SkyscraperCity banner

3021 - 3040 of 3068 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,021
จับตาภัยแล้ง! หลัง '4 เขื่อนใหญ่' เหลือน้ำใช้การ 16%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 มีนาคม 2563) กรมชลประทาน ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้ง ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 2562/63 ซึ่งในส่วนของสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มีนาคม 2563) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 9,514 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 38% ของความจุอ่าง ขณะที่น้ำใช้การได้มีอยู่ 2,818 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 16% ของความจุน้ำใช้การ

ขณะเดียวกันยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า หรือเท่ากับ 30% ของความจุอ่าง อีกราว 20 แห่ง ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แม่งัดสมบูรณ์ชล แม่กวงอุดมธารา แม่มอก ห้วยหลวง จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลำพระเพลิง มูลบน ลพแซะ ลำนางรอง ป่าสักชลสิทธิ์ ทับเสลา กระเสียว ขุนด่านปราการชล คลองสียัด บางพระ หนองปลาไหล และประแสร์

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา มีจังหวัดที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้ว 23 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสิทธุ์ มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี รวมทั้งสิ้น 139 อำเภอ 714 ตำบล 3 เทศบาล 6,065 หมู่บ้าน/ชุมชน

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,022
ชลประทานทุ่ม 2.7 พันล้าน เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 3.7 แสนไร่


24 มีนาคม 2563

ชลประทาน วางงบเร่งด่วน 2,705.7 ล้านบาทรับแล้ง ปี 2563 พัฒนา-เพิ่มแหล่งน้ำ 266 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 3.74 แสนไร่ คาด 79,624 ครัวเรือนได้ประโยชน์


นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในงบประมาณปี 2563 มีโครงการที่จะดำเนินการ 877 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 176,968 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 939,595 ไร่ เก็บน้ำได้ 210.45 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ครัวเรือนได้ประโยชน์ 380,020 ครัวเรือน แบ่งเป็น 1.การพัฒนาแหล่งน้ำใหม่จำนวน 421 แห่ง เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.77 แสนไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 2.58 แสนไร่ ปริมาณน้ำกักเก็บได้ 199.54 ล้านลูกบาศก์เมตร

2.การปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม 456 แห่ง พื้นที่รับประโยชน์ 6.82 แสนไร่ ซึ่งกำหนดให้เป็นโครงการเร่งด่วนในปี 2563 เพื่อรองรับภัยแล้งที่รุนแรงในปีนี้ จึงต้องหาแหล่งน้ำสำรองและเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บน้ำต้นฤดูฝนปี 2563 เป็นแหล่งน้ำเสริมอ่างเก็บน้ำหลักในช่วงแล้งปีต่อไป 266 โครงการ งบประมาณรวม 2,705 .7 ล้านบาท โดยโครงการนี้ มีพื้นที่รับประโยชน์ 3.74 แสนไร่ เก็บน้ำได้ 64.84 ล้านลบ.ม. ครัวเรือนได้ประโยชน์ 79,624 ครัวเรือน กระจายทั่วประเทศ แบ่งเป็น แก้มลิง วงเงิน 975.4 ล้านบาท โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกัก วงเงิน 608.6 ล้านบาท ส่วนมากเป็นโครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ โครงการบรรเทา วิกฤติภัยแล้งและเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกัก 859.6 ล้านบาท

นอกจากนี้ จะขุดลอกคลองวงเงิน 261.9 ล้านบาท แบ่งเป็นภาคเหนือ 52 โครงการ งบประมาณ 839.9 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 108 โครงการ งบ 1,000 ล้านบาท ภาคกลาง 58 โครงการ งบ 387.5 ล้านบาท ภาคตะวันออก 25 โครงการ งบ 288.5 ล้านบาท ภาคใต้ 22 โครงการ งบ 185.9 ล้านบาทและ ในชายแดนใต้ 1 โครงการ วงเงิน 9 ล้านบาท



โดยในภาพรวมได้วางแผนงานโครงการในช่วงปี 2563-65 ทั้งการสร้างอ่างเก็บน้ำ ขุดลอกคลอง จำนวน 4,415 รายการ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,259,655 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 7,704,157 ไร่ ปริมาณน้ำเก็บกักได้ 1,415 ล้านลบ.ม. ครัวเรือนได้ประโยชน์ 1,788,326 ครัวเรือน

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ของกรมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เช่น โครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเสร็จจะช่วยลดอุทกภัยในพื้นที่และสามารถเก็บน้ำในลำน้ำได้จำนวนหนึ่ง โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ และ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำภาคตะวันออก

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,023
ดึงน้ำขุมเหมืองแก้วิกฤตแล้ง กพร.เทงบพิเศษต่อท่อส่งตรงช่วยชุมชน

วันที่ 29 มีนาคม 2563

เร่งช่วยชาวบ้าน “กพร.” สั่งทุกอุตสาหกรรมจังหวัดสำรวจขุมเหมือง ปริมาณน้ำที่สะอาด เตรียมดึงน้ำ 166 ล้านลูกบาศก์เมตรช่วยชาวบ้าน พร้อมดึงงบฯ 300 ล้านบาท ช่วยลงทุนปั๊ม วางระบบท่อส่ง หากน้ำขุมเหมืองไกลแหล่งชุมชน

นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กพร.สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดทุกแห่งที่มีการทำเหมืองแร่ให้สำรวจพื้นที่เหมืองทั้งหมดทั่วประเทศ ตรวจสอบขุมเหมืองที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่อยอด ให้สามารถนำน้ำไปให้ชุมชนใช้แก้ปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งปี 2563 มีความรุนแรง และเกิดขึ้นเร็วกว่าทุกปี การดำเนินการนี้เพื่อให้เป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อช่วยประชาชนและพื้นที่ภาคการเกษตร


รายงานล่าสุด จากการตรวจสอบข้อมูลที่ผ่านมาของ กพร. พบว่า มีพื้นที่ประทานบัตรเหมืองแร่ที่สามารถใช้เป็นแหล่งน้ำได้ทั้งในเหมืองเก่าและเหมืองที่ดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 238 แปลง จำนวน 36 แห่ง และมีปริมาณน้ำรวม 166,019,100 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) นับว่ามีปริมาณน้ำมากที่สุดที่เหมืองมี โดยกำหนดให้อุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่แจกจ่ายน้ำให้กับบริเวณใกล้เคียงก่อน

“ส่วนในพื้นที่บางเหมืองที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน ให้อุตสาหกรรมจังหวัดประสานงานร่วมกับทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และประสานชุมชน จัดทำโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณ ที่จะใช้ลงทุนเพื่อซื้อปั๊มน้ำ หรือวางระบบท่อส่งน้ำ ให้สามารถนำน้ำออกมาจากพื้นที่เหมืองเพื่อช่วยชาวบ้านได้ ซึ่งหากคำนวณค่าใช้จ่ายในการลงทุนดังกล่าวแล้ว 1 บ่อ จะใช้เงินลงทุนไม่กี่แสนบาทเท่านั้น”

หากทาง อบต.ไม่สามารถจัดสรรงบฯหรือมีไม่เพียงพอ ให้ประสานข้อมูลส่งเรื่องไปยังอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อทางส่วนกลาง กพร. จะเตรียมจัดสรรงบประมาณจากเงินบำรุงพิเศษ ที่เก็บในอัตรา 5% ของค่าภาคหลวง ตาม พ.ร.บ.แร่ (ฉบับใหม่) พ.ศ. 2560 ซึ่งปัจจุบันมีงบประมาณสะสมอยู่ 300 ล้านบาท โดยในแต่ละปีสามารถเก็บค่าภาคหลวงได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท

“เรามีการรับมือภัยแล้ง โดยชักชวนผู้ประกอบการที่มีเหมือง มีบ่อน้ำ ช่วยดูแลชาวบ้านใกล้ ๆ รอบพื้นที่ หากสำรวจว่าชุมชนขาดน้ำ โดยเหมืองจะต้องตรวจคุณภาพน้ำก่อนที่จะมีการแจกจ่าย”

ทั้งนี้ ภายใต้ พ.ร.บ.แร่ เกี่ยวกับการออกใบอนุญาตทำเหมืองแร่จะมีข้อบังคับไว้ว่า เมื่อทำเหมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีการฟื้นฟูพื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองแร่ทั้งหมดให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เช่น การปลูกป่า ตลอดจนการนำไปใช้ประโยชน์เป็นแหล่งเก็บน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้ง เป็นต้น ถือเป็นแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ขุมเหมืองที่หมดอายุสัมปทานไปแล้ว เพื่อพัฒนาพื้นที่ขุมเหมืองให้เป็นแหล่งเก็บน้ำ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กพร.ได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่และสถานประกอบการที่มีศักยภาพ ในการนำน้ำจากขุมเหมืองไปใช้ประโยชน์ พบว่า มีการนำน้ำจากขุมเหมืองไปใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคและใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมแล้ว จำนวน 9 บ่อเหมือง มีปริมาณน้ำ 32,729,600 ลบ.ม.

ขณะเดียวกัน ทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด อบต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดส่งข้อมูลผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำและปริมาณน้ำในขุมเหมืองในเขตพื้นที่รับผิดชอบทราบเป็นระยะ เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาคัดเลือกขุมเหมืองที่มีความเหมาะสมต่อการพัฒนา และดูแล บำรุงรักษา ระบบการนำน้ำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งยังได้สำรวจเพิ่มเติม โดยมีการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่ขุมเหมืองและประเมินปริมาณน้ำเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ายังมีอุปสรรคทั้งจากเรื่องประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการนำน้ำมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากประชาชนบางส่วนกลัวว่าจะมีสารปนเปื้อน อุปสรรคจากที่ตั้งเหมืองบางแห่งระยะไกลจากพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตร ปัญหาขาดอุปกรณ์เครื่องมือ
ในการวัดปริมาณน้ำ และรัฐไม่มีห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ด้านชีวภาพ ต้องส่ง
ให้เอกชนช่วย


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,024
กรมชลฯ ย้ำใช้น้ำตามแผน ผวาฝนทิ้งช่วงหลังสิ้นแล้ง

4 เมษายน 2563

กรมชลประทาน วอนใช้น้ำอย่างประหยัด ก่อนโค้งสุดท้าย สิ้นสุดแล้งเดือน เม.ย. ย้ำต้องสำรองใช้ในช่วงต้นฤดูฝน ลดความเสี่ยงฝนมาช้า เกิดภาวะทิ้งช่วง ระบุมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 37,937 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 50% ของความจุเก็บกัก

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งใกล้สิ้นสุดแผนในเดือนเม.ย. นี้แล้ว ผลดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปตามที่กำหนดไว้ แม้จะยังมีน้ำเหลือใช้อยู่แต่ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันประหยัดการใช้น้ำ เพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนที่คาดว่าจะเกิดภาวะฝนตกทิ้งช่วงได้

ในส่วนของแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2563 ได้วางแผนเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศ 2.31 ล้านไร่ ปัจจุบัน(ข้อมูล ณ วันที่ 1 เม.ย. 63)มีการเพาะทำนาปรังไปแล้ว 4.20 ล้านไร่ เกินแผนฯไปแล้วถึงร้อยละ 82 มีการเก็บเกี่ยวแล้ว 2.07 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุน มีไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนด้านการเกษตร แต่จากการสำรวจพบว่ามีการทำนาปรังไปแล้วประมาณ 1.98 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 1.58 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองในการเพาะปลูก

กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำตามแผนฯที่วางไว้อย่างเคร่งครัด รวมทั้ง แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างเพียงพอ ตลอดจนสามารถสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหน้าได้อย่างไม่ขาดแคลน จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด รวมทั้งใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนฯที่วางไว้อย่างเคร่งครัดด้วย

โดย สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ทั่วประเทศปัจจุบัน(3 เม.ย. 63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 37,937 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 50% ของความจุเก็บกัก โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 14,231 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 27% ของปริมาณน้ำใช้การได้ โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 9,218 ล้าน ลบ.ม. หรือ 37 %ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 2,522 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 (ระหว่าง 1 พ.ย. 62 – 30 เม.ย. 63) เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำ ในเขตชลประทาน มีการจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 17,699 ล้าน ลบ.ม.(น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีการจัดสรรน้ำไว้รวมทั้งสิ้น 4,500 ล้าน ลบ.ม.(น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 3,500 ล้าน ลบ.ม.)

ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ ปัจจุบัน (3 เม.ย. 63) มีการใช้น้ำตามแผนฯ ไปแล้ว 14,488 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 82% ของแผนจัดสรรน้ำฯ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำตามแผนฯไปแล้ว 3,891 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 86% ของแผนจัดสรรน้ำฯ คาดว่าเมื่อสิ้นสุดการจัดสรรน้ำวันที่ 30 เม.ย. 63 การใช้น้ำจะเป็นไปตามแผนฯที่วางไว้

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว่า ตามที่กรมชลประทาน ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ สำหรับการเกษตรและอุปโภคบริโภคของราษฎร ที่อพยพลงมาจากพื้นที่ถูกน้ำท่วมบริเวณเหนือเขื่อนสิริกิติ์ ตำบลผาเลือด อําเภอท่าปลา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 49,500 ไร่ และใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคจากระบบท่อส่งน้ำที่ส่งน้ำมาจากเขื่อนสิริกิติ์ ผ่านทางท่อซีเมนต์ใยหิน ที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2529 ปัจจุบันมีสภาพชํารุดทรุดโทรม แตก และรั่วซึมอยู่เสมอ ส่งผลให้สูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ นั้น

ปัจจุบันโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาบริเวณเหนืออ่างฯ ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนี้

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,025
ครม.ทุ่ม 2.87 พันล้าน แก้ปัญหา‘แล้ง-ท่วม’แม่น้ำยมตอนล่าง

7 เม.ย. 2563

ครม.อนุมัติ งบ 2,875 ล้านบาท แก้ปัญหาภัยแล้ง-ท่วม ในแม่น้ำยมตอนล่าง หลังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่คอยบริหารจัดการน้ำ เร่งปรับปรุงคลองยม-น่าน ผันน้ำช่วย

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส. รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า สืบเนื่องจากแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักเพียงสายเดียว ที่ยังไม่สามารถบริหารจัดการภายในลุ่มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่สามารถสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่บริเวณตอนบนของลุ่มน้ำ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะลุ่มน้ำยมตอนล่างในเขตพื้นที่จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร ซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี

ครม. จึงอนุมัติโครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน จังหวัดสุโขทัย กรอบวงเงิน 2,875 ล้านบาท เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่างในเขตพื้นที่จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยมีกรมชลประทานเป็นผู้ดำเนินการตามแผนงานโครงการ 5 ปี (ปีงบประมาณ 2563 -2567) ซึ่งมีรายละเอียดโครงการสรุปได้ดังนี้

โครงการปรับปรุงคลองยม - น่าน จังหวัดสุโขทัย เป็นการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำสายหลัก โดยการตัดยอดน้ำบางส่วนจากแม่น้ำสายหลัก เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่เขตเศรษฐกิจให้อยู่ในเกณฑ์ที่รับปริมาณน้ำได้ ซึ่งเริ่มจากจุดรับน้ำบริเวณคลองหกบาท ตำบลป่ากุมเกาะ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ไปยังจุดระบายน้ำลงแม่น้ำน่านบริเวณปลายคลองยม-น่าน ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์

โดยกรมชลประทานจะดำเนินการปรับปรุงคลองหกบาทจากเดิมที่สามารถรับน้ำได้ 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองลดลงเท่ากับความสามารถที่รับได้ของแม่น้ำยมที่ไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัยในสภาวะปกติ ซึ่งปริมาณน้ำจากคลองหกบาทจะถูกระบายไปที่คลองยม-น่าน ที่ได้รับการปรับปรุงให้สามารถระบายน้ำได้ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายลงสู่แม่น้ำยมสายเก่าที่สามารถรับน้ำได้ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

โครงการนี้จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2564 ซึ่งในระหว่างนี้กรมชลประทานจะดำเนินการเตรียมความพร้อมในการจัดหาที่ดิน ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ หากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้น จะเป็นโยชน์ในการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย และอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ครอบคลุม 15 ตำบล 27 หมู่บ้าน 5,340 ครัวเรือน และสามารถกักเก็บน้ำในแนวคลองไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ทำการเกษตรและการปศุสัตว์ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 7,300 ไร่

ครม.ทุ่ม 2.87 พันล้าน แก้ปัญหา‘แล้ง-ท่วม’แม่น้ำยมตอนล่าง
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,026
‘พะเยา’ กระทบภัยแล้ง ‘น้ำยม’ แหล่งกักเก็บน้ำแห้งขอด

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2563

7 เมษายน 2563 จังหวัดพะเยาได้ประสบกับปัญหา กับสภาพอากาศที่ร้อนและเกิดความแห้งแล้งขึ้น ส่งผลให้แหล่ง ต้นน้ำยมในเขตพื้นที่อำเภอปง จังหวัดพะเยา อยู่ในสภาพที่แห้งขอดไร้น้ำเนื่องจากปีนี้ฝนแล้งและเกิดความแห้งแล้งรุนแรงที่สุดส่งผลกระทบกับลำน้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงภาคเหนือและเป็นแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักส่งน้ำสู่เจ้าพระยา ต้นกำเนิดอยู่ที่อำเภอปง จังหวัดพะเยา และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ต้นน้ำยม กว่า 5 หมื่นคน ได้รับผลกระทบ ขาดน้ำ ใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร แต่ปีนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมวิกฤตหนัก ไม่มีน้ำไหลลงไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ ชาวบ้านต้องได้รับผลกระทบ น้ำไม่พอใช้ จึงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือโดยด่วน

สภาพลำน้ำยม เหลือแต่ดินทราย และบางจุดชาวบ้านได้มีการสร้างฝายกักเก็บน้ำเอาไว้ทำให้มีน้ำขังอยู่ได้ปริมาณที่แทบจะไม่มี น้ำ หากฝนไม่ตกลงมาคาดว่าน้ำเหนือฝายก็จะแห้งตามไปด้วย ส่งผลกระทบและสร้างปัญหาให้กับชาวบ้าน ต้องขาดแคลนน้ำ ใช้ ในการอุปโภคบริโภคและน้ำใช้ในทางการเกษตร


สำหรับแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักที่เกิดจากลำน้ำ 2 สาย คือ ลำน้ำควรและลำน้ำงิม ลำน้ำควร เกิดจากลำน้ำคางและลำน้ำปุก ไหลมาบรรจบกันที่บ้านนาอ้อม ตำบลขุนควร เรียกว่าลำน้ำควร ลำน้ำงิม เป็นลำน้ำที่ต้นกำเนิดมาจากดอยภูลังกาไหลผ่านตำบลงิม จึงเรียกว่าลำน้ำงิม ลำน้ำควรและลำน้ำงิมไหลมาบรรจบกันที่เขตติดต่อระหว่างบ้านบุญยืน หมู่ที่ 3 ตำบลนาปรัง กับบ้านเหล่า หมู่ที่ 9 ตำบลควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา เรียกว่าแม่น้ำยม มีความยาวประมาณ 700 กิโลเมตร กระแสน้ำไหลผ่านที่ราบสูง จาก จ.พะเยา ผ่านไป จังหวัดแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก และ พิจิตร ไปบรรจบกับแม่น้ำน่านที่ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสงจังหวัดนครสวรรค์ ก่อนแม่น้ำน่านจะไปรวมกับแม่น้ำปิง ที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เกิดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายสำคัญของพื้นที่ราบลุ่ม ภาคกลางของประเทศไทยดังกล่าว


นายปาโมกข์ ปิงเมือง ผอ. โครงการชลประทานพะเยา กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดพะเยา น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางขนาดเล็ก และกว๊านพะเยา ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 60 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 142.119 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 59.321 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 42.68 ของความจุอ่างกักเก็บน้ำ

สำหรับ สถานการณ์น้ำในลำน้ำธรรมชาติ ลำน้ำอิง ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ที่ น้ำ มี แนวโน้มลดลง มีน้ำไหลผ่าน 0.20 ลบม./วินาที ส่วนลำน้ำยม อยู่ในเกณฑ์ที่มีปริมาณน้ำลดลง เช่นกัน ปริมาณน้ำไหลผ่าน 0.06 ลบม./วินาที ปริมาณน้ำได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงขอฝากถึงประชาชนและเกษตรกรชาวไร่ ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด และควรงดการปลูกพืชผักที่ใช้ปริมาณน้ำมาก เพื่อให้น้ำตามแหล่งต่างๆจะได้มีเพียงพอใช้ในการอุปโภคและบริโภคช่วงฤดูแล้งนี้

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,027
เขื่อนสิริกิติ์จ่อแห้ง เหลือน้ำใช้เพียง 3 เดือน ห้ามทำเกษตรเด็ดขาด

8 เม.ย. 2563

วิกฤตแล้งถล่มซ้ำ ผอ.เขื่อนสิริกิติ์ ระบุน้ำในเขื่อนจ่อแห้ง เหลือเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ของความจุเขื่อน เลวร้ายกว่าวิกฤตแล้งเมื่อปี 58 ย้ำห้ามสูบน้ำทำเกษตร

วันที่ 8 เม.ย. นายวรพจน์ วรพงษ์ ผอ.เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เก็บกักน้ำได้มากกว่า 9,500 ล้าน ลบ.เมตร แต่ด้วยสถานการณ์ภัยแล้งที่เข้าขั้นวิกฤติปีทั้งปี 2562 ต่อเนื่อง 2563 ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์ ช่วงที่ผ่านมามีน้อยมาก ล่าสุดมีปริมาณน้ำที่พร้อมใช้งานเก็บกักอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เพียง 1,073 ล้าน ลบ.เมตร หรือร้อยละ 16 ซึ่งต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 7.46 เมตรระดับทะเลปานกลาง (รทก.) หรือ 1,322 ล้าน ลบ.เมตร เมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งถือว่าเป็นปีที่วิกฤตแล้ง ยอมรับว่าปี 2563 ปริมาณน้ำมีน้อยกว่าปี 2558 ประมาณ 40 ล้าน ลบ.เมตร

ปัจจุบันมีน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์เฉลี่ยวันละ 3 ล้าน ลบ.ม. พร่องหรือปล่อยออก เพื่อการอุโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศวิทยา เพื่อเป็นน้ำดิบในการผลิตประปาเท่านั้น จำนวน 11 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่สามารถใช้งานได้ 3 เดือน ระดับน้ำจะเหลือเพียงก้นอ่างเก็บน้ำ หากฝนตกต้องตามฤดูกาลช่วงเดือนพฤษภาคม เหนือเขื่อนสิริกิติ์ หรือที่ จ.น่าน ก็จะเริ่มการเก็บกักรอบใหม่ อย่างไรก็ตามหากจำเป็น คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำอาจต้องปรับลดปริมาณการปล่อยน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งในปี 2558 เคยปรับลดเหลือวันละ 4 ล้าน ลบ.ม.

ดังนั้นเขื่อนสิริกิติ์ และชลประทานจังหวัดอุตรดิตถ์ ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้ใช้น้ำท้ายเขื่อนสิริกิติ์ทุกจังหวัด ทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ โดยเฉพาะสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า งดสูบน้ำจากแม่น้ำน่าน เพื่อทำนาปรังรอบ 2 หรือหากเป็นไปได้ งดปลูกพืชฤดูแล้ง รอเข้าสู่หน้าฝนอีกไม่กี่เดือน เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำด้านอุโภคบริโภค และผลผลิตด้านการเกษตรจะได้ไม่เสียหาย ขอความร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อให้ปี 2564 ทั้งเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้งานได้เก็บกักรวมกันมากกว่า 1 หมื่น ล้าน ลบ.ม.ผู้ใช้น้ำก็จะน้ำใช้อย่างเพียงพอ




 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,028
สทนช.เตรียม “น้ำ” รับแผนพืชหลัก 60 ล้านไร่

วันที่ 9 เมษายน 2563

แม้ว่าจะเหลืออีก 3 เดือนสิ้นสุดฤดูกาลภัยแล้ง แต่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้เริ่มแผนประเมินสภาพอากาศก่อนสิ้นสุดฤดูแล้ง เพื่อรองรับน้ำหลากในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง โดยจำเป็นต้องเร่งหนุนแหล่งน้ำในพื้นที่เฝ้าระวังขาดน้ำอุปโภคบริโภคแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมเร่งโครงการหาน้ำช่วงแล้งเก็บน้ำช่วงฝนให้แล้วเสร็จ เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งอุปโภคบริโภคและพื้นที่เกษตร


จี้โครงการน้ำรองรับน้ำหลาก
ทาง นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมเก็บกักน้ำให้มากที่สุด เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพอากาศอย่างรัดกุม ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเกิดพายุฤดูร้อนทุกภาค แต่ฝนจะมาล่าช้า ดังนั้น เนื่องจากสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กลาง และแหล่งน้ำธรรมชาติ พบว่าในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ปริมาณน้ำการใช้ “ไม่เพียงพอ” ตลอดฤดูแล้ง อาจส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค จึงจำเป็นต้องเร่งรัดแผนงาน 11 หน่วยงานให้พร้อม

โดยล่าสุดหน่วยงานต่าง ๆ ได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการ เริ่มจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เริ่มดำเนินการแล้ว 326 แห่ง จากแผนงาน 704 แห่ง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเตรียมดำเนินการ 550 แห่ง จากแผน 888 แห่ง กองทัพบกเริ่มดำเนินการแล้ว 164 แห่ง จากแผน 209 แห่ง หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาอยู่ระหว่างรอรับการจัดสรรงบประมาณ 181 แห่ง จากแผน 190 แห่ง การประปาส่วนภูมิภาคเริ่มดำเนินการแล้ว 43 แห่ง จากแผน 50 แห่ง โดยปีนี้จะลงรายละเอียดไปให้ท้องถิ่นส่วนมาก คาดว่าจะเสร็จตามแผนภายใน 30 มิ.ย.นี้ สามารถเก็บกักน้ำในฤดูฝนนี้ได้ทันสถานการณ์

ทั้งนี้ ขณะนี้มีพื้นที่เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำ 43 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 2,041 แห่ง จากแผนงานที่ได้รับอนุมัติงบฯกลาง ดำเนินการไปแล้วกว่าครึ่งทางครบ 11 หน่วยงานดังกล่าว ทั้งหมดที่เป็นโครงการกักเก็บฤดูฝน 8,000 ล้านบาท ล่าสุดกรมชลฯ 2,500 ล้านบาท เพื่อนำมาสู่การเดินหน้าแผนเพาะปลูกฤดูฝนปี 2563 (ดูกราฟิก) 4 พืชหลัก ซึ่งกินพื้นที่กว่า 59 ล้านไร่ แบ่งเป็น 1) ข้าว พื้นที่ 43.62 ล้านไร่ 2) ข้าวโพด 5.8 ล้านไร่ 3) อ้อย 3.97 ล้านไร่ และ 4) มันสำปะหลัง 6.18 ล้านไร่

คาดว่าจะมีปริมาณความต้องการน้ำทั้งประเทศ 52,686 ล้าน ลบ.ม.หากแยกตามรายพื้นที่จะพบว่า ภาคเหนือมีพื้นที่ปลูกพืช รวม 15.48 ล้านไร่ มีความต้องการใช้น้ำ 12,823 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพื้นที่ 39.02 ล้านไร่มากที่สุด มีปริมาณความต้องการใช้น้ำ 36,159 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลาง พื้นที่ 1.77 ล้านไร่ มีปริมาณความต้องการน้ำ 1,400 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก พื้นที่ 2.25 ล้านไร่ มีปริมาณความต้องการน้ำ 1,408 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันตก พื้นที่ 0.78 ล้านไร่ มีความต้องการใช้น้ำ 623 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ พื้นที่ 0.27 ล้านไร่ ถือเป็นภาคที่มีพื้นที่ปลูกน้อยที่สุด และมีความต้องการใช้น้ำ ปริมาณเพียง 273 ล้าน ลบ.ม.

4 เขื่อนใหญ่เหลือใช้ 37%
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน กล่าวว่า ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำต่าง ๆ ตั้งแต่ในช่วงต้นฤดูแล้งปี 2562/63 อยู่ในเกณฑ์น้อย จากสภาพฝนปี 2562 ที่ตกน้อยกว่าค่าปกติ กรมชลประทานจึงต้องบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้และสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำด้านอุปโภคบริโภคให้มากที่สุด

ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่รวมกัน 38,046 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือ 50% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 14,337 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวม 9,242 ล้าน ลบ.ม. หรือ 37% ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้รวม 2,546 ล้าน ลบ.ม. และมีการระบายน้ำรวมกัน วันละ 19 ล้าน ลบ.ม.

เริ่มส่งน้ำให้ชาวนาแล้ว
เนื่องจากในปีที่ผ่านมาประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์น้อย ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรน้ำเพื่อปลูกข้าวนาปี รวมถึงในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง สำหรับพื้นที่ทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ แผนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 (ระหว่าง 1 พ.ค.-31 ก.ค. 2563) โดยเน้นจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศและพืชต่อเนื่อง รวม 1,656 ล้านลบ.ม.

ในส่วนของพื้นที่การเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำนั้น จากการคาดการณ์จะมีปริมาณน้ำคงเหลือในช่วงฝนทิ้งช่วงเพียง 436 ล้าน ลบ.ม. ทำให้สามารถส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกได้เฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ในพื้นที่เป้าหมาย 265,000 ไร่ เช่นเดียวกับเมื่อปี 2560 ปริมาณน้ำที่จัดสรร 310 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในรอบนี้ได้เริ่มทำการส่งน้ำเข้าทุ่งตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 และจะทยอยส่งน้ำตามแผนเข้าพื้นที่ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,029
สัตหีบวิกฤตหนักหลังภัยแล้งรุนแรงทำน้ำในอ่างฯ ใหญ่ 2 แห่งเริ่มแห้งขอด

เผยแพร่: 11 เม.ย. 2563

ศูนย์ข่าวศรีราชา - สัตหีบเริ่มวิกฤต ปัญหาภัยแล้งรุนแรงถึงขั้นน้ำในอ่างเก็บน้ำใหญ่ 2 แห่ง ทั้งอ่างเก็บน้ำห้วยตู้ และอ่างเก็บน้ำมาบประชัน เริ่มแห้งขอด จนชาวบ้านต้องหาซื้อน้ำจืดจากบ่อบาดาลเอกชน ประทังความเดือดร้อน

วันนี้ (11 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยตู้ ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว และอ่างเก็บน้ำมาบประชัน ต.โป่ง อ.บางละมุง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และยังเป็นแหล่งผลิตน้ำประปาให้แก่ชาวบ้านใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยพบสภาพอ่างเก็บน้ำทั้ง 2 แห่งมีลักษณะน้ำแห้งขอดจนเห็นพื้นดินแตกระแหง

เบื้องต้น หน่วยงานในพื้นที่โดยเฉพาะการประปาสัตหีบ ได้พยายามหาวิธีแก้ไขด้วยการขอความร่วมมือให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด และเฝ้ารอวันที่ฝนฟ้าบันดาลเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในอ่าง

ขณะที่วิกฤตภัยแล้งใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน เช่นเดียวกับการประปา ที่ไม่สามารถมีน้ำแจกจ่ายน้ำได้อย่างเพียงพอ ทำให้ชาวบ้านต้องหันมาซื้อน้ำจืดที่สูบจากบ่อบาดาลของเอกชนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันแล้ว

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,030
จีน : ย้อนรอยโครงการของจีนเกี่ยวกับแม่น้ำโขง

โครงการเกี่ยวกับแม่น้ำโขงของจีน
Image copyrightJIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI

คำบรรยายภาพโครงการปรับปรุงร่องน้ำโขง หรือระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาในสมัยรัฐบาล คสช. เมื่อปลายปี 2559 และยกเลิกอย่างเป็นทางการตามการให้สัมภาษณ์ของ รมว.ต่างประเทศ เมื่อปี 2562

เขื่อนกั้นแม่น้ำโขง 11 แห่ง ในประเทศจีนไม่ใช่โครงการใหญ่ชุดเดียวที่มหาอำนาจจีน ทำในแม่น้ำโขง แต่ยังมีโครงการอีกจำนวนหนึ่งในแถบลุ่มน้ำโขงที่จีนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง
เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีน ถูกพูดถึงกันมาอย่างยาวนานและก่อผลกระทบให้ชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำโขงในไทยที่ จ.เชียงราย ชายแดนไทย - ลาว ที่ต้องเผชิญกับภาวะน้ำโขงขึ้นลงผันผวนผิดธรรมชาติ และจนถึงขณะนี้จีนก็ก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงที่จีนถือเป็นสายน้ำในประเทศของตนเองชื่อแม่น้ำล้านช้าง เกิดขึ้นแล้วทั้งหมด 11 แห่ง
แต่สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของจีนอย่างไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม แม่น้ำสายนี้คือมหานทีหล่อเลี้ยงผู้คน กว่า 60 ล้านชีวิต

จนถึงขณะนี่้มีโครงการอะไรบ้างที่จีนลงมือทำไปแล้วในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนล่างนี้

เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีน 11 แห่ง

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยสติมสันเซ็นเตอร์ (Stimson Center) ในสหรัฐฯ ตีพิมพ์รายงานศึกษาเกี่ยวกับเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของจีนว่า เขื่อนแห่งแรกในจีน คือ เขื่อนม่านวาน (Manwan) ในมณฑลยูนนาน ก่อสร้างเสร็จเมื่อปี 1993 ส่วนเขื่อนแห่งที่ 11 ได้แก่ เขื่อนวุ่นอองหลง (Wunonglong) ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการเมื่อปลายปี 2008
หากดูตามแผนที่เส้นทางแม่น้ำโขงที่ไหลลงจากต้นกำเนิดในทิเบตผ่านจีนในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนจะเห็นได้ว่า เขื่อนทั้ง 11 แห่ง มีลักษณะเป็น "เขื่อนขั้นบันได" หรือ Lancang cascade ชื่อที่จีนใช้อ้างอิง ในแถลงการณ์ทางการทูต


ในบรรดาเขื่อน 11 แห่งนี้ เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ประเทศไทย องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) เห็นว่าเขื่อนที่สำคัญคือ "เขื่อนจิงหง" (Jinghong dam) ตั้งอยู่ในเมืองเชียงรุ้ง ดินแดนสิบสองปันนา เป็นเขื่อนตอนล่างสุดและใกล้ชายแดนไทยมากที่สุด คือห่างจากบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงรายราว 340 กิโลเมตร

แต่เขื่อนที่ก่อสร้างบนแม่น้ำในเขตประเทศจีนส่งผลกระทบต่อประเทศที่อยู่ถัดลงมาอย่างไร

และปัญหาที่ชาวบ้านริมแม่น้ำโขงใน อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ประสบมาเป็นเวลากว่า 25 ปี คืออะไร

เพียรพร ให้ข้อมูลว่า เขื่อนบนแม่น้ำโขงในจีนสามารถควบคุมระดับน้ำ ส่งผลกระทบให้ระดับน้ำ ในแม่น้ำโขงท้ายน้ำ บริเวณพรมแดนไทย- ลาว ผันผวนขึ้นลงไปตามการใช้งานของเขื่อนผลิตไฟฟ้าในจีน

โครงการเกี่ยวกับแม่น้ำโขงของจีน
Image copyrightJIRAPORN KUHAKAN/BBC THAIคำบรรยายภาพเกษตรกรรมริมแม่น้ำโขง หนึ่งในอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำขึ้นลงไม่เป็นไปตามฤดูกาล
ทั้งหน่วยงานที่ดูแลการจัดการน้ำของรัฐบาลไทยอย่างสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ก็เคยระบุว่าภาวะน้ำแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว แม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ และการเดินเครื่องทดสอบผลิตไฟฟ้า ของเขื่อนไซยะบุรีในลาว แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่ สนทช. ชี้แจงต่อสาธารณะ คือ การลดระดับการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหงในจีน ซึ่งทางการจีนได้แจ้งไทยอย่างเป็นทางการว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงการระบายน้ำในช่วงวันที่ 9-18 ก.ค.2562 เนื่องจากการดำเนินการบำรุงรักษา สายส่งไฟฟ้าของโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

"เขื่อนของจีนที่สร้างแล้ว ก็มีการปรึกษาหารือกันต่อไป เดี๋ยวนี้แม่น้ำโขงอาจจะไม่มีฤดูน้ำหลากหรือฤดูแล้งแล้ว มันอาจจะมีปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ฤดูฝนฤดูแล้งปั่นป่วน" นายอนุลัก กิตติคุน ผอ. ฝ่ายยุทธศาสตร์และหุ้นส่วน สำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง บอกกับบีบีซีไทย นอกรอบเวทีประชุมคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขงที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว

โครงการเกี่ยวกับแม่น้ำโขงของจีน
Image copyrightJIRAPORN KUHAKAN/BBC THAIคำบรรยายภาพแม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่าน อ.สังคม จ.หนองคาย เหือดแห้งจนเห็นสันดอนทรายกลางแม่น้ำ ภาพนี้บันทึกไว้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2562 ก่อนที่เขื่อนไซยะบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากจุดนี้ไปประมาณ 300 กม. จะเริ่มเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเมื่อ 29 ต.ค.
อายส์ ออน เอิร์ธ อิงค์ บริษัทวิจัยที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ทุนสนับสนุน เปิดเผยผลการศึกษาที่ชี้ว่าเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีนกักน้ำไว้ปริมาณมหาศาลในช่วงที่ประเทศลุ่มน้ำโขงประสบปัญหาภาวะภัยแล้งอย่างรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่ระดับปริมาณน้ำเฉลี่ยในจีนสูงกว่าประเทศที่อยู่ตอนล่าง

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ออกมาโต้แย้งผลการศึกษาดังกล่าว

"คำอธิบายที่ว่าการสร้างเขื่อนของจีนในแม่น้ำล้านช้าง (แม่น้ำโขง) เป็นสาเหตุที่ทำให้ปลายน้ำแห้งแล้ง เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล" กระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุในแถลงการณ์ที่ชี้แจงกับสำนักข่าวรอยเตอร์ และระบุอีกว่าเมื่อปีที่แล้วมณฑลยูนนานเผชิญปัญหาภัยแล้งรุนแรง และระดับน้ำที่กักไว้ในเขื่อนของจีนก็ลดระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์

นอกจากเขื่อนจีนแล้ว เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในลาว ที่มีนักลงทุนจากชาติอื่นที่ไม่ใช่จีน ก็ทำให้เกิดผลกระทบต่อแม่น้ำเช่นเดียวกัน เช่น เขื่อนไซยะบุรี ที่มีบริษัทซีเค พาวเวอร์ จำกัด เครือ ช.การช่าง เป็นผู้ก่อสร้าง เริ่มเดินเครื่องผลิตและขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อปลายปีที่แล้ว

"ระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง" เพื่อล่องเรือ 500 ตัน ผ่านไทยไปหลวงพระบาง

โครงการนี้มีร่องรอยริเริ่มครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2543-2548 จีนเริ่มระเบิดเกาะแห่งในแม่น้ำโขงบริเวณชายแดนจีน-เมียนมา และเมียนมา-ลาว

ทว่าโครงการนี้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งในช่วงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือน ธ.ค. 2559

โครงการเกี่ยวกับแม่น้ำโขงของจีน
Image copyrightWASAWAT LUKHARAN/BBC THAIคำบรรยายภาพเกาะแก่งขนาดใหญ่ในแม่น้ำโขง ต้องถูกระเบิดออกหากต้องการให้สามารพเดินเรือขนาดใหญ่ 500 ตันได้
โครงการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ระยะทาง 631 กม. ตั้งแต่มณฑลยูนนานประเทศจีน-เมียนมา ผ่านไทยไปถึงนครหลวงพระบางของลาว เพื่อขยายร่องน้ำให้เรือขนาด 500 ตัน แล่นไปมาได้ โดยโครงการศึกษานี้ได้รับเงินทุนจากจีน

คณะรัฐมนตรีของไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ประเทศ (ไทย ลาว เมียนมาและจีน) ที่ร่วมลงนามข้อตกลงให้มีการเดินเรืออย่างเสรีในแม่น้ำโขงได้เห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือฉบับดังกล่าว ปลุกให้การเดินหน้าสำรวจลำน้ำโขงที่เคยระงับไปฟื้นคืนมาอีกครั้ง

การเห็นชอบโครงการเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่รัฐบาลทหารชุดนี้กำลังเจรจาต่อรองเงื่อนไขการร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างโครงการรถไฟไทย-จีน

ในส่วนของแม่น้ำโขงในไทย เมื่อเดือน เม.ย. 2560 เรือสำรวจของจีนได้ล่องมาสำรวจเกาะแก่งแม่น้ำโขงในไทยรวม 15 จุด ระยะทางรวม 96 กม. ที่ จ.เชียงราย

โครงการเกี่ยวกับแม่น้ำโขงของจีน
Image copyrightGETTY IMAGES
โครงการนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากภาคประชาชนและกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่น เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนที่อาศํยอยู่ริมแม่น้ำ กระทบต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ พืชพันธุ์ สัตว์น้ำ และการประมง รวมถึงปัญหาการปักปันเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว

อย่างไรก็ตาม ในเดือน ธ.ค. ปีเดียวกัน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาล คสช. ได้ออกมาเปิดเผยว่าจีนอาจยุติโครงการนี้ และในที่สุดเมื่อเดือน มี.ค. 2562 นายดอน ได้เปิดเผยผลการหารือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ว่าจีนได้ยกเลิกโครงการนี้แล้ว

เขื่อนซำบอในกัมพูชา

ขณะนี้มีเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงที่อยู่ในแผนการก่อสร้างทั้งหมด 10 แห่งในจีน ลาว ไทย และกัมพูชา ในจำนวนนี้เขื่อนซำบอ ที่ จ.กระแจะ ประเทศกัมพูชา ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 2,600 เมกะวัตต์ มีบริษัท ไชนาเซาเทิร์นพาวเวอร์กริด วิสาหกิจด้านพลังงานจากจีน เป็นผู้ลงทุนหลัก

เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงการเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ประกาศว่าจะยังไม่ก่อสร้างเขื่อนพลังงานน้ำในแม่น้ำโขงเป็นระยะเวลา 10 ปี (2020-2030) ภายหลังหน่วยงานที่ปรึกษาของญี่ปุ่นแนะว่าควรหันไปพัฒนาพลังงานจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่า

การประกาศนี้เป็นผลให้กัมพูชาระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนซำบอ ที่จีนลงทุน และเขื่อนสตรึงเตรง ที่เวียดนามเป็นผู้ลงทุน ไว้ก่อน

โครงการเกี่ยวกับแม่น้ำโขงของจีน
Image copyrightAFP/GETTY IMAGESคำบรรยายภาพเขื่อนเซซาน 2 ตอนล่างในกัมพูชา แม้เป็นการก่อสร้างในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง แต่นักสิ่งแวดล้อมมองว่า ทำให้ระบบนิเวศของแม่น้ำทั้งลุ่มเปลี่ยนแปลงด้วย
อย่างไรก็ตาม จีนได้เข้าไปพัฒนาโครงการพลังงานในกัมพูชาหลายแห่งทั้งพลังงานน้ำและถ่านหิน อยู่ก่อนแล้ว และยังมีโครงการที่เปิดดำเนินการไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค.2018 คือ เขื่อนเซซาน 2 ตอนล่าง กั้นแม่น้ำเซซาน แม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงใน จ.สตรึงเตรง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา ซึ่งเป็นการร่วมทุนของกลุ่มโรยัลกรุ๊ปของกัมพูชา การไฟฟ้าจีน โดย China's Hydrolancang International Energy ร่วมลงทุน 51% และเวียดนาม

15/4/2563 จีนทำโครงการอะไรในแม่น้ำโขงบ้าง
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,031
ครม.เห็นชอบโครงการปรับปรุงประปาทั้งระบบจำนวน 9 โครงการวงเงิน 9.6 พันล้านบาท

15 เมษายน พ.ศ. 2563

15 เม.ย. 63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบในหลักการโครงการเพื่อการพัฒนาปี 2563 ของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จำนวนรวมทั้งสิ้น 9 โครงการ (ประกอบด้วยแผนงานโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยาย กปภ. จำนวน 8 โครงการ และแผนงานโครงการก่อสร้างปรับปรุงกิจการประปา จำนวน 1 โครงการ) วงเงินรวมทั้งสิ้น 9,629.991 ล้านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ โดยในการดำเนินโครงการฯ จะมีการดำเนินการปรับปรุงระบบประปาทั้งระบบ (ระบบน้ำดิบ ระบบผลิต ระบบจ่ายน้ำ และระบบอื่น ๆ) เพื่อตอบสนองความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น ปรับปรุงการให้บริการ และแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ไปพร้อมกัน และมีแผนบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย ประกอบด้วยกิจกรรมหลักคือ การบริหารจัดการแรงดัน การซ่อมท่อที่รวดเร็ว การสำรวจหาน้ำสูญเสียเชิงรุก การบริหารจัดการมาตรวัดน้ำ และให้ความสำคัญกับการปรับปรุงเส้นท่อซึ่งเป็นสาเหตุหลักของน้ำสูญเสียทั้งหมด ทั้งนี้ โครงการมีวงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 9,629.991 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินอุดหนุน 5,692.801 ล้านบาท เงินกู้ในประเทศ 1,897.599 ล้านบาท และเงินรายได้ของ กปภ. 2,039.591 ล้านบาท

นางนฤมล กล่าวต่อว่า ครม.ยังเห็นชอบโครงการเพื่อการพัฒนาปี 2562 ของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาปี 2562 ของ กปภ. จำนวน 5 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 2,121.144 ล้านบาทในการดำเนินโครงการฯ จะมีการก่อสร้างวางท่อส่งน้ำ ท่อจ่ายน้ำ ปรับปรุงเส้นท่อที่ชำรุดและวางท่อใหม่ในเขตจ่ายน้ำต่าง ๆ และพื้นที่ข้างเคียง ความยาวรวมทั้งสิ้นประมาณ 962.3 กิโลเมตร และมีระบบผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้น

โดยมีเป้าหมายกำลังผลิต เพิ่มขึ้นอีก 67,200 ลูกบาศก์เมตร/วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำ เพิ่มขึ้นอีก 46,728 ราย ทั้งนี้ โครงการมีวงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 2,121.144 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินอุดหนุน 1,237.722 ล้านบาท เงินกู้ในประเทศ 412.573 ล้านบาท และเงินรายได้ของ กปภ. 470.849 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายน้ำประปาในพื้นที่ที่ประสบปัญหาให้สามารถบริการน้ำประปาแก่ประชาชนได้เพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างพอเพียง เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค รวมถึงเพื่อบริหารจัดการลดน้ำสูญเสียในระบบผลิต – จ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,032
แล้งจัด! อ่างห้วยบง โคราช เหลือน้ำแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ วิกฤตสุดใน 15 ปี

16 เม.ย. 2563

วิกฤตภัยแล้งรุนแรง อ่างเก็บน้ำห้วยบง นครราชสีมา เหลือน้ำใช้ได้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ แล้งที่สุดในรอบ 15 ปี เจ้าหน้าที่ต้องปิดประตูน้ำ ห้ามเพาะปลูกเด็ดขาด

วันที่ 16 เม.ย. เจ้าหน้าที่จัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยบง ต.ประสุข อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา ได้ปิดประตูอ่างเก็บน้ำ งดจ่ายน้ำให้กับเกษตรกรที่มีพื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่ท้ายอ่างเก็บน้ำหลังพบว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยปริมาณน้ำภายในอ่างเก็บน้ำห้วยบง เหลือน้ำใช้การได้เพียง 1% จากความจุทั้งหมด 25 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกลงมาเหนืออ่างเก็บน้ำน้อยกว่าปีที่แล้ว ทำให้จำเป็นต้องงดจ่ายน้ำให้กับเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกท้ายอ่างเก็บน้ำ เพื่อเตรียมสำรองน้ำไว้ให้ชาวบ้านในตำบลประสุข ต.ชุมพวง จำนวนกว่า 800 หลังคาเรือน ไว้ใช้อุปโภคบริโภคตลอดช่วงฤดูแล้ง

แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ท้ายอ่างเก็บน้ำฯ ต่างหวั่นวิตกกลัวว่าจะไม่มีน้ำใช้อุปโภค-บริโภค เพราะปริมาณน้ำภายในอ่างเก็บน้ำห้วยบงไม่เคยแห้งขอดเช่นนี้มากว่า 15 ปีแล้ว นับเป็นปีที่ภัยแล้งยาวนานที่สุด และ หนักที่สุด หากไม่มีน้ำฝนลงมาเติมในอ่างเก็บน้ำภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ชาวบ้านในตำบลประสุขจะได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก



 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,033
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย

กรมชลประทาน เผย สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ มีปริมาณอยู่ในเกณฑ์น้อย พบ 25 แห่ง ต่ำกว่า 30%

23 เมษายน 2020

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(23 เม.ย.63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันประมาณ 34,368 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 11,056 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,779 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 35 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 2,083 ล้าน ลบ.ม.

ด้านผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ ปัจจุบัน (23 เม.ย.63) มีการใช้น้ำไปแล้ว 16,412 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 93 ของแผนจัดสรรน้ำฯ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้ว 4,415 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 98 ของแผนจัดสรรน้ำฯที่วางไว้ ในส่วนของอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่าง ปัจจุบันมีอยู่ 25 แห่ง เช่น เขื่อนภูมิพล จ.ตาก, เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์

สำหรับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2563 ได้วางแผนเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไว้ 2.31 ล้านไร่ ปัจจุบัน(ข้อมูล ณ วันที่ 22 เม.ย.63)มีการทำนาปรังไปแล้ว 4.21 ล้านไร่ เกินแผนฯไปแล้วร้อยละ 82 มีการเก็บเกี่ยวแล้ว 2.79 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุน มีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน แต่จากการสำรวจพบว่ามีการทำนาปรังไปแล้วประมาณ 1.98 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 1.81 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจาก แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองทำการเพาะปลูกกรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่ บริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ให้สามารถพร้อมใช้งานได้อยู่เสมอ กำจัดวัชพืชไม่ให้กีดขวางทางน้ำ รวมถึงตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ ยังบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในท้องที่ ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำและการดำเนินงานตามสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,034
โรงงานระยองวิกฤตขาดน้ำ ขอส่งน้ำคลองวังโตนดช่วย

วันที่ 23 เมษายน 2563


หอการค้าระยองร้องเหลือน้ำใช้แค่ต้น พ.ค. หลัง MOU ขอแบ่งน้ำจากคลองวังโตนดครบกำหนด วอนกรมชลฯเจรจาขอน้ำอีก 10-15 ล้าน ลบ.ม. สทนช.ปัด บอกยังมีน้ำเหลือใช้ทันฝนตก ส่วนโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม EEC ได้อีสท์วอเตอร์ส่งน้ำให้


ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกกลับมาวิกฤตอีกครั้ง หลังจากที่กรมชลประทานได้ทำข้อตกลงร่วมกัน (MOU) กับคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนด จ.จันทบุรี เพื่อขอแบ่งปันน้ำไปช่วยเหลือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ใน 3 จังหวัด (ระยอง-ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา) โดยใช้ระบบสูบน้ำผ่านสถานีสูบน้ำคลองวังโตนด ไปลงอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ในปริมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งครบระยะเวลาสูบน้ำตามที่ขอไปแล้ว (26 มีนาคม 2563)

ล่าสุดปรากฏ ณ วันที่ 21 เม.ย. 2563 ในภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำใช้การได้เหลือเพียง 189 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 13 โดยอ่างเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 6 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้การได้เหลือ “ต่ำกว่า” ร้อยละ 50 ได้แก่ เขื่อนนฤบดินทรจินดา 88 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 32, เขื่อนขุนด่านปราการชล 37 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 17, อ่างเก็บน้ำคลองสียัด 25 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 6%, อ่างประแสร์ 16 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 6%, อ่างบางพระ 13 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 12% และอ่างหนองปลาไหล 10 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 7% ท่ามกลางความกังวลกันว่า ฤดูฝนปีนี้มีแนวโน้มจะล่าออกไปจากเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ระดับน้ำในอ่างที่เหลืออยู่ตกอยู่ในขั้นวิกฤต

ระยองน้ำเหลือใช้แค่ต้น พ.ค
นายบุญยืน เลาหวิทยะรัตน์ เลขาธิการหอการค้าจังหวัดระยอง กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารการจัดการน้ำ ครั้งที่ 5/2563 (โครงการชลประทานระยอง) เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ใน 4 อ่างหลัก คือ ดอกกราย-หนองปลาไหล-คลองใหญ่-ประแสร์ คาดว่าจะเหลือปริมาณน้ำใช้การได้ถึงวันที่ 6 พฤษภาคมนี้เท่านั้น ดังนั้น ที่ประชุมจึงเห็นควรให้ชลประทานระยองประสานไปยังกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อส่งตัวแทนไปเจรจากับคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาคลองวังโตนด เพื่อขอแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด จังหวัดจันทบุรี มาลงอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง อีกครั้งในปริมาณประมาณ 10-15 ล้านลูกบาศก์เมตร ในช่วงสัปดาห์หน้า

ขณะที่จังหวัดระยองมีความต้องการใช้น้ำวันละ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันทางโรงงานอุตสาหกรรมเดือดร้อนกันหนัก หากอนาคตโครงการ EEC เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมแล้ว ความต้องการใช้น้ำต่อวันจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัญหาจะยิ่งหนักกว่านี้ เพราะแหล่งน้ำหลักของระยองจะรอฝนตกเพียงอย่างเดียว

“ผมมีแนวคิดว่า เราควรตอบแทนชาวจันทบุรี ซึ่งปัจจุบันหลายพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลอ่างเก็บน้ำ ดังนั้นพวกโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำหล่อเย็นปริมาณมาก โรงงานปิโตรเคมีทั้งหลาย และบริษัทอีสท์วอเตอร์ ที่สูบน้ำไปขายให้โรงงานอุตสาหกรรม ควรจัดสรรเงินไปทำ CSR สนับสนุนการทำโครงการวางท่อผันน้ำให้หมู่บ้านต่าง ๆ ในจังหวัดจันทบุรี ที่อยู่ห่างไกลให้มีน้ำใช้เพียงพอก่อน น้ำที่เหลือจะได้ผันมาช่วยชาวระยองและชลบุรีได้ โดยคนจันทบุรีไม่เดือดร้อน”

ด้านนายสงวน แสงวงศ์กิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในจังหวัดระยองน่าเป็นห่วงมาก ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ยังเป็นระดับที่วิกฤต ประกอบกับในภาคอุตสาหกรรมมีการดึงน้ำไปให้จังหวัดชลบุรี อีกประมาณ 600,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน รวมน้ำใช้ทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร

เกาะสีชัง-พนัสนิคมแล้งหนัก
นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวถึงปริมาณน้ำในจังหวัดชลบุรีเริ่มลดลงมาก คาดว่าจะมีใช้ได้แค่ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ขณะนี้ได้มีการสูบน้ำจากอ่างคลองหลวง เข้าไปอ่างบางพระ ประมาณ 4.7 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำที่เหลือในอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 11 แห่ง มีอยู่ 294 ล้านคิว ส่วนน้ำที่ใช้ในภาคการเกษตร ซึ่งมีแหล่งน้ำสาธารณะทั้งจังหวัดเหลือประมาณ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยพื้นที่ประสบภัยแล้งหนักสุดในจังหวัด คือ เกาะสีชัง กับ อ.พนัสนิคม

สทนช.บอกให้ระยองช่วยตัวเอง
ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวยืนยันว่า ยังไม่มีการเจรจาขอน้ำจากคณะกรรมการลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี เพิ่มเติม หลังจากขอมารอบแรกครบ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรไปแล้ว สถานการณ์ขณะนี้ขอความร่วมมือให้แก้ไขใน จ.ระยองเองก่อน รวมทั้งเจรจาเอกชนเพิ่มเติม ประกอบกับกรมฝนหลวงได้ทำการปฏิบัติการจนได้รับน้ำ

“ซึ่งยังเพียงพอ ไม่ต้องขอน้ำอีก”
และบางส่วนมีการดึงน้ำบางปะกงจนถึงสิ้นมิถุนายนยังสามารถแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ยังได้หารือกับบอร์ด EEC และการนิคมอุตสาหกรรม ให้เร่งรัดศึกษาแนวทางลงทุนในการผันน้ำทะเลมาเป็นน้ำจืด เพื่อเป็นน้ำสำรองในอนาคตสำหรับพื้นที่ EEC โดยก่อนหน้านี้มีนักลงทุนจีนสนใจอาจใช้ 2 แนวทาง คือ PPP กับสัมปทาน

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์วอเตอร์ กล่าวว่า ได้จัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมจาก “บ่อดินเอกชน” เข้ามาเสริมในพื้นที่ชลบุรี และฉะเชิงเทรา พร้อมทั้งเร่งดำเนินการเพื่อซื้อแหล่งน้ำจากเอกชน การเตรียมความพร้อมระบบสูบน้ำสระสำรองที่ดำเนินการแล้ว รวมทั้งโครงการด้านน้ำต่าง ๆ ในพื้นที่

EEC ต้องลดใช้น้ำ 10%
นายภคิน ชลรัตนหิรัญ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิคมในพื้นที่ จ.ชลบุรี ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้งเล็กน้อย เนื่องจากมีจำนวนโรงงานยังไม่เต็มพื้นที่ โดยนิคมซื้อน้ำจากอีสท์วอเตอร์ ซึ่งทางอีสท์วอเตอร์ลดกำลังการผลิตลง บวกกับรัฐบาลมีมาตรการให้โรงงานในนิคมลดการใช้น้ำลง 10% การหาน้ำมาทดแทนส่วนที่หายไปแม้จะไม่มาก แต่จำเป็นที่จะต้องบริหารน้ำให้เพียงพอ ซึ่งปัจจุบันใช้น้ำอยู่ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร จึงลงทุนสร้างระบบพัฒนาน้ำขึ้นมาใหม่เมื่อต้นปี 2563 โดยการนำน้ำเสียกลับมารีไซเคิลเก็บไว้ใช้ทั้งในนิคมและโรงงาน ส่วนนิคมที่ จ.ระยองไม่ได้ซื้อน้ำจากอีสท์วอเตอร์ จึงไม่ได้รับผลกระทบ

แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะยืนยันว่า ปริมาณน้ำมีเพียงพอตลอดฤดูแล้ง 2563 และเร่งเจรจาซื้อน้ำจากแหล่งน้ำเอกชนปริมาณ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ต้องขอความร่วมมือลดการใช้น้ำจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ต้องลดการใช้น้ำลง 10% ลดการใช้น้ำของโรงไฟฟ้าเอกชนโดยให้เดินระบบ stand by หรือเดินระบบเท่าที่จำเป็น


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,035
บิ๊กป้อม สั่งหน่วยงาน บูรณาการกำจัดผักตบชวา เปิดทางน้ำช่วยแก้แล้ง


24 เม.ย. 2563


บิ๊กป้อม ประชุมคอนเฟอเรนซ์สั่งการหน่วยงานรัฐ บูรณาการร่วมกำจัดผักตบชวาและวัชพืช เปิดทางระบายน้ำช่วยแก้แล้ง


วันที่ 24 เม.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคอนเฟอเรนซ์ แผนการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชเพื่อเตรียมการรับน้ำหลากในฤดูฝน ปี 2563 ครั้งที่ 1/2563 ณ ห้องประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ชั้น 4 อาคารจุฑามาศ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย

กระทรวงมหาดไทยกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กองทัพบก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) พร้อมทั้งได้ประชุมผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง ประกอบด้วย จังหวัดปทุมธานี นครปฐม นครนายก ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สิงห์บุรี สมุทรสาคร อ่างทอง ชัยนาท และพระนครศรีอยุธยา ด้วย

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ผักตบชวาและวัชพืชในแม่น้ำจัดเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เป็นอุปสรรคในการเร่งระบายน้ำทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝนที่สำคัญ ที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหานี้มาโดยตลอดและมีการติดต่อผลการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการประชุมในวันนี้เพื่อติดตามแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชในแม่น้ำสายหลักและแหล่งน้ำที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งผลการดำเนินการ ประจำปี 2562 และ 2563 และเพื่อพิจารณาการเตรียมความพร้อมในการรับน้ำหลากช่วงฤดูฝนปี 2563



ซึ่งได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการ บูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา เป็นผู้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนภายใต้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA ที่แสดงการสะสมของผักตบชวาและวัชพืชในแม่น้ำสายหลักและแหล่งน้ำเชื่อมโยง จำนวน 25 จุด ให้หน่วยงานรับผิดชอบหลัก จำนวน 4 หน่วยงานเพื่อจัดทำแผนดำเนินการก่อนฤดูฝน ได้แก่ 1. กรมชลประทาน จำนวน 16 จุด 2. กรมเจ้าท่า จำนวน 4 จุด 3. กรมโยธาธิการและผังเมือง จำนวน 3 จุด และ 4.กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน 2 จุด

โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดังกล่าวเร่งรัดดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝนนี้ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับนายอำเภอในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ ให้เร่งรัดติดตามการจัดเก็บผักตบชวาในแหล่งน้ำด้วยเรือท้องแบนที่ได้จัดซื้อให้ โดยขอให้ท้องถิ่นมีการจัดเก็บทุกวันอย่างต่อเนื่อง และรวบรวมผลการดำเนินงานให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ทราบทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน ส่วนการดำเนินการของชมรมคนริมน้ำขอให้นายอำเภอไปทำการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมวันนี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในครั้งต่อไป ด้วยการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA มาบูรณาการให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบนำไปวางแผนและแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีความสะดวก รวดเร็ว และคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ทั้งยังสามารถประหยัดงบประมาณในการสำรวจการสะสมของผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำต่างๆ โดยขอให้ GISTDA ส่งข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมการสะสมของผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำต่างๆ เขตลุ่มน้ำภาคกลาง ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ทุก 15 วันเพื่อแจ้งให้หน่วยงานรับผิดชอบหลักนำไปจัดทำแผนดำเนินการ ทั้งนี้ ให้ทั้งสองหน่วยงานประสานการแบ่งปันข้อมูลร่วมกันและรายงานผลให้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติทราบต่อไป

ด้านนายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวเพิ่มเติมว่าคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ได้แบ่งพื้นที่ดำเนินการเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางและพื้นที่แหล่งน้ำปิดและแหล่งน้ำเชื่อมโยง โดยพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางมี 4 หน่วยงานหลักรับผิดชอบ ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง รับผิดชอบในแม่น้ำท่าจีน (ตั้งแต่ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยาลงมา) และแม่น้ำแม่กลอง กรมชลประทาน รับผิดชอบในแม่น้ำเจ้าพระยา (เหนือเขื่อนเจ้าพระยา) แม่น้ำท่าจีน (ตั้งแต่ประตูระบายน้ำพลเทพถึงประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา) แม่น้ำน้อย (ตั้งแต่ประตูระบายน้ำบรมธาตุ ถึง ประตูระบายน้ำเจ้าเจ็ด)แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำนครนายก และแม่น้ำบางปะกง กรมเจ้าท่า รับผิดชอบในแม่น้ำเจ้าพระยา (จากเขื่อนเจ้าพระยา ถึงกรุงเทพฯ) แม่น้ำน้อย (ตั้งแต่ประตูระบายน้ำเจ้าเจ็ดเชื่อมถึงแม่น้ำเจ้าพระยา) แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำสะแกกรัง และกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบในแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯ รวมถึงคลองสาขา

ในเขตกรุงเทพฯ ส่วนแหล่งน้ำปิดและแหล่งน้ำเชื่อมโยงทั่วประเทศให้บูรณาการร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่กับหน่วยงานหลักที่มีเครื่องจักร ได้แก่ อปท, ชป, จท, ยผ, หน่วยงานทหาร ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดหาเรือท้องแบนแบบติดเครื่องยนต์ จำนวน 790 ลำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้ในการกำจัดผักตบชวา และกรมการปกครอง ได้จัดตั้งชมรมคนริมน้ำจำนวน 7,608 ชมรม มีสมาชิกจำนวน 1,424,050 คน

สำหรับในปีงบประมาณ 2562 มีผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชทั่วประเทศของทุกหน่วยงานร่วมกัน สามารถกำจัดได้ทั้งหมด 4,646,622 ตัน และปีงบประมาณ 2563 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – 17 เมษายน 2563 สามารถกำจัดได้แล้ว จำนวน 1,411,156 ตัน ทั้งนี้ การกำจัดผักตบชวาและวัชพืชเป็นหนึ่งในมาตรการในการบริหารจัดการน้ำควบคู่กับมาตรการอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เป็นการเปิดทางน้ำ ให้น้ำสามารถไหลเวียน การบริหารจัดการน้ำทำได้สะดวกทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝน อีกทั้งยังเป็นการรักษาคุณภาพน้ำในแม่น้ำและแหล่งน้ำให้อยู่ในค่ามาตรฐานอีกด้วย

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,036
กรมชลฯสั่งงดสูบ2 เขื่อนหวั่นเชียงใหม่น้ำไม่พอ

24 เมษายน 2563

กรมชล คุมเข้มงดสูบน้ำเสาร์-อาทิตย์ จากเขื่อนแม่งัด – แม่กวง ไม่เลี้ยงปลาลำน้ำปิง ย้ำเมืองเชียงใหม่ต้องมีน้ำกิน-ใช้พอตลอดแล้ง

นาย ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากช่วงฤดูฝนปี 2562 จังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั้งจังหวัดเพียง 911 มิลลิเมตร น้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 22 % จากค่าเฉลี่ย 1,168 มิลลิเมตร ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมไปถึงแม่น้ำสายต่างๆ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยกระทบต่อปริมาณน้ำดิบที่จะใช้ในการผลิตประปาหลายแห่ง

กรมชลประทานได้ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้ง โดยใช้น้ำต้นทุนจาก 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 46.56 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) หรือ 18% ของความจุอ่างฯ

และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 60.60 ล้าน ลบ.ม. หรือ 23% ของความจุอ่างฯ รวมทั้งใช้น้ำจากอ่างขนาดกลางอีก 12 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 22 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งได้มีการวางแผนจัดสรรน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภคในเขตชลประทานไว้อย่างเพียงพอไปจนถึงต้นฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ภายใต้เงื่อนไขที่ทุกฝ่ายต้องร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด

สำหรับมาตรการรับมือภัยแล้ง ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ปฏิบัติตามแผน อาทิ การขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนปฏิบัติตามมาตรการและแผนการใช้น้ำชลประทานอย่างเคร่งครัด การกำหนดให้มีการใช้น้ำในคลองส่งน้ำได้ตั้งแต่วันจันทร์ เวลา 09.00 น. ถึงวันศุกร์ เวลา 18.00 น. และหยุดใช้น้ำในวันเสาร์ถึงวันอาทิตย์ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าสามารถสูบน้ำได้ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ไม่เกินวันละ 10 ชั่วโมง และให้งดสูบน้ำในวันเสาร์และอาทิตย์ สถานีสูบน้ำของการประปาส่วนภูมิภาคและการประปาส่วนท้องถิ่น สามารถทำการสูบน้ำได้ตามปกติตามแผนที่ได้เสนอกรมชลประทานไว้แล้ว

พร้อมกับขอความร่วมมือให้งดการเลี้ยงปลาในกระชังทั้งในแม่น้ำปิง คลองส่งน้ำ และเหมืองส่งน้ำ ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 2562 ถึงวันที่ 15 พ.ค. 2563 รวมทั้ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลอง หรือแหล่งน้ำต่างๆ เนื่องจากจะทำให้ต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อเจือจางน้ำเสีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่จะใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศตลอดฤดูแล้งนี้

ส่วนของการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติภัยแล้งของจังหวัดเชียงใหม่ นั้น ได้มีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติภัยแล้งไปแล้ว 10 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ฝาง อ.เชียงดาว อ.แม่อาย อ.แม่แตง อ.สันป่าตอง อ.ฮอด อ.อมก๋อย อ.ดอยหล่อ อ.กัลยาณิวัฒนา และ อ.ดอยเต่า พื้นที่ประสบภัย 18 ตำบล 216 หมู่บ้าน 67,608 ครัวเรือน

กรมชลประทาน ได้สนับสนุนเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ เข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยรถบรรทุกน้ำ ได้มีการนำน้ำไปแจกจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค(ตั้งแต่ 1 - 22 เม.ย. 63) รวมปริมาณน้ำกว่า 746,000 ลิตร นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร กลุ่ม ไม้ผล ไม้ยืนต้น รวมกว่า 5,000 ไร่ ปริมาณน้ำที่สูบสะสมรวมประมาณ 2,505,000 ลบ.มทั้งนี้จะดำเนินการช่วยเหลือไปจนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนหรือมีฝนตกชุกในพื้นที่สม่ำเสมอ

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,039
ทุ่ม 2 หมื่นล้าน กู้วิกฤติน้ำอีสานตอนบน ตามแผน ‘ห้วยหลวงตอนล่างโมเดล’

29 เม.ย. 2563

ชาวบ้านในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างที่อาศัยใน 7 อำเภอ 2 จังหวัด ได้แก่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และ อ.เมือง อ.หนองหาน อ.พิบูลย์รักษ์ อ.เพ็ญ อ.บ้านดุง และ อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.35 ล้านไร่ ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นที่ลุ่มต่ำ เป็นแอ่งกระทะอยู่ใกล้แม่น้ำโขง พอช่วงฤดูฝนน้ำในแม่น้ำโขงจะสูงกว่าระดับน้ำในลำน้ำห้วยหลวง ทำให้มวลน้ำในลำน้ำห้วยหลวงไม่สามารถระบายลงสู่แม่น้ำโขงได้ สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่กว่า 90,000 ไร่ มูลค่าความเสียหาย 250 ล้านบาท/ปี ส่วนฤดูแล้งน้ำในลำน้ำห้วยหลวงมีระดับค่อนข้างต่ำ ไม่มีอาคารบังคับน้ำ ทำให้ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

อุทกภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 ทำให้มีน้ำท่วมพื้นที่มากที่สุดถึง 215,147 ไร่ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ราบลุ่มซึ่งมักจะประสบกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปีจนพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย หลายครัวเรือนจึงเปลี่ยนมาทำนาปรังหลังน้ำลดแทน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนในลุ่มน้ำห้วยหลวง แต่ในช่วงฤดูแล้งประชาชนก็ยังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอยู่เช่นเดิม เนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำ ต้องอาศัยน้ำจากลำน้ำห้วยหลวงเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูทำนาปรังระดับน้ำในลำน้ำห้วยหลวงจะเริ่มลดลง ทำให้นำน้ำขึ้นมาใช้ลำบากขึ้น แม้จะมีประตูระบายน้ำลงแม่น้ำโขง แต่เก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำได้เต็มที่เพียง 60 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่านั้น เพราะน้ำจะบ่าท่วมพื้นที่สองฝั่งได้ โดยสรุปปีหนึ่งๆ ห้วยหลวงปล่อยน้ำลงแม่น้ำโขงร่วม 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อทั้ง 2 จังหวัด ที่ยังคงเผชิญปัญหาน้ำท่วมและขาดแคลนน้ำซ้ำซาก

ปี พ.ศ. 2557 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการจ้างสถาบันแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างอย่างเต็มศักยภาพ โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการศึกษาทุกขั้นตอน ซึ่งศึกษาแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2558 ผลการศึกษาสามารถบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งให้กับชาวบ้านในพื้นที่ช่วงฤดูฝน 315,195 ไร่ และพื้นที่ช่วงฤดูแล้ง 250,000 ไร่


ปี พ.ศ. 2559 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปสาธารณรัฐเกาหลี ในการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง สาธารณรัฐเกาหลี – ราชอาณาจักรไทย ได้มีการกล่าวถึงความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในประเด็นการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งไทยได้แจ้งความคืบหน้าการจัดทำแผนโครงการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการฉบับใหม่ และได้เชิญชวนรัฐบาลเกาหลีใต้เข้าร่วมดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย ในรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยการหารือกับทางเกาหลีใต้ ได้ข้อสรุปว่า ควรเพิ่มเครื่องสูบน้ำบริเวณสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองเพื่อเร่งระบายลงแม่น้ำโขงในช่วงฤดูฝน ปรับปรุงประตูระบายน้ำในลำน้ำห้วยหลวง จำนวน 3 แห่ง และก่อสร้างพนังกั้นน้ำ เพื่อควบคุมน้ำ ในฤดูแล้งสามารถสูบน้ำจากแหล่งเก็บกักน้ำตามลำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา กระจายน้ำให้กับพื้นที่เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรได้ และมีข้อเสนอแนะให้ ริเริ่มระบบควบคุมอุทกภัยแบบอัจฉริยะ ซึ่งเป็นระบบแสดงข้อมูล และประมวลผลแบบเรียลไทม์ เพื่อการพยากรณ์อากาศและการเกิดอุทกภัย

วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการดำเนิน “โครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำห้วยหลวงตอนล่าง” จังหวัดหนองคาย เนื่องจากมีความพร้อมและไม่ติดปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่กระทบกับแม่น้ำโขง โดยมอบหมายให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบ เร่งดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ระยะเวลาดำเนินโครงการ 9 ปี (พ.ศ.2561-2569) แต่เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สั่งเร่งรัดโครงการให้เร็วขึ้น โดยกรมชลประทานจึงปรับแผนให้เร็วขึ้นเหลือเพียง 7 ปี เพื่อใช้ประโยชน์เร็วขึ้น วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 21,000 ล้านบาท

ดร. ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่วาว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง มีแผนงานก่อสร้างหัวงานโครงการจำนวนทั้งสิ้น 36 หัวงาน ตั้งอยู่ตามลำน้ำห้วยหลวง โดยมีที่ทำการหลักตั้งอยู่ที่บ้านแดนเมือง ตำบลวัดหลวง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย โดยมีการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำหลักและลำน้ำสาขา และก่อสร้างระบบการจายน้ำสู่พื้นที่เพาะปลูก ประกอบด้วย 5 งานหลัก คือ

  1. สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง เพื่อสูบน้ำจากลำน้ำห้วยหลวง ระบายลงสู่แม่น้ำโขงช่วงฤดูน้ำหลาก สามารถลดพื้นที่และระยะเวลาของการท่วมขัง โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบ Vertical Mixed Flow Pump ขนาด 15 ลูกบาศก์ เมตร/วินาที จำนวน 10 เครื่อง รวมอัตราสูบน้ำสูงสุด 150 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เพื่อช่วยควบคุมปริมาณน้ำและรับน้ำในช่วงน้ำหลาก เร่งระบายน้ำลงสู่ แม่น้ำโขง และเพิ่มปริมาณน้ำแก่ลำน้ำห้วยหลวงในฤดูแล้ง
  2. พนังกั้นน้ำช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำน้ำห้วยหลวงความยาวรวม 47.02 กม. – พนังกั้นน้ำเดิมยาว 18.60 กม. – พนังกั้นน้ำใหม่ยาว 28.42 กม. เพื่อช่วยป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนว เขตน้ำท่วม
  3. อาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา 15 แห่ง – อาคารตามลำนำสาขา 12 แห่ง – อาคารตามลำนำห้วยหลวง 3 แห่ง เพื่อควบคุมปริมาณน้ำและรับน้ำในช่วงน้ำหลาก เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ
  4. ระบบส่งน้ำชลประทานขนาดกลางจำนวน 13 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 315,195 ไร่ – ระบบโครงข่ายน้ำชลประทานเดิม 1 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ไร่ – ระบบโครงข่ายน้ำชลประทานใหม่ 12 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 300,195 ไร่ เพื่อกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตจังหวัดหนองคายและอุดรธานี
  5. ระบบควบคุมอุทกภัยแบบอัจฉริยะ เป็นระบบแสดงข้อมูลและประมวลผลแบบเรียลไทม์ เพื่อการพยากรณ์อากาศ คาดการณ์ปริมาณน้ำและโอกาสเกิดอุทกภัย ซึ่งจะช่วยให้สามารถบริหารจัดการโครงการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ประโยชน์อันมหาศาลที่ชาวบ้านในละแวกนั้นจะได้รับ หลังจากโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำห้วยหลวงตอนล่างดำเนินการเป็นที่แล้วเสร็จ คือ สามารถลดพื้นที่น้ำท่วมในเขต จ.หนองคายและ จ.อุดรธานี ได้ 54,390 ไร่ มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นในลำน้ำห้วยหลวงและแก้มลิงต่างๆ จำนวน 245.87 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค การเกษตร การปศุสัตว์ การอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม จำนวน 15,000 ไร่ และสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่ จำนวน 300,195 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 37 ตำบล 7 อำเภอ 2 จังหวัด จำนวน 284 หมู่บ้าน 29,835 ครัวเรือน ส่วนในฤดูแล้งสามารถ ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 250,000 ไร่ สามารถพัฒนาเป็นแหล่งประมงสำหรับเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ราษฎรได้บริโภคและเป็นรายได้เสริม หรือมีนโยบายพัฒนาภูมิทรรศน์โดยรอบเพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในอนาคต

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #3,040
พายุฤดูร้อนถล่มทั่วกรุง ฝนหนักตกซู่เดียวน้ำท่วมหลายพื้นที่-รถติดหนึบ

29 เม.ย. 2563

พายุฤดูร้อนถล่มทั่วกรุง ฝนหนักตกซู่เดียวน้ำท่วมหลายพื้นที่-รถติดหนึบ ถ.วิภาวดีใกล้ 5 แยกลาดพร้าวน้ำท่วมสูง รัชดาภิเษกก็อ่วม หน้าศาลอาญาท่วมหนัก

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 11.30 น. พื้นที่กรุงเทพมนคร (กทม.) และปริมณฑล มีฝนเล็กน้อยสลับตกหนัก นอกจากนี้ ยังทำให้การจราจรติดขัด และก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ประชาชนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนต่างไปวิ่งรถในเลนขวากันส่วนมาก เพราะในช่องทางด้านซ้ายน้ำท่วมขังในผิวการจราจรหลายพื้นที่

ต่อมา 12.00 น. มีรายงานว่า มีฝนตกเขตคลองประเวศ สะพานสูง สวนหลวง วัฒนา ห้วยขวาง ดินแดง วังทองหลาง ลาดพร้าว จตุจักร หลักสี่ บางซื่อ บางพลัด ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา บางกอกน้อย ต่อเนื่อง อ.บางกรวย อ.ปากเกร็ด เมืองนนทบุรี เคลื่อนตัวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แนวโน้มคงที่

ถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้าช่วงก่อนถึงแยกสุทธิสาร น้ำท่วมขัง ถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้5 แยกลาดพร้าว มุ่งหน้าไปดอนเมือง น้ำท่วมขังเหตุฝนตกหนัก ถ.รัชดาภิเษก หน้าศาลอาญา มีน้ำท่วมขังสูง ขณะที่ภายในซอยเฉยพ่วง ธ.ทหารไทยสำนักงานใหญ่ ฝนตกหนักน้ำท่วมซอย

 
3021 - 3040 of 3068 Posts
Top