SkyscraperCity banner

3041 - 3057 of 3057 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,041
ครม.เคาะงบเกือบ 5 พันล้าน! ทำที่เก็บข้อมูลออนไลน์ มุ่งสู่ 'รบ.ตู่ดิจิทัล'

5 พ.ค. 2563

ครม.ไฟเขียว งบกว่า 4.75 พันล้าน ทำคลาวด์กลาง สำหรับเก็บข้อมูลกลางภาครัฐแบบออนไลน์ เสริมความปลอดภัย ฐานข้อมูลรัฐ และรองรับการใช้ Big Data


น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Services: GDCC) ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ

ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต่อเนื่อง 3 ปี พ.ศ.2563-2565 วงเงินรวม 4,752 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณ 3 ปีวงเงิน 3,954 ล้านบาท และ งบประมาณกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปี 2563 วงเงิน 798 ล้านบาท

ทั้งนี้ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ จะทำให้รัฐบาลสามารถประหยัดงบประมาณในส่วนที่เป็นค่าเช่าคลาวด์ ของหน่วยงานต่างๆได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 59% โดย คิดจากราคากลางของค่าเช่า คลาวด์ ในระยะเวลา 3 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1) ให้มีระบบกลางในการให้บริการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ (Cloud Service) สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่มีมาตรฐานปลอดภัย เป็นระบบสำรองเพื่อการกู้คืนข้อมูลกรณีเกิดภัยพิบัติ และหน่วยงานฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ทันต่อความต้องการในการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่รัฐบาลดิจิทัล

2) รองรับการใช้งานการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (Big Data) โดยสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (Government Big Data Institute: GBDI)

3) พัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มีความพร้อมด้านดิจิทัล เพื่อเป็นกำลังในการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล เป้าหมายเบื้องต้น 2,500 คน เข้ารับการอบรมหลักสูตรระดับสูงขึ้นจนมีความเชี่ยวชาญด้าน Cloud computing

ทั้งนี้ โครงการฯ มีเป้าหมายการให้บริการจัดเก็บและบริหารข้อมูล มีหน่วยประมวลผลรวม (เครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน Virtual Machine) สูงสุดจำนวน 20,000VM ซึ่งเท่ากับความสามารถในการประมวลผลCPU ของคอมพิวเตอร์ปกติ 4 เครื่อง

และมีหน่วยความจำรวมอย่างน้อย 160,000 GB ซึ่งปัจจุบันนี้ ระบบที่ใช้อยู่คือ G-Cloud ของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ที่ให้บริการอยู่มีจำนวน 3,500 VM ซึ่งจะต้องโอนย้ายระบบงาทั้งหมดมายังโครงการ GDCC นี้ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 เป็นต้นไป

มากไปกว่านั้น กระทรวงดิจิทัลฯได้สำรวจความต้องการใช้บริการ พบว่าจะมีหน่วยงานรัฐเข้าร่วมโครงการอีก100กว่าหน่วยงานระดับกรม จะมีความต้องการใช้งาน จำนวน 8,955 VM และเมื่อรวมความต้องการระดับกระทรวง จะมีความต้องการใช้งาน ทั้งหมดอยู่ที่ 18,000-24,000 VM ระหว่างปี 2563-2565

นอกจากนี้ โครงการคลาวด์กลางภาครัฐ ยังทำให้ระบบการจัดเก็บข้อมูลของประเทศมีความมั่นคงปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลและระบบงานของทุกหน่วยงานรัฐจะถูกจัดเก็บในระบบเดียวกันที่เป็นมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยและตั้งอยู่ในประเทศ และจะมีการออกแบบระบบการเข้าถึงข้อมูลตามชั้นความลับของข้อมูลแต่ละประเภท มากไปกว่านั้น ยังทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ข้อมูลจาก Big Data เพื่อการวางแผนและตัดสินใจ

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,042
อึ้ง!หนี้ครูไทยพุ่ง 1.36 ล้านล้าน ศธ.ได้ข้อสรุป เผยมาตรการแก้ปัญหา


7 พ.ค. 2563


อึ้ง!หนี้ครูไทยพุ่ง 1.36 ล้านล้าน ศธ.เผยมาตรการแก้ปัญหา รอโควิดคลี่คลาย เตรียมนำมา พิจารณาใหม่ เป้าหมายให้ครูมีเงินเหลือพอใช้จ่าย

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นายอนุชา บูรพชัยศรี เลขานุการรมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ศธ.เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้พูดคุยกับสถาบันการเงิน และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู จนได้ข้อสรุปตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ทางธนาคารจึงต้องนำเม็ดเงินที่เตรียมไว้ปรับโครงสร้างหนี้ครู ไปพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในภาพรวมของประเทศก่อน โดยมีทั้งมาตรการลดดอกเบี้ย พักชำระเงินต้น และพักชำระดอกเบี้ย ซึ่งครูที่ได้รับความเดือดร้อน ก็สามารถใช้ช่องทางนี้ได้เช่นกัน




นายอนุชา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาพรวมมีหนี้ครูทั้งระบบกว่า 1.36 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น ธนาคารออมสินกว่า 3.9 แสนล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 6 หมื่นล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 6 หมื่นล้านบาท และสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ อีกกว่า 8.5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ หากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 คลี่คลายลง ก็อาจจะต้องนำมาตรการเดิมที่เสนอไปมาพิจจารณาใหม่ ซึ่งเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้คือ ให้ครูมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในแต่ละเดือน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือน

“มาตรการเดิมที่เสนอไป ต้องให้ พล.อ.ประยุททธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณา เพื่อทำความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง (กค.) แต่ต้องชะลอไปก่อน เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่ถ้าพ้นจากนี้ไป 3-4 เดือน อาจต้องมาพิจารณาปรับใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่เป้าหมายคือให้ครูมีเงินเดือนเหลือใช้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ซึ่งมาตรการที่เสนอไป มีทั้งยืดเวลาการชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย พักชำระเงินต้น และพักดอกเบี้ย เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเหลือเงินไปใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น” นายอนุชา กล่าว
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,043
ธุรกิจเพื่อลูกค้า VIP เฟื่องฟูในไทย 'ยุคโควิด' ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำ?

May 7, 2020

สื่อนอกชี้ ธุรกิจส่งอาหารให้ลูกค้าวีไอพีในไทยช่วงล็อกดาวน์ 'เติบโตดี' แต่คนอีกราว 22 ล้านลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาจากรัฐ สะท้อน 'ความเหลื่อมล้ำ' และนักวิชาการ TDRI เคยแนะสิ่งที่คนไทย 'ควรรู้เพิ่มเติม' เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนแล้ว

สำนักข่าว AFP รายงานว่า กลุ่มมหาเศรษฐีกรุงเทพฯ ยังรื่่นรมย์กับชีวิตที่หรูหราในช่วงล็อกดาวน์ (Bangkok's millionaires' club enjoys lockdown luxury) อ้างอิงบทสัมภาษณ์ 'จักรพันธ์ รัตนเพชร' นักธุรกิจชาวไทยที่กำลังไปได้ดีกับบริการจัดส่งอาหารระดับพรีเมียม White Glove Delivery by Silver Voyage Club ในช่วงที่รัฐบาลไทยจำกัดการเดินทาง และประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เอเอฟพีรายงานว่า ธุรกิจเดิมของ Silver Voyage Club คือ การให้บริการผู้ติดตามส่วนตัว (concierge) แก่กลุ่มลูกค้ามหาเศรษฐีที่มีรายได้สูงและเป็นลูกค้าวีไอพีของธนาคารต่างๆ ที่มีเงินในบัญชีไม่น้อยกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 31 ล้านบาท) แต่ธุรกิจดังกล่าวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ 'โควิด-19' จึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นบริการจัดส่งอาหารพรีเมียมให้แก่ลูกค้าร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีแทน

บริการจัดส่งอาหารของจักรพันธ์ต่างจากบริการจัดส่งอาหารผ่านทางแอปพลิเคชัน เพราะเน้นบริการแบบ White Glove เป็นจุดขายหลัก ซึ่งก่อนหน้านี้เว็บไซต์ supplychain247 เคยให้คำอธิบายว่าบริการแบบ 'ถุงมือขาว' หรือ White Glove Service เน้นการเติมเต็มความประทับใจให้ลูกค้า ทั้งในด้านความพิถีพิถัน ความใส่ใจ และความหรูหรา

นอกจากนี้ยังรวมถึงการจัดส่งสินค้าซึ่งต้องการความระมัดระวังอย่างสูง หรือต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการติดตั้งสินค้าเมื่อไปถึงสถานที่ปลายทาง เช่น การจัดส่งงานศิลปะ เค้กหรือช่อดอกไม้ที่ต้องอาศัยการจัดวางอย่างมืออาชีพ และการให้คำแนะนำหรือความช่วยเหลือแก่ผู้ที่รับของว่าควรจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

ส่วนบริการจัดส่งอาหารของ White Glove Delivery by Silver Voyage Club ที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ ระบุว่า เป็นการจัดส่งอาหารภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและหลักอนามัย 8 ข้อจากกรมอนามัย, ใช้รถลิมูซีนจัดส่งอาหารเพื่อความปลอดภัย สะอาด ปราศจากฝุ่น และการปนเปื้อน พร้อมรับประกันว่า รถลีมูซีนจะผ่านการพ่นสเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อไวรัสทุกเที่ยวการส่ง และพนักงานสวมถุงมือขาวที่เน้นความสะอาด ไร้เชื้อไวรัส ลดการสัมผัสให้น้อยที่สุด (Contactless Delivery) ในการจัดส่งอาหาร

ขณะที่เซ็ตอาหารที่จะจัดส่งให้กับลูกค้าผู้สนใจบริการ มาจากร้านอาหารชื่อดัง ซึ่งมีทั้งที่เป็นร้านเก่าแก่และร้านติดดาวมิชลินในโรงแรมต่างๆ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการคัดสรรวัตถุดิบราคาแพงและมีคุณภาพ สนนราคาเมนูอาหารอยู่ระหว่าง 1,000 - 5,000 บาท

ชีวิตหรูหราของมหาเศรษฐี สวนทางคนอีกกว่า 22 ล้าน

เอเอฟพีรายงานว่า ธุรกิจจัดส่งอาหารระดับพรีเมียม เจาะกลุ่มลูกค้าระดับมหาเศรษฐีในไทย ได้รับการตอบรับอย่างดี ทั้งยังระบุว่า ประเทศไทยมีมหาเศรษฐีร่ำรวยระดับหมื่นล้านบาทอย่างน้อย 27 คน จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส

อย่างไรก็ตาม ไทยยังติดกลุ่ม 10 ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกอีกด้วย และภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดเจนขณะนี้ก็คือการที่ธุรกิจระดับพรีเมียมไปได้ดี แต่ก็มีประชากรอีกราว 22 ล้านคนต้องลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล

ส่วนร้านอาหารที่เข้าร่วมกับธุรกิจจัดส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันอื่นๆ แม้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะคนไม่มีทางเลือกมากนักในช่วงล็อกดาวน์ที่รัฐสั่งปิดร้านอาหาร แต่ร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลางจำต้องยอมรับเงื่อนไขด้านค่าคอมมิชชั่น ซึ่งบางเจ้าเรียกสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด จนกระทั่งรัฐบาลมีคำสั่งผ่อนปรนล็อกดาวน์ไปเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของ White Glove Delivery by Silver Voyage Club ระบุด้วยว่า เขาได้ช่วยเหลือสังคมด้วยการบริจาคอาหาร 1,000 กล่องให้แก่บุคลากรการแพทย์ในช่วงวิกฤตโควิด-19 มาโดยตลอด

ทางด้านเว็บไซต์ Business Insider ก็รายงานข่าวเรื่องธุรกิจจัดส่งอาหารพรีเมียมในไทย โดยอ้างอิงจากเอเอฟพี พร้อมระบุว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน เพราะบริการจัดส่งอาหารระดับพรีเมียมในนิวยอร์กขยายตัวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และสหรัฐฯ เองก็ติดอันดับประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกไม่ต่างจากไทย

เจ้าของธุรกิจจัดส่งอาหารแบบพรีเมียมรายหนึ่งในนิวยอร์กกล่าวด้วยว่า "การปรับตัวอย่างสร้างสรรค์จะช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตยุคโควิด-19 ไปได้" แต่ประชาชนชาวอเมริกันจำนวนมากก็กำลังจะตกงานเพิ่มขึ้น เพราะธุรกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดฯ

เรื่องที่สังคมไทย 'ควรรู้' เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ

ก่อนหน้านี้ 'ดร.สมชัย จิตสุชน' จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ก่อนจะเผยแพร่ต่อทางเว็บไซต์ TDRI เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า คนในสังคมไทย 'ควรรู้' เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลที่ว่า ไทยติดอันดับ 10 ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งมากที่สุดในโลก เพราะ "ความ 'พิเศษ' นี้ ชวนสงสัยว่า ระบบเศรษฐกิจการเมืองของเราน่าจะเอื้อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ"

บทความของ ดร.สมชัยยกตัวอย่างงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า "การแข่งขันในภาคเอกชนของไทย 'ลดลง' แต่อำนาจทางธุรกิจกระจุกตัวมากขึ้น การคอร์รัปชันแพร่หลายขึ้นและทำได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกว่าคนทั่วไป ประโยชน์ที่ได้โดยมิชอบนี้ยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้สูงขึ้น"

นอกจากนี้ยังอ้างถึงงานวิจัยที่ระบุว่า "การ 'ขาดเงิน' ไม่ใช่เป็นเพียงนิยามของความยากจนเท่านั้น แต่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญในตัวเองด้วย" โดย ดร.สมชัย อธิบายเพิ่มเติมว่า "ถ้าคนจนได้รับการจัดสรรเงินหรือทรัพยากรในรูปแบบที่เหมาะสม คนจนจะใช้เงินดังกล่าวไปปลด 'ข้อจำกัด' ของการหลุดพ้นความจน ไม่ว่าจะเป็นการขาดการศึกษาหรือทักษะ การไม่กล้าลงทุนเนื่องจากรายได้ไม่สม่ำเสมอ"

อย่างไรก็ตาม การรับมือและจัดการความช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอด และ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเขียนจดหมายถึงมหาเศรษฐีไทย 20 รายเพื่อขอคำแนะนำและเชิญให้มาร่วม 'ทีมไทยแลนด์' เพื่อรับมือและแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 จนอาจสะท้อนได้ว่า รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยไม่น้อยเลย แต่การที่คนจนจะสะท้อนเสียงของตัวเองให้ถึงผู้มีอำนาจรับผิดชอบนั้นช่างลำบากยากเย็น

ผู้ที่วิพากษ์รัฐบาลจำนวนหนึ่งมองว่า การเยียวยาควรฟังเสียงประชาชน แต่รัฐบาลกลับไม่อาจจัดหามาตรการที่เหมาะสม เพียงพอ ทันต่อความต้องการของประชาชนได้ เพราะไม่เข้าใจปัญหาของผู้ได้รับผลกระทบจากแต่ละกลุ่ม รวมถึงไม่เข้าใจสภาพความเหลื่อมล้ำที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่สามารถออกมาตรการที่เอื้อต่อกลุ่มทุนและเอกชนได้อย่างรวดเร็วกว่า


สวัสดิการเป็น 'สิทธิ' ไม่ใช่การสงเคราะห์

โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเขียนและนักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เห็นได้ชัดเจนในสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก และในสหรัฐอเมริกา โดยเขามองว่า ความเหลื่อมล้ำทางด้านสุขภาพ เกี่ยวโยงกับความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และความมั่งคั่ง ซึ่งทุกรัฐบาลควรพิจารณาแก้ปัญหาในระยะยาว
Investopedia สื่อด้านการลงทุนของสหรัฐฯ ระบุว่า สติกลิตซ์ค่อนข้างเห็นด้วยกับคำตอบของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำว่าอยู่ที่นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Healthcare) และรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) ซึ่งคนส่วนใหญ่มองว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ ขณะเดียวกัน ก็ต้องพัฒนาโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมในประชากรทุกกลุ่ม

ส่วนบทความของ ดร.สมชัย อ้างอิงถึงประเทศแถบยุโรปที่มีความเหลื่อมล้ำไม่สูงมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่รัฐจัดสรรสวัสดิการให้ประชาชนของตัวเอง "อย่างเท่าเทียมกัน ในลักษณะถ้วนหน้า" และถือว่าเป็นสิทธิ ไม่ใช่การสงเคราะห์ ช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างดี มีศักยภาพมากพอที่จะพัฒนาตัวเอง และเสริมสร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้กับสังคม

ด้วยเหตุนี้ ดร.สมชัยระบุว่า"ทุกนโยบายสำคัญของรัฐบาลต้องคำนึงถึงมิติความเหลื่อมล้ำเสมอ เราจะใช้แนวคิดเดิมว่าทำให้เศรษฐกิจขยายตัวแล้วทุกอย่างจะดีเองไม่ได้"

ส่วนข้อเสนออื่นๆ ได้แก่ การแบ่งหน้าที่ระหว่างภาครัฐและเอกชนให้ดี, การกระจายอำนาจการเมืองและอำนาจการคลังออกจากส่วนกลาง ยกระดับธรรมาภิบาลของการบริหารภาครัฐ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย, ยกเครื่องความสามารถในการควบคุมการผูกขาด, ลดช่องว่างคุณภาพการศึกษา และยกระดับการประกันสุขภาพ โดยสิทธิประโยชน์จาก 'สามกองทุน' ต้องไม่ห่างกันมาก

ขณะที่รายงานเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยของธนาคารโลก หรือ World Bank (Taking the Pulse of Poverty and Inequality in Thailand) ที่เผยแพร่เมื่อ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ก็ระบุเช่นกันว่า ควรต้องปรับปรุงเกณฑ์ชี้วัดคุณภาพชีวิตของแต่ละครัวเรือน เพื่อพิจารณาว่า อะไรคือสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน

ข้อเสนอแนะของธนาคารโลกระบุว่า สภาพสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ค่าครองชีพก็สูงขึ้น สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตก็ต้องปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากไม่พิจารณาอย่างรอบด้านก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้สำเร็จตามเป้าหมาย

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,044
จี้โรงเรียน เลิกติดป้ายประกาศชื่นชมนักเรียน อย่าใช้เด็กมาสร้างชื่อเสียง

8 พ.ค. 2563

จี้โรงเรียน เลิกติดป้ายประกาศชื่นชมนักเรียน อย่าใช้เด็กมาสร้างชื่อเสียง

วันที่ 8 พ.ค. นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม กพฐ. ว่า ที่ประชุมหารือเรื่องหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พัฒนาขึ้นใหม่ โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เห็นชอบหลักสูตรฐานสมรรถนะใหม่นี้แล้ว

ซึ่งที่ประชุมเสนอว่าควรจะประชาสัมพันธ์ และจัดทำคู่มือให้ครูทราบล่วงหน้าว่า หลักสูตรที่กำลังจะเปลี่ยนไปนั้นต่างจากหลักสูตรเดิมอย่างไร เพื่อให้ครูเข้าใจ เตรียมความพร้อมและทำใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเอง เพราะหลักสูตรฐานสมรรถนะ อาจจะกระทบการจัดการเรียนการสอนของครู ดังนั้น ควรจัดทำคู่มือและประชาสัมพันธ์เพื่อให้ครูสามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น

"การเรียนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะจะต้องปรับปรุงการเรียนการสอนด้วย ผมพบปัญหาพฤติกรรมของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่ยังติดกับรูปแบบเดิม คือไปเคี่ยวให้ผู้อำนวยการ และครูทุกโรงเรียน ต้องทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าไปเคี่ยวโดยไม่สนใจพัฒนาการของนักเรียน อาจจะเกิดผลเสียง ควรจะเปลี่ยนเป็นว่าโรงเรียนต้องรายงานพัฒนาการของนักเรียน โดยที่นักเรียนจะต้องมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นทุกปี หากกำหนดเช่นนี้ เชื่อว่าการศึกษาจะพัฒนาได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ผมคิดว่าโรงเรียนแข่งขันสูง ไม่ว่าจะเป็นในต่างจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร ควรเลิกใช้เด็กมาสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน โดยติดป้ายประกาศหน้าโรงเรียนชื่นชมนักเรียนว่าสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหนได้บ้าง คณะใดบ้าง ผมอึดอัดกับวิธีนี้มาก เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งทาง สพฐ.รับเรื่องไปพิจารณาแล้ว" นายเอกชัยกล่าว

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สพฐ.แจ้งให้ที่ประชุมทราบและแสดงความเห็น ร่างกฎ ระกทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดตั้ง รวม หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ... ซึ่งเดิมนี้น มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดตั้ง ควบรวม หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2550 อยู่แล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายท้วงว่าการออกระเบียบเพื่อควบรวมหรือจัดตั้งสถานศึกษา ต้องทำเป็นประกาศกระทรวงเท่านั้น

ดังนั้น สพฐ.จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อจะมีการปรับระเบียบนี้แล้ว อะไรที่เป็นอุปสรรคไม่ทันสมัย ก็ควรจะแก้ใหม่ทั้งหมด เช่น การตั้งสถานศึกษาต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ ปริมาณผู้เรียนในอนาคตว่าจะมีผู้เรียนจำนวนเท่าใด ดังนั้นการขอจัดตั้งสถานศึกษาอาจจะไม่ง่ายอีกต่อไป เป็นต้น

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,045
สื่อนอกชี้ '5 ตระกูลมหาเศรษฐีไทย' พร้อมทำกำไรหลังวิกฤตโรคระบาด

May 11, 2020

แม้รัฐบาลไทยจะส่งจดหมายขอความช่วยเหลือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่สื่อนอกอย่าง Asia Times รายงานว่า ความเสียหายของธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดเล็กจะกลายเป็นความได้เปรียบของ 5 ตระกูลมหาเศรษฐีหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19

'เอเชียไทม์ส' เผยแพร่รายงาน Thailand’s ‘five families’ poised to profit on the plague โดยระบุว่า มาตรการล็อกดาวน์สกัดการระบาดของไวรัสโคโรนาในประเทศไทย ได้ทำให้ธุรกิจหลายประเภทถูกปิดชั่วคราว แต่ 7-Eleven ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี และ Family Mart ที่ดำเนินการโดยยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีกอย่างกลุ่มเซ็นทรัล รวมถึงห้างแฟรนไชส์ทันสมัยอื่นๆ ที่ควบคุมและดำเนินกิจการโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย ได้รับอนุญาตให้เปิดทำการได้ในฐานะ "บริการที่จำเป็น" แต่ร้านที่ดำเนินกิจการโดยผู้ประกอบการขนาดเล็กแบบดั้งเดิมถูกบังคับให้ต้องปิดบริการ

แม้ไทยจะพิจารณาผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME กี่แห่งที่สามารถฟื้นกลับมาได้อีกครั้งจากความเสียหายร้ายแรงครั้งนี้ แต่นักวิเคราะห์มองว่า กลุ่มบริษัทของ 5 ตระกูลมหาเศรษฐีของไทยยังมีโอกาสในวิกฤต ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่ธุรกิจต่างๆ ขาดแคลนเงินสดและเต็มไปด้วยหนี้สิน

บทความของเอเชียไทม์สระบุว่า 5 บริษัทของครอบครัวมหาเศรษฐีได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไทยเบฟ กลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ และบุญรอด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับเสียงชื่นชมจากคนบางกลุ่มเรื่องการควบคุมการระบาดของไวรัสในประเทศไม่ให้รุนแรง อย่างไรก็ตาม การตัดสินความสำเร็จในการบริหารจัดการการระบาดใหญ่ครั้งนี้ถูกมองว่าคำนึงถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเมื่ือเดือนที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ได้มีจดหมายถึงมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ 20 คน ซึ่งรวมถึงทั้ง 5 ตระกูลที่กล่าวมา เพื่อขอรับฟังข้อเสนอและแผนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน
ท่ามกลางรายงานที่ระบุว่ามีคนไทยอย่างน้อย 7 ล้านคนแล้วที่กลายเป็นคนว่างงาน นายกรัฐมนตรีระบุในส่วนหนึ่งของจดหมายดังกล่าวว่า “ผมต้องการขอให้ทุกท่านทำเพิ่มเติม

ผู้วิจารณ์ได้โต้แย้งว่า รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ควรทำมากกว่านี้ เนื่องจากมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ดูจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ มีประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนกว่า 20 ล้านคน ที่ลงทะเบียนโครงการรับเงินช่วยเหลือ 'เราไม่ทิ้งกัน' และเสียงวิจารณ์ก็อาจเพิ่มขึ้นอีกจากที่นายกรัฐมนตรีพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสให้กลับสู่สภาพปกติ ไม่ใช่เป็นการพึ่งพาบริษัทขนาดเล็ก

โดย 'นายธนินท์ เจียรวนนท์' ผู้ก่อตั้งเครือซีพีและประธานอาวุโส ได้ตอบกลับจดหมายของนายกรัฐมนตรี ด้วยการเน้นย้ำถึงการบริจาค 700 ล้านบาท ที่ทางบริษัทได้ดำเนินการตอบสนองต่อโควิด-19 ซึ่งรวมถึงการตั้งโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย และสิ่งที่ซีพีจะดำเนินการต่อไป เช่น แผนการเพิ่มรายได้เกษตรกร โครงการเรียนออนไลน์ และแผนพัฒนาชุดตรวจไวรัส การวิจัยและยารักษาโรค นอกจากนี้ ยังระบุว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์ยังคงจ้างพนักงานทั้งหมดต่อไปซึ่งรวมถึงพนักงานร้านสะดวกซื้อและสร้างงานเพิ่มในเดือน มี.ค.

ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัลระบุว่า ได้ทุ่มงบ 2,300 ล้านบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจ ซึ่งครอบคลุมถึงกองทุนเพื่อซื้อสินค้าจากเกษตรกรและ SME เพื่อจำหน่ายในห้างต่างๆ ของบริษัท อย่างไรก็ตาม

อย่างไรก็ตาม บทความจากสื่อออนไลน์ในฮ่องกงแห่งนี้ชี้ว่า การสร้างสมดุลขององค์กรระหว่างการช่วยเหลือและการทำกำไรต้องใช้การจัดการที่ละเอียดอ่อนและการส่งสารที่มีทักษะในสังคมนี้ที่ได้กลายเป็นหนึ่งในสังคมเหลื่อมล้ำมากที่สุดในเอเชีย และช่องว่างความมั่งคั่งจะขยายกว้างขึ้นอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ด้วยผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้ SME ล้มละลายและเกิดการว่างงาน

ทั้งนี้ โดยปกติธุรกิจ SME จ้างแรงงานร้อยละ 60 ของแรงงานไทย 39 ล้านคน และนักวิเคราะห์ด้านการเงินประเมินว่าตอนนี้มีธุรกิจ SME ไม่รู้จำนวน กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงล้มละลาย ขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิตฟิตช์ เรทติ้ง ระบุในรายงานว่า ร้อยละ 62 ของบริษัทไทยมีอันดับเครดิต (Rating Headroom) อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งหมายความว่า บริษัทเหล่านี้ถูกมองจากหน่วยงานจัดอันดับว่ามีหนี้สินท่วมท้น ก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด-19



ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ประเมินว่า เส้นทางที่เชื่อมโยงกับกลุ่มมหาเศรษฐี มีแนวโน้ม 'น่ากลัว' เพราะในสมัยอดีตรัฐบาลทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นช่วงเวลาที่ได้เห็นเศรษฐกิจซบเซาและอัตรายากจนเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 7.2 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 9.9 เมื่อปี 2561 ในขณะที่ทรัพย์สิน กิจการ และกำไรของกลุ่มคนเหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เอเชียไทม์สระบุ ในจำนวนทั้ง 5 บริษัทใหญ่นี้ ไม่มีบริษัทใดที่ตอบกลับอีเมลขอความเห็นต่อบทความของเอเชียไทม์สเลย

รัฐบาลมีแนวโน้มพึ่งพา 'มหาเศรษฐีไทย' หรืออาจจะหันไปพึ่งทุนจีน

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์ว่า จีดีพีของไทยปีนี้จะหดตัวร้อยละ 5.3 ขณะที่นักวิเคราะห์เอกชนให้ความสนใจไปที่ผลกระทบของวิกฤตการระบาดครั้งนี้ต่อการท่องเที่ยวที่โดยปกติจะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของจีดีพี แต่ภาคการท่องเที่ยวก็เจอผลกระทบหนักจากการปิดเขตแดนและโรงแรมเพราะโควิด-19 และมีอีกจำนวนหนึ่งที่คาดการณ์ถึงวิกฤตนี้ว่าจะกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ส่งสัญญาณไม่ค่อยสดใสอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดโรคระบาด

แน่นอนว่าทั้ง 5 ตระกูลและครอบครัวมหาเศรษฐีอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่ทำให้ภาคเศรษฐกิจต่างๆ หยุดชะงักเช่นกัน เมื่อดูจากรายงานการจัดอันดับความมั่งคั่งของนิตยสาร Forbes เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าทรัพย์สินของพี่น้องเจียรวนนท์ลดลง 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 29,500 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2562 ลงมาอยู่ที่ 27,300 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

ส่วนทรัพย์สินของตระกูลจิราธิวัฒน์ลดลงจาก 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2562 ลงมาอยู่ที่ 9,500 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ขณะที่ 'นายเจริญ สิริวัฒนภักดี' ผู้ก่อตั้งไทยเบฟเวอเรจ มีทรัพย์สินลดลงจาก 16,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ลงมาอยู่ที่ 10,500 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม เอเชียไทมส์ระบุว่า มหาเศรษฐีเหล่านี้ก็มีทุนรองรับความเสี่ยงอยู่มากมาย โดยก่อนหน้านี้ธนาคารด้านการลงทุนอย่างเครดิตสวิส ระบุในรายงานความมั่งคั่งทั่วโลกที่เผยแพร่เมื่อปลายปี 2561 ว่าไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก ประชากรเพียงร้อยละ 1 ถือครองความมั่งคั่งร้อยละ 67 ของความมั่งคั่งของประเทศ เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 58 เมื่อปี 2559

ดังนั้น ทั้ง 5 ตระกูลจะเป็นหนึ่งในผู้ซื้อไม่กี่รายในไทยที่มีเงินมหาศาลสำหรับการครอบครองทรัพย์สินด้อยคุณภาพจำนวนมากที่ธนาคารไทยจำเป็นจะต้องนำมาขายในตลาดอีกครั้งช่วงหลังโควิด-19 ในราคาที่ลดลงจากเดิมอย่างมาก เพื่อรักษางบดุลและสุขภาพทางการเงินของธนาคาร โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ทั้ง 5 ตระกูลคือหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุด ดีที่สุด และน่าเชื่อถือที่สุดของธนาคาร

เอเชียไทมส์รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ของกองทุนหุ้นนอกตลาดแห่งหนึ่งซึ่งให้ความสนใจกับเอเชียเป็นหลัก คาดการณ์ถึงโอกาสที่ตระกูลจิราธิวัฒน์จะทำให้สถานะในภาคธุรกิจท่องเที่ยวศักยภาพสูงของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นด้วยการซื้อที่พักบูติกในย่านทำเลชั้นนำที่ประสบปัญหาทางการเงิน ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นโรงแรมตึกสูงได้ โดยภาคธุรกิจการท่องเที่ยวระดับบนถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นภาคที่ฟื้นตัวเร็วที่สุด

ขณะที่นักวิเคราะห์จากธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งหนึ่งมองว่า วิกฤตทรัพย์สินจะเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มซีพีในการขยายธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-11 ลงไปในจังหวัดต่างๆ และในอสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญของกรุงเทพฯ ได้มากขึ้น โดยเมื่อเดือน มี.ค. กลุ่มซีพีได้ปิดดีลซื้อหุ้นกิจการค้าปลีกเทสโกในไทยและมาเลเซียด้วยมูลค่าการซื้อถึง 10,600 ล้านดอลลาร์

ส่วนไทยเบฟซึ่งเติบโตร่ำรวยมหาศาลในหลายทศวรรษที่ผ่านมาจากธุรกิจแอลกอฮอล์ก็เพิ่งเข้าสู่ภาคการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยนักวิเคราะห์ก็คาดว่าบริษัทอาจใช้ประโยชน์จากวิกฤตนี้เป็นการขยายการสะสมที่ดินเพื่อการพัฒนาของตัวเองที่เติบโตอยู่ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม '5 ตระกูล' ก็ยังคงไม่สามารถดูดซับทรัพย์สินที่มีปัญหาจำนวนมากมายที่คาดว่าจะเข้าสู่การประมูลของธนาคารในเร็วๆ นี้ได้ ทำให้มีมุมมองจากบางส่วนว่า นี่อาจเปิดทางให้เกิดการซื้อจากจีน ซึ่งเอเชียไทม์สระบุว่า เป็นที่ทราบดีว่ากลุ่มซีพีมีสายสัมพันธ์กับผู้นำทางการเมืองระดับสูงในกรุงปักกิ่ง และได้อำนวยความสะดวกให้กับการลงทุนของจีนในไทย แต่ก็ชี้ว่าอะไรก็ตามที่ถูกมองว่าเป็นการฉวยโอกาสซื้อทรัพย์สินด้อยค่าของจีนก็จะมีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเสียงเรียกร้องเพิ่มขึ้นในโลกตะวันตกให้จีนจ่ายเงินชดเชยความเสียหายและการสูญเสียจากการระบาดของไวรัส

ขณะเดียวกัน ก็มีกระแสต่อต้านจีนบนโซเชียลมีเดียของไทย โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประณามจีนจากการระบาดของไวรัสซึ่งนำมาสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ไทยเผชิญ และยังไม่ชัดเจนว่าการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นก่อนหน้านี้หรือไม่หลังวิกฤตไวรัส

เอเชียไทม์สสรุปว่า พล.อ. ประยุทธ์จำเป็นต้องขีดเส้นแบ่งอย่างระมัดระวังว่าจะพึ่งพา '5 ตระกูล' มากแค่ไหน และจะพึ่งพาจีนมากแค่ไหนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในอีกหลายเดือนหรือหลายปีข้างหน้า หากสามารถอยู่รอดทางการเมืองได้

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,046
ขึ้นเบี้ยประชุม20%-รับเป็นรายเดือน ปรับค่าตอบแทน กก.ปฏิรูปประเทศ-คณะจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ

11 พฤษภาคม 2563

ครม.ไฟเขียวปรับรูปแบบรับเบี้ยประชุม 'กก.ปฏิรูปประเทศ-คณะจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ' จากรายครั้งเป็น 'รายเดือน' พร้อมขึ้นค่าตอบแทนเพิ่ม 20% ส่วนบอร์ดยุทธศาสตร์ชาติรับค่าตอบแทนคงเดิม

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมครม.รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้เสนอ และเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ

นอกจากนี้ ครม.ยังมอบหมายให้ สศช. เป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 3 ระดับ และให้สำนักงบประมาณจัดทำโครงการตามแนวทางการขับเคลื่อน สำหรับจัดทำคำขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ต่อไป

พร้อมกันนั้น ครม.รับทราบมติคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่ให้ขยายระยะเวลาการปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศ โดยให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศดำเนินการภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการปฏิรูปประเทศเพิ่มเติมทุกด้านตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

รายงานข่าวระบุว่า ที่ประชุม ครม.มีมติตามที่ สศช. เสนอให้ปรับปรุงค่าตอบแทนของคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการแต่ละคนมีการประชุมหลายครั้งต่อเดือน ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงขอเสนอให้มีการปรับปรุงการจ่ายค่าตอบแทนจากรายครั้ง เป็นรายเดือน และขอปรับปรุงอัตราค่าตอบแทนของคณะกรรมการเพิ่มขึ้นจากเดิม 20% ยกเว้นในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.เป็นประธาน ยังคงใช้อัตราเดิม ทั้งนี้ในกรณีที่มีการประชุมคณะกรรมการมากกว่า 1 ครั้งในแต่ละเดือน การจ่ายค่าตอบแทนที่เสนอปรับปรุง ช่วยประหยัดและลดภาระงบประมาณได้เป็นอย่างมาก อาทิ

คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 ระบุว่า คณะกรรมการจัดทำยุทธศาตร์ชาติ ประธานได้รับค่าตอบแทน 12,000 บาท รองประธาน 9,600 บาท กรรมการ 9,600 บาท เลขานุการฯ 4,800 บาท ผู้ช่วยเลขานุการฯ ไม่เกิน 2 คน คนละ 2,250 บาท

คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ระบุว่า การประชุมร่วมกันของประธานกรรมการปฏิรูปทุกคณะ ประธานจะได้รับค่าตอบแทน 9,000 บาท รองประธาน 9,000 บาท กรรมการ 9,000 บาท เลขานุการฯ 4,500 บาท ผู้ช่วยเลขานุการฯ ไม่เกิน 2 คน คนละ 2,250 บาท

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ประธานได้รับค่าตอบแทน 9,000 บาท รองประธาน 7,200 บาท กรรมการ 7,200 บาท เลขานุการฯ ไม่ได้รับค่าตอบแทน และผู้ช่วยเลขานุการฯ ไม่เกิน 2 คน คนละ 3,600 บาท

"เนื่องจากการดำเนินการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ประกอบกับระเบียบว่าด้วยการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2562 ได้มีผลบังคับใช้ ซึ่งระเบียบดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการตามพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดค่าตอบแทนของคณะกรมการตามพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ มีความเหมาะสมภายใต้หน้าที่ของคณะกรรมการที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเห็นควรกำหนดค่าตอบแหนของคณะกรรมการในรูปแบบเบี้ยประชุมรายเดือน โดยปรับอัตราค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น 20 จาก ค่าตอบแทนเดิม" รายงานการประชุมระบุ

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 16 ส.ค.2560 อ้างคำพูดของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่า ที่ประชุมครม.ที่รับทราบผลการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน 120 คนจาก 165 คน โดยระบุถึงค่าตอบแทนคณะกรรมการปฏิรูปว่า 'คณะกรรมการฯ แต่ละรายจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเพียงเบี้ยประชุมรายครั้งๆ ละ 6,000 บาท โดยไม่มีเงินเดือน เนื่องจากเป็นเพียงคณะกรรมการ โดยคาดว่าจะมีการประชุมสัปดาห์ละไม่เกิน 2 ครั้ง รวมหนึ่งเดือนหนึ่งเดือนจะได้รับเบี้ยประชุม 48,000 บาท ถือว่าน้อยกว่าค่าตอบแทนของ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ถึงครึ่งหนึ่ง' (ที่มาข่าว : https://mgronline.com/daily/detail/9600000083519)

สำหรับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ มีคณะกรรมการทั้งหมด 11 ด้าน รวม 120 คน อาทิ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการฯ ด้านการเมือง , นายกฤษฎา บุญราช ประธานคณะกรรมการ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน , นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมการฯ ด้านกฎหมาย , นายอัชพร จารุจินดา ประธานคณะกรรมการฯ ด้านกระบวนการยุติธรรม , นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการฯ ด้านเศรษฐกิจ ฯลฯ (ที่มาข่าว : ครบทุกชื่อ กก.ปฏิรูปประเทศ11ด้าน กลุ่มทุนใหญ่-บิ๊กทหาร-คนกันเองเพียบ)

ขณะที่คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ มีทั้งหมด 6 ด้าน รวม 70 คน อาทิ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ประธานคณะกรรมการฯ ด้านความมั่นคง, นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมการฯ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน, นายกฤษณพงศ์ กีรติ ประธานกรรมการฯ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ฯลฯ (ที่มาข่าว : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/240/14.PDF)


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,047
เปิดจดหมายตอบ "เจ้าสัวธนินท์" แนะออกพันธบัตร 3 ล้านล้านกู้วิกฤติโควิด-19

14 พ.ค. 2563

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ได้ตอบจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ขอความร่วมมือจากนักธุรกิจชั้นนำให้ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด-19

โดยมีข้อเสนอว่า แม้วันนี้เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในความมืด แต่เรายังต้องคิดบวกว่ามีมืดต้องมีแสงสว่าง และเชื่อมั่นว่าเราใกล้จะสว่างแล้ว รัฐบาลจึงควรมองไปข้างหน้าจะรอให้โควิด-19 หมดไปก่อนแล้วค่อยเริ่มทำจะสายเกินไป โดยการทำธุรกิจและใช้ชีวิตยุคใหม่ต้องเปลี่ยนแปลงให้เร็ว และหากไม่เร่งปรับตัวให้ทัน ธุรกิจขนาดใหญ่จะล้มได้

“ได้ประมาณการมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อวันจากมาตรการล็อกดาวน์ อยู่ที่วันละ 18,670 ล้านบาท หรือ 500,000 ล้านบาทต่อเดือน เราใช้มาตรการล็อกดาวน์ 2 เดือนความเสียหายอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท แต่ต้องยอมรับว่านายกรัฐมนตรีจัดการได้ดี เมื่อตัวเลขพุ่งสูงก็ต้องปิด และเห็นด้วยว่าการเปิดเมืองใหม่ควรเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้องดำเนินการเพื่อลดความเสียหายของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หยุดคนตกงาน หยุดการล้มละลายของเศรษฐกิจ เพราะตึกใหญ่ๆ ถ้าปล่อยให้ระเบิดทำลายใช้เวลาไม่กี่นาที แต่การจะสร้างใหม่ต้องใช้เวลาหลายปี”

จัด “ทัวร์หนีตาย” ดึงเศรษฐีทั่วโลกเข้าไทย

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญ และควรเริ่มโปรโมตตั้งแต่ตอนนี้ โดยเมื่อเรามีระบบสาธารณสุขที่ดี มีบุคลากรการแพทย์ที่ดีเยี่ยมในการรับมือโควิด-19 เพราะจริงๆ ถ้าดูจากนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาบ้านเรา ประเทศไทยน่าจะมีผู้ติดเชื้อมากที่สุด รัฐบาลจึงควรจะนำเสนอโฆษณาจุดแข็งของไทยไปตามสื่อทั่วโลก เพราะเวลานี้เศรษฐีในจีนอยู่บ้านมานานอยากท่องเที่ยว เศรษฐีในสหรัฐฯ ยุโรป ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดสูงมากอยากออกนอกประเทศ และไทยเป็นที่ที่เขาอยากมา รัฐบาลควรคลายกฎเกณฑ์เพื่อให้ดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม การให้เข้ามาต้องคำนึงถึงเรื่องสุขภาพ โดยให้บริษัททัวร์ติดต่อกับโรงแรม 5 ดาวในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ จัดเป็น “ทัวร์หนีตาย” พาเศรษฐีเหล่านี้มาอยู่ที่โรงแรม มีแพทย์ไปตรวจการติดเชื้อว่าไม่ได้เป็นโควิด-19 หลังจากนั้นให้มาเที่ยวที่บ้านเราโดยกักตัว 14 วันในโรงแรม 5 ดาวบ้านเรา ซึ่งเปิดให้เขาเจอกันสังสรรค์กันได้ เพราะเราตรวจแล้วว่าไม่เป็นโรค และเมื่อครบ 14 วันให้พาไปเที่ยวในที่ที่รัฐจัดเตรียมให้ เชื่อว่าเศรษฐีเหล่านี้อยากมาบ้านเรา เพราะมีความสะดวกสบาย และเขาพร้อมจะอยู่ยาว ใช้เงินจำนวนมาก เพราะประเทศเราปลอดภัยมากกว่า มีการรักษาพยาบาลที่ดีกว่า

แนะรัฐกู้เงิน 3 ล้านล้านรักษาจ้างงาน

ทั้งนี้ จุดที่กังวลที่สุดได้ผ่านมาแล้ว คือ ช่วงที่จำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุด รัฐบาลประกาศปิดเมือง และมีคนแห่ออกไปต่างจังหวัดจำนวนมาก ช่วงนั้นคิดว่าการแพร่ระบาดจะลุกลามทั่วประเทศ แต่ก็ผ่านมาได้ เวลานี้การทยอยเปิดเมืองเป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุด และหากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เชื่อว่าประเทศไทยจะมีแนวทางรักษา และควบคุมการแพร่ระบาดได้โดยไม่ต้องกลับไปปิดเมืองอีกครั้ง ที่สำคัญจะต้องรักษาแรงงานและภาคธุรกิจไว้ไม่ให้ล้มละลาย โดยเสนอให้รัฐบาลออกพันธบัตรอายุ 10 ปีกู้เงินเพิ่มอีก 3 ล้านล้านบาท เพื่อให้เอกชนกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ โดยให้กู้ยาว 10 ปีเพื่อให้มีเวลากู้ธุรกิจคืน และเงินอีกส่วนรัฐบาลช่วยจ่ายค่าแรงให้ 70% เป็นเวลา 3 เดือนเพื่อให้เอกชนรักษาการจ้างงานไว้ได้ นอกจากนั้น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ และดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เสนอให้เปิดให้คนเก่ง คนที่มีความสามารถ คนที่เชี่ยวชาญในธุรกิจต่างๆในต่างประเทศเข้ามาทำงานในประเทศไทย 5 ล้านคน ซึ่งจะทำให้เรามีทรัพยากรบุคคล มีเทคโนโลยีใหม่ๆ และยังจะเข้ามาสอนให้คนไทยเก่งขึ้นด้วย อย่าไปกลัวคนเก่ง หรือคิดว่าจะมาแย่งงานคนไทย เพราะเมื่อมีคนเก่งเข้ามาจะช่วยสร้างงาน สร้างการใช้จ่ายและจ่ายภาษีให้ประเทศเพิ่มขึ้น

“3 ประโยชน์ 4 ประสาน” พลิกวิกฤติ การเกษตร

ส่วนโครงการที่ซีพีเสนอให้กับรัฐบาลที่สามารถเริ่มทำได้ทันทีคือ โครงการเกษตรผสมผสาน 4.0 โดยมีโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนอง-หว้า จ.ฉะเชิงเทรา ภายใต้แนวพระราชดำริรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบ ภายใต้แนวคิด “3 ประโยชน์ 4 ประสาน” เป็นความร่วมมือ 4 ฝ่ายรัฐบาล เอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร ก่อให้เกิด ประโยชน์ 3 ประการ คือ ประเทศ ประชาชน และองค์กร โดยซีพีกำลังอยู่ระหว่างเลือกพื้นที่ 2-3 จังหวัดทำเป็นโมเดลต้นแบบ

ซึ่งภายใต้โครงการดังกล่าวเกษตรกรจะเป็นเจ้าของที่ดิน มีซีพีเป็นพี่เลี้ยงทั้งหมด ตั้งแต่เป็นตลาดรับซื้อ ค้ำประกันวงเงินกู้ของเกษตรกรกับธนาคาร และหากขาดทุนซีพีจะเป็นฝ่ายรับให้เอง ซึ่งจากความสำเร็จของโครงการหนองหว้าพบว่าเกษตรกรในโครงการ 50 ครัวเรือน ชำระคืนเงินกู้ได้หมดภายใน 10 ปี ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทั้งหมด มีที่ดิน 24 ไร่เป็นของตัวเอง จากไม่มีอาชีพสามารถเลี้ยงสุกรได้อย่างช่ำชอง และกลายเป็นเกษตรกรที่มีฐานะ

ขณะที่ยังพร้อมเดินหน้าโครงการปลูกน้ำ เพื่อพัฒนาระบบชลประทานเป็นแก้มลิง 4.0 แก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม โดยซีพีกำลังสำรวจพื้นที่บ่อเก็บน้ำและพื้นที่ลุ่มทั่วประเทศ เพื่อหาทำเลทำโครงการนำร่อง 3-4 แห่ง เบื้องต้น

บ่อที่ขุดจะมีความลึก 10 เมตรไว้ดักน้ำฝน กักเก็บไว้ขายยามหน้าแล้ง เลี้ยงปลา ส่วนดินที่ขุดออกมานำไปขาย ถมพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อทำการเกษตร หรือพัฒนาเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว “ทั้ง 2 โครงการเริ่มเดินหน้าแล้วแม้รัฐบาลจะยังไม่ได้ตอบรับจดหมายที่ส่งไป โดยโครงการเกษตรผสมผสานจะได้เห็นภายในปีนี้ ส่วนโครงการน้ำเป็นโครงการใหม่ที่ซีพีไม่เคยทำมาก่อน อาจต้องใช้เวลานานกว่าเพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากรัฐบาล”

ปิดเซเว่นซึมทำดีลิเวอรีหนุนรายได้

นายธนินท์ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อการประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาลซึ่งทำให้ร้าน 7/11 ของซีพีต้องปิดก่อน 22.00 น.ว่า ได้รับความเสียหายอย่างแน่นอน แม้ยอดขายตอนกลางคืนจะไม่สูงนัก แต่เป็นช่วงเวลาที่ทางร้านใช้ในการบริหารจัดการสต๊อก ขนส่งสินค้า ซึ่งต้นทุนจะต่ำกว่าเมื่อทำตอนกลางคืน อย่างไรก็ตาม ร้าน 7/11 เป็นธุรกิจสเกลใหญ่ สายป่านยาว สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มให้บริการส่งสินค้าถึงบ้าน (ดีลิเวอรี) ที่ต้องรับพนักงานเพิ่มอีกทั่วประเทศ 20,000 คน (สาขาละ 2 คน) ทำให้รายได้กระเตื้องขึ้นหลังจากที่ถูกปิดร้านเร็ว “เสียดายที่ทำช้าไปหน่อย ความจริงต้องทำตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แต่ผู้บริหารไม่ได้เห็นความสำคัญ เพราะก่อนหน้านี้ขายดีอยู่แล้ว”

ขณะที่แผนขยายร้าน 7/11 ยังเป็นไปตามเป้าหมายเดิม เนื่องจากสาขาที่เพิ่มขึ้นช่วยให้บริหารจัดการต้นทุนได้คุ้มค่า (Economy of Scale) ยิ่งขึ้น และยังตอบโจทย์บริการส่งสินค้าถึงบ้านฟรีในรัศมีใกล้ๆด้วย

ต่อข้อถามที่ว่าซีพีนั้นทำโครงการช่วยเหลือประเทศไทยมากมายแต่กลับถูกโจมตีเสมอ นายธนินท์กล่าวว่า สมัยตนเริ่มทำธุรกิจ ตั้งแต่เริ่มเลี้ยงไก่ 10,000 ตัว สัญญาที่ทำกับเกษตรกรมีไม่ถึง 1 แผ่น แต่ภายหลังมีคนพูดเข้าหูมากว่า สัญญาของซีพีเอาเปรียบเกษตรกร รวมทั้งนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีก็เคยพูดให้ฟังและบอกให้ช่วยลงไปตรวจสอบหน่อย ซึ่งก็พบว่า เป็นสัญญาที่ซับซ้อนและไม่เป็นธรรมจริง จากนั้นได้สั่งให้แก้ไขทั้งหมดและเหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เคยเกิดขึ้นอีก โดยปัจจุบันมีเกษตรกรที่ทำสัญญากับซีพีประมาณ 5,000 ราย เชื่อว่าทุกคนมีความพึงพอใจ หากไม่เชื่อขอให้ลองไปสอบถามดู.

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,048
สศช.อ้างขึ้นค่าตอบแทน กก.ปฏิรูปฯ-ยุทธศาสตร์ชาติ ประหยัดงบฯ แต่พบจ่ายเพิ่มเป็นปีละ45ล้าน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม 2563

"...แต่ทว่าการจ่ายค่าตอบแทนและเบี้ยประชุมของคณะกรรมการฯ ภายใต้ พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ตามมติ ครม. ซึ่งปรับรูปแบบเบี้ยประชุมรายเดือน และปรับขึ้นเบี้ยประชุมเพิ่มขึ้น 20% จากค่าตอบแทนเดิมนั้น สศช.ประมาณการรายจ่ายตอบแทนกรรมการจำนวน 6 ชุด รวมกันอยู่ที่ 45.19 ล้านบาทต่อปี..."

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ค. คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 1/2563 และมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ

คือ ให้ปรับปรุงการจ่ายค่าตอบแทนให้คณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งจาก พ.ร.บ. 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 และพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 จากค่าตอบแทนจาก 'รายครั้ง' เป็น 'รายเดือน' และให้ปรับขึ้นอัตราค่าตอบแทนหรือเบี้ยประชุมอีก 20% จากของเดิม ยกเว้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมเป็นประธาน ที่ยังคงใช้เบี้ยประชุม 'อัตราเดิม'

สศช.ให้เหตุผลว่า การปรับลดเบี้ยประชุมคณะกรรมการตามแนวทางดังกล่าว จะช่วยประหยัดและลดภาระงบประมาณได้เป็นอย่างมาก (ข่าวประกอบ : ขึ้นเบี้ยประชุม20%-รับเป็นรายเดือน ปรับค่าตอบแทน กก.ปฏิรูปประเทศ-คณะจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ)

ต่อมาศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ออกมาคัดค้านการปรับปรุงค่าตอบแทนดังกล่าว โดยเห็นว่ากรรมการหลายคนล้วนมีเงินเดือน มีค่าตอบแทน และมีเงินประจำตำแหน่งในหน้าที่การงานเดิมอยู่แล้ว และหากจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ควรได้รับเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทนไม่เกินครั้งละ 331 บาท เทียบเท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวอิศราได้ตรวจค้นข้อมูลกรายงานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 1 เม.ย.63 ณ ตึกสันติ ไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน และกรรมการ 24 คน อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร , นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฯลฯ พบว่า

หลังจากมีการประกาศใช้พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 และพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี 2560 จนถึงปัจจุบัน (ตั้งแต่เดือนก.ย.60-ปัจจุบัน) หรือประมาณ 2 ปี 7 เดือน คณะกรรมการฯ 5 ชุดภายใต้พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ มีการประชุมรวมกันทั้งสิ้น 1,206 ครั้ง และจ่ายค่าตอบแทนรวม 52.58 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 20.22 ล้านบาท สรุปได้ดังนี้

1.คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ประชุม 228 ครั้งนี้ จ่ายค่าตอบแทน รวม 11.70 ล้านบาท

2.คณะอนุกรรมการในคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ประชุม 94 ครั้ง จ่ายค่าตอบแทน รวม 2.48 ล้านบาท

3.ที่ประชุมร่วมประธานกรรมการปฏิรูปทุกคณะ ประชุม 3 ครั้ง จ่ายค่าตอบแทน รวม 337,500 บาท

4.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ประชุม 648 ครั้ง จ่ายค่าตอบแทน 30.92 ล้านบาท

5.คณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ประชุม 233 ครั้ง จ่ายค่าตอบแทน 7.13 ล้านบาท

แต่ทว่าการจ่ายค่าตอบแทนและเบี้ยประชุมของคณะกรรมการฯ ภายใต้พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ตามมติครม. ซึ่งปรับรูปแบบเบี้ยประชุมรายเดือน และปรับขึ้นเบี้ยประชุมเพิ่มขึ้น 20% จากค่าตอบแทนเดิมนั้น สศช.ประมาณการรายจ่ายตอบแทนกรรมการจำนวน 6 ชุด รวมกันอยู่ที่ 45.19 ล้านบาทต่อปี แต่หากเดือนไหนไม่มีการประชุมก็จะไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนแต่อย่างใด โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จัดประชุมทุกเดือน ค่าตอบแทน 10.88 ล้านบาทต่อปี

2.คณะอนุกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ประชุมทุกเดือน ค่าตอบแทน 1.36 ล้านบาทต่อปี

3.คณะอนุกรรมการในคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ประชุมทุกเดือน ค่าตอบแทน 5.44 ล้านบาทต่อปี

4.การประชุมร่วมประธานกรรมการปฏิรูปทุกคณะ ประชุม 3 ครั้ง ต่อปี ค่าตอบแทน 4.05 แสนบาทต่อปี

5.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ประชุมทุกเดือน ค่าตอบแทน 18.25 ล้านบาทต่อปี

6.คณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ทุกคณะ ประชุมทุกเดือน ค่าตอบแทน 8.84 ล้านบาทต่อปี

สำนักข่าวอิศรารายงานเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติยังได้พิจารณาร่างแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) หลังจาก ครม.มีมติเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2562 มีมติให้ปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการปฏิรูปฯ ดำเนินการตามขั้นตอนและกรอบระยะของกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคณะกรรมการปฏิรูป 10 ชุด ได้ส่งร่างแผนการปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากคณะกรรมการปฏิรูปด้านการเมือง และด้านการศึกษาที่ยังไม่ได้ยังไม่ส่งร่างแผนปฏิรูป โดยมีสาเหตุจากคณะกรรมการฯด้านการเมืองมีจำนวนเหลือ 2 คน ทำให้ไม่เพียงพอต่อการเป็นองค์ประชุม และคณะกรรมการฯด้านการศึกษา ยังอยู่ระหว่างนำเสนอพิจารณาแต่งตั้ง

ดังนั้น ที่ประชุมฯจึงมีมติให้ขยายระยะเวลาการปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศ โดยให้ดำเนินการภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ ครม.แต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการปฏิรูปประเทศเพิ่มเติม 'ทุกคณะ'

ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ โดยมอบหมายให้ สศช. ในฐานะฝ่ายเลขาฯ ดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 3 ระดับ และสำนักงบประมาณดำเนินการจัดทำโครงการตามแนวทางที่เสนอให้แล้วเสร็จ สำหรับใช้ในการจัดทำคำขอรับจัดสรรงบประมาณประจำปี 2565

นอกจากนี้ ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงบประมาณ ,สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอความเห็นให้การปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกด้วย

แม้ว่า สศช.อ้างว่า การปรับปรุงค่าตอบแทน ทั้งเพิ่มเบี้ยประชุม 20% และปรับวิธีรับค่าตอบแทนจากรายครั้งเป็นรายเดือน จะทำให้ภาระงบประมาณลดลง แต่ปรากฎว่า การปรับปรุงค่าตอบแทนครั้งนี้ กลับทำให้เบี้ยประชุมของคณะกรรมกาารภายใต้ พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับ เพิ่มเป็นปีละ 45.19 ล้านบาท จากเดิมที่เฉลี่ยปีละ 20.22 ล้านบาท

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,049
ดูผลงาน 1 ปี ส.ว.(คสช.) ลากตั้ง-กินเงินเดือน-ตั้งทีมงานกว่า 373 ล้านบาท

May 17, 2020


'วอยซ์ออนไลน์' สำรวจเม็ดเงินที่ 250 ส.ว.มาจากการแต่งตั้งของ คสช.ใช้ตลอด 1 ปีพบว่ามีค่าใช้จ่ายจากเงินเดือน สิทธิแต่งตั้งทีมงานโดยใช้งบประมาณกว่า 373 ล้านบาท ยังไม่นับรวมเบี้ยเลี้ยงจากการเป็น กมธ.ขณะที่ผลงานสำคัญขานชื่อเลือก 'ประยุทธ์' สืบทอดอำนาจ คสช.

14 พ.ค. 2563 นับเป็นวันครบรอบ 1 ปี 250 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากการรัฐประหาร นอกจากคณะกรรมการสรรหาเลือกตัวเองดำรงตำแหน่ง ส.ว. และพร้อมใจยกมือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหารกลับมาเป็นนายกฯ คำรบสองแล้ว ส.ว. 250 คน มีผลงานอะไรบ้าง 'วอยซ์ออนไลน์' รวบรวมไว้ดังนี้

เริ่มจากการใช้เวลาการประชุมทั้งสิ้น 199 ชั่วโมง ชั่วโมง 15 นาที ตั้งกระทู้ถาม 40 ครั้ง พิจารณาเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ตามที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 3 ฉบับ พิจารณาอนุมัติพ.ร.ก. 2 ฉบับ

พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง 11 องค์กร พิจารณารายงานประจำปีหน่วยงาน/องค์กร 26 ฉบับ พิจารณาญัตติ 3 ญัตติ และพิจารณารายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา 270 จำนวน 3 ฉบับ
ส่วนค่าใช้จ่ายโดยประมาณของ 250 ส.ว. ตามคู่มือสิทธิประโยชน์ของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ 2562 ในส่วนของเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม มีดังนี้ ประธานวุฒิสภา 119,920 บาทต่อเดือน รองประธานวุฒิสภาสองคน 115,740 บาทต่อเดือน ส.ว. 247 คนละ 113,560 บาทต่อเดือน


นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ในการแต่งตั้งทีมงานของส.ว. 250 คน ดังนี้ ผู้เชี่ยวชาญ 1 คน ค่าตอบแทน 24,000 บาทต่อเดือน ผู้ชำนาญการสองคน รวมค่าตอบแทน 30,000 บาทต่อเดือน และผู้ช่วยดำเนินการห้าคน รวมค่าตอบแทน 75,000 บาทต่อเดือน รวมค่าใช้จ่ายรายเกี่ยวเนื่องกับ 250 ส.ว. จากการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมา อย่างน้อย คือ 373,058,640 บาท

เมื่อนำค่าใช้จ่ายโดยประมาณของ 250 ส.ว. ไปหารกับชั่วโมงการทำงานข้างต้น ภาษีของประชาชนที่นำไปเป็นค่าใช้จ่ายให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของพล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่ยึดโยงประชาชนจะตกชั่วโมงละ 1,872,314 บาท หรือนาทีละ 31,205 บาท

ขณะเดียวกัน การทำงานในฐานะสภาสูง เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลการทำหน้าที่ของรัฐบาลกลับพบเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามโดยมีลักษณะเป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล

ทั้งยังขัดขวางการตรวจสอบที่ผลักดันของฝ่ายค้าน เช่น ข้อเสนอการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท การไม่ให้ความร่วมมือฝ่ายค้านเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตโควิด-19

กลไกการตรวจสอบในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) อันถือเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ ในการทำหน้าที่ตรวจสอบให้ผลประโยชน์ตกแก่ประชาชน ยังไม่มีผลเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีแต่การแต่งตั้งคณะ กมธ. 27 คณะมากกว่า ส.ว.ชุดที่ผ่านมา

โดยการประชุมกมธ.จะได้ค่าเบี้ยเลี้ยงการประชุมครั้ง 1,500 บาท ซึ่ง ส.ว. 1 คนสามารถดำรงตำแหน่งได้ 2 คณะ ทั้งยังแต่งตั้งคณะอนุกมธ.อีกจำนวนมาก ที่ได้ค่าเบี้ยเลี้ยงการประชุมครั้งละ 800 บาทอีกจำนวนมาก

ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ระบุว่า กมธ.สามัญ จำนวน 27 คณะ มีส.ว.สังกัดจำนวนแตกต่างกันไป ระหว่าง 13-19 คน โดยมีการประชุมรวมกันโดยประมาณ 640 ครั้ง คิดเป็นเงิน 15,988,500 บาท และตั้งอนุกมธ.โดยประมาณ 121 คณะ

ไม่เพียงเท่านี้ ตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ยังค้นพบงบเลี้ยงดูปูเสื่อ 250 ส.ว. จิปาถะอีกจำนวนมาก เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับ ส.ว. 16,240,000 บาท ค่าพาหนะเดินทางส.ว. 10,300,000 บาท ค่าใช้จ่ายการจัดสัมนาของส.ว. 11,187,200 บาท ค่าอาหารรับรองกมธ.สามัญ-วิสามัญ 11,500,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการภายในประเทศ 18,400,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายให้กับสภาสูงที่ไม่ได้ยึดโยงประชาชน อย่างน้อย 456,674,340 บาท เมื่อรวมกับยอดกับการสรรหาส.ว. 50 คนจากกลุ่มอาชีพที่ กกต.เปิดเผยว่า ใช้งบประมาณ 463 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพื่อแต่งตั้ง 250 ส.ว. ในปีแรกจะอยู่ที่ 919 ล้านบาท เป็นอย่างน้อย

ส่วนยอดบริจาคช่วยเหลือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 วงเงิน 12,360,220 บาท ของสภาลากตั้ง จึงไม่อาจเทียบได้กับรายจ่ายจากภาษีประชาชนเกือบ 1 พันล้านบาท สำหรับเลี้ยงดู 250 สมาชิกสภาลากตั้ง ที่ไม่ได้มีผลงานใดๆ ตอบสนองกลับมานอกจากมีผลงานชิ้นโบว์แดง คือ ร่วมขานชื่อไม่แตกแถวในการลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ค้านมติมหาชนที่เทเสียงส่วนใหญ่เลือกพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่ควรจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,050
กมธ.ดีอีเอส ชี้เรียนออนไลน์ สะท้อนเหลื่อมล้ำ จี้ กสทช. เร่งทำอินเตอร์เน็ตให้ทั่วถึง

กมธ.ดีอีเอส ชี้เรียนออนไลน์ สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำ ประชาชนหลายส่วนเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต-อุปกรณ์ จี้ กสทช. เร่งทำโครงการศูนย์อินเตอร์เน็ตชุมชนให้ทั่วถึง


เมื่อวันที่ 18 พ.ค. น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการเปิดระบบทดลองเรียนออนไลน์ว่า เสียงสะท้อนของประชาชนต่อเรื่องนี้พบว่ามีปัญหาและอุปสรรคอยู่หลายเรื่อง หลายครอบครัวที่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีอุปกรณ์ในการรองรับการเรียนออนไลน์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งโทรทัศน์ เพราะบางครอบครัวมีลูกหลายคน พ่อแม่ต้องออกไปทำงาน ทำให้ดูแลเรื่องการเรียนในระบบออนไลน์ไม่ได้

"หรืออย่างกรณีที่ยายและหลานต้องแคะกระปุกจูงมือกันไปหาซื้อสมาร์ทโฟนราคาถูก เพื่อให้หลานได้เรียนผ่านออนไลน์ เพราะกลัวจะเรียนไม่ทันเพื่อนๆ เห็นแล้วก็สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในเรื่องนี้ บางครอบครัวกว่าจะหาเงินได้แต่ละบาทต้องทำงานหนักมาก"

น.ส.กัลยา กล่าวต่อว่า การคิดและริเริ่มการเรียนออนไลน์เป็นสิ่งที่ดี แต่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต เรื่องอุปกรณ์ การจัดสรรเวลาการเรียน ความพร้อมของครู และการดูแลเด็กๆ ซึ่งเรามีโครงการ uso net ก็ต้องฝากไปยังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่จะต้องเร่งให้ผู้ดำเนินโครงการจัดทำเป็นศูนย์อินเตอร์เน็ตชุมชนให้ทั่วถึงทุกชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

"วันนี้โครงสร้างพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ตของประเทศไทยยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในต่างจังหวัดหลายๆ แห่ง อย่าว่าแต่อินเตอร์เน็ตเลย น้ำและไฟฟ้าบางที่ยังไม่มีใช้ด้วยซ้ำ อยากฝาก กสทช.ต้องเร่งทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม"

น.ส.กัลยา กล่าวอีกว่า ปัญหาการเรียนออนไลน์ สะท้อนปัญหาหลายอย่างของประเทศไทย ทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ดังนั้น วันนี้เราต้องมาดูว่าการบริหารจัดการต่างๆ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือยัง และเราควรต้องวางแผนในการจัดการเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง รวมทั้งเป็นการวางโครงสร้างทางระบบโทรคมนาคมเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในด้านอื่นๆ ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย

18/5/2563 กมธ.ดีอีเอส ชี้เรียนออนไลน์ สะท้อนเหลื่อมล้ำ จี้ กสทช. เร่งทำอินเตอร์เน็ตให้ทั่วถึง
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,051
“คนไทยฆ่าตัวตาย” ปีโควิด-19 สูง 8.8 ต่อแสนประชากร มากกว่า “ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง”


เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงอัตราการเสียชีวิตจากการ ฆ่าตัวตาย ต่อแสนประชากร ปี พ.ศ. 2540 – 2561

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า โดยปกติประเทศไทยจะมีอัตราการฆ่าตัวตายประมาณร้อยละ 6.92 ต่อแสนประชากร แต่ใน พ.ศ. 2540 เกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเป็น 8.12 ต่อแสนประชากร และภายหลังจากปี พ.ศ. 2540 อัตราการฆ่าตัวตายลดลงตามลำดับ เป็นเวลา 10 ปี และปี พ.ศ. 2561 มีอัตราการฆ่าตัวตายร้อยละ 6.32 ต่อแสนประชากร และครั้งนี้ปี พ.ศ.2563 ในภาวะวิกฤตของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทางกรมสุขภาพจิตได้ระดมนักวิชาการสร้างฉากทัศน์ หรือ ภาพจำลองแนวโน้มอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย พ.ศ.2563 โดยฉากทัศน์ที่ไม่ได้มีการจัดการใดๆ ปล่อยให้ปัญหามีความรุนแรงขึ้นไป อาจจะเกิดอัตราการฆ่าตัวตายต่อแสนประชากรสูงถึงร้อยละ 8.8 ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 6.6

“ทางกรมสุขภาพจิตจะวางมาตรการ ร่วมมือกับ ภาคมหาดไทย ภาคประชาชน รวมทั้งภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อยับยั้งอัตราการฆ่าตัวตายให้อยู่ราวๆ ร้อยละ 8 ต่อแสนประชากร ซึ่งเป็นตัวเลขที่เป็นสากล” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวต่อว่า กรมสุขภาพจิต ได้กำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานขึ้นมาเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีการแบ่งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบสุขภาพจิต แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ผู้กักกัน/ผู้ติดเชื้อโควิด-19
กลุ่มที่ 2 บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานโควิด-19
กลุ่มที่ 3 กลุ่มเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิต
และ กลุ่มที่ 4 ประชาชนทั่วไป/ชุมชน

โดยกลุ่มที่ต้องมีการเน้นการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตหรือผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วย
1. กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข ผู้เกี่ยวข้องกับโควิด-19
2. กลุ่มผู้ป่วย NCD เรื้อรัง
และ 3. กลุ่มติดสุรา-ยาเสพติด

ทั้งนี้ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า การดำเนินงานของกรมสุขภาพจิตภายใต้กรอบแนวทางการฟื้นฟูจิตใจในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 นี้ ได้ใช้กลไกการเสริมสร้างพลังด้วยวัคซีนใจในระดับต่าง ๆ ได้แก่

1. วัคซีนใจในบุคคล จะเน้นในเรื่องของ การส่งเสริม การป้องกัน การรักษาและการฟื้นฟู

2. วัคซีนใจในระดับครอบครัว จะเน้นในเรื่อง 3 พลัง ได้แก่ พลังบวก โดยการมองสถานการณ์ให้เป็นในเชิงบวกเพื่อพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น พลังยืดหยุ่น เป็นบทบาทที่จะสามารถสร้างการปรับตัวและทำหน้าที่ทดแทนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และสุดท้ายพลังร่วมมือเพื่อเป็นพลังในการสร้างความปรองดองและก้าวผ่านวิกฤตไปได้

และ 3. วัคซีนใจในชุมชน โดยสร้างชุมชนที่รู้สึกปลอดภัย สร้างชุมชนทีมีความหวัง สร้างชุมชนที่รู้สึกสงบ สร้างชุมชนที่เข้าใจและโอกาส ใช้ศักยภาพของชุมชน พัฒนาเครือข่ายในการช่วยเหลือสื่อสารและใส่ใจที่จะแก้ไขปัญหา และใช้สายสัมพันธ์ในชุมชนเพื่อกำหนดเป้าหมาย ไว้ใจ ให้กำลังใจและส่งต่อเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันในสังคม

18/5/2563 "คนไทยฆ่าตัวตาย" ปีโควิด-19 สูง 8.8 ต่อแสนประชากร มากกว่า "ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง"
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,052
อำนาจในมือ “บอร์ดคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” เปิดที่มา 10 ผู้ทรงคุณวุฒิ

วันที่ 19 พฤษภาคม 2563

หลังจาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลข่าวสาร ฉบับแรกของไทย ประกาศในราชกิจจานุกเบกษาเมื่อ 27 พ.ค. 2562 กลไกสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนให้ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ได้รับการคุ้มครองตามเจตนารมย์ของกฎหมาย อย่าง “คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง

ทั้งที่จะต้องเป็นผู้กำหนดมาตรการหรือแนวทางเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. รวมไปถึงการออกประกาศหรือระเบียบต่างๆ โดยเฉพาะประกาศข้อปฏิบัติที่เป็นแนวทางให้ผู้ควบคุมและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกระทบกับ “ทุกคน” ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการ “เก็บ-ใช้-ประมวลผล” ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น จะต้องปฏิบัติ รวมถึงการตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. นี้

เหตุเพราะตาม พ.ร.บ.ฯ ได้แยกที่มาของบอร์ดเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกเป็นกรรมการ “โดยตำแหน่ง” 6 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) เป็นรองประธานกรรมการ นอกจากนั้นเป็น ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และอัยการสูงสุด

ส่วนอีก 10 คน ต้องผ่านกระบวนการสรรหา โดยแบ่งเป็น “ประธานกรรมการ” 1 ตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน

แต่ในที่สุดก่อนจะครบรอบ 1 ปีเพียงสัปดาห์เดียว ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 19 พฤษภาคม 2563 ก็มีมติเห็นชอบรายชื่อประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด โดยมีรายชื่อดังนี้

ประธานกรรมการ : นายเธียรชัย ณ นคร

  • อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และอดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในหลายบอร์ด อาทิ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ คณะกรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) รวมถึง เลขาธิการสภาพัฒนาการเมือง
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล : นายนวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์

  • นักวิชาการด้านสารสนเทศสุขภาพ รองคณบดีฝ่ายปฏิบัติการ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค : พันตำรวจโทเธียรรัตน์ วิเชียรสรรค์

  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ อดีตหัวหน้าผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร : นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์

  • อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และอดีตผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสังคมศาสตร์ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

  • อาจารย์และนักวิจัยประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านกฎหมาย : นางสาวฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล

  • อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านกฎหมาย : ศาสตราจารย์ศุภลักษณ์ พินิจภูวดล

  • ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสุขภาพ : ศาสตราจารย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา

  • คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการเงิน : นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล

  • เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านอื่น (การบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ) : นางเมธินี เทพมณี

  • อดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และอดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)
อำนาจในมือ "บอร์ดคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" เปิดที่มา 10 ผู้ทรงคุณวุฒิ


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,053
คาดเศรษฐกิจไทยใช้เวลา 3 ปี ฟื้นตัวจากโควิด-19

เผยแพร่: 20 พ.ค. 2563

หอการค้าไทยระบุวิกฤตโควิด-19 ใช้เวลาเป็นปี ก่อนที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติ ส่วนระบบเศรษฐกิจจะใช้เวลาถึง 3 ปีในการกลับมาเหมือนเดิม


สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจัดงานสัมมนา “เปิดเมือง ปลอดภัย ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด-19 ด้วยวิถีธุรกิจแบบใหม่ (New Normal for Business Sector)” นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า วิกฤตครั้งนี้จะไม่จบแค่ 1 เดือน หรือ 2 เดือน อย่างน้อยต้องมี 1 ปีแน่นอน ทางหอการค้าไทยจึงได้ทำโครงการเปิดเมืองปลอดภัย โดยทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข แบ่งกลุ่มกิจการการค้าออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. สีขาว กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำและมีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์ทางการแพทย์ 2. สีเขียว สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงปานกลาง 3. สีเหลือง สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง 4. สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง

นอกจากนี้ ทางหอการค้าไทยยังร่วมพัฒนาแนวคิด “คนไทยร่วมกันแคร์” ซึ่งเป็นการสานพลัง 3 แคร์ คือ 1. ร้านค้าแคร์ 2. ลูกค้าแคร์ และ 3. สังคมแคร์ เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในสังคมให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เราจะอยู่กับภาวะโควิด-19 นานนับปี หรืออาจจะถึง 1 ปี 6 เดือน และจะใช้เวลาถึง 3 ปี เศรษฐกิจจึงจะกลับมาเหมือนปี 2562 ก่อนที่จะเกิดโควิด-19 ระบาด

นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 เป็นการระบาดตามเส้นทางสายไหมของจีนในอดีต แต่ถ้ามองในเรื่องสุขภาพจะเป็นซีรีส์เรื่องยาว จบก็ต่อเมื่อผลิตวัคซีนได้ นอกจากนี้ ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมทุกปีไทยก็จะเผชิญกับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ตามรอบรอยวงประจำปี ซึ่งจะต้องวางแผนแก้ไขเพื่อรับมือให้ดี

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,054
วิกฤตค่ายรถ ยอดผลิตตกต่ำสุดรอบ 30 ปี โชว์รูมไร้คนซื้อ

20 พ.ค. 2563



วิกฤตค่ายรถ ยอดผลิตตกต่ำสุดรอบ 30 ปี โชว์รูมไร้คนซื้อ ยอดผลิตรถยนต์เดือนเม.ย.2563 มีทั้งสิ้น 24,711 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 83.55%

วันที่ 20 พ.ค. นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกุล่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท) เปิดเผยว่า ยอดผลิตรถยนต์เดือนเม.ย.2563 มีทั้งสิ้น 24,711 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 83.55% เป็นการลดลงทั้งจากการผลิตเพื่อส่งออกที่ผลิตได้ 13,713 คัน ลดลง 81.76% และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศผลิตได้ 10,988 คัน ลดลง 85.35%

ซึ่งกำลังการผลิตในเดือนเม.ย.เป็นการลดลงต่ำสุดในรอบ 30 ปี ใกล้เคียงกับปี 2533 ที่ประเทศไทยมีกำลังการผลิตรถยนต์ 304,000 คันต่อปี

โดยสอดคล้องกับยอดขายในประเทศอยู่ที่ 30,109 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 65.02% จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ประชาชนอยู่บ้านและไม่อยากใช้เงิน เพราะรายได้และความเชื่อมั่นลดลง และยอดการส่งออกอยู่ที่ 20,326 คัน ลดลง 69.71% ซึ่งลดลงในทุกตลาด เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลง รวมถึงผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกลดลงตามไปด้วย 65.15% อยู่ที่ 12,389.07 ล้านบาท


“ขณะนี้ยังไม่แน่ใจว่าเป้าหมายยอดผลิตปีนี้ที่คาดไว้จะผลิตได้ 1 ล้านคัน จะเป็นไปได้หรือไม่ เห็นได้จากโชว์รูมรถยนต์ที่ไม่มีคนเข้าไปซื้อเลย แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศจะคลี่คลาย แต่ก็ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการระบาดกลับมารอบสองหรือไม่ เหมือนต่างประเทศที่บางประเทศดูจะคลี่คลายและปลดล็อกดาวน์บ้างแล้ว แต่ก็เกิดการระบาดกลับมาระลอกสองอีก จึงฟันธงไม่ได้ว่ายอดผลิตปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 ว่ายืดเยื้อแค่ไหนทั้งในและต่างประเทศที่ไทยมีสัดส่วนส่งออกรถยนต์ถึง 55%”

เบื้องต้นบอกได้เพียงว่ากรณีเลวร้ายที่สุดกำลังการผลิตก็น่าจะอยู่ที่ 1 ล้านคัน ถ้ายืดเยื้อนานกว่าที่ประเมินไว้เดือนมิ.ย.2563 และรุนแรงถึงขั้นปิดทุกโรงงานก็ต้องประเมินใหม่อีกครั้ง

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย.2563 อยู่ที่ระดับ 75.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 88.0 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่เดือนเม.ย.2552 เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมโรคระบาดของภาครัฐ

ทั้งนี้ ส่งผลให้การใช้จ่ายและการบริโภคลดลงโดยเฉพาะสินค้าคงทน ผู้ประกอบการบางรายจึงชะลอการผลิต การลงทุน และลดการจ้างงาน จนประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง เนื่องจากขาดเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ประกอบกับปัญหาภัยแล้งที่มีความรุนแรงส่งผลกระทบต่อรายได้และกำลังซื้อในภาคเกษตร

“ส.อ.ท.ประเมินดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนนี้จะลดลงมากอยู่แล้วเพราะเป็นเดือนที่มีการล็อกดาวน์ทั้งเดือน แต่ยอมรับว่าดัชนีฯ เดือนเม.ย.ลดลงมากจนน่าใจหายเกือบ 13 จุด อยู่ที่ระดับ 75.9 ต่ำสุดในรอบ 11 ปี ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและยังเป็นการลดลงต่ำสุดในผู้ประกอบการทุกขนาดกิจการ จึงหวังว่าเดือนพ.ค.จะปรับตัวดีขึ้นหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศเริ่มคลี่คลาย”

โดยผู้ประกอบการ 69.5% ยังมีความกังวลมากเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วโลก ส่งผลให้คำสั่งซื้อต่างประเทศลดลง ทำให้ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 88.8 ลดลงจากครั้งก่อนอยู่ที่ 96.0 ต่ำสุดตั้งแต่เดือนพ.ค.2552 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการประกอบกิจการในอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง จากปัญหาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศที่ชะบอตัวลงภายหลังจากการระบาดของโควิด-19 ที่มีความรุนแรงขึ้นและขยายวงกว้างไปทั่วโลก ซึ่งยังไม่มีความแน่ชัดว่าวิกฤตโควิด-19 จะสิ้นสุดเมื่อใด

นายสุพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับแนวโน้มการปิดกิจการนั้น มีคณะกรรมการโควิด-19 พิจารณามาตรการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาสินเชื่อที่เป็นปัญหาหลักของผู้ประกอบการ เพื่อช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) วันนี้(20 พ.ค.2563) เห็นว่าควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.75% มาอยู่ที่ 0.25% เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้ภาคเอกชนกลับมาสู่กระบวนการผลิตในต้นทุนที่ถูกลง ลดค่าใช้จ่ายได้ในภาวะวิกฤตที่ค่อนข้างจะยืดยาวและไม่รู้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,055
เปิดสภา ฝ่ายค้านจองอภิปราย “ตีเช็คเปล่า” เงินกู้ 1.9 ล้านล้าน

วันที่ 22 พฤษภาคม 2563

22 พฤษภาคม นอกจากครบ 6 ปี รัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)


ยังเป็นวันที่รัฐสภา “เปิดทำการ” เปิดเทอมใหญ่ครั้งที่ 2

ตามคิว หลังเปิดสภา ต้องเริ่มต้นด้วย “วาระด่วน” คือ พ.ร.ก.กู้ภัยโควิด 3 ฉบับ ที่มียอดวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท บวก พ.ร.ก.ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อีก 1 ฉบับ รวมเป็น 4 ฉบับ ที่สภาจะต้องพิจารณาต่อเนื่อง

ทว่า คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เคาะเวลาอภิปราย 3 วัน วันละ 10 ชั่วโมง รวม 30 ชั่วโมง แบ่งเวลาให้ฝ่ายค้าน – ฝ่ายรัฐบาล ครึ่ง – ครึ่ง

ถ้าถัวเฉลี่ยอภิปรายคนละ 10 นาที 3 วัน ถ้าฝ่ายค้านรักษาเวลาเป๊ะๆ ก็จะสามารถอภิปรายได้ 90 คน ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้

แถมมีการต่ออายุการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 5 ทุ่ม – ตี 4 คลุมไว้อีก ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการอภิปราย

6 พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคเพื่อไทย ออกมาตำหนิ ท่าทีฝ่ายรัฐบาลว่า “ใจแคบ” แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่ให้เวลา 3 วัน อภิปรายเรื่องสำคัญ

@ โวย 3 วัน ได้เวลา 30 ชั่วโมงไม่พอ

“น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ”
เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย เนื่องจากเวลาพิจารณาน้อยเกินไป โดยจะเหลือเวลาอภิปรายเพียงวันละ 10 ชั่วโมง เพราะรัฐบาลยังไม่ยกเลิกเคอร์ฟิว ดังนั้นทั้ง 3 วัน จึงมีเวลาแค่ 30 ชั่วโมงเท่านั้น หากรัฐบาลแบ่งให้ฝ่ายค้านครึ่งหนึ่งก็จะมีเวลาเหลือแค่ 15 ชั่วโมง สำหรับพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ที่มียอดเงินสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ 1.9 ล้านล้านบาท แถมยังต้องพิจารณา พ.ร.ก.ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อีกด้วย ซึ่งเวลาเพียงเท่านี้ไม่สามารถตรวจสอบและพิจารณาได้อย่างละเอียดรอบคอบแน่นอน



ตามแผนฝ่ายค้าน จองกฐินใช้เวทีพิจารณา พ.ร.ก. 3 ฉบับ เป็นเวทีซักฟอกย่อยๆ หลังจากฝ่ายค้านพลาดท่าเสียที ในศึกใหญ่อภิปรายไม่ไว้วางใจในการประชุมสมัยที่แล้ว หากครั้งนี้จึงหวังแก้มือ

ปูพื้น – เนื้อเรื่อง ช่องโหว่ของกฎหมายแก้วิกฤตโควิด “เยียวยาไร้ประสิทธิภาพ – อุ้มคนรวยมากกว่าช่วยคนจน” จัดใหญ่ – จัดเต็มผ่านไลฟ์สด หลายครั้ง นำโดยเจ้าแม่ กทม. หัวหน้าทีมยุทธศาสตร์ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์”

@ เปิดสาระ พ.ร.ก.ร้อน 3 ฉบับ

พ.ร.ก. 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1. พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563 (พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้าน)

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่มาตรา 5 เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้มิได้ (1) เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (2) เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (3) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019

มาตรา 6 การกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืนประกอบด้วย ทังนี้ การกู้เงินเพื่อไขปัญหาการระบาดของโรคโควิด -19 และช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ รวมมูลค่าไม่เกิน 6 แสนล้านบาท และเพื่อการตามมาตรา เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคโควิด -19 เยียวยา และชดเชยให้แก่ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ไม่เกิน 4 แสนล้านบาท

ขณะที่มาตรา 7 ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ประกอบด้วย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกิน 5 คน เป็นกรรมการ ให้รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคนหนึ่งซึ่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมอบหมาย เป็นเลขานุการ

2. พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก. Softloan 500,000 ล้าน ให้กับ SEMs)

มีทั้งหมด 15 มาตรา สาระสำคัญ อาทิ มาตรา 4 เพื่อบรรเทาผลกระทบอันเกิดจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือจากมาตรการที่รัฐกำหนดให้ประชาชนต้องปฏิบัติอันเป็นการระงับ ยับยั้ง และแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ให้ดำเนินการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดนี้

มาตรา 6 นอกเหนือจากการให้กู้ยืมเงินตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเป็นการเฉพาะคราว ภายในวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อให้สถาบันการเงินให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ตามที่กำหนดในพระราชกำหนดนี้ อัตราดอกเบี้ยในการให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินตามวรรคหนึ่ง ให้คิดในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี

และ 3. พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก.ตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพของตราสารหนี้บริษัทเอกชน 400,000 ล้าน) มีด้วยกัน 21 มาตรา
โดยมีสาระสำคัญ อาทิ มาตรา 4 เพื่อบรรเทาผลกระทบอันเนื่องมาจากการระบาดของโรคตดิเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 และเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวม ให้ดำเนินการ เพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน พระราชกำหนดนี้ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกันดำเนินการ

มาตรา 7 ให้จัดตั้งกองทุนรวมขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า “กองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่อง ของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้” มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพและสภาพคล่อง ของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ด้วยวิธีการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ออกใหม่

มาตรา 8 ให้กองทุนเป็นนิติบุคคล และให้ถือว่าเป็นกองทุนรวมที่จัดตั้งและดำเนินการ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในระยะเริ่มแรกให้กองทุนมีวงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจซื้อหน่วยลงทุนภายในวงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำกับกองทุนกำหนด

มาตรา 9 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการกำกับกองทุนเพื่อรักษา สภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้” ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นรองประธานกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร หนี้สาธารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยคำแนะนำของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านตลาดทุน ด้านตลาดตราสารหนี้ หรือด้านกฎหมาย จำนวนไม่เกิน 3 คน เป็นกรรมการ ให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

@ ตีเช็คเปล่า ไม่มีรายละเอียด
“สมพงษ์ อมรวิวัฒน์”
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้ง 3 ฉบับ แบ่งออกเป็น 3 จุดใหญ่ ๆ คือ การเยียวยาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนด้านสาธารณสุข การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเราเห็นด้วยกับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

แต่การออก พ.ร.ก. ในลักษณะที่ไม่มีรายละเอียด ไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีข้อมูลต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ และรวมถึงการตรวจสอบ อาจก่อให้เกิดความเสียหายในอนาคต อีกทั้งเม็ดเงินในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของระบบการเงินและความมั่นคงของเศรษฐกิจประเทศ ควรจะมีการตรวจสอบและสอบถามถึงการนำไปใช้ได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ควรจะมีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย เพราะอาจเกิดความเสียหายในอนาคต

โดยเฉพาะมาตรการในการดูแลเม็ดเงินที่รัฐบาลได้ดำเนินการโดยได้ตั้งคณะกรรมการมา 1 ชุดนั้นพรรคฝ่ายค้านเป็นห่วงว่าอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นในนามพรรคร่วมฝ่ายค้าน

@ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบงบ
จึงเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงิน ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ให้ถ่องแท้ อย่างไรก็ตามเมื่อมีการบรรจุวาระของการพิจารณาให้ตั้งคณะกรรมาธิการ อาจจะล่าช้าหรือตั้งไม่ได้ก็อาจจะใช้คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีอยู่แล้วให้มาดูแลเรื่องนี้ เพื่อตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นว่าจะเป็นไปด้วยความโปร่งใสหรือไม่

ด้าน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เตรียมข้อมูลสำคัญในการ “ซักฟอก” แผนแก้โควิด – 19 ของรัฐบาล ที่เขาบอกว่า รัฐบาลชนะ แต่ประชาชนแพ้ “รัฐบาลชนะ แต่ประชาชนแพ้แน่นอน คนแพ้เยอะกว่าคนชนะ คนที่ตกหล่นจากการเยียวยาของรัฐบาลอย่างจงใจ ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี ต้องลาออกจากการปิดกิจการโดยภาครัฐ หรือ โดนไล่ออกจากบ้าน จากการลงพื้นที่ชาวบ้านชูโทรศัพท์ขึ้นมายังเป็นโทรศัพท์ที่ไม่สามารถเข้าอินเตอร์เน็ตได้ ไทยแลนด์ 4.0 ยัง 0.4 อยู่ จะต้องพูดกันในอนาคตแน่นอน”

@ แนะรัฐกันเงิน 1 แสนล้านช่วย SMEs
“พรรคก้าวไกล คิดกันว่าในจำนวนเงิน 4 แสนล้านที่จะเอามาฟื้นเศรษฐกิจ จะกัน 1 แสนล้านบาท ไปช่วยธุรกิจที่ตั้งใจจะอุ้มพนักงาน ด้วยการสมทบค่าจ้าง 50% ไม่เกิน 5,000 บาท/ราย โดยตั้งใจให้พาธุรกิจไปต่อสามารถพาธุรกิจไปต่อได้ เป็นเรื่องของพรรคก้าวไกลที่จะไปพูดในสภา โดยเฉพาะเงินกู้รอบใหม่ที่ช่วย Soft loan วงเงิน 5 แสนล้าน แต่สามารถช่วย SMEs ได้แค่ 5 พันเจ้า จากจำนวน SMEs ทั้งหมด 3.4 หมื่นล้านราย ที่เหลือปล่อยให้ล้มละลาย อาจจะเป็นโดมิโนระบบการเงิน”

@ จ่อชำแหละ พ.ร.บ.โอนงบ 63
นอกจากนี้ พ่วงด้วยวาระ ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 88,452.5979 ล้านบาท ทั้งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติกรอบวงเงินไว้ที่ จำนวน 100,395 ล้านบาท แต่พอส่งกลับให้กระทรวงต่าง ๆ ไปรีดไขมัน กลับได้แค่ 8.8 หมื่นล้าน

“น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย พรรคก้าวไกล ระบุว่า หน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีความพยายามโอนงบเลย ถ้าไม่นับเงินชำระหนี้ เท่ากับโอนกลับมาได้แค่ 50,000 ล้านบาท ทั้งที่มีมติ ครม.ให้เริ่มทำการจัดงบประมาณใหม่ของปี 2563 มาตั้งแต่ 10 มี.ค. ผ่านมา 2 เดือนก็ยังไม่เสร็จสิ้น ส่วนการเบิกจ่ายงบปี 63 ก็ยังไม่ไปถึงไหน โดยเฉพาะในส่วนของรายจ่ายลงทุนที่เบิกจ่ายไปได้เพียง 12% เพราะเพิ่งจะเริ่มเบิกจ่ายได้หลังจากที่ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ กลับตัดลดงบประมาณไปได้ไม่มากเท่าที่ควร

เปิดสภามา รัฐบาลก็น่วมแล้ว

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,056
6 ปีรัฐประหาร : เปิดสถิติคดีการเมือง-ละเมิดสิทธิ ภายใต้ "ระบอบ คสช." จากยุคอำนาจนิยม ถึง อำนาจกลายรูป

22 พ.ค. 2563


6 ปีรัฐประหาร : เปิดสถิติคดีการเมือง-ละเมิดสิทธิ ภายใต้ "ระบอบ คสช." จากยุคอำนาจนิยม ถึง อำนาจกลายรูป - BBCไทย

6 ปีรัฐประหาร : เปิดสถิติคดีการเมือง-ละเมิดสิทธิ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยแพร่รายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน พบนักกิจกรรมการเมืองและนักศึกษาผู้จัดแฟลชม็อบถูกเจ้าหน้าที่รัฐติดตามตัว แม้มีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม ขณะเดียวกันยังมีนักโทษคดีการเมือง 28 คนยังถูกจองจำ และอีกกว่า 100 คนตกที่นั่ง "ผู้ลี้ภัยทางการเมือง"

ในวาระครบรอบ 6 ปี การรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ศูนย์ทนายฯ เผยแพร่รายงาน 18 หน้า เรื่อง "ราวกับ คสช. ยังไม่จากไปไหน: 6 ปีรัฐประหาร กับการละเมิดสิทธิที่ยังคงอยู่"

รายงานสรุปว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กำหนดให้ คสช. พ้นจากอำนาจเมื่อมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แต่ "เครือข่ายอำนาจของ คสช. ไม่ได้สิ้นสุดบทบาทตาม แต่กลับสืบทอดอำนาจต่อไปได้สำเร็จ" ผ่านกลไกทางการเมืองและกลไกทางกฎหมายต่าง ๆ อีกทั้งยังพบความพยายามปิดกั้นการใช้เสรีภาพทางการเมืองของประชาชน ทว่าได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่

นายนพพล อาชามาส เจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลของศูนย์ทนายฯ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สถิติการตั้งข้อหากับประชาชนในรอบปีที่ผ่านมา อาจลดลงจากช่วง 5 ปีที่ คสช. มีอำนาจเต็ม ทว่า วิธีคิดยังสืบเนื่องต่อกันมา เจ้าหน้าที่รัฐยังใช้ข้ออ้างเดิมว่าด้วยการรักษาความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน แต่ปรับวิธีทำ จากเคยใช้เจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ปฏิบัติการ ก็เปลี่ยนไปใช้ตำรวจมากขึ้น

ลักษณะเด่นของการปกครองของคณะรัฐประหารปี 2557 ในทัศนะของนายนพดลคือ การใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็น "เครื่องมือปราบปรามประชาชน" ทำให้เกิดความเห็นในทางวิชาการทั้งเรื่อง "ฟ้องปิดปาก" และ "นิติสงคราม" (lawfare) เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมือง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ จนแทบกลายเป็นเรื่องปกติ จนผู้คนรู้สึกเคยชิน

"ความน่ากลัวคือถ้าสังคมไปเคยชินกับเรื่องแบบนี้ ก็จะทำให้เส้นในการแสดงความคิดเห็นลดลง ๆ จนเราไม่รู้ว่าตรงไหนคือเส้นที่พูดได้ แสดงออกได้" นายนพพลกล่าวและว่า สถิติคดีการเมืองและการละเมิดสิทธิที่ศูนย์ทนายฯ รวบรวมไว้ จึงสะท้อนพลวัตรการใช้อำนาจในแต่ละช่วงเวลาของ คสช.

อดีตโฆษก คสช. ข้องใจ "ข้อมูลน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน"
ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และอดีตโฆษก คสช. ปฏิเสธจะให้ความเห็นกับบีบีซีไทยเกี่ยวกับรายงานของศูนย์ทนายฯ เนื่องจากยังไม่มีโอกาสอ่านรายงานฉบับเต็ม และต้องสอบทานข้อเท็จจริงจากฝ่ายกฎหมายของ คสช. เสียก่อนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ อย่างไรก็ตามเขาได้ตั้งคำถามว่า ข้อมูลชุดนี้ "น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน" เพราะบ่อยครั้งที่พบข้อมูลคลาดเคลื่อน สื่อจึงต้องระวังในการนำเสนอ

"ในช่วง คสช. ผมไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ การให้ความเป็นธรรมก็มีตามปกติ การบาดเจ็บล้มตายก็ไม่มี โดยภาพรวมเกิดความสงบเรียบร้อยดีต่อสังคม แต่ในมุมวัฒนธรรม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอาจมีมุมของเขา" พ.อ.วินธัยกล่าว

ส่วนการจัดกิจกรรมของกลุ่มต่าง ๆ ในวาระครบรอบ 6 ปีรัฐประหาร เป็นสิ่งที่อดีตโฆษก คสช. "รู้อยู่แล้ว" ว่าจะเกิดขึ้นเพราะกิจกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นทุกปี แต่ไม่ขอแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางการเมือง

หลังการติดต่อทางโทรศัพท์ บีบีซีไทยส่งหนังสือถึงอดีตโฆษก คสช. เพื่อขอคำชี้แจงต่อประเด็นสำคัญ ๆ ที่ปรากฏในรายงานของศูนย์ทนายฯ เมื่อได้คำตอบ จะรายงานให้ทราบอีกครั้ง

สถิติการละเมิดสิทธิภายใต้ "ระบอบ คสช." เปรียบเทียบยุคอำนาจนิยม-ยุคอำนาจนิยมกลายรูป

191 ผู้ชุมนุม ถูกติดตามในยุครัฐบาลจากการเลือกตั้ง

ข้อมูลจากศูนย์ทนายฯ พบว่า จำนวนผู้ถูก "คุกคาม-ข่มขู่" โดยเจ้าหน้าที่รัฐมีอัตราต่อปีเพิ่มเติมในช่วงรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 2562 กล่าวคือ ในช่วง 5 ปี 2 เดือน ที่ คสช. ครองอำนาจ มีประชาชนอย่างน้อย 592 คนถูกติดตามคุกคามถึงบ้านหรือข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่รัฐ โดยบางรายมีเจ้าหน้าที่ไปพบและติดตามหลายสิบครั้ง ส่วนในช่วงไม่ถึง 1 ปี หลัง คสช. หมดอำนาจอย่างเป็นทางการ มีประชาชนอย่างน้อย 191 คนถูกคุกคามหรือข่มขู่ ส่วนหนึ่งเป็นนักกิจกรรมการเมือง "ขาประจำ" ที่เคยออกมาต่อต้าน คสช. ขณะที่บางส่วนก็เป็นคนหน้าใหม่

กิจกรรม "วิ่งไล่ลุง" ในช่วงต้นปีนี้ ทำให้ประชาชนอย่างน้อย 62 คนในหลายจังหวัดถูกติดตามตัว ส่วนกิจกรรม "แฟลชม็อบ" ของนิสิตนักศึกษาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้คนรุ่นใหม่อย่างน้อย 22 คนต้องประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน

นายนพพล ผู้จัดทำรายงานของศูนย์ทนายฯ เล่าว่า มีเจ้าหน้าที่ไปข่มขู่เจ้าของหอพักที่นักศึกษามหาวิยาลัยพะเยา ผู้จัดกิจกรรม "วิ่งไล่ลุง" พักอาศัยอยู่ โดยแจ้งว่าจะขอหมายค้นเข้าตรวจค้นห้องพัก ที่สุดแล้วเจ้าของหอจึงขอให้นักศึกษาคนนั้นย้ายออกจากที่พักไป หรือนักศึกษาที่จัด "แฟลชม็อบ" ที่ จ.ระยอง ก็ถูก "ชายหัวเกรียนคล้ายทหาร" ไปตามหาถึงที่บ้าน แล้วถ่ายรูปครอบครัวไป

"บางครั้งเจ้าหน้าที่พูดคุยกับผู้ถูกติดตามด้วยดี หากแต่ลักษณะการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวและการแสดงออกถึงการจับตาสอดส่องโดยไม่แน่ชัดว่าอาศัยอำนาจตามกฎหมายใด ส่งผลให้ประชาชนผู้ถูกติดตามเกิดความหวาดกลัว ได้รับผลกระทบในด้านต่าง ๆ หรือทำให้ผู้ถูกคุกคามไม่กล้าแสดงออกทางการเมือง นับได้ว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการข่มขู่คุกคามโดยรัฐรูปแบบหนึ่ง และส่งผลต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน" รายงานของศูนย์ทนายฯ ระบุ

ผู้ให้ข้อมูลต่อศูนย์ทนายฯ บางส่วนอ้างถึงคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ที่ไปติดตามตัวพวกเขาว่าเป็นเพราะมีชื่ออยู่ใน "บัญชีบุคคลที่อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง" อย่างไรก็ตามทางผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ยอมรับกับบีบีซีไทยว่าไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าบัญชีดังกล่าวมีจริงหรือไม่และจัดทำโดยหน่วยงานใด

732 คนถูกขั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ถึง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ

หาก "ฐานความผิดหลัก" ที่ถูกนำมาใช้ดำเนินคดีกับประชาชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหาร 2557 คือข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งห้ามมั่วสุ่มหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ตามประกาศ คสช. ที่ 7/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 โดยพบผู้ถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 428 คน "เครื่องมือใหม่" ที่ถูกได้มาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุค คสช. และถูกใช้งานในปัจจุบันก็คือ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ศูนย์ทนายฯ พบว่าก่อนสิ้นยุค คสช. มีประชาชนอย่างน้อย 276 คนถูกตั้งข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ควบคู่กับประกาศและคำสั่ง คสช.

ขณะที่ในช่วงหลัง คสช. มีการชุมนุมสาธารณะอย่างน้อย 42 ครั้งถูกเจ้าหน้าที่รัฐปิดกั้นแทรกแซง ในจำนวนนี้มี 14 กิจกรรมต้องยกเลิกไป และมีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 18 คดี รวม 28 คน

ชุดคดีสำคัญ ๆ ได้แก่ คดีแฟลชม็อบ "ไม่ถอยไม่ทน" ของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ลานสกายวอล์ก กทม. และอีกหลายจังหวัด เมื่อ ธ.ค. 2562 พบผู้ถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 11 คน และคดี "วิ่งไล่ลุง" เมื่อ ม.ค. 2563 ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐในจังหวัดต่าง ๆ เห็นว่าเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ จึงเอาผิดในข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมฯ อย่างน้อย 17 คน

โดยภาพรวม ตลอดช่วง "ประยุทธ์ 1" มีกิจกรรมถูกปิดกั้นแทรกแซงโดยเจ้าที่รัฐอย่างน้อย 361 กิจกรรม ในจำนวนนี้มี 168 กิจกรรมต้องถูกยกเลิกไป ส่วนที่เหลือยังจัดได้ ส่วนในช่วง "ประยุทธ์ 2" พบความพยายามปิดกั้นแทรกแซง 55 กิจกรรม และทำให้ 14 กิจกรรมต้องล่มลง

คดี ม. 112 ไม่เพิ่ม แต่งัด กม.อื่น-ปฏิบัติการข่มขู่ ปิดกั้น

การควบคุมปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นประเด็นซึ่งต้องจับตาในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้ข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ดำเนินคดีกับประชาชน ซึ่งศูนย์ทนายความฯ พบว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหานี้อย่างน้อย 169 คนหลังรัฐประหาร 2557 แบ่งเป็น ถูกตั้งข้อหาจากการแสดงความคิดเห็น 106 คน และการแอบอ้างสถาบันเรียกรับผลประโยชน์ 63 คน

แม้ตั้งแต่ปี 2561 หลังการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย แนวโน้มการบังคับใช้มาตรา 112 จะลดลง แต่ศูนย์ทนายฯ เห็นว่า "การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสถาบันกษัตริย์ยังคงมีอยู่ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอื่น" คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 นอกจากนี้ยังมี "ปฏิบัติการควบคุมตัวบุคคลโดยมิชอบด้วยกฎหมาย" และ "การข่มขู่คุกคาม"

  • คดีนายกานฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักกิจกรรมการเมือง ถูกควบคุมตัวเมื่อ 7 ต.ค. 2562 และแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) จากการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ
  • คดี "นิรนาม" ผู้ใช้ทวิตเตอร์วัย 20 ปีซึ่งมีผู้ติดตามหลายแสนคน ถูกจับกุมโดยไม่มีหมายจับเมื่อ 19 ก.พ. 2563 และแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) จากการทวีตภาพและข้อความที่เกี่ยวกับรัชกาลที่ 10
  • กรณีผู้ใช้ทวิตเตอร์ @99CEREAL ถูกควบคุมตัวจากมหาวิทยาลัยไป สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อ พ.ย. 2562 โดยไม่มีหมายเรียกหรือหมายจับ และไม่ได้ปรึกษาทนายความ จากการรีทวีตข้อความเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ตลอดเวลาที่ถูกซักถาม มีเจ้าหน้าที่คอยบันทึกวิดีโอ และขอภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ, รหัสเข้าใช้งานบัญชีทวิตเตอร์, ดูข้อความสนทนา และถูกกดดันให้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ว่าจะไม่ทวีตข้อความที่เกี่ยวกับสถาบันอีกก่อนปล่อยตัว
  • กรณีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าติดตามสอดส่องปรากฏการณ์ไม่ยืนในโรงภาพยนตร์ เมื่อ ส.ค. 2562 และเรียกตัวบุคคลที่ไม่ยืนออกมาขอข้อมูลส่วนตัวและถ่ายรูปบัตรประชาชน
"ปิดปาก" ฝ่ายค้านด้วยคดี ม. 116
หลังการเลือกตั้ง 2562 หนึ่งในกลุ่มคนที่ตกเป็นเป้าหมายในการตั้งข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 คือนักการเมืองฝ่ายค้าน โดยเฉพาะแกนนำ อนค. ที่แม้ไม่มีสถานภาพทางการเมืองในปัจจุบัน ภายหลังศาลรัฐธรมนูญสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิการเมือง 10 ปี แต่อดีต ส.ส.อนค. 9 คนยังต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาในคดีอาญาที่เกิดจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกรวม 10 คดี

ในจำนวนนี้มี 2 คดียุยงปลุกปั่นฯ คือ คดีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกกล่าวหาย้อนหลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารของนักศึกษาที่เรียกตัวเองว่าขบวนการประชาธิปไตยใหม่เมื่อปี 2558 และคดีที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในอาณาจักรภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แจ้งจับนักการเมืองฝ่ายค้านและนักวิชาการรวม 12 คน กรณีจัดเวทีเสวนา "พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่" ที่ จ.ปัตตานี โดยกล่าวหาว่าปลุกปั่นให้มีการล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน จากเนื้อหาการเสวนาที่กล่าวถึงการแก้ไขมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ

ศูนย์ทนายฯ ชี้ว่า การพุ่งเป้าดำเนินคดี นอกจากสะท้อนความพยายาม "ปิดปาก" นักการเมืองฝ่ายค้าน ยังสะท้อนความพยายามทำลายระบบการถ่วงดุลตรวจสอบการทำงานของรัฐที่ควรเกิดขึ้นอย่างเป็นปกติในสังคมประชาธิปไตยอีกด้วย

ไม่ฟ้องหลายคดี พ.ร.บ.คอมฯ เหตุวิจารณ์ คสช. ไม่กระทบความมั่นคงชาติ
ในยุค 5 ปีภายใต้ คสช. ศูนย์ทนายฯ พบว่ามีประชาชนอย่างน้อย 197 คนถูกตั้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในโลกออนไลน์

ส่วนในช่วงหลัง คสช. มีผู้ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหานี้ 42 คน ในจำนวนนี้มี 37 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าเผยแพร่ข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ โดยที่ 28 คนเป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย เมื่อ พ.ย. 2562 เพื่อจับตาการเผยแพร่ข่าวปลอม แก้ไขข่าวที่เห็นว่าเป็นข่าวปลอม และดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข่าวปลอม ซึ่งศูนย์ทนายฯ เห็นว่า ผู้ถูกดำเนินคดีบางส่วนใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนำเสนอข้อมูลตามที่พบเห็นหรือข้อมูลที่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นจริงหรือเท็จ แต่มีแง่มุมวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ เช่น คดีนายดนัย อุศมา ศิลปินกราฟิตี้วัย 42 ปี ถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากการโพสต์เฟซบุ๊กติงมาตรการคัดกรองโควิด-19 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

"ผู้ถูกดำเนินคดีหลายรายไม่ได้มีเจตนาเผยแพร่ข่าวปลอม แต่กดแชร์ข้อมูลของบุคคลอื่นโดยไม่ทราบว่าเป็นเท็จ แต่กลับยินยอมรับสารภาพตามข้อกล่าวหา เนื่องจากกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและภาระหากต่อสู้คดี" ศูนย์ทนายฯ ตั้งข้อสังเกต

ท่ามกลางแนวโน้มการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ดำเนินคดีกับประชาชน ศูนย์ทนายฯ ชี้ว่า หลายคดีสิ้นสุดลงโดยผู้ถูกกล่าวหา/จำเลย ไม่มีความผิด ส่วนมากเป็นคดีที่เกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ คสช. และกองทัพ

  • คดีจบในชั้นศาล - ศาลพิพากษายกฟ้องผู้แชร์ข้อความจากเพจ "กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ" ที่วิจารณ์ คสช. ไม่ดูแลปัญหายาเสพติด โดยศาลเห็นว่าข้อความดังกล่าวกระทบภาพลักษณ์ คสช. เท่านั้น ไม่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ
  • คดีจบในชั้นอัยการที่สั่งไม่ฟ้อง
"คดีเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่ คสช. และกองทัพใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกล่าวหาผู้วิจารณ์กองทัพ... แม้ในที่สุดคดีจะไม่ถูกสั่งฟ้องถึงชั้นศาล แต่ผู้ต้องหาต้องแบกรับภาระทางคดีในการต่อสู้คดีเป็นเวลาหลายปี" รายงานของศูนย์ทนายฯ สรุปไว้

ศาลทหาร กับ คุกในค่ายทหาร
การให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร โดยเฉพาะพลเรือนผู้ต่อต้านการรัฐประหารเป็น "รูปแบบการปราบปรามทางการเมืองที่สำคัญในยุค คสช." ตามความเห็นของศูนย์ทนายฯ

สถิติของกรมพระธรรมนูญระบุว่า ในช่วง 5 ปีของ คสช. มีการดำเนินคดีกับพลเรือนในศาลทหาร 2,408 คน จาก 1,886 คดี ก่อนที่หัวหน้า คสช. จะออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ลงวันที่ 9 ก.ค. 2562 ให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. 78 ฉบับที่หมดความจำเป็น หนึ่งในผลที่เกิดขึ้นคือสารพัดคดีการเมืองที่อยู่ในศาลทหารถูกโอนย้ายไปอยู่ในความรับผิดชอบศาลพลเรือน

ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เปิดเผยว่า มีคดีพลเรือนถูกโอนย้ายมาจากศาลทหาร 162 คดี

นอกจากมี "ศาลทหาร" ยังมี "คุกในค่ายทหาร" ไว้ขังพลเรือน เมื่อ คสช. ตั้งเรือนจำชั่วคราวภายในพื้นที่กองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ. 11) แขวงถนนนครไชยศรี กทม. เมื่อเดือน ก.ย. 2558 เพื่อคุมขังผู้ต้องหาคดีความมั่นคง

การBBC THAIผู้ต้องขังพลเรือนหลายรายถูกนำตัวไปคุมขังในเรือนจำแห่งนี้ อาทิ ผู้ต้องหาในคดีวางระเบิดที่แยกราชประสงค์, ผู้ต้องหาในกลุ่มคดีเดียวกับ "หมอหยองผู้ติดเชื้อในกระแสเลือด" และผู้ต้องหาในคดี ม. 112 ฯลฯ

กระทั่งเดือน มี.ค. 2562 มีการย้าย มทบ.11 ไปอยู่ที่แขวงทุ่งสองห้อง กระทรวงยุติธรรมจึงออกประกาศย้ายเรือนจำชั่วคราวแห่งนี้ไปอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่เปลี่ยนชื่อเป็น "เรือนจำชั่วคราวแขวงทุ่งสองห้อง" และใช้คุมขังผู้ต้องหาคดีความมั่นคงดังเดิม

ข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 7 ก.พ. ระบุว่า มีผู้ต้องขัง 6 คน แบ่งเป็นคดีเกี่ยวกับเหตุระเบิดภาคใต้ 3 คน, คดีเหตุระเบิดราชประสงค์ 2 คน และคดี ม. 112 อีก 1 คน เมื่อรวมยอดผู้ถูกคุมขังใน "คุกในค่ายทหาร" ทั้งที่แขวงนครไชยศรีและแขวงทุ่งสองห้องอยู่จึงอยู่ที่ 53 คน

ทนายความของศูนย์ทนายฯ บรรยายความยากลำบากในการเยี่ยมลูกความไว้รายงานี้ เนื่องจากผู้คุมส่วนใหญ่เป็นทหาร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จึงมีขั้นตอนมากกว่าปกติ เช่น มีทหารคอยเฝ้าระหว่างเยี่ยม คอยจำกัดเวลาให้คำปรึกษาซึ่งกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของผู้ถูกคุมขัง นอกจากนี้ผู้ถูกคุมขังยังร้องเรียนถึงสภาพการถูกคุมขัง ทั้งถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพ หรือถูกแยกขังเดี่ยว

ผู้ลี้ภัยการเมือง
อีกผลพวงสำคัญจากระบอบ คสช. ที่ไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมคณะรัฐประหารที่ศูนย์ทนายฯ ชี้ชวนให้สังคมพิจารณาคือ การที่ประชาชนจำนวนมากถูกจองจำในฐานะ "นักโทษทางการเมือง" หรือไม่อาจเดินทางกลับบ้านเกิดได้กลายเป็น "ผู้ลี้ภัยทางการเมือง"

ข้อมูลจากศูนย์ทนายฯ ระบุว่า ในช่วงสิ้นเดือน เม.ย. 2563 มีผู้ต้องขังในเรือนจำจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหลังรัฐประหาร 2557 อย่างน้อย 28 คน แบ่งเป็นกลุ่มนักโทษคดี ม. 112 จำนวน 17 คน, กลุ่มผู้ต้องขังคดีสหพันธรัฐไทและคดี ม. 116 จำนวน 3 คน และกลุ่มผู้ต้องขังที่ต่อสู้คดีในข้อหาเกี่ยวกับอาวุธ จำนวน 8 คน

นอกจากนี้ยังมีประชาชนอย่างน้อย 104 คนตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลไม่ต้องการเข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช., หวาดกลัวจากการถูกติดตามคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ทหาร, หรือถูกออกหมายจับในคดี ม. 112 และคดีเกี่ยวข้องกับอาวุธ

ในจำนวนผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ศูนย์ทนายฯ ระบุว่ามีรายงานบุคคลที่อาจถูกบังคับให้สูญหาย 6 คน โดย 3 คนเกี่ยวข้องกับกลุ่มสหพันธรัฐไท ได้แก่ นายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือลุงสนามหลวง, นายสยาม ธีรวุฒิ และนายกฤษณะ ทัพไทย ซึ่งในเดือน พ.ค. 2562 มีรายงานว่าทางการเวียดนามได้ส่งตัวผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้กลับประเทศไทย แต่ทางการทั้ง 2 ประเทศปฏิเสธเรื่องดังกล่าว และไม่มีใครติดต่อพวกเขาได้อีก อีกทั้งยังเกิดกรณี 2 ผู้ลี้ภัยกลายเป็นศพลอยมาตามแม่น้ำโขงในสภาพถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ และยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างไรและโดยใคร




ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากรายงานศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ "ประยุทธ์ 1" หมายถึงช่วงเวลา 22 พ.ค. 2557-16 ก.ค. 2563 และ "ประยุทธ์ 2" หมายถึงช่วง 17 ก.ค. 2562-30 เม.ย. 2563
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,091 Posts
Discussion Starter #3,057
สุรชาติ บำรุงสุข 6 ปีรัฐประหารทำประเทศขาดทุน


6 ปีรัฐประหารทำประเทศขาดทุน -
“รัฐประหารคือการขาดทุนครั้งใหญ่ของสังคมไทย และยิ่งรัฐบาลทหารอยู่นาน ก็ยิ่งขาดทุนมากด้วย”


22 พ.ค.ที่ผ่านมา ครบรอบ 6 ปี การรัฐประหารโดย คสช. ในปี 2557
แม้จะมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สืบทอดอำนาจมาจาก คสช.

ประเทศไทยใต้การบริหารของคสช. ที่ยาวนานเช่นนี้ ได้สร้างอะไรให้กับบ้านเมือง และจะส่งผลต่ออนาคตอย่างไร

นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะ ไว้ดังนี้

6ปีรัฐประหารกับสิ่งที่ฝากไว้

รัฐบาลทหารทุกประเทศทั่วโลกประสบปัญหาไม่แตกต่างกัน คือ การขาดความชอบธรรมทางการเมือง เพราะอำนาจได้มาด้วยการโค่นล้มรัฐบาลพลเรือน การขาดความชอบธรรมเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลทหารไม่เป็นที่ยอมรับในเวทีสากล ขณะเดียวกันก็ถูกต่อต้านในบ้าน
และแม้หลังจากการยึดอำนาจแล้ว รัฐบาลทหารจะใช้รูปแบบของระบบรัฐสภาเข้ามาช่วย แต่ก็เป็นเพียงรัฐสภาในระบบรัฐประหาร ที่ไม่ช่วยในการแก้ปัญหาความชอบธรรม

ดังนั้น ถ้าผู้นำทหารอยากเข้าสู่เวทีการเมืองในอนาคต ก็น่าที่จะกล้าถอดเครื่องแบบเข้ามาเป็นผู้เสนอตัวให้ประชาชนเลือก มากกว่าจะใช้อำนาจบังคับให้ประชาชนต้องยอมรับ
เพราะสุดท้ายแล้วอำนาจจากการรัฐประหารที่แม้จะมีกฎหมายพิเศษต่างๆ รองรับ แต่อำนาจนี้จะเป็นเหมือนผลด้านกลับในการทำลายสถานะของกองทัพเอง เพราะแรงต่อต้านที่เกิดทั้งในเวทีภายนอกและภายใน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการบั่นทอนสถานะและภาพลักษณ์ของกองทัพเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และสำหรับรัฐบาลทหารแล้ว คงต้องยอมรับความจริงประการสำคัญว่า นับจากการยึดอำนาจในเดือนพ.ค.2557 จนถึงการเลือกตั้งในเดือนมี.ค.2562 นั้น รัฐบาลไม่มีผลงานชิ้นสำคัญที่แสดงถึงความสำเร็จของผู้นำทหารในการบริหารประเทศแต่อย่างใด
มีแต่ความพยายามในการสร้างภาพให้เกิดความชอบธรรมว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของรัฐบาลทหาร คือ การทำให้ประเทศสงบ และปราศจากการชุมนุม เพื่อขายแก่ชนชั้นกลางปีกขวา และกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง

แต่ความสำเร็จในประเด็นด้านอื่นๆ ที่เป็นผลงานของรัฐบาลทหาร เป็นเพียงการขายวาทกรรม มากกว่าจะขายผลงานความสำเร็จที่เป็นจริง

สภาวะเช่นนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับสังคมไทยว่า ประเทศมีสิ่งที่ต้องจ่ายเป็นราคาให้แก่การรัฐประหาร และรัฐบาลทหารด้วยมูลค่าที่สูงมาก แต่ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วสังคมไทยได้ผลตอบแทนอะไรจากการยึดอำนาจที่เกิดขึ้น

ถ้าพิจารณาด้วยสติแล้ว คงต้องยอมรับว่า รัฐประหารคือการขาดทุนครั้งใหญ่ของสังคมไทย และยิ่งรัฐบาลทหารอยู่นาน ก็ยิ่งขาดทุนมากด้วย

แม้จะมีการเลือกตั้งแต่ก็ถูกมองไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง รัฐบาลก็มาจากการสืบอำนาจ

การสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทหารหลังเลือกตั้งเป็นเพียงความสำเร็จในระยะสั้น เพราะพรรคที่สืบทอดสถานะต่อจากรัฐบาลทหารอาจจะเอาชนะการเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหารได้ แต่การดำรงอยู่ในระยะยาวเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะผู้นำทหารไม่สามารถใช้กลไกพิเศษได้ในเวทีรัฐสภาในระยะยาว

การกำเนิดของ‘ระบอบพันทาง’ หลังการเลือกตั้งในเดือนมี.ค.2562 ชี้ให้เห็นถึง การใช้กลไกทุกอย่างที่อาจจะค้านกับความรู้สึกของสาธารณชน แต่ก็หวังเพียงความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้ผู้นำทหารชุดเดิม แต่การทำเช่นนั้นก็มีผลอย่างมากต่อตัวผู้นำรัฐบาลเอง

ซึ่งในอนาคตแล้ว การใช้เกมการเมืองดังกล่าวอาจจะยิ่งลดทอนทั้งความชอบธรรม และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลทหารแบบเลือกตั้งลง

และยิ่งต้องเผชิญกับโรคระบาดจนกลายเป็นวิกฤตใหญ่ในช่วงต้นปี 2563 ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นถึงความอ่อนแอของรัฐบาลด้วย เห็นได้จากระยะที่ผ่านมาว่า สังคมไทยมีวิกฤตสองชุดคู่ขนาน คือ วิกฤตโรคระบาด และวิกฤตรัฐบาล

ต่อให้รัฐบาลนี้พ้นไปไม่ว่าเหตุใด หรือหมดวาระ คสช.ก็ยังอยู่ต่อได้ เพราะอำนาจโหวตนายกฯของส.ว.ยังอยู่

การสร้างกลไกส.ว. เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกค้ำยันรัฐบาลเป็นอีกประเด็นของความสำเร็จในระยะสั้น แต่การออกแบบกลไกเช่นนี้จะเป็นตัวสร้างวิกฤตทางการเมืองในอนาคต ผู้นำทหาร และฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย อาจจะชนะด้วยการใช้ ส.ว.เป็นกลไกเลือกนายกฯ
แต่หากเกิดความพลิกผันในอนาคต เช่น ถ้าพรรคฝ่ายค้านสามารถรวมเสียงข้างมากในสภาล่างได้แล้ว อำนาจของส.ว.จะกลายเป็นปัญหาทันที และจะนำไปสู่วิกฤตรัฐสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตัวอย่างเช่นนี้สามารถตอบได้ชัดเจนว่า นักออกแบบรัฐธรรมนูญชุดนี้คงได้รับความชื่นชมในความภักดีที่พวกเขามีต่อรัฐบาลทหาร แต่การออกแบบให้อำนาจ ส.ว. เช่นนี้อาจกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งในการเมืองไทย ซึ่งไม่แน่ใจว่าเมื่อถึงจุดนั้นผู้นำในการออกแบบรัฐธรรมนูญนี้จะมีความรับผิดชอบเพียงใด

หรือพวกเขามั่นใจตลอดเวลาว่า อย่างไรก็ตามพรรคฝ่ายค้านก็ไม่สามารถชนะเสียงในสภาล่างได้ เพราะกลไกอื่นที่ถูกออกแบบคู่ขนานก็จะไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งได้

การลบล้างอำนาจคสช. ต้องเริ่มจากการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

การล้างอำนาจของระบอบรัฐประหารไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน เพราะกลไกต่างๆ ทั้งในระบบและนอกระบบจะไม่ยินยอม และต้องตระหนักว่าการใช้อำนาจดังกล่าวไปอย่างไม่มีจุดจบนั้น

สุดท้ายแล้วอำนาจนี้จะเป็นชนวนสำคัญอีกส่วนของความขัดแย้งในการเมืองไทย ที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ความรุนแรงได้ ดังจะเห็นได้จากการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการในหลายประเทศในปี 2562

บางทีวันนี้ ผู้นำปีกขวาจัด ผู้นำทหารและผู้นำอนุรักษนิยมสุดโต่งอาจต้องตระหนักว่า สังคมไทยไม่ใช่ข้อยกเว้นในเวทีโลก ที่จะสร้างระบอบเผด็จการแบบถาวรขึ้นได้โดยปราศจากแรงต้านจากสังคมและประชาชน

วันนี้ระบอบเผด็จการอาจดูเข้มแข็งในสังคมไทย แต่พวกเขาก็เจอทั้งปัญหาและวิกฤตต่างๆ ไม่เว้นในแต่ละวัน และยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นถึงความอ่อนด้อยของรัฐราชการเผด็จการที่แบกรับความเปลี่ยนแปลงในสังคมไม่ได้

โอกาสเกิดความรุนแรง บานปลาย หลังสถานการณ์โควิด

การเมืองไทยยุคหลังโควิดจะรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิกฤตโรคระบาด ในด้านหนึ่งเป็นวิกฤตการเมือง และในอีกด้านเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ อีกทั้งยังสมทบด้วยวิกฤตทางสังคม สุดท้ายแล้วบ้านสี่เสาของวิกฤตไทยจะรวมศูนย์อยู่กับขีดความสามารถของรัฐบาล ซึ่งเป็นดังเสาที่ห้า และจะต้องเป็นเสาหลักในการพาบ้านไทยออกจากวิกฤต

แต่ถ้าเสาที่ห้าล้มเหลว เสาที่เป็นวิกฤตอีกสี่ต้นจะถูกลากล้มลง และพาบ้านหลังนี้ถล่มลงได้อย่างง่ายดาย

สิ่งที่เป็นความน่ากังวลก็คือ ด้วยความเป็นรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจากคณะรัฐประหารเดิม รัฐบาลจึงขาดความชอบธรรมในตัวเอง และขาดความสนับสนุนจากสาธารณะเท่าที่ควร

ดังเช่นที่กล่าวแล้วในข้างต้น ภาวะเช่นนี้ทำให้ไม่แน่ใจในความหวังสุดท้ายว่าเสาต้นที่ห้าจะเป็นเสาหลักที่ค้ำยันบ้านหลังนี้ได้จริงเพียงใด

ขณะเดียวกันก็เห็นว่าในวิกฤตโควิดนั้น พรรคแกนนำรัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤตในบ้านตัวเองอีกชุด จนเกิดการคาดเดาอย่างมากว่า ใครอยู่ใครไปในรัฐบาลไทยหลังโควิด

24/5/2563 สุรชาติ บำรุงสุข6 ปีรัฐประหารทำประเทศขาดทุน6 ปีรัฐประหารทำประเทศขาดทุน
 
3041 - 3057 of 3057 Posts
Top