SkyscraperCity banner

7201 - 7211 of 7211 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,201
ครม. เห็นชอบ “บริการขนส่งสินค้าสำหรับธุรกิจออนไลน์” เป็นบริการควบคุม

วันที่ 30 มิถุนายน 2563


วันที่ 30 มิถุนายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมปี 2563 รวม 51 รายการ (46 สินค้า และ 5 บริการ) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ซึ่งเป็นการทบทวนรายการสินค้าและบริการควบคุมที่ ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 53 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 ก.ค. 62 และจะสิ้นสุด 3 ก.ค. 63 สำหรับการกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ปี 63 ยังคงรายการสินค้าควบคุมตามเดิม จำนวน 50 รายการ ปรับรายละเอียด 2 รายการ และเพิ่มเติม 1 รายการ มีรายละเอียดดังนี้

1.ปรับรายละเอียด 2 รายการ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่ง รถยนต์บรรทุก ปรับเป็น “รถจักรยานยนต์ รถยนต์บรรทุก” เนื่องจากรถยนต์นั่งเป็นสินค้าที่มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและไม่กระทบกับผู้บริโภคทั่วไป

บริการขนส่งสำหรับธุรกิจออนไลน์ ปรับเป็น “บริการซื้อขายและหรือบริการขนส่งสินค้าสำหรับธุรกิจออนไลน์” เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ประกอบการและผู้บริโภคตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) หันมาใช้บริหารสินค้าออนไลน์มากขึ้น และมีการร้องเรียนของผู้บริโภคที่ได้รับเดือดร้อนจากการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์

2.เพิ่มรายการสินค้าควบคุม 1 รายการ คือ กากดีดีจีเอส เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนมาปรับใช้ในสูตรอาหารสัตว์ที่ผลิตในประเทศ สามารถทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ ปัจจุบันมีแน้วโน้มการนำเข้ากากดีดีจีเอสจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบด้านราคาที่เกษตรกรจะได้รับและเสถียรภาพของตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ผลิตในประเทศ

3.ยกเลิกรายการสินค้าควบคุม 2 รายการ คือ 1)น้ำยาปรับผ้านุ่ม เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นใช้ในทุกครัวเรือน และมีการแข่งขันสูง และเป็นสินค้าทางเลือกขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้บริโภค

2) บริการให้เช่าสถานที่เก็บสินค้า เนื่องจากปัจจุบันจำนวนสถานที่เก็บสินค้ามากกว่าความต้องการและมีการแข่งขันสูง จึงไม่กระทบต่อราคาค่าเช่าสถานที่เก็บสินค้า

น.ส.รัชดา กล่าวว่า การกำหนดให้สินค้าและบริการใดให้เป็นสินค้าควบคุม เป็นไปตามพ.ร.บ.สินค้าและบริการ พ.ศ. 2562 เพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่ายหรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และในปัจจุบันนี้ มีเรื่องร้อนเรียนจากผู้บริโภคทั้งในการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ และราคาขนส่งของผู้ส่งอาหาร Delivery จำนวนมาก การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมปี 63 จะครอบคลุมผู้ให้บริการ อาทิ Grab/Kerry/Lalamove ด้วย

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,202
กสทช.จัดสรรกล่องรับสัญญาณการเรียน-การสอนทางไกล 1.15 ล้านกล่อง

วันที่ 30 มิถุนายน 2563


ครม.รับทราบ กสทช.จัดสรรกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล 1,158,931 กล่อง สนับสนุนการเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 ก.ค.นี้

เมื่อเวลา 30 มิ.ย. 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแนวทางการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) จึงได้ปรับระบบการจัดการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งรวมถึงการจัดการเรียนการสอนทางไกล (On Air)

โดยสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายสนับสนุนกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัล เพื่อการศึกษา 1,158,931 กล่อง จัดสรรให้สถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 1,030,798 กล่อง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 127,867 กล่อง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 266 กล่อง เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งการสอนทางไกลตั้งแต่การเปิดภาคเรียนการศึกษา 1 กรกฎาคมนี้

ทั้งนี้ แนวทางการแก้ไขผลการเรียน และอนุมัติการจบการศึกษาปี 2562 หลังวันที่ 15 พฤษภาคม 63 ช่วงระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2563 ให้ถือเป็นการอนุมัติให้จบการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โดยไม่ขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2549 โดยให้ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยด้วย

กรณีนักเรียนเรียนจากที่บ้านให้โรงเรียนจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ปกครอง/นักเรียน สำหรับค่าอาหาร รวมทั้งให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ที่จัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ทั้ง 12 แห่ง สามารถกำหนดรูปแบบวิธีการและจ่ายค่าอาหาร ค่าอาหารเสริมสำหรับนักเรียนที่เรียนผ่านระบบออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป

รวมทั้งให้อุดหนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดสำหรับการเรียนการสอนแบบผสมผสาน เช่น ค่าอุปกรณ์การเรียนการสอนออนไลน์ ค่าเช่าสัญญาณอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาดสำหรับนักเรียน

ทั้งนี้ โรงเรียนสามารถเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ทั้งการเรียนในชั้นเรียน (On-Site) การเรียนผ่านโทรทัศน์ (On-Air) และการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online) ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลรวมทั้งการสอนทางไกล (On Air) ตามความเหมาะสมและบริบทของโรงเรียน

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,203
เผยสถิติ “แอปฯ ธนาคารไทย” ไตรมาสแรก ระบบล่มนานสุด 22 ชั่วโมง

วันที่ 1 กรกฎาคม 2563

ศคง.-ธปท.เปิดข้อมูลระบบแบงก์ขัดข้องไตรมาส 1/63 พบ ธนาคารกรุงเทพ Mobile Banking ล่มนานกว่า 22 ชั่วโมง เพิ่มจากไตรมาส 4/62 กินเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ส่วนไทยพาณิชย์-กรุงศรีอยุธยา ระบบไม่สามารถใช้งานได้ทุกช่องทาง ขณะที่ กสิกรไทย พบว่า ช่องทาง Mobile-Internet Banking ปรับดีขึ้น ไม่สามารถใช้งานได้เพียง 1 ครั้ง 1 ชั่วโมง

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานข้อมูลสถิติระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขัดข้องกระทบต่อการให้บริการเป็นสำคัญของธนาคารพาณิชย์ ผ่านช่องทาง Mobile Banking, Internet Banking, ATM/CDM ณ ไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 พบว่า ธนาคารกรุงเทพ ระบบ Mobile Banking ไม่สามารถใช้งานได้ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลารวม 22 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 ที่ระบบไม่สามารถใช้งานได้ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 ชั่วโมง

ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา พบว่า ระบบ Mobile Banking ไม่สามารถใช้งานได้ 4 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 ชั่วโมง เทียบไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ระบบสามารถดำเนินการได้ตามปกติ ส่วนช่องทาง Internet Banking ไม่สามารถใช้งานได้ถึง 5 ครั้ง เป็นระยะเวลา 5 ชั่วโมง เทียบไตรมาสก่อนพบระบบขัดข้องเพียง 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และช่องทาง ATM/CDM พบว่า ไม่สามารถใช้งานได้ 3 ครั้ง เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และช่องทางสาขาไม่สามารถใช้งานได้ 1 ครั้ง

ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ พบว่า ระบบไม่สามารถใช้งานได้ในทุกช่องทางเพียง 1 ครั้ง ระยะเวลา 2-3 ชั่วโมง โดยช่องทาง Mobile Banking พบระบบไม่สามารถใช้ได้ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 ชั่วโมง สอดคล้องกับธนาคารกสิกรไทยที่ระบบไม่สามารถใช้งานได้ ช่องทาง Mobile Banking, Internet Banking, ATM/CDM อย่างละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งปรับลดลงจากไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ที่ช่องทาง Mobile Banking และ Internet Banking ที่ไม่สามารถใช้งานได้ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

สำหรับธนาคารพาณิชย์ที่ระบบใช้งานได้ปกติทุกช่องทาง ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และธนาคารไอซีบีซี เป็นต้น

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,204
สรรหา “กสทช.” สเป็กเทพ ? อำนาจกำกับธุรกิจแสนล้าน แถมเก้าอี้อู้ฟู่

วันที่ 2 กรกฎาคม 2563

ปุ๊บปั๊บกระบวนการสรรหา “กสทช.” คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ชะงักมาเกือบ 3 ปี ทั้งที่บอร์ดชุดแรกและชุดเดียวหมดวาระตั้งแต่ ต.ค. 2560 แต่ได้อำนาจตามมาตรา 44 คำสั่งหัวหน้า คสช. ให้ระงับไว้ถึง 4 ครั้ง ก็เริ่มต้นขึ้น

แหล่งข่าวภายในสำนักงาน กสทช.เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คาดว่าไม่เกินกลางเดือน ก.ค. 2563 กระบวนจะเริ่มขึ้น หลัง ครม.ส่งหนังสือแจ้งมติไปถึงสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ผู้มีหน้าที่เป็นฝ่ายธุรการเรียบร้อยแล้ว

โดยเชื่อว่าจะมีผู้มาสมัครล้นหลามแม้อาจจะได้ทำหน้าที่ไม่นาน เพราะสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ได้มีการตกลงกันไว้ว่า ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ที่กำลังแก้ไขจะระบุในบทเฉพาะกาลว่า “ให้บอร์ดชุดนี้สิ้นสภาพ เมื่อ พ.ร.บ.ใหม่ประกาศใช้”

เก้าอี้อู้ฟู่-คุมอุตสาหกรรมแสนล้าน
เหตุเพราะ กสทช.มีอำนาจกำกับดูแลกิจการบรอดแคสต์และโทรคมนาคมที่มีมูลค่าหลายแสนล้าน ทั้ง 1 ปีจากนี้มีภารกิจสำคัญคือ “การประมูล” คลื่น 3500 MHz ที่อยู่ภายใต้สัมปทานดาวเทียมไทยคม เพื่อทำ 5G ก่อนสัมปทานหมด ก.ย. 2564 และประมูล “วงโคจรดาวเทียม”

ขณะที่เฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมรายปีของ กสทช. ในปี 2563 ประมาณการไว้ที่ราว 8,723 ล้านบาท แถมยังตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้เอง เพียงแต่ต้องเสนอให้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ความเห็นก่อน

ส่วน “เงินเดือน” กรรมการ กสทช. เหมาจ่ายรายเดือน 269,000 บาท ประธานบอร์ดเหมาจ่ายเดือนละ 335,850 บาท แล้วยังมีงบฯรับรองแขกอีกเป็นแสน มีสิทธิตั้งที่ปรึกษา คณะทำงาน ซึ่งจะมีเงินเดือนได้ตั้งแต่ 120,000 บาทเรื่อยลงมา ถึงการได้เบี้ยประชุมสูงสุดครั้งละ 10,000 บาท

นอกจากนี้ ประธาน กสทช.ยังเป็นประธาน “กองทุน กทปส.” หรือกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่ปัจจุบันมียอดเหลือราว 4,000 ล้านบาทด้วย

“กก.สรรหา” สเป็กเทพ
สำหรับบอร์ดชุดใหม่จะมีแค่ 7 คน น้อยกว่าบอร์ดชุดแรกที่มีถึง 11 คน โดยทั้ง 7 คนจะคัดเลือกตามความเชี่ยวชาญ 7 ด้าน ด้านละ 1 คน ได้แก่ ด้านกิจการกระจายเสียง ด้านกิจการโทรทัศน์ ด้านกิจการโทรคมนาคม ด้านวิศวกรรม กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

หนึ่งในหัวใจสำคัญของกระบวนการ คือ “คณะกรรมการสรรหา” ซึ่งจะกำหนดหลักเกณฑ์-วิธีการคัดเลือกเพื่อส่งรายชื่อผู้รับสมัคร “ที่เห็นสมควร” ให้วุฒิสภาโหวตเลือก

โดยบอร์ดจะมาตาม “ตำแหน่ง”


1.ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 คน

2.ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโส ที่เคยดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

3.ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

4.กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุม ป.ป.ช.

5.กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุม คตง.

ไม่เว้นวรรค 1 ปี จุดตายเรียบ
สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้น คือ มีสัญชาติไทย “โดยการเกิด” อายุ 40-70 ปีไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม อาทิ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือในพรรคการเมือง ไม่อยู่ระหว่างถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ไม่ล้มละลาย-ทุจริต ต้องคำพิพากษาให้จำคุกหรือถูกคุมขัง ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิด เว้นแต่โดยประมาท-ลหุโทษ-หมิ่นประมาท เคยถูกไล่ออก-ปลดออก-ให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือเอกชนเพราะทุจริตหรือประพฤติชั่ว หรือเคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง

ไม่เป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้บริหารที่ปรึกษาและพนักงาน ของนิติบุคคลทำธุรกิจด้านกระจายเสียง โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ในช่วง 1 ปีก่อน

“เงื่อนไขต้องเว้นวรรค 1 ปี เป็นปัญหาในการตีความมากในการสรรหาหนก่อน เพราะบางฝ่ายก็มองว่า ต้องครอบคลุมทุกองค์กรที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. และรวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวเนื่อง อย่างกรณีผู้บริหารในสถาบันหนึ่งที่สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นประเด็นเพราะมหิดลได้รับใบอนุญาตช่องทีวีดาวเทียมจาก กสทช.”

กก.สรรหาขีดเส้นคุณสมบัติ
ส่วนคุณสมบัติเฉพาะ คือ ต้องเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หรือหน่วยงานรัฐ-รัฐวิสาหกิจ หรือมียศตั้งแต่พันเอก หรือรองศาสตราจารย์ขึ้นไป หากเป็นภาคเอกชนต้องอยู่ในตำแหน่งบริหารไม่น้อยกว่า 3 ปี-ไม่ต่ำกว่ารองกรรมการผู้จัดการ บริษัทมหาชน ที่มีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

หรือมีประสบการณ์ทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หรือด้านการบริหารกิจการกระจายเสียง-โทรทัศน์-โทรคมนาคมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี

แต่ก่อนที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะประกาศรับสมัคร คณะกรรมการสรรหาต้องประกาศลักษณะของความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และผลงานของแต่ละด้านที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.ก่อน

สูตร 30-30-30-20
จากนั้น สำนักงานเลขาฯ จะประกาศการ “เปิดรับ” ผ่านทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างน้อย 30 วัน

โดยในการสรรหาครั้งก่อนที่ถูกวุฒิสภาตีตกไม่โหวตเลือก สำนักงานเลขาฯได้เปิดรายชื่อผู้สมัครเพื่อเปิดให้ส่งข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นมาให้ประธานสรรหา ได้ ทั้งยังเปิดให้ผู้สมัครได้มีโอกาสแสดงวิสัยทัศน์รายละ10-15 นาที (แต่กฎหมายไม่ได้บังคับ)

หลังจากนั้น คณะกรรมการสรรหาจะคัดเลือกผู้สมัครให้เหลือจำนวน “2 เท่า” ของกรรมการที่พึงมีในแต่ละด้านภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายชื่อผู้สมัครจากสำนักงานเลขาฯ

ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก ให้เป็นไปตามที่ “คณะกรรมการสรรหา” กำหนด โดยผู้ได้รับคะแนนสูงสุดในแต่ละด้านจะเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกหากคณะกรรมการเลือกไม่ทันใน 30 วัน ก็ให้ส่งเฉพาะ “ด้าน” ที่เลือกทันไปก่อน

จากนั้นเลขาธิการวุฒิสภาจะนำบัญชีรายชื่อพร้อมประวัติเสนอต่อประธานวุฒิสภาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่บอร์ดคัดเลือกเสร็จเพื่อเสนอให้วุฒิสภามีมติเลือกภายใน 30 วัน โดยให้ลง “คะแนนลับ” และผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับคัดเลือก

เมื่อผู้ได้รับคัดเลือกประชุมเลือก “ประธานบอร์ด” ชุดใหม่เรียบร้อยแล้วจึงนำรายชื่อบอร์ดชุดใหม่แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบภายใน 20 วัน นับแต่วันที่วุฒิสภาลงมติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,205
รัฐจ่อดัน กม.คุมเกม นักแคสเกมชื่อดังออกโรงค้าน แต่ถูกถามทำไมกรณีวันเฉลิมถึงเงียบ


2 ก.ค. 2563 วานนี้ “พี่แว่น FPS Thailand” หรือ บาส ชนิกนันท์ ทิพย์ไพโรจน์ ผู้ก่อตั้งทีม MiTH หรือ Made in Thailand E-Sports ทีมอีสปอร์ตที่มีชื่อเสียงในไทย ได้เปิดเผยผ่าน Twitch ว่าตนถูกเรียกไปพูดคุยที่รัฐสภาเรื่อง "กฎหมายควบคุมเกม" โดยกล่าวถึงเนื้อหาว่าตอนนี้มี 85 องค์กรที่สนับสนุนกฎหมายนี้ ซึ่งหากกฏหมายนี้ผ่านจะทำให้การแข่งเกมต้องขออนุญาต ห้ามแข่งขันเกม FPS หรือเกมที่มีความรุนแรง สตรีมเมอร์ห้ามสตรีมเกิน 2 ชม. ต่อวันเพราะจะมีประเด็นเรื่องสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง และคาดว่าน่าจะถูกบังคับใช้จริงควบคู่กับ พ.ร.บ e-Service กฎหมายอีกฉบับที่ร่างขึ้นเพื่อเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศ ทั้งหนัง เพลง เกม ฯลฯ เพื่อดึงรายได้เข้ารัฐเพิ่มอีก 3,000 ล้านบาท

#EsportsTH เกิดขึ้นหลังมีประเด็นกฏหมายควบคุมเกม

วงการอีสปอร์ตเกิดการตื่นตัวในเรื่องนี้มากจนเกิด #EsportsTH ขึ้นมา ซึ่งมีทั้งคนในวงการอีสปอร์ต และผู้ใช้โซเชี่ยลจำนวนมากร่วมกันติดแฮสแท็ก รวมถึงเจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ @MisterHeartz ของเอก HEARTROCKER ยูทูปเบอร์และนักแคสท์เกมชื่อดัง ซึ่งเดิมเคยมีประเด็นที่มีกลุ่มแฟนคลับเรียกร้องให้เอกแสดงจุดยืนในเรื่องวันเฉลิมอุ้มหาย แต่ก็มีแฟนคลับอีกกลุ่มพยายามปกป้องและชี้ว่าเรื่องวันเฉลิมไม่เกี่ยวข้องกับเอก ไม่ให้ดึงเอกไปเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมือง

จากกฏหมายควบคุมเกมสู่การถกเถียงจุดยืนทางเสรีภาพ

หลังจากเอกทวิตข้อความ “ลิมิตการสตรีมแค่ 2 ชม.มีผลยังไงบ้าง” พร้อมติด #EsportsTH จึงเกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมในตอนกระแส #saveวันเฉลิม จึงไม่แสดงจุดยืน แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองจึงออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเหมือนกัน จากนั้นจึงมีแฟนคลับของเอกออกมาทวิตโต้กันไปมาในเชิงปกป้องและกล่าวว่า เรื่องกฏหมายควบคุมเกมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเอกโดยตรง แต่เรื่องของวันเฉลิมไม่ใช่เรื่องของเอกโดยตรง ทำไมเอกจึงต้องแสดงจุดยืนในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเขาด้วย และเรียกร้องให้เอกลบทวิตนี้

#คุณโดนอุ้มก็เรื่องของคุณค่ะ - การเพิกเฉยต่อกรณีทางการเมือง

เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ @natthanachi ทวิตข้อความ “คุณโดนอุ้มก็เรื่องของคุณค่ะ เพราะเข้าใจไว้ว่าคุณตัดสินใจแบกรับความเสี่ยงตั้งแต่ออกมาเรียกร้องแล้ว แต่พี่เอกเขาอาจคิดคนละแบบกับคุณ นั่นคือเขาไม่พร้อมรับความเสี่ยง แล้วคุณจะไปบังคับไปกดดันเขา ซึ่งคุณพร้อมยอมรับความเสี่ยงแทนเขามั้ยคะ? (จะเข้าใจที่เราพูดมั้ยน้า??)”

ทวิตนี้กลายเป็นกระแสขึ้นมาจนมี #คุณโดนอุ้มก็เรื่องของคุณค่ะ ขึ้นมาเป็นเทรนอันดับ 1 ในทวิตเตอร์ ซึ่งมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยพยายามจะแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและการเพิกเฉยต่อกรณีอุ้มหายวันเฉลิม และกล่าวไปถึงคนดังในทุกวงการของไทยว่ามีการเพิกเฉยต่อกรณีทางการเมืองทั้งสิ้น เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของรัฐบาล

แฟนคลับชี้เอกก็สนใจการเมือง - การกลับมาของ#saveวันเฉลิม

ผู้ใช้ทวิตเตอร์หลายบัญชีพยายามทวิต #คุณโดนอุ้มก็เรื่องของคุณค่ะ ว่าไม่ได้เป็นข้อความที่มาจากเอกแต่มาจากแฟนคลับ พวกเขาแก้ต่างให้เอกว่า เอกก็สนใจการเมืองเพราะเคยพูดถึงเรื่องการเมืองอยู่บ้างใน podcast และเวลาสตรีมเกม ดังนั้นเอกก็ควรมีสิทธิที่จะปกป้องตนเองในเรื่องที่ตนเองเดือดร้อน อีกด้านหนึ่งก็มีผู้แสดงความคิดเห็นว่า ดีใจที่ #saveวันเฉลิม กลับมาติดเทรนในทวิตเตอร์ แต่ก็มีบางส่วนตั้งคำถามว่า การที่ #saveวันเฉลิม กลับมาติดเทรนด์ในทวิตเตอร์นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ

สำหรับกระแสของ #saveวันเฉลิม พบว่ามีคนบางส่วนพูดถึงการเพิกเฉยต่อเรื่องอุ้มหายวันเฉลิม มากขึ้น และกล่าวว่า สิ่งที่วันเฉลิมทำนั้นเพื่อประชาธิปไตย แต่ถูกกลุ่มคนบางกลุ่มโจมตีและมองว่า การอุ้มหายของวันเฉลิมเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปไม่ควรเข้าไปช่วยเหลือหรือยุ่งเกี่ยว

รัฐจ่อดัน กม.คุมเกม นักแคสเกมชื่อดังออกโรงค้าน แต่ถูกถามทำไมกรณีวันเฉลิมถึงเงียบ
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,206
‘เน็ตประชารัฐ’ เละตุ้มเปะ ‘สตง.’ ควานไม่เจอความสำเร็จ ชี้ควรเร่งเปิดโครงข่าย-กำหนดพื้นที่โครงการให้ชัดเจน


นายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ดำเนินโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการพัฒนาโครงข่ายให้ครอบคลุมหมู่บ้านเป้าหมายในพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์และยังไม่มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จำนวน 24,700 หมู่บ้าน ภายใต้วงเงินงบประมาณ 13,000 ล้านบาท โดยใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559

ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาได้ทัดเทียมกับประเทศอื่น โดยทุกคนเข้าถึงได้ มีความพร้อมใช้ และอยู่ในราคาที่จ่ายได้ มีขอบเขตการดำเนินงาน อาทิ การจัดให้มีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง การกำหนดให้มีการสำรวจและออกแบบจุดให้บริการฟรีไวไฟ ให้สามารถเข้าถึงและใช้บริการได้โดยสะดวกและเหมาะสมอย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 จุด โดยให้บริการที่ความเร็วไม่ต่ำกว่า 30 เมกะบิต/10 เมกะบิต (ดาวน์โหลด/อัพโหลด) และจัดทำแผนสนับสนุนการใช้ประโยชน์โครงข่ายเน็ตประชารัฐ

นายประจักษ์ กล่าวว่า โครงการเน็ตประชารัฐดำเนินการวางโครงข่ายแบบเปิด และจัดให้มีจุดให้บริการฟรีไวไฟ แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2560 และดำเนินการตามแผนสนับสนุนการใช้ประโยชน์โครงข่ายเน็ตประชารัฐ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560-กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งกำหนดกิจกรรมหลักจำนวน 4 กิจกรรม ได้แก่ การสร้างการรับรู้ในการใช้ประโยชน์โครงข่ายและส่งเสริมการใช้งานแก่ประชาชน การตรวจสอบติดตามและประเมินทรัพย์สินโครงการ การสนับสนุนภารกิจด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ จากการตรวจสอบมีข้อตรวจพบ ปรากฏสาระสำคัญ ดังนี้

1.ยังไม่มีการเปิดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิด เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงกับประชาชน ภายหลังจากการดำเนินการวางโครงข่ายแล้วเสร็จ ซึ่งโครงการกำหนดให้การออกแบบและติดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงจะต้องมีลักษณะทางกายภาพเป็นโครงข่ายแบบเปิด ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อของผู้ให้บริการอื่นได้โดยสะดวก เพื่อให้เกิดการบูรณาการการใช้ทรัพยากรสื่อสาร ลดปัญหาความซ้ำซ้อนในการลงทุน สามารถให้บริการประชาชนอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง จากการตรวจสอบพบว่า โครงการเน็ตประชารัฐ ยังไม่สามารถเปิดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเข้ามาเชื่อมต่อโครงข่ายเพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงกับประชาชนในหมู่บ้านเป้าหมาย หลังจากวางโครงข่ายแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560

ทั้งนี้ ในการจัดให้มีการเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิด ซึ่งเป็นการเปิดให้เอกชนได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของรัฐเพื่อการพาณิชย์ ยังไม่มีการประกาศใช้แนวทาง/หลักเกณฑ์การให้บริการเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิดของโครงการเน็ตประชารัฐ จึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการ อาทิ เกิดการใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงทุนจำนวนมากถึง 9,848.56 ล้านบาท และประชาชนเสียโอกาสในการมีทางเลือกในการใช้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในราคาที่เหมาะสมในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

รวมทั้งการดำเนินโครงการอาจจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เรื่อง การลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในหมู่บ้านเป้าหมาย ในการเข้าถึงโครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ผลการดำเนินงานของโครงการ อาจยังไม่สามารถสนับสนุนนโยบายและแผนระดับชาติ ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดเป้าหมายให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เข้าถึงทุกหมู่บ้านทั่วประเทศเป็นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม สตง. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐ สามารถใช้ประโยชน์ตามหลักการโครงข่ายแบบเปิดและประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐได้ตามวัตถุประสงค์ จึงเสนอแนะให้นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดีอีเอส พิจารณาดำเนินการ เปิดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมสามารถเข้าเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กระทรวงดีอีเอสกำหนดโดยเร็ว รวมทั้งให้เร่งดำเนินการจัดทำรายละเอียดประกอบการจัดทำสัญญาการใช้โครงข่ายเน็ตประชารัฐ เช่น ข้อเสนอทางเทคนิค อัตราผลตอบแทน ที่เป็นส่วนประกอบในสัญญา เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม สามารถเข้าร่วมโครงการเพื่อให้บริการประชาชนในเชิงพาณิชย์ได้โดยเร็ว

2.การตรวจสอบและติดตามการใช้ทรัพย์สินของโครงการเน็ตประชารัฐ ยังไม่รัดกุมเพียงพอ โดยกระทรวงดีอีเอส มอบหมายให้ศูนย์ขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รับผิดชอบตรวจสอบหรือติดตามการใช้ประโยชน์จากโครงการ โดยติดตามการใช้งานโครงข่ายเน็ตประชารัฐจากศูนย์บริหารจัดการโครงข่าย และสามารถติดตามผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ด้วย ผลการตรวจสอบพบว่า ยังไม่สามารถควบคุม ตรวจสอบ และติดตามการเชื่อมต่อโครงข่ายเน็ตประชารัฐให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้บริการโครงข่ายแบบเปิด ส่งผลกระทบให้มีผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมบางราย นำโครงข่ายดังกล่าว ไปใช้งานโดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงดีอีเอสในฐานะเจ้าของโครงข่าย ซึ่งเป็นทรัพย์สินของราชการ และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กระทรวงกำหนด ส่งผลให้รัฐไม่ได้รับสิทธิหรือผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับ

“สตง. จึงเสนอแนะให้ปลัดกระทรวงดีอีเอส พิจารณาดำเนินการตรวจสอบติดตามการเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิดทั้งหมด หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องจากผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม แล้วทำให้รัฐไม่ได้รับสิทธิหรือผลประโยชน์ที่รัฐควรได้รับให้ดำเนินการตามสมควรแก่กรณี รวมทั้งให้กำหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง หรือคู่มือสำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อใช้ในการตรวจสอบ ติดตามการใช้งานโครงข่ายเน็ตประชารัฐตามแผนบริหารจัดการให้เป็นปัจจุบันอย่างเข้มงวดและเพียงพอ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนำทรัพย์สินของรัฐไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ณ ช่วงเวลาที่มีการเปิดใช้โครงข่ายแล้ว” นายประจักษ์ กล่าว

นายประจักษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ จากการตรวจสอบลักษณะการใช้อินเตอร์เน็ตของประชาชนในพื้นที่เป้าหมายทั้งจากจุดให้บริการฟรีไวไฟ ของโครงการเน็ตประชารัฐ และจากแหล่งอื่นๆ พบว่ายังไม่สามารถสะท้อนความสำเร็จของการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐตามวัตถุประสงค์ของโครงการได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้านเป้าหมายมีการใช้ประโยชน์จุดให้บริการฟรีไวไฟ จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐ และการใช้อินเตอร์เน็ตของประชาชนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการที่กำหนดไว้

สตง. จึงเสนอแนะให้พิจารณาดำเนินการทบทวนแนวทางส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐว่ายังมีความจำเป็นต้องสนับสนุนหรือไม่ หากพิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีความจำเป็น ให้เลือกแนวทางจัดอบรมโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับความต้องการของผู้เข้าร่วมอบรมในแต่ละพื้นที่ และควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้มีความชัดเจน โดยการกำหนดแนวทางการพิจารณาปรับรูปแบบให้สอดคล้อง ทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป และหากจะมีการดำเนินโครงการในลักษณะที่ต้องมีการกำหนดหรือคัดเลือกจุด/พื้นที่ดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ของประชาชนจำนวนมาก โครงการลักษณะดังกล่าวควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์ของการพิจารณาจุดหรือพื้นที่ดำเนินการให้ชัดเจนโดยให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือกจุดติดต


2/7/2563 'เน็ตประชารัฐ' เละตุ้มเปะ 'สตง.' ควานไม่เจอความสำเร็จ ชี้ควรเร่งเปิดโครงข่าย-กำหนดพื้นที่โครงการให้ชัดเจน
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,207
“Nation Space & Technology” เมื่อไทยคมประกาศจับมือ “แคท”

วันที่ 3 กรกฎาคม 2563

แม้การร่วมกันลงขันตั้ง “บริษัท เนชั่น สเปซ แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด” บริษัทร่วมทุนระหว่าง บมจ.ไทยคม และ บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท) ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยไทยคมถือหุ้น 75% จะถูกประกาศว่า เพื่อเป็นการร่วมกันให้บริการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาวเทียม

แหล่งข่าวระดับสูงภายใน บมจ.กสทฯ ระบุว่า จะเน้นที่การร่วมกันทำธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO : low earth orbit) ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ของอุตสาหกรรมดาวเทียมที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายรายกระโดดเข้ามาลงทุนในโครงการยิงดาวเทียม LEO อาทิ SpaceX ที่ก่อตั้งด้วยทุนส่วนตัวของอีลอน มัสก์ ซึ่งได้รับอนุมัติให้ยิงดาวเทียมแล้ว 12,000 ดวง และทยอยนำขึ้นสู่อวกาศแล้ว 420 ดวง

“โครงการร่วมทุนกับไทยคม จะนำร่องในการให้เช่าสถานีฐานภาคพื้นดินและสิ่งอำนวยความสะดวก เตรียมจะเจรจาเป็นพันธมิตรในการเป็นผู้แทนขายบริการต่าง ๆ ให้กับเจ้าของดาวเทียม LEO ซึ่งตอนนี้ก็กำลังรอประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์แลนดิ้งไรต์ (เกณฑ์การให้บริการดาวเทียมในประเทศไทย)”

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า จะถูกจับตาว่า อาจจะหมายรวมไปถึงการดึงไทยคมเข้ามามีส่วนในการบริหารดาวเทียมหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานระหว่างไทยคมกับกระทรวงดิจิทัลฯในเดือน ก.ย. 2564 ซึ่ง “แคท” ได้รับอนุมัติจากทั้งคณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติ และคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรวมถึงกำลังอยู่ในขั้นตอนอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ “แคท” เป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการทรัพย์สินหลังจบสัมปทาน


โดยทรัพย์สินตามสัมปทานที่ “แคท” สามารถเข้าบริหารจัดการได้เลยไม่ต้องรอกระบวนการพิพาทสิ้นสุดคือ ดาวเทียมไทยคม 4 ซึ่งมีอายุการใช้งานทางวิศวกรรมถึงปี 2565 และไทยคม 6 มีอายุการใช้งานถึงปี 2572 แต่สามารถขยายอายุการใช้งานเชิงวิศวกรรมได้อีก 3-5 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้แคทประเมินว่ามีต้นทุนดำเนินการราว 7-8 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งความร่วมมือนี้อาจรวมไปถึงการเป็น “พันธมิตร” ที่แคทระบุถึงทุกครั้งในแผนการเข้าร่วมประมูลวงโคจร GEO (geostationary orbit) สำหรับยิงดาวเทียมประเภทค้างฟ้าดวงใหม่ที่ กสทช.ตั้งเป้าจะนำวงโคจรที่ไม่มีผู้ใช้งานมาจัดเป็น 4 แพ็กเกจเปิดประมูลราวสิ้นปีนี้ เนื่องจาก “ความเชี่ยวชาญ” ในธุรกิจดาวเทียมเป็นหนึ่งในเกณฑ์พิจารณาคุณสมบัติผู้เข้าประมูล ซึ่งแน่นอนว่า “ไทยคม” คือบริษัทไทยรายเดียวที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้จริง ๆ

จากนี้จนถึง กันยายน 2564 น่าจะได้เห็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมดาวเทียมไทยที่เงียบเหงามานาน


 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,208
ข่าวดี! ดีอีเอสลุยช่วยนักศึกษาจบใหม่ 5 หมื่นคน ติดอาวุธทักษะด้านดิจิตอล มีเงินให้ระหว่างอบรมเดือนละ 1 หมื่น


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมลุยช่วยนักศึกษาจบใหม่ 5 หมื่นคน ติดอาวุธทักษะด้านดิจิตอล เพิ่มโอกาสหางาน มีเงินให้ผู้เข้าร่วมโครงการเดือนละ 1 หมื่น

ข่าวดี! ดีอีเอสลุยช่วยนักศึกษาจบใหม่ - นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงได้จัดโครงการฝึกอบรมทักษะด้านดิจิตอล เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาจบใหม่ เพราะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะมีนักศึกษาจบใหม่ที่ตกงาน อาจจะมีทักษะพื้นฐานไม่เพียงพอหรือไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งทักษะดิจิตอลมีความจำเป็นในทุกสาขาวิชา

ทำให้เกิดโครงการขึ้นมาในการอบรมทักษะด้านดิจิตอลให้นักศึกษาจบใหม่เป็นเวลา 3 เดือน โดยมีเงินให้ผู้เข้าร่วมโครงการเดือนละ 10,000 บาทระหว่างอบรม ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านดิจิตอลให้กับนักศึกษาจบใหม่เหล่านี้ให้สามารถหางานได้ โดยตั้งเป้าคนอบรมเบื้องต้น 50,000 ราย ซึ่งจะต้องเป็นคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีไม่เกิน 3 ปี และยังไม่มีงานทำ ตลอดจนต้องไม่ซ้ำซ้อนกับคนที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่แล้ว



โดยจะเน้นคนที่ไม่ได้จบทางด้านดิจิตอล ซึ่งจะสามารถเลือกอบรมได้อย่างน้อย 2 หลักสูตร จาก 4 หลักสูตร คือ

1. การทำ content

2. การจัดการข้อมูลเพื่อทำ Big Data

3. Digital Marketing และ

4. การทำ E-Commerce

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องผ่านการคัดเลือก และต้องเข้าเรียนตามที่กำหนดและผ่านการสอบวัดผล

พร้อมกันนี้จะมีการทำ job matching เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถได้คนที่มีทักษะตรงกับความต้องการ ดังนั้นจึงได้มีการหารือกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศ สมาคมธนาคารไทย สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย เพื่อทราบความต้องการของภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งหารือแนวทางในความร่วมมือในการอบรมทักษะ เพื่อให้ได้ทักษะที่ตรงกับความต้องการต่อไป

3/7/2563 ข่าวดี! ดีอีเอสลุยช่วยนักศึกษาจบใหม่ 5 หมื่นคน ติดอาวุธทักษะด้านดิจิตอล มีเงินให้ระหว่างอบรมเดือนละ 1 หมื่น
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,209
'วิโรจน์' จวกรัฐบาล มัดตราสังชาติ 20 ปี ตัดงบการศึกษา ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ


'วิโรจน์' จวกรัฐบาล จัดงบประมาณมัดตราสังชาติ 20 ปี แทนที่จะอุดหนุนงบการศึกษาเพิ่มขึ้น กลับตัดงบซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ

เมื่อเวลา 21.15 น. วันที่ 2 ก.ค. ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 เกี่ยวกับงบประมาณที่ใช้ไปสำหรับพัฒนาการศึกษาในประเทศว่า ถ้าเราปล่อยให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จัดงบประมาณทางการศึกษาแบบนี้ต่อไป ไม่มีทางที่จะพัฒนาเด็กไทย ให้เติบโตขึ้นมา เป็นพลเมืองที่มีความสามารถในการแข่งขัน และร่วมมือกับพลโลกจากนานาอารยประเทศได้เลย เทียบกับคนอื่นว่าช้ำแล้ว ถ้าเทียบกับตัวเองแล้วยิ่งช้ำ เขามีแต่ยิ่งเรียนแล้วยิ่งดีขึ้น

แต่การศึกษาไทย มีแต่จะสาละวันเตี้ยลง นี่คือระบบการศึกษาแบบ Moon Walk ลีลาเหมือนจะเดินไปข้างหน้า แต่พอเปรียบเทียบกับคนอื่น กลับเดินถอยหลังอยู่ตลอดเวลา การศึกษาในโลกในยุคปัจจุปัน ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดเรื่องที่คนรุ่นหนึ่งรู้ คนรุ่นหนึ่งเชื่อ เพื่อให้คนอีกรุ่นหนึ่งรู้ และเชื่อตามๆ กัน อีกต่อไป แต่เป็นกลไกในการพัฒนาคน ให้แต่ละคนมีคุณค่าในตนเองที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อรองรับกับสภาพสังคมในโลกอนาคต

ผลการศึกษาไทยจากผลการทดสอบ PISA ที่ประเมินคุณภาพของระบการศึกษาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่าทั้ง 3 วิชา ทั้งทักษะการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ของประเทศไทย นั้นอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของโลกมาโดยตลอด เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ และเวียดนาม ก็ยืนยันได้ว่า การศึกษาของประเทศไทย คะแนนต่ำติดพื้น และเป็นฐานให้กับทั้งเวียดนาม และสิงคโปร์ แบบที่ไม่เห็นสัญญาณว่าจะโงหัวขึ้นมาได้

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า จากสถิติเด็กยากจนที่อยู่ในกลุ่มล่าง ที่มีทั้งทักษะการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ในประเทศสิงคโปร์ เด็กยากจน 100 คน มีเด็กที่มีทักษะที่แข่งกับโลกนี้ได้ถึง 43 คน เวียดนามเด็กยากจน 100 คน มีช้างเผือกที่มีโอกาสหลุดพันจากความยากจนอยู่ถึง 30 คน ในขณะที่การศึกษาของประเทศไทย เด็กยากจน 100 คน จะมีเพียง 4 คน เท่านั้นที่มีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจน

ถ้าการศึกษาไทยยังคงเหลื่อมล้ำแบบนี้ เด็กยากจน 100 คน ก็จะเติบโตพื้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ยากจนต่อไป เอาแค่ 3 เจเนอเรชั่น จากเด็กยากจน 100 คน จะเบ่งบานกลายเป็นคนจน 182 คน นี่ไม่ใช่การปฏิรูปประเทศ แต่เป็นสารรูปประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์มัดตราสังชาติ 20 ปี

เป็นเรื่องจริงที่ว่า ประเทศสิงคโปร์จำนวนเด็กลดลง แต่เขามองว่านี่คือโอกาสที่จะปรับปรุงคุณภาพทางการศึกษา และทุ่มงบประมาณไปที่เด็กยากจน เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ เหมือนกับครอบครัวที่มีลูกน้อยลง ก็สามารถทุ่มงบประมาณในการพัฒนาลูกได้อย่างเต็มที่มากขึ้น แต่ประเทศไทยของเราคิดสวนทาง เราปรับลดงบประมาณลงตามจำนวนเด็กที่ลดลง เพื่อคงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ดำรงอยู่ต่อไป

"เด็กที่เรียนอยู่ในชั้นอนุบาล 1 - ม.3 ในประเทศไทย ที่มีอยู่ 4.9 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเด็กยากจนอยู่ถึง 1.64 ล้านคน และใน 1.64 ล้านคน มีเด็กที่อยู่ในกลุ่มยากจนพิเศษที่ผู้ปกกรองมีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 บาท อยู่ถึง 7 แสนคน ซึ่งเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระการศึกษา ยิ่งเจอกับปัญหาการระบาดของโควิด มีการประเมินกันว่า เด็กอาจจะหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้น แทนที่รัฐบาลจะเพิ่มการอุดหนุนเพิ่มขึ้น กลับไปตัดงบประมาณซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ แล้วกลับไปเพิ่มงบกลางที่ พล.อ.ประยุทธ์สามารถเซ็นได้คนเดียว นายกฯ ทอดทิ้งเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างไร และมีคนบอกว่าประเทศเรากำลังจะล้ำ ผมก็คิดว่าเลิศล้ำ ที่ไหนได้ เหลื่อมล้ำ"



เด็กที่เติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ จะสร้างรายได้และเป็นกำลังการบริโภคให้กับประเทศ ซึ่งจะเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชนต่างๆ ตามมาอีกมากมาย แต่ถ้าเด็กเติบโตพื้นมาอย่างไม่มีคุณภาพโดยที่รัฐไม่เหลียวแล เด็กกลุ่มนี้ก็ยังต้องอยู่กับแผ่นดินนี้ต่อไปจนลมหายใจ

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า สุดท้าย ในงบปี 64 ที่ประโคมข่าวเรื่อง Coding และ STEM Education ที่จะพลิกการศึกษาไทยสู่อนาคต 4.0 ซึ่งมีงบประมาณอยู่แค่ 124.6 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นโครงการลูบหน้าปะจมูก ซึ่งมีแต่งบประมาณ ประเภทที่เป็นโครงการรณรงค์ ประชุมสัมมนาต่างๆ ที่ดึงครูออกนอกห้องเรียน และเป็นโครงการที่มีแต่จะสร้างภาระงานธุรการให้กับครู และงบประมาณโครงการเหล่านี้สูงถึง 5,818 ล้านบาท

ปีการศึกษาหนึ่งมี 200 วัน ครูต้องทิ้งห้องเรียน เพราะโครงการจำพวกนี้ถึง 84 วัน การที่รัฐบาลจัดงบทางการศึกษาแบบนี้ คือการทำให้เด็กสูญเปล่าทางการศึกษา และสนับสนุนให้ครูทิ้งห้องเรียน และเอาเด็กเป็นปาหี่ทางการศึกษาเท่านั้นเอง 5,818 ล้านบาท ถ้าเอามาดูแลอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน จากวันละ 20 บาท เป็น 23 บาท ก็จะใช้งบเพียง 3,960 ล้านบาท

ถ้าเอามาจัดรถรับ-ส่งนักเรียน เพื่อให้นักเรียนในชุมชนบ้านห่างทางไกล ที่มีอยู่ประมาณ 1 ล้านคน สามารถเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพ ที่่สามารถเติมเต็มความฝันของพวกเขาได้ นี่ให้เงินแค่ 4,000 ล้านบาท ทำไมรัฐบาลนี้ถึงไม่สามารถสร้างชีวิตที่ดีให้กับนักเรียนได้เลย เราเอาเงินที่สร้างจะภาระงานธุรการให้กับครู มาให้ใช้การปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับนักเรียน จะไม่ดีกว่าหรือ

"จากการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ มีการเลื่อนเปิดเทอมไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม ผมก็คิดว่า จะมีการเตรียมการปรับ สภาพโรงเรียน ติดตั้งอ่างล้างมือเพิ่มเติม จัดทำฉากกั้นระหว่างโต๊ะเรียน จัดซื้อเครื่องตรวจวัดคุณหภูมิ และเจลแอลกอฮอล์ต่างๆ เพื่อป้องกันการ ระบาดของโรค ซึ่งก็ปรากฏว่ามี แต่ไม่มีงบประมาณให้ ให้โรงเรียนไปกระเบียดกระเสียด เบียดบังเอางบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่มีอยู่แค่หัวละ 100-200 บาท มาใช้ การศึกษาไทยไม่เคยปรุบปรุงคุณภาพชีวิตของเด็กเลย ต่อให้หลักสูตรดีอย่างไรก็เรียนไม่รู้เรื่อง ถ้าคุณภาพชีวิตของเด็กไม่ดี เราต้องเชื่อว่า ถ้าเด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี กินอิ่ม นอนหลับ ได้รับความเอาใจใส่ พัฒนาการจะเกิดได้ด้วยตัวเขาเอง"

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า งบประมาณทางการศึกษาในปี 64 ยังคงเป็นระบบการศึกษาแบบเก่า ที่เราทำกันอยู่ นี่ไม่ได้เรียกว่า "สอน" แต่เป็นการ "หลอน" ที่พยายามทำให้เด็ก ทุกๆ คน เป็นเหมือนๆ กัน กดให้เด็กยอมทำตามคำสั่ง เป็นระบบที่ให้นายทุนใช้เลือกคนไปเป็นแรงงาน เรียนมากแต่รู้น้อย รู้น้อยแต่สอบมาก พอสอบมาก ได้ผลน้อย พอได้ผลน้อย ก็เลยวนกลับไปเรียนเพิ่มอีก วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ของการศึกษาไทย ที่จ่ายเงินครบก็จบแน่ เอาก้นมานั่งแช่ก็ได้ใบ แต่ไม่อาจสร้างทักษะที่จำเป็นให้กับเด็กไทยได้เลย ซึ่งทั่วโลกเขาสอนให้เด็กเป็นเจ้านายตัวเอง แต่เรายังคงหลอนให้เด็กเป็นเจ้าคนนายคน ทั่วโลกเขาพยายามสร้างธุรกิจใหม่ สร้างผู้ประกอบการ ส่วนของเรายังคงจมปลักกับภาษิต สิบพ่อคำไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง

"นี่ไม่ใช่นิวนอร์มัล แต่เป็น Very Old Coconut Shell หรือ กะลาใบเก่าๆ ใบเดิม งบประมาณปี 2564 นี้ มันไม่ใช่งบการศึกษา เพื่อสร้างให้เด็กเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นพลโลก แต่เป็นงบที่เอากะลาน้ำแข็งมาครอบเด็กไทย และผมเชื่อว่าถ้าให้พล.อ.ประยุทธ์ และให้รัฐบาลนี้ จัดงบประมาณแบบนี้ต่อไป ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของประเทศในภาพรวม จะยังคงต่ำแบบนี้ต่อไป และยังคงเหลื่อมล้ำอยู่แบบเดิม ซึ่งผมและพรรคก้าวไกล ยอมรับกับงบประมาณทางการศึกษาแบบนี้ไม่ได้ และจำเป็นต้องโยนกะลาใบนี้คืนให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายวิโรจน์ กล่าว

3/7/2563 'วิโรจน์' จวกรัฐบาล มัดตราสังชาติ 20 ปี ตัดงบการศึกษา ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ



นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า สุดท้าย ในงบปี 64 ที่ประโคมข่าวเรื่อง Coding และ STEM Education ที่จะพลิกการศึกษาไทยสู่อนาคต 4.0 ซึ่งมีงบประมาณอยู่แค่ 124.6 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นโครงการลูบหน้าปะจมูก ซึ่งมีแต่งบประมาณ ประเภทที่เป็นโครงการรณรงค์ ประชุมสัมมนาต่างๆ ที่ดึงครูออกนอกห้องเรียน และเป็นโครงการที่มีแต่จะสร้างภาระงานธุรการให้กับครู และงบประมาณโครงการเหล่านี้สูงถึง 5,818 ล้านบาท
 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,210
'สมคิด' ดึงสหรัฐลงทุน EEC ดันไอเดียซิลิคอนวัลเลย์


3 กรกฎาคม 2563

“สมคิด” กล่อมทูตสหรัฐลงทุนไทย ขยายซัพพลายเชน ย้ำไทยโดดเด่นภาคการผลิต ตลาดเงิน ตลาดทุน พร้อมให้ทำแพ็คเกจส่งเสริมจากบีโอไอ ผุดไอเดียซิลิคอนวัลเลย์ในอีอีซี

นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
ได้เข้าพบ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล วานนี้ (2 ก.ค.) และได้หารือการเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับไทย

นายสมคิด กล่าวว่า เอกอัครราชทูตสหรัฐได้พัฒนากรอบแนวคิดบางอย่างในการสร้างความร่วมมือในการลงทุนระหว่างกันมาเสนอให้พิจารณาว่าอุตสาหกรรมอะไรบ้างที่จะต่อยอดความร่วมมือกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย

“ผมได้เสนอไปว่าให้สหรัฐโฟกัสที่ประเทศไทยเป็นพิเศษ เพราะเรามั่นใจว่าในขณะนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ CLMVT ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาเซียน”

นอกจากนี้ ในปี 2564 จะเป็นปีที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ประเทศไทยจะยิ่งมีความโดดเด่น


ขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนของไทยมีความแข็งแรงและมีความน่าดึงดูดไม่แพ้ตลาดสิงคโปร์ โดยเฉพาะเมื่อไทยมีความเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นของฮ่องกงและเสินเจิ้นในจีน จะทำให้ไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่สหรัฐควรจะให้ความสำคัญในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นลำดับแรก


นอกจากนี้ได้ชี้แจงบอกกับเอกอัครราชทูตสหรัฐว่าประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมภาคบริการและอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี ซึ่งไทยสนใจที่จะให้สหรัฐมาลงทุนในไทยโดยเฉพาะในซิลิคอนวัลเลย์ จึงได้เสนอให้สหรัฐทำแพ็คเกจมาเสนอขอส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี ซึ่งรวมทั้งบริษัทสตาร์ทอัพ สถาบันวิจัย และสถานศึกษา โดยไทยจะให้การส่งเสริมการลงทุนได้ทั้งมาตรการทางภาษีและการส่งเสริมผ่านกองทุนเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

“ได้บอกกับเขาว่าเราจะเป็นฐานทั้งศูนย์กลางการผลิต ภาคบริการ และภาคการเงินของภูมิภาคได้ รวมทั้งในส่วนของการบริการทางการแพทย์ ซึ่งไทยมีศักยภาพด้านนี้ จึงอยากให้สหรัฐเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ทางเศรษฐกิจร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”



นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร กล่าวว่า ได้หารือว่าไทยและสหรัฐจะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะในด้านการลงทุนซึ่งในมุมมองของนักลงทุนสหรัฐมีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยเนื่องจากมองว่ามีศักยภาพทางเศรษฐกิจและสามารถที่จะเป็นที่ตั้งของซัพพลายเชนสหรัฐได้

“ในมุมมองส่วนตัวเชื่อว่าไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนการผลิตของอุตสาหกรรมได้ ซึ่งคาดว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามายังไทยมากขึ้น รวมถึงบริษัทและอุุตสาหกรรมของสหรัฐด้วยซึ่งก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อไป”

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า การส่งเสริมการลงทุนธุรกิจดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้นำร่องตั้งโครงการ Thailand Digital Valley @ Digital Park Thailand อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 30 ไร่ เป็นฮับธุรกิจดิจิทัลอีกแห่งของไทยและอาเซียน นอกเหนือจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งมีธุรกิจดิจิทัลกระจุกอยู่มาก

Thailand Digital Valley ยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาเมืองเป็น Smart City และเพิ่มประสิทธิภาพของภาคอุตสาหกรรมและบริการในอีอีซี รวมทั้งช่วยเร่งให้การปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digitization) ของผู้ประกอบการในพื้นที่ด้เร็วขึ้น



สำหรับดิจิทัลเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เติบโตก้าวกระโดดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ยกระดับอุตสาหกรรมอื่น โดยช่วงปี 2558–2562 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล 990 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 40,000 ล้านบาท และปี 2562 มียอดคำขอในอุตสาหกรรมดิจิทัล 185 โครงการ มูลค่าการลงทุน 9,000 ล้านบาท

โครงการเฟส 1 ส่วนอาคารสำนักงานและ Intelligent Operation Center กำลังเดินหน้าพัฒนา ซึ่งมีพื้นที่รองรับผู้ประกอบการดิจิทัล 600 ตารางเมตร ในส่วนนี้บีโอไอร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เชิญชวนสตาร์ทอัพให้เข้ามาตั้งกิจการในอาคารนี้ก่อน โดยระยะแรกเน้นกลุ่มสตาร์ทอัพในภาคตะวันออก และกลุ่มสตาร์ทอัพอื่นที่จะมาช่วยพัฒนาโซลูชั่นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาของเมือง หรือแก้ปัญหาของภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและบริการในภาคตะวันออก

ส่วนอาคารถัดไป คือ Digital Knowledge Exchange Center ขนาด 4.5 พันตารางเมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันไอโอทีและนวัตกรรมดิจิทัล จะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือน ก.พ.2564 บีโอไอกับ DEPA จะขยายเป้าหมายการเชิญชวนนักลงทุนในวงที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก (Tech Companies) เช่น Huawei, Google, Microsoft และบริษัทขนาดใหญ่และกลางที่ต้องการสร้างนวัตกรรม ให้เข้ามาทำงานร่วมกับกลุ่มสตาร์ทอัพไทยด้วย

ทั้งนี้ การดึงดูดผู้ประกอบการและกลุ่มสตาร์ทอัพเข้ามาตั้งกิจการในพื้นที่ Thailand Digital Valley บีโอไอได้กำหนดสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับการลงทุนในอีอีซี จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% อีก 2 ปี เพิ่มเติมจากการยกเว้นภาษีเงินได้ 5-8 ปี และหากพัฒนาบุคลากรไทยตามเงื่อนไขจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% เพิ่มอีก 3 ปี รวมเป็นการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมทั้งหมด 5 ปี

นอกจากนี้ ยังชูจุดขายอื่นๆ ของพื้นที่ เช่น ระบบนิเวศน์ของธุรกิจดิจิทัลที่มีความสมบูรณ์ โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า การพัฒนาโซลูชั่นเพื่อตอบโจทย์ในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีความท้าทาย และโอกาสที่จะได้ทำงานร่วมกับนวัตกรและบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก

อีกทั้งยังจะมีโอกาสร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และผู้ประกอบการในอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ (Space Krenovation Park) ที่ตั้งอยู่ในบริเวณติดกันภายในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) อีกด้วย

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
112,821 Posts
Discussion Starter #7,211
“สมคิด” ชงตั้ง “ไทย-สหรัฐ ซิลิคอนวัลเลย์” ใน EEC ให้สิทธิพิเศษ

วันที่ 4 กรกฎาคม 2563

“สมคิด” หารือทูตสหรัฐ เสนอตั้ง “ซิลิคอนวัลเลย์” ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมให้ BOI จัดทำแพ็กเกจพิเศษดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐ โดยเฉพาะ ด้านบริการ-การศึกษา ต้องการเห็นสถาบันวิจัย-มหาวิทยาลัยชั้นนำสหรัฐเข้ามาลงทุนในไทย ด้านทูตสหรัฐเชื่อไทยพร้อมเป็นซัพพลายเชนสำคัญในภูมิภาคนี้เชื่อมต่อตลาดสหรัฐ พร้อมยื่นหนังสือข้อเสนอแนะ 6 ภาคอุตสาหกรรมที่นักลงทุนสหรัฐสนใจ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือกับ H.E. Mr.Michael George DeSombre เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยได้แจ้งทูตสหรัฐว่าประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมภาคบริการและอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี ซึ่งไทยสนใจที่จะให้สหรัฐเข้ามาลงทุน “ฝ่ายไทยได้เสนอว่า ควรจะมีการจัดตั้ง Thai-American Silicon Valley และให้สหรัฐจัดทำแพ็กเกจพิเศษเพื่อขอส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งไทยสามารถที่จะเป็นฐานทั้งศูนย์กลางการผลิต ภาคบริการ และภาคการเงินของภูมิภาคได้ รวมทั้งในส่วนของการบริการทางการแพทย์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านนี้ จึงอยากให้สหรัฐเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย” นายสมคิดกล่าว

ทั้งนี้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และได้มอบนโยบายให้ BOI ไปดำเนินการ เพื่อให้สิทธิพิเศษกับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ทางด้านบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษา ต้องการสถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ให้เริ่มมาลงทุนในประเทศไทย เพราะเชื่อว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางของวิทยาการในภูมิภาคนี้ ส่วนเรื่องของตลาดเงิน-ตลาดทุนไทยก็ไม่แพ้สิงคโปร์

“ผมบอกท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐไปว่า ผมอยากให้อเมริกาโฟกัสประเทศไทยเป็นการพิเศษ เพราะเราเชื่อว่า ในขณะนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ CLMVT ซึ่งเป็นเมนแลนด์ของอาเซียน และในปีหน้าโครงการ EEC ทั้งหลายจะเริ่มสมบูรณ์ เราสามารถที่จะเชื่อมโยงกับประเทศอีกหลายประเทศในบริเวณใกล้เคียงในขณะเดียวกันตลาดเงินตลาดทุนของเราก็มีความแข็งแรงอย่างยิ่ง”

ด้าน H.E. DeSombre กล่าวภายหลังการเข้าพบว่า ได้พูดคุยกันถึงแนวการทำงานร่วมกันระหว่างสหรัฐกับไทยในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของไทยให้มีความเข้มแข็ง และส่งเสริมให้นักลงทุนของสหรัฐเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เชื่อว่าประเทศไทยมีความน่าลงทุน มีศักยภาพและเหมาะสมอย่างมากสำหรับการที่บริษัทของสหรัฐเข้ามาประกอบกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นซัพพลายเชน (supply chain) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเข้ามาว่า ก่อนหน้านี้ H.E. DeSombre เอกอัครราชทูตสหรัฐได้ยื่นข้อเสนอแนะ “มาตรการเพื่อขยายการลงทุนและดึงดูดห่วงโซ่อุปทานจากสหรัฐมายังประเทศไทย” ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยหนังสือฉบับดังกล่าวทำขึ้นหลังจากที่ได้สำรวจความคิดเห็นของบริษัทสหรัฐถึงแนวคิดที่จะทำให้ตลาดไทยสามารถดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนสหรัฐให้มากขึ้น โดยเน้นไปที่นักลงทุนสหรัฐจะได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ซึ่งเชื่อมโยงเข้ากับตลาดสหรัฐ “อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้”

โดยสหรัฐให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทย แบ่งออกเป็น 6 ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ต้องการให้ไทยจัดทำมาตรการจูงใจ (ส่งเสริมการลงทุน) สำหรับการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวกับกระบวนการผลิตและชิ้นส่วน เทียบเท่ากับการให้การส่งเสริมผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป การขอใช้เงินกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลดความซับซ้อนในการขอรับส่งเสริม การลงทุนจาก BOI 2) พลังงาน ต้องการให้ผู้ผลิตไฟฟ้า SPP ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระขายไฟฟ้าส่วนเกินให้กับระบบของ กฟภ.-กฟน.ผ่านสายส่งของประเทศได้ การเร่งพัฒนาให้สัมปทานแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย และการเปิดโอกาสให้สหรัฐเข้าร่วมในการซื้อขายก๊าซ LNG ผ่านทางโครงข่ายท่อส่งก๊าซ-สถานีรับก๊าซของ ปตท.

3) โลจิสติกส์และการขนส่ง ขออนุญาตให้มีการใช้ระบบดิจิทัลในการส่งเอกสาร การอนุมัติ และระบบเอกสารที่เชื่อมโยงกับภาคีสมาชิก ACMECS การใช้ระบบพิธีสารศุลกากรแบบตามบัญชี (account-based) และเสนอให้ทำความตกลงว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างศุลกากรสหรัฐ-ไทย (CMAA)

4) เศรษฐกิจดิจิทัล สหรัฐต้องการให้มีการโอนข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางอย่างปลอดภัยด้วยอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้ (trusted internet) การอนุญาตให้ธนาคารต่างชาติใช้ร้านสะดวกซื้อในการเก็บรวบรวมข้อมูล การใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ การชำระเงินด้วยเช็คดิจิทัลการทำโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสำหรับ e-Commerce

5) นวัตกรรมทางการแพทย์ การเพิ่มกระบวนการดิจิทัลในการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ การขยาย platform สุขภาพและแพทย์ทางไกล การแก้ปัญหาในเรื่องของการค้างสะสมของปริมาณคำขอสิทธิบัตร และ 6) การเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ในเรื่องของการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านเมล็ดพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV)


 
7201 - 7211 of 7211 Posts
Top