SkyscraperCity banner

1521 - 1534 of 1534 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
‘ประยุทธ์’ ขาขึ้น เศรษฐกิจขาลง ตีเช็คเงินกู้ 1 ล้านล้านชี้ชะตารัฐบาล

วันที่ 31 พฤษภาคม 2563


รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เทกออฟเหนือนักการเมือง “สหพรรค” พิชิตศึกซักฟอกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) อยู่หมัด ปรากฏการณ์ “ไทยชนะ” แสลงหูพรรคฝ่ายแค้นที่ตีไพ่หน้าเดียว-โจมตีการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด กระทบชิ่งการสืบทอดอำนาจพิเศษ-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่เห็นหัวคนตัวเล็กตัวน้อย ชาวบ้านร้านตลาดเดือดร้อนทุกเส้นหญ้า

ทว่าวาทกรรม “ตีเช็คเปล่า” และ “ชัยชนะบนซากปรักหักพัง” ของพรรคพันธมิตรฝ่ายค้าน ไม่สามารถยัดเยียดความปราชัยให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์และพวกให้ระคายผิว แม้จะเป็นการใช้เงินกู้วิกฤตครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย-ทุบสถิติการกู้วิกฤตเศรษฐกิจ จนหนี้สาธารณะเหลืออีก 2 เปอร์เซ็นต์ จะติดเพดาน พลพรรคฝ่ายค้าน-ฝ่ายค้านในพรรครัฐบาล เดินยุทธศาสตร์ 2 ขา แต่เป้าหมายเดียวกัน คือ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้เงินกู้ ขอมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน

“วันนี้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ด้วยการบริหารจัดการให้ดีขึ้น อย่าได้คิดว่ารัฐบาลจะใช้แต่เงินอย่างเดียว ขอให้มั่นใจกลไกการตรวจสอบ นอกเหนือจากคณะกรรมการที่ตรวจสอบแล้ว รัฐสภา และหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบภายในระบบ ทั้ง สตง. ปปง. ป.ป.ช. ป.ป.ส. สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด และย้ำมาตลอดว่า

การเสนอโครงการต่าง ๆ จะต้องผ่านกลไกของพื้นที่ คือ กนจ. และต้องมีการพิจารณาการตั้งกรอบวงเงินมาก่อน ทั้งสิ้น” พล.อ.ประยุทธ์ดักทางข้อหาหนัก ถึงแม้ว่า “วัคซีนเข็มแรก” จะทดลอง กับคนในเดือนสิงหาคมปีนี้ แต่เศรษฐกิจไทยยังต้อง “ซมพิษโควิด” ไปอีกอย่างน้อย1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง หรือสิ้นปี 2564 “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าทันทีที่มีวัคซีน จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น และยอมรับว่า เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่เตรียมไว้เยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ต้องใช้แบบกระเบียดกระเสียร

“ขณะนี้เงินลงไป 4 แสนล้านแล้ว แต่เงินที่หายไป คือ ภาคการท่องเที่ยว 4.8 แสนล้านบาท ถ้าเอาเงินที่คนไทยใช้เที่ยว เที่ยวในประเทศก็จะดี แต่ต้อง unlock จังหวัดที่คิดว่า save และ unlock ให้กรุงเทพฯไปได้ อำนาจซื้ออยู่ที่เมืองใหญ่”

“เงินที่กู้มาถ้าเป็นไปตามแผน อย่างน้อยมีเงินหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจช่วงนี้ไปถึงเดือนตุลาคม ถ้าโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท เดินได้ ไม่เป็นไม้ไอติม ไปถึงชาวบ้านได้ จะช่วยไม่ให้ลำบากเกินไป เป็นตัวช่วยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส”

“3-4 เดือนข้างหน้าจะกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจท้องถิ่น มีงานทำ มีรายได้ มิ.ย.จะเริ่มโครงการ ทำทันทีพร้อมกันทั่วประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกองทุนหมู่บ้านฯ (กทบ.) แต่ไม่ใช่ขอ 100 ได้ 100”

“หลักการ คือ ทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง แต่ต้องโปร่งใส ทุกกระทรวงจะถูกส่องกล้อง ถ้าทำดี 4 แสนล้านมีประโยชน์มาก งานนี้ตัดนักการเมืองออกไปเลย ไม่มีรัฐมนตรีมาเกี่ยวข้อง”

ขณะที่ “กรณ์ จาติกวณิช” หัวหน้าพรรคกล้า งัดประสบการณ์สมัยพ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง เสนอ “4 กำแพงกั้นโกง” ฉีดวัคซีนต้านโกง-ภูมิคุ้มกันโรคแทรกซ้อนล้มรัฐบาล ใช้เงินภาษีประชาชนให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด

กำแพงชั้นที่ 1 รัฐบาลต้องให้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ACT) ส่งตัวแทนอย่างน้อย 2 คน มาร่วมทำหน้าที่เป็นกรรมการกลั่นกรองโครงการ มีอำนาจในการออกเสียงเท่ากันกับกรรมการ สายราชการ (ที่ปกติจะทำตามฝ่ายการเมือง)

กำแพงชั้นที่ 2 ทำ website เสนอข้อมูลต่อสาธารณะ ระบุรายละเอียดโครงการที่ทุกหน่วยราชการนำเสนอ และทุกโครงการที่ได้รับการพิจารณา รวมไปถึงรายชื่อผู้เสนอโครงการ ราคากลาง และราคาประมูลของผู้ประมูลทุกราย

กำแพงชั้นที่ 3 จัดงบประมาณเพื่อสนับสนุนการเปิดรับเบาะแสการทุจริตการใช้เงินกู้ พร้อมเงินรางวัล และกำแพงชั้นที่ 4 รายงานผลการใช้งบฯทุก 3 เดือน

“การใช้เงินที่มีกติกาการใช้เงินที่กว้าง และสุ่มเสี่ยงต่อการรั่วไหล เพราะการใช้อำนาจ พ.ร.ก.นั้นไม่มีสภากลั่นกรองความเหมาะสมของโครงการเหมือนการใช้เงินงบประมาณปกติ”

สำหรับ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผล
กระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ. 2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท เฉพาะในส่วนของวงเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 400,000 ล้านบาทนั้น แบ่งออกเป็น 4 ด้าน

ด้านที่ 1 แผนงาน-โครงการลงทุนและกิจการการพัฒนาที่สามารถพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพ และยกระดับการค้า การผลิต และการบริการในสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ โดยครอบคลุมภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน ท่องเที่ยวและบริการ

ด้านที่ 2 แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน ผ่านการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ โดยการส่งเสริมตลาดสำหรับผลผลิต และผลิตภัณฑ์ของธุรกิจชุมชนที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว หรือภาคบริการอื่น
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน การจัดหาปัจจัยการผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งการสร้างการเข้าถึงช่องทางการตลาด พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานคุณภาพและมูลค่าเพิ่มของสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน อาทิ พัฒนาทักษะอาชีพเกษตรและอาหาร ด้านการจัดการน้ำชุมชน ท่องเที่ยวชุมชน ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP)

ด้านที่ 3 แผนงานหรือโครงการเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภคครัวเรือนและเอกชน รวมถึงการลงทุนต่าง ๆ ของเอกชน เพื่อให้สภาวะการบริโภคและการลงทุนกลับเข้าสู่ระดับปกติโดยเร็ว อาทิ มาตรการด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี สนับสนุนให้เกิดการซื้อและใช้สินค้าและบริการจากผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศ

ด้านที่ 4 แผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนกระบวนการผลิตเพื่อการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป อาทิ ลงทุนพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำและระบบชลประทานขนาดกลางและขนาดเล็ก น้ำบาดาล ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์สนับสนุนให้ภาครัฐและเอกชนวิจัยและพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มของประเทศด้านการศึกษาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการประกอบอาชีพระดับครัวเรือน วิสาหกิจชุมชน SMEs รวมถึงธุรกิจภาคการผลิต-บริการรูปแบบใหม่ (5G) และพัฒนาระบบการค้าออนไลน์ภายในประเทศที่เชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาท คือ หัวใจฟื้นเศรษฐกิจ หากทำไม่ดี มีทุจริต ชีวิตชาวบ้านไม่ดีขึ้น รัฐบาลอาจถึงเวลานับถอยหลัง

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
คนไทยแห่ปรับโครงสร้างหนี้ทะลัก 15 ล้านคน ซึมพิษโควิด

วันที่ 31 พฤษภาคม 2563

วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ BOT COVID-19 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โดยล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 ตัวเลขการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินผ่านมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ พบว่า มีจำนวนลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือจำนวน 15,026,776 ราย คิดเป็นยอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ 6.59 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ หากดูรายละเอียดตามขนาดของลูกค้า พบว่า วันที่ 17 เม.ย. 63 มีจำนวนลูกค้าได้รับความช่วยเหลือ แบ่งเป็น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่จำนวน 1,973 ราย ยอดภาระหนี้อยู่ที่ 0.43 ล้านล้านบาท สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำนวน 43,557 ราย ภาระหนี้ 0.41 ล้านล้านบาท และสินเชื่อธุรกิจรายย่อยจำนวน 3,529,736 ราย ภาระหนี้ 1.17 ล้านล้านบาท

วันที่ 24 เม.ย. 63 แบ่งเป็น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่จำนวน 2,306 ราย ภาระหนี้ 0.47 ล้านล้านบาท สินเชื่อเอสเอ็มอี 84,050 ราย ภาระหนี้ 0.55 ล้านล้านบาท และสินเชื่อรายย่อย 11,060,250 ราย ภาระหนี้ 2.56 ล้านล้านบาท และวันที่ 8 พ.ค.63 แบ่งเป็น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 4,084 ราย ภาระหนี้ 0.58 ล้านล้านบาท สินเชื่อเอสเอ็มอี 964,458 ราย ภาระหนี้ 1.48 ล้านล้านบาท และสินเชื่อรายย่อย 12,160,132 ราย ภาระหนี้ 3.45 ล้านล้านบาท

และวันที่ 15 พ.ค.63 แบ่งเป็น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 5,393 ราย ภาระหนี้ 0.63 ล้านล้านบาท สินเชื่อเอสเอ็มอี 1,073,267 ราย ภาระหนี้ 1.84 ล้านล้านบาท สินเชื่อรายย่อย 12,718,792 ราย ภาระหนี้ 3.64 ล้านล้านบาท และวันที่ 22 พ.ค.63 แบ่งเป็น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 4,688 ราย ภาระหนี้ 0.67 ล้านล้านบาท ธุรกิจเอสเอ็มอี 1,154,071 ราย ภาระหนี้ 2.14 ล้านล้านบาท และสินเชื่อรายย่อย 13,868,017 ราย ภาระหนี้ 3.78 ล้านล้านบาท

ขณะที่ความคืบหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของธปท.วงเงินรวม 5 แสนล้านบาท ณ วันที่ 25 พ.ค.63 พบว่า ยอดสินเชื่ออนุมัติแล้วจำนวน 58,208 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนผู้ได้รับซอฟต์โลนจำนวน 35,217 ราย โดยสินเชื่ออนุมัติต่อราย 1.7 ล้านบาทต่อราย

ทั้งนี้ สัดส่วนผู้ได้รับซอฟต์โลนแบ่งตามขนาดผู้รับ เอสเอ็มอีขนาดเล็กวงเงิน 0-20 ล้านบาท คิดเป็น 73.8% เอสเอ็มอีขนาดกลาง วงเงิน 20-100 ล้านบาท คิดเป็น 19.3% และเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ วงเงิน 100-500 ล้านบาท คิดเป็น 6.9% ขณะที่สัดส่วนอนุมัติแบ่งตามขนาดผู้รับ แบ่งเป็น เอสเอ็มอีขนาดเล็กอยู่ที่ 23.8% เอสเอ็มอีขนาดกลาง 38.3% และเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ 37.9%

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
แบงก์ชาติแจงปมบาทแข็งเร็ว จ่อตรวจสอบธุรกรรม-คุมค้าทองเข้ม

วันที่ 1 มิถุนายน 2563

นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในระยะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วกว่าสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์โควิด-19 ของไทยดีกว่าอีกหลายประเทศและตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ซึ่ง ธปท.กังวลว่าการแข็งค่าเร็วของเงินบาทอาจไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ยังเปราะบาง หลายภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างรุนแรง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของไตรมาส 2 ในระยะต่อไป

ราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมามีส่วนสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่ง ธปท.จะตรวจสอบการทำธุรกรรมของกลุ่มผู้ค้าทองคำให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ รวมทั้งพิจารณาแนวทางการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน

แนวโน้มสถานการณ์โควิด-19 ในไทยและภูมิภาคที่ปรับดีขึ้น อาจทำให้ค่าเงินสกุลเอเชียและเงินบาทเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนบางกลุ่มที่ใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.ไม่พึงประสงค์ และ ธปท. พร้อมพิจารณาใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ในช่วงต่อไป สถานการณ์โควิด-19 และสภาวะตลาดการเงินโลกจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับจะมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทางตรงของทั้งภาครัฐและเอกชนที่อาจทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวกลับทิศได้ในบางช่วง ธปท.จึงขอแนะนำให้ผู้ที่มีธุรกรรมเงินตราต่างประเทศป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรับมือกับความผันผวนจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาททั้ง 2 ทิศทางในระยะข้างหน้า

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
รับมือหนี้พุ่ง! คลังตั้งกองทุน 5 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงซอฟต์โลน

รับมือหนี้พุ่ง! คลังตั้งกองทุน 5 หมื่นล้านช่วยเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงซอฟต์โลน สั่งแบงก์รัฐเตรียมอัดสินเชื่อช้อนหนี้นอกระบบหลังโควิด

รับมือหนี้นอกระบบพุ่ง! - นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า การใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนของการใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท จะไม่มีความล่าช้า ซึ่งขณะนี้ หน่วยงานต่างๆ มีการเตรียมโครงการไว้แล้ว ให้เป็นไปตามกรอบที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำหนดไว้ และจะต้องส่งแผนโครงการกลับมาที่คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ พิจารณาก่อนเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ

“ไม่ได้หมายความว่าโควิด-19 หมดไปแล้ว เศรษฐกิจจะเหมือนหลอดไฟติดทันที เราก็ต้องเตรียมการ เตรียมโครงการไว้ให้พร้อม โครงการฟื้นฟูก็จะต้องเน้นสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และวิสาหกิจชุมชน” นายอุตตม กล่าว

นอกจากนี้ จะต้องดูแลปัญหาหนี้นอกระบบหลังโควิด-19 ไม่ให้เป็นปัญหาใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ ในส่วนของมาตรการการเงินก็ได้มีการตั้งทีมเราไม่ทิ้งกันแล้ว โดยใช้กลไกของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ก็จะมีการเตรียมเม็ดเงินสินเชื่อไว้ ส่วนมาตรการชุดที่ไม่ใช่ตัวเงิน ก็จะมีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มาดูแลให้บัณฑิตหางานทำ มีการจัดหางานในพื้นที่ให้

นายอุตตม กล่าวถึงกรณีที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ว่า ซอฟต์โลนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 5 แสนล้านบาท และธนาคารออมสิน 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งได้ถาม ธปท. ก็มีปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องรับฟังและปรับแก้ไข ในส่วนของคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)อยู่ระหว่างการเตรียมกองทุนวงเงินไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือรายที่เข้าไม่ถึงซอฟต์โลน และจะเสนอครม.ในเร็วๆ นี้

ส่วนกรณีโครงการแจกเงินเยียวยา 5,000 บาท ในมาตรการเราไม่ทิ้งกัน ในส่วนกลุ่มที่มีปัญหาลงทะเบียนไม่ถูกต้องกว่า 1.7 ล้านคน จะมีการแจกเงินให้หรือไม่ อยู่ระหว่างพิจารณาอยู่

1/6/2563 รับมือหนี้พุ่ง! คลังตั้งกองทุน 5 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงซอฟต์โลน
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
5เดือนต่างชาติเทขายหุ้น1.93แสนล้าน

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สรุปมูลค่าการซื้อขายสะสมในช่วงวันที่ 1-29 พฤษภาคม2563 สถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 17,838.01 ล้านบาทบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 368.13 ล้านบาทนักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 31,598.34 ล้านบาทนักลงทุนทั่วไปในประเทศ (รายย่อย) ซื้อสุทธิ 13,452.20 ล้านบาท


เมื่อรวมยอดสะสมในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 (11 มกราคม-29 พฤษภาคม) พบว่า นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 67,586.09 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์) ขายสุทธิ 2,529.51 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ193,929.11 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ(รายย่อย)ซื้อสุทธิ 128,872.53 ล้านบาท


ตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีSET ปิดที่ระดับ 1,342.85 จุด เพิ่มขึ้น 2.98%จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 77,688.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.22% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 4.09% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 284.87 จุด

หุ้นไทยปรับตัวขึ้นช่วงต้น-กลางสัปดาห์มีแรงหนุนจากการคลายล็อกเศรษฐกิจของไทยและต่างประเทศ รวมถึงความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนรักษาไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ดี หุ้นไทยย่อตัวลงในเวลาต่อมา หลังสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่อทางการจีนมีมติเห็นชอบบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ในฮ่องกง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ การพิจารณาปลดล็อกกิจกรรม/กิจการในประเทศระยะ 3 มีส่วนช่วยหนุนหุ้นไทยให้ปรับตัวขึ้นอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์

สำหรับสัปดาห์นี้ (1-5 มิถุนายน) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,320 และ 1,300 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,355 และ1,380 จุด ตามลำดับ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมของไทย สถานการณ์โควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต-บริการตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนพฤษภาคม

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
ส.ว.ไฟเขียว! พร้อมใจผ่านฉลุย พ.ร.ก.เงินกู้ ไร้คนค้าน แม้แต่เสียงเดียว

ส.ว. ไฟเขียว! ผ่านฉลุย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ห่วงเงินกู้มีประสิทธิภาพแค่ปืนฉีดน้ำ ยิงเรื่อยราดได้แค่เปียก แนะใช้ให้ตรงเป้า “อุตตม” รับปากใช้งบรอบคอบ


เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 เป็นประธานการประชุมพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ต่อเป็นวันที่ 2 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างราบเรียบ ส.ว.ส่วนใหญ่อภิปรายท้วงติง ให้รัฐบาลระมัดระวังการใช้งบประมาณจากเงินกู้ และการทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องมาจากความต้องการของประชาชน ไม่ใช่ความต้องการของส่วนราชการ

จากนั้น นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ชี้แจงว่า รัฐบาลออกพ.ร.ก.บนความตั้งใจ มีเจตนารมณ์เร่งเยียวยาอย่างทั่วถึงเพื่อไม่ให้สถานการณ์วิกฤตบานปลาย รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด

ส่วนข้อห่วงใยต่างๆของ ส.ว.นั้น รัฐบาลขอรับไปใช้ประโยชน์ด้วยความละเอียดรอบคอบ จะส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท) ภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และจะประเมินประสิทธิผลทุกโครงการตามมาตรฐานสากล รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลเพื่อป้องกันการทุจริต ทำให้การใช้งบฯก้อนนี้คุ้มค่าที่สุด


กระทั่งเวลา 13.20 น. ที่ประชุมจึงลงมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินทั้งฉบับ โดย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 242 ต่อ 0 งดออกเสียง 4

ส่วน พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 5 แสนล้านบาท เห็นชอบด้วยคะแนน 244 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 และพ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศวงเงิน 4 แสนล้านบาท เห็นชอบด้วยคะแนน 243 ต่อ 0 งดออกเสียง 4

2/6/2563 ส.ว.ไฟเขียว! พร้อมใจผ่านฉลุย พ.ร.ก.เงินกู้ ไร้คนค้าน แม้แต่เสียงเดียว
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
รัฐบาลโว! หนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกินกรอบ แค่ 41.69% - แต่ยังไม่รวมเงินกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท

รัฐบาลโว! หนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกินกรอบ แค่ 41.69% - แต่ยังไม่รวมเงินกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท
รัฐบาลโว!หนี้สาธารณะแค่41%
- น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบสัดส่วนหนี้สาธารณะ รอบ 6 เดือนปีงบประมาณ 2563 (ต.ค. 2562-มี.ค. 2563) ตาม.พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 51 ในส่วนของ หนี้สาธารณะอยู่ที่ 7.01 ล้านล้านบาท โดยหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปัจจุบันอยู่ที่ 41.69% อยู่ภายใต้กรอบการบริหารที่ไม่เกิน 60% วงเงินดังกล่าวยังไม่ได้รวมไปถึง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ โดยตามกรอบกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 35% ล่าสุดในช่วง 6 เดือน มีสัดส่วนอยู่ที่ 28.26% โดยเป็นภาระหนี้ของรัฐบาล 720,407 ล้านบาท และประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ 2.54 ล้านล้านบาท ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด กำหนดกรอบไว้ที่ไม่เกิน 10% ล่าสุดอยู่ที่ 2.73% โดยมีหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศ 191,394 ล้านบาท

“พ.ร.ก.ที่ผ่านสภาไป 3 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเยียวยา และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในส่วนของการกู้เงินนั้นรัฐบาลกู้เงินไปเพียง 1 ล้านล้านบาท ส่วนการกู้กระทรวงการคลังก็แจ้งสภาไปแล้วว่าจะเป็นการทยอยกู้ตามความจำเป็น”

น.ส.รัชดา กล่าวว่า สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ กำหนดสัดส่วนไว้ไม่เกิน 5% ปัจจุบันอยู่ที่ 0.18% โดยมีภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศ 17,696 ล้านบาท และรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ 9.95 ล้านล้าน

2/6/2563 รัฐบาลโว! หนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกินกรอบ แค่ 41.69% - แต่ยังไม่รวมเงินกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
ด่วน! ไฟเขียว พ.ร.ฎ.ปรับลดอัตราภาษีที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง 90%

ครม.ไฟเขียว! ออก พ.ร.ฎ. ปรับลดอัตราภาษีที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง 90% ในปี 2563 กังวล หากเก็บเต็มอัตราตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ประชาชนเดือดร้อน

เมื่อเวลา 12.20 น.วันที่ 2 มิ.ย. ที่ห้องโถงตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบออกพระราชกฤษฎีกา ลดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ลด 90 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะปี 2563 เนื่องจากได้ออก พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ออกมา

ดังนั้น ถ้าเก็บเต็มอัตราตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ประชาชนก็มีความเดือดร้อนในช่วงนี้ จึงให้ปรับลดภาษีนี้ในปี 2563 ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับภาษีรายได้ภาษีต่อไปในอนาคตด้วย และการขยายเวลาชำระภาษีภายในเดือน เม.ย.63 เป็นเดือน ส.ค.63 ขณะที่ท้องที่และท้องถิ่นอาจจะมีปัญหาในเรื่องของงบประมาณที่จะต้องเก็บภาษีมาใช้จ่าย จึงจำเป็นต้องหารือมาตรการต่างๆที่เหมาะสมต่อไป

2/6/2563 ด่วน! ไฟเขียว พ.ร.ฎ.ปรับลดอัตราภาษีที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง 90%
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
ธปท.ชี้แนวโน้มดุลเดินสะพัดเกินดุลลดลง ผ่อนคลายแรงกดดันค่าเงินบาท

วันที่ 2 มิถุนายน 2563

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอนสูงภายใต้สภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และการประชุม กนง. ในครั้งก่อน คณะกรรมการฯ มีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้นและอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามและดูแลสถานการณ์ในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

ดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุดเดือนเมษายน 2563 ขาดดุล 0.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหากไม่รวมทองคำ ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลสูงถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. นับเป็นมูลค่าการขาดดุลสูงสุดในช่วงกว่า 2 ทศวรรษ โดยในระยะถัดไป คาดว่าราคาน้ำมันที่อาจปรับสูงขึ้นและข้อจำกัดในการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติจากการปิดประเทศจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงต่อเนื่อง

“ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเดือนในช่วงที่เหลือของปีจะเข้าใกล้สมดุลมากขึ้นจนกว่าสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัว ซึ่งลดลงจากที่เคยเกินดุลถึงประมาณ 3-4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อเดือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนทิศทางของดุลบัญชีเดินสะพัดและพลวัตของค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิด COVID-19 ซึ่งทำให้คาดว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่ใช่แรงกดดันค่าเงินบาทที่สำคัญในระยะถัดไป

คณะกรรมการฯ จะเผยแพร่ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัดใหม่ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 24 มิถุนายน 2563

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
กนง.จับตาแนวโน้มเศรษฐกิจส่อแววเลวร้ายกว่าเดิม

02 มิถุนายน พ.ศ. 2563

2 มิถุนายน 2563 นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอนสูงภายใต้สภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และการประชุมกนง. ในครั้งก่อน คณะกรรมการฯ มีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้นและอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามและดูแลสถานการณ์ในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

ดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุดเดือนเมษายน 2563 ขาดดุล 0.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหากไม่รวมทองคำ ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลสูงถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. นับเป็นมูลค่าการขาดดุลสูงสุดในช่วงกว่า 2 ทศวรรษ โดยในระยะถัดไป คาดว่าราคาน้ำมันที่อาจปรับสูงขึ้นและข้อจำกัดในการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติจากการปิดประเทศจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงต่อเนื่อง

“ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเดือนในช่วงที่เหลือของปีจะเข้าใกล้สมดุลมากขึ้นจนกว่าสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัว ซึ่งลดลงจากที่เคยเกินดุลถึงประมาณ 3-4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อเดือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนทิศทางของดุลบัญชีเดินสะพัดและพลวัตของค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิด COVID-19 ซึ่งทำให้คาดว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่ใช่แรงกดดันค่าเงินบาทที่สำคัญในระยะถัดไป

คณะกรรมการฯ จะเผยแพร่ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัดใหม่ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 24 มิถุนายน 2563

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
'แบงก์ชาติ'รับห่วงค่าบาทโป๊กเล็งงัดมาตรการเบรก

02 มิถุนายน พ.ศ. 2563

2 มิ.ย. 2563 นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในระยะ2สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วกว่าสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์โควิด-19ของไทยดีกว่าอีกหลายประเทศและตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส1/2563ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ซึ่ง ธปท. กังวลว่าการแข็งค่าเร็วของเงินบาทอาจไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ยังเปราะบาง หลายภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโควิด-19อย่างรุนแรง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของไตรมาส2/2563ในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมามีส่วนสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่ง ธปท. จะตรวจสอบการทำธุรกรรมของกลุ่มผู้ค้าทองคำให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ รวมทั้งพิจารณาแนวทางการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน

“แนวโน้มสถานการณ์โควิด-19ในไทยและภูมิภาคที่ปรับดีขึ้น อาจทำให้ค่าเงินสกุลเอเชียและเงินบาทเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนบางกลุ่มที่ใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท. ไม่พึงประสงค์ และ ธปท.พร้อมพิจารณาใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจในปัจจุบัน” นายเมธี กล่าว

อย่างไรก็ดี ในช่วงต่อไป สถานการณ์โควิด-19และสภาวะตลาดการเงินโลกจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับจะมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทางตรงของทั้งภาครัฐและเอกชนที่อาจทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวกลับทิศได้ในบางช่วง ธปท.จึงขอแนะนำให้ผู้ที่มีธุรกรรมเงินตราต่างประเทศป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรับมือกับความผันผวนจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาททั้ง2ทิศทางในระยะข้างหน้า

ก่อนหน้านี้ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 1/2563 ขยายตัว -1.8% เทียบกับการขยายตัว 1.5% ในไตรมาสที่ 4/2562 โดยในด้านการใช้จ่าย โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวชะลอลง การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาครัฐและเอกชนปรับตัวลดลง และการส่งออกรวมปรับตัวลดลงตามการส่งออกบริการที่ปรับตัวลดลงมาก โดยไตรมาส 1/2563 ถือว่าเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 1/2557 ที่จีดีพี อยู่ที่ระดับ -0.4% หรือเป็นการลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี

“เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 น่าจะเป็นช่วงที่ลดลงต่ำสุดของปีนี้ เนื่องจากหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างหยุดชะงัก ทุกอย่างถูกล็อกดาวน์ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน การท่องเที่ยว ตลอดจนธุรกิจ ห้างร้านต่าง ๆ จากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ส่วนตัวเลขจะลดลงอยู่ในระดับเท่าใดนั้น ต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง” นายทศพร กล่าว

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะปรับตัวลดลง -6.0% ถึง -5.0% เนื่องจากการปรับตัวลดลงของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก, การลดลงรุนแรงของจำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ, การระบาดของโรคโควิด-19 และปัญหาภัยแล้งโดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งปีจะอยู่ที่-8.0% การบริโภคภาคเอกชน -1.7% และการลงทุนรวม -2.1% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง -1.5% ถึง -0.5% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 4.9%

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
ธปท.ชี้เดือนเม.ย.63ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดในรอบ 20 ปี

วันที่ 2 มิถุนายน 2563

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอนสูงภายใต้สภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และการประชุม กนง. ในครั้งก่อน คณะกรรมการฯ มีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้นและอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามและดูแลสถานการณ์ในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

ดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุดเดือนเมษายน 2563 ขาดดุล 0.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหากไม่รวมทองคำ ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลสูงถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. นับเป็นมูลค่าการขาดดุลสูงสุดในช่วงกว่า 2 ทศวรรษ โดยในระยะถัดไป คาดว่าราคาน้ำมันที่อาจปรับสูงขึ้นและข้อจำกัดในการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติจากการปิดประเทศจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงต่อเนื่อง


“ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเดือนในช่วงที่เหลือของปีจะเข้าใกล้สมดุลมากขึ้นจนกว่าสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัว ซึ่งลดลงจากที่เคยเกินดุลถึงประมาณ 3-4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อเดือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนทิศทางของดุลบัญชีเดินสะพัดและพลวัตของค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิด COVID-19 ซึ่งทำให้คาดว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่ใช่แรงกดดันค่าเงินบาทที่สำคัญในระยะถัดไป

คณะกรรมการฯ จะเผยแพร่ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัดใหม่ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 24 มิถุนายน 2563


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
แก้พิษโควิดรัฐหั่นภาษีที่ดิน90% จัดเก็บ1ส.ค.ท้องถิ่นสูญ3.6หมื่นล้าน

วันที่ 3 มิถุนายน 2563

ครม.ไม่เลื่อนภาษีที่ดิน หั่นภาระผู้เสียภาษี 90% ทั้งที่ดินเพื่อ “การเกษตร-ที่อยู่อาศัย-พาณิชยกรรม-รกร้างว่างเปล่า” แลกสูญรายได้ท้องถิ่น 3.6 หมื่นล้านบาท หวังบรรเทาภาระประชาชน-ธุรกิจฝ่าวิกฤตโควิด-19

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้คงการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2563 นี้่เช่นเดิม แต่เห็นชอบให้ลดภาระภาษีลง 90% สำหรับทุกประเภท ทั้งที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม, ใช้เป็นที่อยู่อาศัย, ใช้ประโยชน์อื่นนอกจากเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย และที่รกร้างว่างเปล่า โดยจัดเก็บเพียง 10% ของภาระภาษีทั้งหมด ทั้งนี้ จะมีการส่งใบประเมินภาษีที่คำนวณใหม่ให้ผู้เสียภาษี ภายในเดือน มิ.ย.นี้

โดยการลดภาษีดังกล่าว จะส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ จัดเก็บรายได้ลดลงไป 36,000ล้านบาท จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเก็บได้ราว 39,420 ล้านบาท โดยจะเก็บได้แค่ราว 3,900 ล้านบาท แต่เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19


“สาเหตุที่ไม่เลื่อนการจับเก็บภาษีที่ดิน เพราะในทางกฎหมายตั้งแต่วันที่บังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายได้ยกเลิกการเก็บภาษีเดิมที่เคยเก็บอยู่ ทั้งภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งจะนำกลับมาจัดเก็บใหม่ไม่ได้ ดังนั้น หากเลื่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไป อปท.จะจัดเก็บรายได้ไม่ได้เลย ทั้งนี้ การลดภาระภาษีให้ 90% เป็นไปตามข้อกฎหมายมาตรา 55 ที่ระบุว่า การลดภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นทางเศรษฐกิจและสังคม เหตุการณ์ หรือสภาพของท้องที่ ให้กระทำได้ แต่ต้องไม่เกิน 90% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย” นายลวรณกล่าว

ทั้งนี้ การลดภาษี 90% จะส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจได้รับลดค่าภาษีที่ต้องชำระตามตัวอย่าง ดังนี้

1) กรณีที่ดินประกอบการเกษตร ถ้าเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา บทเฉพาะกาล กำหนดให้ 3 ปีแรก (ปี 2563-2565) จะได้รับยกเว้นภาษี แต่ถ้าเจ้าของเป็นนิติบุคคล สำหรับที่ดินมีราคาประเมิน 5 ล้านบาท จะเสียภาษี 0.01% คิดเป็นค่าภาษี 500 บาท แต่ได้ลด 90% จะชำระภาษีเพียง 50 บาทเท่านั้น

2) กรณีที่อยู่อาศัย สำหรับบ้านหลังหลักที่เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นบุคคลธรรมดาและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับยกเว้นภาษี และกรณีเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท จะได้รับยกเว้นภาษี ส่วนบ้านหลังอื่นหากมูลค่าราคาประเมินทุนทรัพย์ 5 ล้านบาท จะเสียภาษี 0.02% คิดเป็นค่าภาษี 1,000 บาท แต่ได้ลด 90% จะชำระภาษีเพียง 100 บาท

3) กรณีที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ประกอบการพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม ราคาประเมิน 5 ล้านบาท จะเสียภาษี 0.3% คิดเป็นค่าภาษี 15,000 บาท แต่ได้ลด 90% จะชำระภาษีเพียง 1,500 บาท เป็นต้น

 
1521 - 1534 of 1534 Posts
Top