SkyscraperCity banner

1 - 20 of 229 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #1 (Edited)
ภาพถ่ายจากนักบิน NASA บน ISS เริ่มจากปี 2019 http://www.arcgis.com/apps/Media/index.html?appid=203cc2c9ff05451e803aeb2a4f7a5fab

กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม http://dist2.mod.go.th/home.aspx

Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization)
Delivering Values From Space

https://www.gistda.or.th/main/en

Space Camp Thailand https://www.spacecampthailand.com/

https://www.facebook.com/Spacecampthailand


Chiang Mai | National Observatory https://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=947282

Chiang Mai | National Very Long Baseline Interferometer https://www.skyscrapercity.com/showthread.php?p=135629287

Chiang Mai | Astro Park and Science Museum https://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1517279

Chumphon | Space Radar Station https://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=2225724

Chonburi | National Space Krenovation Park https://www.skyscrapercity.com/showthread.php?p=144362342
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #2 (Edited)
มาแล้ว "ดาวเทียมจิสด้า" 7.8 พันล้านบาท

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ต.ค. 2559 05:45

สศช.ชี้ขาด 5 ต.ค.นี้-ผ่านเปิดประมูลทันที 8 ชาติสนใจยันไม่ล็อกสเปก

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ
(สทอภ.) หรือ GISTDA กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า วันที่ 5 ต.ค.นี้
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.หรือสภาพัฒน์เดิม
จะมีการพิจารณาโครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือธีออส 2 หรือ
“ดาวเทียมไทยโชต 2” มูลค่า 7,800 ล้านบาท เพื่อใช้แทนดาวเทียมไทยโชต 1
ที่เหลืออายุการใช้งานอีก 4 ปี
ซึ่งถ้าผ่านการพิจารณาจะมีการเปิดให้แต่ละประเทศที่มีศักยภาพเข้าร่วมประมูลแข่งขัน
ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 7-8 ประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น อิตาลี ให้ความสนใจ
โดยการประมูลจะไม่มีการล็อกสเปก ให้แต่ละประเทศไปสู้กันในเรื่องเทคโนโลยี เทคนิค
เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ผอ.สทอภ. กล่าวต่อว่า ดาวเทียมไทยโชต 2
มีความจำเป็นเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของประเทศที่กำลังก้าวสู่ประเทศไทย 4.0
เพราะอวกาศถือว่ามีความสำคัญ โดยดาวเทียมดวงใหม่มีรายละเอียดสูง
สามารถถ่ายวัตถุที่มีขนาด 50-60 เซนติเมตรได้อย่างชัดเจน
มุ่งเน้นภารกิจด้านภาพถ่ายทางอากาศใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเกษตร 2.ภัยพิบัติ
3.ทรัพยากรธรรมชาติ 4. เมือง พื้นที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน และ 5.
ความมั่นคงของประเทศ ทั้งนี้ ดาวเทียมไทยโชต 2 จะมี 2 ดวง ดวงแรกจะ
ซื้อจากต่างประเทศและดวงที่สอง จะประกอบขึ้นเองเป็นดาวเทียมประเภท Sky box
น้ำหนักประมาณ 50-100 กิโลกรัม โดยใช้บุคลากรจากมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ เกษตรศาสตร์
3 พระจอมเกล้าฯ บูรพา มหานคร เป็นต้น รวมแล้วประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญประมาณ 100 คน

เมื่อถามว่าดาวเทียมไทยโชต 2 จะล้มเหลวเหมือนไทยโชต 1
ที่มีปัญหาการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรและดาวเทียมตกรุ่นหรือไม่ ดร.อานนท์ กล่าวว่า
คงไม่เหมือนกัน ครั้งนี้คงต้องรอบคอบรัดกุม
เมื่อถามต่อว่าปัญหาความขัดแย้งในองค์กรจบหรือยัง ผอ.สทอภ.กล่าวว่า

ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต
ซึ่งการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบราชการ.

https://www.thairath.co.th/content/741502
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #3 (Edited)
กว่า 20 หน่วยงานผนึกกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อวกาศ 20 ปี


3 เมษายน 2560 15:41 น.


คณะอนุกรรมการปรับปรุงแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศไทย จัดสัมมนา "ยุทธศาสตร์อวกาศแห่งชาติ ๒๐ ปี (๒๕๖๐-๒๕๗๙)" เพื่อรับฟังความคิดเห็น เป้าหมาย แนวทางการพัฒนา และรวบรวมแผนงาน/โครงการ ในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ (agenda based) และการประยุกต์ใช้ในเชิงพื้นที่ (area based) ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์อวกาศ 20 ปี เมื่อ 3 เม.ย.60 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า

สัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีหน่วยงานเข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) รวมถึงสถาบันการศึกษาต่างๆ

ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแนวทางการพัฒนา แผนงานและโครงการต่างๆ ให้มีความเหมาะสม ตามข้อเสนอแนะที่ได้จากการสัมมนาฯ ก่อนนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติพิจารณาในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2560 ต่อไป

http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9600000033893
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #4 (Edited)
สปท.ชงตั้ง"องค์กรอวกาศแห่งชาติ"

สปท.ชงตั้ง"องค์กรอวกาศแห่งชาติ" แนะมีก.ก.ระดับชาติขับเคลื่อนการใช้สื่อสร้างสรรค์

อาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2560 เวลา 17.00 น.

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา
ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ(สปท.) ในวันที่ 3 ก.ค.นี้ มีวาระการประชุม
3 เรื่อง คือ1.รายงานการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)
ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “การปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา”
ต่อจากการประชุมในวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา 2.
รายงานการปฏิรูปของกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง
“ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย”
ซึ่งเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการปฎิรูปด้านสื่อออนไลน์ที่ปัจจุบันมีการใช้สื่อออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง
เกิดสภาพ“สังคมก้มหน้า”ในทุกพื้นที่ ทุกเพศ และทุกวัย
ซึ่งผลการศึกษาและข้อเสนอฯจะเน้นด้านแผนปฏิบัติการที่จะทำให้สอดคล้องกับรายงาน
เรื่อง
“ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฎิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์”
โดยเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์
ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อทำหน้าที่ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนแม่บท
และนโยบายเกี่ยวกับการรณรงค์ส่งเสริมการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์
เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
การติดตามการประสานงานการสั่งการและการประเมินผลงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้สอดคล้องและเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติค
20 ปี 3.รายงานการปฏิรูปของกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมเรื่อง
“ดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังทางสังคม เสริมสร้างวินัยและความเข้มแข็งของชุมชนสังคม”

สำหรับการประชุมสปท.ในวันที่ 4 ก.ค. มีวาระการประชุม 2 เรื่อง
คือ1.รายงานการปฏิรูปของ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
เรื่อง
“การบูรณาการและเสนอแนวทางขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
และวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน 27 วาระ”
2.รายงานการปฏิรูปของกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนเรื่อง
“การปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการอวกาศและการให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย”โดยมีข้อเสนอส
อาทิ ควรจัดทำพ.ร.บ.ว่าด้วยดาวเทียมสื่อสารและการดำเนินกิจการในอวกาศที่เหมาะสมขึ้น
ให้มีการหน่วยงานในการดูแลกิจการอวกาศของชาติโดยเฉพาะ จึงควรจัดตั้ง
“องค์กรอวกาศแห่งชาติ” เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ด้านกิจการอวกาศของประเทศไทยในภาพรวม
เป็นต้น.

https://www.dailynews.co.th/politics/583052


สปท.มีมติ 143 เสียง เห็นชอบจัดตั้งองค์การอวกาศแห่งชาติ กำหนดยุทธศาสตร์ด้านกิจการอวกาศของประเทศ

วันที่โพสต์: 4 กรกฎาคม 2560

4 ก.ค. 60 – สปท.มีมติ 143 เสียง เห็นชอบรายงานการปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการอวกาศและการให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย ของ กมธ.ด้านการสื่อสารมวลชน เสนอจัดตั้งองค์การอวกาศแห่งชาติ กำหนดยุทธศาสตร์ด้านกิจการอวกาศของประเทศในภาพรวม

ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการอวกาศและการให้บริการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย ด้วยคะแนนเสียง 143 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี และงดออกเสียง 2 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 145 คน

สำหรับการดำเนินเพื่อพัฒนากิจการดาวเทียมสื่อสารไทย กมธ.ได้เสนอให้มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการดาวเทียมสื่อสาร เพื่อให้มีความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอำนวยการและหน่วยงานกำกับดูแล อาทิ กำหนดให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กำกับดูแลประสานงานคลื่นความถี่ หรือปฏิบัติหน้าที่ในงานด้านอำนวยการต่างๆ ตามขั้นตอนของการได้มาซึ่งความถี่ในวงโคจรดาวเทียม และพิจารณาจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยดาวเทียมสื่อสารและการดำเนินกิจการในอวกาศที่เหมาะสม พร้อมทั้งทบทวนประมวลกฎหมายด้านการสื่อสาร เพื่อปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารให้เกิดการบูรณาการกฎหมายอย่างเป็นระบบ รวมถึงช่วยลดข้อจำกัดทางกฎหมายอันเป็นอุปสรรคต่อการกำกับดูแลในอนาคต นอกจากนี้ยังเห็นควรให้มีหน่วยงานในการดูแลกิจการอวกาศของชาติโดยเฉพาะ ด้วยการจัดตั้งองค์การอวกาศแห่งชาติ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ด้านกิจการอวกาศของประเทศในภาพรวม ทำหน้าที่ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอวกาศ รวมถึงการปฏิบัติพันธกรณีทางกฎหมายต่างๆ อาทิ อนุสัญญากฎหมายอวกาศ ค.ศ.1967 และอนุสัญญาว่าด้วยความรับผิด ค.ศ.1972 เพื่อไม่ให้เกิดความทับซ้อนของอำนาจหน้าที่กับหน่วยงานอำนวยการของประเทศไทย

http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=7888
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #6 (Edited)
ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ว่าด้วย “ความร่วมมือด้านวัสดุวิศวกรรมสำหรับการบินและอวกาศ” ระหว่าง บริษัท โซลูชั่น ครีเอชั่น จำกัด (บริษัทในเครือ บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ

1 Jun 2017

วันที่ 1 มิถุนายน 2560 ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้มีการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ระหว่าง บริษัท โซลูชั่น ครีเอชั่น จำกัด กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งนับเป็นความร่วมมือและการพัฒนาร่วมกับภาคเอกชนที่ สทอภ. ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมหรือมี Cross Industry โดยมีเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ที่จะสามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพัฒนาวัสดุวิศวกรรม อย่างไรก็ตาม บริษัท โซลูชั่น ครีเอชั่น จำกัด มีแผนงานที่จะขยายโอกาสทางธุรกิจใน Value chain ของอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace) ในอนาคตอีกด้วย

https://www.gistda.or.th/main/th/node/1897


ทอ.หวั่นดาวเทียมพุ่งชนวัตถุอวกาศ

21/7/2560 https://www.dailynews.co.th/videos/politics/002337
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #7 (Edited)
แชร์ชีวิต “ไร้แรงโน้มถ่วง” มนุษย์อวกาศ 2 ชาติมหาอำนาจ

เผยแพร่: 31 ส.ค. 2560 09:35:00

มีคนเพียงไม่กี่คนบนโลกที่มีโอกาสขึ้นไปสัมผัส “สภาพแรงโน้มถ่วงต่ำ” บนอวกาศ แม้เขาและเธอเหล่านั้น จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของประชากรบนโลก แต่พวกเขาก็เป็นทั้งตัวแทนและผู้จุดประกายความหวัง ให้แก่คนอีกจำนวนมาก

นับจากวันที่ 12 เมษายน 1961 “ยูริ กาการิน” ได้กลายเป็นมนุษย์คนแรก ที่ได้เดินทางสู่อวกาศ ความสำเร็จในครั้งนั้น สร้างชื่อเสียงให้แก่เขาไปทั่วโลก เขาได้รับเหรียญเกียรติยศชั้นเลนิน ได้รับการขนานนามว่า เป็นวีรบุรุษของสหภาพโซเวียต มีอนุสาวรีย์ที่สร้างเพื่อเขาขึ้นหลายแห่ง และชื่อของเขายังเป็นชื่อของถนนอีกหลายแห่ง

ความโด่งดังของมนุษย์อวกาศคนแรกของโลกนั้น เป็นแรงขับเคลื่อนให้หลายๆ คนก้าวสู่วงการเทคโนโลยีอวกาศ และได้รับเลือกเป็น “มนุษย์อวกาศ” หรือ “นักบินอวกาศ” ไม่ว่าจะเป็นชนชาติสหรัฐฯ จีนหรือรัสเซีย มีหลายคนที่หลงใหล “ยูริ กาการิน” จนกระทั่งสมัครเข้ามาเป็นนักวิจัยเรื่องเทคโนโลยีอวกาศ ทำให้เทคโนโลยีด้านอวกาศในตอนนี้ก้าวกระโดดไปไกลกว่าเมื่อก่อนมาก
ดร.อัลเบิร์ต ซัคโค (Dr. Albert Sacco) อดีตมนุษย์จากองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และหลิว หยาง (Liu Yang) มนุษย์อวกาศหญิงคนแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นมนุษย์อวกาศรุ่นถัดๆ มา ที่นอกจากสานฝันของตัวเองแล้ว ยังได้เดินทางมาสร้างฝันให้แก่เยาวชนไทยในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2560 ที่ผ่านมา

ดร.ซัคโกซึ่งมาถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านการเชิญโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เล่าว่า ก่อนที่จะได้ออกไปบินในอวกาศนั้น ต้องเรียนทางด้านทฤษฏีเกี่ยวกับการควบคุมยาน การปรับตัว และการเอาตัวรอดในสภาวะฉุกเฉิน มีการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกาย โดยการซ้อมอยู่ใต้แรงโน้มถ่วง 8 เท่า ด้วยการอยู่ในเครื่องที่เหวี่ยงเราด้วยความเร็วเพื่อให้เกิดแรงโน้มถ่วงมากว่าบนพื้นโลก 8 เท่า ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับตอนยานอวกาศขึ้นจากพื้นโลก

“มีการฝึกการเคลื่อนที่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ฝึกด้านจิตใจให้สามารถมีสติได้ในสภาวะฉุกเฉิน ฝึกการเอาตัวรอดในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน หรือเครื่องยนต์ของยานอวกาศขัดข้อง โดยการซ้อมหนีออกจากยานอวกาศด้วยทางออกฉุกเฉิน ที่อยู่ห่างจากพื้นดินประมาณ 52 เมตร” หลิว หยาง มนุษย์อวกาศหญิงคนแรกจากจีน ซึ่งได้รับเชิญจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศแห่งชาติ (จิสด้า) กล่าวเสริม

ขณะอยู่ในอวกาศนั้น ทั้งสองคนต่างได้รับภารกิจให้ทำวิจัย โดยทีมของ ดร.ซัคโกนั้นวิจัยเรื่องการเกิดผลึกของแร่ และยาต้านเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งได้ผลว่าผลึกของแร่ที่เกิดในอวกาศนั้น มีผลึกที่สวยกว่าบนโลกเพราะไม่มีปัจจัยอื่นๆ ทั้งเรื่องสภาพอากาศ และแรงโน้มถ่วง มาเป็นปัจจัยกระทบในการเกิดผลึก

ส่วนของ หลิว หยาง นั้น ทีมของเธอทดลองเกี่ยวกับการปลูกผักสลัด และการเลี้ยงตัวหมอนไหมในอวกาศ โดยการปลูกผักสลัดในอวกาศนั้น มีความยากตรงที่ต้องใช้ดินชนิดพิเศษ ที่ไม่ฟุ้งกระจายและสามารถอุ้มน้ำได้ดี นอกจากนั้นยังต้องมีระบบการใช้อากาศผ่านรากของพืชด้วย ซึ่งผักที่โตในอวกาศนั้น โตขึ้นทางด้านบนเหมือนผักที่อยู่บนโลก แต่ได้ต้นที่สูงกว่า และการทดลองเกี่ยวกับหมอนไหมนั้น พวกเขาได้นำหนอนไหม 6 ตัวใส่แคปซูลพิเศษขึ้นไปอวกาศด้วย

แคปซูลที่ใส่หนอนไหมนั้น มีส่วนที่เชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อให้หนอนไหมมีอากาศถ่ายเท และมีส่วนที่เอาไว้รองรับมูลของหนอนด้วย เมื่อทีมของ หลิว หยาง นำหนอนไหมกลับลงมาที่พื้นโลก พวกเขาพบว่า หนอนนั้นเจริญเติบโตได้ดี และสามารถวางไข่เพื่อเป็นหนอนไหมรุ่นต่อไป ในส่วนของใยไหมที่หนอนไหมผลิตในอวกาศนั้น มีความแข็งแรงมากกว่าไหมที่ผลิตได้บนโลก

มาถึงเรื่องอาหารการกิน ในสมัยของ ดร.ซัคโก นั้นอาหารสำหรับมนุษย์อวกาศนาซานั้น รสชาติจะไม่ค่อยอร่อย ทำให้พวกเขาต้องมีการแอบเติม ผงพริกปาปิกาลงไปเสมอ เวลาพวกเขากินน้ำ น้ำก็จะลอยออกจากถุงใส่เป็นเม็ดกลมๆ ซึ่งก็ลอยไปชนตรงนั้นตรงนี้ไม่หยุด ส่วนเวลาสระผมหรืออาบน้ำนั้น สิ่งที่ใช้ในการทำความสะอาดร่างกายของพวกเขาจะมาในรูปแบบผงเหมือนกับแป้ง

ผิดกับอาหารที่หลิว หยาง ได้กินคือหน้าตามีหลากหลายมาก และในหนึ่งมื้อนั้นแต่ละคนจะได้กินอาหารประมาณ 20 กว่าชนิด ทั้งอาหารจานหลัก อาหารจานรอง อาหารเสริม อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ และของขบเคี้ยว นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ทำให้เธอสามารถทำความสะอาดร่างกายได้ง่ายขึ้นและสะดวกขึ้น

สำหรับความประทับในการขึ้นไปในอวกาศ ทั้งคู่กล่าวเหมือนกันว่า ได้เห็นความไม่สิ้นสุดของจักรวาลนี้ ทำให้เห็นว่า เรานั้นก็แค่คนตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในอวกาศที่กว้างใหญ่แห่งนี้ และตื่นเต้นที่สุดตอนที่ได้เห็นบ้านเกิดตัวเองผ่านอวกาศ

ที่สุด 2 มนุษย์อวกาศ ซึ่งเดินทางมาเยือนไทยต่างวาระในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันได้กล่าวถึงอวกาศในมุมมองของตัวเองทิ้งท้าย สำหรับหลิวหยางนั้น “อวกาศไม่มีอากาศ แต่มีโอกาส” และสำหรับ ดร.ซัคโคนั้นได้กล่าวว่า “อย่าให้ความกลัวมาขวางความฝัน”

https://mgronline.com/Science/detail/9600000088381


พิธีลงนามในบันทึกความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ กระทรวงกลาโหม

26 Sep 2017

รองศาสตราจารย์ สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมกันลงนามในบันทึกความร่วมมือ ระหว่าง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กับ กระทรวงกลาโหม (กห.) ว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เมื่อวันที่

๒๖ ก.ย.๖๐ ณ ห้องสุรศักดิ์มนตรี ในศาลาว่าการกลาโหม โดยมี ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และ พลโท นเรศรักษ์ ฐิตะฐาน เจ้ากรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม เป็นผู้ร่วมลงนาม

การลงนามบันทึกความร่วมมือ ฯ ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง วท. และ กห. ที่ดำเนินการต่อเนื่องนับตั้งแต่การจัดทำบันทึกความร่วมมือ ฯ ร่วมกันเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับขีดความสามารถบุคลากร พัฒนาเทคโนโลยี และบูรณาการทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ซึ่งมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (หน่วยในสังกัด วท.) และ กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม (หน่วยในสังกัด กห.) เป็นหน่วยปฏิบัติในการประสานความร่วมมือ

ปัจจุบันเทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น สามารถประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม จนกระทั่งมีการริเริ่มจัดทำโครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือ THEOS-2 ของประเทศในปัจจุบัน ซึ่งมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เป็นหน่วยรับผิดชอบโครงการ ฯ ซึ่งจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจแบบครบวงจร ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ มีความครอบคลุมงานวิจัย การพัฒนาบุคลากร การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การนำไปใช้งาน และต่อยอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นยังมีแผนดำเนินงานบางส่วนเกี่ยวข้องกับงานความมั่นคงโดยตรง เช่น การจัดหาภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง การพัฒนาสถานีบังคับควบคุมดาวเทียมสำรวจของ กห.

ซึ่งจะส่งผลให้ วท. และ กห. ขยายขอบเขตความร่วมมือร่วมกันในอนาคต และเป็นเหตุผลสำคัญนำไปสู่การปรับปรุงบันทึกความร่วมมือ ฯ ฉบับเดิมให้มีความทันสมัย ครอบคลุม จนมีการจัดทำบันทึกความร่วมมือ ฯ ฉบับใหม่
ในครั้งนี้ ที่มีสาระสำคัญคือ กห. จะสนับสนุนองค์ความรู้และทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้กับ วท. และ วท. จะสนับสนุนองค์ความรู้และทรัพยากรด้านกิจการอวกาศและภูมิสารสนเทศให้กับ กห. พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล พัฒนาขีดความสามารถบุคลากร และเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนกำหนดแนวทางปฏิบัติในขณะที่ประเทศอยู่ในภาวะไม่ปกติ หรือ สถานการณ์
ที่ฉุกเฉินร้ายแรงของประเทศ เพื่อให้สามารถแก้ไขบรรเทาปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ เทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจ สามารถประยุกต์ใช้ในงานความมั่นคงในการผลิตภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อสร้างความรับรู้ ให้สามารถเข้าใจสภาพภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม และองค์ประกอบต่างๆ บนพื้นโลก สำหรับการวางแผน กำกับดูแล และติดตามภารกิจต่างๆ ทั้งที่เป็นการปฏิบัติการทางทหาร และการปฏิบัติการทางทหารที่นอกเหนือจากสงคราม ตลอดจนการช่วยเหลือและบรรเทาภัยพิบัติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนสำคัญในการรักษาความมั่นคงและอำนาจอธิปไตยของประเทศ

สุดท้ายนี้ วท. และ กห. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ในการพัฒนาขีดความสามารถ บุคลากร เทคโนโลยี และบูรณาการทรัพยากรร่วมกัน

เพื่อให้สามารถนำประโยชน์เทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจทางด้านความมั่นคง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ต่อไป

https://www.gistda.or.th/main/th/node/2151
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #8
“ออสเตรเลีย” ประกาศตั้งองค์กรอวกาศแห่งชาติ หวังขยายอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศ

วันที่ 25 กันยายน 2560 - 15:57 น.

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข่าว
บีบีซี และเอบีซี นิวส์รายงานว่า รัฐบาลออสเตรเลียเปิดเผยในระหว่างงานประชุมการบินอวกาศนานาชาติ ครั้งที่ 68 ว่า ออสเตรเลียจะจัดตั้งองค์การอวกาศแห่งชาติแห่งขึ้น เพื่อขยายอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศ



มิชเชลเลีย แคช รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ออสเตรเลียเป็นผประเทศที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมด้านอวกาศ

โดยออสเตรเลียเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศเดียวในโลกที่ไม่มีองค์กรด้านอวกาศเป็นของตนเอง ซึ่งการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวเป็นไปตามการทบทวนของอุตสาหกรรมภายในประเทศที่เรียกร้องให้มีการจัดตั้งขึ้น

ทั้งนี้รัฐบาลออสเตรเลียประเมินอุตสาหกรรมด้านอวกาศทั่วโลกว่ามีมูลค่าถึง 4.2 แสนล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ส่วนของประเทศออสเตเลียมีอุตสาหกรรมมูลค่าถึง 4 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี

https://www.prachachat.net/world-news/news-44707
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #9
ค้นพบ “นักบินอวกาศไทย” เข้าแคมป์นาซ่า-ปลูกฝัง “DNA”

วันที่ 5 ตุลาคม 2560 - 18:32 น.

ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ (U.S. Space and Rocket Center-USSRC) ร่วมกับบริษัท ซิกเนเจอร์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (Zignature Marketing Co.,Ltd.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ Thailand Space and Aeronautics Research (TSR) จัดตั้งโครงการทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศไทย (Discover Thailand”s Astro-nauts Scholarship Program)

ซึ่งเป็นโครงการแข่งขันชิงทุนการศึกษาด้านการสำรวจอวกาศของรัฐบาลสหรัฐ นับเป็นครั้งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยผู้ชนะการแข่งขันชิงทุนจะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปศึกษาวิชาการสำรวจอวกาศเบื้องต้นในหลักสูตรเร่งรัด เป็นระยะเวลา 10 วัน ณ ศูนย์อวกาศ และจรวดแห่งชาติสหรัฐ ที่ตั้งอยู่ฐานทัพ Redstone Arsenal ของกองทัพสหรัฐ ในเมือง Huntsville มลรัฐ Alabama รวมถึงยังได้รับทุนการศึกษาจนจบระดับชั้นปริญญาตรีในคณะใดก็ได้ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

“กลิน ทาวน์เซนต์ เดวีส์” เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาและประเทศไทยมีความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นระยะเวลานาน นอกจากนั้น สหรัฐยังเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการศึกษาให้เยาวชนไทย เพราะมีเยาวชนไทยจำนวนมากไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่สหรัฐ

“เรามีความพร้อมทางด้านการศึกษา เพราะมีจำนวนมหาวิทยาลัยมากถึง 4,500 แห่ง ทั้งยังได้รับการไว้วางใจจากคนไทย และคนทั่วโลกในการเดินทางไปศึกษาปีละกว่า 7,000 คน ทำให้เราเป็นประเทศที่มีจำนวนนักศึกษาต่างชาติมากที่สุดในโลก ส่งผลให้เรามีสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และการไปเรียนต่างประเทศ ยังผลักดันให้เยาวชนไทยมีทักษะทางภาษาอังกฤษที่ดี โดยทักษะเหล่านี้มีความจำเป็นต่อเด็กไทยอย่างมาก ซึ่งเราคาดหวังว่าจะมีจำนวนเยาวชนไทยไปเรียนที่สหรัฐเพิ่มขึ้นทุกปี”


“ขณะเดียวกัน เรายังเล็งเห็นว่า STEM (Science, Technology, Engineering and Mathematics) เป็นกลไกการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่อย่างตอบโจทย์ความต้องการของประเทศไทย เราจึงจัดโครงการทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศไทย ซึ่งเป็นโครงการแข่งขันชิงทุนการศึกษาด้านการสำรวจอวกาศของรัฐบาลสหรัฐที่จัดขึ้นในประเทศไทยเป็นปีที่ 2 โดยผู้ชนะการแข่งขันชิงทุนจะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปศึกษาวิชาการสำรวจอวกาศเบื้องต้นในหลักสูตรเร่งรัดเป็นระยะเวลา 10 วัน ณ ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่ที่ฐานทัพ Redstone Arsenal ของกองทัพสหรัฐ ในเมือง Huntsville มลรัฐ Alabama”

“และระหว่างที่เยาวชนอยู่ในแคมป์ พวกเขาจะได้รับการปลูกฝัง DNA ของนักบินอวกาศ ที่ประกอบไปด้วยกำลัง 3 ประการ ได้แก่ กำลังกาย, กำลังใจ และกำลังความคิด รวมถึงผู้ชนะจะได้รับทุนการศึกษาจนจบระดับชั้นปริญญาตรีในคณะใดก็ได้ของ สจล.”

“ผศ.ดร.สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น” รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหารวิชาการ สำนักงานอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า เราร่วมมือเป็นปีที่ 2 แล้ว จากการชักชวนของคุณกฤษณ์ คุนผลิน คนที่ผลักดันโครงการนี้ว่าอยากให้ทาง สจล.เข้ามาร่วม ด้วยการจัดสอบชิงทุนเพื่อไปเรียนที่ USSRC และเราก็มีศิษย์เก่าด้วย คือคุณพิรดา เตชะวิจิตร์ ว่าที่นักบินอวกาศหญิงคนแรกของไทย

“สจล.เห็นว่าเป็นโครงการที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ ในการเข้ามาศึกษาเรื่องอวกาศ เพราะมีโอกาสเป็นไปได้ที่เราจะเป็นนักบินอวกาศ เมื่อก่อนในประเทศไทย ความฝันแบบนี้อาจจะยากแต่โครงการนี้จะช่วยเปิดโลกให้กับเด็ก ๆ และทางมหาวิทยาลัยเน้นเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่แล้ว เรามีอาจารย์ที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับด้านอวกาศ มาช่วยออกข้อสอบ และจัดแคมป์ให้กับทางโครงการนี้ได้ เราจึงคิดว่าเป็นโอกาสอันดีมากที่เราจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่สร้างแรงบันดาลใจ”

“ปีที่แล้วและปีนี้ เรามีอาจารย์ที่ออกข้อสอบมาตรฐานของ USSRC โดยเราจัดสอบที่ สจล. มีการสอบในช่วงเดือนตุลาคม ส่วนแคมป์เรามีสถานที่ และกิจกรรมที่เตรียมความพร้อมให้กับเด็ก ๆ ที่เข้ามา ส่วนเรื่องทุนการศึกษา ผู้ที่ได้ทุนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา 2 คนนี้ ทาง สจล.ยินดีที่จะให้ทุนเรียนต่อในระดับปริญญาตรี เรามีหลายสาขา สามารถมาสมัครและเลือกได้เลยว่าอยากเรียนอะไร ทั้งยังมอบทุนให้อีกด้วย”

“กฤษณ์ คุนผลิน” ผู้แทนสมาคมศิษย์เก่าศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา และผู้ที่ได้รับมอบทุนในปีแรก กล่าวว่า ผู้ที่เข้ารับการศึกษาวิชาการสำรวจอวกาศเบื้องต้นจะได้รับการเรียนรู้เกี่ยวกับโครงการอวกาศสหรัฐทั้งในอดีต และปัจจุบันทั้งหมด จากวิศวกรขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) รวมทั้งศึกษาเกี่ยวกับจรวดรุ่น Space Launch System (SLS) ในโครงการเดินทางไปยังดาวอังคาร

นอกจากนี้ ยังต้องฝึกการเดินอวกาศแบบไร้น้ำหนัก การนำยานสำรวจอวกาศขึ้น และลงจอดที่สถานีอวกาศเคนเนดี้ (Kennedy Space Center) การบังคับการนำยานสำรวจอวกาศส่วนบุคคล หรือ Manned Maneuvering Unit (MMU) วิศวกรรมสถานีอวกาศนานาชาติ และการดำน้ำเพื่อฝึกการทำงานในชุดอวกาศในสภาพไร้น้ำหนัก เป็นต้น

“สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ชิงทุนการศึกษาของรัฐบาลสหรัฐ ด้านการสำรวจอวกาศ และทุนการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คือ 1.มีสัญชาติไทย และ 2.อายุไม่ต่ำกว่า 14 ปี และไม่เกิน 19 ปี ในวันสมัคร 3.เพศ ช. 1/ญ. 1 ซึ่งผู้สมัครทั้งหมดจะต้องสอบ SCAT (Space Camp Aptitude Test) จำนวน 100 ข้อ ภายในเวลา 180 นาที ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่เป็นภาษาอังกฤษในด้าน STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) เช่น physics, dynamics,logics”

“และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับความเป็นมาด้านการสำรวจอวกาศสากล โดยผู้ได้คะแนนสูงสุด 21 คน จะได้รับการคัดเลือกไปแข่งขันรอบสุดท้ายใน STEM Camp เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ที่ สจล. โดยจะต้องแข่งขันด้านประดิษฐกรรม และนวัตกรรม นักเรียนชายจำนวน 1 คน และนักเรียนหญิงจำนวน 1 คน ที่ได้คะแนนโหวตจากเพื่อนและกรรมการมากที่สุดในวันสุดท้ายจะได้รับทุนของรัฐบาลสหรัฐ และทาง สจล. ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเป็นทุนการศึกษาเฉพาะคนไทยเท่านั้น แต่ปีนี้มีความพิเศษตรงที่เราเปิดโอกาสให้ผู้สนใจทุกสัญชาติเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อรับทุนจาก Est โดยที่ผู้สมัครต้องมีอายุ 12-30 ปี จากนั้นต้องผ่านกระบวนการแข่งขันเดียวกัน และได้คะแนนเป็นลำดับที่ 3”

ดังนั้น หากผู้ใดสนใจสมัครได้ที่ www.spacecampthailand.com โดยจะปิดรับสมัครในวันที่ 15 ตุลาคม 2560 ค่าลงทะเบียนสมัครสอบ 500 บาท ตัวแทนโรงเรียน 4 คน ไม่เสียค่าใช้จ่าย การสอบSCAT จะมีขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม 2560 เวลา 09.00-12.00 น. ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ STEM Camp ที่จะมีขึ้นระหว่าง 17-19 พฤศจิกายน 2560 นี้

https://www.prachachat.net/education/news-50488
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #10
กท.วิทย์ดันเทคโนโลยีอวกาศสู่งานวิจัยไทย 4.0

กระทรวงวิทย์จัดสัมมนากระตุ้นทุกภาคส่วนบูรณาการวิจัยสร้างนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศ่

ศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2560 เวลา 18.45 น.

วันนี้ (8 ธันวาคม 2560)ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอทเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานสัมมนา “เทคโนโลยีอวกาศสู่งานวิจัยไทย 4.0”

พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี
และประธานคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
ได้สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่าง ๆ
อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงกิจการด้านอวกาศที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานต่าง
ๆ เช่น สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(จิสด้า)
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และ
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหน่วยงานที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริงทั้งสิ้น


ทั้งนี้ตามแผนยุทธศาสตร์อวกาศแห่งชาติ ปี 2560 – 2579 ทำให้หน่วยงานต่างๆ
ภายใต้กำกับฯ เริ่มหารือเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง
โดยการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ ภายใต้ชื่อกลุ่ม Thailand
Space Technology Consortium
ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่องานวิจัย
โดยเน้นใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ เพื่อพัฒนาบุคลากร
สร้างความชำนาญด้านเทคโนโลยีอวกาศ การสร้างดาวเทียม
ตลอดจนสนับสนุนการผลิตให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในประเทศ

พลอากาศเอกประจิน กล่าวว่า
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การพัฒนาด้วยการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการวิจัยก
ที่ทำให้สามารถเก็บข้อมูลในเชิงพื้นที่ และข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น
ทำการวิเคราะห์ทดลองต่างๆ ที่ครอบคลุมอาณาบริเวณที่ใหญ่มากขึ้น อาทิ
การศึกษาเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศโลก การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ
รวมไปถึงการศึกษาวัตถุอวกาศที่ไม่สามารถทำได้ด้วยการตรวจวัดการพื้นโลก

“การนำเอาเทคโนโลยีดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศที่ในปัจจุบันมีราคาถูกลงกว่าในอดีตมาก
อีกทั้งประเทศไทยก็เริ่มมีความพร้อมที่จะพัฒนาและสร้างดาวเทียมได้เอง
มาประยุกต์ใช้และพัฒนาให้ตอบโจทย์งานวิจัยนั้น
จำเป็นที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างนักวิจัย
นักวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ กับวิศวกรและนักเทคโนโลยีด้านดาวเทียม
ซึ่งจะทำให้เกิดมุมมอง ความคิด แนวทาง และการสรรค์สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
ขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยของประเทศให้ก้าวไกล ตามวิสัยทัศน์ของ Thailand
4.0 “ รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าว


https://www.dailynews.co.th/it/614849
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #11
ล้อมวงฟังวงในเผยศักยภาพ “เทคโนโลยีอวกาศ” ของไทย

เผยแพร่: 13 ธ.ค. 2560 22:33:00 โดย: MGR Online


ถึงแม้ไทยจะไม่ได้วางเป้าหมายไปดาวอังคารเหมือนชาติมหาอำนาจอื่นๆ แต่การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศก็ยังมีความจำเป็น เพราะเป็นเทคโนโลยีที่บุกเบิกสู่ความสะสวกสบายของมนุษย์ นับตั้งแต่การสั่งการขีปนาวุธ การสื่อสารด้วยโทรศัพท์ ตลอดไปจนถึงอินเตอร์เนตไร้สายหรือไวไฟที่เราใช้งานกัน และเทคโนโลยีทางอวกาศยังเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนางานวิจัยได้อีกหลายๆ ด้าน

ในมุมของ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กล่าวว่า เทคโนโลยีอวกาศคือเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อสถานที่อยู่นอกโลก เราใช้ประโยชน์ในเรื่องอวกาศได้หลายเรื่องมากๆ เช่น ภูมิสารสนเทศเพื่อการสำรวจทรัพยากรหรือการทหาร ในบางประเทศมีการจัดตั้งองค์กรขึ้นเพื่อไปขุดแร่ธาติที่ดาวเคราะห์น้อย ซึ่งพบว่าอาจจะมีแร่ธาตุหรือทรัพยากรที่มีค่ามากและคุ้มค่าที่จะลงทุนไปทำเหมืองที่นั้น หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่ต้องการไปดาวอังคารให้ได้

"เหล่านี้คือเรื่องของเทคโนโลยีทางอวกาศ ซึ่งมีเทคโนโลยีปลีกย่อยเต็มไปหมด ในการที่จะต้องไปอยู่ในอวกาศที่มีสภาพอากาศไม่เหมือนกับโลก ดังนั้นในการพัฒนายานอวกาศ ดาวเทียมหรืออะไรก็ตามที่มันต้องขึ้นไปทำงานอยู่ข้างบนอวกาศได้ ทำให้ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานวิจัยสภาพที่เป็นสุญญากาศ การทำงานภายใต้รังสีเอกซ์ รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีคอสมิค หรือการทำงานภายในสภาพที่มีอุณหภูมิต่างกันเยอะในด้านที่โดนแสงอาทิตย์และในด้านที่ไม่โดนแสงอาทิตย์"

ทั้งนี้ จากการหารือของกลุ่ม Consortium นั้น ดร.ศรัณย์กล่าวว่า ได้คุยกันเรื่องสร้างดาวเทียมซึ่งไม่ใช่ดาวเทียมสื่อสาร เนื่องจากการสร้างดาวเทียมสื่อสารอย่างไทยคมนั้นเป็นเรื่องยากกว่าการสร้างเครื่องบินแอร์บัส หรือแม้แต่การสร้างดาวเทียมทีออส 2 (THEOS 2) ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติของไทยเองเราก็ยังสร้างไม่ได้ เพราะ สดร. เพิ่งหัดสร้างดาวเทียม ตอนนี้จึงอยู่ในส่วนของงานวิจัยก่อน โดยจะวิจัยเรื่องสภาพภูมิอากาศ เรื่องน้ำ การเกษตร เรื่องการใช้ประโยชน์และการมีอยู่ของประเทศไทย มหาสมุทร บรรยากาศ

"ยังมีสิ่งที่เราต้องเข้าใจอีกเยอะ ซึ่งสามารถดึงมาเป็นเป้าหมายในการออกแบบดาวเทียมนี้ได้ และคิดว่าการมีส่วนร่วมในภาคการศึกษาและจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีขีดความสามารถ เช่น สดร.ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีของกล้องดูดาว ตัวรับสัญญาณ หรือเทคโนโลยีการขึ้นรูปที่มีความละเอียดสูง เพราะเทคโนโลยีอวกาศก้าวไกลมากกว่าคำว่าดาวเทียม มากกว่าคำว่าสำรวจด้วยดาวเทียม โดยเทคโนโลยีทางอวกาศมี 2 ปัจจัยหลักคือตัวเทคโนโลยีที่จะขึ้นไป เช่น ดาวเทียม และเรื่องกระบวนการของการสร้าง เช่น การสร้างในสภาวะสุดขั้ว การสื่อสารโดยดาวเทียมได้"

ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า กล่าวว่า การใช้ประโยชน์เทคโนโลยีอวกาศเป็นการสร้างความรู้เพื่อตอบในสิ่งที่เราไม่รู้ ซึ่งในอดีตมีการนำเทคโนโลยีไปสร้างประโยชน์ต่อประเทศและประโยชน์ต่อสังคมค่อนข้างน้อย เพราะเราใช้เทคโนโลยีอวกาศแค่เรื่องการสำรวจระยะไกล (remote sensing) เนื่องจากเรายังไม่พร้อมทั้งเรื่องบุคลากร เรื่องเทคโนโลยีเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในปัจจุบันมีการลงทุนเรื่องอาคารที่จะใช้ในการทำงานวิจัย และเรื่องทดสอบโปรแรมที้ในการทำจำลองของระบบต่างๆ เพราะการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีทางด้านอวกาศเป็นตัวต่อยอดเทคโนโลยีทางด้านอื่นๆ

ส่วน ดร.สุพัฒน์ กลิ่นเขียว รองผู้อำนวยการสนัยสนุนด้านเทคนิค สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า แสงซินโครตรอนเป็นแสงที่เกิดจากเครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน โดยแสงซินโครตรอนมีขนาดเท่าเส้นผมและมีความสว่างกว่าดวงอาทิตย์ถึงล้านเท่า โดยนักวิทยาศาสจร์จะนำแสงดังกล่าวไปทดลองวัตถุ เพื่อดูว่าโครงสร้างของวัสดุขนิดนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นนำไปปรับปรุงวัสดุให้ดีขึ้น เช่น ทำให้นำไฟฟ้าได้ดีขึ้น ทนทานต่อการเกิดสนิม หรือแม้แต่ด้านอาหาร อย่างใช้ดูโครงสร้างข้าวว่าสายพันธุ์นั้นประกอบด้วยอะไร ไม่ต้านทานต่อโรคไหน และยังใช้วิเคราะห์ดูระดับอะตอมเพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ หรือปรับปรุงโครงสร้างพอลิเมอร์ของยางพาราให้ยืดหยุ่นง่าย ไม่ขาด แข็งและทนทาน

"ทางซินโครตรอนสามารถมาสนับสนุนเรื่องงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีอวกาศเกี่ยวกับเรื่องดาวเทียมด้วยการสร้างห้องทดสอบขนาดใหญ่ เพื่อจำลองการทำงานของดาวเทียมในอวกาศว่า ปัจจัยใดจะเข้ามารบกวนการทำงานของดาวเทียม เช่น ความสูง ความทนทานของดาวเทียม อุณหภูมิ คลื่นรบกวน การควบคุมดาวเทียมจะเป็นอย่างไร เนื่องจากซินโครตรอนมีความเชี่ยวชาญเรื่องความแม่นยำการคำนวนให้อนุภาคอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ในท่อเร่งอนุภาคไปทับจุดเดิมซ้ำๆ และให้กำเนิดแสงซินโครตรอน เพื่อการวิจัยดังที่กล่าวข้างต้น ทางศูนย์จึงช่วยในการพัฒนาความแม่นยำของเทคโนโลยีอวกาศ ทั้งทางด้านแอปพลิเคชัน เครื่องมือที่ใช้ หรือการส่งสารตัวอย่างไปที่อวกาศ แล้วนำกลับมาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสารด้วยแสงซินโครตรอนได้เช่นกัน”

ขณะที่ ดร.รุ่งโรจน์ กมลเดชา ผู้อำนวยการด้านอุตสาหกรรม 4.0 กล่าวเรื่องการนำเทคโนโลยีอวกาศไปประยุกต์เข้ากับนโยบายของประเทศว่า ต้องใช้เทคโนโลยีอวกาศในการเก็บข้อมูลบางอย่างในอวกาศเพื่อไปพัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งเรื่องเกษตร สิ่งแวดล้อม หรือเรื่องวัสดุต่างๆ โดยการที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลต้องมีการพัฒนาที่เรียกว่า Consortium ซึ่งเป็นการร่วมกลุ่มของผู้ผลิต ผู้วิจัยหลายๆรายในการคิดโจทย์ที่ใหญ่ขึ้นพร้อมทั้งคิดแนวทางการใช้ประโยชน์ร่วมกัน และเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกันระหว่างนักลงทุนที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีสำคัญในต่างประเทศ สถาบันการศึกษา ผู้สนับสนุน ผู้ใช้งานวิจัยและผู้ใช้ประโยชน์ได้มาพบกัน ทำให้เกิดนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจริงและบรรลุวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้งาน

นางนิตยา พุทธโกษา ผู้อำนวยการกองบริหารแผนและงบประมาณวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็งองค์กรที่ดูแลเรื่องงบประมาณการวิจัยกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยแบ่งเป้าหมายออกเป็น 4 ด้านคือสร้างความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การสร้างและสะสมองค์ความรู้ การสร้างบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางด้านอวกาศในงานวิจัย เช่น เรื่องอาหาร เกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ เศรษฐกิจ ดิจิตอล ข้อมูล การบริหารจัดการน้ำ การจัดการสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม การกระจายเมืองน่าอยู่ หรือแม้แต่เรื่องอากาศยานไร้คนขับ

"ยกตัวอย่างในเรื่องเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ในการสำรวจแปลงพืชมีอยู่เท่าไร ให้ผลผลิตเท่าไร เรื่องของเมืองน่าอยู่ที่ตอนนี้กำลังมีการดำเนินการอยู่คือ เมืองไร้หมอกควันมีการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ในการช่วยวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดไฟป่า ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่" นางนิตยากล่าว

ทั้งนี้ เป็นความเห็นระหว่างการสัมมนาเรื่อง ‘เทคโนโลยีอวกาศสู่งานวิจัยไทย 4.0’ ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ณ โรงแรมเซนทาราแกรนด์ แอทเซลทรัลพลาซ่าลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือระหว่าง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

https://mgronline.com/science/detail/9600000124605
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #12
ไทย-จีนจับมือผลิต ป.โท ด้านเทคโนโลยีอวกาศระดับอาเซียน


เผยแพร่: 29 พ.ย. 2560 14:13:00 โดย: MGR Online


ไทยจับมือจีนเปิดหลักสูตร ป.โท เร่งผลิตคนด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศระดับอาเซียน

วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน 2560 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ร่วมกับ มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น (Wuhan University: WHU) สาธารณรัฐประชาชนจีน และ มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดตัวหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาโท ในชื่อ“SCGI Master’s Program in Geo-Informatics and Space Technology (under the Supervision of the Sirindhorn Center for Geo-informatics (SCGI))” ณ อาคารศูนย์ภูมิสารสนเทศสิรินธร อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมเผยว่า “มั่นใจจะเป็นหลักสูตรที่สามารถสร้างและผลิตบุคลากรพร้อมใช้ที่มีประสิทธิภาพให้เข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้แน่นอน”

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการจิสด้า กล่าวว่า ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงอยากเห็นการพัฒนาและส่งเสริม สนับสนุน เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ได้มีการกำหนดเครือข่ายเชิงกลยุทธ์ในการผลิตและพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา โดยมีเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศบรรจุอยู่ในเครือข่ายดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาสาขาภูมิสารสนเทศเป็นสาขาที่ขาดแคลน และยังมีไม่เพียงพอต่อการผลิตบุคลากรพร้อมใช้เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงจังจาก 3 หน่วยงานหลัก คือมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น มหาวิทยาลัยบูรพา และจิสด้า ในการขับเคลื่อนและผลักดันให้มีหลักสูตร SCGI Master Program ขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านกำลังคนทางเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ โดยมีจิสด้าเป็นหน่วยขับเคลื่อนโดยตรง เพราะเป็นหน่วยงานหลักทางเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศแบบครบวงจร และที่ผ่านมาก็มีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ๆ ระดับประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าจะสามารถเอื้อต่อการเรียนรู้ภาคการศึกษาหลักสูตรได้

นอกจากนี้ เรายังมีมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งมีความเป็นเลิศในสาขาภูมิสารสนเทศศาสตร์ ในภาคตะวันออก และเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรภูมิสารสนเทศเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศก็จะมาร่วมดำเนินงานและขับเคลื่อนไปกับเราด้วย รวมไปถึงมหาวิทยาลัยอู่ฮั่นซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศจีนและระดับโลกที่มีความพร้อมทั้งบุคลากร ผู้สอน การทำงานวิจัยที่ได้มาตรฐานระดับสากลและมีศูนย์ปฏิบัติการที่มีอุปกรณ์ทันสมัย จนได้รับการยอมรับในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ

ผอ.จิสด้า กล่าวต่อไปว่า การเปิดตัวหลักสูตรฯ ดังกล่าวถือเป็นทางเลือกที่สำคัญในการสร้างบุคลากรพร้อมใช้และผลิตบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถ ในการเป็นผู้นำทางวิชาการด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศให้สอดคล้องบริบทประชาคมโลกซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและการแข่งขันของประเทศและของโลกในอนาคตได้ ปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในการนำมาแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่และการติดตามการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นกลไกหลักตัวหนึ่งที่จะนำไปใช้ผลักดันและกำหนดนโยบายที่สำคัญ ๆ ระดับประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งในขณะนี้ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในสาขานี้ร่วมกับเทคโนโลยีทันสมัยอื่น ๆ เช่น internet of things, crowded sensor networks เป็นต้น จนทำให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายมากขึ้น และนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้จริง

"หลักสูตร SCGI Master Program เป็นหลักสูตรบัณฑิตศึกษาระดับนานาชาติแบบ Double Degree Program โดยผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวจะได้รับการศึกษาทั้งในประเทศไทยและประเทศจีน เป็นระยะเวลา 2 ปี และจะได้ปริญญาบัตรจากทั้งสองมหาวิทยาลัยนั่นคือ มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น และมหาวิทยาลัยบูรพา สิ่งที่เราหวังเป็นอย่างยิ่งสำหรับหลักสูตรฯ นี้ คือเป็นเวทีที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับ นิสิต/นักศึกษา ได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาในสาขาดังกล่าว เพื่อกระตุ้น สร้างแรงจูงใจ และเห็นถึงความสำคัญในการนำศาสตร์และเครื่องมือด้านนี้ไปบริหารจัดการประเทศในอนาคตต่อไป" ผอ.จิสด้า กล่าว

https://mgronline.com/science/detail/9600000120531
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #13 (Edited)
กองทัพบก จับมือ จิสด้า ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศพัฒนาขีดความสามารถการปฏิบัติภารกิจของกองทัพ

25 Dec 2017

25 ธันวาคม 2560 ณ กองบัญชาการทหารบก ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กองทัพบก กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า

สืบเนื่องมาจาก กองทัพบก และ จิสด้า ได้มีความร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2555 ตามกรอบบันทึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กระทรวงกลาโหม กับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ได้ดำเนินงานต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันมาโดยตลอด อาทิเช่น การประยุกต์ใช้ อากาศยานไร้คนขับในการบริหารจัดการงานที่ตินของกองทัพบก การจัดทำคู่มือการใช้งานระบบภูมิสารสนเทศทางการทหารสำหรับนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า การพัฒนาโปรแกรมระบบภูมิสารสนเทศออนไลน์แสดงแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยต่อโรคไข้นำโดยพาหนะเห็บ หมัด ไร เป็นต้น

จิสด้า เป็นหน่วยงานหลักที่ให้บริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ และให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อีกทั้ง จิสด้า ยังมีข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ อันเป็นประโยชน์ต่อการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ปฏิบัติการของกองทัพบกได้ ซึ่งข้อมูลจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าใจสภาพภูมิประเทศจริงมากยิ่งขึ้น ทำให้การประเมินสถานการณ์สำหรับการตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่าง รวดเร็ว ถูกต้อง และ แม่นยำ ความร่วมมือระหว่าง กองทัพบก และ จิสด้า จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะใช้ทรัพยากรร่วมกันของหน่วยงานราชการได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนตามนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งเป็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าอีกด้วย

ความร่วมมือระหว่าง กองทัพบก และ จิสด้า มีกิจกรรมหลักที่สำคัญอยู่ 3 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การสนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียม การพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และ การบูรณาการทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกัน ซึ่งผลจากการดำเนินงานร่วมกันมากว่า 5 ปี ช่วยให้กองทัพบกพัฒนาขีดความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ ตามแผนพัฒนาของกองทัพบกได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วน จิสด้า ก็สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยรายการได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนตามนโยบายของรัฐบาลด้วยเช่นกัน สำหรับการจัดงานในวันนี้นอกจากจะมีการลงนาม MOU ร่วมกันแล้ว ยังมีการจัดแสดงผลงานที่ กองทัพบกร่วมมือกับจิสด้าช่วยกันพัฒนา อาทิเช่น การบริหารจัดการที่ดินกองทัพบกโดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ / การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนทเศในงานบรรเทาภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชน / การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในงานด้านการข่าย / การพัฒนากำลังพลกองทัพบกด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และ การพัฒนา Web-based Application แผนที่พื้นที่เสี่ยงต่อโรคไข้นำโดยพาหนะ เห็บ หมัด ไร อีกด้วย

http://www.gistda.or.th/main/th/node/2307

https://mgronline.com/politics/detail/9600000129583
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #15
'ยุทธศาสตร์ชาติ20ปี' ต้านภัยคุกคามมั่นคงทางอวกาศ

สัปดาห์นี้เล่าถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านการสังเกตการณ์ห้วงอวกาศ ตรวจการ
การสื่อสารและโทรคมนาคมจากอวกาศของกองทัพอากาศ มีอะไรบ้างไปอ่านกัน

พุธที่ 3 มกราคม 2561 เวลา 08.30 น.


หากพูดถึงยุทธศาสตร์ได้จัดทำขึ้นเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ที่มุ่งสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยได้ปรับปรุงขอบเขตการพัฒนา กองทัพอากาศ
ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงในกรอบระยะเวลา 20 ปี
ด้วยการเสริมขีดความสามารถของกำลังทางอากาศ
ร่วมกับการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการในห้วงอวกาศ
เพื่อเป็นกองทัพอากาศชั้นนำในภูมิภาค ตามวิสัยทัศน์กองทัพอากาศ

โดยพัฒนาขีดความสามารถของ การสังเกตการณ์ห้วงอวกาศ (Space Observation)
การตรวจการณ์จากอวกาศ (Space IsR) และการสื่อสารและโทรคมนาคมจากอวกาศ (Space
Communication) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง
ทั้งการปฏิบัติการในประเทศและนอกประเทศ



เทคโนโลยีด้านอาวกาศเพื่อความมั่นคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบัน
โดยเริ่มต้นเมื่อสหภาพโซเวียต สามารถส่งดาวเทียม “Sputnik”
ขึ้นสู่วงโคจรในอวกาศในปี พ.ศ.2500 ประเทศต่างๆ จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของ
“ภัยคุกคามความมั่นคงทางอวกาศ”
เนื่องจากขีดความสามารถด้านอวกาศมีศักยภาพในการปฏิบัติการด้านความมั่นคงอย่างไร้ขีดจำกัดด้านพรมแดน
ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบในการปฏิบัติการด้านความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจของเหล่าทัพร่วมกันในระยะยาว

พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวว่า ปัจจุบันกองทัพอากาศ
ได้ดำเนินการพัฒนาขีดความสามารถด้านกิจการอวกาศ 3 ด้านดังนี้
1.พัฒนาสถานีตรวจวัตถุในอวกาศด้วยกล้องโทรทรรศน์เพื่อสังเกตการณ์ห้วงอวกาศ
ปัจจุบันกองทัพอากาศพัฒนาขีดความสามารถในการเฝ้าติดตามวัตถุอวกาศ
และดาวเทียมเหนือท้องฟ้าของประเทศไทย สามารถตรวจดาวเทียมในชั้นวงโคจรค้างฟ้า



โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.7 เมตร ที่ติดตั้ง ณ สถานีรายงานดอยอินทนนท์
โดยความร่วมมือระหว่าง กองทัพอากาศ และกระทรวงวิทยาศาสตร์
สามารถระบุพิกัดของดาวเทียมในแต่ละดวง
เพื่อวิเคราะห์ภารกิจของดาวเทียมจากประเทศต่างๆ
นอกจากนี้กองทัพอากาศอยู่ระหว่างการจัดหาและติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ที่มีขีดความสามารถในการติดตามดาวเทียมในชั้นวงโคจรต่ำ.
โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.5 เมตร
และวางแผนบูรณาการฐานข้อมูลดาวเทียมร่วมกับมิตรประเทศเพื่อขยายผลการตรวจจับดาวเทียมหรือวัตถุอวกาศที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงต่อไป





2.การพัฒนาดาวเทียมตรวจการณ์จากห้วงอวกาศ
กองทัพอากาศพัฒนาดาวเทียมเพื่อตรวจการณ์พื้นที่ในประเทศ พื้นที่ทับซ้อน
และพื้นที่อื่นที่จำเป็นต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ
ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการตรวจการณ์จากอวกาศจะนำมาบูรณาการข้อมูลกับระบบตรวจจับอื่นๆ
ของกองทัพอากาศ เช่น อากาศยานไร้คนขับ
และส่งผ่านข้อมูลมายังระบบบัญชาการและควบคุมทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันกองทัพอากาศพัฒนาระบบดาวเทียมแบบ “Nano Satellite” พร้อมสถานีภาคพื้น
ที่จะสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการตรวจการณ์ทางความมั่นคง
มีภารกิจในการถ่ายภาพจากอวกาศของกองทัพอากาศ โดยในปี 2561
กองทัพอากาศจะรับมอบดาวเทียมแบบ “Engineeing Model” และจะพัฒนาดาวเทียมแบบ “Flight
Model” เพื่อส่งขึ้นไปในอวกาศและพร้อมปฏิบัติภารกิจการตรวจการณ์จากห้วงอวกาศภายในปี
2562



และ 3.การพัฒนาบุคลากรของกองทัพอากาศ โดยระดมบุคลากรที่มีพื้นฐานด้านอวกาศ จำนวน 10
คน ส่งเข้าฝึกอบรม และพัฒนาระบบ “Nano Satellite” ณ บริษัท Innovative Solution In
Space ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ซึ่งการฝึกอบรมประกอบด้วย การออกแบบ
การสร้างดาวเทียม ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
ตลอดจนการควบคุมดาวเทียมให้สามารถปฏิบัติการในอวกาศเพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพพอากาศ้
ตลอดจนเก็บรวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องด้านกิจการอวกาศ
เพื่อพัฒนาและใช้งานดาวเทียมของกองทัพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ



“สิ่งที่ ทอ.ให้ความสนใจจริงมิใช่กิจการอวกาศเชิงพาณิชย์ เช่น การสื่อสารดาวเทียม
สัมปทาน Broard Bands หรือการซื้อขายภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการต่างๆ
แต่คือเรื่องการกำกับดูแลภาครัฐ และเรื่องความมั่นคง
เนื่องจากห้วงอวกาศเป็นทั้งโอกาส และภัยคุกคามในอนาคต ที่หากไม่มีการเตรียมการ
เตรียมคนไว้ให้เหมาะสมแล้ว การจะก้าวไปสู่ยุค 4.0 ของประเทศไทย
และการจะหลุดพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง จะกลายเป็นเรื่องยาก
เพราะมันผูกอยู่กับอนาคตทางเศรษฐกิจของไทยด้วย” พล.อ.อ.จอม กล่าว



ดังนั้น ภายใต้แผนงานที่วางไว้ใน “ยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี”
จะมีความพร้อมในการปฏิบัติการในอวกาศ
เพื่อเป็นหน่วยปฏิบัติการทางอวกาศด้านความมั่นคงหลัก
และสนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพอากาศและเหล่าทัพ
ตามเป้าหมายที่จะให้อวกาศเป็นพื้นที่ปฏิบัติการด้านความมั่นคง
เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ
โดยสามารถปฏิบัติการในอวกาศด้านความมั่นคงอย่างไร้ขีดจำกัดด้านพรมแดน
บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน.

https://www.dailynews.co.th/article/619018
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #17
จิสด้าสร้างดาวเทียมต้านภัยคุกคามประเทศ ไทยทำเองงบพันล้านเข้า ครม.พรุ่งนี้

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 - 13:50 น.

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(วท.) พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง
รองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ
เดินทางมาตรวจเยี่ยมความพร้อมของจิสด้าด้านการจัดการภารกิจอวกาศของประเทศ
ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

พล.อ.อ.ประจินให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 6 กุมภาพันธ์
จิสด้าจะเสนอแผนการสร้างดาวเทียมเพื่อความมั่นคงของประเทศ
คือโครงการดาวเทียมเพื่อการพัฒนาระบบเฝ้าระวังวัตถุทางอวกาศ
และภัยทางอวกาศของประเทศไทย ที่จะสร้างโดยฝีมือคนไทยขึ้นเป็นครั้งแรก
เพื่อจัดการกับภัยคุกคามทางอวกาศ

ทั้งเรื่องขยะอวกาศ วัตถุอวกาศ ที่มีนับแสนชิ้น
และตกลงมาใส่ประเทศเรื่อยๆ มีทั้งเรื่องบังเอิญและจงใจ
รวมทั้งมีแนวโน้มที่แต่ละประเทศจะมีการแข่งขันพัฒนาด้านอวกาศ
รวมทั้งภัยคุกคามที่จะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส
เพราะต้องไม่ลืมว่าในอวกาศ

ขณะนี้มีดาวเทียมเถื่อนที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร
และประเทศไหนยิงขึ้นสู่วงโคจรมากกว่าพันดวง ที่สำคัญประเทศมหาอำนาจ เช่น รัสเซีย
จีน สหรัฐอเมริกา
ก็มีการยิงดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรโดยใช้รูปแบบทางทหารส่งขึ้นไปคุมดาวเทียมของคนอื่นถ้ารู้ว่าดาวเทียมดวงนั้นทำหน้าที่จารกรรมข้อมูลก็จะทำลายทันที

ดังนั้นประเทศไทยต้องมีการพัฒนาเรื่องนี้ให้ทันกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นประธานคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติกล่าวต่อว่า ดาวเทียมที่ไทยจะสร้างขึ้นจะมีขนาดไม่ใหญ่ น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม
ยิงขึ้นสู่วงโคจรในระดับความสูง 500-600 กิโลเมตร งบประมาณในการดำเนินการประมาณ
1,000 ล้านบาท ใช้เวลาประมาณ 4 ปี จึงสามารถยิงขึ้นสู่วงโคจรได้

ถ้า ครม.เห็นชอบในหลักการจะสามารถดำเนินการได้เลย
โดยดาวเทียมดวงนี้ยังสามารถพัฒนาให้เกิดอุตสาหกรรมด้านอวกาศให้เกิดขึ้นด้วย
ขณะที่ความพร้อมของบุคลากรก็มีการเตรียมการรองรับอยู่แล้ว
ขณะนี้จิสด้าร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ประเทศจีน
ผลิตบุคลากรด้านสารสนเทศเพื่อรองรับทั้งดาวเทียมและบุคลากร
พร้อมที่จะดำเนินการได้ภายในปี 2564

ด้านนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการจิสด้า กล่าวว่า
ดาวเทียมเพื่อการพัฒนาระบบเฝ้าระวังวัตถุอวกาศฯเป็นดาวเทียมที่ยังไม่มีประเทศไหนทำ
ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศนั้น ประเทศไทยจะต้องทำในสิ่งที่ยังไม่มีประเทศไหนทำ
ซึ่งเวลานี้ประเทศไทยมีนวัตกรรมอวกาศ หลายอย่างที่ประเทศอื่นยังไม่สามารถทำได้ เช่น
ระบบควบคุมดาวเทียมทั้งระบบที่สามารถมองเห็นทุกอย่างภายในหน้าจอเดียว หรือระบบ
vossca ซึ่งนวัตกรรมนี้จะทำให้ลดความผิดพลาดในการควบคุมดาวเทียมได้

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากจะเห็นดาวเทียมฝีมือคนไทยภายใน 2-3
ปีนี้ และขณะนี้จิสด้าได้ร่วมกับกองทัพอากาศจัดทำระบบติดตามดาวเทียมที่ดอยอินทนนท์
แต่ยังถ่ายภาพได้ไม่ชัด ไม่สามารถถ่ายภาพการโคจรของดาวเทียมดวงอื่นได้
เพราะดาวเทียมบางดวงมีการเคลื่อนไหวเร็วมาก

ดังนั้นดาวเทียมฝีมือคนไทยจะมีการพัฒนาเพื่อให้ถ่ายภาพการโคจรของดาวเทียมดวงอื่นให้ชัดt
เพื่อเฝ้าระวังการคุกคาม เชื่อว่าถ้าดาวเทียมดังกล่าวเกิดขึ้น
จะทำให้ประเทศไทยมีบาทบาทในเวทีโลกเกิดขึ้นได้

ผู้อำนวยการจิสด้ากล่าวด้วยว่า นอกจากนี้เวลานี้จิสด้ายังได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นชื่อ
บำเพ็ญ ใช้สำหรับบริหารจัดการ การปล่อยบั้งไฟ ตะไล และโคมลอย
ที่สร้างปัญหาให้ระบบการบินมาก

โดยเฉพาะโคมลอยที่สามารถปล่อยสูงจากระดับพื้นดินได้มากถึง 7-8 กิโลเมตร บั้งไฟ 9-10
กิโลเมตร ขณะที่เครื่องบินก็บินที่ระดับความสูง 9-10 กิโลเมตร
ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันในบางช่วง
และหลายครั้งโคมไฟก็เคยหลุดเข้าไปในเครื่องบินเพราะคนปล่อยกันจำนวนมาก
และปล่อยไม่เป็นเวลา

โดยไม่คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบการบินและชีวิตของผู้โดยสารเครื่องบิน
ดังนั้นต้องมีการควบคุม จัดระเบียบโคมลอย บั้งไฟ และตะไล ว่าจุดไหน ควรปล่อยเวลาไหน
โดยจะนำร่องที่ จ.ยโสธร ในเดือนมีนาคม ที่มีเทศการบั้งไฟ และจากนั้นจะรณรงค์ที่
จ.เชียงใหม่ ต่อ เนื่องจากปัจจุบันการปล่อยโคมลอยทำกันตลอดทั้งปี
สร้างความกังวลให้ประชาชนผู้ใช้เครื่องบินโดยสารอย่างมาก

https://www.matichon.co.th/news/829610
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #18
KNACKSAT ดาวเทียมฝีมือ มจพ.พร้อมทะยานสู่อวกาศในปี 61

16 กุมภาพันธ์ 2561

ดาวเทียมเพื่อการศึกษาดวงแรกของประเทศไทยในชื่อ KNACKSAT มั่นใจที่จะทะยานสู่อวกาศภายในปี 2561 ผลงานคณะวิจัย มจพ.รับทุนสนับสนุนกว่า 9 ล้านบาทจาก กสทช. จะถูกจัดส่งเข้าสู่วงโคจรที่ความสูง 600 กิโลเมตร รับข้อมูลคำสั่งการถ่ายภาพจากระยะไกลและส่งกลับข้อมูล

ดาวเทียมเพื่อการศึกษาดวงแรกของประเทศไทยในชื่อ KNACKSAT มั่นใจที่จะทะยานสู่อวกาศภายในปี 2561 ผลงานคณะวิจัย มจพ.รับทุนสนับสนุนกว่า 9 ล้านบาทจาก กสทช. จะถูกจัดส่งเข้าสู่วงโคจรที่ความสูง 600 กิโลเมตร เพื่อรับข้อมูลคำสั่งการถ่ายภาพจากระยะไกลและส่งข้อมูลภาพถ่ายกลับ


รศ.สุวัฒน์ กุลธนปรีดา หัวหน้าโครงการออกแบบและจัดส่งดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อการศึกษา (KNACKSAT) ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดเผยว่า การจัดตั้งโครงการออกแบบและสร้างดาวเทียมต้นแบบวิศวกรรมขนาด CubeSat ดำเนินการตั้งแต่ปี 2555 ต่อมาได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ วงเงิน 9,059,690 บาท สำหรับการออกแบบสร้างและส่งดาวเทียมจริงรูปแบบ CubeSat เข้าสู่วงโคจรภายในปี 2561 อย่างแน่นอน ขณะนี้โครงการได้ดำเนินการออกแบบดาวเทียมต้นแบบทางวิศวกรรม (Engineering Model) เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินการทดสอบฟังก์ชันการทำงานของระบบรวมเบื้องต้น และคาดว่าจะไปทดสอบการทำงานภายใต้สภาวะเสมือนอวกาศที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งขณะนี้โครงการมีสมบูรณ์ 100% พร้อมปล่อยสู่อวกาศ

“โครงการออกแบบและจัดส่งดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อการศึกษา KNACKSAT” เกิดจากทีมวิจัย ประกอบด้วย บุคลากรจากภาควิชาวิศวกรรมฯ ศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมอวกาศและทะเล และบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน ได้ริเริ่มออกแบบพัฒนาและสร้างดาวเทียม KNACKSAT (ขนาดไม่เกิน 1 กิโลกรัม) เป็นดาวเทียม CubeSAT ดวงแรกของประเทศไทยที่พัฒนาและสร้างขึ้นโดยบุคลากรภายในรั้วมหาวิทยาลัย และจะถูกจัดส่งเข้าสู่วงโคจรที่ความสูง 600 กิโลเมตร เพื่อรับข้อมูลคำสั่งการถ่ายภาพจากระยะไกลและส่งข้อมูลภาพถ่ายกลับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและนำไปปฏิบัติจริงได้

วัตถุประสงค์ของงานวิจัย

(1) เพื่อออกแบบและสร้างดาวเทียมขนาดเล็ก CubeSat โดยทุกกระบวนการตั้งแต่แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการออกแบบ (Conceptual design) จนถึงการจัดสร้างดาวเทียมเพื่อจัดส่งเข้าสู่วงโคจรทำขึ้นเองทั้งหมดภายในประเทศไทย

(2) การสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านอวกาศ รวมทั้งการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ และนำองค์ความรู้ไปพัฒนาดาวเทียมที่มีศักยภาพที่สูงขึ้นและสามารถปฏิบัติภารกิจเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ทั้งหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชนจนถึงระดับผู้บริโภคในอนาคต

(3) การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเข้าถึงเทคโนโลยีในกิจการด้านอวกาศ

(4) การสร้างนักศึกษา บุคลากรและนักวิจัยในกิจการด้านอวกาศ และ

(5) เพื่อเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีทางด้านอวกาศให้กับหน่วยงาน อุตสาหกรรมและเยาวชนไทย

ลักษณะเด่นของดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อการศึกษา KNACKSAT เป็นดาวเทียมขนาด CubeSAT ขนาดไม่เกิน 10 x 10 x 10 เซนติเมตร และมีน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม ที่เกิดจากการรวมกันของบุคลากรภายในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีความสนใจที่จะออกแบบพัฒนาและสร้างระบบย่อยต่างๆ ของดาวเทียม และยังใช้อุปกรณ์หรือวัสดุที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด

ดังนั้น กล่าวได้ว่า ดาวเทียม KNACKSAT เป็นดาวเทียมสัญชาติไทยดวงแรกที่ถูกสร้างและพัฒนาโดยฝีมือคนไทย 100% และเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะถูกจัดส่งเข้าสู่วงโคจรในอวกาศ เพื่อปฏิบัติภารกิจในอวกาศได้จริง ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยทางด้านเทคโนโลยีอวกาศ

ดร. พงศธร สายสุจริต ผู้จัดการโครงการ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างดาวเทียม กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการออกแบบ CubeSat มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้ใช้ชื่อดาวเทียมภายใต้ชื่อว่า KNACKSAT (KmutNb Academic Challenge of Knowledge SATellite) การพัฒนาดาวเทียม CubeSat ทำให้เกิดงานวิจัยและพัฒนาภารกิจทางด้านอวกาศรวมถึงการทดลองในอวกาศที่เป็นไปได้ภายใต้งบประมาณค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากและสามารถกระทำภายในระดับมหาวิทยาลัย

เนื่องจากส่วนประกอบของดาวเทียมดังกล่าวใช้อุปกรณ์หรือวัสดุที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด ไม่ใช้อุปกรณ์พิเศษที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกิจการอวกาศโดยเฉพาะซึ่งมีราคาสูงมาก และใช้เวลาในการสร้างเพียง 1-2 ปี นอกจากนี้การจัดส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรเป็นแบบ Piggyback หรือการฝากส่งร่วมกับดาวเทียมดวงอื่นหลายดวงในเวลาเดียวกันในวงโคจรแบบต่ำ (Low Earth Orbit, LEO) และใช้คลื่นความถี่วิทยุสมัครเล่นในการสื่อสาร จึงทำให้ค่าจัดส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรมีราคาไม่สูงมากนัก ทั้งนี้ ติดตามความคืบหน้าของโครงการได้ที่ www.facebook.com/knacksat

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/792765

https://www.thairath.co.th/content/1206565





 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #19
เปิดสอนช่างบำรุงอุปกรณ์ภาคพื้นครั้งแรกในไทย

2018-02-26

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่กระทรวงคมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านการบิน ระหว่างสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) โดย พลเรือตรีปิยะ อาจมุงคุณ ผู้ว่าการ สบพ. และ AGP Corporation (AGP) โดยนายเออิจิ ยามากุจิ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AGP ว่า สบพ. ร่วมกับ AGP ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสนับสนุนงานด้านการบริการภาคพื้นในท่าอากาศยานของประเทศญี่ปุ่น และมีความเชี่ยวชาญในการให้บริการอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้น และอุปกรณ์ในอาคารผู้โดยสาร จัดทำหลักสูตรช่างบำรุงรักษาอุปกรณ์ภาคพื้น เพื่อรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยมีระยะเวลาการฝึกอบรม 1 ปี ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้มีความรู้ ความสามารถในด้านดังกล่าว โดยขณะนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมการบินอย่างมาก

นายอาคม กล่าวต่อว่า หลักสูตรดังกล่าว จะเปิดการเรียนการสอนรุ่นแรกในปี 62 รับ 60 คน จากนั้นจะเพิ่มจำนวนรับมากขึ้นตามความต้องการของตลาด โดยผู้จบหลักสูตรดังกล่าวสามารถบรรจุเข้าทำงานได้เลยโดยไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมซ้ำ อย่างไรก็ตามการจัดทำหลักสูตรนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เปิดการฝึกอบรมในประเทศไทย เพราะที่ผ่านมา สบพ. มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานต่างๆ จะเปิดสอนเฉพาะหลักสูตรนักบิน หรือช่างซ่อมเครื่องบินเท่านั้น ยังไม่เคยมีหลักสูตรสำหรับช่างซ่อมบำรุงอุปกรณ์ภาคพื้น

ทั้งนี้ในปี 64 สบพ. ยังมีแผนร่วมมือกับ AGP ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศอู่ตะเภา เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบิน และโลจิสติกส์ของไทย และภูมิภาคในอนาคต

https://www.dailynews.co.th/economic/629502
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,531 Posts
Discussion Starter #20
mu Space สตาร์ทอัพไทย จับมือ Blue Origin ส่งดาวเทียมขึ้นวงโคจรด้วยจรวดNew Glenn ปลายปี63

วันที่ 13 มีนาคม 2561 - 19:21 น.

mu Space สตาร์ทอัพเทคโนโลยีอวกาศสัญชาติไทยบุกเวทีโลก ประกาศจับมือ Blue Origin เตรียมส่งดาวเทียมดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรด้วยจรวด New Glenn เที่ยวแรกในปลายปี 2563 ตั้งเป้าใช้ดาวเทียมลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี – พัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล

13 มีนาคม 2561 การประชุมดาวเทียมโลกประจำปี 2561 “ Satellite 2018” ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกาในปีนี้ คึกคักกว่าทุกปี เมื่อ mu Space สตาร์ทอัพด้านอวกาศสัญชาติไทย ได้สร้างฮือฮาจับมือยักษ์ใหญ่ Blue Origin ของเจ้าพ่อ Amazon “Jeff Bezos” ส่งดาวเทียมดวงแรกด้วยไฟลท์แรกของจรวดยักษ์ที่ทั่วโลกรอคอย New Glenn

นายวรายุทธ (เจมส์) เย็นบำรุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด หรือ mu Space กล่าวว่า mu Space ได้ลงนามข้อตกลงกับบริษัท Blue Origin เรื่องการส่งดาวเทียมดวงแรกของ mu Space ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด ด้วยไฟลท์แรกของจรวด New Glenn ในปี 2563 การลงนามร่วมกันดังกล่าว ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการกิจการอวกาศของไทยและเอเชีย-แปซิฟิค เพราะจะนำมาสู่การเปิดโอกาสให้เราพัฒนาดาวเทียมสื่อสารและการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศร่วมกับบริษัทชั้นนำของโลก

“mu Space และ Blue Origin มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งการที่จะถึงจุดนั้นได้เราต้องไปในอวกาศ มุ่งไปในดินแดนในความฝันที่ไม่เคยมีใครไปมาก่อนซึ่งจะเป็นภารกิจที่เปลี่ยนชีวิตเราในอนาคต” นายวรายุทธ กล่าว

นายวรายุทธ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน mu Space กำลังมุ่งมั่นในการสนับสนุนความต้องการที่เติบโตมากขึ้นในเรื่องบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) รถยนตร์อัจฉริยะ (Smart Car) และเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ทั่วเอเชีย-แปซิฟิค และมีแผนที่จะขยายไปทั่วโลก โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะใช้เทคโนโลยีดาวเทียมมาลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและให้ทุกพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงอินเตอร์เน็ต พร้อมเสริมสร้างและเร่งการพัฒนา Smart applications ต่างๆ โดยในระยะยาวบริษัทจะส่งดาวเทียมของตัวเองไปในวงโคจรในปี 2563 มีพื้นที่ให้บริการในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก


(จากซ้ายไปกลาง) Bob Smith CEO Blue Origin, Jeff Bezos Blue Origin founder และคุณวรายุทธ เย็นบำรุง CEO mu Space / Photo © Tony Powell. Blue Origin
ด้าน นายบ๊อบ สมิทธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) Blue Origin กล่าวว่า เรารู้สึกยินดีที่ได้ทำงานร่วมกับ mu Space ด้วยการส่งดาวเทียมดาวแรกของ mu Space ซึ่งจะเป็นครั้งแรกของการส่งดาวเทียมไปยังวงโคจร GTO (geostationary transfer orbit) ของ จรวด New Glenn ซึ่งเป็นจรวดทรงอานุภาพที่เรากำลังพัฒนาอยู่ด้วย

ทั้งนี้ นายเจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) เจ้าของ www.amazon.com มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก โดยนิตยสารฟอร์บส์ เป็นผู้หลงใหลด้านอวกาศตั้งแต่เด็กและก่อตั้งบริษัทด้านเทคโนโลยีอวกาศ Blue Origin ขึ้นมาในปี 2543 เพื่อบุกเบิกอวกาศ เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา Blue Origin ได้ประกาศแผนการสร้างจรวด New Glenn เพื่อเป็นยานพาหนะขนส่งผู้โดยสารและสัมภาระไปอวกาศ โดยเป็นจรวดที่สามารถซ้ำใหม่ได้ (Reusable Rocket) เพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง เพื่อที่ทุกคนสามารถเดินทางไปอวกาศได้ โดยชื่อจรวดตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่นาย จอห์น เกลน (John Glenn) นักบินอวกาศสหรัฐคนแรกที่โคจรรอบโลก

สำหรับจรวด New Glenn ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเพราะจะเป็นหนึ่งในจรวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 เมตร แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ 2 stage สูง 82 เมตร และ 3 stage สูง 99 เมตร ใช้เครื่องยนต์จรวด BE-4 หรือ Blue Engine 4 ซึ่ง Blue Origin พัฒนาด้วยตัวเอง



นายวรายุทธ กล่าวว่า mu Space จะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากทั่วโลกมาพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ห่างไกล โดยขณะนี้บริษัทกำลังทำข้อตกลงร่วมกันกับบริษัท SES ซึ่งมีดาวเทียมบริการครอบคลุมทั่วโลก และบริษัท Hughes ซึ่งเป็นบริษัทอุปกรณ์ดาวเทียมภาคพื้นดินชั้นนำของโลก เพื่อที่จะทำให้ทุกพื้นที่ของประเทศไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เพราะดาวเทียมสามารเข้าถึงทุกพื้นที่โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องลักษณะภูมิประเทศ โดยจะมีการประกาศความร่วมมือในเร็วๆนี้



ทั้งนี้ mu Space เป็นสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม ก่อตั้งเมื่อกลางปี 2560 มีเป้าหมายต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยการนำดาวเทียมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการสร้างระบบอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในพื้นที่ห่างไกลและการนำมาปรับใช้กับสื่อสารในรูปแบบต่างๆ รวมถึง การรองรับ IOT และ Smart Cities ปัจจุบัน mu Space เป็นสตาร์ทอัพอวกาศแห่งแรกของไทยที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม(แบบมีโครงข่ายดาวเทียมเป็นของตนเอง) เป็นระยะเวลา 15 ปี ในอนาคตบริษัทมีโครงการจะส่งดาวเทียมของบริษัทในปี 2563 โดยใช้จรวด New Glenn ของบริษัท Blue Origine และต้องการบุกเบิกการท่องเที่ยวอวกาศแห่งแรกของเอเชียด้วย

สำหรับ นายวรายุทธ หรือ เจมส์ เย็นบำรุง มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอวกาศ โดยจบการศึกษาปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขา Aerospace, Aeronautical and Astronautical และปริญญาโท คณะเดียวกัน สาขา Mechanical Engineering จาก University of California, Los Angeles (UCLA) ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ร่วมงานกับ บริษัท Northrop Grumman Corporation ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอวกาศและการป้องกันประเทศ อันดับต้นๆของโลก ในตำแหน่งวิศวกรและผู้จัดการโครงการ Satellite, Unmanned Aviation System หลังจากใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศถึง 14 ปี จึงกลับมาเมืองไทย เพื่อนำความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศมาพัฒนาประเทศ โดยก่อตั้ง mu Space ในกลางปี 2560 ที่ผ่านมา

https://www.prachachat.net/spinoff/science-technology/news-129529
 
1 - 20 of 229 Posts
Top