตอำไพพิศาล” อดีตซีเอฟโอ รวมถึง “สุวิมล บัวเลิศ” ที่คุมงานด้านบุคคลากรและบริหารทั่วไป เข้าสังกัดกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และ “ชาญศิลป์” ดึงงานงานด้านทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไปมาคุมเองโดยตรง สเต็ปต่อไปคือการรื้อใหญ่โครงสร้างของสายการพาณิชย์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสร้างรายได้ของการบินไทย


ในปี 2562 การบินไทยมีรายได้จากการจำหน่ายบัตรโดยสารที่เกิดขึ้นในต่างประเทศทั่วโลกประมาณ 1.35 แสนล้านบาท และรายได้จากการจำหน่ายบัตรโดยสารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท ที่ต้องปรับวิธีการทำงานใหม่ เพื่อเดินไปสู่โหมดการฟื้นฟูการบินไทย

ที่ผ่านมารักษาการดีดีการบินไทย ก็ได้มีการพบปะกับเอเย่นต์จำหน่ายตั๋วเครื่องบินที่คร่ำหวาดในธุรกิจนี้มานาน เพื่อหาข้อมูลเรื่องการทำงานของสายการพาณิชย์ของการบินไทยไว้แล้วในระดับหนึ่งเพื่อหาข้อมูล


ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากเอเย่นต์ผู้จำหน่ายตั๋วเครื่องบินในประเทศไทย เผยว่า ทางเอเย่นต์ก็ยังคงจับตาดูว่าหลังวันที่ 17 สิงหาคมนี้ไปแล้ว การบินไทยจะมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร ว่าจะสามารถคืนเงินค่าตั๋วให้ได้เมื่อไหร่ หรือจะทำการบินได้จริงเมื่อไหร่ รวมถึงการจับตาดูเรื่องด้วยว่าจะมีการปรับเปลี่ยนการทำงานในสายการพาณิชย์ของการบินไทยอย่างไร



หากฝ่ายการพาณิชย์ยังทำงานในแบบราชการเหมือนเดิม ก็คงไม่สามารถฟื้นฟูได้สำเร็จ โดยปัญหาในด้านการขายของการบินไทย คือ การใช้บุคคลากรเพียงไม่กี่คนแต่คุมการทำงานในหลายตำแหน่ง เช่น ฝ่ายควบคุมราคา และฝ่ายคุมเรื่องที่นั่ง ก็เป็นคนเดียวกัน ซึ่งคนที่มีอำนาจในการควบคุมราคา ไม่ใช่คนขาย แต่คนรับผิดชอบงานขาย คือ ผู้จัดการฝ่ายของการบินไทยในสำนักงานต่างประเทศ ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องของการกำหนดราคาได้ ต้องส่งให้ส่วนกลางพิจารณา



ดังนั้นตราบใดที่ฝ่ายการพาณิชย์ยังไม่ปรับวิธีการทำงานให้รวดเร็ว คล่องตัว เน้นการใช้ระบบRevenue Management มาเพิ่มประสิทธิภาพในกำหนดราคาขาย การขยายสัดส่วนการขายตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ต รวมถึงหาวิธีการควบคุมการรั่วไหลเรื่องของการจ้างหรือจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน ในกรณีที่การบินไทยสำนักงานต่างประเทศไปจ้างตัวแทนขายตั๋ว(จีเอสเอ)หรือไปให้โฮลเซลล์ในต่างประเทศช่วยขาย แลกกับการจ่ายอินเซ็นทีฟในกรณีที่ขายถึงเป้า การฟื้นฟูก็คงเดินไม่ได้ ส่วนเอเย่นต์ในประเทศกว่า 700 รายที่ขายตั๋วให้การบินไทย ก็จะมีเพียงรายได้จากการคิดค่าบริการบวกเพิ่มจากราคาบัตรโดยสารที่เรียกเก็บจากลูกค้าเท่านั้น



นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าการบริหารจัดการองค์กรของการบินไทย หลังจากการดำเนินการตามแผนฟื้นฟู ก็คงต้องมีการปรับโครงการสร้าง ปรับตำแหน่งกันอีกรอบ



โดยเฉพาะส่วนที่มีมากจนล้นเกินไป ก็ต้องปรับให้เหมาะสม ตามแผนฟื้นฟูที่อยู่ระหว่างการจัดทำเค้าโครงอยู่ในขณะนี้ โดยหลังจากทางบริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้านการวางแผนธุรกิจในอนาคต (Airline Business) ภายใต้แผนฟื้นฟู ก็ทำให้วันนี้ มั่นใจว่าการจัดทำเค้าโครงแผนฟื้นฟูการบินไทย จะแล้วเสร็จทันวันที่ศาลนัดไต่สวนวันที่ 17 สิงหาคมนี้



ส่วนการเจรจากับเจ้าหนี้ทาง “ชาญศิลป์ ตรีนุชกร” รักษาการดีดีการบินไทยดำเนินการเจรจาอยู่ โดยน่าจะมีเจ้าหนี้เกินครึ่ง สนับสนุนให้การบินไทยเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟู ส่วนการบินไทยจะกลับมาบินอีกครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผน ที่ต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเดินทางของโลกหลังโควิด-19 เพราะการจะกลับมาบินในทุกเส้นทางระหว่างประเทศเหมือนในอดีต



ถ้าไปบินโดยไม่มีผู้โดยสาร ก็ขาดทุน จึงต้องวางทิศทางว่าแผนบินที่จะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีของการบินไทย จุดไหนจะมีความเป็นไปได้และเหมาะสม โดยส่วนตัวผมมองว่าระยะแรกต้องบินในประเทศ กำหนดจุดให้ชัดเจน ถ้าเราจะบินในประเทศ ก็ต้องวางแผนว่ากับไทยสมายล์จะเดินอย่างไร เพราะไทยสมายล์เอง ก็ขาดทุนอยู่ร่วม 7 พันล้านบาท นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย



ทั้งล่าสุดการบินไทยได้เปิดทำการบิน เที่ยวบินพิเศษในเส้นทางกรุงเทพ-ดอนลอน (ONE WAY) ที่การบินไทยจะเปิดบินในวันที่ 9,16,23 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นการขายตั๋วแบบ One Way ขาออกจากกรุงเทพฯ ไปลอนดอน เพราะเที่ยวบินขาเข้าการบินไทยขายตั๋วเข้ามาครบเต็มจำนวนที่นั่งแล้ว ซึ่งเป็นเส้นทางบินที่เปิดให้เอเยนต์ในประเทศช่วยขายราคาเริ่มต้น 2.2 หมื่นบาท ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการหารายได้ของการบินไทยในช่วงนี้



หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,594 วันที่ 23 - 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

 
3921 - 3940 of 3972 Posts
Top