SkyscraperCity banner

2601 - 2609 of 2609 Posts

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,097 Posts
ไทย‘ล็อกดาวน์’สกัด‘โควิด’ กระทบศก.ยามราตรีกว่าแสนล้านบ. ชี้ยิ่งนานฟื้นยาก

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2563

24 เม.ย. 2563 เว็บไซต์ นสพ.Nikkei Asian Review ของญี่ปุ่น เสนอข่าว “Pandemic dims lights on Thailand's $5bn nightlife sector” ระบุว่า มาตรการ “ล็อกดาวน์ (Lockdown)” สั่งปิดสถานที่ต่างๆ เพื่อตัดกิจกรรมที่มีผู้คนมารวมตัวกันอันเป็นช่องทางการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลไทยใช้มาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน มี.ค. 2563 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบริการภาคกลางคืนอย่างมาก โดยธุรกิจกลุ่มดังกล่าวในประเทศไทยทำรายได้ต่อปีสูงถึง 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.8 แสนล้านบาท

Nutthapon ชายวัย 37 ปี เจ้าของสถานประกอบการแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวว่า โควิด-19 กำลังจะฆ่าธุรกิจบาร์ นับตั้งแต่ทางการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศสั่งปิดสถานที่ต่างๆ เว้นแต่การขายอาหารสำหรับซื้อกลับบ้าน ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 2563 ก่อนถูกขยายไปทั่วประเทศในวันที่ 26 มี.ค. 2563 ทุกวันนี้ต้องนำเงินออมที่มีมาจ่ายค่าเช่าสถานที่และค่าจ้างพนักงานในร้าน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะอยู่รอดได้เกิน 2 เดือนหรือไม่

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทย ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองแสงสียามราตรีที่คึกคักที่สุดในโลก สำนักข่าว CNN สหรัฐอเมริกา เคยเปรียบเทียบกรุงเทพฯ ว่าอยู่ในระดับเดียวกับเมืองลาส เวกัส รัฐเนวาดาของสหรัฐฯ บรรดาไนท์คลับและบาร์สุดหรูบนดาดฟ้าโรงแรมถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง สิ่งเหล่านี้ดึงดูดเงินตราจากต่างประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของไทยที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดัน 4 ของโลก และมีนักท่องเที่ยวต่างแดนไปเยือนมากกว่าญี่ปุ่น

แต่แล้วเมื่อสถานบันเทิงถูกเชื่อมโยงกับไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะเหตุการณ์ระบาดใหญ่ช่วงกลางเดือน มี.ค. 2563 นำไปสู่มาตรการสั่งปิดของทั้งผู้บริหารกรุงเทพฯ และรัฐบาลกลางของไทย รวมถึงยังสั่งห้ามผู้คนรวมตัวกันและออกจากบ้านในยามค่ำคืน (เคอร์ฟิว-Curfew) จนกลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและคนวัยหนุ่ม-สาว ในเบื้องต้นประกาศสั่งปิดสถานที่ต่างๆ จะสิ้นสุดในสิ้นเดือน เม.ย. 2563 แต่มาตรการเคอร์ฟิวยังไม่แน่ชัดว่าจะเลิกใช้เมื่อใด ผู้จัดการบาร์รายหนึ่ง ระบุว่า หากต้องปิดต่อไปอีก 1 เดือน ต้องใช้เวลาฟื้นฟูธุรกิจราว 3-6 เดือน

และแม้รัฐบาลจะมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การหักค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานและลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคม แต่ธุรกิจกลางคืนกำลังจะพังทลายเพราะไม่สามารถหาเงินทุนได้อีกต่อไป รวมถึงผู้หญิงที่ทำงานในย่านกลางคืนก็ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการเยียวยาของรัฐ การถูกเลิกจ้างยิ่งทำให้ชีวิตคนเหล่านี้สิ้นหวัง

รายงานข่าวยังกล่าวอีกว่า มีสื่อท้องถิ่นบางสำนักของไทยพาดหัวข่าว “จะช่วยคนแก่หรือช่วยเศรษฐกิจ (Save the old or save the economy?)” เนื่องจากมีข้อถกเถียงว่าจะเลือกทางใดระหว่างมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ที่มีประสิทธิภาพในการลดการระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะเป็นห่วงกลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว) กับการยอมให้กิจกรรมต่างๆ กลับมาดำเนินการเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้โดยแลกกับความเสี่ยงการระบาดของโรค

อนึ่ง ที่ผ่านมามีบาร์บางแห่งพยายามนำเสนอนวัตกรรมเพื่อรักษาธุรกิจของตนไว้ เช่น ค็อกเทลในบรรจุภัณฑ์สุญญากาศ แต่เมื่อรัฐบาลประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่วันที่ 10-30 เม.ย. 2563 ความคิดสร้างสรรค์ทำนองนี้ก็ถูกตัดออกไปขณะที่ธุรกิจต้องเผชิญผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งนี้ แม้ความสำคัญของเศรษฐกิจกลางคืนจะมองไม่เห็นอย่างชัดเจน แต่ก็มีส่วนร่วมในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม มีความหวังว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเยือนหลังสิ้นสุดมาตรการล็อกดาวน์ ไม่เช่นนั้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบก็คงยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก รุ่งอรุณที่มาถึงล่าช้าทำให้ใครหลายคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,097 Posts
โรงพยาบาลเอกชนเข้า ICU ต่างชาติหายคนไข้ลด 40%

วันที่ 26 เมษายน 2563

กระทบยกแผง โรงพยาบาลเอกชนโอดพิษไวรัสโควิด-19 ทุบยอดคนไข้ร่วงระนาว คาดตัวเลขลดลงเบาะ ๆ 30-40% คนไข้ตื่นกลัวไม่อยากเข้า รพ.-มาตรการล็อกดาวน์ทำลูกค้าต่างประเทศหาย หวั่นลากยาว คาดไตรมาส 2 ยังหนัก ดิ้นปรับตัวลดค่าใช้จ่าย เบรกโอที-ผู้บริหารลดเงินเดือน “บำรุงราษฎร์-กรุงเทพ-สมิติเวช” ทยอยงัดบริการใหม่เสริมรายได้ จับตาโรงใหม่ปรับแผน-เลื่อนเปิด

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการโรงพยาบาลเอกชนเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ขณะนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และความตื่นกังวลของประชาชนที่เกิดขึ้น เริ่มส่งผลกระทบกับธุรกิจโรงพยาบาลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนคนไข้ที่ลดลง ทั้งคนไข้นอก และคนไข้ใน เนื่องจากคนไข้ หรือผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีความกังวลและไม่ต้องการจะเข้ามาใช้บริการในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเกรงว่าจะไปรับเชื้อกลับมา ประกอบกับโรงพยาบาลเองก็มีมาตรการการควบคุมและลดความเสี่ยงการแพร่ระบาด โดยมีการชะลอหรือยกเลิกการผ่าตัด บางแห่งก็มีการหยุดบริการในส่วนของคลินิกทันตกรรม เป็นต้น

คนไข้ตื่นกลัว-งดเข้า รพ.
แหล่งข่าวรายนี้ยังระบุด้วยว่า จำนวนคนไข้ที่ลดลงดังกล่าวเริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ช่วงปลาย ๆ เดือนกุมภาพันธ์ และต่อเนื่องมาถึงเดือนมีนาคมจนถึงขณะนี้ (เมษายน) ซึ่งโดยรวม ๆ ตัวเลขคนไข้ที่ลดลงเฉลี่ยน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 30-40% และจากจำนวนคนไข้ที่ลดลงดังกล่าว ทำให้โรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งต้องเร่งปรับตัวทั้งในแง่ของการพยายามควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้มีความเข้มงวดขึ้น ควบคู่กับการพยายามนำกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ ๆ มาใช้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ชดเชยรายได้ที่หายไป”

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า จำนวนคนไข้ที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นลูกค้าทั่วไป หรือผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการโรงพยาบาล และเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเองทั้งหมด และคนไข้ที่ลดลงอย่างชัดเจนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มลูกค้าชาวต่างประเทศ เนื่องจากหลาย ๆ ประเทศได้มีการออกคำสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนเดินทางมาประเทศไทย รวมทั้งรัฐบาลไทยก็มีการควบคุมการเข้าออกประเทศที่เข้มงวด รวมทั้งมีการประกาศล็อกดาวน์และปิดสนามบิน ซึ่งภาพนี้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าชาวต่างประเทศ เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่มีกลุ่มลูกค้าหลักมากกว่า 65% เป็นชาวต่างประเทศ หรือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ก็มีสัดส่วนคนไข้ชาวต่างประเทศประมาณ 30%

“เบื้องต้นคาดว่าสถานการณ์นี้อาจจะกระทบไปถึงไตรมาส 2 เพราะตอนนี้ประชาชนทั่วไปมีความตื่นกลัวโควิด-19 มาก และไม่อยากมาโรงพยาบาล หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็จะเลื่อนการไปพบแพทย์ หรือมาโรงพยาบาล ซึ่งภาวะเช่นนี้โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งเป็นเหมือนกันหมด มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป”

งัดบริการใหม่เสริมรายได้
ผู้บริหารระดับสูงโรงพยาบาลเอกชนรายหนึ่งเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากจำนวนคนไข้ทั้งคนไข้ต่างประเทศและคนไข้ในประเทศที่ลดลง ซึ่งลากยาวมาเกือบ 3 เดือน ส่งผลกระทบในเรื่องของรายได้ของโรงพยาบาลค่อนข้างมาก และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ในอนาคตสถานการณ์การแพร่ระบาดทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกจะเป็นอย่างไร และจากการพูดคุยกับผู้บริหารโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่ง ขณะนี้ทุกโรงหันมาให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่าย เช่น การลดการทำงานล่วงเวลา (โอที) ทั้งพนักงานและพยาบาล หรือบางแห่งทีมผู้บริหารก็พร้อมใจลดเงินเดือนลงจำนวนหนึ่ง เป็นต้น

“หลัก ๆ ก็เพื่อประคับประคองให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้ เพราะสถานการณ์แบบนี้คงทำอะไรไม่ได้มาก คงต้องรอให้การแพร่ระบาดคลี่คลายลงก่อน ซึ่งตอนนี้ปัญหาหลัก คือ คนไม่อยากมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น และยังตื่นกลัวไวรัสโควิด-19 ค่อนข้างมาก สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้โรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างใกล้จะเสร็จ หรือที่เตรียมจะเปิดให้บริการในเร็ว ๆ นี้ อาจจะต้องทบทวนแผนใหม่ หรืออาจจะเลื่อนการเปิดออกไปอีกสักระยะหนึ่ง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งมีความเคลื่อนไหวในการเพิ่มบริการใหม่ ๆ โดยเฉพาะการเปิดบริการตรวจโควิด-19 ในระบบไดรฟ์ทรู รวมถึงการทำการตลาดผ่าน digital marketing มากขึ้น เช่น บำรุงราษฎร์ การเพิ่มบริการ vital-life immune booster ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะช่วงฝุ่น PM 2.5 และช่วงโควิด-19, บริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ที่มีทั้งการบริการที่โรงพยาบาลในราคาพิเศษ และมีบริการรับฉีดวัคซีนถึงที่บ้าน สำหรับลูกค้ากังวลไม่อยากไปโรงพยาบาล จากก่อนหน้านี้ที่มีบริการแพ็กเกจตรวจหาไวรัสโควิด-19 และบริการเฮลท์เรสิเดนซ์ ที่พักสำหรับกลุ่มที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ และผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเฝ้าระวัง เป็นต้น

ขณะที่สมิติเวชก็เปิดให้บริการแบบวิดีโอคอล Virtual COVID-19 Clinic เป็นบริการปรึกษาแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ตลอด 24 ชม. สำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือมีความเสี่ยง

รวมทั้งมีบริการส่งยาให้ฟรีถึงที่บ้าน พร้อมได้ส่วนลดค่ายา 20% ส่วนโรงพยาบาลกรุงเทพที่ผ่านมาลอนช์แพ็กเกจ “ไทยช่วยไทย สู้ภัย COVID-19” ให้ส่วนลด 50% สำหรับค่าห้องพักผู้ป่วยใน หออภิบาลผู้ป่วยกึ่งวิกฤต และหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤต และส่วนลด 30% ล่าสุดเพิ่งมีบริการ Bangkok Hospital Delivery ด้วยบริการปรึกษาแพทย์ทางโทรศัพท์ พร้อมอำนวยความสะดวกบริการรับเจาะเลือดและจัดส่งยาให้คนไข้ถึงบ้าน เป็นต้น

หวั่นโควิด-19 ยืดเยื้อ
รายงานข่าวจากฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้รายงานบทวิเคราะห์หุ้น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ (22 เมษายน 2563) ว่า มาตรการล็อกดาวน์ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยชะลอตัวลง คาดว่ารายได้จะเติบโตในระดับหลักเดียวในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ และลดลงสองหลักในเดือนมีนาคม โดยการลดลงในเดือนมีนาคม ส่วนใหญ่มาจากผู้ป่วยในตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 5% ของรายได้ทั้งหมด และการผ่าตัดในเคสที่ไม่รุนแรงของผู้ป่วยชาวไทยเลื่อนออกไป

นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยจะลดลงกว่าเดิมในไตรมาส 2/63 เนื่องจากการล็อกดาวน์ โดยรายได้ผู้ป่วยต่างชาติและผู้ป่วยชาวไทยลดลง 50% และ 10% ตามลำดับในไตรมาส 2/63 และคาดว่าจะทยอยฟื้นตัวสู่ระดับปกติในไตรมาส 4/63 และผู้ป่วยต่างชาติจะเริ่มกลับสู่ระดับปกติในปี 2564

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ได้นำเสนอบทวิเคราะห์หุ้น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) (5 มีนาคม 2563) ว่า ผู้บริหารบำรุงราษฎร์คงเป้ารายได้ปี 2563 ทรงตัวถึงหดตัว 2% แต่อาจมีปรับแก้ใหม่อีกครั้ง หากโควิด-19 ยืดเยื้อ โดยในงวด 2 เดือนแรกของปี 2563 รายได้ลดลงราว 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา จากสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติที่บินมารักษาสูงถึง 55% เชื่อว่าจะเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบมากสุด โดยปัจจุบันการระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายประเทศห้ามประชาชนเดินทางมายังประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นแหล่งรายได้หลักของบำรุงราษฎร์

นอกจากนี้ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังได้วิเคราะห์หุ้นบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ (3 มีนาคม 2563) ว่า ผลกระทบจากโควิด-19 จะฉุดรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยทั่วไปเติบโตไม่สููงมากนัก โดยรายได้ผู้ป่วยทั่วไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังเติบโตในระดับ high single digit ขณะที่รายได้เดือนกุมภาพันธ์ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน ส่วนรายได้ของโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล อินเตอร์เนชั่นแนล (WMC) ซึ่งมีฐานรายได้ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยต่างชาติ 2 เดือนแรกยังเติบโต เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา แต่ในระยะถัดไป WMC น่าจะได้รับผลกระทบจากประเทศในแถบ
ตะวันออกกลาง ห้ามประชาชนเดินทางมายังประเทศไทย จากผลของการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตาม คาดว่ารายได้จากประกันสังคมของบางกอก เชนฯ ปีนี้จะเติบโตมากกว่า 12% จากการปรับอัตราเหมาจ่ายของสำนักงานประกันสังคม และจำนวนผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,097 Posts
พิษโควิดอีก! โรงแรมดัง "ดิ เอมเมอรัลด์" ประกาศปิดชั่วคราว ไม่มีกำหนด

28 เม.ย. 2563

โรงแรมดัง "ดิ เอมเมอรัลด์" ร่อนหนังสือผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ แจ้งปิดให้บริการชั่วคราว ตั้งแต่ 1 พ.ค.เป็นต้นไป ยังไม่มีกำหนดเปิด

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ส่งหนังสือถึงสื่อมวลชน แจ้งปิดให้บริการชั่วคราว พร้อมระบุว่า ฝ่ายบริหารโรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ใคร่ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้การสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอด แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ทางรัฐบาลประกาศมาตรการขอความร่วมมือลดการรวมตัวกัน เพื่อลดความเสี่ยงของการกระจายเชื้อดังกล่าว

ดังนั้นทางโรงแรมฯ จึงมีความจำเป็นต้องปิดทำการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น โดยจะประกาศแจ้งให้ทราบต่อไป ในช่วงเวลาจากนี้ไป สามารถติดต่อสอบถามหรือติดตาม

 

·
Registered
Joined
·
31,678 Posts
ชงถอด "จีน-เกาหลีใต้" ออกจากประเทศเขตติดโรคโควิด-19 เล็งผ่อนผันนำเข้าแรงงานฝีมือผ่าน "สมาร์ทวีซ่า"
เผยแพร่: 7 พ.ค. 2563 15:16 ปรับปรุง: 7 พ.ค. 2563 15:34 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ศบค. เผย "อนุทิน" ชงถอด "จีน-เกาหลีใต้" ออกจากประเทศเขตติดโรคโควิด-19 ชี้หากปลดออกไม่ได้แปลว่าจะเข้าประเทศได้ทันที เหตุยังตรึงมาตรการป้องกันนำเชื้อเข้าประเทศ ทั้งลงทะเบียน มีใบรับรอง ต้องกักตัวเมื่อเข้ามา เล็งผ่อนผันแรงงานมีความสามารถให้เข้าไทยได้ ผ่านการทำสมาร์ทวีซ่า

วันนี้ (7 พ.ค.) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.มีการพูดถึงเรื่องของต่างประเทศ ซึ่งสถานการณ์ติดเชื้อของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันไป อย่างประเทศจีนและเกาหลีใต้ควบคุมผู้ป่วยรายใหม่จนเหลือหลักหน่วย นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ) เสนอว่า น่าจะมีการปรับรายชื่อ ถอนบางประเทศออกไปจากประเทศเขตติดโรคติดต่อโรคโควิด-19 เพื่อให้มีการทำงานหรือมีความสัมพันธ์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่ดีต่อไปด้วย ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบ แต่ต้องนำไปสู่การประชุมหารือและดำเนินการต่างๆ ตามขั้นตอนต่างๆ

"ถ้าปลดตรงนี้ไม่ได้แปลว่าจะเข้าประเทศได้ทันที เพราะมีมาตรการต่างๆ ที่จะจัดการอยู่ ตั้งแต่บินลงมา ซึ่งเราแย้มน่านฟ้าให้ลงได้ แต่ต้องมีขออนุญาต ต้องมีใบรับรองแพทย์ฟิตทูฟลายว่าบินได้ มีการลงทะเบียนก่อน เข้ามาแล้วก็ต้องอยู่ในสถานที่กักตัวที่รัฐกำหนด 14 วัน เรียกว่ามีหลายปราการ ยิ่งประเทศที่มีการติดเชื้อรุนแรงในปัจจุบัน การเข้มงวดระบบการตรวจคนเข้าเมืองสำคัญกว่าการประกาศ ซึ่งถือเป็นระบบที่ใช้ตรึง ทุกวันนี้ก็ยังตรึงไว้อยู่ ตอนนี้สาเหตุติดเชื้อมาจากนำเข้าทั้งสิ้น ซึ่งไม่ต้องห่วง เรามองเห็นว่าเป็นประเด็น ถ้ายังไม่ดีเพียงพอไม่ให้นำเข้าแน่นอน" นพ.ทวีศิลป์ กล่าวและว่า ส่วนสหรัฐอเมริกาและรัศเซียที่วามีการเปิดประเทศ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก็ยังไม่อยู่ในลิสต์รายชื่อของไทย มีแค่จีนและเกาหลีใต้

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า นายกฯ ยังย้ำเรื่องของการทำงานร่วมกันในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งประชุมครั้งที่แล้วหารือกันว่า น่าจะรวมกลุ่มลงทุนด้านวัคซีน ศึกษาเรื่องโควิดด้วยกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์ร่วมกันด้านสาธารณสุข และพูดถึงมาตรการผ่อนผันแรงงานที่มีความสามารถให้เข้ามาได้ เรียกว่าเป็นสมาร์ทวีซ่า เชื่อมโยงเรื่องการเคลื่อนย้ายคนเก่งอยากกลับมาจากต่างประเทศ จะได้มีบุคลากรที่ดีเข้ามาทำงาน และเรื่องถัดมา คือ เรื่องการจัดตั้งเทสต์แล็บหรือการพัฒนาชุดอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ อย่างการทำชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ซึ่งตอนนี้ขาดตลาดทั่วโลก ถ้าเราสามารถทำได้และออกมาในเชิงการมีมาตรฐานที่ทดสอบได้ ถ้ามีการทดสอบในไทยด้วยก็ดี

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,097 Posts
แบงก์ชาติรายงาน เศรษฐกิจไทยหดตัว เสถียรภาพมีทิศทางแย่ลง นักท่องเที่ยวหดตัวรุนแรง

6/05/2020

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนมีนาคมและไตรมาส 1 ปี 2563 พบว่า เศรษฐกิจไทยเดือนมีนาคม 2563 หดตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อน การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวรุนแรง ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจปรับไปในทิศทางแย่ลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ



โดยด้านนักท่องเที่ยวต่างประเทศ หดตัวรุนแรงที่ 76.4% จากระยะดียวกันกับปีก่อน เป็นการหดตัวสูงทุกสัญชาติ การประกาศใช้มาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศหลายแห่งรวมไทยด้วยเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลงมาก กระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร และธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร

มูลค่าการส่งออกสินค้าหดตัว 2.2% จากระยะดียวกันกับปีก่อน ถ้าไม่รวมการส่งออกทองคำ มูลค่าการส่งออกหดตัวที่ 6.5% หดตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อน หดตัวในหลายหมวดสินค้า โดยเฉพาะยานยนตร์และชิ้นส่วนและสินค้ากลุ่มที่มูลค่าเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เป็นผลจากมาตรการปิดเมืองในหลายประเทศ

เครื่องชี้การบริโภคเอกชน หดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน การใช้จ่ายเกือบทุกหมวด กำลังซื้อภาคครัวเรือนอ่อนแอลง ทั้งด้านรายได้ การจ้างงาน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมทั้งความกังวลต่อโรคโควิด-19 การเดินทางและการใช้จ่ายนอกบ้านลดลง หมวดสินค้าอุปโภคบริโคที่จำป็นและการใช้ใฟฟ้าขยายตัว การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่อ่อนแอ

เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนหดตัวสูงขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน ทั้งในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์และหมวดก่อสร้าง สอดคล้องกับอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่อ่อนแอลง รวมทั้งความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ลดลงต่อเนื่องตามสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19
มูลค่าการนำเข้าสินค้าขยายตัว 4.4% จากระยะเดียวกันกับปีก่อน หากไม่รวมการนำเข้าทองคำ มูลค่าการนำเข้าขยายตัวอยู่ที่ 1.3% การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางโดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน จากการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าบางกลุ่มกลับมาขยายตัว การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าทุนยังคงหดตัว สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

การใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอน กลับขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ตามการทยอยเบิกจ่ายภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2563 เป็นหลัก รายจ่ายประจำขยายตัวตามการเบิกจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจปรับไปในทิศทางที่แย่ลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 จากอัตราเงินเฟ้อในหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่หดตัวสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและอัตราเงินเฟ้อในหมวดอาหารสดยังคงเป็นบวก แต่ปรับลดลงจากเดือนก่อน

ด้านตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงตามดุลการค้าที่ลดลงจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและรายรับภาคการท่องเที่ยวลดลงมาก ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลสุทธิจากด้านสินทรัพย์และหนี้สิน อย่างไรก็ดี เสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 หดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งอุปสงค์ต่อไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีการหดตัวสูง การส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำหดตัวต่อเนื่อง เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนแผ่วลงตามรายได้และความเชื่อมั่นที่ปรับลดลงมาก โดยมีเพียงการใช้จ่ายในหมวดสินค้าที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวต่อเนื่องจากความล่าช้าของ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2563 กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หดตัวส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนหดตัวสอดคล้องกัน

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนตามอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน และัตราเงินเฟ้อในหมวดพลังงานที่เป็นผลจากฐานต่ำในปีก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานเปราะบางเพิ่มขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงจากรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงมาก ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลสุทธิจากทั้งด้านทรัพย์สินและหนี้สิน

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,097 Posts
ธปท.เปิดผลสำรวจ 4 ธุรกิจซมพิษโควิด “ท่องเที่ยว” 1-2 ปี ฟื้นตัว

วันที่ 9 พฤษภาคม 2563

วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ”รายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดทำโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจและธุรกิจระหว่าง ธปท. กับภาคธุรกิจ และหน่วยงานต่าง ๆ (Business Liaison Program) พูดคุยกับผู้ประกอบธุรกิจในสาขาต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ในปัจจุบันและแนวโน้มในระยะต่อไป ทั้งในระดับภาพรวมและระดับธุรกิจ

โดยครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดย่อม ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ทั่วประเทศ โดย ธปท. ได้ประมวลข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจ

สำหรับ “รายงานแนวโน้มธุรกิจ” ไตรมาส1/2563 ของธปท. มองว่า เศรษฐกิจไทยหดตัวในทุกกลุ่มธุรกิจ และผู้ประกอบการ 50% คาดว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลงในอีก 12 เดือนข้างหน้า และแม้ว่าในไตรมาสแรกจะพบว่าภาพรวมธุรกิจจะอยู่ใน “ภาวะหดตัว” แต่ผู้ประกอบการมองว่าในไตรมาส 2 จะอยู่ในภาวะ “หดตัวมาก” ทั่วประเทศในทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ธปท. ได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้ประกอบการแต่ละอุตสาหกรรมทั่วประเทศ สะท้อนมุมอมงการปรับตัวและการฟื้นตัวใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้

ธุรกิจท่องเที่ยวใช้เวลาฟื้นตัว1-2ปี

ธุรกิจท่องเที่ยวส่วนใหญ่ปรับตัวได้ค่อนข้างยาก จากลักษณะของธุรกิจ เช่น สายการบิน โรงแรม หรือ สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น โดยบางส่วนปรับรูปแบบการบริการให้หลากหลายมากขึ้น อาทิ โรงแรมหันมาทำอาหารขายดีลิเวอรี หรือรถขนส่งสาธารณะ เช่น แท็กซี่ หรือตุ๊กตุ๊กหันมาส่งสินค้าแทนการรับส่งผู้โดยสาร เป็นต้น

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่าธุรกิจการท่องเที่ยวจะกลับ มาได้เร็วสุดราว Q4/ 63 แต่อาจใช้เวลาอีก 1-2 ปี กว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยผู้ประกอบการมีแนวโน้มเน้นการทำตลาดและ ให้บริการหลากหลายมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง

ค้าปลีกชะลอลงทุนเปิดสาขาใหม่

กลุ่มธุรกิจค้าปลีกมีการขายบนแพลทฟอร์มออนไลน์ และ Social media มากขึ้น รวมถึงการทำ Content marketing เพื่อส่งเสริมการขาย รวมถึงเปลี่ยนมาเน้นขายสินค้าบางประเภท ที่มีความต้องการมากขึ้น เช่น เจลล้างมือ หน้ากาก อุปกรณ์ทำความสะอาด และอาหาร เป็นต้น

รวมถึงการนำเสนอบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน หรือมารับสินค้าโดย ไม่ต้องลงจากรถ (Drive thru pick up) มากขึ้น และการทำโปรโมชั่นที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้า

อย่างไรก็ตามสำหรับธุรกิจค้าปลีก คาดว่าจะสามารถ ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างเร็ว ราว Q4/ 63 จะเริ่มเห็นคนออกมาทำกิจกรรม นอกบ้านและจับจ่ายอย่างไร้กังวล ขณะที่ความนิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะ Virtual shopping มากขึ้น แต่การลงทุนเพื่อเปิดสาขาใหม่ในเมืองหลักอาจลดลง

ภาคผลิตกระจายความเสี่ยงแหล่งวัตถุดิบ

สำหรับ “อุตสาหกรรมการผลิต” เกือบทั้งหมดหดตัวในช่วงมาตรการล็อกดาวน์จากปัญหา Supply chain disruption โดยเฉพาะ SMEs ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทันที อย่างไรก็ดี ผลกระทบแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ ประเภทสินค้าและตลาด

ขณะที่ธุรกิจการผลิตบางรายมีการปรับตัวมาผลิต สินค้าที่เป็นความต้องการในช่วงของการระบาดโควิด-19 เช่นผู้ผลิตรถยนต์บางรายปรับไลน์การผลิต มาทำเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หันมาผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น

โดยคาดว่าการผลิตจะทยอยกลับมาดีขึ้น เมื่อมาตรการล็อกดาวน์ ประเทศต่างๆ เริ่มผ่อนคลาย สะท้อนจากการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กลับมา ผลิตหลังโรงงานในจีนเริ่มเปิด รวมทั้งผลิตภัณฑ์ยางพาราเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามา ซึ่งคาดว่ากลับมาเป็นปกติได้อย่างเร็วใน Q4/63

ขณะเดียวกันภาคการผลิตมีแนวโน้มกระจายความเสี่ยงมากขึ้น เช่น หาแหล่งวัตถุดิบหลากหลายแห่ง ควบคู่กับการลงทุนใน Digital platform และ Automation เพื่อช่วยเพิ่มผลิตภาพการผลิต

อสังหาฯ เบรกโครงการใหม่-ห่วงโอเวอร์ซัพพลาย

และสุดท้าย “ธุรกิจอสังหาฯ” จะพบว่ามีการจัดโปรโมชั่นเข้มข้นขึ้น เพื่อระบายสต็อก โดยมีการปรับตัวในช่วงมาตรการล็อกาวน์ หันมาจัดมหกรรมขายบ้านแบบออนไลน์มากขึ้น ขณะที่ชะลอการเปิดตัวหรือลงทุนโครงการใหม่ เน้นการลงทุนเพื่อตอบสนองความต้องการเพื่ออาศัยจริงมากขึ้น

สำหรับระยะเวลาการปรับตัวในภาคอสังหาฯ เนื่องจากมีความกังวลมากขึ้นกับอสังหาฯ ที่เหลือขาย (Oversupply) แต่เชื่อว่าจะดีขึ้นบ้าง หลังสถานการณ์ไวรัสคลี่คลายลง

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,097 Posts
ลดเงินหลักประกัน “บ.ทัวร์” อุ้มธุรกิจ…ลิดรอนสิทธินักท่องเที่ยว

วันที่ 15 พฤษภาคม 2563


ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา สำหรับกฎกระทรวงเรื่องกำหนดจำนวนเงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนำเที่ยว พ.ศ. 2563 สาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้คือ การปรับลดจำนวนเงินวางหลักประกันการประกอบธุรกิจนำเที่ยวของบริษัทนำเที่ยวลงจากเดิม 70%

โดยกำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยววางหลักประกัน ดังนี้ 1.การประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภทเฉพาะพื้นที่ วางหลักประกัน 3,000 บาท 2.การประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภทภายในประเทศ วางหลักประกัน 15,000 บาท 3.การประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภทนำเที่ยวจากต่างประเทศ (inbound) วางหลักประกัน 30,000 บาท และ 4.การประกอบธุรกิจนำเที่ยวประเภททั่วไป (outbound) วางหลักประกัน 60,000 บาท

จากเดิมที่ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 กำหนดไว้ว่า บริษัทนำเที่ยวประเภทเฉพาะพื้นที่ วางหลักประกัน 10,000 บาท บริษัทธุรกิจนำเที่ยวประเภทภายในประเทศ วางหลักประกัน 50,000 บาท บริษัทนำเที่ยวประเภทนำเที่ยวจากต่างประเทศ (inbound) วางหลักประกัน 100,000 บาท และบริษัทนำเที่ยวประเภททั่วไป (outbound) วางหลักประกัน 200,000 บาท

เจตนาช่วยผู้ประกอบการ

“โชติ ตราชู” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า เหตุผลในการนำเสนอเรื่องนี้คือเห็นว่าเป็นแนวทางการช่วยเหลือเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวหลังจากธุรกิจหยุดชะงักผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง ส่งผลต่อการจ้างงานของแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โดยเชื่อว่ากฎกระทรวงฉบับนี้จะช่วยผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวในระยะเร่งด่วนได้ และทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจยังหล่อเลี้ยงธุรกิจและพนักงานในความดูแลไปได้ในช่วงระยะเวลาวิกฤตนี้วงในชี้ผิดวัตถุประสงค์

แหล่งข่าวจากกรมการท่องเที่ยวรายหนึ่งกล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 ที่กำหนดวางเงินหลักประกันไว้สูงสุดที่ 200,000 บาท สำหรับบริษัทนำเที่ยวที่ทำตลาดเอาต์บาวนด์ หรือ 100,000 บาทสำหรับบริษัทนำเที่ยวที่ทำตลาดอินบาวนด์นั้นต่ำไป เวลาเกิดปัญหาเงินจำนวนนี้ไม่พอเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว

ดังนั้น ในช่วงปี 2559-2560 คณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวฯ หรือบอร์ดธุรกิจนำเที่ยวฯ จึงได้หารือกับทุกฝ่าย สมาคมท่องเที่ยวทุกสมาคม และได้มีมติให้เพิ่มเงินหลักประกันบริษัทนำเที่ยวทั้ง 4 ประเภทโดยกำหนดว่า บริษัทนำเที่ยวประเภทเฉพาะพื้นที่ วางหลักประกันเพิ่มจาก 10,000 บาท เป็น 50,000 บาท บริษัทธุรกิจนำเที่ยวประเภทภายในประเทศ วางหลักประกันเพิ่มจาก 50,000 บาท เป็น 100,000 บาท บริษัทนำเที่ยวประเภทนำเที่ยวจากต่างประเทศ (inbound) วางหลักประกันเพิ่มจาก 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท และบริษัทนำเที่ยวประเภททั่วไป (outbound) วางหลักประกันเพิ่มจาก 200,000 บาท เป็น 500,000 บาท

ทั้งนี้ เพื่อให้มีความสมเหตุสมผลและช่วยยกระดับมาตรฐานของบริษัททัวร์ของไทยให้เทียบเท่ากับประเทศในชาติอาเซียน อีกทั้งยังเป็นการปรับให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย โดยให้ผู้ประกอบการรายเดิมทยอยเพิ่มเงินเข้าไปให้ครบภายใน 2 ปี ส่วนรายใหม่ให้ใช้อัตราใหม่ทันที

สุดท้ายปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯในสมัยนั้นไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกไปวางเป็นหลักประกันไว้ที่กรมการท่องเที่ยวเฉย ๆ ไม่เกิดประโยชน์

“แนวทางการปรับขึ้นหลักประกันในครั้งนั้น อยู่บนพื้นฐานที่ว่าวงเงินค้ำประกันดังกล่าวนั้นเป็นอัตราที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2535 หากเทียบกับปัจจุบันถือว่าต่ำมาก ประกอบกับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปีทำให้เกิดปัญหากับนักท่องเที่ยวในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว การปรับเพิ่มเงินวางหลักประกันจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นแนวทางคุ้มครองนักท่องเที่ยวด้วย”

ชี้กระทบนักท่องเที่ยวโดยตรง
พร้อมย้ำว่า วัตถุประสงค์ของการวางเงินหลักประกันตาม พ.ร.บ.นำเที่ยวฯนั้นคือ กำหนดไว้สูงเพื่อให้คุ้มครองนักท่องเที่ยวเวลาบริษัทนำเที่ยวนั้นๆ สร้างปัญหา ดังนั้น การลดเงินวางหลักประกันครั้งนี้จึงเป็นแนวทางที่ผิดวัตถุประสงค์ และคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ นักท่องเที่ยวที่ถูกลิดรอนสิทธิ

สอดรับกับแหล่งข่าวจากบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่รายหนึ่ง ที่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับลดเงินวางหลักประกันบริษัทนำเที่ยวครั้งนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม คือได้ช่วยผู้ประกอบการในภาวะวิกฤติจริง แต่ถ้าปรับลงถาวรถือว่าเงินหลักประกันใหม่นี้มีจำนวนต่ำมาก และไม่เพียงพอกับการคุ้มครองนักท่องเที่ยวหากมีปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน

แต่หากว่าการปรับลดครั้งนี้เป็นการชั่วคราว เมื่อธุรกิจดีขึ้นหรือคนที่จดทะเบียนใหม่ใช้หลักวางประกันเดิมคือ สูงสุดที่ 200,000 บาท แบบนี้ถือว่าเป็นหลักการช่วยผู้ประกอบการเป็นการชั่วคราว ทุกฝ่ายน่าจะรับได้

หวั่นระยะยาวเกิดปัญหา
ผู้คร่ำหวอดในวงการท่องเที่ยวอีกรายหนึ่งกล่าวในทิศทางเดียวกันว่า วัตถุประสงค์ของการวางเงินประกันของบริษัทนำเที่ยวตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองนักท่องเที่ยวเมื่อบริษัทนำเที่ยวนั้น ๆ มีปัญหา โดยกรมการท่องเที่ยวสามารถหักเงินดังกล่าวนี้ไปจ่ายชดเชยให้นักท่องเที่ยวได้เลย ไม่เพียงเท่านี้ การวางหลักประกันในอัตราที่สูงยังทำให้เกิดความมั่นคงของอาชีพด้วย กล่าวคือ ไม่เปิดทางให้เปิดบริษัทได้ง่ายเกินไป ธุรกิจเองก็ไม่กล้าทำผิดรวมถึงทำให้ผู้ประกอบการไม่จดทะเบียนครั้งละหลายบริษัท

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการปรับลดวงเงินวางประกันครั้งนี้ในระยะสั้นที่ยังไม่มีการเดินทางของนักท่องเที่ยวคงไม่เกิดปัญหาอะไร และได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการจริง แต่ถ้าธุรกิจเริ่มกลับมามีการเดินทางของนักท่องเที่ยวเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ตามมาแน่นอน เพราะที่ผ่านมาขนาดวางเงินไว้ 100,000-200,000 บาทหลาย ๆ ครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นยังมีเงินไม่พอคุ้มครองนักท่องเที่ยว

“แนวทางนี้ทำให้บริษัททัวร์จะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในสายตานักท่องเที่ยวอีกต่อไป เพราะแม้ว่าเขาจะซื้อทัวร์จากบริษัทที่จดทะเบียนถูกต้อง แต่หากมีปัญหาเกิดขึ้น แต่เขาก็ได้รับความคุ้มครองในวงเงินที่ไม่คุ้มค่า ดังนั้นเลือกที่จะเดินทางด้วยตัวเองหรือไปกับบริษัทไหนก็ได้ที่ให้ราคาถูกดีกว่า เพราะรับความเสี่ยงเองเหมือนกัน”

ดันกองทุนพัฒนาท่องเที่ยวฯดูแล
“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯกล่าวถึงกรณีนี้ว่า เรื่องที่หลายฝ่ายกังวลว่าจำนวนเงินหลักประกันที่น้อยลงจะกลายเป็นดาบสองคมนั้นไม่อยากให้เป็นกังวล เพราะนอกจากวงเงินที่ยังกันไว้ 30% แล้ว ตนยังเตรียมที่จะดันนโยบายกองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวฯ เพื่อดูแลผลประโยชน์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะครอบคลุมการชดเชยในกรณีต่าง ๆ ออกมาใช้จริงให้ได้เร็ว ๆ นี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดูความเหมาะสมของการจ่ายค่าธรรมเนียมของนักท่องเที่ยวและวงเงินชดเชยในกรณีต่าง ๆ

ส่วนนักท่องเที่ยวเอาต์บาวนด์และนักท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น เชื่อว่าวงเงินที่เหลืออยู่ 30% น่าจะเพียงพอชดเชยนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาหนึ่ง และกระทรวงจะมองหาแนวทางในการนำวงเงินของบริษัทนำเที่ยวต่าง ๆ มารวมกันเป็นกองทุนเดียว เพื่อให้มีจำนวนเงินเพียงพอชดเชยให้กับนักท่องเที่ยวในอนาคต พร้อมยืนยันว่าจะมีการเรียกคืนวงเงินประกันกลับมาให้ครบ 100% แน่นอน เพียงแต่ต้องรอให้การท่องเที่ยวฟื้นคืนเต็มที่ก่อน ซึ่งอาจจะใช้ระยะเวลามากกว่า 1 ปี

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากวิกฤตการณ์โควิดคลี่คลายรูปโฉมการท่องเที่ยวไทยจะเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ในอนาคตนักท่องเที่ยวอิสระจะมาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบสัดส่วนกับนักท่องเที่ยวจากธุรกิจนำเที่ยว อาจจะเพิ่มสัดส่วนมากกว่า 70 : 30 ทำให้ภาคท่องเที่ยวจำเป็นจะต้องปรับตัวมากกว่าที่ผ่านมา โดยภายในสิ้นเดือนนี้กระทรวงเตรียมนำเสนอแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวทั้งหมดต่อนายกรัฐมนตรี และคาดว่าจะเปิดรายละเอียดให้ทราบได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ระหว่างนี้ใครรับผิดชอบ นทท.

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนท่องเที่ยวเป็นห่วงคือ กฎกระทรวง เรื่องกำหนดจำนวนเงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนำเที่ยว พ.ศ. 2563 นี้ ไม่ได้ระบุว่าอัตราการวางหลักประกันดังกล่าวนี้ว่าจะใช้เป็นเวลากี่ปี มีเพียงแค่เป็นข้อสรุปในที่ประชุมบอร์ดธุรกิจนำเที่ยวฯว่าจะกลับมาใช้อัตราเดิมหลังจากธุรกิจท่องเที่ยวดีขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่ปีดังนั้น ระหว่างที่ใช้กฎกระทรวงฉบับปี พ.ศ. 2563 หากมีปัญหาเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยวหรือบอร์ดธุรกิจนำเที่ยวฯ มีมาตรการรองรับแล้วหรือยังว่าจะรับผิดชอบนักท่องเที่ยวอย่างไร

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,097 Posts
ร้องระงม!ซอฟต์โลนหมื่นล. ท่องเที่ยวกู้ไม่ผ่านสักราย

21 May 2020

สุดช้ำธุรกิจท่องเที่ยวร้อง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ขอซอฟต์โลนหมื่นล้านผ่านเกณฑ์แค่หลักสิบ แถมบสย.แจ้งไม่มีเงินค้ำประกัน จี้รัฐช่วยด่วนหวั่นถูกต่างชาติฮุบ

นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงผลการประชุมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว 16 สาขาชีพท่องเที่ยว กับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อแก้ปัญหาที่ภาคเอกชนไม่สามารถเข้าถึงการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน

โดยมีตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง ธนาคารออมสินและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)เข้าร่วมด้วยวันนี้ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ที่ประชุมจึงให้แต่ละสมาคมเพื่อกลับมานำเสนอปัญหาอีกครั้งในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ว่าต้องการให้สถาบันการเงินปรับลดเงื่อนไขใดบ้างถึงจะเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในภาคปฏิบัติ

อย่างไรก็ดีปัญหาที่มีการนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่องเดิมที่เคยหารือกันมาหลายรอบ แต่ผู้ประกอบการก็ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้สักรายเดียว โดยมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วประเทศเสนอขอเงินกู้ไป 3,026 รายวงเงินราว 12,000 ล้านบาท แต่ผ่านเกณฑ์เพียง 36 ราย คิดเป็นวงเงิน 87 ล้านบาท และแม้จะผ่านเกณฑ์แต่ บสย.ไม่มีเงินค้ำประกัน ส่วนอีก 1,700 รายได้รับแจ้งว่าอยู่ในขบวนการพิจารณา

“สรุปจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายย่อยรายใดกู้ผ่านสักรายเดียว ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ SME ซึ่งมีปัญหาสภาพคล่องมาก โดยเรื่องนี้ทางสถาบันการเงินให้เหตุผลว่าที่ผ่านเกณฑ์ เพราะติดเงื่อนไขคือ ไม่ผ่านเครดิตบูรโร และงบการเงินไม่ผ่านเพราะ ธุรกิจไม่ทำกำไรติดต่อกัน 3 ปี จึงไม่ได้รับการพิจารณา การปล่อยสินเชื่อ “ นายชัยรัตน์ กล่าว

ประธานสทท.ยังกล่าวอีกว่าต้องเข้าใจผู้ประกอบการรายย่อยที่ระบบบัญชีอาจจะมีปัญหาเพราะการทำธุรกิจที่ผ่านมาไม่ได้คิดว่าจะต้องพึ่งพาสินเชื่อ เป็นการทำธุรกิจในลักษณะซื้อมาขายไป จึงไม่มีการตกแต่งบัญชี แต่เมื่อสถาบันการเงินพิจารณาตีความไม่มีปัญหาจ่ายหนี้คืนจึงไม่ผ่านการพิจารณา ธุรกิจที่รับผลกระทบหนักได้แก่ บริษัทนำเที่ยว รถนำเที่ยว ร้านค้าสินค้าที่ระลึก โรงแรมขนาดเล็กที่ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง เป็นต้น


“ธุรกิจพวกนี้อย่าว่าแต่จะหาเงินที่ไหนมาคืนเลยพรุ่งนี้จะกินอะไรเขายังไม่รู้เลยเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวได้เมื่อไร แต่หากรัฐบาลไม่หาทางช่วยธุรกิจก็อยู่ไม่ได้และสุดท้ายอาจตกอยู่ในมือต่างชาติทั้งหมด” ประธานสทท.กล่าว

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า กระทรวงฯ ยินดีที่จะเป็นผู้ประสานงาน ผลักดันและช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการทางด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19”ส่วนเอกชนที่เข้าร่วมประชุมได้แก่ 1) มัคคุเทศก์ 2) ที่พักแรมสำหรับนักท่องเที่ยว 3) รับขนส่งนักท่องเที่ยวทางบก

4) รับขนส่งนักท่องเที่ยวทางน้ำ 5) รับขนส่งนักท่องเที่ยวทางอากาศ 6) ธุรกิจนำเที่ยวเข้ามาในประเทศ 7) ธุรกิจนำเที่ยวไปต่างประเทศ 8) ธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ 9) ส่งเสริมการประชุมจัดนิทรรศการและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล 10) ด้านอาหารและเครื่องดื่มสำหรับนักท่องเที่ยว 11) นันทนาการ 12) ธุรกิจจำหน่ายสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยว 13) ส่งเสริมความสัมพันธ์การท่องเที่ยวในประเทศหรือระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีสมาคมสวนสัตว์ สมาคมกีฬา ฯลฯ เข้าร่วม

 

·
Liberty, Equality, Frate
Joined
·
111,097 Posts
อุตฯท่องเที่ยวดิ้นหนีตายจี้รัฐ กระทุ้งซอฟต์โลนแบงก์ออมสินหมื่นล้าน


ธุรกิจท่องเที่ยวตายสนิท โอดรัฐมีซอฟต์โลน์หมื่นล้านแต่เข้าไม่ถึง สทท.นำผู้ประกอบการ 13 สาขาวิชาชีพตบเท้าพบ รมว.การท่องเที่ยวฯ วอนรัฐเร่งทบทวนหลักเกณฑ์ปล่อยกู้ เผยยื่นกู้ไป 3 พันราย ได้อนุมัติแค่ 36 ราย วงเงินไม่ถึง 100 ล้าน เจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯเร่งประสานคุยหลักเกณฑ์ใหม่กับแบงก์ออมสินอีกรอบ 25 พ.ค.นี้


นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย (SMEs) ประสบปัญหาด้านเงินทุนหมุนเวียนอย่างหนัก และมีผู้ประกอบการที่ไปต่อไม่ไหวประกาศปิดตัวไปแล้วราว 30-40% เนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ตามที่รัฐบาลได้กันงบประมาณผ่านมาทางธนาคารออมสิน จำนวน 1 หมื่นล้านบาท สำหรับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยตรง

นายชัยรัตน์กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งหมดมีผู้ประกอบการอยู่ในระบบกว่า 50,000 ราย ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการที่เข้าโครงการยื่นขอซอฟต์โลนธนาคารออมสิน ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา รวมทั้งหมด 3,073 ราย วงเงินรวม 12,744.83 ล้านบาท ปัจจุบันมีผู้ผ่านเกณฑ์เพียง 36 ราย วงเงิน 87.24 ล้านบาท คิดเป็น 1% ของจำนวนที่ขอไปเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ 1,337 ราย วงเงิน 3,244 ล้านบาท คิดเป็น 25% รวมถึงมีผู้ยื่นกู้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 1,700 ราย วงเงิน 9,413.59 ล้านบาท

“สาเหตุหลักที่พบ คือ หลักเกณฑ์การพิจารณาของธนาคารที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ และปัญหาของผู้ประกอบการท่องเที่ยว อาทิ เรื่องเกณฑ์วิเคราะห์งบการเงิน ส่วนของหนี้สินเทียบกับทุน กำไร หรือบางส่วนมีเอกสารงบการเงินย้อนหลังไม่ถึง 3 ปี รวมถึงบุคคลธรรมดาที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แต่ประกอบอาชีพอิสระ เป็นต้น” นายชัยรัตน์กล่าว

นายชัยรัตน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการท่องเที่ยวนำโดย สสส. ได้ผ่านกระบวนการเจรจา เพื่อขอให้ทางสถาบันการเงินปรับเกณฑ์การพิจารณาปล่อยกู้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้ง 13 อาชีพเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม-ต้นเมษายน แต่ก็ยังพบว่าพอผู้ประกอบการทำเอกสารยื่นของกู้ไปก็ยังไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการทั้งระบบขาดสภาพคล่องอย่างหนักในขณะนี้

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทาง สทท.จึงได้ขอให้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เป็นตัวแทนเจรจากับทางธนาคารออมสิน เพื่อให้ปรับเกณฑ์การปล่อยกู้ตามที่ภาคเอกชนท่องเที่ยวนำเสนอ โดยได้นัดเจรจากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย อาทิ ธนาคารออมสิน, ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง อีกครั้งในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

ด้านนายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลมีความพยายามที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยการให้แหล่งเงินทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปหมุนเวียนภายในธุรกิจ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โดยล่าสุดแม้ว่าธนาคารออมสินผู้ปล่อยสินเชื่อจะผ่อนปรนหลักเกณฑ์ลงมาบ้างแล้ว แต่เมื่อยังมีข้อติดขัด จึงจำเป็นที่จะต้องหารือการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้มีความชัดเจนในรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น

“ในที่ประชุม เราได้แจ้งกับตัวแทนของกระทรวงการคลัง และธนาคารออมสินว่า ตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าใจหลักเกณฑ์ทั่วไปของธนาคาร แต่มองว่าในช่วงเวลาวิกฤต จำเป็นที่จะต้องใช้หลักการที่แตกต่างออกไป แม้จะคำนึงถึงความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อจริง แต่รายได้และที่มาของผู้ประกอบการในอุตฯอาจจะไม่สอดคล้องกับรูปแบบที่ธนาคารคุ้นเคย จึงอยากให้นับรวมการรับรองของสภา และสมาคมไปพิจารณาร่วมด้วย” นายนภินทรกล่าว

23/5/2563 อุตฯท่องเที่ยวดิ้นหนีตายจี้รัฐ กระทุ้งซอฟต์โลนแบงก์ออมสินหมื่นล้าน
 
2601 - 2609 of 2609 Posts
Top