SkyscraperCity banner

1521 - 1538 of 1538 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,521
ส.โรงแรมไทยชี้บางส่วนต้องปิดกิจการถาวร

นางสาวศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยว่าหลังจากรัฐบาลปลดล็อกธุรกิจระยะที่ 3 จะทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ ภายในอีก1-2 เดือนข้างหน้า แต่ยอมรับว่า ผู้ประกอบการจะไม่สามารถจ้างแรงงานในธุรกิจกลับมาได้ทั้งหมด ซึ่งในช่วงระยะแรกจะสามารถจ้างงานได้ประมาณร้อยละ 30- 40 จากผู้ประกอบการที่สามารถกลับมาเปิดกิจการได้ประมาณร้อยละ 90 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 อาจต้องปิดกิจการถาวร

ขณะที่ นโยบายของรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว เช่น โครงการไทยเที่ยวไทย จะช่วยกระตุ้นคนไทย ตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น พร้อมมองว่า จะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมให้กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ มาตรการของรัฐบาลที่เข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ จะทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง ให้สามารถพยุงธุรกิจของตนเองต่อไปได้

โดยแรงงานในภาคธุรกิจโรงแรมประมาณ 2 ล้านคน ก่อนหน้านี้มีการประเมินว่ามีคนตกงานแล้ว 8-9 แสนคน

1/6/2563 ส.โรงแรมไทยชี้บางส่วนต้องปิดกิจการถาวร
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,522
ดัชนีความเชื่อมั่นเดือนพ.ค.ยังดิ่งที่ 34.4 ชี้ ภาคขนส่งอ่วมคนหยุดทำงาน-เว้นระยะห่าง

วันที่ 1 มิถุนายน 2563


ธปท.เผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนพฤษภาคม 63 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 34.4 ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนความเชื่อมั่นที่ยังคงลดลง ส่วนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41.1 ต่ำกว่าระดับ 50 ในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งลดลง เหตุการเดินทางน้อย-การเว้นระยะห่าง แม้ว่าโควิด-19 ผ่อนคลายขึ้น ด้านสภาพคล่องดัชนีลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8

ผู้สื่อข่าวรายงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนพฤษภาคม 2563 ดัชนีฯ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน มาอยู่ที่ 34.4 โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกองค์ประกอบและในหลายธุรกิจ ทั้งในภาคการผลิตและภาคที่มิใช่การผลิต ยกเว้น กลุ่มผลิตยานยนต์และกลุ่มผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ดัชนีฯ ยังคงลดลงต่อเนื่องและอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากการซื้อสินค้า ราคาสูงของผู้บริโภคลดลงภายใต้ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ

เช่นเดียวกับผู้ประกอบการในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร และกลุ่ม ขนส่งที่ความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่องและอยู่ในระดับต่ำจากการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังกลับมาไม่มากแม้จะเริ่มมีการผ่อนคลาย มาตรการ lockdown และผู้ประกอบการบางรายยังปิดกิจการต่อ เพราะประเมินว่าไม่คุ้มทุนหากกลับมาเปิดเร็วเกินไป

ขณะที่ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน มาอยู่ที่ 41.1 ตามสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯ ยังอยู่ต่ำกว่า 50 ในทุกธุรกิจ สะท้อนว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าภาวะธุรกิจในระยะข้างหน้าจะยังคงแย่ลงจากปัจจุบัน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในกลุ่มขนส่งที่ลดลง ต่อเนื่องและอยู่ในระดับต่ำ คาดว่าจากต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มสูงขึ้น จากมาตรการเว้นที่นั่งระหว่างผู้โดยสาร ประกอบกับการเดินทางจะยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ จนกว่าจะมีการค้นพบวัคซีนซึ่งอาจใช้ เวลานานกว่า 1 ปี ส่งผลให้คาดการณ์ผลประกอบการและการลงทุนของธุรกิจแย่ลง


ส่วนกลุ่มผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีความเชื่อมั่นลดลงตามคาดการณ์คำสั่งซื้อปริมาณการผลิตและผลประกอบการที่ลดลง เนื่องจากในช่วงนี้บางรายได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนบางประเทศที่ปิดประเทศ ทำให้ความต้องการในระยะถัดไปมีแนวโน้มลดลง

ดัชนีความเชื่อมั่นด้านอื่นๆ โดยดัชนีฯ ด้านสภาพคล่องปรับสูงขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ต่อเนื่อง เป็นเดือนท่ี 8 สะท้อนว่าธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมีสภาพคล่องลดลงจาก เดือนก่อน นอกจากนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่ยังได้รับสินเชื่อจากสถาบัน การเงินไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ

และสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดที่มีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้ ความกังวลต่อความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจลดลง แต่กำลังซื้อ จากทั้งจากในและต่างประเทศท่ีมีแนวโน้มอ่อนแอลงกลายเป็น ข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นในเดือนน้ี ท้ังน้ี การคาดการณ์ อัตราเงินเฟ้อในอีก 12 เดือนข้างหน้าทรงตัวที่ 1.5%

 

·
Registered
Joined
·
31,867 Posts
‘ทูตสหรัฐ’ มั่นใจ ‘ไทย’ ผงาดซัพพลายเชนโลก

1 มิถุนายน 2563 | โดย นันทิดา พวงทอง
78
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนมีมานานแล้ว ที่โดดเด่นที่สุดในระยะหลังคือสงครามการค้า สำทับด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันไปมา ไม่รวมถึงประเด็นที่คุกรุ่นกันมาโดยตลอดเช่น ทะเลจีนใต้
ล่าสุดเป็นเรื่องของกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลมาถึงอาเซียนและไทยด้วย ซึ่งคนที่จะอธิบายเรื่องราวเหล่านี้ในมิติของสหรัฐได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น "ไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี" เอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย

ทูตดีซอมบรีให้สัมภาษณ์พิเศษกับกรุงเทพธุรกิจว่า ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐ มองจีนอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ใช่หวังอยากให้จีนเป็นอย่างที่รัฐบาลสหรัฐในอดีตต้องการ ดังนั้นเราจึงเห็นความท้าทายจากจีนมากมายอย่างไม่ต้องสงสัยที่มาจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐ

สหรัฐไม่ต้องการให้อาเซียน รวมถึงไทยต้องเลือกข้างระหว่างสหรัฐกับจีน

“ก็อย่างที่ผมบอก ถ้าคุณต้องการเป็นเพื่อนกับประเทศไหน จะเป็นเพื่อนกับจีนก็ไม่เป็นไร สหรัฐมองตัวเองว่าเป็นเพื่อนที่ดีกว่า และยังคงเป็นเพื่อนที่ดีแบบนั้นตลอดไปโดยเฉพาะกับไทย”

สหรัฐ หวังจีน ทำตามข้อตกลงการค้าเฟสหนึ่ง

สำหรับสหรัฐกับจีน ทูตกล่าวว่า สองประเทศมีหลักการร่วมกันในบางเรื่อง เพื่อมองหาโอกาสข้างหน้าร่วมกัน และหวังจะร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง แต่น่าเสียดาย ที่โอกาสไม่ได้เกิดขึ้นมากนัก ขณะที่สหรัฐก็พยายามสนับสนุนให้ดำเนินการไปต่อได้ เช่น ข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทั้งสองสามารถหาจุดร่วมกันได้ สหรัฐรอคอยให้จีนดำเนินการตามข้อตกลงการค้าเฟสหนึ่ง นี่เป็นตัวอย่างที่ดีในการค้นหาจุดร่วมระหว่างกันท่ามกลางสถานการณ์อื่นๆ

"ไม่ควรมีอุปสรรคใดๆ ต่อจีนในการทำตามข้อตกลงการค้าเฟสหนึ่ง ผมคิดว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความชัดเจนในขั้นตอนแล้ว และทางสหรัฐก็หวังว่า จีนจะทำตามที่ตกลงไว้ ถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้น ก็เป็นเรื่องน่าผิดหวังมาก" ดีซอมบรี กล่าว

อาเซียน-ไทย ไม่ต้องกังวลเทรดวอร์


ส่วนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนหรือไม่นั้น ทูตสหรัฐมองว่า ไม่มีเรื่องที่ต้องกังวล แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สถานการณ์แม่น้ำโขงแล้งที่เกิดจากการควบคุมปล่อยน้ำลงลำน้ำโขง และปัญหาการปราบปรามยาเสพติดระหว่างประเทศ ซึ่งทางการไม่สามารถทลายแหล่งสารตั้งต้นยาเสพติดในเมียนมา ที่ลักลอบเข้ามาผลิตยาบ้าในไทยได้

สหรัฐเห็นโอกาสการค้า-ลงทุนในไทย

ท่ามกลางเศษฐกิจต่างพากันหดตัวทั่วโลก ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในวิกฤติมีโอกาสเสมอ ทูตสหรัฐได้พบกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 พ.ค. และได้คุยกันในหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทูตสหรัฐได้แจ้งให้รัฐบาลไทยทราบว่า มีบริษัทเอกชนอเมริกันใช้โอกาสนี้ ย้ายฐานการผลิตมายังไทย ซึ่งในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า มีบริษัทจำนวนมาก ห่วงกังวลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทาน และกำลังมองที่ตั้งแหล่งใหม่ นี่เป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทย

“ในสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ไทยสามารถรับมือการแพร่ระบาดได้ดี โดยเฉพาะรักษาระดับผู้ติดโควิด-19ได้แล้ว ไทยยังคงมีนโยบายเปิดตลาดทางเศรษฐกิจ สร้างบรรยากาศด้านการลงทุนให้กับต่างชาติ” เอกอัครราชทูตสหรัฐระบุ

ไทย เหมาะเป็นที่ตั้งห่วงโซ่อุปทานใหม่

ส่วนตัวดีซอมบรีมองว่า ไทยเป็นประเทศที่เหมาะสมกับการเป็นที่ตั้งของห่วงโซ่อุปทาน ที่มีปลอดภัย มั่นคง เชื่อถือได้ และคุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งสหรัฐมุ่งมั่นเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์การค้าและการลงทุนกับไทย ตามสนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับไทยปี 2509 โดยไทยมีบทบาททางการค้าที่สำคัญของสหรัฐ แม้มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ไทยยังรักษาบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน และส่งเสริมธุรกิจ ดังรายงานผลสำรวจของ US.News & World Report จัดให้ไทย เป็นอันดับหนึ่งที่เหมาะสมการเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุดในโลก ประจำปี 2563 ด้วยเหตุผลในแง่ดีหลายด้าน เช่น ค่าแรงไทยต่ำกว่าจีนโดยเฉลี่ย 50% เป็นต้น

“สหรัฐมองเห็นโอกาสในวิกฤติครั้งนี้ ส่วนตัวต้องการให้บริษัทเอกชนสหรัฐเข้ามาตั้งห่วงโซ่อุปทานในไทยมากยิ่งขึ้น ทั้งโรงงานผลิต แหล่งกระจายขนส่งสินค้าไปยังประเทศที่เป็นตลาดของสหรัฐ" เอกอัครราชทูตสหรัฐ กล่าวย้ำ

บริษัทไฮเทคยักษ์ใหญ่สหรัฐ เตรียมเปิดตัวในไทย

ธุรกิจการบินและอวกาศ และธุรกิจชิ้นส่วนอาวุธเพื่อการป้องกันประเทศ เป็นอุตสาหกรรมในสาขาที่ไทยต้องการเพิ่มศักยภาพมากขึ้น ในทำนองเดียวกัน ถ้ามองระดับคุณภาพสินค้า จะเห็นว่า ไทยกำลังก้าวไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีสูง ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตวัสดุเชิงก้าวหน้า (Advanced materials) หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จึงเหมาะกับการเป็นที่ตั้งซัพพลายเชนของโรงงานผลิตสินค้าเหล่านี้

ทูตดีซอมบรี เปิดเผยว่า บริษัทเอกชนสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ผลิต Advanced materials รายใหญ่ของประเทศ จะเปิดตัวการลงทุนในไทย จะเป็นแหล่งผลิตแห่งแรกในเอเชีย ในเดือน ก.ย.นี้ ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวได้ทำการเปรียบเทียบพื้นที่ซัพพลายเชนใน 24 ประเทศ พบว่า ไทย มีความพร้อมและเหมาะสมมากที่สุด โดยส่วนตัวเห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมากกว่าเวียดนาม ขณะที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย เช่น โรงเรียนนานาชาติ ศูนย์ดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ คนต่างชาติส่วนใหญ่รู้สึกสะดวกใจที่ได้เดินทางมาประเทศไทย

ย้ำ สหรัฐ ไม่ทิ้งความร่วมมือพหุภาคี

ส่วนการที่สหรัฐมีนโยบายอเมริกาเฟิร์ซ เป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดว่า สหรัฐจะทิ้งความร่วมมือในเวทีพหุภาคี ทั้งองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เรื่องนี้ทูตสหรัฐชี้แจงว่า ถ้าถามถึงวัตถุประสงค์ของการเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศ แน่นอนว่า รัฐบาลทุกๆประเทศย่อมจะรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชนของประเทศตนเอง ส่วนนโยบายอเมริกาเฟิร์ซ เป็นการโฟกัสสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชาวอเมริกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า สหรัฐจะลดความมีส่วนร่วมในเวทีพหุภาคี ขอย้ำว่า “สหรัฐรักษาผลประโยชน์เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ และจะตกลงความร่วมมือในเรื่องที่เราสนใจ”

น่าเสียดายที่สหรัฐได้เห็นองค์กรพหุภาคีบางแห่งปฏิบัติไม่สอดคล้องกับแนวทาง เช่น การเข้าเป็นสมาชิกดับเบิลยูทีโอ ได้ให้สถานะจีนเป็นประเทศกำลังพัฒนา ทั้งที่จีนมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ถือว่าไม่สมเหตุสมผล จึงควรแก้ไขให้ตรงตามจริง

“ขอย้ำว่า สหรัฐไม่ได้ออกจากองค์กรพหุภาคี เรารู้สึกว่าทั้งดับเบิลทีโอ และดับเบิลยูเอชโอ ต้องได้รับการปฏิรูปเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์แท้จริง โดยเฉพาะการที่องค์การอนามัยโลกไม่ได้หยิบยกประเด็นการติดเชื้อไวรัสระหว่างคนสู่คน และประกาศให้โควิด-19 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศช้าเกินไป ส่งผลให้ไทยรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว และมีผู้ติดเชื้อรายแรกในวันที่ 13 ม.ค.” ดีซอมบรี กล่าว

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังคงตีฆ้องร้องป่าวตามความคิดเห็นของจีนว่า ไม่มีการติดเชื้อโควิด-19 ระหว่างคนสู่คน ทั้งๆที่มีหลักฐานการติดเชื้อจากคนสู่คนมากมายในจีน ดับเบิลยูเอชโอเพิ่งมายอมรับเมื่อสิ้นเดือน ม.ค. ช้าไป 18 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยเกิดการระบาดของโควิด-19 ไปแล้ว สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าดับเบิลยูเอชโอทำหน้าที่ของตนเอง

หน่วยงานสาธารณสุขร่วมทดลองวัคซีน

“พวกคุณคงมั่นใจว่าองค์กรเหล่านี้ กำลังทำงานของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผมไม่คิดว่า จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐทั้งหมด ด้วยความสัตย์จริง ความสัมพันธ์เราแข็งแกร่งมากๆ เราเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ และมีความสัมพันธ์ทวิภาคีต่อกัน” ทูตตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ รวมถึงด้านสาธารณสุขที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) กับกระทรวงสาธารณสุขของไทยมีความร่วมมือกันมากกว่า 40 ปี เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น มีโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างซีดีซีกับกระทรวงสาธารณสุขของไทย ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างกันใกล้ชิดต่อเนื่อง

“ในกรณีของวัคซีน ผมทราบมาว่า มีการทดสอบวัคซีนในไทย โดยเป็นความร่วมมือกับบริษัทยาข้ามชาติ แต่ความสัมพันธ์ด้านสาธารณสุขของเราใกล้ชิดกันอย่างไม่น่าเชื่อและดำเนินมาถึง 60 ปี” ทูตสหรัฐกล่าวทิ้งท้าย

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,524
Standard Chartered มองเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปีถึงจะฟื้นตัวเท่ากับก่อน COVID-19

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มอง GDP ไทยในไตรมาส 2 อาจถดถอยได้มากถึง -13% อย่างไรก็ดีความกังวลจากสถาบันการเงินรายนี้ต่อเศรษฐกิจไทยนั้นอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากกว่า 2 ปี

Standard Chartered มีมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยล่าสุดว่า ไทยน่าจะใช้เวลาอีกมากกว่า 2 ปีกว่าที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดของ COVID-19 แม้ว่าบรรยากาศเริ่มดีขึ้นในขณะที่ธุรกิจเริ่มกลับมาเปิดทำการ ขณะที่รัฐบาลได้ให้เงินช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่เดือนเมษายนแล้วก็ตาม

ขณะที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 นั้นธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัว -13% ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ GDP ของไทยปีนี้จะอยู่ที่ -5% ก่อนที่จะฟื้นตัวในปี 2021 กลับมาเติบโตเล็กน้อยที่ 1.8%

เศรษฐกิจไทยในปีนี้นั้น Standard Chartered มองว่ามีความเป็นไปได้ 3 กรณี

  1. กรณีดีที่สุดของปีนี้ GDP ไทยจะถดถอยเพียงแค่ -3%
  2. กรณีฐาน GDP ไทยปีนี้จะอยู่ที่ -5%
  3. กรณีแย่สุดในปีนี้อาจได้เห็น GDP ไทยถดถอยมากถึง -10% ถ้าหากมีการระบาดของ COVID-19 รอบ 2
ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ของ Standard Chartered ได้ให้มุมมองว่า “Sentiment ของนักลงทุนไทยไม่ได้ไปกับสภาพเศรษฐกิจจริงๆ เหมือนทุกอย่างไปข้างหน้า เริ่มเห็นธุรกิจเริ่มเปิดมากขึ้น ดูทุกอย่างเดินหน้า ชีวิตกลับมาเป็นเหมือนปกติทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้น อย่างไรก็ดีในภาพเศรษฐกิจจริงๆ ตัวเขาเองไม่แน่ใจด้วยซ้ำ เพราะไม่มีสัญญาณอะไรยืนยันว่าไตรมาส 2 คือเศรษฐกิจตกต่ำสุดของปีนี้”

เขาเองยังแนะนำให้รอดูตัวเลขการใช้จ่ายเดือนมิถุนายน หลังจากที่เดือนมีนาคมตัวเลขการใช้จ่ายติดลบครั้งแรกในรอบ 4-5 ปี ขณะเดียวกัน เขาอยากเห็นนโยบายการท่องเที่ยวในประเทศจากรัฐบาลในช่วงไตรมาส 3 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ส่วนไตรมาส 4 เขาคาดว่านักท่องเที่ยวชาวจีนหรือเอเชียจะกลับมา

ขณะที่การลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่เป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น ทิม ได้ให้ความเห็นว่า “การลงทุนน่าจะฟื้นตัวในปีหน้าหรือหลังจากนั้น เพราะ COVID-19 น่าจะชะลอการลงทุนและโครงการต่างๆ ของภาครัฐและเอกชนไปอีก ส่งผลให้เศรษฐกิจโตไม่เต็มศักยภาพ” เขาได้เสริมถึงเรื่อง EEC ที่เป็นพระเอกของรัฐบาลนี้ว่า “เงียบเกินไปในช่วงที่ผ่านมา”

ด้านนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เขาได้ให้ความเห็นว่า ในการประชุม กนง. เดือนมิถุนายนน่าจะคงดอกเบี้ย เพราะไทยพึ่งลดดอกเบี้ยมาสดๆ ร้อนๆ แต่ในไตรมาส 3 เขาเองคาดว่าจะมีการลดดดอกเบี้ยแน่ๆ เพราะว่าเศรษฐกิจไม่โต เงินเฟ้อไม่โต ซึ่งจะเป็นการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 4 ของปี ทำให้ไทยเหลืออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25%

นโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากนี้ไป นักเศรษฐศาสตร์ ของ Standard Chartered ได้ให้มุมมองว่า “นโยบายการเงินของไทยอาจเดินหน้าไปที่ 0% หรืออาจไปถึงติดลบได้ มีความเป็นไปได้” แต่เขาได้ชี้ว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามต่อคือไทยเองจะดำเนินนโยบายการเงินหลังจากนี้คือยังไง เพราะเหลือเครื่องมือทางการเงินไม่มากแล้ว และยังเป็นคำถามต่อหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผู้ว่าคนใหม่

นอกจากนี้เขายังชี้ว่า “ไทยอาจทำ QE (นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน) ได้ แต่ประเทศอื่นๆ คือทำ QE แล้วช่วยเศรษฐกิจเพราะบริษัทใหญ่ๆ เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจไทยจริงๆ มาจาก SME แต่นโยบายมันไปไม่ถึง ตอนนี้อยากรู้ว่าเงินลงไปถึงรากหญ้าหรือเปล่า”

สำหรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยเขาได้ชี้ดังนี้

  1. จีนกับสหรัฐมีความขัดแย้งกับจีนที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับไทยเองไม่มีเกราะป้องกันกับเศรษฐกิจไทยอะไรเลย นักท่องเที่ยวยังไม่กลับมา แถมยังมีความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล
  2. เรื่องการเมืองในสภา หรือแม้แต่การเมืองนอกสภา เห็นความไม่แน่นอนมากขึ้น
  3. การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงที่เหลือของปี โดยเขาเองกังวลจากความเสี่ยงจากแรงงานต่างด้าว เขาเองได้ยกกรณีของประเทศสิงคโปร์มา ซึ่งประเทศไทยเองไทยพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวเยอะมาก เช่น การก่อสร้าง การผลิต การบริการ ซึ่งรัฐบาลไทยเองต้องให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดการระบาด
1/6/2563 Standard Chartered มองเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปีถึงจะฟื้นตัวเท่ากับก่อน COVID-19
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,527
สมคิด เสียดาย‘พปชร.’ใช้พลังไม่สร้างประโยชน์ ปัดตอบ3กุมารพ้นครม.

สมคิด แซะแรง! เสียดาย‘พปชร.’ใช้พลังไม่สร้างประโยชน์ ปัดตอบ 3 กุมารพ้นครม. เผยเหตุการณ์ข้างหน้ายังมาไม่ถึงเลย ยังไม่หมดกำลังใจ

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพูดคุยกับนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะรักษาการเลขาธิการพรรคพปชร. หลังคณะกรรมการบริหารลาออก 18 คน เกินกึ่งหนึ่งทำให้ทั้งสองคนต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคโดยอัตโนมัติว่า

เป็นเรื่องภายในพรรคของเขา ที่พี่ๆน้องๆต้องมานั่งคุยกัน แต่น่าเสียดายที่น่าจะเอาพลังไปใช้ในทิศทางช่วยแก้ไขปัญหาของบ้านเรามากกว่าและอยากให้พูดคุยกันมากกว่า

เมื่อถามว่าแนะนำทั้งสองคนอย่างไรบ้าง นายสมคิด กล่าวว่า ไม่ได้แนะนำ นายกรัฐมนตรีกับตนไม่ได้เกี่ยวข้องทางการเมืองอยู่แล้ว เพียงแต่อยากให้กำลังใจคนทำงาน ที่ผ่านมาทุกคนทำงานหนัก และตอนนี้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3 ฉบับ ก็ผ่านสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว เงินช่วยเหลือก็ไปถึงพี่น้องประชาชน วันข้างหน้ายังมีอุปสรรคอีกเยอะ อยากให้คิดถึงตรงนี้ให้มากๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอะไรกันนัก "เบื่อไหม ผมถามสื่อว่าเบื่อไหม"

เมื่อถามว่าเมื่อเป็นเช่นนี้จะอยู่ด้วยกันและสามารถทำงานต่อด้วยกันได้หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องนี้

เมื่อถามว่าการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคพปชร. ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับทีมเศรษฐกิจ จะส่งผลกับการทำงานของรัฐบาลหรือการปรับครม.หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า "ไม่รู้ คิดเอง ถามเองก็ต้องคิดเอง"

เมื่อถามย้ำว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงนายอุตตม และรองนายกฯจะยังทำงานรวมกับครม.ต่อหรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า เหตุการณ์ข้างหน้ายังมาไม่ถึงเลย ถามไปยาวมาก และตนก็ไม่ได้หมดกำลังใจ

เมื่อถามว่านายอุตตมได้พูดคุยหรือปรึกษาเรื่องการลาออกหรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ไม่มีการหารือเรื่องนี้และคิดว่าทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้วในพรรค ใช้พลังของพรรคในทางที่สร้างประโยชน์ให้กับบ้านเมืองจะดีกว่า น่าเสียดาย

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีบ้างหรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าตนกับนายกฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องทางการเมือง ส่วนพล.อ.ประวิตร ก็เจอกันบ่อย แต่ไม่ได้พูดคุยกันในเรื่องนี้ แล้วตนก็ไม่รู้ว่านายอุตตมจะตัดสินใจอย่างไร

2/6/2563 สมคิด เสียดาย‘พปชร.’ใช้พลังไม่สร้างประโยชน์ ปัดตอบ3กุมารพ้นครม.
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,528
กสิกรไทยหั่นจีดีพีปีนี้อีกติดลบ 6% - ดอกเบี้ยยังลงได้อีกหากจำเป็น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหั่นจีดีพีปีนี้อีกติดลบ 6% - ดอกเบี้ยยังลงได้อีกหากจำเป็น ชี้เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่ความกังวลหลังคลายล็อกดาวน์แล้วจะเกิดการแพร่ระบาดซ้ำหรือไม่

กสิกรไทยหั่นจีดีพีปีนี้ - น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยหดตัวลึกขึ้นจากเดิมที่ -5% มาเป็น -6% โดยเป็นการปรับตามกิจกรรมเศรษฐกิจหรือสถานการณ์จริง ทั้งแนวโน้มการบริโภคภาครรัวเรือนที่จะชะลอตัวลง หลังจากประชาชนมีการเร่งซื้อสินค้าตุนไปช่วงก่อนล็อกดาวน์ในเดือนมี.ค. ไปแล้ว

ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะมีการเก็บออมกันมากขึ้นเพื่อเตรียมรับมือกับสภาวะความไม่แน่นอนในระยะข้างข้างหน้า รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอลง จากกำลังการผลิตโดยรวมที่เหลือประมาณ 55% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ พลังงาน ตลอดจนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก จากการที่สหรัฐ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ของโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการเมืองทั้งการเมืองระหว่างประเทศ และในประเทศ อีกทั้งยังมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย

“ความเสี่ยงของเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง อยู่ที่ความกังวลหลังคลายล็อกดาวน์แล้วจะเกิดการแพร่ระบาดซ้ำหรือไม่ และหากเกิดจะต้องกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์เหมือนเดิมหรือไม่ รวมถึงประเด็นเรื่องความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้านทั้งการเมืองระหว่างประเทศ การเมืองในประเทศ และยังมีเรื่องโรคระบาดด้วย ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลก รวมถึงตลาดเงิน ตลาดทุนด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบทางตรงต่อการค้าระหว่างประเทศ ส่วนผลกระทบทางอ้อมจะทำให้ตลาดเงินและตลาดทุนมีความผันผวน”น.ส.ณัฐพร กล่าว


ส่วนทิศทางค่าเงินบาทของไทยสิ้นปีนี้อยู่ในกรอบ 31.5-32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 0.5% ทั้งนี้ มองว่าหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ยังสามารถทำได้ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ได้แย่ถึงกับมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบ โดยหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ยังสามารถทำได้ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ได้แย่ถึงกับมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบ

ด้านน.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจท่องเที่ยว รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ ถือเป็น 3 อุตสาหกรรมสำคัญที่คงต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าอุตสาหกรรมอื่น แต่หากมองจากมิติของการจ้างงาน ธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งมีแรงงานในห่วงโซ่มากถึง 4 ล้านคน จะเป็นธุรกิจที่ภาครัฐจะพุ่งเป้าหมายการเยียวยาไปที่ธุรกิจและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวเป็นอันดับต้นๆ โดยต้องยอมรับว่าธุรกิจหลักของไทยอาจใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการฟื้นตัวให้กลับสู่ระดับก่อนเกิดเหตุการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19

2/6/2563 กสิกรไทยหั่นจีดีพีปีนี้อีกติดลบ 6% - ดอกเบี้ยยังลงได้อีกหากจำเป็น
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,529
สรท. ยังคาดการณ์ส่งออกปี’63 ติดลบ 8% จับตาความขัดแย้งสหรัฐ-จีน-สถานการณ์โควิด-19

สรท. ยังคาดการณ์ส่งออกปี’63 ติดลบ 8% จับตาความขัดแย้งสหรัฐ-จีน-สถานการณ์โควิด-19 ระบาด แนะรัฐทยอยคลายล็อกดาวน์กระตุ้นเศรษฐกิจ - ดูแลค่าเงินบาท

ส่งออกปี’63ติดลบ8% - น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ส่งออกเดือนเม.ย. 2563 มีมูลค่า 18,948 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 2.12% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้าในเดือนเม.ย. 2563 มีมูลค่า 16,486 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -17.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้เดือนเม.ย. 2563 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 2,462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการส่งออกเมื่อหักทองคำ น้ำมันและอาวุธยุทธปัจจัย เดือนเม.ย. การส่งออกจึงหดตัว -7.53%

ขณะที่ ภาพรวมช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. ปี 2563 ไทยส่งออกรวมมูลค่า 81,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 1.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 75,224 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -5.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. 2563 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 6,396 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกเมื่อหักทองคำและน้ำมันและอาวุธยุทธปัจจัย เดือนม.ค.-เม.ย. การส่งออกหดตัว -0.96%

น.ส.กัณญภัค กล่าวอีกว่า การส่งออกในเดือนเม.ย. กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวที่ 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดีอยู่ คือ ข้าว ผัก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป ไก่สด แช่เย็นแช่แข็ง และแปร อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งปรุงรสอาหาร แต่สินค้ากลุ่มที่หดตัวคือ ยางพารา น้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องดื่ม ขณะที่ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวที่ 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน โดยกลุ่มสินค้าที่มีการขยายตัว ได้แก่ ทองคำ ยานพาหนะอื่นๆ และส่วนประกอบ อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ เป็นต้น

ทั้งนี้ สรท. คงคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2563 หดตัว -8% บนสมมติฐานค่าเงิน 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยบวกสำคัญ ได้แก่ 1. การส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารที่มีภาพรวมการขยายตัวได้ดี ในช่วงการระบาดของโควิด-19 จากความต้องการสินค้ากลุ่มอาหารเพื่อดำรงชีวิตประจำวันในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ อาทิ ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ไก่สดแช่แข็ง และแปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็ง 2. การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ภายในประเทศ ทำให้ระบบการผลิต ระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เริ่มกลับมาดำเนินการใกล้เคียงกับปกติ ส่งผลให้การส่งออกสินค้า ขยายตัวในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็น และ 3. การส่งออกทองคำเป็นปัจจัยชั่วคราวที่ช่วยดึงตัวเลขภาคการส่งออกให้มีการขยายตัวในช่วงสถานการณ์ความไม่นอนของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1. ความไม่แน่นอนของการระบาดโควิด-19 ระยะต่อไป ทำให้หลายประเทศยังคงมาตรการล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและอาจส่งผลให้ความต้องการสินค้าของตลาดโลกลดลง โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าอุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์และเครื่องปรับอากาศ ประกอบกับผลจากกระบวนการดำเนินงานด้านเอกสารที่ล่าช้าเนื่องด้วยจำนวนพนักงานที่ลดลงในช่วง work from home 2. ค่าเงินบาทที่เริ่มมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าขึ้น ตลอดเดือนพ.ค. 2563 อันเนื่องมาจากของสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยดีกว่าหลายประเทศ ทำให้ถูกมองว่าเป็น Safe heaven อีกครั้ง กอปรกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ กลายเป็นปัจจัยกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง อาจส่งผลกระทบกับความเปราะบางของเศรษฐกิจ และซ้ำเติมผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา

3. ราคาน้ำมันที่เริ่มกลับมาสู่ขาขึ้นได้อีกครั้งหลังจากสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ในหลายประเทศเริ่มคลี่คลาย และมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีแรงหนุนจากข้อตกลงของกลุ่มโอเปกและพันธมิตร เพื่อปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลง 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น และ 4. ความขัดแย้งที่เริ่มกลับมาปะทุอีกครั้งระหว่างสหรัฐและจีน จากการที่สหรัฐกล่าวหาว่าจีนเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด และมีแนวโน้มที่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน รวมถึงการเพิกถอนการจดทะเบียนของบริษัทสัญชาติจีนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ และการกดดันจีนผ่านการสนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกง

ดังนั้น สรท. มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ดังนี้ 1. ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้แข็งค่ากว่า 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ 2. เร่งใช้งบประมาณภาครัฐเพื่อลงทุนสร้างความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับตัวไปสู่ Digital disruption ของภาครัฐ 3. สนับสนุนให้ประเทศไทยเข้าร่วมเจรจา CPTPP (Comprehensive and Progressive Trans-pacific Partnership) เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้กับระบบเศรษฐกิจ โดยสงวนสิทธิ์ให้สามารถถอนตัว หากทราบรายละเอียดเงื่อนไขหรือไม่สามารถเจรจาให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ รวมถึง เร่งผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อื่นๆ อาทิ RCEP Thai-EU เป็นต้น 4. พิจารณาการค้าในรูปแบบ Trade to Localization มุ่งเน้นไปที่ประเทศเพื่อนบ้านใน ASEAN and CLMV (CLMV is our home market) เนื่องจากเป็นตลาดที่ใกล้ชิด และสามารถขนส่งข้ามแดนได้โดยง่าย และสนับสนุนให้มีการกำหนดนโยบายเพื่อสร้างตลาดเป็นหนึ่งเดียว (Single market) และพัฒนาแผนการขนส่งข้ามแดนที่สามารถปฏิบัติได้ต่อเนื่อง

5. ขอให้ภาครัฐพิจารณาส่งเสริมรายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพที่เกี่ยวเนื่องในช่วงสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อกระตุ้นปริมาณการส่งออก และ 6. เสนอให้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พิจารณาปลดล็อกธุรกิจทั้งทางด้านการค้าและบริการ ในภาคส่วนต่างๆ เพิ่มเติมภายใต้การติดตามควบคุมอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมได้คล่องตัวมากขึ้น

2/6/2563 สรท. ยังคาดการณ์ส่งออกปี’63 ติดลบ 8% จับตาความขัดแย้งสหรัฐ-จีน-สถานการณ์โควิด-19
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,530
ส.ว.ไฟเขียว! พร้อมใจผ่านฉลุย พ.ร.ก.เงินกู้ ไร้คนค้าน แม้แต่เสียงเดียว

ส.ว. ไฟเขียว! ผ่านฉลุย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ห่วงเงินกู้มีประสิทธิภาพแค่ปืนฉีดน้ำ ยิงเรื่อยราดได้แค่เปียก แนะใช้ให้ตรงเป้า “อุตตม” รับปากใช้งบรอบคอบ

เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 เป็นประธานการประชุมพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ต่อเป็นวันที่ 2 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างราบเรียบ ส.ว.ส่วนใหญ่อภิปรายท้วงติง ให้รัฐบาลระมัดระวังการใช้งบประมาณจากเงินกู้ และการทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องมาจากความต้องการของประชาชน ไม่ใช่ความต้องการของส่วนราชการ

จากนั้น นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ชี้แจงว่า รัฐบาลออกพ.ร.ก.บนความตั้งใจ มีเจตนารมณ์เร่งเยียวยาอย่างทั่วถึงเพื่อไม่ให้สถานการณ์วิกฤตบานปลาย รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด

ส่วนข้อห่วงใยต่างๆของ ส.ว.นั้น รัฐบาลขอรับไปใช้ประโยชน์ด้วยความละเอียดรอบคอบ จะส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท) ภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และจะประเมินประสิทธิผลทุกโครงการตามมาตรฐานสากล รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลเพื่อป้องกันการทุจริต ทำให้การใช้งบฯก้อนนี้คุ้มค่าที่สุด


กระทั่งเวลา 13.20 น. ที่ประชุมจึงลงมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินทั้งฉบับ โดย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 242 ต่อ 0 งดออกเสียง 4

ส่วน พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 5 แสนล้านบาท เห็นชอบด้วยคะแนน 244 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 และพ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศวงเงิน 4 แสนล้านบาท เห็นชอบด้วยคะแนน 243 ต่อ 0 งดออกเสียง 4

2/6/2563 ส.ว.ไฟเขียว! พร้อมใจผ่านฉลุย พ.ร.ก.เงินกู้ ไร้คนค้าน แม้แต่เสียงเดียว
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,531
รัฐบาลโว! หนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกินกรอบ แค่ 41.69% - แต่ยังไม่รวมเงินกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท

รัฐบาลโว! หนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกินกรอบ แค่ 41.69% - แต่ยังไม่รวมเงินกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท
รัฐบาลโว!หนี้สาธารณะแค่41% - น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบสัดส่วนหนี้สาธารณะ รอบ 6 เดือนปีงบประมาณ 2563 (ต.ค. 2562-มี.ค. 2563) ตาม.พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 51 ในส่วนของ หนี้สาธารณะอยู่ที่ 7.01 ล้านล้านบาท โดยหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปัจจุบันอยู่ที่ 41.69% อยู่ภายใต้กรอบการบริหารที่ไม่เกิน 60% วงเงินดังกล่าวยังไม่ได้รวมไปถึง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ โดยตามกรอบกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 35% ล่าสุดในช่วง 6 เดือน มีสัดส่วนอยู่ที่ 28.26% โดยเป็นภาระหนี้ของรัฐบาล 720,407 ล้านบาท และประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ 2.54 ล้านล้านบาท ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด กำหนดกรอบไว้ที่ไม่เกิน 10% ล่าสุดอยู่ที่ 2.73% โดยมีหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศ 191,394 ล้านบาท

“พ.ร.ก.ที่ผ่านสภาไป 3 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเยียวยา และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในส่วนของการกู้เงินนั้นรัฐบาลกู้เงินไปเพียง 1 ล้านล้านบาท ส่วนการกู้กระทรวงการคลังก็แจ้งสภาไปแล้วว่าจะเป็นการทยอยกู้ตามความจำเป็น”

น.ส.รัชดา กล่าวว่า สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ กำหนดสัดส่วนไว้ไม่เกิน 5% ปัจจุบันอยู่ที่ 0.18% โดยมีภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศ 17,696 ล้านบาท และรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ 9.95 ล้านล้าน

2/6/2563 รัฐบาลโว! หนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกินกรอบ แค่ 41.69% - แต่ยังไม่รวมเงินกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท
 

·
Registered
Joined
·
31,867 Posts
สรุปสาระสำคัญ ลดภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง 90% บรรเทาทุกข์ประชาชนช่วงโควิด-19
ข่าวเศรษฐกิจ
ไทยรัฐออนไลน์2 มิ.ย. 2563 15:00 น.
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา ลดภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ปี 63 ร้อยละ 90 เพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชนช่วง "โควิด-19"

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท พ.ศ. .... (พ.ร.ฎ. ลดภาษีที่ดินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สำหรับ ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับปีภาษี พ.ศ. 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบรรเทาภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่ประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเป็นการลดจำนวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่คำนวณได้ให้แก่ ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ใช้เป็นที่อยู่อาศัยใช้ประโยชน์อื่นนอกจากเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย และรกร้างว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ

การลดจำนวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 90 จะส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจได้รับลดค่าภาษีที่ต้องชำระตามตัวอย่าง ดังนี้
1. กรณีที่ดินประกอบการเกษตร ถ้าเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา บทเฉพาะกาลของแห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2563 ได้กำหนดให้ 3 ปีแรก (ปี 2563-2565) จะได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษี แต่ถ้าเจ้าของเป็นนิติบุคคล สำหรับที่ดินมีมูลค่าราคาประเมินทุนทรัพย์ 5 ล้านบาท จะเสียภาษีในอัตราการใช้ประโยชน์ประกอบเกษตรกรรม ร้อยละ 0.01 คิดเป็นค่าภาษี 500 บาท แต่เมื่อลดจำนวนภาษีตาม พ.ร.ฎ. ลดภาษีที่ดินฯ จะชำระภาษีเพียง 50 บาท
2. กรณีที่อยู่อาศัย สำหรับบ้านหลังหลักที่เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นบุคคลธรรมดาและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน จะได้รับยกเว้นมูลค่าฐานภาษีไม่เกิน 50 ล้านบาท และกรณีเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน จะได้รับยกเว้นมูลค่าฐานภาษีไม่เกิน 10 ล้านบาท สำหรับบ้านหลังอื่นหากมูลค่าราคาประเมินทุนทรัพย์ 5 ล้านบาท จะเสียภาษีในอัตราที่อยู่อาศัย ร้อยละ 0.02 คิดเป็นค่าภาษี 1,000 บาท แต่เมื่อลดจำนวนภาษีตาม พ.ร.ฎ. ลดภาษีที่ดินฯ จะชำระภาษีเพียง 100 บาท
3. กรณีที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ประกอบการพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม มูลค่าราคาประเมินทุนทรัพย์ 5 ล้านบาท จะเสียภาษีในอัตรารกร้างว่างเปล่า/อัตราการใช้ประโยชน์อื่น ร้อยละ 0.3 คิดเป็นค่าภาษี 15,000 บาท แต่เมื่อลดจำนวนภาษีตาม พ.ร.ฎ. ลดภาษีที่ดินฯ จะชำระภาษีเพียง 1,500 บาท เป็นต้น
การลดจำนวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.ฎ.ลดภาษีที่ดินฯ จะส่งผลกระทบต่อรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศที่จะนำไปดำเนินภารกิจในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ (จำนวน 39,420 ล้านบาท) แต่จะเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ในช่วงเวลานี้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการบรรเทาผลกระทบ
ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ได้แก่ ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของใช้อยู่อาศัยเอง บ้านหลังที่ 2 ให้ญาติพี่น้องอยู่อาศัย ให้เช่าเพื่ออยู่อาศัยแบบรายเดือน (เช่น บ้านเช่า อพาร์ทเม้นท์ หอพัก คอนโด เป็นต้น) และโฮมสเตย์ ให้เสียภาษีในอัตราที่อยู่อาศัย
2. ให้ครอบคลุมถึงช่วงเวลาระหว่างการก่อสร้าง หรือปรับปรุงต่อเติมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัยด้วย เช่น บ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการตกแต่ง เป็นต้น
3. ไม่รวมถึงโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม และที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่าง การพัฒนา หรือสร้างเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ขายตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน หรือกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ให้หมายความรวมถึงการปลูกพืช การเลี้ยงปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำนาเกลือสมุทร การทำสวนป่า การเพาะเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริโภค หรือจำหน่าย หรือใช้งานในฟาร์ม และให้รวมถึงที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ต่อเนื่องที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมนั้นด้วย
2. สำหรับระยะเวลาในการประกอบเกษตรกรรมให้รวมถึงช่วงเวลาพักการเกษตร เพื่อฟื้นฟูสภาพที่ดิน หรือการพักที่ดินระหว่างฤดูกาลผลิต หรือการตัดวงจรโรคด้วย
ทั้งนี้ การออกประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย และเรื่องหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ทั้ง 2 ฉบับ จึงเป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของภาษีบำรุงท้องที่เดิม ลดการใช้ดุลยพินิจ และทำให้การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีความชัดเจน โปร่งใส เป็นมาตรฐาน และสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของการทำประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรมในปัจจุบัน.

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,533
ธปท.ชี้แนวโน้มดุลเดินสะพัดเกินดุลลดลง ผ่อนคลายแรงกดดันค่าเงินบาท

วันที่ 2 มิถุนายน 2563

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอนสูงภายใต้สภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และการประชุม กนง. ในครั้งก่อน คณะกรรมการฯ มีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้นและอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามและดูแลสถานการณ์ในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

ดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุดเดือนเมษายน 2563 ขาดดุล 0.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหากไม่รวมทองคำ ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลสูงถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. นับเป็นมูลค่าการขาดดุลสูงสุดในช่วงกว่า 2 ทศวรรษ โดยในระยะถัดไป คาดว่าราคาน้ำมันที่อาจปรับสูงขึ้นและข้อจำกัดในการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติจากการปิดประเทศจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงต่อเนื่อง

“ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเดือนในช่วงที่เหลือของปีจะเข้าใกล้สมดุลมากขึ้นจนกว่าสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัว ซึ่งลดลงจากที่เคยเกินดุลถึงประมาณ 3-4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อเดือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนทิศทางของดุลบัญชีเดินสะพัดและพลวัตของค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิด COVID-19 ซึ่งทำให้คาดว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่ใช่แรงกดดันค่าเงินบาทที่สำคัญในระยะถัดไป

คณะกรรมการฯ จะเผยแพร่ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัดใหม่ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 24 มิถุนายน 2563

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,534
กนง.จับตาแนวโน้มเศรษฐกิจส่อแววเลวร้ายกว่าเดิม

02 มิถุนายน พ.ศ. 2563

2 มิถุนายน 2563 นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอนสูงภายใต้สภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และการประชุมกนง. ในครั้งก่อน คณะกรรมการฯ มีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้นและอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามและดูแลสถานการณ์ในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

ดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุดเดือนเมษายน 2563 ขาดดุล 0.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหากไม่รวมทองคำ ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลสูงถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. นับเป็นมูลค่าการขาดดุลสูงสุดในช่วงกว่า 2 ทศวรรษ โดยในระยะถัดไป คาดว่าราคาน้ำมันที่อาจปรับสูงขึ้นและข้อจำกัดในการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติจากการปิดประเทศจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงต่อเนื่อง

“ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเดือนในช่วงที่เหลือของปีจะเข้าใกล้สมดุลมากขึ้นจนกว่าสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัว ซึ่งลดลงจากที่เคยเกินดุลถึงประมาณ 3-4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อเดือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนทิศทางของดุลบัญชีเดินสะพัดและพลวัตของค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิด COVID-19 ซึ่งทำให้คาดว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่ใช่แรงกดดันค่าเงินบาทที่สำคัญในระยะถัดไป

คณะกรรมการฯ จะเผยแพร่ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัดใหม่ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 24 มิถุนายน 2563

 

·
Registered
Joined
·
31,867 Posts
เอกชนหนุนรัฐเจรจา CPTPP จะเข้าร่วมหรือไม่ ชี้ยังมีเวลาช้าเสียโอกาส กกร.นัดถก 10 มิ.ย.นี้มีมติชัดเจน

สยามรัฐออนไลน์ 3 มิถุนายน 2563 10:32 น.
นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเข้าร่วมการเจรจา CPTPP แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเข้าเป็นสมาชิกหรือไม่ แต่การไม่เข้าร่วมเจรจาเลยถือเป็นการเสียโอกาสของประเทศ และในส่วนของที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันหรือ กกร. จะมีการประชุมหารือเพื่อมีมติร่วมกัน และทำให้เกิดความชัดเจนอีกครั้งในวันที่ 10 มิ.ย.63 หลังจากที่ได้มีการประชุมทบทวนร่วมกันมาแล้ว 2 ครั้งก่อนที่จะเสนอให้กับรัฐบาลเป็นข้อมูลในการพิจารณาตัดสินใจ


ขณะเดียวกันในส่วนของกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศในกรอบอื่นๆนั้นรัฐบาลควรพิจารณาเดินหน้าในการเจรจาด้วย ทั้งการเจรจา RCEP,FTAไทย-อียู, FTA ไทย-อังกฤษ เพื่อให้มีความคืบหน้าต่อไป เนื่องจากการเจรจาในแต่ละกรอบนั้นใช้เวลาในการเจรจาค่อนข้างนาน

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,536
ธปท.ชี้เดือนเม.ย.63ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดในรอบ 20 ปี

วันที่ 2 มิถุนายน 2563

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอนสูงภายใต้สภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และการประชุม กนง. ในครั้งก่อน คณะกรรมการฯ มีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้นและอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามและดูแลสถานการณ์ในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

ดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุดเดือนเมษายน 2563 ขาดดุล 0.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหากไม่รวมทองคำ ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลสูงถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. นับเป็นมูลค่าการขาดดุลสูงสุดในช่วงกว่า 2 ทศวรรษ โดยในระยะถัดไป คาดว่าราคาน้ำมันที่อาจปรับสูงขึ้นและข้อจำกัดในการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติจากการปิดประเทศจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงต่อเนื่อง


“ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเดือนในช่วงที่เหลือของปีจะเข้าใกล้สมดุลมากขึ้นจนกว่าสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัว ซึ่งลดลงจากที่เคยเกินดุลถึงประมาณ 3-4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อเดือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนทิศทางของดุลบัญชีเดินสะพัดและพลวัตของค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิด COVID-19 ซึ่งทำให้คาดว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่ใช่แรงกดดันค่าเงินบาทที่สำคัญในระยะถัดไป

คณะกรรมการฯ จะเผยแพร่ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัดใหม่ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 24 มิถุนายน 2563


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,537
แตกหัก! ครม.”ประยุทธ์” ตึงเครียดสุดขีด รัฐมนตรี พลังประชารัฐ ไม่มองหน้ากัน

วันที่ 3 มิถุนายน 2563

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวานนี้ (วันที่ 2 มิถุนายน 2563 ) เป็นไปด้วยความตึงเครียดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังจากมีความพยายาม “ยึดพรรค” จากทีมบริหารใหม่ประกอบด้วย ฝ่ายหนุน พล.อ ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ใน “ทีมบิ้กป้อม” แห่งค่ายป่ารอยต่อ ร่วมกับกลุ่มสามมิตร ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. อุตสาหกรรม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว. ยุติธรรม ผ่านการกดดันล้อบบี้โดย นายอนุชา นาคาศัย ส.ส. ชัยนาท เคลื่อนไหวให้กรรมการบริหารพรรคเกินกึ่งหนึ่งลาออก เพื่อให้มีผลเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรค (นายอุตตม สาวนายน รมว. คลัง) และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว. พลังงาน เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน พ้นจากเก้าอี้

เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากันครั้งแรกหลังการเคลื่อนไหวลับหลังตลอด 3 วันในรัฐสภาส่งผลให้ทั้งห้องประชุม ครม. มีบรรยากาศที่ตึงเครียด-อึดอัด

รัฐมนตรีรายหนึ่ง สังเกตุอาการความอึมครึมดังกล่าว เล่าให้เห็นภาพว่า “บิ้กป้อม” สีหน้าตึงเคร่งเครียด กวาดสายตาไปรอบห้อง แต่ไม่มีใครสบตาด้วย

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรอรับ “บิ้กป้อม” หน้าบันได ตึกบัญชาการ จนถึงห้อง ครม. ก็มีสีหน้านิ่ง เรียบเฉย

นายอุตตม สาวนายน นั่งนิ่ง เก็บอาการโมโห ไม่มองหน้า “บิ้กป้อม”

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งนั่งตรงข้ามกับนายสนธิรัตน์ ไม่มองหน้ากันตรงๆ ได้แต่มองเพื่อนร่วมคณะรัฐมนตรีซ้ายขวาเท่านั้น

เช่นเดียวกับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หัวเรือใหญ่ตัวพลิกผันเกม ที่ไม่กล้าเงยหน้ามองรัฐมนตรีร่วมพรรคแบบตรงๆ

การประชุม ครม. ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง ท่ามกลางความอึดอัด มีเพียง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว. กลาโหม ที่พยายามทำลายความอึมครึม ด้วยการปล่อยมุกตลก เย้าแหย่ แต่ไม่มีใครขำออก มีเพียงรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่ม รัฐมนตรีขั้วกปปส. ในพรรคพลังประชารัฐ ที่ยิ้มอ่อน เอาใจมุกตลกที่ฝืดๆ สองสามรอบ

รัฐมนตรีรายหนึ่ง แสดงความกังวลว่าหากบรรยากาศเป็นเช่นนี้จะทำให้การประชุมคณะรัฐมนตรีในนัดถัดๆไปเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้นอาจจะร่วมงานด้วยกันยาก และถึงคราวกดดันให้นายกรัฐมนตรีต้องปรับคณะรัฐมนตรีในที่สุด

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #1,538
แก้พิษโควิดรัฐหั่นภาษีที่ดิน90% จัดเก็บ1ส.ค.ท้องถิ่นสูญ3.6หมื่นล้าน

วันที่ 3 มิถุนายน 2563

ครม.ไม่เลื่อนภาษีที่ดิน หั่นภาระผู้เสียภาษี 90% ทั้งที่ดินเพื่อ “การเกษตร-ที่อยู่อาศัย-พาณิชยกรรม-รกร้างว่างเปล่า” แลกสูญรายได้ท้องถิ่น 3.6 หมื่นล้านบาท หวังบรรเทาภาระประชาชน-ธุรกิจฝ่าวิกฤตโควิด-19

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้คงการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2563 นี้่เช่นเดิม แต่เห็นชอบให้ลดภาระภาษีลง 90% สำหรับทุกประเภท ทั้งที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม, ใช้เป็นที่อยู่อาศัย, ใช้ประโยชน์อื่นนอกจากเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย และที่รกร้างว่างเปล่า โดยจัดเก็บเพียง 10% ของภาระภาษีทั้งหมด ทั้งนี้ จะมีการส่งใบประเมินภาษีที่คำนวณใหม่ให้ผู้เสียภาษี ภายในเดือน มิ.ย.นี้

โดยการลดภาษีดังกล่าว จะส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ จัดเก็บรายได้ลดลงไป 36,000ล้านบาท จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเก็บได้ราว 39,420 ล้านบาท โดยจะเก็บได้แค่ราว 3,900 ล้านบาท แต่เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19


“สาเหตุที่ไม่เลื่อนการจับเก็บภาษีที่ดิน เพราะในทางกฎหมายตั้งแต่วันที่บังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายได้ยกเลิกการเก็บภาษีเดิมที่เคยเก็บอยู่ ทั้งภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งจะนำกลับมาจัดเก็บใหม่ไม่ได้ ดังนั้น หากเลื่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไป อปท.จะจัดเก็บรายได้ไม่ได้เลย ทั้งนี้ การลดภาระภาษีให้ 90% เป็นไปตามข้อกฎหมายมาตรา 55 ที่ระบุว่า การลดภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นทางเศรษฐกิจและสังคม เหตุการณ์ หรือสภาพของท้องที่ ให้กระทำได้ แต่ต้องไม่เกิน 90% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย” นายลวรณกล่าว

ทั้งนี้ การลดภาษี 90% จะส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจได้รับลดค่าภาษีที่ต้องชำระตามตัวอย่าง ดังนี้

1) กรณีที่ดินประกอบการเกษตร ถ้าเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา บทเฉพาะกาล กำหนดให้ 3 ปีแรก (ปี 2563-2565) จะได้รับยกเว้นภาษี แต่ถ้าเจ้าของเป็นนิติบุคคล สำหรับที่ดินมีราคาประเมิน 5 ล้านบาท จะเสียภาษี 0.01% คิดเป็นค่าภาษี 500 บาท แต่ได้ลด 90% จะชำระภาษีเพียง 50 บาทเท่านั้น

2) กรณีที่อยู่อาศัย สำหรับบ้านหลังหลักที่เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นบุคคลธรรมดาและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับยกเว้นภาษี และกรณีเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท จะได้รับยกเว้นภาษี ส่วนบ้านหลังอื่นหากมูลค่าราคาประเมินทุนทรัพย์ 5 ล้านบาท จะเสียภาษี 0.02% คิดเป็นค่าภาษี 1,000 บาท แต่ได้ลด 90% จะชำระภาษีเพียง 100 บาท

3) กรณีที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ประกอบการพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม ราคาประเมิน 5 ล้านบาท จะเสียภาษี 0.3% คิดเป็นค่าภาษี 15,000 บาท แต่ได้ลด 90% จะชำระภาษีเพียง 1,500 บาท เป็นต้น

 
1521 - 1538 of 1538 Posts
Top