SkyscraperCity banner

1 - 20 of 2890 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #1 (Edited)
สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย http://www.thailog.org/

cr. กรมการขนส่งทางราง 2562




เปิดแผนโลจิสติกส์ 5 ปี เน้นเปิดด่านสู่เมียนมา

นักวิชาการเปิดแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ ปี 65-69 เน้นเปิดด่านเชื่อมโยงเมียนมา
หลังมุ่งแต่ลงทุนด้านฝั่งตะวันออก เผยเอกชนเมินด่านในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
แนะควรปรับการบริหารเป็นแบบเอกชน

อาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2561 เวลา 11.30 น.


นายพงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ เช่น
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)
อยู่ระหว่างหารือเรื่องร่างแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์แห่งชาติช่วง 5 ปีถัดไป
ระหว่างปี 65-69 ซึ่งแผนฉบับนี้จะเน้นการเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยเฉพาะประเทศเมียนมา เพราะในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา
แผนการลงทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยส่วนใหญ่จะล้อตาม ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)
ที่เน้นเชื่อมโยงกับฝั่งตะวันออก เช่น ประเทศลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้
เมื่อเมียนมาเปิดประเทศ จึงมีแค่เพียง 1 ด่านเท่านั้นที่เชื่อมโยงกับประเทศไทย

นายพงษ์ชัย กล่าวต่อว่า
จากนี้ประเทศไทยจึงต้องเน้นการเชื่อมโยงและเปิดด่านในฝั่งตะวันตกให้มากขึ้น เช่น
การเดินหน้าเจรจาเปิดด่านถาวรสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์
เพราะก่อสร้างถนนต่อไปอีกเพียง 60-70 กิโลเมตร ก็จะเชื่อมถึงเมืองมะริด,
ด่านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ที่สามารถเชื่อมต่อไปถึงทวาย, การพัฒนาด่านห้วยต้นนุ่น
จ.แม่ฮ่องสอน, ด่าน จ.เชียงใหม่
โดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA
สามารถเป็นแหล่งเงินกู้ให้ฝ่ายเมียนมา ลงทุนสร้างถนน เพราะเป็นการเชื่อมพรมแดนบนบก
แตกต่างจากฝั่งตะวันออกที่ต้องลงทุนสะพานเพื่อข้ามแม่น้ำ
นอกจากนี้จะเพิ่มประเด็นเกี่ยวกับระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาลด้วย


นายพงษ์ชัย ยังกล่าวถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 แห่งว่า
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนเขตเศรษฐกิจทั้ง 10 แห่งมีความคืบหน้าไปมาก
ทั้งการลงทุนด่านชายแดนที่มีวงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท
และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ แต่เมื่อเปิดให้เอกชนแสดงความสนใจ
กลับพบว่ามีผู้ประกอบการแสดงความสนใจจะลงทุนตั้งโรงงานหรือฐานการผลิตน้อย
ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมประเภทสินค้าผ่านแดน
ซึ่งสาเหตุมาจากประเทศเพื่อนบ้านได้ส่งเสริมการลงทุนลักษณะคล้ายกัน
แต่ค่าแรงงานในประเทศเพื่อนบ้านถูกกว่า

นายพงษ์ชัย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้นักลงทุนยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร
(GSP) แต่ประเทศไทยถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีกับสหรัฐอเมริกากว่า 3,000 รายการ
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเสื้อผ้า อาหารกระป๋อง และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ขณะเดียวกันการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษในต่างประเทศจะใช้การบริหารแบบเอกชน เช่น
เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาของประเทศเมียนมา
มีอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเองและจ้างผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นมาช่วยดูแล
แตกต่างจากของประเทศไทยที่ใช้การบริหารแบบราชการมากกว่า
ถ้าหากมีการปรับปรุงประเด็นเหล่านี้ก็จะดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น

https://www.dailynews.co.th/economic/620038


ครม. ผ่านแผนโลจิสติกส์ ฉบับที่ 3 ตั้งเป้าปี’64 ต้นทุนคิดเป็นสัดส่วน 12% ของจีดีพี

วันที่ 15 สิงหาคม 2560 - 21:13 น.

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2560 -2564) จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งการดำเนินการในระยะที่ 1 ของการขับเคลื่อนการพัฒนาโลจิสติกส์อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีเป้าหมายคือการเป็นชาติการค้าและบริการเพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2579

ภายใต้แผนนี้มีตัวชี้วัดคือ 1. ดัชนีความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ขึ้นในปี 2563 2. ประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกทางการค้าของไทยอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นในปี 2564

3. ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ณ ราคาประจำปีในปี 2564 4. จำนวนธุรกรรมการให้บริการการนำเข้าและส่งออกด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็น 100% ในปี 2564


ทั้งนี้ แนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาโลจิสติกส์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้กำหนดกรอบการดำเนินการเป็น 3 ระยะคือ 1.ระยะ 1-5 ปี คือ แผนยุทธศาสตร์ที่เสนอมาครั้งนี้ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ 2560-2564) 2.ระยะ 5-10 ปี ผลักดันการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าในอนุภูมิภาคและภูมิภาคเชื่อมโยงการประกอบธุรกรรมทางการค้ารูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-อมเมิร์ซ) พัฒนาระบบโลจิสติกส์สู่การเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ อี-โลจิสติกส์ อย่างสมบูรณ์ ขจัดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางด้านโครงสร้าง 3. ระยะ 20 ปีมุ่งสู่ความเป็นชาติการค้าและบริการของประเทศไทยที่ได้กำหนดไว้ในทิศทางและตำแหน่งยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศด้วยการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีความสามารถในการแข่งขันได้บนเวทีโลกสร้างประโยชน์จากห่วงโซ่มูลค่าในภูมิภาคและใช้ฐานเศรษฐกิจดิจิตอลและการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของตนเอง

“ครม. เห็นชอบแผนนี้ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบในการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ให้สำเร็จ และใช้ประโยชน์ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด และรายงาน สศช.เพื่อบูรณาการการดำเนินการในภาพรวม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ และยกระดับประสิทธิภาพระบบอำนวย ความสะดวกทางการค้าให้ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนพัฒนาปัจจัยสนับสนุน เช่น พัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ให้มีมาตรฐาน เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ประเทศไทย มีความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกทางการค้ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยมีศักยภาพการประกอบธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ”

https://www.khaosod.co.th/economics/news_474256
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #2 (Edited)
DHL unveils its new Suvarnabhumi Service Centre New facility further strengthens DHL’s market-leading position in Thailand

Hill & Knowlton 11/04/2007 11:19 น.


DHL, the world’s leading express and logistics company, today unveiled its new Suvarnabhumi Service Centre which will provide service coverage in 5 provinces. The new robust site will help facilitate rapidly growing trade in the eastern seaboard of Thailand as well as reinforces DHL’s commitment to Thailand and the region.

Mr. Herbert Vongpusanachai, Managing Director, DHL Express Indochina said, “This new facility is part of DHL’s over US$1.7 billion investment in the Asia Pacific region, following the recent inauguration of state-of-the-art Bangkok Hub at Suvarnabhumi International Airport to support the continuation of business growth in Thailand. This site will ensure that DHL is well positioned to support both current and future customer needs with our internationally recognized outstanding levels of service reliability and to give them the best competitive advantage.”

The new site located on Bangna – Trad Road (KM 16.5) in Bangphli District is 14th service centre in the country. Measuring a total area of more than 2,200 square meters, it also has almost 1,000 square meters of warehouse and office space.. The service area for this new location will cover five provinces: Bangkok, Samutprakarn, Chonburi, Chacherngsao, and Prachinburi. It is equipped with the latest material-handling equipment, including a conveyor-belt system, cargo scan, electric stacker and cutting-edge technology, to allow for higher efficiency to handle the expected double-digit growth rate in document and parcel express over the next 5 years. The Suvarnabhumi service centre, with its 24/7 operations,
has an outbound and inbound express shipment delivery capacity of 950 shipments a day.


In addition, the new service centre, located close to the DHL Express Bangkok Hub and Suvarnabhumi International Airport will provide customers greater flexibility, such as latest cut off times and deadlines for Airport delivery, thereby enhancing their productivity and efficiency and making them even more competitive in the international market place. The new Suvarnabhumi service centre will mainly serve manufacturing customers in fashion, semiconductors, electronic and automotive industries.

The DHL Suvarnabhumi Service Centre will also feature DHL SERVICEPOINT, a convenient, user-friendly and accessible retail outlet, offering EXPRESS4YOU, an easy-to-use international express service, which will be operational everyday.



.......

DHL launches new hub at Bangkok's international airport



Global logistics giant DHL launched its 22-million-dollar hub on Monday at Bangkok`s new international airport as part of the company`s strategy to boost its growth in Southeast Asia.

"We consider Thailand as the gateway to Indochina," Scott Price, CEO of DHL Express for Asia and the Pacific, told a news conference at Suvarnabhumi International Airport, which opened in late September.

DHL`s 12,000 square meter (129,000 square feet) cargo facility at Suvarnabhumi is five times larger than its former facility at the old Don Muang airport and has the capacity to handle more than 23,000 pieces per hour, the company said.

"The facility puts us in a position for very accelerated growth both in Thailand and in the region," Price said, adding the new DHL hub is expected to process more than six million shipments per year.

Asia currently leads the world in the air cargo industry with the inter-Asian air cargo market expanding at a rate of almost 11 percent per year and express volume expected to grow up to twice that rate, the executive said.

Express operations in Asia account for 15 percent of DHL`s global revenues, which were 26 billion euro (33.4 billion dollars) in 2005, and the region is expected to grow three to four times faster than the rest of the world, he said.

Bangkok is one of DHL`s six hubs in Asia along with Hong Kong, Seoul, Singapore, Sydney and Tokyo and the company has invested more than 1.7 billion dollars in the region since 2000.

Price said the September coup that ousted former premier Thaksin Shinawatra and the military-installed government have not affected DHL`s operations in Thailand.

"As long as foreign direct investment continues to be sought after, supported and rewarded then import and export will continue to be a significant part of the Thai economy and we`ll benefit," Price said.

..........


Cargo at Suvarnabhumi Airport - DHL declares it's ready to roll


Express air-transportation company DHL International (Thailand) Ltd yesterday announced its new distribution hub at Suvarnabhumi Airport would be ready for business when the airport opens.

Suvarnabhumi's opening is scheduled for September 28.

The company yesterday co-hosted a seminar for more than 120 customers on import procedures to provide a clear understanding of the new customs procedures at Suvarnabhumi. It also told the assembled about its planned facilities at the new airport.

Herbert Vongpusanachai, managing director of DHL Thailand, said the firm had already spent more than US$1.6 billion (Bt60 billion) to improve its distribution network throughout the Asia-Pacific region. DHL promotes Bangkok as one of its six hubs for air-express service in the region.

"We have prepared ourselves for the move of our Bangkok hub from Don Muang Airport to the new Suvarnabhumi Airport. And we have been investing in the relocation of our distribution hub to the new airport since July in order to serve our increasing air-express service both in terms of warehouse and distribution facilities," said Herbert. "We can provide our air-express service immediately once the new airport has opened."

Herbert added that DHL had joined with the Customs Department to host the seminar because many working processes and procedures in cargo areas, the tax-free area, information technology systems and the Customs control and processing will be different at the new airport.

He cited the example of Suvarnabhumi Airport's 500,000-square-metre cargo area, which will be five times larger than the one at Don Muang Airport. DHL has been allotted 6,000 square metres of cargo space at the Suvarnabhumi.

Surachat Jantavacharakorn, director of Customs Service 1, Bangkok International Airport's Customs Office, said the Customs Department intended to raise the bar on its service at Suvarnabhumi Airport to world-class. Customs' role will cover both facilitation and control.

"Our mission is to provide simple, predictable and efficient customs procedures and ensure compliance with national laws and international agreements," said Surachat.

The Customs Department intends to initiate what it calls ICT Based Management, which includes electronic processing of import and export documents, transit and transhipments, return duties, warehousing.

The air-express service industry in the Asia-Pacific region grows about 8.4 per cent per annum, a trend expected to continue until 2021. In Thailand, the air-express service industry in the aggregate pulled in Bt6.8 billion in revenue last year, and is expected to grow 12.8 per cent this year.
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #3 (Edited)
TNT aims for regional logistics hub; New Thai depot to strengthen position

Bangkokpost 19/04/2008


SINGAPORE : The Thai unit of Dutch-based TNT Express Worldwide N.V. is aiming to be the logistics gateway for the Greater Mekong region now that it has completed its huge depot in Rangsit, Pathum Thani.

The 3,465-square-metre depot will officially open next month, said Alan Miu, TNT's Thailand country manager.

The depot will serve as its distribution centre and link with 26 outlets nationwide to tap into double-digit demand growth.

The network's coverage area includes southern China, Laos, Cambodia and Vietnam, the countries through which the Mekong River travels.

''New facilities will help strengthen our competitiveness among rivals in the logistics industry,'' he said.


The logistics network in the Greater Mekong is a part of sub-regional pact to connect transport routes running through China, Burma, Thailand, Cambodia, Vietnam and Laos.

The company said its logistics facilities across Asia would help its network link more than 120 cities with a full range of logistics services in Singapore, Malaysia, Thailand, Vietnam and China.

Thailand has strong potential as it serves as a production base for various industries such as automobiles, electronics and medical care.

Mr Miu said the new depot was one of the group's major investment projects in Asia; it has a total budget of 100 million euros to spend from 2008 to 2012.

The budget will be used for expansion of its air express fleet, trucks and depots. Logistics networks in Thailand also cover the group's time-critical express delivery service, which offers services for goods that require rush delivery.

Last week the leading European logistics group launched its first express delivery service in Asia at Singapore's Changi International Airport, where TNT's inaugural Boeing 747-400 ER freight flight landed.

Onno Boots, managing director of TNT Express Asia, said its express delivery service targeted customers buying high-technology products, equipment, machinery and health-care goods.

''The large volume of high-value goods in these sectors requires delivery services around Southeast Asia, China and Europe,'' he added.

He said Greater China, one of Southeast Asia's biggest trade partners, represented 24 % of total express volume via air transport in Southeast Asia, followed by 20% in Europe. Volume between Asean countries accounts for 11%.

........


TNT triples air freight capacity in Thailand; Lam Luk Ka hub taps regional demand

Bangkokpost 9/07/2008


The Netherlands-based logistics group TNT has tripled its express service capacity in Thailand to tap into fast-growing demand for air freight in Asia. TNT yesterday inaugurated its new hub in Lam Luk Ka district, Pathum Thani. It is three times larger in terms of capacity than its previous hub in Klong Toey, which could handle 40 tonnes or 4,500 consignments per day.


By integrating the warehouse and distribution centre under one roof, TNT expects to reduce transit time by at least two hours, according to Onno Boots, regional managing director of TNT Southeast Asia.


Southeast Asia is the company's fast growing market with demand growing rapidly for shipments of equipment and machinery, high-tech and health-care products, said Mr Boots. Trade flows are not limited within the region but increasingly are being integrated with China, the rest of Asia and Europe.


Mr Boots said that TNT had committed total investment funds of 100 million over the next five years to meet freight service demand between China, Asia and Europe.


The freight market in Asia, he said, was expected to post 13% compound annual growth over the next five years to 11 billion.


Alan Miu, TNT Thailand's country manager, said global air freight traffic was anticipated to record average annual growth of 5.8% from 2007 to 2026. Asia would take the lead with intra-Asia trade forecast to increase at 8.6% per year until 2026, he said, citing figures from Airbus and Boeing's Global Market Forecast.


TNT has made an initial investment of 13 million baht to develop the Lam Luk Ka hub with a total area of over 3,000 square metres to house its international and domestic road hubs.


Mr Boots said that given TNT's vision to turn Thailand into the hub for the Indochina market, a significant amount of the 100 million would be invested to further expand facilities in Thailand including the existing 26 depots.


TNT's revenue generated from emerging markets including China, India and the rest of Asia is about 11.5 billion with growth of about 30% annually. Southeast Asia contributed 30% to sales from emerging markets with Thailand alone accounting for 20% of the Southeast Asian revenue.


Along with the new hub, Mr Boots said TNT had developed an integrated road network liking Singapore, Malaysia, Thailand, Vietnam and China. The network enables deliveries up to three times faster than sea freight and at significantly cheaper cost than air freight.


In order to improve Thailand's attractiveness to logistics service providers such as TNT, Mr Boots said authorities should invest further to develop infrastructure and more efficient customs procedures to expedite movements of goods for both domestic routes and cross-border links with neighbouring countries.
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #4 (Edited)
Kerry Logistics Thailand Launched “KART”

16/10/2007 11:59 น.


Kerry Logistics (KL) has established a cross border transportation company named Kerry Asia Road Transport (KART). Combining the global
expertise and the cross border services forms an ideal service to the region.

KART commenced operations in July 2007 operating with more than 30 trailer trucks providing seamless road transportation services between Thailand, Malaysia and Singapore. Services will be expanded to include Cambodia, Vietnam, Laos and China in 2008. A “Kerry Station” will be opened each country providing a full range of services within the countries that KART connects.

Mr. Kledchai Benja-athonsirikul, Director and General Manager of Kerry Logistics (Thailand) Limited said “Our service will include door to door delivery” so any other service required is simple and available. We can break the whole truck load into multiple service types and distribute to the end user in each of the served markets. We foresee hundreds of vehicles using Thailand as a hub connecting all ports, both air and sea, in each country served, linking to world’s global market. The new network will build prosperity for all Asians by reducing logistics costs and ensuring cost effective distribution solutions are available to all.

With a 40m Baht investment, the new company will introduce a range of value added services providing customers a comprehensive, full, 1 stop shop, service range, from manufacturing to the end user and anything in between. Integrated web based IT systems will provide full visibility throughout the entire supply chain.

KART projects over 25% growth annually excluding revenues to be gained from the new last mile services which will use Thailand as the hub for the entire range of logistics services.

Kerry Logistics (Thailand) Limited is a member of Kerry Logistics which is based in Hong Kong and currently operating in more than 200 cities in 26 countries with more than 6,000 staffs worldwide. Kerry Logistics’ business consists of logistics, international freight forwarding, warehousing, distribution, trading and merchandizing and a wide variety of value-added services.
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #5 (Edited)
ทีเอ็นทีเปิดตัวจุดเชื่อมต่อเครือข่ายที่สำคัญในศูนย์กลางสินค้าไฮเทคภายในประเทศเวียดนาม

Source: ทีเอ็นที เอ็กซเพรส 10-Sep-08


ศูนย์ปฏิบัติการแห่งใหม่ในกรุงฮานอยที่จะรองรับธุรกิจขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ที่กำลังเติบโตพร้อมด้วยหัวหน้าทีมคนใหม่ที่จะช่วยสร้างกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ
ทีเอ็นที เอ็กซเพรส ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุด่วนครบวงจรชั้นนำระดับโลก เปิดตัวศูนย์ปฏิบัติการนานาชาติและภายในประเทศแห่งใหม่ทางตอนเหนือของกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยศูนย์ปฏิบัติการแห่งใหม่นี้ ได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับกับบริการขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่ หรือน้ำหนักมาก ซึ่งนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การดำเนินงานของทีเอ็นทีที่จะตอบรับกับความต้องการของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ หรือสินค้าที่มีน้ำหนักมากที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างเวียดนาม และประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงจีน และยุโรป เพื่อสร้างการเติบโต และขยายธุรกิจของทีเอ็นทีในภูมิภาคดังกล่าว

ศูนย์ปฏิบัติการแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ในศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมไหมดินห์ (My Dinh) ในเขตอำเภอ ตูเลียม (Tu Liem) ของกรุงฮานอย มีพื้นที่ทั้งหมด 1,200 ตารางเมตรและมีพนักงานประจำ 90 คน ที่จะปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน โดยศูนย์ปฏิบัติการแห่งใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในกรุงฮานอยที่มูลค่ากว่า 1 ล้านยูโร1 (ประมาณ 50.63 ล้านบาท) และเป็นหนึ่งในแผนการลงทุนของทีเอ็นทีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านยูโร (ประมาณ 5,063 ล้านบาท) สำหรับการพัฒนาบริษัทในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาค การลงทุนของทีเอ็นที ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ เริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเมื่อทีเอ็นทีได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินของเครื่องบินขนส่งรุ่นโบอิ้ง 747-400 ER โดยทำการบินตรงจากศูนย์กระจายสินค้าทางอากาศของทีเอ็นทีในเมือง Liege ประเทศเบลเยี่ยม สู่ประเทศสิงคโปร์เพื่อขนส่งสินค้า และจะทำการบินต่อไปยังนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

มร. ออนโน บูทส์ กรรมการผู้จัดการทีเอ็นทีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “จากการที่เวียดนามตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเครือข่ายการขนส่งทางบกสายเอเชียของทีเอ็นที การเปิดศูนย์ปฏิบัติการนานาชาติและภายในประเทศของเราทางตอนเหนือของกรุงฮานอยนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตของทีเอ็นทีในภูมิภาคนี้ โดยศูนย์ปฏิบัติการแห่งใหม่จะดำเนินงานขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์จำนวนมากกว่าร้อยละ 40 ของปริมาณสินค้าทั้งหมดที่มีการขนส่งเข้าและออกจากประเทศเวียดนาม ในขณะที่อัตราการเติบโตมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นด้วยตัวเลขสองหลักในอีกห้าปีข้างหน้า เนื่องจากศูนย์ปฏิบัติการแห่งนี้ เป็นจุดสำคัญในการเชื่อมต่อเครือข่ายการขนส่งทางอากาศ และทางบกของทีเอ็นที”

สินค้าที่มีการขนส่งผ่านประเทศเวียดนามจะถูกรวบรวมและดำเนินการที่ศูนย์ปฏิบัติการนานาชาติและภายในประเทศแห่งใหม่นี้ ก่อนที่จะถูกจัดส่งต่อไปยังประเทศจีนและประเทศสิงคโปร์ผ่านทางเครือข่ายการขนส่งสินค้าทางบกสายเอเชียของทีเอ็นที เพื่อการขนส่งทางอากาศต่อไปยังยุโรปและประเทศจีนด้วยเครื่องบินขนส่งโบอิ้ง 747-400 ER ซึ่งจะทำการบินระหว่างสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ และเมือง Liege สัปดาห์ละสามครั้ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของทีเอ็นทีในภูมิภาคนี้ จะช่วยเพิ่มรูปแบบในการบริการขนส่งสินค้าและพัสดุด่วนที่หลากหลายให้กับลูกค้าในเส้นทางการขนส่งระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และยุโรป หรือภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง รวมทั้งการให้บริการแบบครบวงจร (one-stop-shop) ที่ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งสินค้าประเภทใดหรือขนาดใดก็ตาม นอกจากนั้น การพัฒนาดังกล่าวนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในแผนการดำเนินงานของทีเอ็นทีที่จะสร้างความเป็นผู้นำด้วยการสร้างเครือข่ายการขนส่งที่ครอบคลุมทุกความต้องการ การเชื่อมต่อของเครือข่าย และระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ศูนย์ปฏิบัติการนานาชาติและภายในประเทศแห่งใหม่ในกรุงฮานอย สามารถเพิ่มขีดความ สามารถในการรองรับการดำเนินงานขนส่งสินค้าได้เพิ่มมากขึ้นถึง 4 เท่าของจำนวนสินค้าที่มีขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนักมาก ทั้งการขนส่งระหว่างประเทศ และภายในประเทศเวียดนามภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการแห่งเดียว นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการแห่งใหม่ ยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครือข่ายการขนส่งสินค้าทางบกในเอเชียของทีเอ็นทีด้วยเช่นกัน การพัฒนาที่เหมาะสมนี้ทำให้เรามั่นใจได้ว่าทีเอ็นทีจะสามารถช่วยรองรับการเติบโตของธุรกิจในกรุงฮานอย ซึ่งเป็นเมืองที่มีการลงทุนของแบรนด์ชั้นนำจำนวนมาก ทั้งยังเป็นศูนย์กลางของสินค้าประเภทไฮเทคในภูมิภาคนี้ และการเปิดตัวของศูนย์ปฏิบัติการแห่งนี้จึงนับเป็นโครงการแรกในแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเราสำหรับเวียดนามที่จะนำไปสู่การเติบโตใน อนาคต” มร. ออนโน กล่าวเสริม

ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์คนใหม่ที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับภูมิภาค
ภายหลังจากการศึกษาโอกาสการเติบโตในภูมิภาคอย่างละเอียด ทีเอ็นทีจึงเริ่มดำเนินงานตามแผนงานที่ได้ตั้งไว้ เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย ศูนย์ปฏิบัติการนานาชาติและภายในประเทศของทีเอ็นทีใน กรุงฮานอยเป็นศูนย์ปฏิบัติการแห่งที่สามที่ได้เปิดตัวขึ้นในระยะเวลาเพียงแค่สามเดือน หลังจากที่ทีเอ็นทีได้เปิดตัวศูนย์กระจายสินค้านานาชาติ และทางบกแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย และ ศูนย์คัดแยกสินค้าในประเทศสิงคโปร์

ทีเอ็นที ได้แต่งตั้ง มาริเคน ครุฟ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากลยุทธ์ โดยมีวัตถุ ประสงค์ที่จะกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มาริเคน จะดูแลรับผิดชอบในการผลักดันปัจจัยในการสร้างการเติบโตของทีเอ็นที ให้เป็นแผนการดำเนินงานเพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอย่างยั่งยืนในตลอดระยะเวลาห้าปีข้างหน้า

นอกจากนั้น มร. ออนโนยังกล่าวเสริมว่า “มาริเคน มีประสบการณ์อันยาวนานในด้านการดำเนินกลยุทธ์และการพัฒนาธุรกิจ เธอมีบทบาทที่สำคัญในการระบุพื้นฐานการเติบโตที่สำคัญสำหรับตลาดในแต่ละแห่งของเรา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดภายในบริษัท มาริเคนมีส่วนช่วยผลักดันโครงการสำคัญหลายโครงการในสิงคโปร์ให้สำเร็จก่อนจะมาร่วมงานกับเราที่นี่ ซึ่งโครงการเหล่านั้นก็มีผลตอบรับที่ดี และเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มาริเคนจะมาร่วมสร้างการเติบโต และร่วมผลักดันความเป็นผู้นำให้กับทีเอ็นทีในภูมิภาคนี้”


.....


ไปรษณีย์ไทยขานรับเป็นโลจิสติกส์ระดับชาติ

Bangkokbiznews 12/09/2008


ไปรษณีย์ไทยขานรับนโยบายรัฐบาลและกรมส่งเสริมการส่งออก ตั้งตัวเป็นผู้ให้บริการ Logistics แก่ภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างครบวงจร ด้วยบริการที่หลากหลาย เครือข่ายที่ครอบคลุมทุกพื้นที่

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นางปริษา ปานะนนท์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวถึงการจัดงาน Thailand International Logistics Fair 2008 ที่จะจัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ว่า ไปรษณีย์ไทยเข้าร่วมงานครั้งนี้เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของการเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Logistics ระดับชาติ ซึ่งได้รับการยอมรับและเชื่อถืออย่างดี

“ด้วยเครือข่ายการขนส่งที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย และทั่วโลก และความสามารถในการเข้าถึงทุกครัวเรือน ด้วยการนำจ่ายถึงบ้าน (Door-to-Door) ในประเทศไทย อีกทั้งศูนย์ไปรษณีย์ 14 แห่งทั่วทุกภูมิภาค ที่ทำหน้าที่เป็นคลังและศูนย์กระจายสินค้าไปยังผู้รับ ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้วันนี้ ไปรษณีย์ไทยพร้อมที่จะเป็นผู้นำภาคธุรกิจ Logistics อย่างเต็มรูปแบบ”

นางปริษา กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยมีประสบการณ์ในการเป็นผู้ให้บริการ Logistics แก่ภาครัฐ และภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น การนำส่งร่างรัฐธรรมนูญ ให้ 19.5 ล้านครัวเรือนทั่วไทยภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว มีมาตรฐาน การให้บริการไปรษณีย์ครบวงจร (Total Mail Solution) ตอบสนองความต้องการของธุรกิจขายตรง หรือแม้แต่ธุรกิจระดับท้องถิ่นอย่าง OTOP ที่ ปณท รับขนส่งสินค้าไปยังจุดแสดงสินค้าแบบ Pallet และยังมีบริการที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจด้วยสื่อไดเร็คเมล์ในการประชาสัมพันธ์ให้ถึงกลุ่มเป้าหมายในราคาประหยัดด้วย

ปัจจุบันไปรษณีย์ไทยมีจุดให้บริการที่เป็นที่ทำการไปรษณีย์จำนวน 1,178 แห่ง ยังไม่รวมที่ทำการไปรษณีย์อนุญาต และ “ร้านไปรษณีย์ไทย” ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นที่ทำการไปรษณีย์ ทำให้ทุกคนมั่นใจได้ถึงเครือข่ายการให้บริการของเรา

สำหรับการจัดงาน Thailand International Logistics Fair 2008 ครั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยจัดบูธ เพื่อแสดงศักยภาพบริการ Logispost ครบวงจร ซึ่งประกอบไปด้วยการให้บริการโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั้ง การให้เช่าคลังจัดเก็บสินค้า บรรจุหีบห่อ ระวางรถบรรทุก รวบรวมสินค้า รวมถึงการส่งสินค้าจากต้นทางถึงผู้รับปลายทาง การให้บริการที่รวดเร็ว ผ่านบริการส่งด่วน EMS World และบริการ Messenger Post

รวมทั้งการให้บริการเสริมอื่นๆ เช่น การเรียกเก็บเงินค่าสินค้าและบริการจากผู้รับปลายทาง การโอนเงินผ่านธนาณัติออนไลน์/เวสเทิร์นยูเนี่ยน การตรวจสอบสถานะ Track and Trace ตลอด 24 ชม. รวมทั้งการตรวจเช็คสินค้าและสถานะด้วยระบบ RFID TAG ผ่านคลื่นวิทยุ เพื่อควบคุมการบริหารคลังสินค้าและการขนส่ง ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีก้าวหน้าที่ไปรษณีย์ไทยนำมาใช้เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า เป็นต้น


........


กนอ.โอ่มาเลเซียยาหอมลงทุน

Thaipost 13 กันยายน 2551


กนอ.แก้มปริ บริษัทโลจิสติกส์ของมาเลเซียยาหอม เตรียมหอยเงินมาลงทุน ฟุ้งผลโรดโชว์ ต่างชาติยังมองไทยในทางบวก


นางเกษมศรี หอมชื่น รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 1) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า หลังจาก กนอ.เดินทางไปโรดโชว์นักลงทุนที่มาเลเซีย ล่าสุด บริษัท Freight Management ผู้ดำเนินการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจรในมาเลเซีย มีแผนจะเข้ามาลงทุนในไทย โดยจะดำเนินการในรูปแบบการจัดตั้งบริษัท นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนหลายรายแสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน ทั้งผู้ผลิตสินค้าส่งฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟและผู้ผลิตเครื่องมือเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม และผู้ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์ เป็นต้น

"การตอบรับจากนักลงทุนมาเลเซียอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะประสบปัญหาในหลายๆ ด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว การผันผวนของราคาน้ำมัน สะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังน่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ" นางเกษมศรีกล่าว

ทั้งนี้ การโรดโชว์ครั้งนี้ได้จัดการประชุมใน 3 เมืองคือ เมืองแกลง ปีนัง และกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ได้เดินทางไปพบปะนักลงทุนมาเลเซียโดยตรง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับทราบมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ ที่มีต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ซึ่งไทยได้นำเสนอความพร้อมของไทยในด้านต่างๆ ที่จะสามารถรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ว่า ไทยยังคงให้ความสำคัญการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI).
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #6
National Single Window & E-logistics รัฐทุ่ม 300 ล้าน สานฝันเป็นจริง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4036


พัฒนาการของระบบ single window เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตและใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการนำเข้าส่งออกในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน ด้วยเสียงเรียกร้องของผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ขอให้ภาครัฐช่วยแก้ปัญหาด้านเอกสารเพื่อการนำเข้า-ส่งออก เนื่องจากมีหน่วยงานภาครัฐ-เอกชนที่เกี่ยวข้องในการนำเข้า- ส่งออกหลายแห่ง และต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารจำนวนมาก

ขณะเดียวกันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ของแต่ละหน่วยงานภาครัฐ ต่างฝ่ายต่างใช้ ไม่มีการบูรณาการในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้ระบบโลจิสติกส์ของเอกสารไหลลื่นไปกับสินค้า-การเงินที่ทำธุรกรรมกัน ทำให้ต้นทุนในการส่งออก-นำเข้าสูง ต้นทุนสู้คู่แข่งไม่ได้ และบ่อยครั้งสินค้าตกเรือส่งออกไม่ได้

ยูเอ็นชี้โลจิสติกส์เอกสารแย่

ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น 5-10%

ผศ.ดร.สมนึก คีรีโต ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ปรึกษากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในโครงการเพื่อการสร้างรายการข้อมูลมาตรฐานเพื่อการนำเข้า-ส่งออกสินค้า (data hamonization and standardization) เปิดเผยว่า จากการศึกษาของสถาบันนวัตกรรมฯถึงปัญหาด้านเอกสารในขั้นตอนโลจิสติกส์การนำเข้า- ส่งออกของไทย ยังไร้ประสิทธิภาพด้านข้อมูลเอกสารค่อนข้างมาก อีกทั้งการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 28 หน่วยงานภาครัฐ และ 8 กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ต่างฝ่ายต่างทำ โดยสถาบันพบว่ามีเอกสารถึง 40 แบบฟอร์มมีข้อมูลที่ต้องกรอก 200 รายการข้อมูล และมีข้อมูล 30 รายการต้องกรอกซ้ำ 30 ครั้ง ข้อมูลกว่า 60-70% ต้องกรอกซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง เอกสารส่วนใหญ่เป็นกระดาษ ระบบไอที ที่ใช้อยู่ก็ไม่เชื่อมโยงกัน ขาดมาตรฐานการแลกเปลี่ยนและบูรณาการข้อมูล เกิดความผิดพลาดง่าย ใช้เวลานาน ต้นทุนสูง ซึ่งปัญหาความล่าช้าเหล่านี้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชี้ว่า ทำให้ต้นทุนของสินค้าสูงขึ้น 5-10% หรือมากกว่า

ยกตัวอย่างกรณีการส่งออกกุ้งแช่แข็งไทยไปญี่ปุ่น มีจำนวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 15 แห่ง มีการใช้เอกสารถึง 30 ฉบับ 788 รายการข้อมูล ตั้งแต่ใบยืนยันการเสนอขาย ใบสั่งซื้อ คำร้องขอตรวจผลิตภัณฑ์ รายงานผลการวิเคราะห์ ฯลฯ ซึ่งกรณีนี้เริ่มมีการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้ว 6 ฉบับ คือ ใบขนสินค้าขาออก บัญชีตู้สินค้าบรรทุกลงเรือ/รายการคอนเทนเนอร์บรรทุกลงเรือ ข้อมูลสินค้าสำหรับเรือ (manifest) บัญชีตู้สินค้าขาออก ใบคำขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า และหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า จึงเป็นโจทย์ที่ต้องดำเนินการต่อไป ในการลดรายการข้อมูลจาก 788 ลงมาเหลือ 200 รายการข้อมูล และควรส่งหน้าต่างเดียว (single window)

ในส่วนขั้นตอนการส่งออกกุ้งทางเรือไปญี่ปุ่นนั้น ผศ.ดร.สมนึกกล่าวว่า ใช้เวลา ทั้งสิ้น 30 วัน ใน 11 ขั้นตอน นับตั้งแต่รับใบคำสั่งซื้อจากต่างประเทศจนถึงขั้นตอนสุดท้ายจัดการทางการเงินเพื่อส่งสินค้าลงเรือ ปรากฏว่าเสียเวลาเกือบครึ่งหนึ่ง หรือใช้เวลา 14 วันในขั้นตอนตรวจรับรองคุณภาพกุ้งที่จะส่งออก อาทิ การสุ่มตรวจ การตรวจสอบหาแหล่งกำเนิดสินค้า ใบรับรองถิ่นกำเนิด ประกันภัยสินค้า

จากการสำรวจข้อมูลของธนาคารโลก เมื่อเดือนธันวาคม 2550 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของขั้นตอนเอกสาร เวลาและค่าใช้จ่ายในการนำเข้า-ส่งออกสินค้ามาตรฐานทางเรือทุกประเภทโดยรวม พบว่าเดนมาร์ก เอสโตเนีย และสิงคโปร์ ใช้เวลาน้อยที่สุดเพียง 5 วัน ไทยใช้เวลา ลดลงเหลือเพียง 17 วันหลังกรมศุลกากรนำระบบศุลกากรไร้กระดาษ (E-custom) มาใช้ จากก่อนหน้านั้นที่ใช้ระบบ EDI ใช้เวลา 24 วัน ซึ่งเมื่อคิดความสูญเสียต่อ 1 วัน จะสูงถึง 0.5% ของราคาสินค้า

เปิด 5 แผนผลักดัน NSW

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินงานพัฒนาระบบ national single window (NSW) นั้น ดร.สมนึกกล่าวว่า มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 แผน


1.รัฐบาลได้สนับสนุน งบประมาณให้แก่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาต ใบขน และใบรับรองในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมโยงและ Backend IT ให้กับ 12 หน่วยงานผ่านกระทรวงไอซีทีไปแล้ว มูลค่า 152.93 ล้านบาท อาทิ กรมปศุสัตว์ 16.2 ล้านบาท กรมวิชาการเกษตร 37.06 ล้านบาท กรมการขนส่งทางบก 5.8 ล้านบาท สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 5.9 ล้านบาท กรมป่าไม้ 11.11 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 11.99 ล้านบาท กรมประมง 36.41 ล้านบาท สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม 22.81 ล้านบาท เป็นต้น

2.การลดรูป สร้างความสอดคล้องและจัดทำมาตรฐานรายการข้อมูลและมาตรฐานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (data hamonization) โดยกรมศุลกากรซึ่งเป็นเจ้าภาพหรือเป็นหน่วยงานกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล NSW ได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบตรวจสอบใบอนุญาต/ใบรับรอง ด้านกระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทุก โหมดการขนส่งจำนวน 59 เอกสาร (แบบฟอร์ม) ทั้งหมด 1,378 รายการข้อมูล ลดรูปแล้วเหลือเพียง 213 รายการข้อมูล ซึ่งปีงบประมาณ 2551-2552 สำนักงานปลัดกระทรวง กรมการขนส่งทางบก น้ำ และอากาศ กำลังพัฒนาระบบบางส่วนแล้ว

ทางด้านกระทรวงไอซีทีกำลังดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับใบรับรอง-ใบอนุญาตและเอกสารเพื่อส่งออกและนำเข้าสินค้าอื่นๆ อีกไม่ต่ำกว่า 190 เอกสาร

3.ทางด้านการจัดกิจกรรมสนับสนุนหน่วยงาน กระทรวงไอซีทีกำลังเริ่มต้นโครงการสนับสนุน ติดตาม ให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ มีกิจกรรมหลักๆ คือ การสร้างคุณค่าให้ภาครัฐและเอกชนตระหนักถึงความสำคัญและจำเป็น การฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งติดตามผลการนำงบประมาณไปใช้พัฒนาระบบ Backend IT และระบบเชื่อมโยงข้อมูล

4.จัดตั้งและพัฒนาระบบ national root certification authority ผู้ให้บริการออกใบรับรอง ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้ E-signnature ระหว่างผู้ให้บริการต่างรายในประเทศและแลกเปลี่ยนกับ E-signnature ที่ออกโดย ผู้ให้บริการ CA ในต่างประเทศได้ด้วย

5.กระทรวงไอซีทีได้เร่งศึกษารูปแบบธุรกิจของระบบ SWeL (single window & E-logistics) ไม่ว่าจะเป็นแนวทางของระบบกำกับดูแล แนวทางการลงทุนและ รูปแบบการดำเนินการ รวมทั้งวิธีการคิดราคาค่าบริการ

data hamonization กุญแจแห่งความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม NSW จะสำเร็จได้หรือไม่ สิ่งที่สำคัญคือ การสร้างความสอดคล้องของรายการข้อมูลเพื่อสร้างมาตรฐานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ จึงได้มีการตั้งโครงการ data hamonization ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับมีมากมาย ได้แก่ มาตรฐานร่วมกันสำหรับข้อมูลการนำเข้า ส่งออก และเคลื่อนย้ายสินค้า ลดความ ซ้ำซ้อนของข้อมูล อำนวยความสะดวกให้หน่วยงานภาครัฐสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับในระดับภูมิภาคและในระดับนานาชาติต่อไป

ในปีงบประมาณ 2552 กรมศุลกากรในฐานะเจ้าภาพ NSW จะได้รับงบประมาณอีก 300 ล้านบาทมาพัฒนาระบบ NSW เพื่อแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลกับ 28 หน่วยงานให้ไหลลื่นและมีความปลอดภัยแม้ในยามฉุกเฉิน

"ภาพโดยรวมการพัฒนา national single window & E-logistics ขั้นที่ 4 (พ.ศ.2551-2552) ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อประสิทธิภาพทางการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแล้ว กรมศุลกากรในฐานะเจ้าภาพกลางเริ่มนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในงานพิธีการ นำเข้า-ส่งออกที่ปราศจากการใช้กระดาษกับ ผู้ที่มาติดต่อรวมทั้งหน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งใบอนุญาตและใบรับรอง ถิ่นกำเนิด ใบรับรองสุขภาพ

เหลือเพียงขั้นสุดท้าย (พ.ศ.2551-2558) ที่ไทยจะต้องนำระบบนี้ไปติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และกลุ่มประเทศสมาชิกเอเปก 21 ประเทศ" ผศ.ดร.สมนึกกล่าว

หน้า 10
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #7
Logistics group will sue union tomorrow

Bangkokpost 17/09/2008


The Land Transport Federation of Thailand will push ahead with its legal action against the Port Authority of Thailand (PAT) and its labour union by filing a civil lawsuit against the latter tomorrow.


Federation secretary Thongyu Khongkant said the suit would demand compensation of about 300 million baht from the PAT union as the first defendant, with the PAT and its executives the second and third targets.


''The port authority and board of directors are responsible,'' he said.


The union shut down the Klong Toey port from Sept 3-5 as part of the anti-government protests led by the People's Alliance for Democracy (PAD).


Consequently, shippers had to pay an extra 2,000 baht or more to transfer each of their containers from Klong Toey to Laem Chabang port in Chon Buri, 120 km southeast of Bangkok.


''We want to set a standard for those in charge of public services. The case will not be settled out of court,'' he said.


Meanwhile, the Transportation Association of Thailand is considering a civil suit against the State Railway of Thailand (SRT) and its union for the nationwide train strike.


Train services were suspended for more than a week, stranding about 300 containers at hubs in the southern region.


''We are asking our 770 members about the damages from the strike,'' said president Vachirasak Laoprasert.


''We will ask for a final decision from the Federation on Sept 27 on whether we should take the case to court.''
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #8 (Edited)
28 โลจิสติกส์ผนึกทุนสู้ยักษ์นอก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2358 17/09/2008


28บริษัทโลจิสติกส์สายพันธุ์ไทย ผนึกทุนตั้งบริษัทกลาง "สยามโลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์" โดยมีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นตัวเชื่อมผูกเครือข่ายสร้างคลัสเตอร์รุ่น 2 วงการขานรับเสียงขรม มั่นใจสมาชิกได้ประโยชน์สร้างอำนาจต่อรองทางธุรกิจ ขยายฐานลูกค้ากว้างขึ้น ชี้ระยะยาวจะพัฒนาให้โลจิสติกส์ไทยเข้มแข็งและแข่งขันกับทุนข้ามชาติได้

จากการที่โครงการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจบริการโลจิสติกส์ ที่จัดขึ้นโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับผู้ประกอบการในธุรกิจโลจิสติกส์ขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) จำนวน31บริษัท ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มกันเป็น"คลัสเตอร์รุ่น1"ตั้งบริษัทกลางในนามบริษัท ไทย โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด หรือTLA เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตัดสินใจเปิดรุ่น 2 ขึ้นมาอีก ตามคำเรียกร้องจากกลุ่มผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์


++คัดอีก28 บริษัท ตั้งคลัสเตอร์รุ่น2


ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโล


จิสติกส์ บัณฑิตวิทยาลัยและจัดการนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะที่ปรึกษาโครงการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจบริการโลจิสติกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกกลุ่มผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่จะร่วมกันสร้างคลัสเตอร์ รุ่นที่2 ได้แล้วจำนวน 28 บริษัท มีทุนจดทะเบียนรวมกันประมาณ 150 ล้านบาท รวมตัวกันตั้งเป็นบริษัทกลางในนามบริษัท สยามโลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด หรือSLA ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดยระหว่างนี้อยู่ในขั้นดำเนินการจัดตั้งบริษัท ซึ่งคาดว่ากระทรวงพาณิชย์จะมีการแถลงข่าวเปิดตัวSLA ภายในเดือนตุลาคมนี้


การจัดตั้งบริษัทดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองทางธุรกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจ ทำให้การเชื่อมโยงขยายเครือข่ายฐานลูกค้าให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จากที่อำนาจต่อรองของบริษัทในกลุ่มSMEs จะมีน้อย และจะมีการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการในลักษณะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน


"ที่สำคัญคือการพัฒนาโลจิสติกส์ไทยให้มีมาตรฐานสากล แข่งกับต่างชาติได้เร็วขึ้น เกิดการให้บริการครบวงจรเป็น"วัน สต็อป ช็อปปิ้ง" รวมถึงการรวมตัวกันเพื่อให้บริการลักษณะ เติร์กปาตี้ โลจิสติกส์ สามารถแชร์ทรัพยากรร่วมกันได้ด้วย"





สำหรับรายชื่อ 28 บริษัทที่ร่วมกันสร้างคลัสเตอร์ รุ่นที่2 ประกอบด้วย1. บริษัท วี เอส เค (1994) จำกัด 2. หจก. ซีบี มอเตอร์เซอร์วิส 3.บริษัท ชัยทรัพย์สุวรรณ จำกัด 4. บริษัท เอส บี บี จำกัด 5. บริษัท สเตรทส์ ชิปปิ้ง แอนด์ ทรานสปอร์ต (1995) จำกัด 6. บริษัท เจริญวัฒนา (ทรานสปอร์ต) จำกัด 7.บริษัท อินเตอร์ลิงค์ โลจิสติกส์ จำกัด 8. บริษัท ซี เอ็น เฟรท แอนด์ ชิปปิ้ง จำกัด 9. บริษัท ไพลอต ทรานส์ โกลบอล จำกัด 10. บริษัท อินเตอร์คอนท์ โลจิสติกส์ จำกัด 11. บริษัท ปิโตรลิฟท์ แทงเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด12. บริษัท อินเตอร์โมเดิล โลจิสติกส์ จำกัด 13.บริษัท คาร์โก เน็ทเวิร์ค ดิลิฟเวอร์รี่ (ประเทศไทย) จำกัด


ต่อมา 14. บริษัท พี เอ็น วี คลังสินค้า จำกัด 15. บริษัท เอส เอ็น พี โล


จิสติกส์ จำกัด 16. บริษัท บีไอซี แอสโซซิเอท จำกัด 17. บริษัท บุญทัต ทรานสปอร์ต จำกัด 18. บริษัท ซี เอส แอนด์ เอ็น ชิปปิ้ง จำกัด 19. บริษัท วี เอ็ม พี โลจิสติกส์ จำกัด 20.บริษัท ยูนิเวอร์แซล จำกัด 21. บริษัท เอเชี่ยน ชิปปิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด 22. บริษัท ยู-เซฟ โล


จิสติกส์ เซอร์วิสเซส จำกัด 23. บริษัท เอ็น พี พูล กรุ๊ป จำกัด 24. บริษัท ฟร้อนท์ วีล โลจิสติกส์ จำกัด 25. บริษัท ยูนิเวอร์แซล เอ็กซ์เพรส ทรานสปอร์ต แอนด์ ลอจิสติกส์ จำกัด 26. บริษัท นิ่มซี่เส็ง ขนส่ง (1988) จำกัด 27. บริษัท วงษ์พิทักษ์ คอนกรีต จำกัด 28. บริษัท เค.วี.บูรพา จำกัด


++เงื่อนไขต้องเป็นโลจิสติกส์คนไทย


ดร.พงษ์ชัย กล่าวย้ำว่า ทั้งนี้บริษัทจะผ่านการคัดเลือก ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ คือจะต้องเป็นผู้ประกอบการคนไทย หรือมีสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่า 80% และจะต้องเป็นกลุ่มผู้ประกอบการโลจิสติกส์ขนาดกลางและขนาดย่อม โดยกลุ่มบริษัทที่ร่วมกันสร้างคลัสเตอร์ รุ่นที่2


นี้ มีตั้งแต่ผู้ประกอบการที่ทำการขนส่งในประเทศ ระหว่างประเทศ ตัวแทนออกสินค้า ผู้ให้บริการเกี่ยวกับขนส่งทางเรือ อากาศ กลุ่มผู้ให้บริการด้านคลังสินค้า กระจายสินค้า และการเช่าเครื่องมืออุปกรณ์ทางด้านโลจิสติกส์


++"นิ่มซี่เส็ง"แจมด้วย


นางปิยะนุช สัมฤทธิ์ ผู้จัดการบริษัท นิ่มซี่เส็ง ขนส่ง(1988) จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการโลจิสติกส์ คนไทยรายใหญ่ติดอันดับ1ใน5ของประเทศ และเป็น 1 ใน 28 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจบริการโลจิสติกส์ กล่าวว่า บริษัททำธุรกิจขนส่งมาตั้งแต่ปี 2514 ขนส่งสินค้าโชวห่วย ซึ่งมีการพัฒนาตัวเองมาตลอดจากรุ่นที่ 1 มาถึงรุ่นที่ 2 ทำให้ปัจจุบันมีธุรกิจโลจิสติกส์ครอบคลุมทั้งขนส่งทางรถยนต์ คลังสินค้า การบริหารวัตถุดิบ ขณะนี้มีการเปิดบิลสินค้า


ในกลุ่มโภคภัณฑ์ จากกทม.ออกไปทั่วประเทศ 5,000 บิล/วัน มีรถขนส่งประมาณ 500 คัน มีคลังสินค้ากระจายอยู่ 5 แห่งทั่วประเทศ


"เมื่อดูจากลักษณะงานจะมีฐานลูกค้าที่ขนาดใหญ่ขึ้น ทำคนเดียวไม่ไหวต้นทุนก็สูง จึงหันมาเข้าร่วมโครงการดังกล่าวด้วยเพื่อกระจายฐานลูกค้าไปยังสมาชิกในกลุ่มได้ เพราะมองว่าดีมานด์หรือซัพพลายที่มีอยู่ในมือเราไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด"


ดร.จารุพัสตร์ ตันติมิตร ประธานบริษัท อินเตอร์โมเดล โลจิสติกส์ จำกัด อีกหนึ่งบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า บริษัทจะมีจุดแข็งในการเชี่ยวชาญเกี่ยวกับพิธีทางศุลกากร จากประสบการณ์ 25 ปีทางธุรกิจ และบทบาทในสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย จะสามารถนำประสบการณ์และข้อมูลใหม่ด้านโลจิสติกส์มาแลกเปลี่ยนได้


"ถ้าเปิดเอฟทีเอด้านโลจิสติกส์ต้องมี 4 อย่างจึงจะอยู่ได้คือ มีธุรกิจขนส่ง มีคลังสินค้า มีคลาสตอมโบรกเกอร์ และการให้คำปรึกษาด้านไอที ถึงจะแข่งขันได้แต่ผู้ประกอบการไทยยังมีไม่ครบ ฉะนั้นการรวม 28 บริษัท ทำให้เรามีครบทุกด้านก็มั่นใจว่าจะแข่งขันได้"


++รวมตัวตั้งรับเปิดเสรีอาเซียน


นายณัฐสพรรษ กรึงไกร อุปนายก สมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย และประธานบริษัทวีเอสเค (1994) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชิปปิ้ง การรวมกลุ่มของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยทั้ง 28 รายครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีทางธุรกิจ โดยอาศัยพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความชำนาญของแต่ละบริษัท ซึ่งเป็นการนำส่วนแข็งเข้ามาเสริมให้เราสามารถแข่งขันได้กับต่างชาติ และรองรับกับการเปิดเสรีโลจิสติกส์อาเซียนในปี 2556 ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการขนาดเล็กและขนาดกลางต้องเร่งสร้างเครือข่าย เพื่อสร้างจุดแข็งให้ธุรกิจดำเนินต่อไปข้างหน้า


สอดคล้องกับที่นายอธิวัชร อารีนิจ กรรมการบริหารบริษัทบีไอซี แอสโซซิเอ็ท จำกัด ที่ให้ความเห็นว่า การรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรในนาม บริษัท สยาม โลจิสติกส์ อัลไลน์อัลฯ ของผู้ประกอบการ จะเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองในการทำธุรกิจ ซึ่งในถ้าฐานะที่บริษัททำธุรกิจด้านไอที ก็จะนำระบบไอที e-Logistics เข้ามาช่วยพัฒนาให้กับกลุ่ม อาทิการสร้างเครือข่ายเน็ตเวิร์กด้านข้อมูล รวมทั้งหาซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมมาช่วยพัฒนาธุรกิจร่วมกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการ


++ลดแรงกดดันเสนอราคาตัดหน้า


ขณะที่ นายบุญชัย อาจอภิสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ยาดา ทรานสปอร์ต จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจหัวลากรถคอนเทนเนอร์ให้บริการทั้งนำเข้าและส่งออก กล่าวถึงการตัดสินใจเข้าร่วมอยู่ในบริษัทSLAว่าจะเป็นประโยชน์เพราะบริษัทได้รับการแชร์งานกันระหว่างกลุ่ม ทำให้บริษัทได้ฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นกรณีผู้ร่วมโครงการบางรายรับงานมากและทำไม่ไหวก็จะกระจายมายังสมาชิกใน 28บริษัท ซึ่งนอกจากจะได้ตลาดที่กว้างขึ้นแล้ว ยังไม่ถูกตัดหน้ากันเองระหว่างสมาชิกอีกด้วยในแง่การเสนอราคาต่อลูกค้า


นายวิโรจน์ รมเยศ ประธานชมรมรถบรรทุกภาคตะวันออกและกรรมการผู้จัดการบริษัทเค.วี.บูรพา จำกัด บริษัทขนส่งภาคตะวันออก กล่าวว่าทำธุรกิจขนส่งมาตั้งแต่ปี 2522 ประสบปัญหาวิกฤติน้ำมันมาแล้ว 3 ครั้ง ทำให้เห็นว่าธุรกิจขนส่งที่ทำอยู่ปัญหาที่ประสบคือ ผลประกอบการลดลงทุกปี ดังนั้นจะต้องปรับตัวเองเพื่อปิดข้อเสียที่มีอยู่ให้ได้ และมองเห็นว่าการรวมอยู่ในSLA จะเป็นการสร้างจุดแข็งขึ้นมาได้


ด้านนายชุมพล สายเชื้อ ประธานบริษัท ไทยโลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด หรือTLA กล่าวถึงความสำเร็จในการคลัสเตอร์รุ่น1ว่า อยู่ในขั้นน่าพอใจ ซึ่งTLAมีการรับงานในโครงการขนาดใหญ่แล้ว 3 โครงการ สามารถรับงานใหญ่ในระดับชาติได้ และต้นทุนของสมาชิกก็ลดลง เช่นเราสามารถแชร์การใช้รถขนส่งระหว่างเครือข่ายได้
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #9
เปิดกลยุทธ์ 3 บริษัทคนไทย คว้า Best Practice ปี 2551

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4037


จากการที่กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสภา ผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) จัดงาน Thailand Internation Logistics Fair 2008 ขึ้นเมื่อวันที่ 11-12 กันยายนที่ผ่านมา ในงานนี้ได้มีการจัด ประกวดต้นแบบโลจิสติกส์ ปี 2551 (Logistics Model Award 2008) ด้วยเป็นครั้งที่ 2 ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของรัฐบาล ที่ต้องการสร้างความตื่นตัวด้านการพัฒนาโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแก่กลุ่มผู้ประกอบการเอกชน

ผลการตัดสินรายชื่อบริษัทที่ได้รับรางวัลการประกวดต้นแบบโลจิสติกส์ ปี 2551 ได้แก่ บริษัท วี-เซิร์ฟ โลจิสติกส์ จำกัด ชนะการประกวดประเภทการจัดการด้านการให้บริการโลจิสติกส์ของธุรกิจบริการโลจิสติกส์ครบวงจร บริษัท ฮาซเคม โลจิสติกส์แมเนจเมนท์ จำกัด ชนะการประกวดประเภทการจัดการด้านการให้บริการโลจิสติกส์ธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและ บริษัท เอ็กซ์เซลเล้นท์ บิสเนส คอร์ปอเรชั่น อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด ชนะการประกวดประเภทผู้ให้บริการโลจิสติกส์ด้านธุรกิจรับจัดการขนส่ง/ตัวแทนขนส่ง

ว่าที่ ร.ต.ธเนศร์ โสรัตน์ รองประธานกรรมการเครือบริษัท วี-เซิร์ฟกล่าวว่า วี-เซิร์ฟ กรุ๊ป มีบริษัทในเครือทั้งหมด 12 บริษัท มีสาขาทั้งในกรุงเทพมหานคร(กทม.) และต่างจังหวัดกว่า 10 แห่ง เป็น กลุ่มบริษัทที่ให้บริการงานด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจรของคนไทย 100% ทุนจดทะเบียนรวม 66.5 ล้านบาท มีพนักงาน 480 คน ยอดขายในปี 2551 คาดว่าประมาณ 1,100 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 10-15%

วี-เซิร์ฟ มีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ 3 แห่งเนื้อที่รวมกว่า 80 ไร่ คิดเป็นพื้นที่ใช้สอย 25,880 ต ร.ม.เฉพาะที่บางนามีขนาด 12 ไร่ พื้นที่ 12,000 ตร.ม. ทางด้านรถบรรทุกจำนวน 200 คัน บริษัทนำ GPS (Global Positioning System) มาใช้เพื่อตรวจสอบสถานะความปลอดภัย สถานที่และประหยัดต้นทุนในการขนส่ง การมุ่งลดต้นทุนขนส่งรถเที่ยวเปล่า (Back Hual) การมีระบบบรรจุตู้สินค้ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐาน C-TPAT ของสหรัฐอเมริกา

ทางด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้ในองค์กร มีการใช้ ERP SYSTEM มีระบบการจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ให้กับลูกค้านานถึง 5 ปี มีระบบออนไลน์ เพื่อตรวจสอบว่า สินค้าในขณะนี้อยู่ที่ไหน มีระบบการจัดการแบบไร้กระดาษ มีการนำ ebXML มาใช้ในการจัดทำใบขนสินค้าและเอกสารในการนำเข้า-ส่งออก ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานราชการได้โดยเฉพาะกรมศุลกากร

สำหรับเข็มทิศทางธุรกิจของเครือมีอยู่ 4 ข้อคือ

1.ต้องมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่า มีการพบปะกับซัพพลายเออร์ทุกเดือน เพื่อสร้าง ซัพพลายเชนให้ เข้มแข็ง เป็นต้น
2.บริการต้องเป็นเลิศ เช่น การประกันเวลาส่งมอบ การนำเข้าสินค้าต้องส่งมอบภายใน 2 วันหลังเรือเข้าและเอกสารครบ 95% ด้านการส่งออก ต้องทำได้ตามที่ลูกค้ากำหนด 100%
3.สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ต้องมีดัชนีชี้วัดทุกเดือน จุดไหนไม่ดีต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น และ
4.เสริมสร้างความ เติบโตและยั่งยืน

กุญแจแห่งความสำเร็จของ วี-เซิร์ฟ คือ การให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรมนุษย์และองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยมีศูนย์อบรมอยู่ที่อาคารทศพลแลนด์ ถนนรัชดาภิเษก ย่านห้วยขวาง

นายเฉลิมศักดิ์ กาญจนวริน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฮาซเคม โลจิสติกส์ แมเนจเมนท์ จำกัด กล่าวว่า ฮาซเคมฯเป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์สำหรับเคมีภัณฑ์และสินค้าอันตรายครบวงจร เป็น 1 ใน 6 บริษัทภายใต้กลุ่มบริษัท ทริพเพิล ไอ ลอจิสติกส์ กรุ๊ป (Triple I Logistics Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทของคนไทยที่ให้บริการด้านการจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการจัดการด้านโลจิสติกส์ครบวงจร มีประสบการณ์มากว่า 10 ปี ทำให้ปัจจุบันมีอัตราการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่องมากกว่า 25% ต่อปี โดยเฉพาะการทำสัญญากับเฟดเอ็กซ์ ที่ให้ฮาซเคมดำเนินการขนส่งสินค้าอันตรายไปต่างประเทศ ทำให้ยอดขายก้าวกระโดดพอสมควร และฐานลูกค้าของบริษัทกว่า 90% เป็นบริษัทข้ามชาติ

"อยากจะบอกว่า การคิดดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำดีด้วย สารเคมีจะไม่มีการนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่มีสินค้าอื่นบรรจุอยู่ และเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องปลอดภัยด้วย สินค้าอันตรายบางประเภทจะไม่รับเก็บในโกดังที่อาจเกิดอันตรายต่อพนักงาน"

สำหรับกุญแจแห่งความสำเร็จนั้น นายเฉลิมศักดิ์กล่าวว่า มีด้วยด้วยกัน 3 ปัจจัยหลักคือ

1.มีความรู้ในสินค้าเคมีอันตราย
2.การจัดระบบรักษาความปลอดภัยและ
3.ความเป็นมืออาชีพ

นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซ์เซลเล้นท์ บิสเนส คอร์ปอเรชั่น อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด(EBCI) กล่าวว่า จุดแข็งของบริษัทคือ ให้คำปรึกษาและบริการแบบครบวงจรด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ทำ VMI บริหารสต๊อกร่วมกับลูกค้า หรือแม้แต่ช่วยหาตลาดให้กับลูกค้าทันทีที่ลูกค้าเปิดออร์เดอร์มา บริษัทจะมีพนักงานเข้าไปดูแลงานทั้งหมดให้ ทั้งกฎระเบียบข้อบังคับ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากข้อตกลงการค้าเสรีไทยกับประเทศต่างๆ การดำเนินการพิธีศุลกากร เป็นที่ปรึกษาวิเคราะห์และเปิด L/C การดูแลการขนส่ง รถบรรทุก เครนยกสินค้า แรงงาน การเอาสินค้าเข้าคลัง ดูแลการบรรจุหีบห่อ ดูแลเทคนิคและบริการซอฟต์แวร์ที่ดีไซน์โดยบริษัทให้โดยภาพรวมในการช่วยลูกค้าลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัทคือ

1.ระบบงานลูกค้าต้องมีมากกว่าความพอใจ
2.จัด พนักงานร่วมปรึกษาหารือกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน
3.จัดทำแผนธุรกิจ
4.การจัดอบรม ณ บริษัทลูกค้า และ
5.งานที่ทำให้ลูกค้าต้องถูกต้อง ดี ครบถ้วน

หน้า 12


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #10
Eternity, partner set sights on Indochina

Bangkokpost 18/09/2008


Eternity Grand Logistics Plc and Nagoya-based Aichi Kaiun Co are teaming up to expand their businesses in Indochina now that the Japanese company holds an 18% stake in the MAI-listed logistics service provider. Aichi Kaiun bought 25 million new shares of Eternity in a private placement at 5.10 baht each, bringing the latter's registered capital to 140 million baht. Eternity received 127.5 million baht in fresh funds from the transaction.


Downplaying the impact of Thailand's ongoing political strife, Kensuke Haruki, the president of Aichi Kaiun, said that Southeast Asian countries such as Thailand were an interesting option for a Japanese company to minimise risks from expanding business only in China.




Poonsak Thiapairat, president of Eternity, said co-operation with Aichi Kaiun would help Eternity expand business in the Greater Mekong Subregion (GMS).


''We are looking at countries such as Vietnam, Laos, and Cambodia,'' he said.


By expanding the Japanese customer base in Thailand and developing sea as well as rail freight services, Eternity aims to lift its total revenue to two billion baht in 2010 from 1.3 billion baht targeted for this year.


Aichi Kaiun, one of the top five third-party logistics service providers in Nagoya, specialises in primary products such as steel, coal and aluminium, as well as agricultural and recycled products.


In 1994, the company entered China by opening the first office in Shanghai, and later expanded to Guangzhou, Tianjin and Dalian.


Mr Poonsak said the proceeds from the capital increase would be used to pay Eternity's short-term debts, expand its Bang Na warehouse and develop GMS business with the remainder used as working capital.


Eternity (ETG) shares closed yesterday on the Market for Alternative Investment at four baht, down four satang, in trade worth 24,000 baht.
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #11
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรชงผุดเมกะโปรเจ็กต์ 1.9 ล้านล้าน ใน 5 ปี

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2359 22/09/2008


สนข.ชงผุดเมกะโปรเจ็กต์ในระยะ 5 ปี รวมมูลค่ากว่า 1.9 ล้านล้านบาท ดันแผนลงทุนทั้งรถไฟฟ้า-รถไฟทางคู่-ทางด่วน-ท่าเรือ-มอเตอร์เวย์-สนามบิน สานต่อนโยบายรัฐบาล พร้อมเตรียมแผนพัฒนาที่ดินการรถไฟฯ 3 แปลงใหญ่ ย่านมักกะสัน-บางซื่อ-สถานีแม่น้ำด้วย เชื่อการเมืองเปลี่ยนไม่กระทบแผนงาน คาดเริ่มงานได้นับตั้งแต่ปี 51 จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ได้ในปี 55


นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ สนข. ได้ทำการรวบรวมรายโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ของกระทรวงคมนาคม ไว้เตรียมนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นแผนการลงทุนในระยะ 5 ปี คือระหว่างปี 2551-2555 แบ่งออกเป็นกลุ่มโครงการขนส่งทางถนน กลุ่มโครงการขนส่งทางรางและขนส่งมวลชน กลุ่มโครงการขนส่งทางน้ำ และกลุ่มโครงการขนส่งทางอากาศ วงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 1,991,792 ล้านบาท


ทั้งนี้ถือว่าทุกโครงการที่นำเสนอนี้เป็นโครงการที่มีความเร่งด่วน และจำเป็นที่จะต้องดำเนินการทุกโครงการ เนื่องจากแต่ละโครงการล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ มีผลต่อการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาฉบับที่ 10 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ด้วย ส่วนที่มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นั้น เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินแผนงานอย่างแน่นอน เพราะนโยบายในการดำเนินงานเป็นไปในแนวทางเดียวกันอยู่แล้ว


สำหรับรายละเอียดโครงการที่สำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มโครงการขนส่งทางรางและขนส่งมวลชน แบ่งออกเป็นโครงการระบบขนส่งทางราง ภายใต้ความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) รวม 14 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 964,476 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 1 โครงการ และเป็นโครงการใหม่อีก 13 โครงการ โดยมีโครงการที่สำคัญ ประกอบด้วย โครงการระบบรถไฟชานเมือง ช่วงบางซื่อ-รังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 36 กิโลเมตร (กม.) มูลค่า 77,053 ล้านบาท, โครงการระบบรถไฟชานเมือง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง/บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก 19 กม. มูลค่า 32,665 ล้านบาท


นอกจากนั้นยังมี โครงการจัดซื้อรถโดยสาร 16 ขบวน 6,868 ล้านบาท โครงการจัดหาหัวรถจักรใหม่ 20 คัน 3,300 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่ ช่วงแก่งคอย-คลองสิบเก้า-ฉะเชิงเทรา 106 กม. มูลค่า 7,648 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่เป็นช่วงๆ ระยะทาง 834 กม. 75,000 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่รางขนาด 1.435 เมตร ระยะทาง 2,344 กม. เพื่อการพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายเส้นทางการค้าใหม่ มูลค่า 319,312 ล้านบาท โครงการปรับปรุงทางระยะที่ 5-6 รวม 586 กม. มูลค่า 14,607 ล้านบาท โครงการจัดหาแคร่สินค้า 308 คัน มูลค่า 770 ล้านบาท โครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์ มูลค่า 200,000 ล้านบาท โครงการพัฒนาพื้นที่สถานีแม่น้ำ มูลค่า 8,300 ล้านบาท และการพัฒนาพื้นที่สถานีบางซื่อและโครงการพัฒนาพื้นที่ย่านพหลโยธิน 2,000 ไร่ มูลค่า 200,000 ล้านบาท ด้วย


ส่วนโครงการด้านระบบขนส่งมวลชน ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ สนข. มีแผนดำเนินการทั้งสิ้น 5 โครงการ รวมมูลค่า 616,578 ล้านบาท เป็นโครงการที่เตรียมจะประกวดราคาก่อสร้าง 3 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ 12 กม. มูลค่า 31,118 ล้านบาท โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ 13 กม. 24,585 ล้านบาท และ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค 27 กม. มูลค่า 80,410 ล้านบาท รวมถึงมีโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดระบบขนส่งมวลชนทางราง ระยะต่อไป อีก 8 โครงการ รวมระยะทาง 236 กม. มูลค่า 420,000 ล้านบาท ส่วนอีกโครงการเป็นโครงการที่ดำเนินการประกวดราคาอยู่ในขณะนี้คือโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง


ด้านกลุ่มโครงการขนส่งทางถนนนั้น มีมูลค่าการลงทุนรวม 336,738 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการในความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ด้วย ซึ่งมีแผนจะลงทุนโครงการใหม่เพิ่มอีก 3 โครงการ ประกอบด้วย ทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก กทม. 17 กม. มูลค่า 19,691 ล้านบาท, โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายใต้ตอน S2 (บางนา-ปู่เจ้าสมิงพราย) ระยะทาง 7.8 กม. มูลค่า 18,391 ล้านบาท และโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ (วงแหวนตะวันตก-รัตนาธิเบศร์-แคราย-งามวงศ์วาน-4 แยกเกษตรศาสตร์-นวมินทร์-เสรีไทย-รามคำแหง-มอเตอร์เวย์ชลบุรี) 39.7 กม. มูลค่า 68,586 ล้านบาท


นอกจากนั้นยังมี โครงการในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง (ทล.) ที่มีโครงการสำคัญ คือ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 5 สายทาง รวมวงเงินลงทุน 156,840 ล้านบาท คือ โครงการสายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา 196 กม. มูลค่า 52,720 ล้านบาท โครงการสายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี 98 กม. มูลค่า 23,770 ล้านบาท โครงการสายนครปฐม-สมุทรสงคราม-ชะอำ 118 กม. มูลค่า 37,300 ล้านบาท โครงการสายพัทยา-มาบตาพุด 89 กิโลเมตร มูลค่า 10,650 ล้านบาท โครงการสายบางปะอิน-นครสวรรค์ 206 กม. มูลค่า 32,400 ล้านบาท


อีกทั้งยังมีโครงการก่อสร้างขยายทางสายหลักให้เป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ช่วงการลงทุน ปี 2551-2554 ของ ทล. จำนวน รวม 8 เส้นทาง ระยะทางรวม 433 กม. จำนวนเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 11,240 ล้านบาท ด้วย


นอกจากนั้นแล้ว ยังมีโครงการสำคัญอีกหลายโครงการด้วย อาทิ โครงการปรับปรุงถนนลูกรังเป็นถนนลาดยางทั่วประเทศ (ถนนไร้ฝุ่น) ระยะทางรวมทั้งสิ้น 7,200 กม. กรอบวงเงินลงทุนรวม 34,290 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณนนทบุรี 1 ระยะทางรวม 4.3 กม. ค่าก่อสร้างรวม 3,936 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 และโครงการก่อสร้างและขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. มูลค่า 74,000 ล้านบาทด้วย
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #12
ขู่ฟ้องศาลแพ่งให้ท่าเรือชดใช้ 300 ล้าน

วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551 เวลา 20:23:56 น. มติชนออนไลน์


เมื่อวันที่ 23 กันยายน นายทองอยู่ คงขันธ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้านำเข้าและส่งออก เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ สมาคมจะยื่นเอกสารต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อฟ้องประธานสหภาพรัฐวิสาหกิจการท่าเรือแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ประธานคณะกรรมการ กทท. กรณีที่หยุดปฏิบัติงานเพื่อร่วมขับไล่รัฐบาล ทำให้เอกชนที่ทำธุรกิจกับการท่าเรือได้รับความเสียหาย ประเมินเบื้องต้น 300 ล้านบาท ส่วนจะชดใช้ด้วยวิธีการใดขึ้นอยู่กับคำสั่งศาล

"ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะกิจการของการท่าเรือคือให้บริการประชาชน จึงไม่สมควรหยุดงานเพื่อไปขับไล่ หรือยุ่งเกี่ยวกับการเมืองจนไม่คำนึงถึงหน้าที่หลักของตนเอง ที่ผ่านมาหากฝ่ายบริหารของการท่าเรือแสดงท่าทีว่าต้องการเจรจากับเราบ้างเพื่อหาทางออกร่วมกัน ก็คงไม่ถึงขั้นฟ้องร้อง แต่ที่ผ่านมายังไม่มีท่าทีว่าจะมีการเจรจา เอกชนจึงต้องดำเนินการเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม" นายทองอยู่กล่าว

อนึ่ง เมื่อวันที่ 4-5 กันยายนที่ผ่านมา พนักงานการท่าเรือได้หยุดให้บริการที่ท่าเรือกรุงเทพ ประมาณ 300 คน โดยสหภาพ การท่าเรือ อ้างว่าเป็นการลางาน และได้แจ้งให้บริษัทเรือทราบล่วงหน้าเพื่อให้ใช้บริการท่าเรือแหลมฉบังหรือท่าเรืออื่นๆ
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #13
บทด.ยังไร้ทิศ รอรัฐบาลใหม่ เคาะทางสว่าง

โพสต์ทูเดย์ วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551


“บทด.” วอนรัฐ ให้คำตอบชัดเจนเรื่องบริษัท ร่วมทุน หวังเดินหน้าประกอบธุรกิจหาประโยชน์ให้รัฐและเรือไทย มากขึ้น

นายสุวภัทร สุวรรณกิจบริหาร รักษาการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล (บทด.) เปิดเผยว่า ในช่วงปลายเดือน ต.ค. 2551 นี้ จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท บทด. ระหว่างบริษัท ไทยเดินเรือทะเล กับสมาคมเจ้าของเรือไทย (สจท.) หลังจากที่ผ่านมาต้องเลื่อนการประชุม เนื่องจากติดขัดในกระบวนการการอนุมัติจากกระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทร่วมทุนต้องการความชัดเจนจากภาครัฐ ว่าจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับบริษัทร่วมทุน หรือ บทด. เพราะที่ผ่านมามีปัญหาทางการเมือง จึงไม่มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมกิจการพาณิชยนาวีในสมัยรัฐบาลที่แล้วได้เลย

ขณะนี้ได้ส่งหนังสือถึงนายประสงค์ ตันมณีวัฒนา อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (ขน.) ในฐานะเลขาคณะกรรมการส่งเสริมกิจการพาณิชยนาวี เพื่อให้ส่งเอกสาร และรายงานให้คณะรัฐมนตรีใหม่รับทราบและรับเรื่องนี้ไปดำเนินการ

“เอกชนที่ร่วมทุนได้ติดต่อขอซื้อเรือขนส่งสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น ไว้แล้ว แต่ต้องการความชัดเจน ว่ารัฐบาลจะให้บริษัท ไทยเดิน เรือทะเล ลงทุนในส่วนที่เหลืออีก 100 ล้านบาทหรือไม่” นายสุวภัทร กล่าว

นายภูมินทร์ หะรินสุต ประธาน สจท. และประธานสหพันธ์เจ้าของเรืออาเซียน (FASA) กล่าวว่า บทด.มีรายได้ และสามารถนำมาขยายธุรกิจการขนส่งสินค้าทางเรือได้บางส่วน เนื่องจากมีสัญญาขนส่งสินค้าทั้งภาครัฐและเอกชนถึงปี 2554
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #14
บอร์ดบขส.ไฟเขียว8พันล้าน เช่าซื้อเมล์เอ็นจีวี 800 คัน 4 ปี

Thaipost 24 กันยายน 2551


บอร์ด บ.ข.ส.ไฟเขียวทุ่ม 8 พันล้านบาท เช่าซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 800 คัน เป็นเวลา 4 ปีคาดดำเนินการได้กลางปีหน้า

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บ.ข.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บขส.ที่มีนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการจัดหารถโดยสารปรับอากาศใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) ทดแทนรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงน้ำมันดีเซล จำนวน 800 คัน เป็นรถโดยสารของ บ.ข.ส.จำนวน 269 คัน มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 10-18 ปี และรถเช่าของบริษัทฯ ซึ่งทยอยหมดอายุสัญญาเช่าตั้งแต่ปี 2550-2554 จำนวน 531 คัน

โดยให้ใช้วิธีการเช่าซื้อ ซึ่งมีกำหนดระยะเช่าซื้อ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-2558 เป็นวงเงินเช่าซื้อ 6,327.66 ล้านบาท วงเงินค่าซ่อม 1,820 ล้านบาท รวม 8,147.66 ล้านบาท เมื่อครบกำหนดให้รถโดยสารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บ.ข.ส. โดยคาดว่าน่าจะดำเนินการได้กลางปี 2552
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #16
นักวิจัยมข.พัฒนาโลจิสติกส์อ้อย ชู 3 โมเดลช่วยลดค่าขนส่งกว่า 12%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2360 24/09/2008


นักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่นโชว์ผลสำเร็จ พัฒนาโมเดลโลจิสติกส์ขนส่งอ้อยป้อนโรงงาน เผยมี 3 โมเดลสามารถช่วยลดค่าขนส่งได้กว่า 12% เตรียมนำผลวิจัยออกเผยแพร่ทั่วประเทศ


นางรัตนาภรณ์ จึงสงวนสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยถึงโครงการลดต้นทุนโลจิสติกส์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.)ว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพสูงในการผลิตอ้อย แต่ประสิทธิภาพยังอยู่ในระดับต่ำและต้นทุนการผลิตสูง โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ ขาดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตสูง ทนต่อโรคและแมลงศัตรู ขาดการจัดการเขตเกษตรกรรมที่เหมาะสม ขาดการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการผลิตและบริหารจัดการไร่อ้อยอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ในการเก็บเกี่ยวและขนอ้อยเข้าโรงงานก็มีต้นทุนสูง ขณะที่ผลตอบแทนต่ำ เนื่องจากขาดการบริหารจัดการเก็บเกี่ยวและการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินโครงการลดต้นทุนโลจิสติกส์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อให้ต้นทุนลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ดำเนินการมาแล้ว สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึงร้อยละ 12 และพร้อมจะทำการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ต่อไป


ผศ.ดร.วีรพัฒน์ เศรษฐ์สมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) กล่าวในฐานะหัวหน้าโครงการว่า โลจิสติกส์อ้อยเข้าโรงงาน เป็นกระบวนการทำงานตั้งแต่การตัดอ้อย การขึ้นอ้อย การขนส่ง และการขนถ่ายหน้าลาน คิดเป็นต้นทุนสัดส่วนถึง 40% ของต้นทุนการผลิตอ้อย ยิ่งปัจจุบันภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงตามไปด้วย ส่งผลให้ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จึงได้ทำการศึกษาวิจัยตามแหล่งผลิตทั่วประเทศ เป็นเวลา 10 เดือน คือ ช่วงเดือน ก.พ.-ก.ย.2551 ที่ผ่านมา มีการประยุกต์ใช้รูปแบบโลจิสติกส์ที่เหมาะสมแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่


ในการดำเนินงานได้มีการคัดเลือกชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำร่องในการประยุกต์ใช้รูปแบบโลจิสติกส์ที่เหมาะสม โดยพิจารณาคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายใน 5 แหล่งผลิต คือ ไร่อ้อยและโรงงานในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี - กาฬสินธุ์ , พื้นที่จังหวัดสระบุรี - ลพบุรี , พื้นที่จังหวัดพิษณุโลก , พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยมีการเก็บข้อมูลเบื้องต้นของต้นทุนโลจิสติกส์ ก่อนที่จะมีการประยุกต์ใช้ จากนั้นมีการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ต้นทุนหลังการประยุกต์ใช้ตั้งแต่การขนส่งจากชาวไร่อ้อยจนถึงโรงงาน


ผศ.ดร.วีระพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า รูปแบบโลจิสติกส์ หรือโลจิสติกส์โมเดล( Logistic Models) ที่นำมาใช้มีทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ โลจิสติกส์โมเดล


สำหรับการจัดการแรงงาน โดยเน้นการวางแผนด้านแรงงาน การรวมกลุ่มแรงงาน การใช้แรงงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน โลจิสติกส์โมเดลสำหรับการเก็บเกี่ยว มุ่งเน้นการตัดอ้อยสดและสะอาด การวางแผนร่วมในการตัด-ขึ้น-ขนส่งให้สอดคล้องเพื่อลดความสูญเสียจากการรอคอย และความสูญเปล่าจากการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำการขึ้นอ้อยแบบมีแบบแผน ทั้งการใช้รถคีบและรถบรรทุกในไร่อ้อย เพื่อลดความสูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิง


สุดท้าย คือ โลจิสติกส์โมเดล สำหรับการขนส่ง โดยเน้นการรวมกลุ่มใช้รถบรรทุก การวางแผนการใช้รถ การกำหนดปริมาณการขนส่งขั้นต่ำ การลดความสูญเปล่า การประหยัดพลังงาน และการส่งผ่านสถานีขนถ่ายสำหรับชาวไร่อ้อยรายย่อย ซึ่งผลจากการประยุกต์ใช้โลจิสติกส์โมเดลในการลดต้นทุนโลจิสติกส์อ้อยเข้าโรงงาน ทั้ง 5 กลุ่มเป้าหมายนี้ มีอ้อยรวมทั้งสิ้น 83,160 ตัน สามารถลดต้นทุนได้ถึง 2.86 ล้านบาท หรือคิดเป็น 12.42% ของต้นทุนโลจิสติกส์อ้อยเข้าโรงงานในพื้นที่เป้าหมาย สร้างความพึงพอใจแก่ชาวไร่อ้อยที่นำร่อง และพร้อมจะเป็นต้นแบบในการลดต้นทุนนี้ให้ชาวไร่อ้อยรายอื่นต่อไปด้วย
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #17
ยักษ์โลจิสติกส์เล่นเกมตัดราคา 20%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2360 24/09/2008


ยักษ์โลจิสติกส์ใหญ่ข้ามชาติเล่นสงครามราคา สั่งตายโลจิสติกส์สายพันธุ์ไทย หวังกินรวบตลาด แห่เสนอราคาตัดหน้าถูกกว่าตั้งแต่ 20% ขึ้นไป บีบรายเล็กติดกับ กดดันให้แปรสภาพเป็นซับคอนแทร็กต์ ฉุดรายได้วูบเห็นๆ ด้านเคอรี่ปฏิเสธกระแสข่าวการเสนองานตัดราคาไม่เป็นความจริง

แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศไทย เริ่มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากกลุ่มผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายใหญ่หันมาเล่นสงครามราคากับผู้ประกอบการโลจิสติกส์คนไทย ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) โดยเสนอราคาค่าบริการถูกกว่า 20% ขึ้นไป แล้วแต่ลักษณะงานโลจิสติกส์


"การแข่งขันในลักษณะนี้รุนแรงมากในพื้นที่ภาคตะวันออก เนื่องจากเป็นแหล่งที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น จึงมีการขนส่งวัตถุดิบไปยังโรงงานและขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมสำเร็จรูปแล้วออกจากโรงงานเพื่อกระจายไปยังฐานลูกค้าทั่วประเทศและส่งออกระหว่างประเทศอย่างคึกคัก"


++โวยกลุ่มข้ามชาติเสนอราคาตัดหน้า


แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้กำลังจับตามอง บริษัทเคอรี่ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้ให้บริการธุรกิจโลจิสติกส์สัญชาติฮ่องกง และบริษัทเอ็น วาย เค โลจิสติกส์ฯ(NYK) ให้บริการขนส่งจากญี่ปุ่น และอีกหลายๆบริษัทที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการโลจิสติกส์ข้ามชาติ เนื่องจากมีการระบุว่า กลุ่มโลจิสติกส์สายพันธุ์ข้ามชาติเหล่านี้ เสนอราคาประมูลงานบริการด้านโลจิสติกส์ต่ำกว่าอัตราที่รายอื่นๆคิดค่าบริการ ทำให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ เข้ามาผูกขาดตลาดด้านขนส่งและชิปปิ้ง และบริการโลจิสติกส์ด้านอื่นๆมากขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกไม่สามารถแข่งขัน อีกทั้งจะกดราคาค่าบริการให้ต่ำลงเหมือนกลุ่มโลจิสติกส์ข้ามชาติ ก็ทำไม่ได้ เพราะมีสายป่านไม่ยาวพอ


++บีบโลจิสติกส์ไทยเป็นซับคอนแทร็กต์


สำหรับอัตราค่าบริการ ค่าขนส่งรถหัวลากตู้คอนเทนเนอร์จากแหลมฉบังไปยังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดราคาตามท้องตลาดทั่วไปอยู่ที่ 4,500 บาท/เที่ยว/ตู้คอนเทนเนอร์ ในขณะที่ทุนโลจิสติกส์ข้ามชาติบางรายไปเสนอราคาตัดหน้าที่ 3,500 บาท/เที่ยว/ตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ลูกค้าแห่ไปใช้บริการจากกลุ่มทุนโลจิสติกส์รายใหญ่แทน ในขณะที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายเล็กเมื่อไม่มีลูกค้าก็ถูกบีบให้เป็นผู้รับช่วง(ซับคอนแทร็กต์)ให้กับทุนข้ามชาติอีกทอดหนึ่ง


"เมื่อแปรสภาพไปเป็นผู้รับช่วงผลิตมากขึ้นทำให้รายได้วูบลงทันทีเพราะจากเดิมรับงานเองโดยดีลกับลูกค้าโดยตรง แต่พอมารับงานในลักษณะผ่านบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่ทำให้รายได้เหลือแค่ 200-300 บาท/เที่ยวเท่านั้นเพราะเป็นเพียงผู้รับช่วงผลิต เท่ากับรายได้หายไปทันทีหลายเท่าตัว/เที่ยว"


++"อีบีซีไอ"การันตีมีตัดราคาจริง


สอดคล้องกับที่นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซ์เซลเล้นท์ บิสเนส คอร์ปอร์เรชั่น อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด (บจก.) หรือ อีบีซีไอผู้เชี่ยวชาญและให้บริหารจัดการวางระบบและปฏิบัติการโลจิสติกส์และวิเคราะห์ระบบ กล่าวว่า ขณะนี้มีบริษัทที่ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์รายใหญ่ครบวงจรรายหนึ่ง มีชื่อเสียงด้านขนส่งทางเรือโดยให้บริการขนส่งทางเรือในประเทศและระหว่างประเทศ เป็นกลุ่มทุนสัญชาติญี่ปุ่น มีงบประมาณพอที่จะยอมขาดทุนก่อนถึง 150 ล้านบาท เพื่อที่จะครอบครองส่วนแบ่งตลาดโดยการลดค่าบริการด้านโลจิสติกส์ให้ต่ำลงมากกว่าคู่แข่ง


"ขณะนี้การให้บริการวิ่งรถตู้คอนเทนเนอร์ มีราคาตลาดอยู่ที่ 3,000 บาท/เที่ยว ผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายก็ไปตัดราคาอยู่ที่ 2,500 บาท/เที่ยว บริษัทเล็กๆที่ไม่มีงาน ก็เข้าไปรับช่วงจากบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่ ทำให้ราคาที่เสนอให้ลูกค้า 2,500 บาท/เที่ยว จะถูกแบ่งเป็นสองส่วน โดยส่วนแรก 2,300 บาท/เที่ยวผู้รับงานซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่ก็รับไปในฐานะที่ดีลลูกค้าเองโดยตรง และ 200 บาท/เที่ยวตัดออกไปให้บริษัทโลจิสติกส์ที่เข้ามาเป็นผู้รับช่วง


นอกจากนี้ผู้ที่เข้าไปรับช่วงให้กับบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่บางราย จะกำหนดเงื่อนไขว่า ป้ายข้างรถขนส่งจะต้องเป็นชื่อบริษัทที่จ้างให้มารับช่วง และจะต้องวางบิลในนามบริษัทที่ว่าจ้างด้วย"


++จี้รัฐดูแลด่วนก่อนถูกฮุบเรียบ





นายสายัณห์ตั้งข้อสังเกตอีกว่าปัญหาในลักษณะแบบนี้ หากรัฐบาลไม่รีบลงมาดูแล ระยะยาวจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ ขณะที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์คนไทยพัฒนาอย่างไรก็ไม่สามารถแข่งขันได้ จนในที่สุดก็จะถูกผูกขาดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศเพียงไม่กี่ราย


ซึ่งขณะนี้มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วคือ บริษัทขนส่งทางเรือระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นกลายเป็นของบริษัทต่างชาติเกือบหมดแล้ว และบริษัทเหล่านี้มีบทบาทในการขึ้นค่าระวางเรือโดยที่ผู้ส่งออกไทยก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หรือมีอำนาจการต่อรองได้น้อยลง


++"ทีแอลเอ"แนะใช้กฎหมายคุ้มครอง


ด้านนายชุมพล สายเชื้อ ประธาน บจก. ไทย โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ หรือTLA ให้ความเห็นว่า ปัญหาการตัดราคานั้น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ประกอบการต่างถิ่นเข้ามารับงานและมีการตัดราคากันมากกว่าการตัดราคากันเองของผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยวิธีการแก้ไขที่ผ่านมาหากผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายเป็นสมาชิกอยู่ในชมรม หรือสมาคม การแก้ปัญหาก็จะทำได้ง่าย โดยสมาคมจะเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยส่วนใหญ่จะตกลงกันได้ แต่หากผู้ประกอบการไม่มีสังกัดการแก้ไขก็ทำได้ลำบาก


"ภาครัฐ ออกมาตรการป้องกันการตัดราคา หรือใช้กฎหมายห้ามการผูกขาดตลาด เพื่อให้การดำเนินธุรกิจแข่งขันอย่างเป็นธรรม และปกป้องผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการคนไทยที่ถือว่ายังมีศักยภาพสู้ต่างชาติไม่ได้ ซึ่งในประเทศที่เจริญแล้วก็ใช้มาตรการนี้เช่น ที่ประเทศอังกฤษ


สำหรับการปรับตัวของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่เป็นSMEsในช่วงที่ผ่านมา จะหันไปจับมือรวมตัวกันเพื่อตั้งบริษัทกลางอย่างTLA เป็นคลัสเตอร์รุ่น1 ที่เกิดจากการรวมตัวของ31บริษัท และล่าสุดตั้งบริษัท สยามโลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด (SLA )จากการรวมตัวของ 28 บริษัท เป็นการรวมกลุ่มคลัสเตอร์รุ่น 2 โดยการตั้งบริษัทดังกล่าวจะมีบทบาทเป็นบริษัทกลางมีหน้าที่ทำตลาดรวมให้กับสมาชิก บริหารต้นทุนให้ต่ำลง และพัฒนาต่อยอด เสนอบริการแบบโซลูชัน ออกแบบโลจิสติกส์ ทำให้สมาชิกได้ประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง และมีฐานลูกค้ามากขึ้น โดยที่แต่ละบริษัทที่มารวมตัวกันมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป


++เคอรี่ยันมาตรฐานระดับพรีเมียม


ทั้งนี้"ฐานเศรษฐกิจ"ได้ติดต่อไปยังนายสิทธิพร เตชภมรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บจก.เคอรี่ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) กลุ่มทุนข้ามชาติด้านโลจิสติกส์สัญชาติฮ่องกง กล่าวปฏิเสธถึงกระแสข่าวการเสนองานตัดราคาว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากการเสนองานของบริษัททุกครั้งจะมีมาตรฐานในระดับพรีเมียม และใช้วิธีขายเป็นแพ็กเกจที่ครอบคลุมการให้บริการทุกส่วน ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของบริษัท เนื่องจากลูกค้าจะไม่ต้องเสียเวลาไปติดต่องานส่วนอื่น


"กระแสข่าวที่เกิดขึ้น คงไม่ใช่ บจก. เคอรี่ โลจิสติคส์ เพราะทุกวันนี้เรายังโดนลูกค้าบ่น ว่าทำไมค่าบริการแพงกว่ารายอื่น ซึ่งก็ได้พยายามอธิบายกับลูกค้าว่าสิ่งที่ เคอรี่ มีให้นั้นลูกค้าจะได้รับบริการทุกอย่างอย่าง ครบถ้วน และรับประกันความเสียหายในทุกขั้นตอน โดยลูกค้าสามารถตัดปัญหาทุกอย่างได้เลยในการใช้บริการกับเรา"


ดังนั้นสิ่งที่เราสู้คือ สู้ด้วยคุณภาพ และงานบริการที่ครบวงจรและในส่วนซับคอนแทร็กต์ ที่บริษัทกระจายงานให้แก่พาร์ตเนอร์นั้น ก็ไม่น่ามีปัญหาเช่นกัน เนื่องจากบริษัทมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้ที่ชัดเจน และพาร์ตเนอร์ส่วนใหญ่ก็ร่วมงานกับบริษัทมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นบริษัทอื่น เนื่องจากในภาคตะวันออกมีผู้ให้บริการที่เป็นรายใหญ่ข้ามชาติจำนวนมาก ซึ่งยอมรับว่ามีการแข่งขันอย่างรุนแรง


อนึ่งปัจจุบันมีกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยแล้ว เช่น บจก. อีจีแอล อีเกิ้ล โกลบอล โลจิสติกส์(EGL) ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและบริการคลังสินค้าจากสหรัฐอเมริกา,บริษัทเอ็น วาย เค โลจิสติกส์ฯ(NYK) ให้บริการขนส่ง จากญี่ปุ่น ,บจก. เอ็กซ์ปิไดเตอร์ส จากอเมริกา ให้บริการซื้อขายระหว่างเรือและอากาศทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ, บจก. ดีเอชแอล โกลเบิล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง(DHL)ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้าจากเยอรมนี,บจก. ลินฟ้อกซ์ ทรานสปอร์ต(LINFOX)จากออสเตรเลีย ให้บริการขนส่ง ,บริษัท ซีว่า ลอจิสติกส์ฯ ให้บริการด้านบริการคลังสินค้าและขนส่ง จากออสเตรเลีย,บริษัท เอเวอร์


กรีนคอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล บริการท่าเทียบเรือนำเข้าและส่งออกจากไต้หวัน และบริษัทเมอส์ก โลจิสติกส์ ขนส่งทางทะเล อากาศและทางบก จากประเทศเดนมาร์ก เป็นต้น
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #18
เปิดบ้าน 'ซีว่า' ดูศูนย์ 'Vehicle Logistics' อีกหนึ่งกลยุทธ์ของผู้นำโลจิสติกส์อุตฯ ยานยนต์

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2360 24/09/2008


ในแวดวงผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ "ซีว่า" หรือ บริษัท ซีว่า ลอจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือเป็นยักษ์ใหญ่ทุนออสเตรเลียที่ต้องจับตามอง เพราะนอกจากจะมีส่วนแบ่งเป็นเค้กก้อนใหญ่ในตลาดต่างๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรม สินค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยี ฯลฯ แล้ว ยังเป็นผู้นำในการให้บริการขนส่งสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีฐานลูกค้ารวมกว่า 30% อีกด้วย โดยล่าสุด "ซีว่า" ได้เสริมความแข็งแกร่งอีกครั้งด้วยการเปิดหน่วยธุรกิจใหม่ขึ้นในชื่อ "บริษัท ซีว่า วีฮิเคิล ลอจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด" เพื่อรองรับการขนส่งยานพาหนะในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์เมืองไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง

-โชว์ศูนย์ปฏิบัติการขนส่งยานพาหนะ


"แม้เศรษฐกิจในประเทศจะซบเซาและมีปัญหาทางการเมือง แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ก็ยังเติบโตได้ดี เพราะไทยมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ซีว่าจึงให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์และมุ่งที่จะขยายการลงทุนในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น การเปิดแผนกใหม่ในครั้งนี้" นายวินเฟรด คีสบีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีว่า ลอจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว


เพื่อเป็นการยืนยันความพร้อมและศักยภาพของแผนกขนส่งยานพาหนะ หรือ วีฮิเคิล ลอจิสติกส์ (Vehicle Logistics) เมื่อเร็วๆนี้ ซีว่าจึงเปิดบ้านบนถนนร่มเกล้า มีนบุรี กรุงเทพฯ ให้เข้าไปเยี่ยมชม ศูนย์ปฏิบัติการ CEVA Vehicle Logistics ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกับ ศูนย์อะไหล่ บริษัท ตรีเพชร อีซูซุ เซลส์ จำกัด ลูกค้ารายใหญ่ของซีว่าวีฮิเคิล โดยภายในเปิดเป็นลานจอดรองรับรถยนต์จำนวน 2,000-3,000 คันเพื่อรอการขนส่ง


-ครึ่งปีขนส่งรถแล้วเกือบแสนคัน


นายมาร์ค ธอร์นตัน ผู้จัดการทั่วไป และ นายธเนศร เนื่องจำนงค์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายปฏิบัติการบริษัท ซีว่า วีฮิเคิล ลอจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ภาพรวมว่า บริการขนส่งยานพาหนะซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของซีว่านั้น มียานพาหนะให้บริการทั้งสิ้น 150 คัน สามารถขนส่งรถได้ 880 คันในเวลาเดียวกัน พร้อมด้วยบุคลากรที่เชี่ยวชาญกว่า 400 คน มีพื้นที่จัดเก็บรถหรือลานจอดรองรับได้ถึง 20,000 คัน และหลังจากเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 ถึงปัจจุบัน แผนกขนส่งยานพาหนะของซีว่าได้ให้บริการขนส่งรถยนต์ไปแล้วถึง 98,000 คัน มีกลุ่มลูกค้าสำคัญคือ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ อีซูซุ ทั้งยังขยายฐานไปยังกลุ่มบริษัทให้บริการรถเช่า บริษัทขายรถยนต์ส่วนบุคคลทั้งมือ 1 และ มือ 2 บริษัทด้านการเงิน และกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่อาจต้องการขนส่งรถยนต์ข้ามจังหวัดโดยไม่ต้องการใช้วิธีขับรถไปเองแบบเก่า





-ยอดขนส่งโต2แสนคันสิ้นปีนี้


นายธเนศร ระบุว่า บริการขนส่งยานพาหนะขณะนี้ให้บริการขนส่งเฉลี่ยเดือนละ 15,000 คัน และภายในสิ้นปี 2551 นี้น่าจะมียอดการขนส่งทั้งสิ้น 200,000 คัน ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายสำคัญ นอกเหนือจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายใหญ่แล้วกลุ่มลูกค้าที่เป็นบุคคลทั่วไป บริษัทจัดประมูลรถ รถเช่า เต็นท์รถมือ 2 ฯลฯ ด้วย ก็ได้ให้การตอบรับเป็นอย่างดีและคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้มียอดการขนส่งรถให้กับลูกค้ารายย่อยกลุ่มนี้เฉลี่ย 3,000-4,000 คันต่อเดือน


สำหรับระบบการทำงานของซีว่าวีฮิเคิล จะเริ่มจากการไปรับรถจากลูกค้า ซึ่งจะต้องตรวจสอบสภาพรถก่อนหนึ่งครั้ง แล้วจึงขนส่งไปยังจุดที่ลูกค้าต้องการด้วยรถบรรทุกที่สามารถขนส่งรถยนต์ได้ครั้งละ 3-7 คันต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับจำนวนรถที่ต้องขนส่งและสภาพพื้นที่ โดยรถบรรทุกขนาดบรรจุรถยนต์นั่งจำนวน 3 คันต่อเที่ยว ส่วนใหญ่จะให้บริการอยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนรถบรรทุกที่ใช้ขนส่งครั้งละ 6-7 คันต่อเที่ยวจะใช้สำหรับขนส่งไปยังต่างจังหวัด นอกจากนี้ยังมีรถบรรทุกพื้นเรียบสำหรับขนส่งรถบรรทุกเล็กขนาด 4-6 ล้ออีกด้วย


ทั้งนี้ หากลูกค้ายังไม่ต้องการให้ขนส่งทันทีก็จะนำรถไปพักไว้ในลานจอดหรือจุดพักก่อน ซึ่งในส่วนของรถจากอีซูซุมีลานจอดในศูนย์ปฏิบัติการแห่งนี้ที่รองรับได้ประมาณ 2,000-3,000 คัน รวมกับพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่จอดได้ราว 20,000 คัน ทั้งยังมีจุดพักย่อยอื่นๆ สำหรับลูกค้าทั่วไปของซีว่าที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างดีไว้รองรับอีกด้วย





-ใช้เวลาขนส่งนานสุด1วันครึ่ง


ในขั้นตอนก่อนการส่งมอบรถยนต์ถึงมือลูกค้า ซีว่าจะตรวจสอบสภาพรถอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่ารถยังอยู่ในสภาพเดิม โดยจะตรวจทั้งระบบไฟ รอยบุบ แบตเตอรี่ น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ ที่สำคัญซีว่ายังมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยให้การจัดส่งรถไปถึงมือเจ้าของได้อย่างถูกต้อง ไม่มีการสลับสับเปลี่ยนคันถึงแม้รถที่จอดรวมกันนับพันคันจะมีสภาพไม่แตกต่างกันก็ตาม ส่วนจุดหมายปลายทางของการส่งมอบนั้นมีหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือเพื่อส่งออก โชว์รูม สถานที่ประมูล เต็นท์รถ โรงแรม โดยซีว่าสามารถจัดส่งให้ทุกจุดที่ลูกค้าต้องการได้ทั่วประเทศ ใช้เวลาขนส่งในประเทศสูงสุดประมาณ 1 วันครึ่งสำหรับระยะทางไกลๆ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลหรือจังหวัดใกล้ๆ ก็จะใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น





-ชูนวัตกรรมใหม่4เรื่องหลัก


ด้านนวัตกรรมนั้น จุดเด่นของซีว่าคือการดึงประสบการณ์ในฐานะผู้นำด้านโลจิสติกส์ระดับโลกมาเสริมความแข็งแกร่งให้หน่วยธุรกิจใหม่ โดยนายมาร์ค ธอร์นตัน ให้ข้อมูลว่า ซีว่าได้นำนวัตกรรมใหม่มาใช้ใน 4 เรื่องหลักของการบริการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ลดต้นทุนค่าขนส่ง และเกิดประโยชน์แก่ลูกค้าให้มากที่สุด คือ 1. การใช้ประโยชน์ในการขนส่งจากรถเที่ยวกลับเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยการมองกลุ่มลูกค้าที่กว้างขวาง ไม่จำกัดเฉพาะผู้ประกอบอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ให้บริการถึงลูกค้าทั่วไป เต็นท์รถมือสอง ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดรถมือสองจะอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทำให้มีรถมือสองจากต่างจังหวัดขนส่งเข้ากรุงเทพฯ ในเที่ยวขากลับ เป็นต้น


2. พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ โดยนำกระบวนการดำเนินงานจากประเทศออสเตรเลียเกี่ยวกับเส้นทางที่เหมาะสมที่ลูกค้าจะสามารถจองรถยนต์ผ่านระบบออนไลน์และขั้นตอนกระบวนการขนส่งผ่านอินเตอร์เน็ตมาใช้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทย 3. การใช้ยานพาหนะที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) ที่มีความสำคัญมากในเรื่องของการประหยัดต้นทุนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม


สุดท้าย 4. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย โดยมี "ระบบการขับขี่อย่างปลอดภัย" ซึ่งมีการอบรมหลักสูตรเพิ่มพูนทักษะการขับขี่ยานพาหนะของผู้ขับ โดยพนักงานขับรถของซีว่าทุกคนต้องผ่านการอบรมอย่างเข้มงวดเป็นระยะเวลา 6 เดือน และทดสอบตามมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีการจัดระบบป้องกันผู้ขับขี่เหนื่อยล้า และมีประกันภัยทั้งบุคคลและสิ่งของที่บรรทุกด้วย


การเปิดตัวหน่วยธุรกิจใหม่ในการให้บริการขนส่งยานพาหนะครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ซีว่าผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอกย้ำความเป็นหนึ่งในธุรกิจโลจิสติกส์ประเทศไทย ซึ่งคงต้องติดตามต่อไปว่าในยุคที่โลจิสติกส์กำลังเฟื่องฟูเช่นนี้ ยักษ์ใหญ่อย่าง "ซีว่า" จะมีกลเม็ดอะไรออกมาเสริมความแข็งแกร่งและกระตุ้นการแข่งขันในตลาดให้คึกคักมากขึ้นไปอีก
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #19
ไทยเจ้าภาพประชุม'อีซีอาร์ เอเชีย แปซิปิก' ระดมสร้างเครือข่ายลดต้นทุนโลจิสติกส์

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2360 24/09/2008


ประธาน อีซีอาร์ แนะเอกชนช่วยเหลือตัวเองหาวิธีลดต้นทุนโลจิสติกส์ โดยใช้ความร่วมมือกันเป็นพันธมิตร ร่วมดูแลตลอดซัพพลายเชน ล่าสุดเตรียมจัดงานประชุม"อีซีอาร์เอเชียแปซิปิก"


กลางต.ค.นี้ หวังสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้จริง

นายมังกร ธนสารศิลป์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานนะประธานอีซีอาร์ ประเทศไทย (Efficient Consumer Response : ECR) เปิดเผยถึงสถานการณ์โลจิสติกส์ของประเทศว่า ขณะนี้ ต้นทุนโลจิสติกส์รวมของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 26% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศและสูงมากหากเทียบกับต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยต้นทุนโลจิสติกส์หลักส่วนใหญ่ของไทยสูญเสียไปก้บภาคการขนส่งและกระบวนการผลิต โดยมีปัจจัยหลักมาจาก


ภาระต้นทุนด้านพลังงานที่มีการปรับตัวสูงขึ้นมาก รวมถึงค่าเงินบาท และภาวะดอกเบี้ย


ดังนั้นภาคเอกชนจำเป็นต้องปรับกระบวนการบริหารจัดการธุรกิจ พยายามลดต้นทุนลงให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านงานบริหารจัดการภายใน และงานที่เชื่อมต่อกับภายนอก โดยอาศัยความรู้ เทคโนโลยี และการร่วมกลุ่มพึ่งพากัน สร้างเป็นข่ายความช่วยเหลือตลอดทั้งซัพพลายเชน


เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานยังสูงอยู่ ถึงแม้จะมีการปรับลดลงมาบ้างแต่ก็ยังมีแนวโน้มกลับขึ้นไปสูงใหม่


"ในส่วนของ อีซีอาร์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีแนวคิดการนำแนวทางของการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกค้าส่ง โดยเน้นในเรื่องของความร่วมมือระหว่างคู่ค้าและการบริหารความต้องการของลูกค้า ซึ่งปัจจุบันอีซีอาร์ประเทศไทย มีสมาชิกประกอบด้วย ผู้ประกอบการผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค ค้าปลีก ค้าส่ง และซัพพลายเออร์ ผู้ผลิตวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์"


ทั้งนี้จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี2540 พบว่า ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนลงได้มาก ในขณะ เดียวกันก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าและผู้บริโภค ในสภาพดี ถูกต้อง ตรงเวลา และราคาที่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลมาจากการผลักดันให้สมาชิกทำโครงการความร่วมมือระหว่างคู่ค้า


นายมังกร กล่าวอีกว่า ในปีนี้อีซีอาร์ ประเทศไทย จะจัดประชุม"อีซีอาร์ เอเชีย แปซิฟิก 2008" ในระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม 2551 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิดล์ กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดสูตรแห่งความสำเร็จสำหรับทศวรรษที่ 2 ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่อุตสาหกรรมต่างๆจะได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกค้าส่ง ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆได้


"อีซีอาร์ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนโลจิสตกส์ เป็นโครงการของเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องของความร่วมมือและการแบ่งปัน โดยเราพยายามเน้นไปที่จะทำอย่างไรให้ลูกค้าได้สินค้าที่ตัวเองต้องการ ในเวลาที่ถูกต้อง และในราคาที่เหมาะสม "


ด้านนางพจมาน ภาษวัธน์ ประธานคณะกรรมการจัดงานประชุมร่วมอีซีอาร์ประเทศไทยและอีซีอาร์ เอเชีย แปซิฟิก กล่าวเสริมว่า งานประชุมดังกล่าว ถือเป็นเวทีของภาคเอกชนที่จะมาร่วมกันสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกค้าส่ง ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆได้ โดยมีโครงการต่างๆมากมายที่ประสบความสำเร็จ สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้จริงและเป็นวิธีการสากลของประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านโลจิสติกส์ใช้ปฏิบัติงาน เช่นโครงการความร่วมมือระหว่างคู่ค้าในการเพิ่มความแม่นยำในการประมาณการยอดขาย โครงการขนถ่ายสินค้าแทนการมีคลังสินค้า และโครงการใช้รถเที่ยวเปล่า รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรเพื่อทำการฝึกอบรมให้ความรู้ด้านแนวความคิดและแนวทางการปฏิบัติของระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ให้แก่สมาชิกด้วย


โดยภายในงานจะมีการนำเสนอกรณีศึกษาการปฏิบัติงานที่ดีเยี่ยม (Best Practice) ของบริษัทชั้นนำ องค์กร ผู้เชี่ยวชาญ จนถึงผู้นำความคิดจากประเทศต่างๆ ทั้งไทย และต่างประเทศ อาทิ อินเดีย สิงคโปร์ จีน ออสเตรเลีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น โดยมีบริษัทที่ร่วมนำจุดเด่นของตนมาแสดง ประกอบด้วย ไอบีเอ็ม ดีเอชแอล เนสเล่ท์ และ ลอรีอัล อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและเจรจาธุรกิจ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะได้รับรู้ถึงวิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศของห่วงโซ่อุปทานในด้านต่างๆ ซึ่งถือเป็นสูตรสำเร็จของการดำเนินธุรกิจ (Winning Recipe)


นอกจากนี้ภายในงานยังจะมีการตัดสินการประกวด ตัวอย่างของการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศในภาคอุตสาหกรรม โดยมีบริษัทชั้นนำต่างๆทั่วเอเชีย ทั้ง ไทย เกาหลี จีน ผ่านการคัดเลือกรวม 6 โครงการ ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถรับทราบวิธีการปฏิบัติร่วมกันของแต่ละบริษัทได้ภายในงาน
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,132 Posts
Discussion Starter #20
'ฮับ'โลจิสติกส์ไทยไม่ใช่แค่ฝัน + บิ๊กCEVA เชื่อศักยภาพไทยพร้อมรบ

Source: Than News 03-Mar-08


ยักษ์CEVA มั่นใจไทยมีดีไต่ขึ้น "ฮับ" โลจิสติกส์ได้ ส่งสัญญาณปริมาณนำเข้าและส่งออก ที่เป็นผลมาจากการขับเคลื่อนของภาคการผลิต การลงทุน และการบริโภคภายในประเทศจะเป็นกำลังหนุนสำคัญ ชี้รับอานิสงส์จากฐานผลิตใหญ่ด้านฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์และยานยนต์ ยอมรับโลจิสติกส์ไทยมีจุดอ่อนคือกระจัดกระจาย

ซีอีโอCEVA พร้อมนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาให้บริการ เสนอรัฐหนุนเชื่อมระบบขนส่ง บก น้ำ อากาศ นายจอห์น แพททูโล ประธานบริหาร(ซีอีโอ) บริษัทCEVA LOGISTICS ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ประจำอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ภายหลังการมาประชุมแผนงานปี 2551 ระหว่างวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า เป็นการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูงของCEVA ที่เดินทางมาจาก 150 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นับเป็นการประชุมครั้งแรกในประเทศไทยในนามCEVA

"บริษัทมีความมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ได้หรือเป็น "ฮับโลจิสติกส์" โดยมองเป็นภาพรวมว่าเศรษฐกิจของเอเชียกว้างและหลากหลายมาก จึงมีหลายประเทศที่จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจได้ และมั่นใจว่าประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น"

ซีอีโอCEVA LOGISTICS มองว่าการที่ประเทศใดก็ตามจะก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางใดๆ ก็ตาม จะต้องมีความพร้อมในแง่ปริมาณของการนำเข้าและส่งออก ซึ่งเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนของภาคการผลิต การลงทุนและการบริโภคภายในประเทศนั้นๆ ด้วย ซึ่งไทยมีคุณสมบัติข้อนี้แล้ว เพราะตามหลักการแล้วถ้าประเทศใดมีภาคการผลิตที่หลากหลาย มีความเป็นสากล มีการลงทุนจากต่างชาติเข้าไปลงทุนมาก ก็จะมีบทบาทมาก

ขณะนี้ไทยมีหลายอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เช่น การที่ไทยเป็นฐานผลิตสำคัญด้านฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็จะทำให้เป็นส่วนหนึ่งก็มาจากแรงผลักดันจากเศรษฐกิจในภูมิภาค และถ้าโฟกัสไปในภูมิภาคอาเซียนมีหลายๆ ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และไม่ได้มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแต่เพียงผู้เดียว

"ส่วนตัวแล้วมองว่าการที่ประเทศไทยมีความหลากหลายในด้าน กิจกรรมทางธุรกิจ อุตสาหกรรม จะช่วยส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์โดยตรง และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม"

สำหรับ CEVA LOGISTICS (THAILAND) มองเห็นโอกาสดังกล่าว ทำให้ได้รับอานิสงส์ในการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไปด้วย และตั้งเป้าว่าในปี 2551-2552 จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับ 2 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญในประเทศไทย และเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ CEVA และอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่จะเพิ่มความสำคัญมากยิ่งขึ้นคือ การให้บริการโลจิสติกส์แก่อุตสาหกรรมค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีโอกาสและแนวโน้มการเติบโตสูง

แต่อย่างไรก็ตามการก้าวเป็นจุดศูนย์กลางในเรื่องใดก็ตามต้องใช้เวลาปรับตัว ซึ่งยอมรับว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยยังค่อนข้างกระจัดกระจาย ไม่เป็นกลุ่มก้อน และบริษัทผู้ให้บริการโลจิสติกส์อย่าง CEVA สามารถนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากทั่วโลก จากหลากหลายอุตสาหกรรม มาให้บริการแก่ตลาดในประเทศไทยได้ และนั่นอาจจะเป็นจุดที่บริษัทผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทยต้องพยายามไล่ให้ทัน และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าการ outsource logistics นั้นจะสามารถช่วยพัฒนาให้เศรษฐกิจเติบโตได้

ซีอีโอ CEVA LOGISTICS กล่าวทิ้งท้ายว่า การจะก้าวสู่การเป็นฮับด้านโลจิสติกส์นั้น รัฐบาลควรหนุนในสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมั่นคง และการมีดัชนีในการชี้วัดของประเทศ ความมั่นคงและสถานการณ์ที่แน่นอนของประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีอยู่แล้ว และต้องการจะให้เป็นเช่นนี้ต่อไป และรับบาลไทยจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเอื้อต่อการขนส่งสินค้า โดยเชื่อมถึงกันทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็น สนามบิน ถนน ท่าเรือ ต่างๆ จะต้องให้ความสะดวกทางพิธีการศุลกากร ด้านเอกสาร และกระบวนการต่างๆ
 
1 - 20 of 2890 Posts
Top