SkyscraperCity banner

1 - 20 of 3057 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,098 Posts
Discussion Starter #1 (Edited)
สาสน์จากคนตั้งกระทู้


ตั้งแต่ประเทศไทยมีอินเตอร์เน็ตใช้ตามบ้านแพร่หลายปลายปี 2540 คนไทยมักถกกันเรื่องนี้ผ่านกระทู้ในเว็บไซต์ชื่อดังทั้งหลาย ซึ่งผ่านนานไปกระทู้ก็หายไป

กระทู้นี้จึงเป็นกระทู้แรก และกระทู้เดียวในประเทศไทย ที่คอยเก็บข่าวมาเรื่อยๆ


คำถาม นายกไทยคนไหนที่พูดเรื่องไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วคนแรก

คำตอบคือ สมัยนายกยิ่งลักษณ์

คำถาม นายกไทย หรือรัฐบาลไทย ก่อนหน้าไม่เคยคิด พูดเรื่องนี้เลยรึ ?

คำตอบคือ นายกไม่มี แต่รัฐมนตรีหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ตามงานสัมมนาก็มีพูดบ้าง แต่คือเรื่อยเปื่อย พูดลอยๆ โดยมากจะเน้นประโยคว่า "ประเทศรายได้ปานกลาง" มากกว่าไม่พูดประโยคเรื่อง "ประเทศพัฒนาแล้ว"

หมายเหตุสองคำถามข้างต้น ใช้กรอบนโยบายรัฐบาล และที่นายกพูด รวบรวมติดตามเริ่มนับจากปี 2530 รัฐบาลนายกเปรม


สมาชิกเว็บนี้สามารถเขียน โต้ตอบได้อิสระในกระทู้


โฉมหน้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติหลังตั้งรัฐบาลใหม่

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สร้างขึ้นเพื่อควบคุมทิศทางการบริหารประเทศไม่ว่าจะเป็นหรือไม่ได้เป็นรัฐบาล เนื่องจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีหน้าที่ในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะรัฐบาล หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษถึงขั้นสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง

โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดแรกเกิดขึ้นภายหลังมี พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาแต่งตั้งของคสช. เป็นผู้ออกกฎหมาย และทำให้รัฐบาลคสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. และนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมีอำนาจในการเลือกบุคคลเข้าไปนั่งในตำแหน่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในส่วนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงให้บรรดาเครือข่ายสนช. เป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่ง

อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 2561 เป็นต้นมา มีบางตำแหน่งที่ถูกเปลี่ยนไป เนื่องจากคณะกรรมการโดยตำแหน่งบางคนหมดวาระ เช่น คณะกรรมการที่มาจากผู้นำเหล่าทัพ ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ ปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นต้น รวมถึงหลังการเลือกตั้งทำให้มีบางตำแหน่งเพิ่มขึ้นมาคือ ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็คือ ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 30 คน จากทั้งหมด 35 ตำแหน่ง ยังขาดอยู่อีก 4 ตำแหน่งที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง โดยรายชื่อทั้งหมดมีดังนี้

คณะกรรมการโดยตำแหน่ง

1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี
2) ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร
3) พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา
4) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี
5) อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก
6) ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
7) ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ
8) พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
9) ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม
10) จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
11) พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
12) ศาสตราจารย์สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒน์
13) ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ
14) กลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
15) สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
16) ชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
17) ปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย
18) ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒน์

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (วาระ 5 ปี)

19) กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
20) ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศษฐกิจ
21) เทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสปช.
22) บัณฑูร ล่ำซำ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
23) พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ส.ว.แต่งตั้ง
24) พลเดช ปิ่นประทีป ส.ว.แต่งตั้ง
25) วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
26) ศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ (ป.ย.ป.)
27) สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
28) สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
29) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
30) อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

20/7/2562 https://ilaw.or.th/node/4621




ด่วน! ราชกิจจาฯ ประกาศ ใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580)

วันที่ 13 ตุลาคม 2561 - 12:25 น.

ด่วน! ราชกิจจาฯ ประกาศ โปรดเกล้าฯ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580)
เมื่อวันที่ 13 ต.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580) โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๕ บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้อง และบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว และต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.๒๕๖๐ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อรับผิดชอบในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย
เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศใช้เป็นยุทธศาสตร์ชาติต่อไป

บัดนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้ดำเนินการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๑ เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบกับในคราวประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ดังมีสาระสำคัญตามที่แนบท้ายนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.๒๕๖๑-๒๕๘๐) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป



ประกาศ ณ วันที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระราชโองการ
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_1683366


PM has a vision: Developed country status by 2025

Published: 17 Oct 2014 at 18.54
Writer: Online Reporters

Prime Minister Prayut Chan-o-cha has outlined a bold new vision to turn Thailand into a developed country by 2025.

Speaking on his weekly "Returning Happiness to the People" broadcast, he said the country needed a vision of what it could achieve in the long term.

"I think all Thais need to find common ground. Both the government and the NCPO (National Council for Peace and Order) have already come up with a vision which is 'Thailand Forward 2025', with an aim of turning Thailand into a developed country by the year 2025," he said.

"However, 'Thailand Forward 2025' might be just a temporary name. We might come up with another name that best suits the country."

Gen Prayut recorded his speech before leaving for Milan to attend the Asia-Europe Meeting in the northern Italian city. He will return to Thailand on Saturday.

Details of the 'Thailand Forward' vision have yet to be thrashed out. But the scope of the proposal suggests that Gen Prayut is determined to leave a lasting mark on the country.

Two months after taking power in a coup in May, the general introduced "12 core values" for citizens to follow. They include having love for the monarchy, nation and religion; being honest, patient and good toward the public; showing gratitude to parents, guardians and teachers; persevering in learning; having strength against greed and putting concern about the public and national good above self-interest.

The values also stress that Thais should conserve Thai culture; be moral and share with others; show discipline and respect for the law and elders; live by His Majesty's sufficiency economy philosophy and understand that democracy functions with the monarch as the head of state.

The Education Ministry has snapped them up and taken them to all schools for students to remember.

Malaysia has been pursuing Vision 2020 set out by Mahathir Mohamad in 1991 when he was prime minister. Its main aim is to make Malaysia a developed country by 2020.

Deputy Prime Minister MR Pridiyathorn Devakula vowed to make Thailand a trading hub in Southeast Asia and use the digital technology to drive economy.

Gen Prayut also used his address on Friday to urge the public and private sectors to restore confidence among tourists and woo them to the country with better safety measures and facilities for visitors.

The tourism sector has been hard hit by the political unrest late last year, followed by the enforcement of martial law and the coup. The murders of two British tourists last month and subsequent negative publicity about the police investigation have further weakened confidence.

The slump on foreign visitors forced the government to scale down its forecast this year to 26 million, a drop of 700,000 from last year, and to hope that business will bounce back next year.

International arrivals of all kinds, including tourists, dropped 5.6% to 51.2 million in the 12 months to Sept 30, at the six international airports, including Suvarnabhumi, run by Airports of Thailand Plc.

"We are renowned for being the Land of Smiles not the land of conflicts because of the outstanding qualities of the Thai people," Gen Prayut said.

"We have to be extra careful in order to prevent politically motivated conflicts and violence from recurring," he said.

The government is now banking on domestic travel to bolster the industry by approving tax incentives for those holding seminars in the country until the end of next year.

The main issue worrying foreign tourists is martial law which bars them from obtaining travel insurance while travelling to Thailand.

The NCPO has set aside a budget of 200 million baht for travel insurance for tourists coming to the kingdom.

But Gen Prayut said that was not sufficient as all Thais need to join hands to help the country recover its position as a favourite destination for tourists.

"The government needs help from all sectors in regaining foreigners' confidence," he said.

http://www.bangkokpost.com/news/politics/438131/prayut-has-a-vision-for-2025




Government envisions Thailand as 'high-income' with 15-years strategy

Published: 15/11/2012 at 12:00 AM

The government hopes to upgrade Thailand to a high-income country over the next 10-15 years, with gross national income per head reaching US$12,400 a year.

The ambitious goal is a part of the National Economic and Social Development Board's (NESDB) Country Strategy approved by the cabinet on Nov 2.

A high-income economy is defined by the World Bank as a country with a gross national income per capita of US$12,476 or more in 2011.

The strategy will be used as a framework for the government to prepare its fiscal year 2014 budget, while each government agency needs to prepare their action plans, project details and budget. Action plans by each government agency should be proposed to the NESDB by Nov 21 before being tabled for cabinet approval.

PM's Office Minister Varathep Rattanakorn was authorised by Prime Minister Yingluck Shinawatra to monitor the strategy's implementation and action plan preparation by each state unit.

He said the strategy will also focus on reducing economic and social disparity, and promoting a green economy.

Thailand's gross national income per capita was $4,420 last year.

The strategy calls for Thailand to average economic growth of 5-6% a year over 10-15 years compared with average growth of 4.2% from 2002-11.

The goal for research and development investment is over 1% a year of GDP, compared to 0.24% in 2011.

A survey on economic and social disparities in Thai households showed income disparity (a Gini coefficient) of 0.48 to 0.54 from 1988-2011. Income disparity was 0.485 last year. The income disparity target is below 0.4 for the new strategy.

A 2011 study on income disparity revealed the richest group of Thais make up to 23 times what the poorest group makes.

http://www.bangkokpost.com/business/economics/321306/government-envisions-thailand-as-high-income-with-15-year-strategy

PM outlines Thailand's strategies

January 22, 2013 1:10 pm

Prime Minister Yingluck Shinawatra on Tuesday announced a package of national strategies to move the country forward for sustainable growth and readiness to be integrated into the Southeast Asian economic region.

She met with provincial governors and senior officials to confer the government's policy and work on budget allocations for the 2014 fiscal year, Thai News Agency reported.

In a four-point strategy to herald Thailand’s arrival at a new era, Yingluck urged the public sector to strengthen Thailand's competitive edge to lift the country from low-income to middle-income levels, and minimise disparity in society to create equal opportunity.

She said the government emphasises growth on the quality-of-life and environmentally-friendly basis, as well as development of state administrative system.

The strategies will sustainably move the country in accord with His Majesty the King's sufficient economy initiatives, she said.

The premier said taking the helm of Thailand in over a year has been challenging given internal and external factors, including volatile economy and international relations particularly with Europe which signifies democracy and equality.

"The country's economy has been imbalance and society lacked management. Cooperative and integrated management in the public sector has quickly revitalised the economy, contributing to a national reserve of 48 per cent which is higher than earlier predicted while this year's GDP is forecast at 5.5 per cent," said Yingluck.

She added that inflation is back to normal at 3 per cent while the government successfully alleviated the deficit which was recorded at Bt400 billion in the past.

Public debt is at 43.9 per cent which is much better than the situation in many countries in the region, she said.

http://www.nationmultimedia.com/national/PM-outlines-Thailands-strategies-30198413.html

Economic development strategies must put people first, Thai leader says at UN debate

27 September 2012 – Economic development must go hand in hand with political advancement, Prime Minister Yingluck Shinawatra of Thailand told the United Nations General Assembly today, while adding that any strategy to promote growth must put people first.

“During this period of economic uncertainties, we must not consider economic growth alone. It is important to put people at the front and centre of the development agenda,” she said in an address to the Assembly’s General Debate, taking place at UN Headquarters in New York.

“This is what every government should do: putting people at the heart of the country’s economic development strategy,” she said. “Because we believe that the greatest asset of any country is its people, and how much a country can excel depends on how much its people can fully realize their potential.”

The Thai leader noted added that an inclusive regional development is the way forward and would strengthen the fabric of regional peace and security, adding that Thailand and its neighbours in the region have a shared destiny.

“We have a shared interest in fostering common peace and prosperity. We should, therefore, strive to prosper together because only by working together can we create much-need synergy that would support our common development,” she said. “And by prospering together, chances of conflict can be limited.”

This spirit, Prime Minister Shinawatra noted, is driving the 10 member countries of the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) to establish an ASEAN Community by the year 2015.

“As ASEAN moves towards greater integration, great efforts are being made to close development gaps and expand connectivity across South-east Asia and beyond to the wider East Asia and South Asia,” she said. “This would help spread the fruits of development and growth wider across the continent.”

In addition, the Prime Minister highlighted the need for an inclusive process at the global level as the international community considers the development agenda beyond 2015, the target date for achieving the anti-poverty targets known as the Millennium Development Goals (MDGs).

The Thai Prime Minister is one of scores of world leaders and other high-level officials presenting their views and comments on issues of individual national and international relevance at the Assembly’s General Debate, which ends on 1 October.

http://www.un.org/apps/news/story.asp?NewsID=43093&Cr=general+debate&Cr1#.UQGqtB0qaE4



นายกฯโชว์แผนยุทธศาสตร์ชาติเพิ่มรายได้ต่อหัว3เท่า

วันอังคารที่ 22 มกราคม 2556 เวลา 16:31 น.

นายกฯโชว์แผนยุทธศาสตร์ชาติกล่อมหัวหน้าส่วนราชการ เน้นเดินหน้าเพิ่มความสามารถแข่งขัน เพิ่มรายจ่าย เร่งทำให้ประเทศหลุดจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ตั้งเป้ารายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า เป็น 544,213 บาทต่อคนต่อปี ภายในปี 70

วันนี้ (22 ม.ค.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานประชุมการมอบนโยบายสำหรับขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และการชี้แจงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 57 ให้กับหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง โดยใช้เวลาชี้แจงนานกว่า 1.30 ชั่วโมง ว่า แต่ละหน่วยงานต้องกลับไปบูรณาการแผนงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์แรกที่ต้องเร่งทำให้ประเทศไทยหลุดจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัว 5-6% และมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 544,213 บาทต่อคนต่อปี ภายในปี 70

สำหรับสัดส่วนรายได้ต่อหัวของคนไทยนั้น จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ระบุว่า ในปี 54 ที่ผ่านมา คนไทยมีรายได้ต่อหัวทั้งปีอยู่ที่ 155,926 บาทต่อคน ถือว่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่วางไว้ในปี 70 โดยตามแผนยุทธศาสตร์ ได้วางแนวทางการดำเนินงานหลายอย่าง เช่น พัฒนาอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งการทำครัวไทยสู่ครัวโลก และรักษาฐานอุตสาหกรรมและบริการเดิมไว้ ,เพิ่มขีดความสามารถของเอสเอ็มอีและพัฒนาสินค้าโอท็อป ,การใช้ที่ดินประเทศ จัดทำโซนนิ่งภาคการเกษตร และสุดท้ายต้องพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทั้ง รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า 10 สาย *สร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่2 รวมถึงพัฒนาโครงข่ายเทคโนโลยีและการสื่อสารด้วย

ขณะเดียวกันในส่วนที่เหลืออีก 3 ยุทธศาสตร์นั้น คือ ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียวทางสังคม มีเป้าหมายลดความยากจนลง มีการกระจายรายได้มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย ทั้งการเร่งปฏิรูปการศึกษา และพัฒนาระบบสวัสดิการให้ครอบคุลมประชาชนทุกคน ต่อมาเป็นยุทธศาสตร์ของการสร้างการเจริญเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จัดการทรัพยากรธรรมชาติและบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ แอละสุดท้ายคือยุทธศาสตร์การรวบรวมยุทธศาสตร์ 3 อย่างข้างต้น เข้าด้วยกัน เพื่อปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการของภาครัฐให้มีความโปร่งใส รวมทั้งน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภายใต้แนวคิดเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง คือการปรับสมดุลมาประยุกต์ใช้

http://www.dailynews.co.th/businesss/179910

รัฐเปิดแผนพัฒนาประเทศ 4 ยุทธศาสตร์

18 มกราคม 2556 เวลา 21:19 น.

ปูเตรียมจัดหนักโชว์วิสัยทัศน์แผนพัฒนาประเทศ 4 ยุทธศาสตร์ใหญ่ 8 ยุทธศาสตร์ย่อย

แหล่งข่าวทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เตรียมเปิดแผนการพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ โดยถือเป็นนโยบายรอบใหม่ของรัฐบาลชุดนี้ ให้กับหน่วยงานราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศยึดถือปฏิบัติ ภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 5 ปี (2556-2561 ) ทั้งนี้จะมีการจัดประชุมในลักษณะเวิร์คชอป โดยนายกฯจะเริ่มฉายภาพถึงวิสัยทัศน์ผู้นำต่อการพัฒนาประเทศ ภายใต้กรอบงบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีการแจกแจงถึงการดำเนินเมกกะโปรเจคต่างๆ ที่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ตามกำหนดการจะเริ่มขึ้นในวันที่ 22 ม.ค.56 เวลา 08.30 น. ที่ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้หัวข้อประชุมสัมมนา เรื่องการมอบนโยบายสำหรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และการชี้แจงการจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 จากนั้นในวันที่ 28 ม.ค.56 เวลา 11.00 น. นายกฯเป็นประธานประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ครั้งที่ 1 / 2556 ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งนายกฯจะเน้นย้ำนโยบายพัฒนาประเทศเช่นกัน

ขณะเดียวกัน การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จ.อุตรดิตถ์ วันที่ 21 ม.ค.นี้ สำนักงบประมาณจะเสนอกรอบยุทธศาสตร์การจัดสรรงบปี 2557 ซึ่งประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำ การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการบริหารราชการแผ่นดิน

ส่วนยุทธศาสตร์ย่อย 8 ด้าน ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์การสร้างฐานเศรษฐกิจและสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน
2. ความมั่นคงแห่งรัฐ
3. การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน 4.ยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรม จริยธรรมและความเท่าเทียมกันทางสังคม
5.การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6.พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม
7.การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
8.การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีรายการค่าดำเนินการภาครัฐ

“การเสนอของบปี 2557 จะต้องเป็นโครงการที่มีรายละเอียดสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ และต้องเป็นโครงการที่พร้อมในการดำเนินการได้ทันที เช่น มีการสำรวจออกแบบและกำหนดราคากลาง มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งต้องมีทีโออาร์และต้องประกาศประกวดราคาภายในวันที่ 15 ส.ค.เป็นต้น” แหล่งข่าว กล่าว

สำหรับโครงการลงทุนหรือจัดซื้อครุภัณฑ์ที่ได้รับการจัดสรรงบปี 2557 ทุกหน่วยงานจะต้องทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างให้ได้ภายในวันที่ 15-30 พ.ย.2556 และเริ่มก่อสร้างหรือจัดหาได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2556 เป็นต้นไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2556 หรือ30 ก.ย.2557 เพื่อทำให้การเบิกจ่ายงบเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็ว

สอดคล้องกับเมื่อวันที่ 17 ม.ค. นายกฯได้เรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ครั้งที่ 1/2556 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการประชุมสรุปสาระสำคัญ ถึงการทำงานของรัฐบาลในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รัฐบาลจะมีการพัฒนาขึ้น รวมทั้งการเพิ่มศักยภาพจังหวัด/กลุ่มจังหวัดให้มากขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของยุทธศาสตร์จังหวัดเป็นศูนย์กลาง และมีการนำความรู้และความเข้าใจของพื้นที่เชื่อมโยงกับนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อทำให้การขับเคลื่อนในส่วนของจังหวัดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในเรื่องของหลักเกณฑ์และแนวทางการกำหนดกรอบการจัดสรรงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดประจำปี 2557 และให้นโยบายว่าการจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัดจะต้องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดไปดูในเรื่องการจัดเก็บรายได้ของจังหวัดว่ารายได้ส่วนใหญ่มาจากอะไร เพื่อจะให้ทราบว่ายังมีรายได้ส่วนใดที่จังหวัดยังไม่ได้มีการดำเนินการเพื่อให้มีการจัดเก็บรายได้ในส่วนใหม่เพิ่มขึ้นและสามารถลดรายจ่ายได้

ทั้งนี้ จะมีการหารือเรื่องดังกล่าวร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงบ่ายของวันที่ 22 ม.ค. 56 ภายหลังการประชุมระดับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยจะมีการแบ่งกลุ่มจังหวัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ( workshop) เพื่อให้ได้ยุทธศาสตร์จังหวัดที่ชัดเจนและนำไปสู่การเป็นยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ก่อนนำเสนอที่ประชุม ก.น.จ. พิจารณาในครั้งต่อไป

http://www.posttoday.com/การเมือง/199763/รัฐเปิดแผนพัฒนาประเทศ4ยุทธศาสตร์


ปูประกาศยุทธศาสตร์ ปลดไทยพ้นประเทศรายได้น้อย

thairath 22/01/2556

นายกรัฐมนตรี ประกาศยุทธศาสตร์ประเทศ โดยมีเป้าหมายปลดแอกประเทศไทย ให้หลุดพ้นจากประเทศรายได้น้อย ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ

วันนี้ (22 ม.ค.56) เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบนโยบายสำหรับขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และการชี้แจงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ให้กับหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยใช้เวลาถึง 1.30 ชั่วโมง

โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ย้ำ 4 ยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศในปี 2557 และการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปีี 2558 ว่า ประกอบด้วย การสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากประเทศรายได้น้อย เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ยุทธศาสตร์ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมกับสังคม ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ยุทธศาสตร์ สร้างความเติบโตบนพื้นฐานคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าทั้ง 4 ยุทธศาสตร์จะนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศ ตามนโยบายขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การบริหารราชการ 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีความท้าทาย เพราะมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่ไม่นิ่ง ทั้งด้านเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปที่ให้ความสำคัญกับความเป็นประชาธิปไตย และความเท่าเทียม เศรษฐกิจของประเทศที่ไม่สมดุล และสังคมขาดการดูแล แต่ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 48 ของจีดีพี ซึ่งถือว่าสูงกว่าคาดการณ์ และคาดว่าในปีนี้จีดีพีประเทศจะอยู่ที่ร้อย 5.5 ภาวะเงินเฟ้อขณะนี้ถือว่าอยู่ในภาวะปกติคือร้อยละ 3 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันดูแลไม่ให้เงินเฟ้อเพิ่มมากไปกว่านี้

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเราขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 4 แสนล้าน แต่วันนี้สามารถรักษาภาวะขาดดุลลดลงต่อเนื่อง ภาวะตกงานน้อยลง เพราะมีการปรับยุทธศาสตร์ในพื้นที่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก หนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 43.9 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ชี้แจงกับส่วนราชการในการจัดทำยุทธศาสตร์ให้ไปในทิศทางเดียวกัน และมีการจัดสรรงบประมาณได้เต็มศักยภาพ เพราะการจัดทำยุทธศาสตร์จะมีปัจจัยและอุปสรรค 2 ด้าน คือ ปัจจัยภายนอกประเทศ จากเศรษฐกิจ-สังคมโลกที่กระทบประเทศไทย เนื่องจากรายได้ของไทยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการส่งออก และปัจจัยภายในประเทศ จากการทำงานของส่วนราชการและการบริหารจัดการน้ำต้องเดินหน้าอย่างเต็มศักยภาพ เพราะปัจจุบันสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้น หากต้องการให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตจำเป็นต้องพัฒนาภายในประเทศด้วย ทั้งการพัฒนาการศึกษา แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม แก้ปัญหาคอรัปชัน โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาไทยไม่ได้ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เลย สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง แพ้มาเลเซียด้วยซ้ำ มีเพียงการลงทุนตามปีงบประมาณแบบปีต่อปีเท่านั้น

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า จากการเดินหน้านโยบายและการใช้จ่ายงบประมาณระหว่างปี 2555-2556 พบว่า ประสบความสำเร็จตามแผนที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบประมาณร้อยละ 10 จากทุกกระทรวงเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัย การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท การขยายตัวของยอดการท่องเที่ยวของไทย โครงการรถคันแรกที่เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,250,000 คัน โดยต้องคืนเงินภาษีจำนวน 90,000 ล้านบาท รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณเพื่อคืนให้กับ UN ประชาชน หลังรัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้เกินเป้า ทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ดูจากตัวเลขนักลงทุนที่ขอรับการสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอเพิ่ม 2,500 ราย ขณะที่ทุนสำรองประเทศมีความมั่นคงและเพียงพอ โดยรัฐบาลมั่นใจปีนี้จะสามารถทำให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตขึ้นภายใน 6 เดือน คาดว่าจีดีพีประเทศจะเติบโตร้อยละ 5.5 อัตราเงินเฟ้อ ต้องไม่เกินร้อยละ 3 ของจีดีพี โดยให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังดูแล

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ เริ่มตั้งแต่การปรับนโยบายรัฐไปยังกระทรวงก่อนลงไปยังจังหวัดให้มีความสอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดการจัดสรรและเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานประเทศ และการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ การส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ในการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ด้วยการรักษาฐานตลาดประเทศท่องเที่ยวเดิมไว้แล้วเจาะตลาดประเทศท่องเที่ยวใหม่เพิ่มเติม อย่างตลาดในอาเซียน และการจัดการที่ดินประเทศ (โซนนิ่ง) ด้วยการกำหนดการใช้ที่ดินให้ชัดเจนในแต่ละประเภทการใชังาน ทั้งนี้ ขอให้ทุกฝ่ายคิดบวกจะได้เห็นรัฐบาลทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาชน ร่วมกันพัฒนาประเทศและสร้างความมั่นคงยั่งยืนและสมดุลต่อไป

http://www.thairath.co.th/content/pol/321795






นายกฯ เตรียมนำร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทูลเกล้าฯ ก.ค.นี้

เผยแพร่: 16 ก.พ. 2561 12:21:00 โดย: MGR Online

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้น ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560

ซึ่งวันนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนภาคกลางและกรุงเทพมหานคร

นายปรเมธี กล่าวว่า ร่างยุทธศาสตร์ชาติที่จัดทำขึ้นเป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปี ในช่วงปี 2560-2579 ซึ่งไทยจะเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันว่าประเทศไทยจะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง คนไทยจะมีรายได้ต่อหัวมากกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ในปี 2579 ขณะที่อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ต่อปี จากปัจจุบัน GDP ขยายตัวอยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 3.8- 4.0 โดยคาดว่าจะสามารถทำได้ภายใน 15 -20 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะอยู่ในอันดับ 1 ใน 20 ของการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ International Institute for Management Development (IMD) จากที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยอยู่ในช่วงอันดับ 25-30 ประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจทางการเกษตร เป็นหนึ่งในด้านการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรในเวทีโลกด้วยพื้นฐานทางพืชเกษตรเขตร้อน มีการต่อยอดภาคอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ มีการสร้างนักรบทางเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งธุรกิจ Start Up และ SMEs ขณะเดียวกัน ต้องสร้างให้ประเทศไทยเป็นแม่เหล็กการท่องเที่ยวระดับโลก โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมท่องเที่ยวเชิงธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพความงามและแพทย์แผนไทย เป็นต้น

สำหรับร่างยุทธศาสตร์ชาติที่คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 คณะจัดทำขึ้นและนำมารับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยทั้ง 6 ยุทธศาสตร์จะเสริมซึ่งกันและกันเพื่อผลักดันประเทศไทยให้ไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ในช่วง 20 ปีข้างหน้า

หลังจากนี้ สศช.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะครั้งที่ 4 ภาคใต้ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ และเมื่อการรับฟังความคิดเห็นเสร็จ สศช.จะนำความคิดเห็นทั้งหมดประมวลเสนอคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 คณะ เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มด้านเศรษฐศาสตร์ชาติให้สอดคล้องกับผลการรับฟังความคิดเห็น โดยวันที่ 8 มิถุนายน จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณา และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากนั้นวันที่ 8 กรกฎาคม สนช. จะพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ชาติ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะนำร่างยุทธศาสตร์ชาติที่ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ในเดือนกรกฎาคมนี้

https://mgronline.com/uptodate/detail/9610000016138


"ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี"

ประเทศไทยจะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง คนไทยจะมีรายได้ต่อหัวมากกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ในปี 2579
เอกสาร PDF 2560 http://www.nesdb.go.th/download/document/ร่างยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ2560 - 2579).pdf


คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แถลงข่าว "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี"

คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันวาง 4 เป้าหมาย ตอบวิสัยทัศน์ "มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” มุ่งสู่เศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่าและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพการผลิตบนพื้นฐานของการพัฒนาและใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ความเป็นไทย


นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เปิดเผยในงานแถลงข่าว ณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ รวม 6 คณะด้วยกัน ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2560


สำหรับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ด้านความ "มั่งคั่ง” ภายใต้วิสัยทัศน์ "ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” องค์ประกอบของกรรมการจึงมาจากผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลายสาขา ประกอบด้วย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายจรัล งามวิโรจน์เจริญ นายปพนธ์ มังคละธนะกูล นายธฤต จรุงวัฒน์ นายวิบูลย์ คูสกุล นายสุภัค ศิวรักษ์ นางวันทนีย์ จิราธิวัฒน์ นางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล และศาสตราจารย์ศักดา ธนิตกุล ซึ่งคณะกรรมการฯ ต้องทำงานแข่งกับเวลาภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายที่ต้องเสนอร่างยุทธศาสตร์ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาภายใน 120 วัน โดยครบกำหนดวันที่ 24 มกราคม 2561


อย่างไรก็ตาม ในบทเฉพาะกาล มาตรา 8(4) ให้ใช้ร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ที่คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 จัดทำขึ้น และมีการปรับมาเป็นระยะมาใช้เป็นหลักในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้น ซึ่งคณะกรรมการฯ ก็ได้นำมาใช้เป็นข้อมูลตั้งต้น และภายหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมหารือกันมาระยะหนึ่ง ทำให้สามารถวางเป้าหมายด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันออกมาได้ 4 เป้าหมาย ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้มีการพิจารณาบนหลักการว่าจะต้องสามารถบรรลุเป้าหมายได้จริง ขณะเดียวกันต้องมีความท้าทายด้วย เพราะหน่วยงานต่างๆ ต้องนำยุทธศาสตร์ชาติไปแปลงเป็นแผนปฏิบัติการและสำนักงบประมาณต้องพิจารณางบประมาณให้กับแผนงานโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้วย จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่พร้อมจะนำไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมซึ่งจะเป็นการขยับก้าวเดินไปพร้อมกันทุกองคาพยพ


เริ่มจากเป้าหมายที่ 1 ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีรายได้ต่อหัวมากกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี ภายใน 20 ปี ซึ่งในปี 2559 ประเทศไทยมีรายได้ต่อหัวประมาณ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี โดยปัจจุบันธนาคารโลกได้กำหนดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วคือประเทศที่มีรายได้ต่อหัวมากกว่า 12,235 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เป็นตัวเลขที่ธนาคารโลกเพิ่งปรับเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารโลกมีการปรับตัวเลขเป็นระยะมาโดยตลอด และเมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าวในช่วง 10 ปีย้อนหลัง พบว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 175 ถึง 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี เนื่องจากการปรับตัวของปัจจัยทางเศรษฐกิจของโลก ดังนั้น การพิจารณาเกณฑ์ที่เหมาะสมในอีก 20 ปี หากพิจารณาการปรับหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยขั้นต่ำที่ 175 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี ไทยจะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 15 ปี ในขณะที่หากการปรับหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี ไทยจะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเมื่อสิ้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า โดยคำนวณจากอัตราการเติบโตของ GDP ที่ร้อยละ 5 คณะกรรมการฯ จึงตั้งเป้าที่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี ภายใน 20 ปี คือ ปี 2580


โดยการจะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว ต้องใช้แรงผลักจากเป้าหมายที่ 2 คือ อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ในช่วง 20 ปี ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.8 - 4.0 แม้ในสภาวะที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาจะถดถอยอยู่ที่ร้อยละ 3 ซึ่งการผลักดันการขยายตัวของ GDP ที่ร้อยละ 5 ประกอบด้วย การขยายตัวของปัจจัยทุน ร้อยละ 2.6 และผลิตภาพการผลิต ร้อยละ 2.5 ในขณะที่กำลังแรงงานยังคงส่งผลเชิงลบ ร้อยละ 0.10 และปัจจัยที่ดินไม่ส่งผลต่อการขยายตัวของ GDP เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์และไม่สามารถขยายได้อีก จึงต้องอาศัยการขยายตัวของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ภาครัฐต้องสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้กับภาคเอกชน และอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่หรือรายเล็ก ไปพร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของรัฐ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น


แรงผลักอีกตัวคือเป้าหมายที่ 3 ผลิตภาพการผลิตรวมหรือ TFP ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อให้สามารถเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้เร็วขึ้น โดยในปี 2558 ไทยมีผลิตภาพการผลิตรวมอยู่ที่ร้อยละ 1.7 โดยผลิตภาพการผลิตรวมมาจากปัจจัยแรงงาน ที่ดิน ทุน และผลิตภาพการผลิต ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ปี 2550 - 2554 ผลิตภาพการผลิตรวมอยู่ที่ร้อยละ 0.23 ขณะที่ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ปี 2545 - 2549 ไทยเคยมีผลิตภาพการผลิตรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ซึ่งสาเหตุที่ผลิตภาพการผลิตปรับลดลงเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกและวิกฤติน้ำท่วมในประเทศที่ทำให้การผลิตลดลงในขณะที่กำลังแรงงานในระบบคงที่ และแม้ว่าผลิตภาพการผลิตรวมจะมีปัจจัยเสี่ยงด้านแรงงานเนื่องจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลต่อกำลังการผลิตและอุปสงค์ในประเทศ จึงต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของแรงงาน และต้องเร่งการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและใช้เทคโนโลยีขั้นก้าวหน้าหรือนวัตกรรมใหม่ในการผลิต อย่างไรก็ตาม ภาครัฐสามารถส่งเสริมการเติบโตของการลงทุนได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่หลังจากนั้นควรเป็นการขับเคลื่อนจากผลิตภาพการผลิตและเทคโนโลยี อันเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน


เป้าหมายที่ 4 คือ ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 1 ใน 20 ของการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ International Institute for Management Development หรือ IMD ซึ่งสถาบัน IMD เป็นสถาบันจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่เน้นปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาค ทั้งนี้อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก แต่ละประเทศต่างเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อรักษาอันดับของตนไว้ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยอยู่ในช่วงอันดับที่ 25 - 30 โดยมีจุดอ่อนในด้านประสิทธิภาพการผลิต โครงสร้างพื้นฐานทั่วไป โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และด้านการศึกษา เมื่อพิจารณาประเทศใน 15 อันดับแรก พบว่า ด้านประสิทธิภาพการผลิต โครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และด้านการศึกษา เป็นจุดแข็งของประเทศเหล่านี้แต่กลับเป็นจุดอ่อนของไทย ดังนั้นการที่ไทยจะพัฒนาอยู่ในอันดับ 1 ใน 20 ได้ จึงเป็นความท้าทายอย่างมากที่จะต้องเร่งพัฒนาประเทศให้เร็วกว่าการพัฒนาของประเทศอื่น ซึ่งปี 2560 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 27 จาก 63 ประเทศ ปรับตัวดีขึ้นจากปีที่แล้ว 1 อันดับ และมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นมาตั้งแต่ปี 2554


ขณะนี้กรรมการฯ อยู่ระหว่างพิจารณาในส่วนของแนวทางการพัฒนาด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันในภาคการผลิตและบริการ โดยมุ่งสู่เศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่าและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพการผลิตบนพื้นฐานของการพัฒนาและใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนแล้วจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป และเมื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์แล้วเสร็จ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะนำไปรับฟังความเห็นเพิ่มเติมต่อไป


นายสถิตย์ กล่าวในตอนท้ายว่า ประชาชนทั่วไปสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ผ่านช่องทางต่างๆ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ได้แก่ (1) เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) www.nesdb.go.th (2) โทรสาร หมายเลข 0 2282 9149 (3) เฟซบุ๊ค "ยุทธศาสตร์ชาติ 20” และ (4) จดหมาย โดยส่งมาที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 962 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ 10100 วงเล็บมุมซองว่า "คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้าน..........”

http://www.nesdb.go.th/mobile_detail.php?cid=7&nid=7118


ราชกิจจาฯเผยแพร่ระเบียบ ติดตาม-ตรวจสอบ-ประเมินผล ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปปท.

วันที่ 13 May 2019 - 20:43 น.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 พฤภาคม 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ระเบียบ ว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.๒๕๖๒ ดังนี้

https://www.prachachat.net/politics/news-326529
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,098 Posts
Discussion Starter #2 (Edited)
Thailand to overcome poverty by 2020: Yingluck promises

Published on June 30, 2011

Thailand is projected to overcome poverty by 2020 when a university graduate will earn Bt30,000 per month for entry job and the minimum wage is expected to rise to Bt1,000 per day, if Pheu Thai wins the July 3 vote.

Pheu Thai candidate Yingluck Shinawatra has unveiled her party's Vision 2020 Statement, posted for the first time on her Facebook page coinciding with the home stretch of campaigning.

"I present Vision 2020 with the hope to help my fellow Thais to form a decision ahead of election day," Yingluck said Thursday in her Facebook message.

She said Pheu Thai, if elected to administer the country, would strive to achieve some 20 targets within the next nine years or two terms of office.

http://www.nationmultimedia.com/home/Thailand-to-overcome-poverty-by-2020-Yingluck-prom-30159100.html

"ยิ่งลักษณ์" เปิดยุทธศาสตร์ "วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020"

วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 21:01:01 น.


เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ได้เผยแพร่บทความ "วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020" ผ่านทางหน้าแฟนเพจเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

29 มิถุนายน 2554

พี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน


วันเลือกตั้งกำลังจะมาถึง พี่น้องคงอยากจะทราบว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศจะนำพี่น้องและประเทศของเราไปในทิศทางใด เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจลงคะแนน ดิฉันจึงขอกราบเรียนเสนอ วิสัยทัศน์ปี ค.ศ. 2020 ซึ่งเป็นปีที่นานาประเทศที่เจริญเขาจะใช้เป็นปีเป้าหมายที่จะพัฒนาประเทศของเขาให้สามารถแข่งขันได้ นั่นคือ ภายใต้การบริหารของพรรคเพื่อไทย ด้วยนโยบายที่นำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นปี ค.ศ. 2020 หรือ พ.ศ. 2563 สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นดังนี้


อนาคตของคนไทย


1. รายได้ประชาชาติของไทย จะอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคนไทยทั้งหมดจะมีรายได้เหนือเส้นความยากจน คนไทยทุกครอบครัวจะมีบ้านของตนเอง เกษตรกรทุกคนจะมีที่ทำกินเป็นของตนเอง


2. คนไทยจะมีค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 1,000 บาท และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีขั้นเริ่มต้นที่ 30,000 บาท/เดือน


3. คนไทยจะมีสุขภาพดีถ้วนหน้าและปลอดยาเสพติด รับประทานอาหารปลอดภัย มีสถานพยาบาลที่ทันสมัย และที่ออกกำลังกายทั่วประเทศ


4. เยาวชนไทยจะมีการศึกษาทั่วถึงทันโลก พรั่งพร้อมด้วยคุณธรรม และจริยธรรม


5. ไทยจะมีจำนวนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเป็น 2 เท่า


เป้าหมายการพัฒนาสู่ความสำเร็จ


6. การคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ จะสะดวกยิ่งขึ้น เพราะรถไฟฟ้าจะเสร็จทั้ง 10 สาย มีการสร้างเมืองใหม่ และที่อยู่อาศัยออกไปตามเส้นทางรถไฟฟ้า


7. การคมนาคมขนส่งระบบราง จะครอบคลุมทั้งประเทศ มีทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมืองสำคัญ รถไฟรางคู่ และระบบขนส่งเชื่อมโยงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จะทำให้ค่าขนส่งสินค้า (Logistic Cost) ของไทยลดลงจากปัจจุบัน 25%


8. จะมีการปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน โดยการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสีเขียวเพิ่มขึ้นเป็น 25% ของพลังงานจากฟอสซิล


9. ประเทศไทยจะเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของเอเชีย ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) จะทำให้เด็กไทยเข้าถึงข้อมูลทั่วโลกได้ พร้อมทั้งระบบการเรียนการสอนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ทุกตำบลจะเป็นตำบลดิจิตอล


10. ไทยจะมีเมืองใหม่ ที่มีการวางผังเมืองมาตรฐานโลก พร้อมเขื่อนกั้นน้ำทะเลและระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ


11. จะเกิดเมืองหลวงภูมิภาคขึ้นหลายแห่ง เนื่องมาจากการกระจายความเจริญ กระจายงบประมาณ กระจายรายได้ กระจายความมั่งคั่งสู่ภูมิภาค


12. ไทยต้องมีบทบาทนำในเวทีโลก คนไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ฐานะใด อาชีพใด ต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีความภูมิใจในความเป็นไทย


13. ดัชนีการคอรัปชั่นที่ประเมินโดยต่างประเทศจะดีขึ้นกว่าปัจจุบัน ไม่น้อยกว่า 75 %


14. กระบวนการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม (Rule of Law) จะเป็นมาตรฐานสากล อันจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ และไว้วางใจจากนานาประเทศ ซึ่งจะมีผลดีต่อการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ


อนาคตประเทศไทย


15. ไทยจะเป็นศูนย์กลางการบินของเอเชีย จะมีนักท่องเที่ยวเป็น 30 ล้านคนต่อปี สนามบินทั้งดอนเมือง และอู่ตะเภา จะถูกนำมาใช้เป็นสนามบินสากล


16. ไทยจะเป็นศูนย์กลางการเงิน และการพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


17. ไทยจะเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพของเอเชีย


18. ไทยจะเป็นศูนย์ผลิตอาหารเลี้ยงโลก "ครัวไทย สู่ครัวโลก" ด้วยอาหารคุณภาพ (From Farm to Table)


19. สินค้าไทยจะเป็นสินค้าที่ทำรายได้จากการสร้างมูลค่า (Value Creation) มากกว่าการขายเพียงวัตถุดิบหรือรับจ้างทำของ


20. ไทยจะเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก แต่เคารพเสรีภาพในการนับถือศาสนาของคนไทย


ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายที่ต้องบรรลุ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพียงเท่านี้ ซึ่งดิฉันและทีมงานพรรคเพื่อไทยจะอธิบายในวันปราศรัยโค้งสุดท้าย วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ค่ะ


เป้าหมายเหล่านี้จะสำเร็จได้ หากคนไทยต้องมีความสามัคคีปรองดองกัน ดิฉันจะไม่ทะเลาะกับใคร จะมุ่งมั่นให้วิสัยทัศน์ 2020 เป็นจริงให้ได้ และไม่ใช่จะขอเป็นนายกฯ ถึงปี 2563 เป็นเพียงต้องวางยุทธศาสตร์และลงมือตั้งแต่บัดนี้อย่างต่อเนื่อง
ด้วยความเคารพรัก

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1309353706&grpid=01&catid&subcatid

ครม.เห็นชอบขับเคลื่อนพัฒนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 18:40 น.

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนพัฒนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลมีนโยบายในการสนับสนุนอยู่แล้ว และขณะนี้จะมีการขยายโครงการไปดำเนินงานสนับสนุนโครงการตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ นอกจากนี้ ครม.ยังได้แต่ตั้งนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงานขับเคลื่อนพัฒนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

อีกทั้งยังเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มีการประชุมซึ่งมีมติให้สำนักปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินการบริหารจัดการ โครงการที่ทำประชาคมและผ่านการพิจารณาไปแล้ว 2013 หมู่บ้าน คิดเป็น 2541 โครงการ งบประมาณ 628,503,958 บาท นอกจากนี้ยังเป็นชอบให้สนับสนุนโครงการปลุกป่าสร้างคนบนวิถีพอเพียง รักษาต้นน้ำบรรเทาอุทกภัย ของมูลนิธิแม่เจ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัม วงเงินงบประมาณ 1019.275,400 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2556-2560

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=169802&catid=176&Itemid=524
 

·
Registered
Joined
·
1,199 Posts
แล้วปี2025เขาจะไม่ปรับฐานประเทศhigh income เป็น20000อัพไปแล้วหรอครับ
 

·
Registered
Joined
·
236 Posts
เราควรตั้งเป้าเป็น ประเทศที่มีเสถียรภาพ มั่นคงในทุกๆด้าน Stable Country

โดยพื้นฐานของประเทศไทย มันดีมากอยู่แล้ว
เราเป็นฐานการผลิตที่หลากหลาย และเข้มแข็ง
SMEs ที่ช่วยค้ำจุนประเทศในภาวะวิกฤติ
เรามีภาคเกษตรที่แข็งแกร่ง
เรามีอาหารเพียงพอต่อการบริโภค และเพียงพอแบ่งปันชาวโลก
เรามีภาคบริการ ทั้ง Medical และ การท่องเที่ยว หาเงินสดเข้าประเทศ
เรามีภาคการเงิน ที่มั่นคง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
เรามีภูมิศาสตร์ที่ดี เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
เรามีตลาดที่ใหญ่พอจะทำให้ธุรกิจต่างๆขยายตัวได้


หากเรารักษาจุดแข็ง และเพิ่มนวัตกรรมเข้าไป
และเราก็แก้ไขจุดอ่อน เรื่องการศึกษา สังคม ฯลฯ


ถ้าเราตั้งใจวางแผน และเดินไปตามที่ตั้งเป้า
ผมว่า เราจะเป็นประเทศที่สมบูรณ์แบบประเทศหนึ่งของโลก
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,098 Posts
Discussion Starter #11 (Edited)
ค่าแรงขั้นต่ำญี่ปุ่น ออสเตรเลีย วันละ 3000 บาทไทย (คิดเทียบจากค่าเงินปัจจุบัน)

พวกเกาหลี สิงคฺโปร์ อเมริกา ยุโรป ไม่รู้เท่าไหร่


ค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพ ปริมณฑล วันละ 250 บาท ต่างจังหวัด 180 บาท

น่าแปลกใจที่บ้านเราพวกงาน part time ไม่ได้ให้เงินเดือนสูง แต่ไปเฉลี่ยออกจากค่าแรงขั้นต่ำรายวัน

บอร์ดค่าจ้างเคาะขึ้นค่าจ้างพาร์ทไทม์ น.ร. น.ศ. เป็นชั่วโมงละ 40 บาท มีผล 1 ม.ค.56

วันที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 16:00:37 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่กระทรวงแรงงาน นายอาทิตย์ อิสโม รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับนักเรียน นิสิตและนักศึกษา จากเดิม 30 บาทต่อชั่วโมง เป็น 40 บาทต่อชั่วโมง โดยออกเป็นประกาศคณะกรรมการค่าจ้างเรื่องอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับนักเรียน นิสิตและนักศึกษาฉบับที่ 2 และเริ่มมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2556 โดยจะเสนอให้ นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ลงนามในร่างประกาศฉบับดังกล่าว ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้


นายอาทิตย์กล่าวว่า ร่างประกาศดังกล่าวไม่มีบทลงโทษ แต่เป็นการขอความร่วมมือและสร้างมาตรฐานทางสังคม เนื่องจากมีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ประกาศฉบับนี้ได้ห้ามไม่ให้นักเรียน นิสิตและนักศึกษาทำงานในสถานที่อันตราย สถานที่เล่นการพนัน สถานบันเทิงยามค่ำคืนที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสถานอาบน้ำ นวด หรืออบตัว ห้ามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีทำงานพาร์ทไทม์และจะต้องแต่งกายด้วยเครื่องแบบที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือหากแต่งกายด้วยชุดที่สถานประกอบการจัดให้ ก็ต้องมีป้ายสัญลักษณ์ที่แสดงชัดเจนว่า เป็นนักเรียน นักศึกษา นอกจากนี้ ได้กำหนดให้นายจ้างประกันรายได้ด้วยการจ้างงานไม่ต่ำกว่าวันละ 4 ชั่วโมง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1352277660&grpid=&catid=05&subcatid=0500
 

·
Registered
Joined
·
23,122 Posts
^^^
ค่าแรงระดับนี้เขาคิดเป็นชั่วโมง - คิดแต่อเมริกัน สมัยเริ่มระบบค่าแรงขั้นต่ำใหม่ๆ สมัย FDR เมื่อ 70-80 ปี ก็ ชั่วโมงละ 25 เซนต์เงินแท้ๆ ทำงาน 8 ชั่วโมงก็ 2 ดอลลาร์ นับว่าพอใช้ได้เพราะตอนนั้นทองออนซ์ละ 35 ดอลลาร์ไม่ใช่ทองออนซ์ละ 1600 ดอลลาร์ อย่างทุกวันนี้
 

·
Registered
Joined
·
236 Posts
ค่าแรง ต้องดูอย่างอื่นๆ เช่น ค่าครองชีพพื้นฐาน ควบคู่ด้วย

300 บาท/วัน ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเดินทาง ค่าภาระสาธรณูปโภค
ภาระครอบครัว ค่ารักษาพยาบาล ....มันเป็นปัญหาที่เกือบทุกประเทศต้องเผชิญ
เราจะทำอย่างไร ให้ประชาชนมีรายได้เพียงพอที่จะดำรงชีพในสิ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตพื้นฐานได้
ประชาชนเองก็ต้องประมาณตน ขยันขันแข็ง เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม
รัฐต้องอำนวยความสะดวก ให้ประชาชนเข้าถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์



ต่อให้เรามีค่าจ้างแรงงานที่สูง 3000 บาท/วัน แต่ถ้าหากว่า ค่าอาหารมื้อละ 300 บาท ค่าอยู่ ค่าเช่า ค่าเดินทางก็แพง ค่ารักษาพยาบาลไม่ฟรี จ่ายค่าเทอมลูกอีก ก็ไม่พอ ไม่งั้นประเทศที่มีค่าจ้างสูงกว่าเรามากๆ ก็คงไม่บ่น แต่เพราะค่าแรงสูง ค่าใช้จ่ายก็สูงตามเช่นกัน


ประเทศเรายังโชคดี มีอาหารราคาถูก
ระบบสาธารณสุึข ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ ทั้งฟรี ทั้ง 30 บาท
ระบบการศึกษา แม้จะไม่ฟรีจริง แต่ก็ช่วยประชาชนในเขตชนบทได้เข้าถึงการศึกษา
ปัญหาค่าขนส่ง ค่าสาธารณูปโภค ค่าพลังงานนี่แหล่ะ ที่ประเทศเราแพง








สุดท้าย ประชาชน ต้องรู้จักเจียมตัว ได้ค่าแรง 300 บาท
... แต่เติมเงินมือถือวัละ 50
กินเหล้า อาทิตย์ละ 500
เล่นหวย งวดละ 1000


ค่าแรง 3000 บาท เค้าก็จะเพิ่มมูลค่าในการเติมมือถือ ซื้อเหล้า และเล่นหวย เป็นเงาตามตัว
 

·
Detective
Joined
·
9,069 Posts
This kinda relates.. Might as well put it here too.

World Economic Outlook Database, October 2012

Thailand

Population: 64.460

GDP nominal: US$376.989 billion
GDP (ppp): US$646.108 billion

GDP nominal per capita: US$5,848.370
GDP (ppp) per capita: US$10,023.319

-------------------------------

Gross domestic product, current prices

2010: 318.908
2011: 345.649
2012: 376.989
2013: 412.711
2014: 437.344
2015: 460.997
2016: 484.942
2017: 511.926

Gross domestic product based on purchasing-power-parity (PPP)

2010: 589.110
2011: 602.074
2012: 646.108
2013: 693.921
2014: 735.535
2015: 782.050
2016: 834.873
2017: 894.981

Gross domestic product per capita, current prices

2010: 4,992.432
2011: 5,394.362
2012: 5,848.370
2013: 6,364.361
2014: 6,703.987
2015: 7,024.426
2016: 7,345.210
2017: 7,707.686

Gross domestic product based on purchasing-power-parity (PPP) per capita GDP

2010: 9,222.386
2011: 9,396.242
2012: 10,023.319
2013: 10,700.862
2014: 11,274.923
2015: 11,916.446
2016: 12,645.465
2017: 13,475.047

-------------------------------

http://www.imf.org/external/pubs/ft/weo/2012/02/weodata/weorept.aspx?pr.x=59&pr.y=17&sy=2012&ey=2017&scsm=1&ssd=1&sort=country&ds=.&br=1&c=566,522,924,578,536,544,548,582,518&s=NGDPD,NGDPDPC,PPPGDP,PPPPC,LP&grp=0&a=
 

·
Registered
Joined
·
48 Posts

ผมไม่เข้าใจความแตกแต่างระหว่าง GDP nominal per capita กับ GDP (PPP) per capita
แล้วทำไมของไทย GDP nominal per capita มันถึงน้อยกว่า GDP (PPP) per capita ค่อนข้างเยอะครับ
 

·
Registered
Joined
·
5,036 Posts

ผมไม่เข้าใจความแตกแต่างระหว่าง GDP nominal per capita กับ GDP (PPP) per capita
แล้วทำไมของไทย GDP nominal per capita มันถึงน้อยกว่า GDP (PPP) per capita ค่อนข้างเยอะครับ
เพราะค่าเงินเราอ่อนครับ
nominal คือค่าเงินเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ppp คือกำลังซื้อเมื่อเทียบกับของแพงของถูกในประเทศ
 
1 - 20 of 3057 Posts
Top