SkyscraperCity banner

221 - 229 of 229 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #221
ช่องโหว่ชั้นโอโซนฟื้นตัว ปิดแคบลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลเปลี่ยนทิศทางลมกระแสหลักของโลกกลับเป็นปกติ

28 มี.ค. 2563

ช่องโหว่ชั้นโอโซนฟื้นตัว ปิดแคบลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลเปลี่ยนทิศทางลมกระแสหลักของโลกกลับเป็นปกติ - BBCไทย
ท่ามกลางข่าวร้ายเรื่องโรคระบาดที่กำลังถาโถมเข้ามา ยังมีข่าวดีด้านสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง โดยมีรายงานว่าช่องโหว่ในชั้นโอโซนของบรรยากาศโลกยังคงมีแนวโน้มจะปิดแคบลงเรื่อย ๆ และมีการฟื้นคืนสภาพมากพอ จนเริ่มส่งผลดีต่อระบบภูมิอากาศของโลกโดยรวม

ผลการศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากแคนาดา สหรัฐฯ และออสเตรเลีย ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่าการหนาตัวขึ้นของชั้นโอโซนที่เคยได้รับความเสียหาย ทำให้กระแสลมกรดซีกโลกใต้ (Southern Jet Stream) พัดกลับคืนสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น จนหลายภูมิภาคในซีกโลกใต้ไม่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรงบ่อยครั้งเหมือนเดิม

ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่พบว่า ช่องโหว่ในชั้นโอโซนส่งผลรบกวนต่อสภาพอากาศโดยรวมของโลกได้ โดยการใช้สารเคมีจำพวกคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (ซีเอฟซี) ซึ่งมักใช้เป็นสารทำความเย็นและใช้ในการผลิตสเปรย์ต่าง ๆ เป็นตัวการทำลายชั้นโอโซนให้บางลง

อย่างไรก็ตาม พิธีสารมอนทรีออลที่นานาประเทศลงนามเมื่อปี 1987 ได้จำกัดการใช้สารซีเอฟซีอย่างได้ผล ทำให้ช่องโหว่ของชั้นโอโซนขนาดมหึมาเหนือขั้วโลกใต้เริ่มหดแคบลง โดยภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อเดือนก.ย.ของปีที่แล้ว ชี้ให้เห็นว่าช่องโหว่ดังกล่าวมีขนาดลดลงมาอยู่ที่ 16.4 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นขนาดเล็กที่สุดนับแต่ปี 1982

ดร. อันทารา บาเนอร์จี ผู้นำทีมวิจัยจากองค์การบริหารงานด้านมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือโนอา (NOAA) บอกว่าก่อนช่วงปี ค.ศ. 2000 กระแสลมกรดซีกโลกใต้ ซึ่งเป็นลมพัดเร็วกระแสหลักสายหนึ่งของระบบไหลเวียนในบรรยากาศโลก ได้เริ่มเบี่ยงทิศทางลงมายังด้านทิศใต้มากขึ้น โดยมีความเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยที่ราว 1 องศาละติจูดในทุก 10 ปี ทำให้หลายพื้นที่ในซีกโลกใต้ต้องพบกับสภาพภูมิอากาศแปรปรวน

แต่หลังจากเริ่มต้นสหัสวรรษใหม่เป็นต้นมา ทีมผู้วิจัยพบว่ากระแสลมกรดซีกโลกใต้หยุดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะดังกล่าว และเริ่มพัดกลับไปในทิศทางเดิม ทำให้คาดการณ์ได้ว่าออสเตรเลียจะไม่ต้องเผชิญกับภัยแล้งที่รุนแรงมากเท่ากับที่ผ่านมา เนื่องจากกระแสลมกรดซีกโลกใต้จะไม่ผลักเอาพายุฝนออกไปห่างชายฝั่งอีกต่อไป

ส่วนประเทศแถบอเมริกาใต้ตอนกลาง เช่นปารากวัย อุรุกวัย บราซิลตอนใต้ และอาร์เจนตินาตอนเหนือ อาจมีปริมาณฝนลดลง แต่ภูมิภาคแถบพาตาโกเนียอย่างชิลีและอาร์เจนตินาตอนใต้จะมีฝนตกมากขึ้น และจะมีระดับความเข้มของรังสีอัลตราไวโอเลตที่เป็นอันตรายลดลงด้วย

"แต่ข่าวดีนี้อาจยังไม่ดีพอ หากเรายังไม่ตัดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะไปบั่นทอนผลดีที่เกิดจากการฟื้นฟูชั้นโอโซนให้ลดลง นอกจากนี้ เรายังคงไม่ทราบว่าชั้นโอโซนที่หนาตัวขึ้น จะช่วยชะลอการละลายของธารน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกาได้ด้วยหรือไม่" ดร. บาเนอร์จีกล่าว

 

·
Registered
Joined
·
31,871 Posts
อนาคตของการปลูกพืชในอวกาศ ความมั่นคงด้านอาหารแห่งอนาคต

 

·
Registered
Joined
·
31,871 Posts
แสงไฟยามค่ำคืนที่เปลี่ยนไปหลังโควิด-19
เผยแพร่: 11 เม.ย. 2563 19:58 โดย: ผู้จัดการออนไลน์




"Night Light" หรือไฟกลางคืน เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากทุกภาคส่วนในยามค่ำคืน ทั้งจากการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม การคมนาคม กลุ่มธุรกิจต่างๆ ตลอดจนระบบไฟฟ้าสาธารณะ

เมื่อเรามองด้วยตาเปล่าจะสังเกตได้ว่า ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่แสงสว่างตลอดในช่วงเวลากลางคืน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดเราจึงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของแสงไฟกลางคืน ทว่าเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ดาวเทียมที่จับตามมองโลกคลอดเวลาได้เผยให้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลง

ภาพถ่ายจากดาวเทียม Suomi Npp ระบบเวียร์ (VIIRS) นอกจากจะใช้ในการอ่านค่าจุดความร้อน hotspot ในช่วงเวลากลางวันแล้ว ยังเป็นระบบดาวเทียมที่สามารถบันทึกภาพเพื่อดูแสงสว่างในช่วงเวลาค่ำคืนได้อีกด้วย

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ประกอบกับช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ประกาศใช้ "พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน" มาเป็นระยะ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.63 เป็นต้นมา รวมทั้งได้ขอความร่วมมือทั้งจากทางภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาชน งดออกจากเคหะสถานและจัดกิจกรรมงานรื่นเริงต่างๆ รวมถึงสถานบันเทิง ในช่วงเวลา 22.00 น. จนถึง เวลา 04.00 น.

จิสด้า หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ติดตามสถานการณ์การให้ความร่วมมือจากหน่วยงานและประชาชน หลังจากมี พรก.ดังกล่าว โดยใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม Suomi Npp ระบบเวียร์ (VIIRS) บันทึกภาพทุกค่ำคืนในช่วงเวลา 01.00 - 02.00 น. เพื่อดูอัตราการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมทั้งประเทศ

ทั้งนี้ได้เปรียบเทียบใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 โดยบันทึกภาพวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2562 , ช่วงสถานการณ์ที่กำลังแพร่ระบาดก่อนประกาศ พรก. โดยบันทึกภาพวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 และช่วงสุดท้าย เป็นช่วงเวลาหลังจากประกาศ พรก.ดังกล่าว โดยบันทึกภาพวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2563

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากประกาศ พรก. ฉุกเฉิน หน่วยงานต่างๆ และประชาชนได้ให้ความร่วมมือในการลดการแพร่ระบาดฯ สังเกตได้จากภาพวันที่ 9 เม.ย.63 ที่มีจำนวนการใช้ไฟฟ้าลดลง นั่นหมายความว่า พรก.นอกจากจะใช้ในการควบคุมการแพร่ระบาดฯ แล้ว ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าในยามค่ำคืนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการปิดแหล่งท่องเที่ยว และสถานบันเทิงต่างๆ รวมไปถึงการคมนาคมในช่วงเวลาดังกล่าว

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #224
ครม.รับทราบแนวทางแก้ปัญหาสัญญาไทยคม 5

วันที่ 28 เมษายน 2563

ครม. รับทราบมติคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบมติคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 ในการประชุมเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) ในฐานะประธานกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติเสนอ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1.วาระเพื่อทราบ

1.1 ร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ พ.ศ. 2563 – 2580 (National Space Master Plan 2020-2037) คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติในการประชุม ครั้งที่ 3/2560 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 มีมติเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์อวกาศแห่งชาติ 20 ปี พ.ศ. 2560 – 2579 หรือ ร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 และส่งให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณา โดยคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒนาฯ) มีข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้

1) ยุทธศาสตร์การพัฒนา ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนวิจัยและพัฒนาอวกาศ ให้ความสำคัญกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และมีการจัดทำแนวทางการพัฒนากำลังคน

2) การกำหนดตัวชี้วัด ให้ทบทวนการกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น


3) กลไกการขับเคลื่อน กำหนดให้มีการดำเนินการแบบบูรณาการ ภายใต้หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชน

มติที่ประชุม รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติฯ ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) อยู่ระหว่างการปรับปรุงร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติฯ ตามข้อเสนอแนะของสภาพัฒนาฯ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป

1.2 ร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. …. คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติในการประชุม ครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. …. ฉบับแก้ไขโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขร่างดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งขาติ โดยสาระสำคัญของการปรับปรุงแก้ไขร่างดังกล่าวคือ มีการจัดตั้ง 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ซึ่งมีบทบาทด้านการจัดทำนโยบายด้านกิจการอวกาศของประเทศ และสำนักงานกำกับกิจการอวกาศแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ

มติที่ประชุม รับทราบการดำเนินการร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศแห่งชาติ พ.ศ. …. และให้ฝ่ายเลขานุการฯ ดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ และเสนอคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายอวกาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติต่อไป

1.3 การดำเนินการเรื่อง สำนักงานประสานงานภูมิภาคของ The United Nations Office for Outer Space Affairs (UNOOSA) ในประเทศไทย (Regional Liaison Office : RLO)

คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติในการประชุม ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2561 มีมติเห็นชอบให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมการจัดตั้งสำนักงานประสานงานภูมิภาคของ UNOOSA ในประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีข้อคิดเห็นในการจัดตั้ง RLO 2 ประเด็น ดังนี้

1) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) มีความกังวลในเรื่องความยั่งยืนของ RLO ภายหลังจาก 3 ปีแรก (ประเทศไทยสนับสนุนงบประมาณ เต็มจำนวน 3 ปีแรก) ซึ่ง UNOOSA ปฏิเสธที่จะจัดทำแผนความยั่งยืนภายหลัง 3 ปี

2) การให้มีหน่วยงานเพื่อรับเงินงบประมาณ ตามกระบวนการของการรับงบประมาณ โดยให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) รับเป็นหน่วยงานในการรับงบประมาณเพื่อการดำเนินการของ RLO ไปพลางก่อน

มติที่ประชุมรับทราบและให้ฝ่ายเลขานุการฯ รับข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปดำเนินการก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติต่อไป

1.4 ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการในการเปิดตลาดในระดับรัฐ (State Level) ของนโยบายการพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศ (Landing Rights)

คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (5 มีนาคม 2562) เห็นชอบในหลักการร่างนโยบายการพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศ และให้ ดศ. รับข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป โดย ดศ. ได้เชิญผู้แทนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เข้าร่วมการประชุมเพื่อพิจารณาให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นแนวทางการจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการเปิดตลาดให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศเชิงพาณิชย์ที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพันธกรณีและข้อตกลงระหว่างประเทศ

มติที่ประชุม รับทราบการดำเนินการต่อร่างหลักเกณฑ์และวิธีการในการเปิดตลาดในระดับรัฐ (State Level) ของนโยบายการพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศ (Landing Rights) ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติต่อไป

1.5 ร่างประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการในประเทศ

คณะกรรมการ กสทช. ได้มีมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงฯ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 โดยมีสาระสำคัญของร่างดังกล่าว เช่น ขอบเขตบังคับใช้คุณสมบัติผู้ขอรับอนุญาต รูปแบบการอนุญาต เงื่อนไขด้านความมั่นคง

มติที่ประชุม รับทราบร่างประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงฯ ทั้งนี้ ประกาศคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการในประเทศ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563

1.6 แนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินหลังสิ้นสุดสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ดศ. ได้ลงนามจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินโครงการบริหารจัดการทรัพย์สินหลังสิ้นสุดสัญญาการดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ที่ปรึกษาโครงการ) โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 270 วัน (สิ้นสุด ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2563) ปัจจุบันที่ปรึกษาโครงการ ได้เสนอทางเลือก เป็น 4 กรณี ได้แก่

1) กรณีที่ ดศ. ดำเนินงานเอง

2) กรณีที่ ดศ.มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินงาน

3) กรณีที่ให้เอกชนรายเดิมดำเนินงาน และ

4) กรณีเปิดประมูลเพื่อคัดเลือกเอกชนรายใดรายหนึ่งดำเนินการ ซึ่งที่ปรึกษาโครงการเสนอแนะให้ ดศ. ดำเนินการในรูปแบบการให้บริการภาครัฐสู่ภาครัฐ (G2G) โดยพิจารณามอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ดศ. [บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)] เข้ามาบริหารจัดการดาวเทียมทั้ง 3 ดวงที่มีอายุเหลืออยู่หลังสิ้นสุดสัญญาฯ (ดาวเทียมไทยคม 4 ไทยคม 5 และไทยคม 6) ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

มติที่ประชุม รับทราบแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินหลังสิ้นสุดสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ และให้ฝ่ายเลขานุการฯ จัดทำประโยชน์ที่รัฐจะได้รับ โดยเปรียบเทียบประโยชน์ (รายได้) ของแต่ละทางเลือกในการบริหารจัดการดาวเทียม และเสนอคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติพิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีตามลำดับต่อไป

1.7 กรณีขัดข้องทางเทคนิคของดาวเทียมไทยคม 5 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 ผู้แทน ดศ. ได้เข้าร่วมการประชุมหารือกับรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ในประเด็นข้อสัญญาฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กรณีการขัดข้องของดาวเทียมไทยคม 5 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงาน กสทช. ซึ่งที่ประชุมมีข้อสรุป ดังนี้

1) คู่สัญญามีหน้าที่จะต้องจัดสร้างดาวเทียมทดแทนดาวเทียมไทยคม 5 ตามข้อกำหนดของสัญญาฯ ในกรณีที่ไม่สามารถซ่อมแซมดาวเทียมได้

2) ดศ. ควรเร่งตรวจสอบเงื่อนไขการรับเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรธรรม์ประกันภัยของดาวเทียมไทยคม 5

3) เห็นควรให้ ดศ. มีหนังสือถึง บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดส่งแผนการดำเนินการตามข้อกำหนดของสัญญาฯ โดยให้ ดศ. พิจารณาโดยด่วน และ

4) เห็นควรให้ ดศ. มีหนังสือหารือ สคก. อีกชั้นหนึ่งเมื่อได้ข้อสรุปการดำเนินการตามข้อกำหนดของสัญญาฯ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

มติที่ประชุมรับทราบกรณีขัดข้องทางเทคนิคของดาวเทียมไทยคม 5 ทั้งนี้ ดศ. ได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงาน 2 คณะ คือ

1) คณะทำงานพิจารณาข้อกฎหมายในการปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานกรณีดาวเทียมไทยคม 5

2) คณะทำงานตรวจสอบทางเทคนิคกรณีการขัดข้องของดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563

2. วาระเพื่อพิจารณา การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อจัดทำนโยบายและแผนการดำเนินการเฝ้าระวังและ บริหารจัดการการจราจรทางอวกาศ (Space Situational Awareness and Space Traffic Management) ที่ประชุมได้พิจารณาร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อจัดทำนโยบายและแผนการดำเนินการเฝ้าระวัง และบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศ โดยมีรองปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ ผู้อำนวยการศูนย์กิจการอวกาศ กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม เป็นกรรมการและเลขานุการ และมีผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศกองทัพอากาศ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ โดยมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1) จัดทำนโยบายและแผนการดำเนินการเฝ้าระวัง และบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศของประเทศ ครอบคลุมทุกมิติ รวมทั้ง กฎ ระเบียบ งบประมาณ บุคลากรและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

2) จัดทำข้อเสนอแนะในการกำหนดหน่วยงานเพื่อดำเนินการติดตาม เฝ้าระวังและบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศได้อย่างต่อเนื่องและติดตามผลการดำเนินงานเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ

3) แต่งตั้งคณะทำงานหรือชุดปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนภารกิจตามอำนาจหน้าที่และ

4) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติมอบหมาย

มติที่ประชุม เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อจัดทำนโยบายและแผนการดำเนินการเฝ้าระวังและบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ตามที่ฝ่ายเลขานุการฯ เสนอ

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #225
ลุยธุรกิจดาวเทียมเต็มสูบ “แคท” พร้อมรับช่วงไทยคมบริหารดาวเทียมแห่งชาติ

วันที่ 28 เมษายน 2563

“แคท” ส่งแผนบริหารดาวเทียมไทยคม 4 และ 6 ให้กระทรวงดิจิทัลฯ ชงเข้า ครม. แล้ว มั่นใจศักยภาพพร้อมลุยธุรกิจดาวเทียมเต็มรูปแบบ

พ.อ. สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. กสท โทรคมนาคม (แคท) เปิดเผยว่า หลังจากคณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติ และคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เห็นชอบให้ แคท เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการทรัพย์สิน ภายหลังการสิ้นสุดสัมปทานดาวเทียมระหว่าง บมจ.ไทยคม กับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในเดือน ก.ย. 2564 ขณะนี้แคทได้ส่งแผนการบริหารจัดการทรัพย์สินให้กับกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้แคทเป็นบริหารจัดการดาวเทียมแห่งชาติต่อไป

โดยยืนยันว่า ศักยภาพของแคทพร้อมที่จะเดินหน้าธุรกิจดาวเทียมอย่างเต็มรูปแบบทั้งในแง่ของประสบการณ์ในฐานะผู้ให้บริการดาวเทียมมากว่า 50 ปี และโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงบุคลากร และใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

“ในช่วง 1 ปีก่อนจะสิ้นสุดสัมปทาน แคทจะส่งทีมบุคลากรไปฝึกอบรมการโอเปอเรตดาวเทียม กับบมจ.ไทยคม เพิ่มเติม รวมถึงศึกษาประเมินความคุ้มค่าในการต่ออายุการงานใช้งานด้านวิศวกรรมของดาวเทียมทั้ง 2 ดวง และการพิจารณาถึงแนวทางในการรักษาไว้ซึ่งตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมที่ประเทศไทยมีอยู่”

โดยดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์จะมีอายุการใช้งานด้านวิศวกรรมจนถึงปี 2565 และดาวเทียมไทยคม 6 จะมีอายุการใช้งานด้านวิศวกรรมจนถึงปี 2572

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #226
ย้อนมองยุคสัมปทาน ส่องอนาคต “ดาวเทียม” ในมือ “แคท”

วันที่ 7 พฤษภาคม 2563


ย้อนไปเมื่อ 11 ก.ย. 2534 คือจุดกำเนิดของธุรกิจดาวเทียมในประเทศไทย เมื่อกระทรวงคมนาคม ได้ทำสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เป็นเวลา 30 ปี กับบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ.อินทัช ในปัจจุบัน โดยในสัญญาข้อ 4 กำหนดให้บริษัทจะต้องจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่ และถือหุ้นไม่น้อยกว่า51% เพื่อดำเนินงานแทนตามสัญญาสัมปทาน ซึ่งต่อมาคือบริษัท ชินวัตรแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ.ไทยคมในปัจจุบัน

ขณะที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้ามารับหน้าที่ในการเป็นคู่สัญญากับ บมจ.ไทยคม และปัจจุบันคือภารกิจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)

ส่วนแบ่งสัมปทานพุ่ง
โดยภายใต้สัมปทานนี้ ไทยคมจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับกระทรวง เริ่มตั้งแต่ปี 2535 ในอัตรา 5.5% และปรับขึ้นเป็น 10.5% ในปี 2540 ก่อนจะขยับเป็น 15.5% ในปี 2545 เพิ่มเป็น 17.5% ในปี 2550 และ 20.5% ในปี 2555 ก่อนจะสิ้นสุดที่ 22.5% ตั้งแต่ปี 2560-2564

ทั้งยังกำหนดรายได้ขั้นต่ำตลอดอายุสัมปทานไว้ที่ 1,415 ล้านบาท แต่ในช่วง 14 ปีแรกของสัมปทาน บมจ.ไทยคมก็จ่ายเงินส่วนแบ่งรายได้ให้กระทรวงไปแล้วกว่า 3,317 ล้านบาท จากการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร 5 ดวง ได้แก่ ไทยคม 1 เมื่อ ธ.ค. 2536 ไทยคม 2 เมื่อ ต.ค. 2537 ไทยคม 3 เมื่อ เม.ย. 40 แต่ต้องสิ้นสุดการให้บริการก่อนกำหนดเมื่อ ต.ค. 2549 ไอพีสตาร์ เมื่อ ส.ค. 2548 และไทยคม 5 เมื่อ พ.ค. 2549

2557 ยุคทองไทยคม
ก่อนในปี 2557 จะเข้าสู่ยุคทองของไทยคม เนื่องจากมีการยิงดาวเทียมสู่วงโคจรถึง 2 ดวงคือ ไทยคม 6 ในเดือน ม.ค. และไทยคม 7 ในเดือน ก.ย.ทั้งยังเป็นปีแรกที่ไทยคมมีรายได้รวมทะลุ 1 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,600 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังเป็นปีที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการดาวเทียมจาก “กสทช.” คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งทำให้มีต้นทุนในการให้บริการดาวเทียมที่ต่ำกว่าการรับสัมปทานมากกว่าครึ่ง นำไปสู่การเดินหน้ายิงดาวเทียมไทยคม 8 ในเดือน พ.ค. 2559

แต่ยุคทองก็คงอยู่ในเวลาอันสั้น เมื่อปี 2558 กลายเป็นปีที่ไทยคมมีรายได้สูงสุดที่ 13,136 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,122 ล้านบาท หลังจากนั้นก็มีทิศทางรายได้และกำไรสุทธิเป็น “ขาลง” โดยในปี 2560 ขาดทุนสุทธิ 2,649 ล้านบาท และในปี 2562 มีรายได้รวม 5 พันล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 2,249 ล้านบาท

ทั้งยังเข้าสู่จุดเริ่มต้นของอีกข้อพิพาทกับผู้ให้สัมปทานในประเด็นว่า ไทยคม 7 และไทยคม 8 ถือเป็นดาวเทียมภายใต้สัมปทานหรือไม่ ซึ่งกำลังรอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด

ณ ปัจจุบันมีดาวเทียมคงเหลือให้บริการอยู่ 4 ดวง ได้แก่ ไอพีสตาร์ ไทยคมดวงที่ 6 ถึง 8

มอบ “แคท” รับช่วงต่อ

ขณะที่ฝั่งกระทรวงดิจิทัลฯ ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการสิ้นสุดลงของสัมปทานดาวเทียมที่จะถึงในเดือน ก.ย. 2564 โดยได้มอบหมายให้ “แคท” บมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นผู้เข้ามารับช่วงบริหารจัดการดาวเทียม แทนการหาเอกชนเข้ามาทำสัญญา PPP

พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แคท เปิดเผยว่า ดาวเทียมไทยคม 4 มีอายุการใช้งานทางวิศวกรรมถึงปี 2565 และไทยคม 6 มีอายุการใช้งานถึงปี 2572 ซึ่งในเชิงวิศวกรรมสามารถขยายอายุใช้งานไปได้อีก 3-5 ปี

โดยในช่วงเวลา 1 ปีจากนี้ จะศึกษาความคุ้มค่าเพื่อตัดสินใจเรื่องการยืดอายุการใช้งานหรือไม่ เนื่องจากมีต้นทุนในการดำเนินการ 7-8 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ยังได้ส่งบุคลากรเข้าฝึกอบรมร่วมกับไทยคมเพื่อให้พร้อมรับช่วงบริหารและควบคุมดาวเทียม

มั่นใจยังมีโอกาสธุรกิจ
ในส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าธุรกิจดาวเทียมกำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” นั้น กรรมการผู้จัดการใหญ่แคท ระบุว่า กิจการดาวเทียมยังมีความจำเป็นในการสื่อสาร ที่ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีอื่นทดแทนได้ ทั้งในพื้นที่ที่มีอุปสรรคในการลากสาย ตั้งเสา ทั้งเรื่องความมั่นคง และปัจจุบันได้ถูกกำหนดเป็นหนึ่งในมาตรฐานการให้บริการ 5G ด้วย

“แม้ว่าเมื่อปี 2554 แคทและหน่วยงานความมั่นคงเอง ต่างเคยประเมินว่า เป็นธุรกิจที่ไม่คุ้มค่าในการลงทุน แต่หากมีการปรับแผนให้เป็นการใช้งานร่วมกันก็อาจจะมีความคุ้มค่าได้ โดยในช่วง 1 ปีนี้ก็จะประเมินเรื่องความคุ้มค่าในการยิงดาวเทียมดวงใหม่ และการรักษาตำแหน่งวงโคจรของประเทศ”

โดยยืนยันว่า ศักยภาพของแคทพร้อมที่จะเดินหน้าธุรกิจดาวเทียมอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในแง่ของประสบการณ์ในฐานะผู้ให้บริการดาวเทียมมากว่า 50 ปี และโครงสร้างพื้นฐานที่มีสถานีภาคพื้นดิน 3 แห่ง ที่ศรีราชา อุบลราชธานี นนทบุรี

แต่ธุรกิจที่จะเริ่มเห็นภาพชัดเจนได้ในราวไตรมาส 3 ปีนี้คือ การเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (low earth orbit : LEO) ที่เป็นการให้บริการผ่านกลุ่มดาวเทียม 600 ดวงทั่วโลก ซึ่งกำลังเจรจากับผู้ให้บริการ 2-3 ราย โดยแคทจะเป็นพันธมิตรในส่วนการให้เช่าสถานีฐานภาคพื้นดินและสิ่งอำนวยความสะดวก กับส่วนที่จะเป็นผู้แทนในการขาย บริการดาวเทียมในประเทศไทย โดยในส่วนนี้ยังต้องรอให้ “กสทช.” ประกาศหลักเกณฑ์ในการให้บริการดาวเทียมในประเทศไทย (แลนดิ้งไรต์) ก่อน

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,488 Posts
Discussion Starter #227
จิสด้า ผุด “แอสโตรแล็ป” สร้างงานวิจัยและนวัตกรรมอวกาศแบบครบวงจร

วันที่ 9 พฤษภาคม 2563


จิสด้า จัดตั้ง “แอสโตรแล็ป” หรือ Astrodynamics Research Laboratory หรือ Astrolab เป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านอวกาศด้านกลศาสตร์วงโคจรของประเทศไทยแบบครบวงจร ตั้งอยู่ ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ดร. สิทธิพร ชาญนำสิน นักวิจัยเชี่ยวชาญด้านกลศาสตร์วงโคจร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า เปิดเผยว่า จิสด้า จัดตั้งแอสโตรแล็ปหรือ Astrodynamics Research Laboratory หรือ Astrolab เพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านอวกาศ

โดยแบ่งการวิจัยที่สำคัญเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกคือการวิจัยและพัฒนาด้านกลศาสตร์วงโคจรในอวกาศที่เน้นการพัฒนาอัลกอริทึมเพื่อเพิ่มความแม่นยำสำหรับการคำนวณวงโคจรของวัตถุในอวกาศ ได้แก่ การเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ดาวเทียม ดาวเทียมที่สิ้นสุดภารกิจ จรวดนำส่งดาวเทียม หรืออุกาบาต เป็นต้น เทคนิคการเปลี่ยนวงโคจรดาวเทียม การควบคุมและคาดตำแหน่งวัตถุอวกาศกลับสู่โลก เหล่านี้ถือเป็นงานวิจัยที่สำคัญและมีความท้าทายอย่างมาก

งานวิจัยในกลุ่มนี้จะถูกนำไปต่อยอดในงานวิจัยส่วนที่เหลือทั้งหมดและสามารถนำไปใช้ทางวิศวกรรมได้หลายด้าน อย่างเช่น การออกแบบและวิเคราะห์ภารกิจดาวเทียม เป็นต้น


ผลงานที่ผ่านมาที่พอจะจำกันได้คือ การคาดการณ์ตำแหน่งและเวลากลับสู่โลกของสถานีอวกาศเทียนกง-1 เมื่อปี 2561 ที่เราสามารถคำนวณการโคจร และพิกัดจุดตกในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ค่อนข้างแม่นยำเมื่อเทียบกับองค์กรระดับสากล โดยใช้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์วงโคจร หรือที่รู้กันในชื่อของ เอ็มเมอรัล

ส่วนที่ 2 จะเป็นส่วนที่ต่อเนื่องกับส่วนแรก แต่จะเน้นการพัฒนาเพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างดาวเทียมได้เอง โดยงานวิจัยนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในโครงการภาคีความร่วมมือพัฒนาความสามารถเทคโนโลยีอวกาศไทย หรือที่เรียกว่า ไทยแลนด์สเปซคอนซอเทียม (Thailand Space Consortium) โดยจิสด้าจะรับผิดชอบด้านการพัฒนาโครงสร้างและระบบต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานของดาวเทียม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการพัฒนาระบบควบคุมดาวเทียมภาคพื้นดินที่จิสด้าได้ดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ ยังวิจัยและพัฒนาซอฟแวร์สำหรับควบคุมการปฏิบัติงานของดาวเทียมขนาดเล็ก ทั้งการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติการของดาวเทียม ตั้งแต่ถูกปล่อยจากจรวดนำส่ง การปฏิบัติภารกิจ หลบวัตถุอวกาศ จนควบคุมกับมาสู่โลก รวมไปถึงการพัฒนาระบบจำลองการทำงานของดาวเทียม เพื่อใช้จำลองและตรวจสอบการทำงานของ flight software ในสถานการณ์ต่างๆในอวกาศก่อนนำไปใช้กับดาวเทียมจริง

ฉะนั้น การวิจัยและพัฒนาซอฟแวร์ดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนสมองของดาวเทียม โดยดาวเทียมแต่ละดวงจะมีลักษณะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับภารกิจของแต่ละดาวเทียม ด้วยเหตุนี้ หากเราสามารถพัฒนาซอฟแวร์ดังกล่าวได้ก็จะช่วยยกระดับประเทศไทยให้ก้าวหน้าเทคโนโลยีการสร้างดาวเทียมได้อย่างมีนัยสำคัญ

การวิจัยและพัฒนานี้ ทางแล็ปได้ทำงานร่วมกับบริษัท Airbus-DE หรือ Airbus in Germany ซึ่งเป็นที่ปรึกษาเพื่อการวิจัยและพัฒนาดังกล่าว

ส่วนที่ 3 เป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของดาวเทียมจากขยะอวกาศหรืออุกาบาต การวิจัยในส่วนนี้จะเน้นการพัฒนาระบบที่สามารถติดตาม คาดการณ์ และแจ้งเตือนความเสี่ยงที่จะชนระหว่างดาวเทียมกับดาวเทียม หรือ ระหว่างดาวเทียมกับขยะอวกาศ การพัฒนาเทคนิคและต้นแบบวิธีการเก็บหรือกำจัดวัตถุอวกาศ รวมไปถึงระบบแจ้งเตือนความเสี่ยงการชนของอุกากบาต ดาวเคราะห์น้อย กับโลกด้วย โดยปัจจุบันหน่วยงานอวกาศนานาชาติในหลายประเทศ รวมไปถึงระดับสหประชาชาติ ในส่วนของสำนักงานกิจการอวกาศส่วนนอกแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations Office for Outer Space Affairs: UNOOSA ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

เนื่องจากดาวเทียมจำนวนมากที่ถูกส่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ส่งผลให้จำนวนวัตถุอวกาศสูงขึ้น ทำให้ดาวเทียมมีความเสี่ยงที่จะถูกชนมากขึ้นเช่นกัน หากไม่ได้รับการแก้ไขหรือลดจำนวนขยะอวกาศลง ก็อาจจะส่งผลให้ดาวเทียมเกิดความเสียหายจากการชนกับขยะอวกาศ หรือระยะเวลาการปฏิบัติภารกิจสั้นลงจากที่กำหนดไว้ เนื่องจากเชื้อเพลิงขับดันถูกใช้เพื่อหลบวัตถุอวกาศ ผลกระทบดังกล่าวอาจจะทำให้เราไม่สามารถใช้เทคโนโลยีอวกาศได้อย่างประสิทธิภาพหรือไม่สามารถใช้ประโยชน์จากวงโคจรระดับต่ำได้อีกต่อไป
ส่วนที่ 4 จัดเป็นส่วนที่มีความน่าสนใจมากๆ เพราะเป็นการศึกษาวิจัยทางด้านสภาพอวกาศ กล่าวคือ การวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพอวกาศโดยมีสาเหตุหลักมาจากอิทธิพลจากดวงอาทิตย์ ผลการศึกษาวิจัยจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจที่มาที่ไปของการเกิด และช่วยให้เราสามารถคาดการณ์สภาพอวกาศได้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยสภาพอวกาศนี้สามารถส่งผลกระทบในหลายด้าน เช่น ตำแหน่งของระบบ GPS คาดเคลื่อน ระบบอิเล็กทรอนิกส์ดาวเทียมเสียหาย รังสีที่มีความเข้มสูงส่งผลต่อสุขภาพนักบินอวกาศและผู้โดยสาร รบกวนระบบการสื่อสารของการบิน และระบบไฟฟ้าของโรงงานไฟฟ้าเสียหาย

ซึ่งประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาขานี้อยู่หลากหลาย
ทางแล็ปจะมุ่งพัฒนาในส่วนที่ประเทศไทยยังขาดคือ การพัฒนาระบบพยากรณ์สภาพอวกาศ โดยทางแล็ปมีแผนงานที่จะร่วมกับนักวิจัยในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถพัฒนาระบบนี้ขึ้นในประเทศไทยให้ได้ ซึ่งระบบนี้จะช่วยสนับสนุนการพยากรณ์อวกาศให้กับหน่วยงานที่อาจจะได้รับผลกระทบ และยังเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนการทำวิจัยด้านสภาพอวกาศ นับเป็นอีกหนึ่งความสำคัญของการศึกษาด้านอวกาศที่ไม่ควรมองข้าม

ดร.สิทธิพรฯ กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้ แอสโตรแล็ปยังมีส่วนของการบริการวิชาการด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะการเป็นสอนเกี่ยวกับพื้นฐานของกลศาสตร์วงโคจร, การออกแบบระบบยานอวกาศ, การเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการต่างๆของแล๊ป รวมถึงการให้ทุนวิจัยเพื่อผลิตบัณฑิตทางด้านวิศวกรรมอวกาศร่วมกับมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทย เป็นต้น โดยในปัจจุบัน แอสโตรแล็ปมี 3 โครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ โครงการพัฒนาระบบการจัดการจราจรอวกาศ, โครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมการปฏิบัติงานของดาวเทียมขนาดเล็ก และโครงการพยากรณ์และวิจัยสภาพอวกาศ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565

 

·
Registered
Joined
·
31,871 Posts
 

·
Registered
Joined
·
31,871 Posts
 
221 - 229 of 229 Posts
Top