SkyscraperCity banner

1 - 20 of 1055 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #1 (Edited)
2019 https://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=2124156


การลงทุนจากต่างประเทศ

วันที่ 31 ธันวาคม 2562

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

ขณะนี้ประเทศไทยได้พัฒนาเศรษฐกิจจนมาถึงขั้นที่รายได้ต่อหัวประชากร ถึงขั้นเข้าข่ายเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้ปานกลางขั้นสูง กำลังจะพัฒนาต่อไปอีกขั้นหนึ่งก็จะถูกจัดให้เข้าอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่อจากประเทศมาเลเซีย ต่อจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี และฮ่องกง ซึ่งได้ถูกจัดอันดับเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่มากกว่า 2 ทศวรรษแล้วทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศอุตสาหกรรมใหม่ หรือเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ ถ้าจะเรียกให้ถูก เพราะฮ่องกงไม่ถือว่าเป็นประเทศ เพราะเป็นเขตการปกครองพิเศษของจีน ไม่มีอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็น “รัฐ” ตามคำจำกัดความของสหประชาชาติ เช่นเดียวกับไต้หวัน เพราะสหประชาชาติถือว่าไต้หวันเป็นจังหวัดหนึ่งของจีน พัฒนาจากการเป็นประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศกำลังพัฒนา มาสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หรือมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมผ่านการค้าระหว่างประเทศ หรือการส่งออกและนำเข้า

ไม่ใช่ประเทศที่มีขนาดพื้นที่และตลาดในประเทศที่ใหญ่โต จนสามารถรองรับอุตสาหกรรมหนักที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง เช่น สหรัฐอเมริกา หรือยุโรปตะวันตกที่เมื่อรวมตัวกันเข้าเป็นตลาดร่วมยุโรป ประชาคมยุโรป และพัฒนามาเป็นสหภาพยุโรป หรือกลุ่มประเทศที่เคยเป็นสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ซึ่งขณะนี้ได้แตกสลาย แต่ก็ยังรวมกลุ่มเศรษฐกิจภายใต้การนำของรัสเซียอยู่ ต่อมาก็ได้แก่ จีนและอินเดีย

จีนและอินเดียก็พัฒนาผ่านการเปิดประเทศ รับการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ จีนเคยอาศัยความได้เปรียบจากการมีกองทัพแรงงานที่ใหญ่โต ค่าจ้างแรงงานถูกเพราะระดับมาตรฐานในการดำรงชีวิตอยู่ในระดับต่ำ สินค้าของจีนแม้จะมีคุณภาพ แต่ก็มีราคาถูก เช่นเดียวกับสินค้าญี่ปุ่น เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พวกเราก็เคยคิดว่าเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ ราคาถูก สินค้าจีนก็ถูกจัดว่าเป็นสินค้าอุตสาหกรรมคุณภาพต่ำ ราคาถูก ขายไปประเทศที่ประชาชนมีรายได้ต่ำ

แม้ในขณะนี้ ตลาดเวียดนาม ลาว กัมพูชา และบังกลาเทศ จะใช้จักรยาน จักรยานยนต์ และรถยนต์ที่ตีตราญี่ปุ่น แต่ผลิตในประเทศไทย ก็ยังถือว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง คงทน และบริการหลังการขายดีกว่าสินค้าจากประเทศจีน ไม่ต้องพูดถึงมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่มีความพยายามจะพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องจักรในตลาดของตนเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เกิดการสูญเปล่าเป็นเงินมหาศาล ประชาชนต้องรับภาระใช้ของแพง คุณภาพต่ำ ส่งออกไม่ได้


เหมือนประเทศไทยสมัยก่อนที่ใช้นโยบายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อทดแทนสินค้านำเข้า แล้วเปลี่ยนมาเป็นการลดภาษีขาเข้าเป็นการทั่วไปในสมัยหลัง ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของการรองรับนโยบายโยกย้ายอุตสาหกรรมหรือย้ายฐานการผลิตออกจากญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นมีค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น ราคาที่ดินแพง อัตราค่าครองชีพแพง

จนบัดนี้ประเทศไทยก็ตามประเทศหรือเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ มาถึงขั้นที่จะต้องเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ขบวนการดังกล่าวจึงเกิดขึ้นทั้ง 2-3 ด้าน ด้านหนึ่ง มีการโยกย้ายอุตสาหกรรมบางอย่างที่ใช้แรงงานมาก เทคโนโลยีต่ำ ใช้ทุนไม่มาก คุณภาพแรงงานไม่สูง ออกจากประเทศไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา และบังกลาเทศ

แต่ก็ยังติดขัดอยู่ที่ระบบคมนาคมขนส่งของประเทศเหล่านั้น ยังตามการพัฒนาไม่ทัน ทั้งท่าเรือน้ำลึก ท่าอากาศยาน ระบบการขนส่งทางราง ยังต้องขนกลับมาใช้ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อขนส่งออกไปต่างประเทศและสิงคโปร์ สำหรับการขนส่งไปทางตะวันออกและทางตะวันตก

ขณะเดียวกัน เครือข่ายการตลาดในตลาดอเมริกาก็ดี ยุโรปก็ดี ไม่ใช่ตลาดเสรี แต่เป็นตลาดที่ผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ของอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี สแกนดิเนเวีย และญี่ปุ่น การจะเจาะตลาดเข้าไปใช้ตรายี่ห้อของไทยนั้นทำได้ยาก เกือบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่สิ่งทอ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ ความจำเป็นที่จะต้องใช้เครือข่ายการตลาดของบรรษัทข้ามชาติในการเจาะตลาดก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมี ไม่ว่าจะไปประเทศใด

ประเทศจีนที่มีตลาดภายในใหญ่โตก็ต้องอาศัยบรรษัทข้ามชาติ อเมริกัน ยุโรป ญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะเงินทุนหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การตลาดในอเมริกา ยุโรป และที่อื่น ๆ ด้วย

ในเมื่อประเทศไทยเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันมาหลายปี จนประเทศไทยได้เปลี่ยนฐานะจากการเป็นประเทศลูกหนี้สุทธิ กลายเป็นประเทศเจ้าหนี้สุทธิ ต้องนำเงินตราต่างประเทศที่เป็นทุนสำรองไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับประเทศที่เกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งหลาย พร้อม ๆ กับอำนวยความสะดวกให้ทุนไทยไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่ต้องเคลื่อนย้ายเครื่องจักรไปผลิตในต่างประเทศ

เพื่อจะได้ขยับขั้นไปสู่อุตสาหกรรมสินค้าที่เบา ราคาแพง ที่ต้องการการต่อยอด ซึ่งไม่ง่ายและต้องการการลงทุนจากต่างประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การต่อยอดที่มีตราของตนเองก็ดี นวัตกรรมของตนเองก็ดี ต้องอาศัยแรงผลักดันอย่างมากจากรัฐบาล ทั้งในด้านการเจรจาทางการค้า ซึ่งต้องเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่เขายอมรับ ต้องอาศัยพื้นฐานการศึกษาที่สามารถผลิตแรงงานที่สามารถฝึกฝนให้เป็นแรงงานที่มีความสามารถ มีทักษะการควบคุมเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ละมุนภัณฑ์ หรือหุ่นยนต์มากกว่าแรงงาน

ขณะเดียวกัน ฐานะการเงินการคลังของประเทศก็ต้องมีเสถียรภาพมั่นคง ปราศจากความเสี่ยงในเรื่องการลดค่าของเงินตราภายในประเทศอย่างรุนแรงเพราะการขาดดุลกับต่างประเทศ การจัดอันดับของความน่าเชื่อถือต้องสูงกว่าอัตราปัจจุบันที่ระดับ BBB- อย่างน้อยต้องอยู่ในระดับ A หรือ AA ซึ่งระบอบการปกครองที่ยังด้อยพัฒนา ระบอบสืบทอดอำนาจเผด็จการทหารยังเป็นตัวถ่วงที่สำคัญ ถ้าจะเป็นเผด็จการโดยพรรคการเมืองพรรคเดียวก็ต้องไม่เป็นพรรคการเมืองทหาร เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งของเรายังห่างไกล ถ้ามองจากประวัติศาสตร์และโครงสร้างอำนาจในประเทศไทย

การที่ฝ่ายทหารก็ดี นักการเมืองก็ดี หรือแม้แต่นักวิจารณ์หลายคนประกาศว่า เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาต่างประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการเข้าใจผิด เป็นเพราะอวิชชาหรือความโง่เขลาเบาปัญญา การส่งออกมีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ทำให้อุตสาหกรรมหลักหลายประเภทตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ทำให้มีเงินตราต่างประเทศซื้อสินค้าประเภททุน วัตถุดิบ ชิ้นส่วน รวมทั้งสินค้าและบริการเพื่อการอุปโภคและบริโภคภายในประเทศได้ ทำให้เราสามารถผลิตข้าว ยางพารา น้ำตาล น้ำมันปาล์ม มันสำปะหลัง สัตว์บก เช่น ไก่ สุกร โคขุน ปลา กุ้ง และสัตว์น้ำอื่น ๆ เกินความต้องการบริโภคในประเทศได้เป็นจำนวนมาก การส่งออกสินค้าและบริการ เช่น การท่องเที่ยว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย

ปีใดเศรษฐกิจโลกดี ราคาตลาดโลกสำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมดี การส่งออกขยายตัว ราคาส่งออกดี เศรษฐกิจของเราก็ดีตามไปด้วย กลับกันถ้ารายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการลดลง ราคาสินค้าส่งออกลดลง รายได้ของเกษตรกรหรือค่าจ้างแรงงานก็พลอยลดลง เศรษฐกิจก็ถดถอยซบเซา รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำสิ่งที่เรียกว่า “จำอวด” หรือ gimmick เช่น โครงการ “ชิม ช้อป ใช้” ที่รัฐบาลทำอยู่ ซึ่งทดแทนความซบเซาของการส่งออกที่ลดลงไม่ได้แม้แต่น้อย เสียดายภาษีอากรของผู้จ่ายเงินภาษี

ควรเอาไปลงทุนอย่างอื่นซึ่งยังต้องการเงินอีกมาก เช่น ระบบการบริหารจัดการน้ำที่ทำค้างไว้ การขยายท่าเรือน้ำลึก ระบบขนส่งรางคู่ การขยายสนามบินทั้งที่สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา ดอนเมือง สนามบินใหม่ที่เชียงใหม่ อุดรธานี อุบลราชธานี กระบี่ สงขลา หาดใหญ่ ทางหลวงแผ่นดินตะวันออกตะวันตก เหนือถึงใต้ เป็นต้น ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และเราก็มีเงินทุนจำนวนมาก หนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติก็ต่ำ เพียงร้อยละ 40 ของรายได้ประชาชาติ เพียงแค่รัฐบาลต้องมีวิสัยทัศน์ มีความชัดเจนในโครงการโครงสร้างต่าง ๆ สามารถบริหารจัดการได้ตามกรอบ เป็นไปตามกติกา ทุนต่างชาติก็จะไม่รังเกียจระบอบการปกครองเผด็จการทหาร ก็จะทำให้บ้านเมืองเจริญขึ้น ก้าวพ้นกับดักประเทศอุตสาหกรรมใหม่ได้

ชนชั้นปกครอง ปัญญาชน นักวิชาการ กลุ่มทุนใหม่ แทนที่จะใช้สติปัญญามาถกเถียงกันเรื่องนโยบายการพัฒนาประเทศ นโยบายการค้าการลงทุน การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ด้วยจุดมุ่งหมายที่พาประเทศชาติเข้าสู่ฐานะประเทศพัฒนาแล้ว กลับหมกมุ่นอยู่กับวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดความแตกแยก มีวาทกรรมใหม่ ๆ ที่นักการเมืองฝ่ายนิยมเผด็จการทหารสร้างขึ้น เช่น “ชังชาติ” “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง” “นักการเมือง” “การเมือง” “สิทธิเสรีภาพ” “สิทธิมนุษยชน” คิดแต่จะให้ความหมายที่สกปรกเพื่อบิดเบือนความเป็นสังคมประชาธิปไตย

หรือถ้าจะเป็นคนดีต้องไม่เป็นนักการเมือง ทำตรงไปตรงมาต้องไม่เป็นการทำแบบการเมือง เป็นต้น การเมือง
ต้องเป็นเรื่องของคนดี มีการศึกษา เป็นผู้เสียภาษี ส่วนคนไม่ดี คนชั้นล่าง คนเสียภาษีน้อย ไม่ควรมีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมืองที่สำคัญอีกด้าน คือ รัฐธรรมนูญก็ดี ระบอบการปกครองก็ดี ต้องสร้างระบอบการปกครองที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย รัฐบาลต้องเป็น “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” อย่างที่ตะวันตกเขาพัฒนากันมาเมื่อกว่า 200-300 ปีมาแล้ว ซึ่งขณะนั้นเขาก็ไม่ได้มีการศึกษา มีความรู้ หรือมีความฉลาดหลักแหลมกว่าคนไทยในขณะนี้เลย เพียงแต่เขามี
ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และทำงานอย่างมุ่งมั่นตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นเอง

เงื่อนไขเดียวที่การลงทุนจากต่างประเทศยังไม่หลั่งไหลมาประเทศไทย และเงินทุนจากประเทศไทยจะไปลงในต่างประเทศ ก็เพราะความไม่เชื่อมั่นในระบอบการปกครองของประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ที่จะสร้างความมั่นคงมีเสถียรภาพยั่งยืนได้หรือไม่ หรือจะเป็นระบอบการเมืองที่รอคอยการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง รอการเผชิญหน้ากันระหว่างระบอบเผด็จการทหารที่ล้าสมัย กับระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่นานาอารยประเทศยอมรับ รอเวลาที่จะมีการระเบิดอย่างรุนแรงเพื่อให้สามารถเปลี่ยนคณะผู้ปกครองได้ การรอ
ต่าง ๆ แบบนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนและนักธุรกิจเกรงกลัวอย่างยิ่ง

ถ้ารัฐบาลทหารยังไม่ตระหนักและไม่ได้ยินสิ่งเหล่านี้ การลงทุนจากต่างประเทศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าก็จะยังไม่เกิดและจะไม่เกิดในระบอบการปกครองแบบนี้

https://www.prachachat.net/opinion-column/news-406716
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #2 (Edited)
ส่องแผนคลัง 5 ปี 'รบ.บิ๊กตู่' ชงกู้เงินเฉียด 4.4 ล้านล. หนุนลงทุน-กระตุ้นศก.

2 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 16:30 น.

"...ภายใต้แผนการคลังดังกล่าว รัฐบาลมีแผนจะกู้เงินระยะปานกลาง 5 ปี (ปีงบ 2563-67) สำหรับใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นวงเงินทั้งสิ้น 4,396,800 ล้านบาท..."


เศรษฐกิจไทยปี 2563 เริ่มต้นได้มีค่อยสวยนัก หลังจากร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 มีอันต้อง ‘สะดุด’ เพราะเหตุ ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ในขณะที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงโดยง่าย ล่าสุด (2 ก.พ.) มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้ว 14,380 คน ส่วนใหญ่อยู่ในจีน มีผู้เสียชีวิต 304 คน

“การระบาดของไวรัสโคโรน่า และพ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้า ถือว่าค่อนข้างส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ และอาจจะทำให้เศรษฐกิจปี 2563 เติบโตต่ำกว่าที่ธปท.เคยคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ที่ 2.8%” ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุ

นอกจากนี้ ธปท.มองว่า สถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร และส่งผลกระทบเชิงลบต่อการบริโภคเอกชน ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปีนี้

ปัจจัยลบที่โหมกระหน่ำเศรษฐกิจไทย ยังทำให้สำนักวิจัยเศรษฐกิจหลายแห่งต่างทยอยปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ลง เช่น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ปรับลดจีดีพีปี 2563 อยู่ที่ 2.5% จากเดิม 2.7% (กรอบ 2.5-3.5%)

ส่วนคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมปรับลดจีดีพีปีนี้เหลือ 2.5% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 2.5-3% และมีความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 2%

“ไวรัสโคโรน่าไวรัสจะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนและชาติอื่นๆมาเที่ยวประเทศไทยน้อยลง เมื่อรวมกับปัจจัยงบปี 2563 ที่ล่าช้า และผลกระทบจากภัยแล้ง จะส่งผลทำให้จีดีพีไทยปีนี้โตเพียง 2% หรือน้อยกว่านั้น” กิริฎา เภาวิจิตร ผอ.วิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุ

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้สำรวจวงเงินงบประมาณของรัฐบาล ที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการลงทุน ตลอดจนรับมือความเสี่ยงเฉพาะหน้า ผ่านแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบ 2564-67) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นชอบเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2562 ที่ผ่านมา

พบว่าภายใต้แผนการคลังดังกล่าว รัฐบาลมีแผนจะกู้เงินระยะปานกลาง 5 ปี (ปีงบ 2563-67) สำหรับใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นวงเงินทั้งสิ้น 4,396,800 ล้านบาท

แบ่งเป็น 1.การกู้เงินของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ 1,799,888 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นแผนการกู้เงินระยะปานกลางที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะได้มีมติเห็นชอบแล้วเป็นเงิน 1,770,088 ล้านบาท


และ2.การกู้เงินเการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปีงบ 2563-67 เป็นเงิน 2,486,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับเงินกู้โครงการอื่นๆอีก 110,912 ล้านบาท จะทำให้การกู้เงินส่วนนี้จะอยู่ที่ 2,596,912 ล้านบาท


“กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ มีภารกิจสำคัญในการกู้เงินให้ครบตามความต้องการกู้เงินในแต่ละปีเพื่อสนองนโยบายการคลังดังกล่าว และดูแลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP มีความยั่งยืนภายใต้พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ซึ่งกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 60%” แผนการคลังระบุ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในส่วนของหนี้สาธารณะต่อ GDP แผนการคลังฉบับนี้ ประเมินว่าในปี 2567 หนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ 10,446,329 ล้านบาท หรือคิดเป็น 48.6% ของ GDP เทียบกับสิ้นปีงบประมาณ 2562 ที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ 6,901,802 ล้านบาท หรือคิดเป็น 41.2% ของ GDP


แน่นอนว่าเมื่อมีแผนการ ‘ใช้เงิน’ ก็ต้องมีแผนในการ ‘หาเงิน’ ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งแผนการคลังดังกล่าว ได้กำหนดมาตรการด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไว้ 3 แนวทาง ได้แก่

1.การปฏิรูปการจัดเก็บภาษีทั้งระบบ เพื่อให้มีแหล่งรายได้ใหม่และขยายฐานภาษีให้ครอบคลุม เช่น ปรับปรุงโครงสร้างภาษีการบริโภคสินค้าและบริการที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงวิธีคำนวณ วิธีจัดเก็บ ค่าลดหย่อน และการยกเว้นภาษีบางประเภท ควบคู่กับการทบทวนมาตรการชั่วคราวต่างๆที่ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้

2.การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอย่างต่อเนื่อง โดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ เพื่อให้จัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย การขยายฐานภาษี เช่น การจูงใจให้ผู้มีรายได้ที่ไม่เคยอยู่ในระบบภาษีเข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการเสียภาษีและเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล รวมถึงสนับสนุนโครงการ ‘SMEs บัญชีเดียว’

“จะมีการผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ในต่างประเทศ อีกทั้งต้องมีการบังคับใช้กฎหมายกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และกฎหมายจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม”

3.การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพย์สินของรัฐ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการที่ราชพัสดุ เช่น ปรับปรุงแนวทางคำนวณค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจ ติดตามให้รัฐวิสาหกิจนำส่งเงินรายได้ตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งปรับปรุงอัตรานำส่งกำไรให้เหมาะสม

ในขณะที่เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 5 ปี (ปีงบ 2563-67) ประกอบด้วย ปีงบ 2563 รายได้สุทธิ 2,731,000 ล้านบาท ปีงบ 2564 รายได้สุทธิ 2,777,000 ล้านบาท ปีงบ 2565 รายได้สุทธิ 2,819,000 ล้านบาท ปีงบ 2566 รายได้สุทธิ 2,913,000 ล้านบาท และปีงบ 2567 รายได้สุทธิ 3,031,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานสำคัญๆ เช่น ธปท. มีข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลต้องปฏิรูปการด้านรายจ่ายงบประมาณ โดยพิจารณาลดรายจ่ายประจำลง เพื่อให้มีงบประมาณเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมในโครงการลงทุนที่จะสร้างแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจสูง (High Multiplier)

ส่วนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอว่า นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และขยายฐานภาษีแล้ว รัฐบาลควรลดข้อจำกัดในการบริหารรายจ่ายในอนาคตที่จะมีมาจากการ ‘เพิ่มขึ้น’ ของภาระดอกเบี้ยจ่าย โดยพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนเงินต้นเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ระบุว่า จะติดตามและควบคุมภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ในแต่ละปีงบประมาณไม่ให้เกิน 10% จากปัจจุบันที่ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ที่ 6.5% เพราะเมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ พบว่า หากภาระดอกเบี้ยสูงเกิน 10% จะส่งผลต่อการจัดงบประมาณ โดยเฉพาะการปรับลดงบลงทุน

เหล่านี้ คือ ‘กระสุน’ ที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ตระเตรียมไว้ สำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในวันนี้ต่อเนื่องไปอีก 5 ข้างหน้า แต่นั่นก็แลกมาด้วยการกู้เงินจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว

https://www.isranews.org/isranews-scoop/85162-budget-85162.html





 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #3 (Edited)
“บิ๊กตู่” กู้ขาดดุลทะลุ 2 ล้านล้าน ปี’63 สูงเฉียด 6 แสนล. ทุบสถิติ

วันที่ 4 November 2019

ปีงบประมาณ 2563 ที่รัฐบาลตั้งกรอบงบประมาณรายจ่ายรวมไว้ที่ 3.2 ล้านล้านบาท เป็นการจัดทำงบประมาณขาดดุล 4.69 แสนล้านบาท

หมายความว่า รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 4.69 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรอบการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลในปีงบประมาณ 2563 นี้ จะอยู่ที่ 5.69 แสนล้านบาท ถือว่าสูงเป็นประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีวงเงินกู้ชดเชยการขาดดุลที่เหลื่อมปีมาจากปีงบประมาณ 2562 ถึง 1 แสนล้านบาท


“ปีงบประมาณ 2563 จะมีวงเงินชดเชยขาดดุลที่วงเงินสูง เนื่องจากมีวงเงินของปี 2562 ที่มากู้เหลื่อมปีราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งในส่วนวงเงินที่เหลื่อมปีมา 1 แสนล้านบาท สามารถดำเนินการกู้ได้ทันที แม้ในช่วงที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ยังไม่มีผลบังคับใช้ ส่วนอีกกว่า 4 แสนล้านบาทต้องรอกฎหมายงบประมาณบังคับใช้ก่อน ซึ่งจะไปเริ่มกู้ในไตรมาส 2 หรือประมาณเดือน ก.พ. 2563 เป็นต้นไป” แหล่งข่าวกล่าว

ดังนั้น ช่วงที่การจัดทำงบประมาณจะล่าช้ามากกว่า 1 ไตรมาสนี้ การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจะไม่สะดุด และไม่กระทบกับการออกพันธบัตรเพื่อหล่อเลี้ยงตลาด ซึ่งทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้หารือกับผู้ร่วมตลาดตราสารหนี้เพื่อทำความเข้าใจไปตั้งแต่เดือน ส.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา

“ความต้องการระดมทุนในปีงบประมาณ 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท ดังนั้น ก็จะกู้เฉลี่ยประมาณไตรมาสละ 5 หมื่นล้านบาท” แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ หากย้อนไปตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 จนถึงปิดหีบปีงบประมาณ 2562 พบว่า รัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีการกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณไปแล้วทั้งสิ้น 2,042,258 ล้านบาท ซึ่งหากปีงบประมาณ 2563 กู้เต็มเพดานที่ 5.69 แสนล้านบาท ก็จะทำให้การกู้เงินของรัฐบาลที่มี “บิ๊กตู่” เป็นแม่ทัพใหญ่จะพุ่งเป็น 2,611,258 ล้านบาท

ขณะที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 (ต.ค. 2561-ก.ย. 2562) ที่ผ่านมา รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้นกว่า 2.53 ล้านล้านบาท ขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 3.04 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลไปทั้งสิ้นกว่า 3.48 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 5.12 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปีงบประมาณก่อน เงินคงคลังปลายงวดลดลงไปกว่า 1.2 แสนล้านบาท หรือ 19% ขณะที่การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลในปีงบประมาณ 2562 ต่ำกว่าปีงบประมาณก่อนกว่า 1.5 แสนล้านบาท หรือ 30.3%

โดยการกู้ชดเชยขาดดุลที่ลดลงในปีที่ผ่านมานั้น ก็เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดในช่วงรอยต่อที่มีการจัดทำงบประมาณปี 2563 ล่าช้าไปกว่า 1 ไตรมาสนั่นเอง

https://www.prachachat.net/finance/news-387035




เจาะงบ 63 รายกระทรวง งบกลางพุ่ง 5.1แสนล้าน

7 Oct 2019

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า วันนี้(7ก.ย.62) เวลา 09.00น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

โดยมีวาระสำคัญคือสำนักงบประมาณเสนอ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงินทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านบาท ก่อนส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามลำดับต่อไป การเสนอพ.ร.บ.งบประมาณปี 63 วันนี้ เป็นไปตามปฏิทิน

หลังจากครม.เมื่อ 3ก.ย.62 ให้ความเห็นชอบรายงานรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ตามที่ครม.เคยเห็นชอบวงเงินงบประมาณปี 63 เมื่อ 6 ส.ค. 62 ซึ่งการจัดสรรงบจำแนกตามกระทรวง แยกเป็น งบกลาง 5.18 แสนล้านบาท ส่วนการจัดสรรงบรายกระทรวงตามลำดับสูงสุดไปหาน้อยที่สุดได้แก่

1. กระทรวงศึกษาธิการ 3.68 แสนล้านบาท

2. กระทรวงมหาดไทย 3.53 แสนล้านบาท

3. กระทรวงการคลัง 2.49 แสนล้านบาท

4. กระทรวงกลาโหม 2.33 แสนล้านบาท

5.กระทรวงคมนาคม 1.78 แสนล้านบาท

6.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 1.4 แสนล้านบาท

7.กระทรวงสาธารณสุข 1.38 แสนล้านบาท

8.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1.09 แสนล้านบาท

9.กระทรวงแรงงาน 6 หมื่นล้านบาท

10. สำนักนายกรัฐมนตรี 3.9 หมื่นล้านบาท

11.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3 หมื่นล้านบาท

12.กระทรวงยุติธรรม 2.6 หมื่นล้านบาท

13.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2.1 หมื่นล้านบาท

14.กระทรวงการต่างประเทศ 8.9 พันล้านบาท

15.กระทรวงวัฒนธรรม 8.5 พันล้านบาท

16. กระทรวงพาณิชย์ 7.5 พันล้านบาท

17.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 6.8 พันล้านบาท

18. กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 6 พันล้านบาท

19.กระทรวงอุตสาหกรรม 5.3 พันล้านบาท

20. กระทรวงพลังงาน 2.1 พันล้านบาท


วงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.2 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP 17.9% เป็นรายจ่ายประจำ 2.39 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่องบประมาณ 74.8% รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 6.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่องบประมาณ 1.9% รายจ่ายลงทุน 6.55 แสนล้านบาท (20.5%) รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 8.9 หมื่นล้านบาท (2.8%)

ส่วนประมาณการรายได้ 2.731 ล้านล้านบาท (15.3%) วงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 4.69 แสนล้านบาท (2.6%) กรอบวงเงินกู้สูงสุดเพื่อชดเชยการขาดดุลตามพ.ร.บ.หนี้สาธารณะ 7.11 แสนล้านบาท ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) 17.8 ล้านล้านบาท

ส่วนการจัดสรรงบประมาณตาม 7 ยุทธศาสตร์ เรียงลำดับตามวงเงินงบประมาณ ได้สูงสุดได้แก่

ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 7.66 แสนล้านบาท รองลงมา

ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 5.7 แสนล้านบาท

ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 5.04 แสนล้านบาท

รายการค่าดำเนินการภาครัฐ 4.31 แสนล้านบาท

ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 4.28 แสนล้านบาท

ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.8 แสนล้านบาท

และด้านสุดท้ายที่จัดสรรงบประมาณน้อยที่สุดคือ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 1.18 แสนล้านบาท

ส่วนปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 หลังจากร่างพ.ร.บ. ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมครม.วันนี้แล้ว จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระที่ 1 ปลายเดือน ก.ย.62 และในวาระที่ 2-3 ต้นเดือน ธ.ค.62 ก่อนเสนอให้วุฒิสภากลางเดือน ธ.ค.62

จากนั้นจึงนำร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้ต่อไป คาดว่าจะใช้งบประมาณได้เดือนม.ค. 2563 ระหว่างนี้หน่วยงานต่างๆ สามารถใช้งบประมาณปี62 ไปพลางก่อนได้ ซึ่งตั้งไว้ไม่เกิน 50% สามารถใช้ได้ในส่วนของบรายจ่ายประจำของแต่ละหน่วยงาน ส่วนโครงการลงทุนใหม่ยังไม่สามารถใช้ได้ เพราะต้องรองบประมาณปี 63 ประกาศใช้เท่านั้น

https://www.thansettakij.com/content/411417




เคาะงบ”63ขาดดุล4.5แสนล. รายจ่ายทะลุ3.2ล้านล้าน-คาดGDP4%

วันที่ 5 January 2019 - 20:20 น.


4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจเคาะงบฯปี”63 รายจ่าย 3.2 ล้านล้านบาท ขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท ประเมินจีดีพีปีหน้าโต 4% เงินเฟ้อ 1.5% นายกฯกำชับห้ามขอผูกพันงบประมาณเกิน 2 ปี หวั่นสร้างภาระระยะยาว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมพิจารณากำหนดงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กล่าวว่า ได้กำชับเรื่องการจัดทำงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายทุกฉบับ เพื่อให้การบริหารจัดการและใช้จ่ายงบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้ทุกหน่วยงานมีการใช้จ่ายงบประมาณตามรายไตรมาสที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลต่อด้านเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังให้นโยบายว่าต้องจัดสรรงบประมาณไม่ให้ผูกพันเกิน 2 ปี

“งบประมาณผูกพันไม่ควรเกิน 2 ปี นั่นคือให้อยู่ในช่วงระหว่าง 2563-2565 เพราะไม่ต้องการให้เป็นภาระในปีต่อไป ซึ่งแผนงานโครงการใดที่มีงบประมาณสูง จะต้องไปบรรจุอยู่ในแผนแม่บท เพื่อดำเนินการต่อไปในอนาคต” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว



แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ คือ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประชุมจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยครั้งนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการประชุม และได้เห็นชอบให้จัดทำงบประมาณแบบขาดดุล จำนวน 450,000 ล้านบาท เท่ากับปีงบประมาณ 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งการขาดดุลนี้จะมีต่อเนื่องไปอีก 10 ปีหลังจากปีงบประมาณ 2563 หากไม่มีการปฏิรูปด้านรายได้ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

โดยมีวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่เห็นชอบในเบื้องต้นที่ 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณ 2562 ที่ 3 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 6-7% ขณะที่ทางกระทรวงการคลังได้จัดทำประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิที่ 2.750 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7-8% จากปีงบประมาณ 2562 ที่ประมาณการรายได้ที่ 2.55 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ทั้ง 4 หน่วยงานเห็นตรงกันในเรื่องสมมุติฐานคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจในปี 2563 ว่า จะขยายตัวที่ประมาณ 4% ต่อปี หรือในช่วง 3.5-4.5% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5% ต่อปี หรือช่วง 1-2% ต่อปี

“จะมีการเสนอตัวเลขจัดทำงบประมาณปี 2563 ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 8 ม.ค.นี้ โดยวงเงินรายจ่ายที่ตั้งไว้ 3.2 ล้านล้านบาท ยังสามารถขยับขึ้นลงได้ ซึ่งขึ้นกับทาง ครม.จะเห็นสมควร ทั้งนี้ หลังจาก ครม.เห็นชอบแล้ว ส่วนราชการทุกแห่งจะต้องยื่นคำขอรับการจัดสรรงบประมาณไปที่สำนักงบประมาณ ภายในวันที่ 15 ม.ค.” แหล่งข่าวกล่าว

https://www.prachachat.net/economy/news-274453
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #4
รัฐอัดเงินลงทุน 6.91 แสนล้าน มั่นใจปี’63 เศรษฐกิจทะยาน 4.5%

วันที่ 8 มกราคม 2562 - 17:53 น.

ครม.ไฟเขียวงบปี 63 อัดเงินลงทุน 6.91 แสนล้าน ขาดดุลต่อเนื่องที่ 4.5 แสนล้าน มั่นใจปี 63 เศรษฐกิจทะยาน 4.5%
รัฐอัดเงินลงทุน 6.91 แสนล้าน – นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง ปฎิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2562 เห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ หลังหารือร่วมกับหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว ในวงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท มีรายได้สุทธิ 2.75 ล้านล้านบาท โดยยังเป็นงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องที่ 4.5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ รายได้สุทธิ 2.75 ล้านล้านบาท ถือว่าสูงกว่าปีงบประมาณก่อนตามเอกสารงบประมาณที่กำหนดไว้ 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 7.8% เนื่องจากคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัวได้ 3.5-4.5% ส่วนรายจ่ายงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท แยกเป็นรายจ่ายประจำ 2.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 85,754.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% คิดเป็นสัดส่วน 73.7% ของวงเงินงบประมาณรวม ลดลงจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 75.8%


นอกจากนี้ ยังมีรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง รวม 62,709.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% เพราะปีก่อนไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ ส่วนรายจ่ายเพื่อการลงทุน มีจำนวน 6.91 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 42,061.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.5% คิดเป็น 21.6% ของวงเงินงบประมาณเท่ากับปีก่อน และยังมีรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 87,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,474.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% คิดเป็นสัดส่วน 2.7% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 2.6%

สำหรับงบประมาณขาดดุลที่ 4.5 แสนล้านบาท เท่ากับปี 2562 คิดเป็นสัดส่วน 2.4% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ลดลงจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 2.6% โดยวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2563 มีวงเงินเท่ากับกรอบวงเงินตามแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2563-65) ขณะที่งบประมาณรายจ่ายลงทุนและงบประมาณรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีจำนวนและสัดส่วนอยู่ภายในกรอบที่กำหนดตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี 2561

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2060386
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #5
ไฟเขียว! "งบปี 63" 3.2 ล้านล้าน คาดเศรษฐกิจโต 3.5-4.5%

วันที่ 8 ม.ค. 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 2 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.7% โดยเป็นงบประมาณขาดดุลจำนวน 4.5 แสนล้านบาท

สำนักงบประมาณรายงานว่า สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 3,200,000 ล้านบาท ดังนี้ 1.โครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประกอบด้วยประมาณการรายจ่าย ดังต่อไปนี้ รายจ่ายประจำ จํานวน 2,358,410.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 85,754.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.8% และคิดเป็นสัดส่วน 73.7% ของวงเงินงบประมาณรวม ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีสัดส่วน 75.8%





รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ซึ่งไม่มีการเสนอตั้งงบประมาณ หรือเพิ่มขึ้น 100% และคิดเป็นสัดส่วน 20% ของวงเงินงบประมาณรวม

รายจ่ายลงทุน จำนวน 691,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 42,061.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.5% และคิดเป็นสัดส่วน 21.6% ของวงเงินงบประมาณรวม เท่ากับปีงบประมาณ พ.ศ. 2562

รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 87,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 9,474.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.1% และคิดเป็นสัดส่วน 2.7% ของวงเงินงบประมารรวม เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีสัดส่วน 2.6%

รายได้สุทธิ จำนวน 2,750,000 ล้านบาท งบประมาณขาดดุล จำนวน 450,000 ล้านบาท เท่ากับปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และคิดเป็นสัดส่วน 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีสัดส่วน 2.6%

"ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.2 ล้านล้านบาทดังกล่าว เท่ากับกรอบวงเงินตามแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2563–2565 ที่ ครม. ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2561 สำหรับงบประมาณรายจ่ายลงทุนและงบประมาณรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีจำนวนและสัดส่วนอยู่ภายในกรอบที่กำหนดตามราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561"





ขณะเดียวกัน สำนักงบประมาณรายงานด้วยว่า สมมติฐานทางเศรษฐกิจเศรษฐกิจไทยในปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 3.5–4.5% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลก ที่คาดว่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ภาคการส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตามการเร่งเบิกจ่ายของโครงการลงทุนสำคัญที่มีกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563–2564 ขณะที่ การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นและการใช้จ่ายภาคครัวเรือนมีการขยายตัวในเกณฑ์ดี สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คาดว่า อัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วง 0.8-1.8% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลประมาณ 5.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 คาดว่า รัฐบาลจะจัดเก็บรายได้รวมจำนวน 3,256,500 ล้านบาท เมื่อหักการคืนภาษีของกรมสรรพากร อากรถอนคืนกรมศุลกากร การจัดสรร ภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด การกันเงินเพื่อชดเชยภาษีการส่งออก และการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือรายได้สุทธิ จำนวน 2,750,000 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการรายได้สุทธิปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 2,550,000 ล้านบาท เป็นจำนวน 200,000 ล้านบาท หรือ 7.8%

สำนักงบฯ รายงานอีกว่า นโยบายงบประมาณวงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จากสมมติฐานทางเศรษฐกิจและประมาณการรายได้รัฐบาลดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้การจัดการรายจ่ายภาครัฐสามารถขับเคลื่อนภารกิจตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560–2564 นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2564 แผนการปฏิรูปประเทศและนโยบายรัฐบาลได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินภารกิจของหน่วยงานตามกฎหมาย

http://www.thansettakij.com/content/371763
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #6
คสช.เร่งเครื่องงบฯปี’63 คลังแจกเป้ารายได้ 2.75 ล้านล้านบาท

วันที่ 17 January 2019 - 07:20 น.


ก่อนจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง รัฐบาล คสช.ได้เริ่มทำงบประมาณปีใหม่ คือ ปีงบประมาณ 2563 ไว้แล้ว โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบจัดทำงบประมาณรายจ่ายที่ 3,200,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณก่อนหน้า 200,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.7%

“พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงสร้างงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2563 ประกอบด้วย 1.รายจ่ายประจำ 2,358,410.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% คิดเป็นสัดส่วน 73.7% ของงบประมาณทั้งหมด 2.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 62,709.5 ล้านบาท คิดเป็น 2% ของงบประมาณ 3.รายจ่ายลงทุน 691,200 ล้านบาท คิดเป็น 21.6% ของงบประมาณ 4.รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 87,680 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.7% ของงบประมาณ

ทั้งนี้ เป็นการจัดทำงบประมาณขาดดุล 450,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการประมาณการรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 200,000 ล้านบาท อยู่ที่ 2,750,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.8% โดยมาจากการที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า รัฐบาลจะเก็บรายได้รวม 3,256,500 ล้านบาท แต่เมื่อหักการคืนภาษีของกรมสรรพากร อากรถอนคืนกรมศุลกากร การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) การกันเงินเพื่อชดเชยภาษีการส่งออก และการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แล้ว จะเหลือประมาณการรายได้สุทธิที่ 2,750,000 ล้านบาท ดังกล่าว

“ลวรณ แสงสนิท” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง บอกว่า คลังประมาณการรายได้ โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2563 จะขยายตัวได้ที่ 4% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5%

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ได้มีการตกลงเป้าจัดเก็บรายได้ของแต่ละหน่วยงาน โดยในส่วน 3 กรมภาษี คาดว่าในปีงบประมาณ 2563 จะจัดเก็บรายได้ภาษีที่ 2,855,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 156,200 ล้านบาท จากคาดการณ์การจัดเก็บได้จริงในปีงบประมาณ 2562 หรือเพิ่มขึ้น 5.8%



“รายได้รัฐบาลสุทธิปีงบประมาณ 2563 เพิ่มขึ้น 200,000 ล้านบาท มีสาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของประมาณการรายได้กรมศุลกากร ส่วนราชการอื่น และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ ในขณะที่ประมาณการรายได้ของกรมสรรพสามิตลดลง จากฐานที่ต่ำกว่าประมาณการ” แหล่งข่าวระบุ

สำหรับการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2562 บนข้อสมมุติฐานทางเศรษฐกิจ ณ เดือน พ.ย. 2561 คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2,550,000 ล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่า การเก็บรายได้ของส่วนราชการอื่นจะสูงกว่าประมาณการ จากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคม เมื่อเดือน ส.ค. และ ต.ค. ปี 2561 ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้ายังขยายตัวดี และภาษีเงินได้ปิโตรเลียมได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบ และราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงกว่าตอนที่ทำประมาณการ

“แต่ในปีงบประมาณ 2562 คาดว่า การจัดเก็บภาษีเบียร์ ภาษีน้ำมัน และภาษีสุรา จะจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากผลการจัดเก็บในปีงบประมาณ 2561 ต่ำกว่าคาดการณ์ ซึ่งเป็นฐานในการทำงบประมาณปี 2562” แหล่งข่าวชี้

ซึ่งล่าสุด กรมสรรพสามิต ได้ลดเป้าหมายจัดเก็บภาษีปีงบประมาณ 2562 ลงเหลือราว 584,000 ล้านบาท จากประมาณการเดิมที่ 622,600 ล้านบาท

ด้าน “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” อธิบดีกรมสรรพากร บอกว่า ไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2562 กรมเก็บรายได้ 412,391 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 41,709 ล้านบาท หรือ 11.3% และสูงกว่าเป้า 28,006 ล้านบาท หรือ 7.3% ซึ่งคาดว่าทั้งปีจะสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมายที่ 2,000,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้มีมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี โดยนำเทคโนโลยี data analytics มาช่วยวิเคราะห์ เพื่อหาผู้ประกอบการรายใหม่ซึ่งอยู่นอกระบบ บูรณาการข้อมูลภายในและภายนอก เพื่อเชื่อมโยงไปยังรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกอบการรวมถึงปรับปรุงระบบการคัดเลือกผู้เสียภาษีเพื่อกำกับและตรวจสอบ (RBA) เพื่อให้ระบบมีความสมบูรณ์ครบถ้วน และปรับปรุงระบบ criteria เพื่อคัดกรองรายชื่อผู้ประกอบการที่มีความผิดปกติให้หน่วยปฏิบัติตรวจสอบข้อเท็จจริงและแนะนำภาษีอากรต่อไป รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งรัดหนี้ภาษีอากร

“ประภาศ คงเอียด” ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมา รัฐวิสาหกิจส่งรายได้แผ่นดิน 65,513 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 13,570 ล้านบาท หรือ 26% ของเป้าหมาย ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการจัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณ 2562

อย่างไรก็ตาม จากแผนการคลังระยะปานกลางที่วางไว้ นอกจากรัฐบาลจะต้องเก็บรายได้ให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้แล้ว คลังยังต้องเร่งรัดผลักดันกฎหมายที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เช่น ภาษีอีเพย์เมนต์ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ในต่างประเทศ การจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ทั้งระบบ ทั้งในส่วนของรายได้ภาษีและรายได้จากทรัพย์สิน ตลอดจนปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์และพัฒนาฐานข้อมูลที่ใช้ติดตามการจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ ขยายฐานภาษี และปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้มีความเป็นธรรม ความเท่าเทียม และความเหมาะสมกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปด้วย

https://www.prachachat.net/finance/news-278829
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #7
สรรพากรตั้งเป้ารีดภาษีปีงบ 63 แตะ 2.1 ล้านล้าน ฟุ้งไตรมาสแรกปีงบ 62 สูงกว่าเป้าเฉียด 3 หมื่นล.

วันที่ 28 มกราคม 2562 - 18:05 น.

สรรพากร ตั้งแท่นรีดภาษีปีงบประมาณ 2563 อีก 2.1 ล้านล้านบาท ฟุ้งดึงดิจิทัลอำนวยความสะดวกผู้เสียภาษี หนุนยื่นภาษีผ่านอินเตอร์เน็ต ชูได้คืนทันใจภายใน 3 วัน

รีดภาษีปีงบ 63 แตะ 2.1 ล้านล้าน – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2563 กรมสรรพากรได้รับเป้าหมายการจัดเก็บภาษี 2.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2562 ที่มีเป้าหมายการเก็บภาษี 2 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 6% ซึ่งคาดว่าการเก็บภาษีทั้งปีงบประมาณ 2562 และ 2563 จะได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากกรมสรรพากรมีการเพิ่มระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยการเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ การเก็บภาษีของกรมสรรพากรมีความสำคัญเพราะคิดเป็น 80% ของรายได้ที่เก็บให้ประเทศทั้งหมด

สำหรับการเก็บภาษีปีงบประมาณ 2562 ในช่วงไตรมาสแรก ตั้งแต่เดือน ต.ค. -ธ.ค. 2561 กรมสรรพากรเก็บภาษีได้เกินกว่าเป้าหมาย 2.7 หมื่นล้านบาท หรือ 7% และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 4 หมื่นล้านบาท หรือ 11% โดยการเก็บภาษีสูงกว่าเป้าหมายทุกตัว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีนิติบุคคล เป็นต้น

“การเก็บภาษีที่เกินเป้าไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2562 เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับผู้เสียภาษีมากขึ้น ทำให้มั่นใจว่าการเก็บภาษีทั้งปีงบประมาณ 2562 และ 2563 ที่ต้องการภาษีเพิ่มขึ้นยังได้ตามเป้าหมาย ”นายเอกนิติ กล่าว

สำหรับการผลักดันร่างกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการให้บริการในต่างประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจาณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะไม่ทันรัฐบาลชุดปัจจุบัน ต้องเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่เห็นชอบใหม่อีกครั้ง โดยกฎหมายดังกล่าวจะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการธุรกิจบนแพลตฟอร์มในและนอกประเทศเท่าเทียมกัน


อย่างไรก็ตาม ถึงกฎหมายออกไม่ทันก็ไม่กระทบกับการเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2562 และ 2563 เพราะยังไม่มีการประเมินการเก็บในส่วนนี้ไว้ในเป้าหมายการจัดเก็บ

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินได้ที่เกิดขึ้นในปี 2561 ที่ต้องยื่นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. -31 มี.ค. 2562 หากยื่นทางอินเตอร์เน็ตสามารถยื่นได้ถึงวันที่ 9 เม.ย. 2562 ขณะนี้ยังมีผู้ยื่นมาน้อยมากเพียง 7 แสนราย มีการขอคืนภาษี 4 แสนราย กรมสรรพากรได้คืนภาษีไปแล้ว 2 แสนกว่าราย หรือประมาณ 55% ของผู้ขอคืนภาษีในขณะนี้ทั้งหมด เนื่องการผู้เสียภาษียื่นแบบทางอินเตอร์เน็ตสามารถคืนภาษีผ่านบัญชีพร้อมเพย์ได้ภายใน 2-3 วัน เท่านั้น ในกรณีที่ไม่ต้องขอเอกสารเพิ่มเติม

ทั้งนี้ กรมสรรพากรคาดว่าจะมีบุคคลธรรมดายื่นแบบเสียภาษี 10-11 ล้านราย มีคนเสียภาษี 4 ล้านราย โดยตั้งเป้าหมายให้มีการยื่นแบบทางอินเตอร์เน็ต 90% จากปีก่อน 85% เพราะนอกจากได้คืนภาษีได้เร็วแล้ว ในปีนี้ระบบของกรมสรรพากรการยื่นแบบทางอินเตอร์เน็ต ยังให้สามารถอัพโหลดเอกสารผ่านทางออนไลน์ได้เลย โดยที่ผู้เสียภาษีไม่ต้องเสียเวลามายื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2146249
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #8
บังคับใช้ภาษีที่ดิน เริ่ม 1 ม.ค.ปี 63 บ้านหลังแรก ไม่เกิน 50 ล้าน รอด

โดย ไทยรัฐออนไลน์12 มี.ค. 2562

บังคับใช้ ก.ม.ภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง เริ่มเก็บ 1 ม.ค. ปี 63 กรณีบ้านหลังแรก ไม่เกิน 50 ล้านบาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ที่ดินปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า 3 ปีติด โดนปีที่ 4 เจอภาษี 0.3%


เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพ.ศ. 2562 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่การจัดเก็บภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 เป็นต้นไป รวม 98 มาตรา

สำหรับสาระสำคัญ อาทิ มาตรา 37 ซึ่งเป็นอัตราจัดเก็บภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง โดย 1. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละศูนย์จุดหนึ่งห้าของฐานภาษี 2. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละศูนย์จุดสามของฐานภาษี 3.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจาก (1) หรือ (2) ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดสองของฐานภาษี 4.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ ให้มีอัตรา ภาษีไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดสองของฐานภาษี

ส่วนมาตรา 41 กรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 ม.ค. ของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษี ไม่เกินห้าสิบล้านบาท และกรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน และใช้สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 ม.ค.ของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินสิบล้านบาท

นอกจากนี้ มาตรา 43 กรณีที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเสียภาษีเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพเป็นเวลาสามปีติดต่อกัน ให้เรียกเก็บภาษีสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในปีที่สี่ เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีที่จัดเก็บตามมาตรา 37 (4) ในอัตราร้อยละศูนย์จุดสาม และหากยังทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพอีกเป็นเวลาติดต่อกัน ให้เพิ่มอัตราภาษีอีกร้อยละศูนย์จุดสามในทุกสามปี แต่อัตราภาษีที่เสียรวมทั้งหมดแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสาม.

https://www.thairath.co.th/content/1517678
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #9
ตามดูมติ ครม.ลุงตู่ ไฟเขียว “รัฐบาลชุดใหม่” จัดรายละเอียด/กระบวนการใช้งบรายจ่ายปี 2563 ใหม่ ภายหลังเข้ารับหน้าที่และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

เผยแพร่: 6 พ.ค. 2562 12:59 ปรับปรุง: 6 พ.ค. 2562 13:11 โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ตามดูมติ ครม.ลุงตู่ ไฟเขียว “คณะรัฐมนตรีชุดใหม่” จัดรายละเอียด/กระบวนการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบฯ 63 ใหม่ ภายหลังเข้ารับหน้าที่และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หลัง “สำนักงบประมาณ” ได้ข้อยกเว้นปฏิบัติตามติ ครม. แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เฉพาะกระบวนการจัดทำงบฯ ปรับปรุงปฏิทินรายจ่าย ปี 63 ใหม่

วันนี้ (6 พ.ค.) มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เวียนหนังสือมติ ครม. ที่เห็นชอบแนวทางการจัดการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดย สำนักงบประมาณ ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 พ.ค. 2562 ในคราวเดียวกัน โดยได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2561

ที่กำหนดให้สำนักงบประมาณ เสนอคณะรัฐมนตรี เพี่อพิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ภายในวันที่ 30 เม.ย. 2562 และเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว สำนักงบประมาณจะนำเสนอกระบวนการจัดทำงบประมาณ พร้อมทั้งการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตามขั้นตอนต่อโป

ทั้งนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2561 และวันที่ 13 ธ.ค. 2561 ให้ความเห็นชอบการกำหนดแนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2563 เพี่อให้หน่วยรับงบประมาณใช้เป็นแนวทางประกอบการวางแผนการดำเนินงาน และกำหนดแผนการปฏิบัติงาน ให้สอดคล้องกับกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณ และการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยนำยุทธศาสตร์ขาติ (พ.ศ. 2561-2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาลตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2565) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) นโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ค. 2560-2564) แผนการปฏิรูปประเทศ และนโยบายรัฐบาล

โดยนำมากำหนด เป็นกรอบโครงสร้างยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ตามแนวทางการพัฒนาของยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทย มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัฃญาฃองเศรษฐกิจพอเพียง” โดยนำร่างแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ

ซึ่งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ขาติ ได้เห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2561 มากำหนดเป็นกรอบโครงสร้างยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 23 ประเด็น ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ เพี่อให้สามารถแสดงความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับประเด็นของร่างแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยแนวทางดังกล่าวก็เพี่อให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่ ครม. เห็นชอบเมื่อต้นปี 2562 จำนวน 3,200,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 จากปีงบประมาณ 2562 ซึ่งอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท โดยมีโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประกอบด้วยรายจ่ายประจำ 2,358,410.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 จากปีงบประมาณ 2562 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73.7 ของวงเงินงบประมาณ

รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 62,709.5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2 ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายลงทุน 691,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 จากปีงบประมาณ 2562 หรือคิดเป็นร้อยละ 21.6 ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 87,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2562 ร้อยละ 12.1 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.7 ของวงเงินงบประมาณ

ขณะที่รายได้สุทธิจำนวน 2,750,000 ล้านบาท งบประมาณขาดดุล 450,000 ล้านบาท เท่ากับปีงบประมาณ 2562 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP


ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานทางเศรษฐกิจไทย ที่คาดว่า ในปี 2563 จะขยายตัวร้อยละ 3.5-4.5 และงบดังกล่าวยังเท่ากับกรอบวงเงินตามแผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 2563-2565 ตามที่ ครม. ได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว

สำหรับงบประมาณรายจ่ายลงทุนและงบประมาณรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ก็มีจำนวนและสัดส่วนในกรอบที่กำหนดตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ

https://mgronline.com/politics/detail/9620000043316
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #10
งบปี’63 ล่าช้า 3 เดือน เริ่มใช้ม.ค. – ยันไม่กระทบ 30 บาท-บัตรคนจน แต่ไม่มีเงินลงทุน

วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 - 18:57 น.

ครม.รับทราบงบปี’63 ล่าช้า 3 เดือนเริ่มใช้ม.ค. – ยืนยันไม่กระทบ 30 บาท-บัตรคนจน แต่ไม่มีงบลงทุนในช่วง 3 เดือน

งบปี’63 ล่าช้า 3 เดือน เริ่มใช้ม.ค. – นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบผลการพิจารณางบประมาณปี 2563 ว่าจะล่าช้าไป 3 เดือน หรือเริ่มได้ประมาณ เดือนม.ค. 2563 เพื่อให้รัฐบาลใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณางบประมาณของรัฐบาล ซึ่งไม่ต้องกังวลเรื่องของการใช้จ่ายของรัฐ เพราะให้ยึดกรอบงบประมาณปี 2562 ไปก่อน ส่วนความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำตามปกติของระบบราชการจะไม่กระทบ ส่วนงบลงทุนในช่วง 3 เดือนคงยังไม่มี

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากงบประมาณปี 2563 ล่าช้าไป 3 เดือน จะไม่กระทบกับการใช้จ่ายซึ่งเป็นรายจ่ายประจำ อาทิ รายจ่ายบัตรทอง 30 บาท บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เพราะสำนักงบประมาณกันเงินไว้แล้ว และงบประมาณแต่ละปีส่วนใหญ่มากกว่า 80% เป็นรายจ่ายประจำของภาครัฐ

ทั้งนี้ ให้ทุกหน่วยงานทบทวน เพิ่มเติม และยืนยันคำของบประมาณให้สำนักงบประมาณในเดือนก.ค.นี้ จากนั้นจึงรวบรวมเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระที่ 1 ปลายเดือนก.ย. 2562 และในวาระที่ 2-3 ต้นเดือนธ.ค. 2562 ก่อนเสนอให้วุฒิสภากลางเดือนธ.ค. 2562 จากนั้นจึงนำร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้ต่อไป

นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลใหม่แล้ว สำนักงบประมาณจะเริ่ม ทำกรอบวงเงินงบประมาณปี 2563 ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้รัฐบาลใหม่ได้วางแผนการใช้จ่ายเงินตามนโยบายที่ได้หาเสียงกับประชาชนแต่จะต้องอยู่ภายในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี

ขณะที่ 4 หน่วยงานซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะต้องมีการหารือเพื่อร่วมกันกำหนดกรอบรายได้อีกครั้ง หลังจากรัฐบาลปัจจุบันได้เห็นของกรอบวงเงินงบประมาณราย จ่ายปี 2563 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ 450,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2562 จำนวน 200,000 ล้านบาท

“ปัจจุบันโครงการลงทุนที่มีระยะเวลาลงทุนและก่อสร้างไม่เกิน 1 ปี เริ่มมีการทำสัญญาและก่อหนี้มากขึ้นซึ่งหากเริ่มก่อหนี้ และทำสัญญาในช่วงนี้ จะสามารถเบิกจ่ายเงินงบประมาณในช่วงเดือนต.ค. 2562 เป็นต้นไป ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่น่ารุนแรงมากนัก

โดยในปีงบประมาณ 2562 รัฐบาลมีงบลงทุน 640,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้สำนักงบประมาณตั้ง เป้าหมายเบิกจ่ายได้สูงสุดประมาณ 90% เนื่องจากส่วนราชการได้เร่งรัดทำสัญญาและก่อหนี้ผูกพันได้จำนวนมากแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 10% คาดว่า จะก่อหนี้ผูกพันไม่ทัน สำนักงบประมาณก็จะพับไป หรือตัดทิ้ง”

นายเดชาภิวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมครม. ยังอนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2562 ครั้งที่ 2 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ โดยมีวงเงินปรับลดลงสุทธิ 17,049.47 ล้านบาท จากเดิม 1.851 ล้านล้านบาท เป็น 1.834 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการก่อหนี้ใหม่ปรับลดสุทธิ 17,980.47 ล้านบาท

แยกเป็นการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล ลดลง 16,972.43 ล้านบาท จากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทาสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คล้องสิบเก้า-แก่งคอย พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง 3 แห่ง, โครงการระบบรถไฟชานเมืองสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง, รถไฟทางคู่ช่วงมาบกระเบา-ชุมทางถนนจิระ และรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม-ชุมพร ที่เหลือเป็นการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ ปรับลดลง 1,008.04 ล้านบาท

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2561100
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #11
กทม.ตั้งงบรายจ่ายปี’63 พุ่ง 83,398 ล้าน “โยธา-จราจร” เฉียด 20% สภาแนะหารายได้เพิ่ม

วันที่ 12 June 2019 - 17:20 น.


วันที่ 12 มิ.ย.62 ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 2) มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

ผู้ว่าฯ กทม.ได้เสนอร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีไว้จำนวน 83,398,920,000 บาท จำแนกได้ดังนี้ 1.งบประมาณรายจ่ายจำนวน 83,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 83,000 ล้านบาท โดยจ่ายจากรายได้ประจำจำนวน 83,000 ล้านบาท

2.งบประมาณรายจ่ายของการพาณิชย์จำนวน 398.92 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 283.285ล้านบาท รายจ่ายพิเศษ จำนวน 115.635 ล้านบาท

ทั้งนี้ กทม.มีนโยบายในการจัดทำงบประมาณแบบสมดุล โดยพิจารณาการของบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานตามความจำเป็นเร่งด่วน ภาระผูกพันของงานและโครงการต่างๆ ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2529 โดยประมาณการรายรับ จำนวน 83,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณที่ผ่านมา จำนวน 3,000 ล้านบาท คิดเป็น 3.75%

https://www.prachachat.net/property/news-337695
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #12
ดึงเงินคงคลัง 6 แสนล้านเบิกจ่าย รับมืองบฯปี’63 ล่าช้า-กู้ชดเชยขาดดุลไม่ได้

วันที่ 1 July 2019 - 17:40 น.

รัฐดึงเงินคงคลัง 6 แสนล้านบาท เบิกจ่ายช่วงงบฯปี’63 ล่าช้า 1 ไตรมาส เหตุยังกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณไม่ได้ สบน.ยันแผนบริหารหนี้สาธารณะเดินหน้าปกติหนุนรัฐวิสาหกิจกู้ลงทุน ขณะที่ล่าสุดเพิ่งปรับแผนลดก่อหนี้ใหม่ 1.7 หมื่นล้านบาท หลัง ร.ฟ.ท.เบิกจ่ายเงินกู้ล่าช้ากว่าแผน 1.69 หมื่นล้านบาท ทั้งรอความชัดเจนไฮสปีด 3 สนามบิน-เจอระเบิดระหว่างก่อสร้างทางคู่สายใต้

นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า การจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 คาดว่าจะล่าช้าราว 1 ไตรมาส (ต.ค.-ธ.ค. 2562) โดยน่าจะเริ่มใช้ได้ในเดือน ม.ค. 2563

ทั้งนี้ สำนักงบฯ ได้รวบรวมตัวเลขรายจ่ายที่สามารถดำเนินการได้ในช่วงดังกล่าว โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วงเดือน ก.ย. อนุมัติใช้งบฯ ไปพลางรวมจำนวน 1.15 ล้านล้านบาท เป็นงบฯ ประจำ 1.1 ล้านล้านบาท และงบฯลงทุน ที่มีสัญญาผูกพันไว้แล้ว 4.2 หมื่นล้านบาท

ขณะที่นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า กรณีกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีล่าช้าออกไป 1 ไตรมาสนั้น จะมีผลต่อการกู้ชดเชยการขาดดุลที่จะยังกู้ไม่ได้ไปจนกว่ากฎหมายงบประมาณจะมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลสามารถดึงเงินคงคลังที่คาดว่าจะมีสูงระดับ 5-6 แสนล้านบาท มาใช้ไปก่อนได้

“การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จะต้องรอ พ.ร.บ.งบประมาณมีผลบังคับใช้ก่อน ดังนั้นกว่าจะกู้ได้ก็น่าจะไตรมาส 2 (ม.ค.-มี.ค. 2563) โดยระหว่างนั้นช่วงไตรมาสแรก ซึ่งสามารถเบิกจ่ายได้เฉพาะงบฯประจำ ก็สามารถใช้เงินคงคลังไปก่อนได้” นายธีรัชย์กล่าว

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าห่วงก็คือ ในช่วงดังกล่าวการออกพันธบัตรรัฐบาลอาจจะมีวงเงินไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงตลาดพันธบัตรที่ปกติควรต้องมีวงเงินราวไตรมาสละ 1 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากมีการตั้งงบฯเบิกจ่ายเหลื่อมปี ก็สามารถกู้ชดเชยขาดดุลเหลื่อมปีได้ วงเงินราว 5-8 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนนี้ต้องรอกรมบัญชีกลางสรุปตัวเลขให้ชัดเจนก่อน นอกจากนี้ยังมีวงเงินบริหารหนี้เดิม (roll over) บางส่วนที่สามารถใช้ออกพันธบัตรหล่อเลี้ยงตลาดได้

อย่างไรก็ดี การจัดทำงบประมาณล่าช้าจะไม่กระทบการจัดทำแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2563 โดยหากทราบว่า รัฐบาลจะตั้งงบฯชดเชยขาดดุลจำนวนเท่าใด ซึ่งคาดว่าจะชัดเจนในเดือน ส.ค.แล้ว ก็สามารถเดินหน้าจัดทำแผนบริหารหนี้สาธารณะได้ทันที

“แผนบริหารหนี้ก็ยังเป็นไปตามกำหนดเดิม เพราะไม่อย่างนั้น รัฐวิสาหกิจก็จะกู้เงินลงทุนไม่ได้ ดังนั้น ถึง พ.ร.บ.งบประมาณจะยังไม่บังคับใช้ แผนบริหารหนี้ก็เดินหน้าได้” นายธีรัชย์กล่าว

ส่วนแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2562 นั้น ได้ปรับปรุงครั้งที่ 2 เมื่อเร็ว ๆนี้ โดย ครม.อนุมัติปรับปรุงแผนที่วงเงินลดลงสุทธิ 1.7 หมื่นล้านบาท เหลือ 1.83 ล้านล้านบาท เป็นผลมาจากการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาลลดลง

“ส่วนใหญ่เป็นการปรับลดวงเงินที่รัฐบาลจะกู้ในประเทศให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กู้ต่อ จำนวนกว่า 1.69 หมื่นล้านบาท ในส่วนที่เป็นรถไฟทางคู่ อย่างเส้นทางลงไปภาคใต้ที่ขุดเจอระเบิดสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 และรถไฟชานเมืองที่มีการขยายสัญญาออกไป” นายธีรัชย์กล่าว

ทั้งนี้มีรายงานว่า การกู้เงินของ ร.ฟ.ท.ที่ไม่เป็นไปตามแผนเดิม โดยวงเงินลดลงรวม 1.69 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง ชะลอการกู้วงเงิน 6,899.70 ล้านบาท ออกไปเพื่อรอความชัดเจนของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินก่อน 2.โครงการก่อสร้างทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ที่เบิกจ่ายเงินกู้ล่าช้ากว่าแผนไป 4,242.85 ล้านบาท 3.โครงการก่อสร้างทางคู่ ช่วงนครปฐม-ชุมพร ที่เบิกจ่ายเงินกู้ล่าช้ากว่าแผนไป 6,214.89 ล้านบาท และ 4.โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟ สายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง 3 แห่ง ปรับเพิ่มวงเงินกู้ 385.01 ล้านบาท

https://www.prachachat.net/finance/news-345030
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #13
ราคาที่ดินใหม่ เริ่มปี 63 ทั้งประเทศปรับขึ้น 11% ถนนวิทยุ ตารางวาละ 1 ล้าน

16 ก.ค. 2562

ธนารักษ์ เผยราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ เริ่มใช้ปีหน้า ราคาทั้งประเทศปรับขึ้นเฉลี่ย 11% ย่านถนนวิทยุ ใจกลางกรุง ตารางวาละ 1 ล้าน ส่วนพื้นที่นนทบุรี แพงสุด แถวถนนกรุงเทพ-นนทบุรี และงามวงศ์วาน


เมื่อวันที่ 16 ก.ค. นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยการจัดทำราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ว่า ได้เตรียมจัดทำล่วงหน้ามาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว โดยคณะอนุกรรมการประเมินราคาที่ดินระดับจังหวัด ได้ประเมินราคาที่ดินในแต่ละจังหวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งให้คณะกรรมการประเมินราคาที่ดินในส่วนกลางที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อพิจารณาอนุมัติเพื่อจะประกาศใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค.2563-ธ.ค. 2566 อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมราคาประเมินรอบใหม่ ราคาที่ดินเฉลี่ยทั้งประเทศปรับขึ้นราว 11%

“การประเมินราคาที่ดินรอบใหม่นี้ ราคาประเมินที่ดินในต่างจังหวัด ส่วนใหญ่จะมีราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาด โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (อีอีซี) แต่ในกรุงเทพมหานคร ราคาประเมินยังต่ำกว่าราคาตลาดราว 20%”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันที่ดินทั่วประเทศมีจำนวน 321 ล้านไร่ โดยเป็นที่ดินเอกชน 127 ล้านไร่ จำนวน 37.62 ล้านแปลง ในจำนวนนี้เป็นโฉนด 33.48 ล้านแปลง คิดเป็น 89% ส่วนที่เหลือเป็นที่ดิน เช่น ที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน หรือ นส.3 เป็นต้น

สำหรับราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มเฉลี่ย 2.45% โดยอัตราเปลี่ยนแปลงของราคาที่ดินถนนสายสำคัญ ซึ่งคิดเป็นตารางวา(ตร.ว.) ได้แก่ ถนนสีลม ราคาประเมินอยู่ที่ 750,000 บาทถึง 1 ล้านบาท เพิ่มจากราคาประเมินรอบที่ผ่านมาที่อยู่ 700,000 บาทถึง 1 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.14-0% ถนนเพลินจิต ราคา 1 ล้านบาท เพิ่มจาก 900,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11.11% ถนนพระรามที่ 1 ราคา 400,000 บาทถึง 1 ล้านบาท จาก 400,000 –900,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0-11.11% ถนนวิทยุ ราคา 1 ล้านบาท จาก 500,000-750,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 100-33.33%

ส่วนถนนสาทร ราคา 450,000-800,000 บาท จากเดิม 450,000-750,0000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 6.67%, ถนนสุขุมวิท ราคา 230,000-750,000 บาท จากเดิม 210,000-650,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9.52-15.38% ถนนพหลโยธิน ราคา 130,000-500,000 บาท จากเดิม 100,000-400,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30-25%, และถนนรามอินทรา ราคา 100,000-170,000 บาท จากเดิม 85,000 – 150,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17.65-30.76%

ขณะที่การประเมินราคาพื้นที่ปริมณฑล จังหวัดนนทบุรี มีราคาประเมินเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.25% ราคาต่ำสุด 1,000 บาทต่อตร.ว. สูงสุด 170,000 บาทต่อตร.ว. โดยที่ดินราคาแพงสุดอยู่บริเวณ ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ถนนงามวงศ์วาน ขณะที่จังหวัดสมุทรสาคร ราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.58% ราคาต่ำสุด 350 บาทต่อตร.ว.สูงสุด 70,000 บาทต่อตร.ว. โดยที่ดินแพงสุด คือ ถนนเอกชัย และถนนเศรษฐกิจ 1 ส่วนสมุทรปราการ ราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.36% ต่ำสุด 500 บาทต่อตร.ว.สูงสุด 160,000 บาทต่อตร.ว. แพงสุดบริเวณถนนสุขุมวิท (เขตกรุงเทพฯ-คลองสำโรง)

ในส่วนจังหวัดนครปฐม เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.46% ต่ำสุด 130 บาทต่อตร.ว. แพงสุด 80,000 บาทตร.ว. โดยบริเวณแพงสุด คือ แถวถนนหน้าพระ ถนนหลังพระ ถนนซ้ายพระ ถนนขวาพระ ถนนทรงพล ถนนราชวิถี ถนนราชดำเนิน และจังหวัดปทุมธานี เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.07% ราคาต่ำสุด 600 บาทต่อตร.ว. สูงสุด 100,000 บาทต่อตร.ว. อยู่แถวถนนรังสิต-ปทุมธานี ถนนพหลโยธิน.

https://www.thairath.co.th/news/business/realestate/1616335
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #14
สภา กทม.ผ่านแล้ว 8.33 หมื่นล. งบปี 63 อัด"จราจร/ซ่อมถนน" มากกว่า "รักษาความสะอาด/ระบายน้ำ" ตัด "งบโยธาฯ" คาดใช้ตามแผนไม่ทัน

เผยแพร่: 26 ก.ค. 2562 17:29 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

สภา กทม.ผ่านแล้ว งบปี 63กว่า 8.33 หมื่นล้าน เผยเป็นงบแบบสมดุล รายจ่ายพาณิชย์ 398 ล้าน ใช้บริหารงานทั่วไป ร้อยละ 31 รักษาความสะอาด/ระเบียบเรียบร้อย ร้อยละ 16 โยธา/ระบบจราจร ร้อยละ 20 ระบายน้ำและบำบัดน้ำเสีย ร้อยละ 12 พัฒนาและบริการสังคม ร้อยละ 8 สาธารณสุข ร้อยละ 8 และการศึกษา ร้อยละ 5 โดยเขตหนองจอก ประเวศ บางขุนเทียน ลาดกระบัง และจตุจักร ได้มากสุด

วันนี้ (26 ก.ค.) มีรายงานจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ว่า ภายหลังเลื่อนการประชุมมาจากวันที่ 24 ก.ค. เมื่อช่วงเช้า ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้เปิดสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2562 โดยมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ารกทม.และคณะผู้บริหาร ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบ ร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วาระที่สอง และวาระที่สาม จำนวนเงินงบประมาณ 83,398,006,000 บาท แบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายกรุงเทพมหานคร จำนวน 83,000 ล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายของการพาณิชย์ของ กทม. จำนวน 398,006,000 บาท

ในส่วนงบประมาณรายจ่าย 83,000 ล้านบาทนั้น กทม.จะนำไปบริหารจัดการในด้านการบริหารงานทั่วไป ร้อยละ 31 (25,474,579,275 บาท) ด้านการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ร้อยละ 16 (13,586,985,300 บาท) ด้านการโยธาและระบบจราจร ร้อยละ 20 (16,362,413,180 บาท) ด้านการระบายน้ำและบำบัดน้ำเสีย ร้อยละ 12 (9,863,013,440 บาท) ด้านการพัฒนาและบริการสังคม ร้อยละ 8 (6,345,502,550 บาท) ด้านการสาธารณสุข ร้อยละ 8 (6,733,262,485 บาท)และด้านการศึกษา ร้อยละ 5 (4,634,243,740 บาท)

หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรมากที่สุด ได้แก่ สำนักการโยธา ร้อยละ 11 (9,229,858,000 บาท) สำนักการระบายน้ำ ร้อยละ 9.89 (8,213,452,000 บาท) สำนักสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 9 (7,542,229,000 บาท) และสำนักการจราจรและขนส่ง ร้อยละ 5.2 (4,297,231,000 บาท)

สำนักงานเขตที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด ได้แก่ สำนักงานเขตหนองจอก 586,363,000 บาท ประเวศ 584,808,000 บาท บางขุนเทียน 579,297,000 บาท ลาดกระบัง 567,466,000 บาท และจตุจักร 534,717,800 บาท ตามลำดับ สำนักงานเขตที่ได้รับการจัดสรรน้อยที่สุดคือ สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ 208,176,600 บาท ทั้งนี้งบประมาณประจำปี 2563 ของกทม.เป็นงบประมาณแบบสมดุล

ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ เปิดเผยว่า การพิจารณางบประมาณปีนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น โดยในการพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ซึ่งมีนายคำรณ โกมลศุภกิจ เป็นประธานคณะกรรมการวิสามัญ ได้มีการตัดทอนและปรับลดงบประมาณที่แต่ละหน่วยงานเสนอขอบ้างพอสมควร แต่ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย




"โครงการที่ปรับลดเนื่องจากคาดว่าหน่วยงานจะไม่สามารถใช้งบดังกล่าวได้ทันในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งควรนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ในโครงการอื่นที่มีความเหมาะสมมากกว่า อย่างไรก็ดีในส่วนของสำนักการโยธาที่ได้รับงบประมาณเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นงประมาณสำหรับโครงการต่อเนื่องที่ก่อหนี้มาหมดแล้ว"

ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ขอขอบคุณสภากทม. ที่ได้ร่วมกันพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณปี 2563 และให้ความเห็นชอบร่างข้อบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้กทม.จะนำข้อแนะนำและข้อสังเกตที่ได้รับไปพิจารณาปรับใช้เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารราชการ และการใช้จ่ายงบประมาณ

รวมทั้งจะกำชับให้หน่วยงานใช้จ่ายงบประมาณบนพื้นฐานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 12 และแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร พร้อมยึดหลักการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส สุจริต และตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและ กทม. ต่อไป.

https://mgronline.com/politics/detail/9620000071343
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #15
สำนักงบฯหารือคลังปรับทำงบปี’63 – ยืนยันกรอบวงเงินเดิม ชงครม.สัปดาห์หน้า คาดใช้ได้ก.พ.63

วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 - 23:19 น.

สำนักงบฯเตรียมหารือกระทรวงการคลัง ปรับทำงบประมาณปี’63 – หากยืนยันกรอบวงเงินเดิม ชงครม.สัปดาห์หน้า คาดใช้ได้ก.พ.63

สำนักงบฯหารือคลังงบปี’63 – นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ได้รายงานที่ประชุมคระรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการจัดทำกรอบงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2563 ให้เป็นไปตามสถานการณ์ปัจจุบันภายหลังจากรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว โดยในช่วง 1-2 วันนี้ สำนักงบประมาณจะนัดกระทรวงการคลังหารือถึงกรอบงบประมาณทั้งหมดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขไปจากกรอบเดิมหรือไม่

โดยกรอบเดิมกำหนดงบประมาณรายจ่าย 3.2 ล้านล้านบาท การขาดดุลงบประมาณ 4.5 แสนล้านบาท และประมาณการรายได้ 2.75 ล้านล้านบาท หากกระทรวงการคลังยังยืนยันกรอบเดิม สำนักงบประมาณจะเสนอเรื่องไปให้ครม. เห็นชอบ ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ หากการหารือครั้งดังกล่าว กระทรวงการคลังมีความเห็นว่าจำเป็นต้องปรับงบประมาณปี 2563 ใหม่ โดยเฉพาะงบประมาณที่อาจปรับเพิ่มขึ้นจากการดำเนินนโยบายด้านต่างๆ ของรัฐบาลตามโครงการที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา


สำนักงบประมาณ จะนัดประชุมร่วม 4 หน่วยงาน ซึ่งมีสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณวันที่ 2 ส.ค.นี้ เพื่อพิจารณากรอบงบประมาณที่ปรับปรุงใหม่ต่อไป หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ สำนักงบประมาณจะจัดทำรายละเอียดของกรอบงบประมาณประจำปี 253 เสนอให้ที่ประชุมครม. พิจารณาเห็นชอบ จากนั้นในวันที่ 9 ส.ค.นี้ ทุกหน่วยงานจะต้องส่งคำของบประมาณมายังสำนักงบประมาณให้เสร็จสิ้น

ส่วนขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภานั้น คาดว่า ในวันที่ 17 ต.ค.นี้ คาดว่า จะเริ่มต้นหารือในวาระที่ 1 ได้ ส่วนวาระที่ 2-3 จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 105 วัน เบื้องต้นมองว่า งบประมาณปี 2563 จะผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาประมาณเดือนม.ค. 2563 และจะเริ่มใช้ได้ในประมาณวันที่ 1 ก.พ. 2563 เป็นต้นไป

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2757665
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #16
นายกฯ ถกงบฯ ปี 63 เคาะที่ 3.22 ล้านล้านบาท ขาดดุลเกือบ 5 แสนล้าน คาดร่าง พ.ร.บ.เสร็จต้นปีหน้า

เผยแพร่: 1 ส.ค. 2562 14:07 ปรับปรุง: 1 ส.ค. 2562 15:36 โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายกฯ ร่วมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 เห็นชอบ 3.22 ล้านล้านบาท ขาดดุลเกือบ 5 แสนล้านบาท ปรับประมาณการรายได้ลดลง 1.9 หมื่นล้าน ให้สำนักงบฯ ชง ครม.6 ส.ค.นี้ คาดจัดทำร่าง พ.ร.บ.แล้วเสร็จ ผ่านการพิจารณาของสภาฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ม.ค. 63

วันนี้ (1 ส.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม นายกฯ กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า การจัดทำงบประมาณ ต้องทำให้สอดคล้องกับปัจจัยทั้งภายในและภายนอก โดยจะรับฟังความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณ และการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ต่อมาเวลา 10.20 น. นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมร่วม 4 หน่วยงานวันนี้ ประกอบด้วยกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ให้สำนักงบประมาณนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2562 ในวงเงิน งบประมาณรายจ่าย 3.22 ล้านล้านบาท (ขาดดุลงบประมาณ 489,000 ล้านบาท) ประกอบด้วย รายได้รัฐบาลสุทธิที่จะจัดเก็บได้ ที่เดิมทีประมาณการไว้ที่ 2.750 ล้านล้านบาท จะคงเหลือที่ 2.731 ล้านล้านบาท หรือลดลงไป 19,000 ล้านบาท จากเดิมที่เคยเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อตอนต้นปี ซึ่งสำนักงบประมาณจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป

ผู้อำนวยการสำนักงบฯ กล่าวอีกว่า ตามปฏิทินงบประมาณที่เสนอไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสรุปคือ วันนี้มีการประชุม 4 หน่วยงาน เพื่อที่จะเห็นชอบให้สำนักงบประมาณนำกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 6 สิงหาคม 2562 ซึ่งคำของบประมาณจะเข้ามาที่สำนักงบประมาณวันที่ 9 สิงหาคม 2562 โดยสำนักงบประมาณคาดว่าจะสามารถนําเสนอสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาวาระที่ 1 ตามกำหนดการ วันที่ 17 ตุลาคม 2562 และวาระที่ 2-3 ประมาณต้นเดือนมกราคม 2563 จากนั้นจึงเสนอวุฒิสภาพิจารณาประมาณกลางเดือนมกราคม 2563 คาดว่าจะสามารถนําร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ประมาณปลายเดือนมกราคม 2563

ผู้อำนวยการสำนักงบฯ ยังกล่าวถึงแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2563-2565) ว่า จะมีการปรับในส่วนของรายได้รัฐบาลสุทธิ จากเดิมกำหนดประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิในปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 2,750,000 ล้านบาท ก็ได้ปรับลดลงมา 19,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังจะได้มีการประชุมทบทวนกำหนดกรอบรายได้รัฐบาลสุทธิ ของแผนการคลังระยะปานกลางอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่าแผนการคลังระยะปานกลางจะสมดุลในปี 2573 ซึ่งต้องดูตามความเป็นจริงอีกครั้งว่าจะสามารถถึงจุดสมดุลได้ในปีนั้นหรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยว่าจะต้องใช้จ่ายงบประมาณเท่าไรในการรักษาเสถียรภาพ และกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละปีจากนี้ไป




นายเดชาภิวัฒน์กล่าวว่า ช่วงที่รอพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ประกาศใช้ สำนักงบประมาณจะนำเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบใช้งบประมาณปีก่อนหน้าไปพลางก่อน โดยใช้ฐานงบประมาณปี 2562 จัดสรรให้ไม่เกินกึ่งหนึ่งหรือครึ่งหนึ่ง ประกอบด้วย เรื่องของเงินเดือน รายจ่ายประจำ ที่มีฐานเดิมอยู่ในปี 2562 และงบลงทุนที่มีสัญญาแล้ว ซึ่งงบฯ ไปพลางก่อนจะไม่มีรายการใหม่ ฉะนั้นงบประมาณที่มีการพูดถึงว่าจะหายไปนั้นที่จริงแล้วยังมีอยู่ เงินเดือน ทุกอย่างพร้อมที่จะจ่ายทั้งหมด และงบลงทุนก็ยังมีของรัฐวิสาหกิจอยู่ ยังมีรายการที่ภาครัฐและเอกชนร่วมลงทุน (PPP) และมีกองทุน Thailand Future Fund ที่จะนำมาใช้กระตุ้น หรือรักษาเสถียรภาพของการใช้จ่ายในช่วง 3 เดือนจากนี้ไปคือตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคมได้

นายเดชาภิวัฒน์กล่าวด้วยว่า และเมื่องบประมาณประจำปี พ.ศ. 2563 ออกมาประมาณเดือนมกราคม 2563 ก็เริ่มดำเนินการได้ ซึ่งระหว่างเดือนมกราคม 2563 ก่อนหน้านั้น สำนักงบประมาณจะออกมาตรการด้านการงบประมาณ เพื่อที่จะสนับสนุนให้มีการใช้จ่ายทันที หลังจากที่พระราชบัญญัติงบประมาณร่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ประกาศใช้

https://mgronline.com/politics/detail/9620000073069

ขาดดุลเกือบ 5 แสนล้าน
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #17
เคาะกรอบงบปี ’63 รวม 3.22 ล้าน ขาดดุลเพิ่มเป็น 4.69 แสนล้านบาท – 7 เดือนกับ “ค่าเสียเวลา” ที่ยังประเมินไม่ได้

1 สิงหาคม 2019

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคาะวงเงิน 3.22 ล้านล้านบาท ขาดดุลเพิ่มเป็น 469,000 ล้านบาท หลังรายได้หลุดเป้า 19,000 ล้านบาท

นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ให้สำนักงบประมาณนำเสนอคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2562 ในวงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.22 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย รายได้รัฐบาลสุทธิที่จะจัดเก็บได้ ที่เดิมทีประมาณการไว้และเคยเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อตอนต้นปีที่ 2.75 ล้านล้านบาทจะคงเหลือที่ 2.31 ล้านล้านบาท หรือลดลงไป 19,000 ล้านล้านบาท และต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 469,000 ล้านบาท จากเดิม 450,000 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป

นายเดชาภิวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตามปฏิทินงบประมาณที่เสนอไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา การประชุม 4 หน่วยงานวันนี้เพื่อที่จะเห็นชอบให้สำนักงบประมาณนำกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 6 สิงหาคม 2562 ซึ่งคำของบประมาณจะเข้ามาที่สำนักงบประมาณวันที่ 9 สิงหาคม 2562 โดยสำนักงบประมาณคาดว่าจะสามารถนําเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาวาระที่ 1 ตามกำหนดการ วันที่ 17 ตุลาคม 2562 และวาระที่ 2-3 ประมาณต้นเดือนมกราคม 2563 จากนั้นจึงเสนอวุฒิสภาพิจารณาประมาณกลางเดือนมกราคม 2563 ซึ่งคาดว่าจะสามารถนําร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ขึ้นทูลเกล้าฯ ประมาณปลายเดือนมกราคม 2563

ขณะที่แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2563-2565) คาดว่าจะมีการปรับในส่วนของรายได้รัฐบาลสุทธิ จากเดิมกำหนดประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิในปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 2,750,000 ล้านบาท ได้ปรับลดลงมา 19,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังจะได้มีการประชุมทบทวนกำหนดกรอบรายได้รัฐบาลสุทธิของแผนการคลังระยะปานกลางอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่าแผนการคลังระยะปานกลางจะสมดุลในปี 2573 ซึ่งต้องดูตามความเป็นจริงอีกครั้งว่าจะสามารถถึงจุดสมดุลได้ในปีนั้นหรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยว่าจะต้องใช้จ่ายงบประมาณเท่าไรในการรักษาเสถียรภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละปีจากนี้ไป

ทั้งนี้ ช่วงที่รอพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ประกาศใช้ สำนักงบประมาณจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบใช้งบประมาณปีก่อนหน้าไปพลางๆ ก่อน โดยใช้ฐานงบประมาณปี 2562 จัดสรรให้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง ประกอบด้วย เรื่องของเงินเดือนรายจ่ายประจำ ที่มีฐานเดิมอยู่ในปี 2562 และงบลงทุนที่มีสัญญาแล้ว ซึ่งจะไม่มีรายการใหม่

“ฉะนั้น งบประมาณที่มีการพูดถึงว่าจะหายไปนั้นที่จริงแล้วยังมีอยู่ เงินเดือน ทุกอย่างพร้อมที่จะจ่ายทั้งหมด และงบลงทุนก็ยังมีของรัฐวิสาหกิจอยู่ ยังมีรายการที่ภาครัฐและเอกชนร่วมลงทุน หรือ PPP และมีกองทุน Thailand Future Fund ที่จะนำมาใช้กระตุ้นหรือรักษาเสถียรภาพของการใช้จ่ายในช่วง 3 เดือนจากนี้ไป คือ ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคมได้ และเมื่องบประมาณประจำปี พ.ศ. 2563 ออกมาประมาณเดือนมกราคม 2563 ก็เริ่มดำเนินการได้ ซึ่งระหว่างเดือนมกราคม 2563 ก่อนหน้านั้น สำนักงบประมาณจะออกมาตรการด้านการงบประมาณเพื่อที่จะสนับสนุนให้มีการใช้จ่ายทันทีหลังจากที่พระราชบัญญัติงบประมาณร่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ประกาศใช้”

ย้อนรอย “การเมืองยืดเยื้อ” – เท “เวลา” ทิ้งน้ำฟรี 7 เดือน
ทั้งนี้ ตามกระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปีจะเริ่มจากการเสนอยุทธศาสตร์งบประมาณ หลังจากนั้นสำนักงบประมาณจะเริ่มจัดทำกรอบงบประมาณคร่าวๆ ก่อนจะนำไปหารือกับหน่วยงานต่างๆ ในรายละเอียด และจัดทำเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณ เพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ต่อไป

หากย้อนดูการจัดทำงบประมาณประจำปี 2563 ได้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561 โดยเป็นการเห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยมีกรอบเวลาว่าภายในวันที่ 8 มกราคม 2562 จะต้องนำกลับมาให้ ครม.เห็นชอบ “กรอบวงเงิน” ของงบประมาณประจำปี 2563 และภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 จะต้องให้ ครม.เห็นชอบรายละเอียดงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง และจัดทำเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณส่งให้รัฐสภาเห็นชอบในวันที่ 4 มิถุนายน 2562

โดยในวันที่ 8 มกราคม 2562 ครม.เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณประจำปี 2563 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท โดยเป็นการขาดดุลงบประมาณ 450,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ภายหลังเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 และดูว่าไม่มีท่าทีที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 จึงมีมติเห็นชอบให้ยกเว้นการปฏิบัติตามมติ ครม.ที่กำหนดให้สำนักงบประมาณเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 และเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว สำนักงบประมาณจะนำเสนอกระบวนการจัดทำงบประมาณ พร้อมทั้งการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งล่าสุดคือเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 ครม.ใหม่จึงได้มีมติรับทราบปฏิทินงบประมาณและนำมาสู่การประชุมกำหนดกรอบงบประมาณในวันนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนเดียวกับเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 หรือเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว

ดังนั้น การตั้งกรอบงบประมาณล่าช้าไป 7 เดือน กอปรกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในขาลงอีกครั้ง “ค่าเสียเวลา” ในครั้งนี้คงยากที่จะประเมินได้ว่าจะขยายตัวในวงกว้างในระยะต่อไปอย่างไร และเป็นความท้าทายของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเวลาอันใกล้จะถึงนี้

https://thaipublica.org/2019/08/budgeting-year-2020/
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #18
เคาะงบปี’63 วงเงิน3.2ล้านล. ประกบทุกกระทรวงคุมนโยบายหาเสียง

วันที่ 5 August 2019 - 10:16 น.


ครม. “ตู่ 2” ไม่รื้อกรอบงบฯปี’63 ที่ 3.2 ล้านล้านบาท กู้เพิ่มเป็น 4.69 แสนล้านบาททดแทนรายได้ กสทช.หาย ผู้อำนวยการสำนักงบฯ ส่งทีมประกบ รมต.ทุกกระทรวงรื้อไส้ในงบฯตัวเอง หวั่นขอเพิ่มเว่อร์เกินไป ก่อนให้ชงคำขอในวันที่ 9 ส.ค. ระบุงบฯล่าช้า 4 เดือน ขุนคลังยันไม่ขึ้น VAT โปะรายได้หาย
นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ประชุม 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 โดยปรับลดประมาณการรายได้ลง 1.9 หมื่นล้านบาท และเพิ่มการขาดดุลงบประมาณจาก 4.5 แสนล้านบาท เป็น 4.69 แสนล้านบาท ซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกรอบวงเงินวันที่ 6 ส.ค.นี้

เนื่องจากรายได้ที่จัดเก็บจะลดลง เป็นรายได้ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่จะประมูล แล้วเปิดประมูลไม่ได้ จะไปเพิ่มที่การขาดดุล ส่วนโครงสร้างอื่นยังเหมือนเดิม โดยเฉพาะกรอบงบประมาณรายจ่ายยังอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท ไม่อยากให้ขาดดุลมากเกินไป ซึ่ง ธปท.บอกว่าการขาดดุลระดับหนี้เหมาะสม เพียงพอต่อการประคองเศรษฐกิจ


ขณะที่รายจ่ายลงทุนปรับลดลงจากเดิมเล็กน้อย อยู่ที่ 6.5 แสนล้านบาท เนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่หาเสียงไว้ส่วนใหญ่ใช้รายจ่ายประจำ จึงต้องเกลี่ยไปให้ แต่รายจ่ายลงทุนก็ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง คือไม่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด

นายเดชาภิวัฒน์กล่าวว่า ทุกกระทรวงจะต้องทำงบฯให้อยู่ในกรอบ 3.2 ล้านล้านบาท โดยแต่ละกระทรวงต้องทำคำของบฯส่งเข้ามาในวันที่ 9 ส.ค. เท่าที่ดูนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองหาเสียงไว้ต้องใช้เงินระดับแสนล้านบาท เช่น ถ้าจะประกันราคาพืชทุกชนิดก็จะต้องใช้เงินถึง 7 แสนล้านบาท หรือจะเพิ่มเบี้ยคนชรา ต้องใช้เงิน 4 หมื่นล้านบาท แต่งบฯอาจจะมีให้ไม่พอ จึงต้องดูความเหมาะสม เน้นโครงการที่ทำได้ทันทีในปี 2563 ก่อน ซึ่งนายกฯกำชับให้ดูแลการใช้จ่ายงบฯให้เกิดความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ประโยชน์ตกอยู่กับประเทศ และมีการดูแลคนในระดับพื้นที่ทั่วถึง รวมถึงกำชับไม่ให้เสนอโครงการที่ใหญ่เกินไปแล้วสุดท้ายทำไม่ได้ แต่ขอให้แบ่งเป็นเฟสไป สำเร็จแล้วค่อยขยาย

“ต้องส่งสัญญาณไปยังรัฐมนตรีทุกท่านว่า ให้ดูงบฯตัวเองก่อน โดยดูจากฐานปีงบประมาณ 2562 ถ้าขอเพิ่มไม่ควรสูงเกินไป ถ้าต่างคนต่างขอมามาก คงไม่ได้ ซึ่งส่งทีมงานสำนักงบฯไปหารือกับทุกกระทรวง และเสนอแนะทางออกว่า ปี 2563 ให้เริ่มบางส่วนไปก่อนแล้วกัน จากนั้นค่อยไปตั้งเอาใหม่ในปีงบประมาณ 2564 เพราะเดือน ม.ค. 2563 ต้องเริ่มทำแล้ว”

หลังทุกกระทรวงส่งคำขอแล้ว สำนักงบฯจะใช้เวลา 3 สัปดาห์พิจารณา เน้นโครงการที่มีความพร้อม จากนั้นจะเสนอ ครม.เห็นชอบปลายเดือน ส.ค. หรือต้น ก.ย. จากนั้นต้องเปิดประชาพิจารณ์อีก 15 วัน ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ในงบประมาณปี 2563 งบฯกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จะลดลงจากปีงบประมาณ 2562 เหลือกว่า 8 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการจัดสรรงบฯช่วยเหลือเกษตรกรบางส่วน โดยนำไปไว้ในงบฯประจำแล้ว คาดว่ากระบวนการจัดทำงบประมาณจะแล้วเสร็จ และทูลเกล้าฯได้ปลายเดือน ม.ค. 2563 หรือล่าช้าราว 4 เดือน อย่างไรก็ดี เดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ สำนักงบฯจะออกมาตรการให้ทุกหน่วยงานเตรียมการใช้จ่ายงบฯปี 2563 โดยให้เตรียมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไว้ล่วงหน้าก่อนกฎหมายงบประมาณมีผลบังคับใช้

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า งบฯปี 2563 ที่ขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 4.69 แสนล้านบาท และงบประมาณรายจ่าย 3.2 ล้านล้านบาท เพียงพอรองรับการดำเนินงานและการออกมาตรการต่าง ๆ รายได้ที่หายไปไม่ต้องกังวล เพราะมีรายได้ส่วนอื่น แต่ยืนยันว่ายังไม่มีแนวทางที่จะขึ้นภาษีมาชดเชยในส่วนดังกล่าว โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยังไม่มีแนวคิด แต่การปรับโครงสร้างภาษีในภาพรวม เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

https://www.prachachat.net/finance/news-356902
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #19
ครม.เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 63 ที่ 3.2 ล้านลบ.

อังคารที่ 6 สิงหาคม 2562

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 3,200,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ 2562 ที่กำหนดไว้ 3,000,000 ล้านบาท เป็นจำนวน 200,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.7% โดยกำหนดนโยบายงบประมาณขาดดุล จำนวน 469,000 ล้านบาท

ขณะที่ คาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้รวมจำนวน 3,237,500 ล้านบาท เมื่อหักการคืนภาษีของกรมสรรพากร อากรถอนคืนกรมศุลกากร การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด การกันเงินเพื่อชดเชยภาษีสำหรับสินค้าส่งออก และการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือรายได้สุทธิ จำนวน 2,731,000 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการรายได้สุทธิปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ตามเอกสารงบประมาณที่กำหนดไว้ จำนวน 2,550,000 ล้านบาท เป็นจำนวน 181,000 ล้านบาท หรือ 7.1%

การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 อยู่ภายใต้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 63 จะขยายตัวในช่วง 3.0 – 4.0% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการส่งออกที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและระบบการค้าโลกที่คาดว่าจะสามารถปรับตัวต่อมาตรการกีดกันทางการค้าได้มากขึ้น รวมทั้งการขยายตัวในเกณฑ์ดีของอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวตามการเร่งเบิกจ่ายภายใต้โครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่มีกำหนดแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในช่วงปี 2563 – 2564 และการลงทุนภาคเอกชนที่มีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการย้ายฐานการผลิตระหว่างประเทศ ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐและภาคครัวเรือนขยายตัวในเกณฑ์ที่น่าพอใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คาดว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วง 0.8 – 1.8% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลประมาณ 5.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 3,200,000 ล้านบาท ดังกล่าวเท่ากับกรอบวงเงินตามแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2563 - 2565) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 สำหรับงบประมาณรายจ่ายลงทุนและงบประมาณรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีจำนวนและสัดส่วนอยู่ภายในกรอบที่กำหนดตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ 2561

พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อสังเกตและความเห็นของที่ประชุม 4 หน่วยงาน (สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

สำหรับโครงสร้างงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ประกอบด้วยประมาณการรายจ่าย ดังต่อไปนี้
1) รายจ่ายประจำ จำนวน 2.393 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 1.2 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.3% และคิดเป็นสัดส่วน 74.7% ของวงเงินงบประมาณรวม

2) รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ซึ่งไม่มีการเสนอตั้งงบประมาณ หรือเพิ่มขึ้น 100% และคิดเป็นสัดส่วน 2% ของวงเงินงบประมาณรวม

3) รายจ่ายลงทุน จำนวน 655,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ 2562 จำนวน 5,861 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.9% และคิดเป็นสัดส่วน 20.5% ของวงเงินงบประมาณรวม

4) รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ 2562 จำนวน 10,964 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14% และคิดเป็นสัดส่วน 2.8% ของวงเงินงบประมาณรวม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากความเข้าใจที่อาจคลาดเคลื่อนหรือมีการสื่อสารที่ทำให้เข้าใจผิดว่ารัฐบาลจะมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ฝากชี้แจงว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยหนี้สาธารณะในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 42% ของจีดีพี ซึ่งยังไม่เกินระดับ 60%

นอกจากนี้ แนวทางการบริหารราชการแผ่นดินตามที่ได้บรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลนั้น ยังมีแหล่งเงินทุนจากแหล่งอื่นที่จะเข้ามาช่วยเสริมในการจัดหาเม็ดเงินมาเพื่อการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และการร่วมทุนจากภาครัฐและเอกชน เป็นต้น

"การจัดทำงบประมาณ ยังเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง และยังอยู่ในกรอบที่ไม่เกินเพดานหนี้สาธารณะ ขณะที่ภาระหนี้ของประเทศนั้น จะพบว่าหนี้ต่างประเทศของไทยมีเพียง 3% ของหนี้โดยรวมทั้งหมดของประเทศ อีกทั้งหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาว ดังนั้น ความเสี่ยงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่จะเกิดผลกระทบกับภาระการคลังจึงมีไม่มาก ขอให้คลายความกังวล" นางนฤมลกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณประจำปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลไว้เหมือนทุกๆปี

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า งบที่ตั้งขึ้นก็นำมาใช้หนี้สาธารณะ ใช้หนี้ระยะสั้น/ระยะยาว การชำระดอกเบี้ย ชำระเงินต้น รวมถึงเป็นงบสำหรับงบรายจ่ายประจำ งบกระทรวง งบตามกลุ่มยุทธศาสตร์ เป็นต้น

"ไม่ใช่ว่าจะเอาวงเงินขาดดุลงบประมาณทุกปีมารวมกันแล้วสรุปว่า เราเป็นหนี้อยู่เท่าใด แล้วต้องใช้หนี้กันกี่ปี คงไม่ใช่แบบนั้น นี่คือการบริหารในภาพรวม" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

https://www.ryt9.com/s/iq03/3023935
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
108,604 Posts
Discussion Starter #20
10 หน่วยงานอิสระรัฐ แจ้งคำของบฯ 63 รอบใหม่ รวมกว่า 6 หมื่นล้าน

เผยแพร่: 15 ส.ค. 2562 14:52 ปรับปรุง: 15 ส.ค. 2562 16:38 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

10 หน่วยงานอิสระของรัฐ แจ้งรายงานผลการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายปี 63 รอบใหม่ รวมกว่า 6 หมื่นล้านบาท อสส.ขอรับงบ 1.3 หมื่นล้าน ศาลยุติธรรมขอรับจัดสรร 3 หมื่นล้าน กกต.ขอรับ 5.2 พันล้าน พบขอ 800 ล้านเฉพาะกองทุนพรรคการเมือง ส่วนสำนักเลขาธิการวุฒิสภา ขอ 2.7 พันล้าน

วันนี้ (15 ส.ค.) มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเร็วๆ นี้ หน่วยงานอิสระของรัฐ 10 แห่ง ได้แจ้งรายงานผลการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ใหม่มายังสำนักงบประมาณ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 13 ส.ค.ได้รับคำขอตั้งงบประมาณดังกล่าวแล้ว และให้ถือว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณดังกล่าว เป็นการยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายต่อ ครม.ภายในระยะเวลาที่ ครม.กำหนด โดยพบว่ามียอดงบประมาณรวมกว่า 6 หมื่นล้านบาท

โดยหน่วยงานอิสระของรัฐ ประกอบด้วย สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ขอรับจัดสรร 631,445,600 บาท สำนักงานศาลปกครอง ขอรับจัดสรร 3,426,901,900 บาท สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ขอรับจัดสรร 2,713,183,400 บาท สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ขอรับจัดสรร 13,570,323,900 บาท สถาบันพระปกเกล้า ขอรับจัดสรร 545,071,300 บาท

สำนักงานศาลยุติธรรม ขอรับจัดสรร 30,341,891,796 บาท สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขอรับจัดสรร 3,409,609,300 บาท สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ขอรับจัดสรร 323,394,900 บาท สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอรับจัดสรร 5,262,776,100 บาท กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ขอรับจัดสรร 800,00,000 บาท และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน(สผผ.) ขอรับจัดสรร 585,264,800 บาท




ในส่วนของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ขอทบทวนงบประมาณปี 2563 จากวงเงินเดิม 329,488,700 บาท โดยขอจัดสรรเพิ่มเติมรายการค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง โครงการพัฒนาระบบรับคำร้องและหนังสือทางอิเล็กทรอนิกส์ และระบบให้บริการประชาชนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing and e-Service System) จำนวน 1,956,900 บาท รวมเป็นขอจัดสรรใหม่ 631,445,600 บาท

ทั้งนี้ หน่วยงานอิสระของรัฐ ได้รับจัดสรรงบประมาณตลอด 3 ปี เช่น ในปี 2560 ได้รับการจัดสรร 14,815.3 ล้านบาท ปี 2561 ขอรับการจัดสรร 25,863.2 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 15,805.7 ล้านบาท ที่น่าสนใจ เช่น กกต.ได้รับจัดสรร 2,026.4 ล้านบาท ในปี 2562 องค์กรอิสระและอัยการ ได้รับการจัดสรร 22,210.2 ล้านบาท ล่าสุดสำนักงบประมาณ แจ้งว่า หน่วยงานอิสระของรัฐสามารถเบิกจ่ายงบได้ 60.44%

https://mgronline.com/politics/detail/9620000077912
 
1 - 20 of 1055 Posts
Top